ต่อมาในช่วงยุคหลังการปฏิวัติเมจิ นาโกย่ามีบทบาทสำคัญในฐานะที่เป็นเมืองอุตสาหกรรม เช่น ทอฝ้าย ดินปืน รวมทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ด้วย (รถยนต์ยี่ห้อ Toyota มีต้นกำเนิดมาจากเมืองนี้) อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่เป็นศูนย์กลางการผลิตยุทโธปกรณ์ เช่น เครื่องบินรบ คลังน้ำมัน อุปกรณ์ทางรถไฟ ทำให้นาโกย่าเป็นอีกเมืองที่ของญี่ปุ่นที่ถูกทำลายราบเป็นหน้ากลองในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ปัจจุบัน นาโกย่ากลายเป็นเมืองใหญ่ที่มีความสำคัญมากของภูมิภาคชูบุครับ เพราะเป็นที่ตั้งของ ท่าอากาศยานนานาชาติชูบุเซ็นแทร (Chubu Centrair International Airport) ซึ่งทำหน้าที่เป็นประตูไปสู่เมืองสำคัญๆของภูมิภาคชูบุ เช่น กิฟุ (Gifu), ทากายามะ (Takayama), ชิราคาวาโก (Shirakawa-go) เป็นต้น
แผนเที่ยว วันที่หนึ่ง - ออกเดินทางจากสนามบินดอนเมืองไปยังสนามบินนาโกย่า (Chubu Centrair International Airport) ด้วยสายการบิน Thai Air Asia X (XJ638) - ถึง Nagoya/ Check in เข้าที่พัก (Chiyoda Hotel Nagoya) - ทานข้าวหน้าปลาไหลที่ร้าน Horaiken - เที่ยวชมแสงสีของ Nagoya ยามค่ำคืนที่ย่าน Sakae วันที่สอง - เที่ยวชมปราสาท Nagoya - ไปดูวาฬออก้าและเบลูก้าที่ Nagoya Aquarium/ เดินเล่นที่ Nagoya Port - ชมศาลเจ้า Atusa Jinga Shrine - กินไก่ทอดสไตล์ Nagoya ที่ร้าน Otusei - กลับที่พักวันที่สาม - เดินทางต่อไปยังเมืองอื่น (Takayama)ที่พักที่เมืองนาโกย่า ทริปนี้ผมพักที่ Chiyoda Hotel Nagoya 2 คืน ในราคา 18,000 เยน (ไป 2 คนหารกันเหลือคนละ 9,000 เยน หรือประมาณ 2,800 บาท) ปัจจุบัน โรงแรมนี้ปิดกิจการเรียบร้อยแล้วครับ หลังจากโดนพิษโควิดเล่นงาน ถ้าใครจะไปลองหาที่พักอื่นจากแอปจองโรงแรม ไม่ว่าจะเป็น booking หรือ Agoda ดูนะครับ ที่เมืองนี้มีที่พักหลายระดับตั้งแต่โฮสเทล ไปจนถึงโรงแรมดีๆ ระดับห้าดาวเลยครับ วันที่หนึ่ง
สำหรับวันแรก จะเป็นการเดินทางจากสนามบินดอนเมือง เพื่อไปตั้งต้นทริปที่นาโกย่า ซึ่งเป็นเมืองใหญ่และศูนย์กลางการเดินทางในภูมิภาคชูบุครับ วิธีการเดินทางจากกรุงเทพไปนาโกย่าที่สะดวกและรวดเร็วที่สุดก็คือ ขึ้นเครื่องบินไปลงที่สนามบิน Chubu Centrair International Airport โดยสายการบินต่างๆที่มีรูทบินตรงจากกรุงเทพ ซึ่งตอนที่ผมไป สมัยนั้นมีบินตรงของ Thai Air Asia X จากสนามบินดอนเมืองมาลงที่นาโกย่าเลย สะดวกมาก
รูทนี้จะใช้เวลาบินประมาณ 5 ชั่วโมงกว่าๆ โดยเวลาที่ญี่ปุ่นจะเร็วกว่าที่เมืองไทย 2 ชั่วโมงครับ
เมื่อมาถึงญี่ปุ่น เราก็ต้องผ่านตม. สำหรับตม.ที่สนามบินนี้ถือว่าค่อนข้างชิลล์ครับ ผมไม่โดนถามอะไรเลยสักคำ (แต่โดนศุลกากรซักละเอียดยิบ แถมโดนค้นกระเป๋าด้วย) ปัจจุบัน (ุุปี 66) ผมแนะนำให้ใครที่จะเดินทางไปญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นเมืองไหนก็ตาม ก่อนเดินทาง ให้ลงทะเบียนในเว็บ Visit Japan ไว้นะครับ พอถึงที่ญี่ปุ่น ก็แค่โชว์ QR code ที่ได้จากการลงทะเบียน ไม่ต้องกรอกใบตม. อะไรอีกแล้ว สะดวกมาก (ลงทะเบียนได้ที่เว็บไซต์นี้ครับ https://vjw-lp.digital.go.jp/en/ ) พอผ่าน ตม. และศุลกากรออกมา เราก็ต้องหาวิธีเข้าเมืองครับ จริงๆ การเดินทางเข้าเมืองที่สนามบินนี้ถือว่า ง่ายและสะดวกเหมือนสนามบินใหญ่ๆของญี่ปุ่น เพราะมีทั้งรถไฟ และรถบัสครับ สำหรับการเดินทางเข้าเมืองโดยรถไฟ ให้เดินไปที่อาคาร Access Plaza ของสนามบินชูบุ จากนั้นซื้อตั๋วรถไฟ Meitetsu Airport Limited Express “μ-SKY” ซึ่งเป็นรถไฟด่วนเข้าเมืองในราคา 1,230 เยน ใช้เวลาเดินทาง 28 นาที นอกจากนี้ ยังมีอีกวิธีที่สะดวกไม่แพ้กันก็คือ Centrair Limousine Bus ซึ่งเป็นรถบัสวิ่งตรงจากสนามบินสู่ย่านดาวทาวน์ของนาโกย่า มีจุดจอดหลายแห่ง ได้แก่ Meitetsu Bus Center 3F, Fushimi-cho, Hilton Nagoya, Nagoya Kanko Hotel, Nishiki Dori Hommachi, Sakae (Oasis21), Nagoya Tokyu Hotel ใช้เวลาเดินทางตั้งแต่ 50-80 นาที รถออกทุก 1 ชั่วโมง (ผมเลือกวิธีนี้ เพราะรถบัสของเรามีจุดจอดใกล้กับโรงแรมที่ผมพักอยู่ครับ) ส่วนการเดินทางภายในเมืองนั้น ที่นี่ถือว่าค่อนข้างสะดวกสบาย เพราะมีระบบรถไฟใต้ดินที่ค่อนข้างครอบคลุมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญเกือบทั้งหมด
ถ้าหากจะเที่ยว Nagoya ใน 1 วัน และต้องขึ้น-ลงรถไฟใต้ดินบ่อยๆ ผมแนะนำให้ซื้อ Subway one day pass ซึ่งสามารถใช้ขึ้นรถไฟใต้ดินไม่จำกัดจำนวนเที่ยวได้ใน 1 วัน ในราคาเพียง 760 เยนครับ (ผมจะใช้พาสนี้ในการเที่ยวนาโกย่าวันที่สอง) หลังจากเช็คอินเข้าที่พัก และเก็บประเป๋าแล้ว ก็ได้เวลาอาหารเย็นพอดี ภารกิจแรกของวันนี้คือ ตามล่าข้าวหน้าปลาไหล ซึ่งเค้าว่ากันว่าเป็นอาหารขึ้นชื่อที่สุดของนาโกย่า ร้านที่ผมจะมาแนะนำในวันนี้คือ ร้านต้นตำหรับที่ชื่อว่า Horaiken ครับHoraiken เป็นร้านข้าวหน้าปลาไหลที่เค้าว่ากันว่าอร่อยที่สุด จริงๆร้านนี้มีอยู่ด้วยกัน 3 สาขา แต่สาขาที่ผมจะพาไปชิมอยู่ในย่าน Sakae ใกล้ๆกับสถานี Yaba-cho (M-04) โดยจะอยู่ที่ชั้น 10 ของตึก Matsuzakaya ฝั่งตึก South (ย้ำว่าตึก South นะ ตึกชื่อนี้มี 2 ที่ อย่าไปผิดตึก)Note: ผมว่าตึกนี้หายากเหมือนกัน อธิบายทางก็คงลำบาก เอาเป็นว่าควรมี google map จะช่วยชีวิตให้ง่ายขึ้นเยอะเลย เรามาดูข้าวหน้าปลาไหลกันดีกว่า ในภาพนี้เป็นภาพตอนมาเสริฟครับ (อันนี้เป็น set มาตรฐาน 3,600 เยน) ก่อนจะทานเรามาศึกษาวิธีการกินที่ถูกต้องกันซะหน่อย (อาจจะดูซับซ้อนยุ่งยาก แต่ถ้าทำตาม รับรองอร่อยครับ) การกินข้าวหน้าปลาไหลที่นี่มีวิธีกิน 4 แบบคือ (1) กินปลาไหลไปเลยเพียวๆกับข้าว ส่วนตัวผมชอบวิธีนี้มากที่สุดเพราะจะได้รับรสชาติปลาไหลแบบดั้งเดิมจริงๆ (2) ใส่ต้นหอม สาหร่าย และวาซาบิลงไป วิธีแบบนี้จะได้รสชาติที่เผ็ดร้อนมากขึ้น (3) เทน้ำซุปลงไป ทานแบบคล้ายๆข้าวต้ม (4) เลือกวิธีที่ชอบจาก 1-3 (ส่วนตัวผมชอบวิธี 1 ที่สุดแล้ว) Comment: แม้ว่าส่วนตัว ผมจะชอบวิธี 1 มากที่สุด แต่ทุกวิธีก็อร่อยในแบบของตัวเองครับ (แนะนำให้ลองทุกวิธี) สำหรับร้านนี้ผมโคตรแนะนำเลยครับ และผมกล้าพูดได้เต็มปากเลยว่าข้าวหน้าปลาไหลที่นี่เป็น 1 ในอาหารในต่างแดนที่ผมกินแล้วอร่อยที่สุด ดังนั้นถ้าใครมานาโกย่าต้องใส่ร้านนี้เข้าไปในโปรแกรมเลยครับ หลังจากที่กินปลาไหลเสร็จ เรามาชมสีสันยามค่ำคืนของนาโกย่ากันต่อ ย่านที่ผมจะมาแนะนำในวันนี้ก็คือ ย่านซากาเอะ ( Sakae) ย่านซากาเอะ (Sakae) คือย่านการค้าหลักของเมืองนาโกย่า เป็นแหล่งรวมเสื้อผ้าแฟชั่น ศูนย์การค้าใต้ดินขนาดใหญ่ ร้านแบรนด์เนม ร้านอาหาร และโรงแรมหรูๆเพียบ นอกจากนี้ ย่าน Sakae ยังเป็นที่ตั้งของสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของเมืองนี้ ได้แก่ Nagoya TV tower และห้าง Oasis 21 การเดินทาง: ให้ลงที่สถานี Sakae (H10/M5)Nagoya TV tower เป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมืองนาโกย่า สร้างขึ้นในปี 1953 และใช้เวลาสร้างประมาณ 1 ปี มีความสูง 180 เมตรจากพื้นดินถึงยอด เราสามารถขึ้นไปชมวิวจากด้านบนได้ครับในราคา 700 เยน (แต่ในทริปนี้ ผมไม่ได้ขึ้นไป)ห้าง Oasis 21 ตั้งอยู่ใกล้ๆกับ Nagoya TV tower ความโดดเด่นก็คงเป็นรูปร่างของอาคาร ส่วนด้านล่างเป็นโถงโล่งเอาไว้ทำกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งร้านอาหารหรูๆ (ในราคาไม่เบา) เพียบ
บริเวณใกล้ๆกันมีร้านดองกี้ด้วยนะครับ เผื่อใครจะซื้อของฝากอะไรมาดูที่นี่ได้ (ข้างในก็ใหญ่ประมาณหนึ่ง แต่ส่วนตัวผมชอบดองกี้ที่โอซาก้าตรงนัมบะมากกว่า)
เดินเล่นไปซักพักก็เหนื่อยแล้ว เราเลยเดินกลับที่พัก การเที่ยวในวันแรกก็จบเพียงเท่านี้ครับวันที่สอง วันนี้เรามีเวลาเต็มวันในการเที่ยวที่เมืองนาโกย่าครับ โดยการเดินทางในวันนี้ิ เราจะใช้รถไฟใต้ดินทั้งหมด ถ้าใครจะลอกแพลนนี้ แนะนำให้ซื้อ Nagoya subway one day pass นะครับ จะคุ้มกว่าจ่ายเป็นเที่ยวๆ สถานที่แรกที่มาเยี่ยมชมก็คือ ปราสาทนาโกย่า (Nagoya Castle) ซึ่งสร้างขึ้นในปีค.ศ. 1610 ตามคำสั่งของ โชกุนโทกุกาว่า อิเอะยาสุ ( Tokugawa Ieyasu) ซึ่งเป็นโชกุนคนแรกของยุคเอโดะ และเป็นผู้รวบรวมแผ่นดินญี่ปุ่นให้เป็นปึกแผ่นหลังจากที่แตกแยกมาเป็นเวลานาน โดยวัตถุประสงค์ของปราสาทหลังนี้ก็เพื่อใช้เป็นฐานบัญชาการอีกแห่งหนึ่งรองจากโตเกียว อย่างไรก็ตาม ตัวปราสาทหลังเดิมถูกทำลายลงอย่างราบคาบในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ปราสาทที่เห็นในปัจจุบันจึงเป็นปราสาทที่สร้างขึ้นใหม่บนฐานเดิมในปี 1959
ปราสาทหลังนี้มี 7 ชั้น โดยชั้น 2-6 จะจัดแสดงความเป็นมาของปราสาทข้าวของเครื่องใช้ในอดีต และประวัติของเมืองนาโกย่า
อันนี้เป็นปลาโลมา (เค้าบอกว่าเป็น dolphin) เอาไว้ประดับยอดของปราสาท
ส่วนชั้นที่ 7 ของปราสาท เอาไว้ชมทิวทัศน์ของเมืองนาโกย่าครับ
การเดินทาง: สถานี Shiyakusho (M07)ที่นี่มีค่าเข้าชม: 500 เยน แต่จะมีตั๋วรวมปราสาทกับสวนโทกุกาว่า ในราคา 640 เยนด้วย เราเลยซื้อตั๋วรวม และไปชมสวนต่อ สวนโทกุกาว่า (Tokugawa Japanese garden) ถูกสร้างขึ้นโดย โทกุกาว่า มิตสุโมโตะ (Tokugawa Mitsumoto ) ซึ่งเป็นทายาทของโชกุนโทกุกาว่า อิเอะยาสุ ที่ ได้ครองแคว้นที่ชื่อว่า โอวาริ ( Owari) (ปัจจุบันคือ จังหวัดไอจิ (Aichi) และรอบๆเมืองนาโกย่า)
หลังจากที่โทกุกาว่า มิตสุโมโตะ ครองแคว้นอยู่ระยะหนึ่งก็เกษียณตัวเองไปพำนักตรงบริเวณที่สวนแห่งนี้ จนเมื่อท่านมิตสุโมโตะเสียชีวิต ที่พำนัก (รวมทั้งสวน) ก็ตกทอดอยู่ในตระกูลโทกกุกาวะสาย Owari จนกระทั่งในปี 1931 (หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง) สวนแห่งนี้ก็ถูกส่งมอบให้กับทางการเมืองนาโกย่า
การเดินทาง: ลงสถานี Ozone (M12) แล้วเดินไปอีก 15 นาที (มีป้ายชัดเจน)จากสวน เรานั่งรถไฟใต้ดินต่อมาลงที่ย่านท่าเรือนาโกย่าที่สถานี Nagoyako (E07) ซึ่งที่นั่นจะมีอควาเรียมที่ชื่อว่า Port of Nagoya Aquarium
ไฮไลท์ที่สำคัญของที่นี่คือ วาฬเพชฌฆาต ( Orca-Killer Whale) และ วาฬเบลูก้า ( Beluga Whale) ครับ นอกนั้นก็เป็นการจัดแสดงพันธุ์สัตว์น้ำเหมือน Aquarium ทั่วๆไป
ที่นี่มีค่าเข้าชม 2,000 เยน อาจจะแพงไปสักนิด แต่โดยส่วนตัว ผมว่า ค่อนข้างคุ้มครับ
หลังจากชม aquarium เสร็จแล้ว เราก็กลับมาเที่ยวแนววัฒนธรรมกันต่อ สถานที่สุดท้ายที่จะมาแนะนำในวันนี้ก็คือ ศาลเจ้า Atusa Jingu
เป็นศาลเจ้าที่สำคัญของทั้งศาสนาพุทธและศาสนาชินโต และ ใหญ่เป็นอันดับสองของญี่ปุ่น รองจากศาลเจ้าอิเสะ (Ise) ในจังหวัดมิเอะ (Mie)
ไหนๆเรามาเที่ยวศาลเจ้าแล้ว เรามาดูวิธีการเคารพศาลเจ้าให้ถูกวิธีตามแบบฉบับญี่ปุ่นกันหน่อยเพื่อความเป็นสิริมงคลครับ 1. ก่อนเข้าศาลเจ้า ต้องล้างมือชำระล้างสิ่งสกปรกก่อน โดยให้ใช้กระบวยตักน้ำล้างมือข้างซ้ายก่อนแล้วจึงล้างมือข้างขวา ท้ายสุดให้บ้วนปากเล็กน้อย (เท่าที่สังเกต หลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 คนญี่ปุ่นหลายคนข้ามขั้นตอนนี้ไปล่ะ เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัส) 2. การสักการะศาลเจ้ามีขึ้นตอนดังนี้ครับ o โค้งคำนับ 2 ครั้ง o ปรบมือ 2 ครั้ง o อธิษฐาน o โค้งคำนับอีก 1 ครั้ง
VIDEO
ค่าเข้าชม: เข้าฟรีการเดินทาง: ลงสถานี Jingu Nishi (M27) จริงๆนาโกย่ายังมีสถานที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง เช่น พิพิธภัณฑ์รถยนต์ของโตโยต้า (Toyota Commerative Museum) และ พิพิธภัณฑ์รถไฟ (SCMAGLEV and railway park ) แต่เนื่องจากเรามีเวลาเที่ยวจำกัด บวกกับไม่ได้สนใจ เลยตัดออกครับ แต่ถ้าใครสนใจด้านวิศวกรรม โดยเฉพาะยานยนต์หรือรถไฟ ผมแนะนำให้ไปนะ เพราะเท่าที่อ่านรีวิวมา เค้าว่าพิพิธภัณฑ์ทั้งสองแห่งนี้ จัดแสดง และให้ความรู้ดีมาก วันที่สาม วันนี้เราไม่ได้เที่ยวที่นาโกย่าแล้วครับ แต่เราจะออกเดินทางแต่เช้าเพื่อนั่งรถไฟไปยังเมืองถัดไป นั่นก็คือ ทาคายามะ (Takayama) ซึ่งถ้ามีโอกาสผมจะมารีวิวเมืองนี้ให้อ่านนะครับ
สำหรับรีวิวเมืองนาโกย่าก็ขอจบเพียงเท่านี้ครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับใครที่มีแผนจะไปเที่ยวที่นี่ครับบล็อกอื่นที่เกี่ยวข้อง
Best online roulette https://zubaireuju967525.bloggactif.com