Welcome to my blog
3 วัน 2 คืน นาโกย่า ศูนย์กลางแห่งภูมิภาคชูบุ


สถานที่ท่องเที่ยว : ห้าง Oasis21 ,เมืองนาโกย่า (Nagoya), Japan
พิกัด GPS : 35° 11' 3.26" N 136° 52' 22.23" E


รีวิวในบล็อกนี้จะเป็นส่วนหนึ่งจากทริปชูบุที่ผมเคยไปมาตั้งแต่ก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 นะครับ สาเหตุที่เขียนบล็อกนี้ขึ้นมา เพราะบล็อกที่เคยรีวิวเมืองนี้ไว้ก่อนหน้ามีคนตามอ่านค่อนข้างเยอะ แต่หลังจากที่ญีี่ปุ่นเปิดประเทศ ข้อมูลหลายๆอย่างก็เปลี่ยนแปลงไปพอสมควร ก็เลยคิดว่า จะมารีวิวเมืองนี้อีกรอบ แต่จะอัพเดทข้อมูลสำคัญๆที่เปลี่ยนแปลงไว้ให้ ก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับใครที่วางแผนจะเที่ยวที่เมืองนี้นะครับ

รู้จักกับเมืองนาโกย่า (Nagoya)

นาโกย่าเป็นเมืองหลวงของ จังหวัดไอจิ (Aichi) และเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของ ภูมิภาคชูบุ (Chubu) ที่อยู่ตรงกลางระหว่างเมืองหลวงอย่างกรุงโตเกียว และเมืองใหญ่อย่างเมืองโอซาก้าครับ โดยนาโกย่าทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางทั้งทางด้านคมนาคม และเศรษฐกิจที่สำคัญของภูมิภาคนี้

 

 
ในทางประวัติศาสตร์นั้น นาโกย่าก็ถือเป็นอีกหนึ่งเมืองที่สำคัญของประเทศญี่ปุ่น เพราะเป็นฐานที่มั่นของ โอดะ โนบุนากะ, โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ และ โทกุกาวะ อิเอยาสุ ซึ่งทั้งสามเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในช่วงสงครามเซ็งโงะคุ และได้เป็นผู้ปกครองประเทศญี่ปุ่นในยุคโชกุน
 

ต่อมาในช่วงยุคหลังการปฏิวัติเมจิ นาโกย่ามีบทบาทสำคัญในฐานะที่เป็นเมืองอุตสาหกรรม เช่น ทอฝ้าย ดินปืน รวมทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ด้วย (รถยนต์ยี่ห้อ Toyota มีต้นกำเนิดมาจากเมืองนี้) อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่เป็นศูนย์กลางการผลิตยุทโธปกรณ์ เช่น เครื่องบินรบ คลังน้ำมัน อุปกรณ์ทางรถไฟ ทำให้นาโกย่าเป็นอีกเมืองที่ของญี่ปุ่นที่ถูกทำลายราบเป็นหน้ากลองในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

ปัจจุบัน นาโกย่ากลายเป็นเมืองใหญ่ที่มีความสำคัญมากของภูมิภาคชูบุครับ เพราะเป็นที่ตั้งของ ท่าอากาศยานนานาชาติชูบุเซ็นแทร (Chubu Centrair International Airport) ซึ่งทำหน้าที่เป็นประตูไปสู่เมืองสำคัญๆของภูมิภาคชูบุ เช่น กิฟุ (Gifu), ทากายามะ (Takayama), ชิราคาวาโก (Shirakawa-go) เป็นต้น

 
แผนเที่ยว

วันที่หนึ่ง
- ออกเดินทางจากสนามบินดอนเมืองไปยังสนามบินนาโกย่า (Chubu Centrair International Airport) ด้วยสายการบิน Thai Air Asia X (XJ638)
- ถึง Nagoya/ Check in เข้าที่พัก (Chiyoda Hotel Nagoya)
- ทานข้าวหน้าปลาไหลที่ร้าน Horaiken
- เที่ยวชมแสงสีของ Nagoya ยามค่ำคืนที่ย่าน Sakae
 
วันที่สอง
- เที่ยวชมปราสาท Nagoya
- ไปดูวาฬออก้าและเบลูก้าที่ Nagoya Aquarium/ เดินเล่นที่ Nagoya Port
- ชมศาลเจ้า Atusa Jinga Shrine
- กินไก่ทอดสไตล์ Nagoya ที่ร้าน Otusei
- กลับที่พัก

วันที่สาม
- เดินทางต่อไปยังเมืองอื่น (Takayama)

ที่พักที่เมืองนาโกย่า

ทริปนี้ผมพักที่ Chiyoda Hotel Nagoya 2 คืน ในราคา 18,000 เยน (ไป 2 คนหารกันเหลือคนละ 9,000 เยน หรือประมาณ 2,800 บาท) 

ปัจจุบัน โรงแรมนี้ปิดกิจการเรียบร้อยแล้วครับ หลังจากโดนพิษโควิดเล่นงาน ถ้าใครจะไปลองหาที่พักอื่นจากแอปจองโรงแรม ไม่ว่าจะเป็น booking หรือ Agoda ดูนะครับ ที่เมืองนี้มีที่พักหลายระดับตั้งแต่โฮสเทล ไปจนถึงโรงแรมดีๆ ระดับห้าดาวเลยครับ

วันที่หนึ่ง

สำหรับวันแรก จะเป็นการเดินทางจากสนามบินดอนเมือง เพื่อไปตั้งต้นทริปที่นาโกย่า ซึ่งเป็นเมืองใหญ่และศูนย์กลางการเดินทางในภูมิภาคชูบุครับ

วิธีการเดินทางจากกรุงเทพไปนาโกย่าที่สะดวกและรวดเร็วที่สุดก็คือ ขึ้นเครื่องบินไปลงที่สนามบิน Chubu Centrair International Airport โดยสายการบินต่างๆที่มีรูทบินตรงจากกรุงเทพ ซึ่งตอนที่ผมไป สมัยนั้นมีบินตรงของ Thai Air Asia X จากสนามบินดอนเมืองมาลงที่นาโกย่าเลย สะดวกมาก 

รูทนี้จะใช้เวลาบินประมาณ 5 ชั่วโมงกว่าๆ โดยเวลาที่ญี่ปุ่นจะเร็วกว่าที่เมืองไทย 2 ชั่วโมงครับ

เมื่อมาถึงญี่ปุ่น เราก็ต้องผ่านตม. สำหรับตม.ที่สนามบินนี้ถือว่าค่อนข้างชิลล์ครับ ผมไม่โดนถามอะไรเลยสักคำ (แต่โดนศุลกากรซักละเอียดยิบ แถมโดนค้นกระเป๋าด้วย)

ปัจจุบัน (ุุปี 66) ผมแนะนำให้ใครที่จะเดินทางไปญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นเมืองไหนก็ตาม ก่อนเดินทาง ให้ลงทะเบียนในเว็บ Visit Japan ไว้นะครับ พอถึงที่ญี่ปุ่น ก็แค่โชว์ QR code ที่ได้จากการลงทะเบียน ไม่ต้องกรอกใบตม. อะไรอีกแล้ว สะดวกมาก (ลงทะเบียนได้ที่เว็บไซต์นี้ครับ https://vjw-lp.digital.go.jp/en/)


พอผ่าน ตม. และศุลกากรออกมา เราก็ต้องหาวิธีเข้าเมืองครับ จริงๆ การเดินทางเข้าเมืองที่สนามบินนี้ถือว่า ง่ายและสะดวกเหมือนสนามบินใหญ่ๆของญี่ปุ่น เพราะมีทั้งรถไฟ และรถบัสครับ

สำหรับการเดินทางเข้าเมืองโดยรถไฟ ให้เดินไปที่อาคาร Access Plaza ของสนามบินชูบุ จากนั้นซื้อตั๋วรถไฟ Meitetsu Airport Limited Express “μ-SKY” ซึ่งเป็นรถไฟด่วนเข้าเมืองในราคา 1,230 เยน ใช้เวลาเดินทาง 28 นาที

 

นอกจากนี้ ยังมีอีกวิธีที่สะดวกไม่แพ้กันก็คือ Centrair Limousine Bus ซึ่งเป็นรถบัสวิ่งตรงจากสนามบินสู่ย่านดาวทาวน์ของนาโกย่า มีจุดจอดหลายแห่ง ได้แก่ Meitetsu Bus Center 3F, Fushimi-cho, Hilton Nagoya, Nagoya Kanko Hotel, Nishiki Dori Hommachi, Sakae (Oasis21), Nagoya Tokyu Hotel ใช้เวลาเดินทางตั้งแต่ 50-80 นาที รถออกทุก 1 ชั่วโมง (ผมเลือกวิธีนี้ เพราะรถบัสของเรามีจุดจอดใกล้กับโรงแรมที่ผมพักอยู่ครับ)


ส่วนการเดินทางภายในเมืองนั้น ที่นี่ถือว่าค่อนข้างสะดวกสบาย เพราะมีระบบรถไฟใต้ดินที่ค่อนข้างครอบคลุมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญเกือบทั้งหมด
 

 
ถ้าหากจะเที่ยว Nagoya ใน 1 วัน และต้องขึ้น-ลงรถไฟใต้ดินบ่อยๆ ผมแนะนำให้ซื้อ Subway one day pass ซึ่งสามารถใช้ขึ้นรถไฟใต้ดินไม่จำกัดจำนวนเที่ยวได้ใน 1 วัน ในราคาเพียง 760 เยนครับ (ผมจะใช้พาสนี้ในการเที่ยวนาโกย่าวันที่สอง)

หลังจากเช็คอินเข้าที่พัก และเก็บประเป๋าแล้ว ก็ได้เวลาอาหารเย็นพอดี ภารกิจแรกของวันนี้คือ ตามล่าข้าวหน้าปลาไหล ซึ่งเค้าว่ากันว่าเป็นอาหารขึ้นชื่อที่สุดของนาโกย่า ร้านที่ผมจะมาแนะนำในวันนี้คือ ร้านต้นตำหรับที่ชื่อว่า Horaiken ครับ

Horaiken เป็นร้านข้าวหน้าปลาไหลที่เค้าว่ากันว่าอร่อยที่สุด จริงๆร้านนี้มีอยู่ด้วยกัน 3 สาขา แต่สาขาที่ผมจะพาไปชิมอยู่ในย่าน Sakae ใกล้ๆกับสถานี  Yaba-cho (M-04) โดยจะอยู่ที่ชั้น 10 ของตึก Matsuzakaya ฝั่งตึก South (ย้ำว่าตึก South นะ ตึกชื่อนี้มี 2 ที่ อย่าไปผิดตึก)

Note: ผมว่าตึกนี้หายากเหมือนกัน อธิบายทางก็คงลำบาก เอาเป็นว่าควรมี google map จะช่วยชีวิตให้ง่ายขึ้นเยอะเลย


เรามาดูข้าวหน้าปลาไหลกันดีกว่า ในภาพนี้เป็นภาพตอนมาเสริฟครับ (อันนี้เป็น set มาตรฐาน 3,600 เยน)


ก่อนจะทานเรามาศึกษาวิธีการกินที่ถูกต้องกันซะหน่อย (อาจจะดูซับซ้อนยุ่งยาก แต่ถ้าทำตาม รับรองอร่อยครับ) การกินข้าวหน้าปลาไหลที่นี่มีวิธีกิน 4 แบบคือ

(1) กินปลาไหลไปเลยเพียวๆกับข้าว ส่วนตัวผมชอบวิธีนี้มากที่สุดเพราะจะได้รับรสชาติปลาไหลแบบดั้งเดิมจริงๆ
(2) ใส่ต้นหอม สาหร่าย และวาซาบิลงไป วิธีแบบนี้จะได้รสชาติที่เผ็ดร้อนมากขึ้น
(3) เทน้ำซุปลงไป ทานแบบคล้ายๆข้าวต้ม
(4) เลือกวิธีที่ชอบจาก 1-3 (ส่วนตัวผมชอบวิธี 1 ที่สุดแล้ว)


Comment: แม้ว่าส่วนตัว ผมจะชอบวิธี 1 มากที่สุด แต่ทุกวิธีก็อร่อยในแบบของตัวเองครับ (แนะนำให้ลองทุกวิธี) สำหรับร้านนี้ผมโคตรแนะนำเลยครับ และผมกล้าพูดได้เต็มปากเลยว่าข้าวหน้าปลาไหลที่นี่เป็น 1 ในอาหารในต่างแดนที่ผมกินแล้วอร่อยที่สุด ดังนั้นถ้าใครมานาโกย่าต้องใส่ร้านนี้เข้าไปในโปรแกรมเลยครับ

หลังจากที่กินปลาไหลเสร็จ เรามาชมสีสันยามค่ำคืนของนาโกย่ากันต่อ ย่านที่ผมจะมาแนะนำในวันนี้ก็คือ ย่านซากาเอะ (Sakae) 

ย่านซากาเอะ (Sakae) 
คือย่านการค้าหลักของเมืองนาโกย่า เป็นแหล่งรวมเสื้อผ้าแฟชั่น ศูนย์การค้าใต้ดินขนาดใหญ่ ร้านแบรนด์เนม ร้านอาหาร และโรงแรมหรูๆเพียบ นอกจากนี้ ย่าน Sakae ยังเป็นที่ตั้งของสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของเมืองนี้ ได้แก่ Nagoya TV tower และห้าง Oasis 21

การเดินทาง: ให้ลงที่สถานี Sakae (H10/M5)


Nagoya TV tower เป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมืองนาโกย่า สร้างขึ้นในปี 1953 และใช้เวลาสร้างประมาณ 1 ปี มีความสูง 180 เมตรจากพื้นดินถึงยอด เราสามารถขึ้นไปชมวิวจากด้านบนได้ครับในราคา 700 เยน (แต่ในทริปนี้ ผมไม่ได้ขึ้นไป)


ห้าง Oasis 21 ตั้งอยู่ใกล้ๆกับ Nagoya TV tower ความโดดเด่นก็คงเป็นรูปร่างของอาคาร ส่วนด้านล่างเป็นโถงโล่งเอาไว้ทำกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งร้านอาหารหรูๆ (ในราคาไม่เบา) เพียบ



บริเวณใกล้ๆกันมีร้านดองกี้ด้วยนะครับ เผื่อใครจะซื้อของฝากอะไรมาดูที่นี่ได้ (ข้างในก็ใหญ่ประมาณหนึ่ง แต่ส่วนตัวผมชอบดองกี้ที่โอซาก้าตรงนัมบะมากกว่า)


เดินเล่นไปซักพักก็เหนื่อยแล้ว เราเลยเดินกลับที่พัก การเที่ยวในวันแรกก็จบเพียงเท่านี้ครับ

วันที่สอง

วันนี้เรามีเวลาเต็มวันในการเที่ยวที่เมืองนาโกย่าครับ โดยการเดินทางในวันนี้ิ เราจะใช้รถไฟใต้ดินทั้งหมด ถ้าใครจะลอกแพลนนี้ แนะนำให้ซื้อ Nagoya subway one day pass นะครับ จะคุ้มกว่าจ่ายเป็นเที่ยวๆ


สถานที่แรกที่มาเยี่ยมชมก็คือ  ปราสาทนาโกย่า (Nagoya Castle) ซึ่งสร้างขึ้นในปีค.ศ. 1610 ตามคำสั่งของ โชกุนโทกุกาว่า อิเอะยาสุ (Tokugawa Ieyasu) ซึ่งเป็นโชกุนคนแรกของยุคเอโดะ และเป็นผู้รวบรวมแผ่นดินญี่ปุ่นให้เป็นปึกแผ่นหลังจากที่แตกแยกมาเป็นเวลานาน โดยวัตถุประสงค์ของปราสาทหลังนี้ก็เพื่อใช้เป็นฐานบัญชาการอีกแห่งหนึ่งรองจากโตเกียว อย่างไรก็ตาม ตัวปราสาทหลังเดิมถูกทำลายลงอย่างราบคาบในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ปราสาทที่เห็นในปัจจุบันจึงเป็นปราสาทที่สร้างขึ้นใหม่บนฐานเดิมในปี 1959 

 

 


ปราสาทหลังนี้มี 7 ชั้น โดยชั้น 2-6 จะจัดแสดงความเป็นมาของปราสาทข้าวของเครื่องใช้ในอดีต และประวัติของเมืองนาโกย่า

 

 


อันนี้เป็นปลาโลมา (เค้าบอกว่าเป็น dolphin) เอาไว้ประดับยอดของปราสาท


ส่วนชั้นที่ 7 ของปราสาท เอาไว้ชมทิวทัศน์ของเมืองนาโกย่าครับ


การเดินทาง: สถานี Shiyakusho (M07)

ที่นี่มีค่าเข้าชม: 500 เยน แต่จะมีตั๋วรวมปราสาทกับสวนโทกุกาว่า ในราคา 640 เยนด้วย เราเลยซื้อตั๋วรวม และไปชมสวนต่อ

สวนโทกุกาว่า (Tokugawa Japanese garden) ถูกสร้างขึ้นโดย โทกุกาว่า มิตสุโมโตะ (Tokugawa Mitsumoto) ซึ่งเป็นทายาทของโชกุนโทกุกาว่า อิเอะยาสุ ที่ได้ครองแคว้นที่ชื่อว่า โอวาริ (Owari) (ปัจจุบันคือ จังหวัดไอจิ (Aichi) และรอบๆเมืองนาโกย่า)
 


หลังจากที่โทกุกาว่า มิตสุโมโตะ ครองแคว้นอยู่ระยะหนึ่งก็เกษียณตัวเองไปพำนักตรงบริเวณที่สวนแห่งนี้ จนเมื่อท่านมิตสุโมโตะเสียชีวิต ที่พำนัก (รวมทั้งสวน) ก็ตกทอดอยู่ในตระกูลโทกกุกาวะสาย Owari จนกระทั่งในปี 1931 (หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง) สวนแห่งนี้ก็ถูกส่งมอบให้กับทางการเมืองนาโกย่า


การเดินทาง: ลงสถานี Ozone (M12) แล้วเดินไปอีก 15 นาที (มีป้ายชัดเจน)

จากสวน เรานั่งรถไฟใต้ดินต่อมาลงที่ย่านท่าเรือนาโกย่าที่สถานี Nagoyako (E07) ซึ่งที่นั่นจะมีอควาเรียมที่ชื่อว่า Port of Nagoya Aquarium
 

 
ไฮไลท์ที่สำคัญของที่นี่คือ วาฬเพชฌฆาต (Orca-Killer Whale) และ วาฬเบลูก้า (Beluga Whale) ครับ นอกนั้นก็เป็นการจัดแสดงพันธุ์สัตว์น้ำเหมือน Aquarium ทั่วๆไป 
 

 

ที่นี่มีค่าเข้าชม 2,000 เยน อาจจะแพงไปสักนิด แต่โดยส่วนตัว ผมว่า ค่อนข้างคุ้มครับ

 

 


หลังจากชม aquarium เสร็จแล้ว เราก็กลับมาเที่ยวแนววัฒนธรรมกันต่อ สถานที่สุดท้ายที่จะมาแนะนำในวันนี้ก็คือ ศาลเจ้า Atusa Jingu  


เป็นศาลเจ้าที่สำคัญของทั้งศาสนาพุทธและศาสนาชินโต และใหญ่เป็นอันดับสองของญี่ปุ่น รองจากศาลเจ้าอิเสะ (Ise) ในจังหวัดมิเอะ (Mie) 



ไหนๆเรามาเที่ยวศาลเจ้าแล้ว เรามาดูวิธีการเคารพศาลเจ้าให้ถูกวิธีตามแบบฉบับญี่ปุ่นกันหน่อยเพื่อความเป็นสิริมงคลครับ

1. ก่อนเข้าศาลเจ้า ต้องล้างมือชำระล้างสิ่งสกปรกก่อน โดยให้ใช้กระบวยตักน้ำล้างมือข้างซ้ายก่อนแล้วจึงล้างมือข้างขวา ท้ายสุดให้บ้วนปากเล็กน้อย (เท่าที่สังเกต หลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 คนญี่ปุ่นหลายคนข้ามขั้นตอนนี้ไปล่ะ เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัส)

2. การสักการะศาลเจ้ามีขึ้นตอนดังนี้ครับ
       o โค้งคำนับ 2 ครั้ง
       o ปรบมือ 2 ครั้ง
       o อธิษฐาน
       o โค้งคำนับอีก 1 ครั้ง


ค่าเข้าชม: เข้าฟรี
การเดินทาง: ลงสถานี Jingu Nishi (M27)


จริงๆนาโกย่ายังมีสถานที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง เช่น พิพิธภัณฑ์รถยนต์ของโตโยต้า (Toyota Commerative Museum) และ พิพิธภัณฑ์รถไฟ (SCMAGLEV and railway park) แต่เนื่องจากเรามีเวลาเที่ยวจำกัด บวกกับไม่ได้สนใจ เลยตัดออกครับ แต่ถ้าใครสนใจด้านวิศวกรรม โดยเฉพาะยานยนต์หรือรถไฟ ผมแนะนำให้ไปนะ เพราะเท่าที่อ่านรีวิวมา เค้าว่าพิพิธภัณฑ์ทั้งสองแห่งนี้ จัดแสดง และให้ความรู้ดีมาก

วันที่สาม

วันนี้เราไม่ได้เที่ยวที่นาโกย่าแล้วครับ แต่เราจะออกเดินทางแต่เช้าเพื่อนั่งรถไฟไปยังเมืองถัดไป นั่นก็คือ ทาคายามะ (Takayama) ซึ่งถ้ามีโอกาสผมจะมารีวิวเมืองนี้ให้อ่านนะครับ

 

สำหรับรีวิวเมืองนาโกย่าก็ขอจบเพียงเท่านี้ครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับใครที่มีแผนจะไปเที่ยวที่นี่ครับ

บล็อกอื่นที่เกี่ยวข้อง



Create Date : 23 ธันวาคม 2566
Last Update : 4 พฤษภาคม 2567 22:52:28 น. 1 comments
Counter : 3708 Pageviews.
Share to Facebook

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณhaiku, คุณนายแว่นขยันเที่ยว, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ


 
References:


Best online roulette https://zubaireuju967525.bloggactif.com


โดย: Latoya IP: 178.83.10.50 วันที่: 1 มิถุนายน 2569 เวลา:9:14:29 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

เจ้าสำนักคันฉ่องวารี
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]




ชอบท่องเที่ยว สนใจประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และการเมืองระหว่างประเทศ

Blog นี้จะใช้เขียนความทรงจำในการเดินทาง และวิธีการเดินทางอย่างละเอียด เผื่อใครจะมาตามรอย หวังว่าจะเป็นประโยชน์นะครับ

ถ้าชอบ blog เนื้อหาประมาณนี้ ฝากกดติดตามด้วยนะครับ
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add เจ้าสำนักคันฉ่องวารี's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.