Welcome to my blog

4 วัน 3 คืน สุราษฎร์ธานี เที่ยววิถีใต้ ณ เมืองหอยใหญ่ไข่แดง (ตอนที่ 3: สักการะพระบรมธาตุไชยา)


สถานที่ท่องเที่ยว : พระบรมธาตุไชยา, สุราษฎร์ธานี Thailand
พิกัด GPS : 9° 23' 17.47" N 99° 11' 4.10" E

วันที่สอง

แผนการเดินทางในวันนี้ ในตอนเช้าผมจะเดินทางออกนอกเมืองสุราษฎร์ไปยังอำเภอไชยา เพื่อไปสักการะ พระบรมธาตุไชยา จากนั้นก็เดินทางกลับเข้าตัวเมือง พักผ่อน แล้วเรียก grab ไปยัง ตลาดน้ำประชารัฐบางใบไม้ เพื่อล่องเรือชมคลองร้อยสายในช่วงบ่ายครับ

เนื่องจากการเดินทางไปยังพระบรมธาตุไชยาในอินเตอร์เน็ตหาได้น้อยมาก ดังนั้นผมจะพามาลงรายละเอียดตรงนี้ให้มากขึ้นนะครับ เผื่อใครมีโอกาสจะไปตามรอย

การเดินทางจากเมืองสุราษฎร์ไปยังพระบรมธาตุไชยา

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า พระบรมธาตุไชยาไม่ได้อยู่ในเมืองสุราษฎร์ (บ้านดอน) แต่อยู่ที่อำเภอไชยา ซึ่งห่างจากเมืองราวๆ 40 กิโลเมตร และวัดก็ไม่ได้อยู่ในตัวอำเภอ แต่อยู่ห่างออกมาประมาณ 2 กิโลเมตรครับ

 
 
วิธีการเดินทางไปยังที่นี่มีอยู่ด้วยกันหลักๆ 3 วิธี ได้แก่

(1) รถส่วนตัว ถ้าใครมาหลายคน การเช่ารถขับเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการเดินทางมาที่นี่ จากในเมือง มีป้ายมาที่นี่ชัดเจน ไม่มีหลงแน่นอน

(2) รถไฟ ใกล้ๆกับพระบรมธาตุไชยาจะมีสถานีรถไฟไชยา ซึ่งอยู่ห่างกันประมาณ 1.7 กิโลเมตร ซึ่งเราสามารถขึ้นรถไฟจากสถานีสุราษฎร์ธานีมาที่นี่ได้ แต่ปัญหาคือ สถานีรถไฟสุราษฎร์ธานีมันอยู่ห่างออกไปนอกเมืองราว 16 กิโลเมตร ดังนั้น ถ้าจะเดินทางจากสุราษฎร์ ผมไม่แนะนำวิธีนี้ครับ (ยกเว้นว่า ใครจะแบกเป้เที่ยวมาจากกรุงเทพ หรือชุมพร การนั่งรถไฟมาที่นี่จะสะดวกกว่า)

(3) รถสองแถว/รถตู้ เป็นวิธีที่สะดวกที่สุดสำหรับคนที่ไม่มีรถส่วนตัว โดยคิวรถสองแถวกับรถตู้จะอยู่ที่ตลาดเกษตร ใกล้ๆกับโรงแรมที่ผมพัก ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงครับ


ในทริปนี้ผมเลือกรถตู้ครับ ค่ารถตู้ไปไชยาจะอยู่ที่ 70 บาท แต่เราต้องบอกคนขับว่า จะลงหน้าวัดพระบรมธาตุไชยา ไม่งั้นเค้าจะพาเราไปลงในเมือง ซึ่งต้องต่อรถออกมาอีกที
 

 
วัดพระบรมธาตุไชยา

เป็นปูชนียสถานและศาสนสถานที่สำคัญที่สุดของจังหวัดสุราษฎร์ธานี สร้างขึ้นเมื่อราวๆ 1 พันปีก่อนในสมัยอาณาจักรศรีวิชัย และเป็นพุทธสถานแห่งเดียวของไทยที่ยังคงศิลปกรรมแบบศรีวิชัยไว้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์

 


สิ่งที่น่าสนใจของวัดนี้ ได้แก่

(1) พระวิหารคต อยู่โดยรอบเจดีย์พระบรมธาตุไชยา ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปสกุลช่างไชยา ขนาดและปางต่างๆ รวมทั้งสิ้น 180 องค์ และมีพระเจดีย์, หอระฆัง, รูปปั้นพระชยา ภิวัฒน์ ผู้เป็นประธานในการบูรณะปฎิสังขรณ์ครั้งใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 5 
 

 
(2) พระวิหารหลวง พระวิหารหลวง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกขององค์เจดีย์พระบรมธาตุไชยา สร้างยื่นล้ำเข้าไปในพระวิหารคด ในพระวิหารหลวงมี พระพุทธใหญ่น้อยหลายองค์ 

(3) พระอุโบสถ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกขององค์เจดีย์พระบรมธาตุ นอกกำแพงพระวิหารคด เริ่มสร้างประมาณ พ.ศ. 1335 แต่เดิมนั้นมีใบพัทธสีมาเพียงใบเดียวเรียงรายรอบพระอุโบสถ

จนถึงสมัยที่พระพุทธศาสนาลัทธิเถรวาท แบบลังกาได้แผ่เข้ามาในประเทศไทยประมาณ พ.ศ. 1800 พระสงฆ์ลังกาได้ทำพิธีผูกพัทธสีมาซ้ำลงในที่เดิมอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้พระพุทธศาสนาบริสุทธิ์มีความมั่นคง และสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้ วัดพระบรมธาตุไชยาจึงมีใบพัทธสีมา 2 ใบ ดังปรากฏเห็นอยู่ในปัจจุบัน

(4) พระพุทธรูปศิลาทรายแดง 3 องค์ สร้างในสมัยอยุธยา โดยฝีมือสกุลช่างไชยา 

 

(5) วิหารหลวงพ่อโต
 

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติไชยา

เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเล็กๆ ตั้งอยู่ตรงข้ามวัดพระบรมธาตุไชยา จัดแสดงโบราณวัตถุที่พบได้ในแถบเมืองไชยา และจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในยุคอาณาจักรศรีวิชัยครับ

 

 
พิพิธภัณฑ์นี้ถือเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งแรกๆของประเทศไทย ก่อตั้งตั้งแต่ปี พ.ศ.2478 โดยเจ้าอาวาสวัดพระบรมธาตุไชยาในสมัยนั้น ต่อมา ท่านพุทธทาสภิกขุ ก็ได้ริเริ่มในการก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ถาวร จนสามารถเปิดเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติได้ในปี พ.ศ.2525
 





พิพิธภัณฑ์นี้จะมีค่าเข้าชม 10 บาทเท่านั้นครับ แต่ช่วงที่ผมไป ได้เข้าชมฟรี (ไม่่รู้ทำไมเหมือนกัน)  เอาเป็นว่า ใครมาเที่ยวที่วัดพระบรมธาตุไชยา แล้วสนใจประวัติศาสตร์ หรือต้องการหลบร้อน ก็สามารถมาเที่ยวที่นี่ได้นะครับ

การเดินทางกลับเข้าตัวเมืองสุราษฎร์ธานี

สำหรัการเดินทางกลับเข้าตัวเมืองสุราษฎร์ธานีเราสามารถมารอรถตู้เส้นทางเดิมได้ที่หน้าวัด ซึ่งถ้ารถตู้ไม่เต็มเค้าจะจอดรับ แต่ส่วนใหญ่จะเต็มครับ ดังนั้น อีกวิธีหนึ่งที่ผมแนะนำมากกว่า คือต้องหาทางเข้าไปในตัวอำเภอไชยา เพื่อไปรอขึ้นรถตู้ที่คิวที่สถานีรถไฟไชยาซึ่งเป็นต้นสาย โดยวิธีที่จะเดินทางจากวัดไปยังสถานีรถไฟไชยาก็มีหลายวิธี เช่น เดินประมาณ 2 กิโลเมตร, มอเตอร์ไซค์รับจ้าง หรือถ้าไม่มีจริงๆ ขอติดรถมอเตอร์ไซค์จากชาวบ้านที่ขับผ่านไปผ่านมาเลยครับ ส่วนใหญ่ชาวบ้านที่นี่จะใจดี พาเราไปส่งถึงที่เลยครับ

สำหรับทริปนี้ ผมโชคดีครับ ผมไปซื้อน้ำจากร้านค้าหน้าวัด คุยไปคุยมา คุณลุงเจ้าของร้านก็ใจดีไปส่งเราถึงที่เลย ประทับใจคนไชยามากๆเลยครับ


ตลาดน้ำประชารัฐบางใบไม้

เมื่อกลับถึงตัวเมืองสุราษฎร์ธานี ผมก็หาอาหารเที่ยงกิน จากนั้นก็พักผ่อนที่โรงแรม 1-2 ชั่วโมง ก่อนจะเรียก grab เพื่อเดินทางไปเที่ยวตลาดน้ำประชารัฐบางใบไม้ครับ

 

หลายคนคงสงสัยว่า ทำไมผมถึงเลือกมาที่ตลาดนี้ ตลาดนี้ตั้งอยู่ในสวนมะพร้าวในบริเวณที่เรียกว่า คลองร้อยสาย ซึ่งจะขายของต่างๆจากชุมชน ไม่ว่าจะเป็นของกิน เครื่องดื่ม ขนม รวมไปถึงสินค้าหัตถกรรมต่างๆ ตลาดนี้ เปิดเฉพาะวันอาทิตย์ ตั้งแต่ 9.00 น. เป็นต้นไป และจะเริ่มวายตอนบ่ายแก่ๆครับ
 

 

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของตลาดนี้ก็คือ กิจกรรมล่องเรือเที่ยวชมคลองร้อยสาย ครับ ซึ่งมีไฮไลท์ของก็คือ อุโมงค์ต้นจาก แบบนี้ครับ
 

 
กิจกรรมล่องเรือนี้ จะคิดราคาที่ 20 บาทต่อคน แต่ถ้ามากันหลายคน สามารถเหมาเรือ 1 ลำ (นั่งได้สูงสุด 6 คน) โดยเค้าจะคิดราคาที่ 100 บาทต่อลำ ใช้เวลาล่องรวมกันไม่เกิน 15 นาทีครับ

พอผมล่องเรือเสร็จ ก็ไปเดินเที่ยวเล่นในตลาดต่อ น่าเสียดายที่ผมมาตอนช่วงเย็นมากแล้ว ร้านค้าต่างๆก็เก็บหมดแล้ว แต่สิ่งที่ผมประทับใจมากๆคือ ชาวบ้านที่นั่น เค้าคงสงสารที่ผมมาตอนไม่มีอะไรแล้ว เลยเอาขนมมาให้เราทานฟรีๆเลยครับ (พอจะให้เงินก็ไม่รับด้วย บอกว่า เป็นของเหลือ เอามาขายไม่ได้)

ผมเที่ยวเล่นที่นั้นถึงตอนเย็นๆ ก็เรียก grab กลับที่พัก การเดินทางในวันที่ 2 ของทริปสุราษฎร์ธานีก็จบลงเพียงเท่านี้ครับ




 

Create Date : 17 เมษายน 2564    
Last Update : 17 เมษายน 2564 22:10:19 น.
Counter : 109 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

4 วัน 3 คืน สุราษฎร์ธานี เที่ยววิถีใต้ ณ เมืองหอยใหญ่ไข่แดง (ตอนที่ 2: บ้านดอน เมืองงามริมน้ำตาปี)


สถานที่ท่องเที่ยว : ตึกเก่า สะพานโค้ง, สุราษฎร์ธานี Thailand
พิกัด GPS : 9° 8' 39.30" N 99° 19' 28.57" E

วันที่หนึ่ง

เช้าวันนี้ ผมออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิไปยังจังหวัดสุราษฎร์ธานีด้วยสายการบิน Thai Vietjet Air ไปถึงที่สุราษฎร์ธานีตอน 11 โมงกว่าครับ 

ใครบินกับเวียดเจ็ท แนะนำให้เช็คเวลาบินบ่อยๆนะครับ อย่างของผม มันเลื่อนเวลาไฟลท์เอง ช้ากว่ากำหนดเดิมตั้งครึ่งชั่วโมง (แต่ข้อดีคือ ตั๋วราคาถูกมาก)

 
ท่าอากาศยานนานาชาติสุราษฎร์ธานี

เป็นสนามบินนานาชาติอยู่ห่างจากตัวเมืองสุราษฎร์ธานีประมาณ 30 กิโลเมตร ปัจจุบันมีเที่ยวบินของสายการบินต่างๆทั้งไทยและต่างประเทศไปลง เชื่อมต่อกับจุดหมายปลายทางต่างๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นดอนเมือง, สุวรรณภูมิ, จีน และมาเลเซีย

 

 
นักท่องเที่ยวหลายคนยังนิยมใช้สนามบินนี้ เพื่อเดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทางอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น เขื่อนเชี่ยวหลาน, เขาสก, เกาะสมุย, เกาะพะงัน และ เกาะเต่า ซึ่งมีรถรับส่งจากสนามบินนี้ให้บริการไปยังจุดหมายยอดนิยมเหล่านี้ด้วย ถือว่าเดินทางได้สะดวกไม่ยากเย็นเลยครับ

การเดินทางจากสนามบินสุราษฎร์ธานีเข้าเมือง

การเดินทางจากสนามบินสุราษฎร์ธานีเข้าเมืองถือว่าทำได้ค่อนข้างง่ายเมื่อเทียบกับสนามบินอื่นๆของประเทศไทย เนื่องจากมีบริการค่อนข้างหลากหลายตั้งแต่ Taxi สนามบิน, รถสองแถว ไปจนถึง Airport bus 

สำหรับ Airport bus ของสนามบินสุราษฎร์ธานีเป็นของ บริษัท พันทิพย์ ดังนั้นพอลงจากเครื่องให้หาบูธของบริษัท แล้วซื้อตั๋วเข้าเมืองซึ่งราคาจะอยู่ที่ 100 บาท รถจะวิ่งไปสุดที่คิวรถตรงตลาดเกษตรในเมือง ซึ่งอยู่ใกล้กับที่พักของผมที่จองไว้คือ โรงแรมราชธานี ครับ

 

 
รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Airport bus ดูได้ที่นี่ https://www.phantiptravel.com/

โรงแรมราชธานี (Rajthani Hotel)

เป็นโรงแรมใจกลางเมืองสุราษฎร์ธานีในราคาค่อนข้างย่อมเยา (600 บาทต่อคืน) ในด้านทำเลถือว่าดีมากคือ อยู่ใกล้กับคิวรถที่จะไปยังพระบรมธาตุไชยา และเขื่อนเชี่ยวหลาน ส่วนในแง่การบริการก็ถือว่า อยู่ในระดับมาตรฐาน ห้องพักสะอาด ตกแต่งสวยงาม ถือเป็นโรงแรมที่ผมชอบมากอีกที่หนึ่งเลยครับ

 



 
เนื่องจากโรงแรมนี้สามารถเช็คอินได้ตอนบ่ายสอง แต่ผมมาถึงตั้งแต่ 11 โมงกว่า เลยยังเข้าห้องไม่ได้ ผมจึงไปฝากกระเป๋าไว้ก่อน แล้วไปหาอาหารเที่ยงกิน ก่อนจะกลับมาเช็คอินอีกรอบในตอนบ่ายครับ

ร้านลำพู 3

ร้านนี้เป็นร้านที่ทางโรงแรมแนะนำมา และถือเป็นร้านที่ต้องห้ามพลาดของเมืองสุราษฎร์ธานีครับ ตัวร้านอยู่ริมปากแม่น้ำตาปี นอกเมืองออกไปเล็กน้อย (ผมเรียก Grab จากทางโรงแรมมาที่นี่)

 
 
ร้านนี้ก็ขายอาหารทะเลทั่วไป แต่สิ่งที่ห้ามพลาดเมื่อมาที่สุราษฎร์ธานีก็คือ หอยนางรมสดๆ ตัวใหญ่แบบนี้ครับ (หอยนางรมถือเป็นอาหารขึ้นชื่อของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ถึงขนาดเอาไปตั้งเป็นคำขวัญเลยทีเดียว)
 

 
พอทานอาหารเสร็จ ผมก็เรียก Grab กลับไปที่โรงแรม จัดการเช็คอิน แล้วก็ได้เวลาเที่ยวครับ

ที่เที่ยวในเมืองสุราษฎร์ธานี

จริงๆในเมืองสุราษฎร์ธานีไม่ค่อยมีที่เที่ยวอะไรเด่นๆเท่าไหร่ แต่ถ้าจะเที่ยวจริงๆก็พอจะมีที่เที่ยวอยู่บ้าง โดยสถานที่ๆจะมาแนะนำในวันนี้ทั้งหมดสามารถเดินได้จากโรงแรมราชธานี

คนสุราษฎร์แท้ๆ จะนิยมเรียกบริเวณตัวเมืองสุราษฎร์ธานีว่า บ้านดอน ซึ่งครอบคลุมสถานที่ทั้งหมดที่ผมจะมารีวิวในวันนี้ครับ

1. พระมหาโพธิสัตว์เจ้าแม่กวนอิมแกรนิตขาว สูงที่สุดในประเทศไทย 

อยู่ใกล้กับโรงแรมราชธานีมาก เดินไปแค่ 1 นาที (160 เมตร) ตั้งอยู่ภายใน ศาลเจ้าของมูลนิธิมุทิตาจิตธรรมสถาน

 

 
องค์เจ้าแม่สลักจากหินแกรนิตขาว มีความสูงถึง 12 เมตร และถือว่าสูงที่สุดในประเทศไทย ใช้เวลาในการก่อสร้างนานถึง 5 ปี และใช้งบประมาณสูงถึง 40 ล้านบาท โดยได้รับจากผู้มีจิตศรัทธาทั้งในจังหวัดสุราษฎร์ธานี และในจังหวัดอื่นๆของไทย

ว่ากันว่า ความสูง 12 เมตร ของพระมหาโพธิสัตว์เจ้าแม่กวนอิม นั้นมีความหมายซ่อนไว้ นั้นก็คือ เลข 12 ซึ่งหมายถึง 12 ราศี กล่าวคือ ทุกราศีหากได้มาสักการะบูชาล้วนเป็นสิริมงคล 

 

2. วัดพัฒนาราม

เป็นวัดเก่าตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2439 มี หลวงพ่อพัฒน์ นารโท เป็นผู้สร้างวัดและเป็นเจ้าอาวาสรูปแรก ด้วยเงินเพียง 6 บาท

 

วัดพัฒนารามเป็นวัดสำคัญที่สร้างขึ้นในในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และ เคยเป็นสถานที่ประกอบพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ของทางราชการมาจนถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองในพ.ศ. 2475 นอกจากนี้ ภายในพระอุโบสถยังมีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่มีความน่าสนใจ เพราะเป็นจิตรกรรมแบบไทยประเพณีที่แสดงเรื่องราวทางพุทธประวัติพร้อมกับข้อความอธิบายใต้ภาพแต่ละห้อง โดยสอดแทรกสภาพวิถีชีวิตของผู้คนสุราษฎร์ธานีในยุคสมัยนั้น โดยมี จุดเด่นอยู่ที่การปรากฏภาพของชาวต่างชาติและการแต่งกายที่ได้รับอิทธิพลจากตะวันตก 
 

หลวงพ่อพัฒน์ มรณภาพลงในท่านั่งสมาธิในปีพ.ศ. 2485 และได้มีการบรรจุศพของท่านเก็บไว้จนกระทั่งปี พ.ศ. 2491 เมื่อเปิดโลงที่บรรจุสังขารท่านอีกครั้งปรากฏว่าสังขารไม่เน่าเปื่อยแม้ว่าท่านได้มรณภาพลงไปหลายปีแล้วก็ตาม ทำให้ท่านเป็นที่ศรัทธาของประชาชนชาวจังหวัดสุราษฎร์ธานีมาจนถึงทุกวันนี้
 

 
3. ศาลหลักเมืองสุราษฎร์ธานี

ทุกจังหวัดของประเทศไทยต้องมีศาลหลักเมืองไว้เป็นที่ยึดเหนี่ยวสักการะของประชาชนภายในจังหวัด ที่สุราษฎร์ก็เช่นเดียวกันครับ แต่ความพิเศษของศาลหลักเมืองที่นี่คือ มีการผสมผสานศิลปะแบบศรีวิชัย ซึ่งเป็นรากเหง้าของจังหวัดสุราษฎร์ธานีลงไปด้วย 

 



 
4. สะพานข้ามแม่น้ำตาปี และทางเดินริมฝั่งแม่น้ำตาปี

แม่น้ำตาปี เป็นแม่น้ำสายใหญ่ที่สุดในภาคใต้ของประเทศไทย มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาหลวงในจังหวัดนครศรีธรรมราช และไหลสู่อ่าวไทยบริเวณบ้านดอนแห่งนี้

เนื่องจากแม่น้ำตาปี ไหลผ่ากลางเมืองสุราษฎร์ ดังนั้นทางเทศบาลเมืองจึงสร้างที่พักผ่อนหย่อนใจทั้งทางเดินริมฝั่งแม่น้ำ สวนสาธารณะ รวมไปถึงสะพานที่จะใช้ข้ามแม่น้ำ ผมจึงแนะนำให้มาเดินเที่ยวตอนเย็น ชมพระอาทิตย์ตกดิน จะได้บรรยากาศดีมากครับ

 



ใกล้กับสะพานจะเป็นท่าเรือ เราสามารถขึ้นเรือจากที่นี่ไปยังเกาะต่างๆ ทั้งสมุย พะงัน และเกาะเต่าได้ด้วย
 

 
เกาะกลางแม่น้ำตรงนี้เรียกว่า เกาะลำพู เป็นสวนสาธารณะและที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวสุราษฎร์ธานีครับ
 

 
5. ตึกเก่า สะพานโค้ง

ถ้าใครเดินเที่ยวเมืองสุราษฎร์จนถึงตอนเย็น ผมแนะนำว่า ไม่ควรพลาดที่นี่ครับ

จริงๆ ในเมืองสุราษฎร์มีตึกเก่าๆ อายุมากกว่า 100 ปีในสไตล์ชิโนโปรตุกีสอยู่ค่อนข้างเยอะ แต่ตึกที่มีสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นก็คงเป็นตึกที่ ถนนเศรษฐภักดี ซึ่งมีสะพานโค้งเชื่อมระหว่างตึก 2 แห่ง

 

 
บริเวณรอบๆนี้ยังเป็นที่ตั้งของตลาดขายของเก่า ผสมผสานกับความวินเทจของตึกรอบๆบริเวณนี้
 



ที่นี่ยังมี Street art สวยๆ คล้ายๆกับที่ปีนัง หรือเบตงที่ผมเพิ่งไปมาก่อนหน้านี้ แม้จะมีไม่เยอะเท่า แต่ผมว่าก็สวยงามใช้ได้เลย ดังนั้น ถ้าใครมีเวลาแนะนำให้มาเที่ยวที่นี่กันเยอะๆนะครับ
 



 
ผมเที่ยวชมที่ตึกเก่า สะพานโค้งเป็นที่สุดท้าย จากนั้นก็กลับที่พักเพื่อไปพักผ่อนนอนเอาแรง สำหรับการเที่ยวในวันพรุ่งนี้ต่อไป รีวิวในตอนที่ 2 ของจังหวัดสุราษฎร์ธานีก็ขอจบลงเพียงเท่านี้ครับ




 

Create Date : 16 เมษายน 2564    
Last Update : 16 เมษายน 2564 22:03:13 น.
Counter : 94 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

4 วัน 3 คืน สุราษฎร์ธานี เที่ยววิถีใต้ ณ เมืองหอยใหญ่ไข่แดง (ตอนที่ 1: เตรียมตัวเที่ยวสุราษฎร์ฯ)


สถานที่ท่องเที่ยว : อุทยานธรรมเขานาในหลวง, สุราษฎร์ธานี Thailand
พิกัด GPS : 8° 47' 0.04" N 98° 57' 19.05" E

สวัสดีครับ กลับมาพบกันใหม่อีกครั้งกับบล็อกรีวิวท่องเที่ยวของผมนะครับ สำหรับในบล็อกนี้ ผมจะพาทุกคนลงใต้ไปเที่ยวที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีกันครับ

ถ้าพูดถึงจังหวัดสุราษฎร์ธานี หลายคนก็คงจะต้องนึกถึงทะเลสวยๆ อย่างเกาะสมุย หรือเกาะเต่าที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลระดับโลก แต่จริงๆที่สุราษฎร์ธานี ไม่ได้มีดีแค่นั้นครับ ที่นี่ยังมีแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ มีวิถีชีวิตท้องถิ่น ภูเขา และเขื่อนสวยๆให้ได้ชมกัน ซึ่งในทริปนี้ ผมจะพาทุกคนไปเที่ยวยังสถานที่ท่องเที่ยวเหล่านี้ของจังหวัดสุราษฎร์ธานีกันครับ

ทริปนี้ผมไปมาในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ปี 2564 เป็นเวลา 4 วัน 3 คืน โดยไปกับเพื่อน 2 คน ทริปนี้เน้นประหยัด และไม่มีรถครับ ถ้าใครจะไปเที่ยวสุราษฎร์ธานีในสไตล์คล้ายๆผม สามารถลอกรีวิวของผมได้เลยครับ

จังหวัดสุราษฎร์ธานี

เป็นจังหวัดในแถบภาคใต้ตอนบน มีพื้นที่ขนาดใหญ่ที่สุดในภาคใต้ และใหญ่เป็นอันดับ 6 ของประเทศไทย ถือเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน มีหลักฐานทั้งประวัติศาสตร์และโบราณคดีเก่าแก่  และยังมีแหล่งท่องเที่ยวและอุทยานแห่งชาติหลายแห่ง ทั้งทางทะเล และป่าเขา


ในแง่ประวัติศาสตร์ จังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นที่ตั้งของเมืองเก่า เช่น เมืองไชยา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ อาณาจักรศรีวิชัย โดยมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์เป็นเครื่องยืนยันความรุ่งเรืองในอดีต ได้แก่ พระบรมธาตุไชยา รวมทั้งโบราณวัตถุหลายชิ้นที่จัดแสดงอยู่ใน พิพิธภัณฑสถานไชยา
 

นอกจากนี้ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ยังมีความโดดเด่นในเรื่องวิถีชีวิตชุมชนพื้นบ้าน ของขึ้นชื่อของจังหวัดนี้ ได้แก่ หอยนางรมสุราษฎร์ และ ไข่เค็มไชยา จึงเป็นที่มาของคำขวัญประจำจังหวัดว่า เมืองร้อยเกาะ เงาะอร่อย หอยใหญ่ ไข่แดง แหล่งธรรมมะ นั่นเองครับ

ปัจจุบัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี มี 19 อำเภอ และมี เทศบาลนครสุราษฎร์ธานี ซึ่งถือเป็นเทศบาลนครที่ใหญ่เป็นอันดับสองของภาคใต้ รองจากเทศบาลนครหาดใหญ่

 
เที่ยวช่วงไหนดี

อากาศของภาคใต้ในแถบสุราษฎร์ธานี  จะเป็นแบบ “ฝนแปด แดดสี่” คือมีฤดูฝนแปดเดือนตั้งแต่พฤษภาคมไปจนถึงธันวาคม และฤดูแล้ง ตั้งแต่เดือนมกราคม จนถึงเมษายนซึ่งเป็นช่วงที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการท่องเที่ยวครับ ส่วนช่วงที่แนะนำให้เลี่ยงเที่ยวที่นี่คือ ช่วงฤดูหนาวของภาคอื่น นั่นก็คือระหว่างเดือนตุลาคมถึงมกราคม ซึ่งมีโอกาสเจอฝนตกค่อนข้างมาก อาจเจอพายุ น้ำท่วม น้ำป่าไหลหลากได้

 

ผู้คนและความปลอดภัย

ผมแบ่งคนที่นี่ได้เป็นสองกลุ่มคือ คนไทยปักษ์ใต้ กับ คนไทยเชื้อสายจีน ครับ โดยเอกลักษณ์ของคนที่นี่คือ ภาษาพูด นั่นก็คือ ภาษาไทยถิ่นใต้ ซึ่งถือว่าฟังค่อนข้างยากสำหรับคนภาคอื่น แต่พอใช้เวลาซักพักก็จะปรับหูได้เองครับ และเนื่องจากที่นี่ยังไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวเต็มรูปแบบ ผู้คนที่นี่จึงมีความเป็นมิตรตามสไตล์เมืองต่างจังหวัด ในแบบที่หาได้ยากแล้วในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพ

ส่วนเรื่องความปลอดภัยอื่นๆ ผมว่า โดยรวมที่นี่ก็ปลอดภัยดีนะครับ อาจจะต้องระวังตัวเหมือนไปเที่ยวตามปกติ แต่ไม่มีอะไรที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษครับ

การเดินทางเข้าสู่จังหวัดสุราษฎร์ธานี

การเดินทางจากกรุงเทพมายังจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นรถไฟ รถทัวร์ หรือเครื่องบิน อย่างไรก็ตามด้วยระยะทางที่ค่อนข้างไกล เครื่องบินน่าจะเป็นทางเลือกที่สะดวกสบายที่สุด และราคาถือว่าค่อนข้างถูก

ปัจจุบัน สายการบิน Low cost Airline หลักๆทุกสายมีเที่ยวบินไปที่สุราษฎร์ธานีวันละหลายๆไฟลท์ ทั้ง Air AsiaNok Air และ Thai Lion Air ซึ่งจะออกเดินทางจากสนามบินดอนเมือง รวมทั้ง Thai Vietjet Air และ Thai Smile ซึ่งจะออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ สำหรับในทริปนี้ผมเลือกบินกับ Thai Vietjet Air เนื่องจากตอนจองมีราคาต่ำสุดครับ

การเดินทางจากสนามบินสุราษฎร์ธานีเข้าเมืองถือว่าทำได้ค่อนข้างง่ายเมื่อเทียบกับสนามบินอื่นๆของประเทศไทย เนื่องจากมีบริการค่อนข้างหลากหลายตั้งแต่ Taxi สนามบิน, รถสองแถว ไปจนถึง Airport bus ซึ่งเป็นของ บริษัท พันทิพย์ โดย รถจะวิ่งไปสุดที่คิวรถตรงตลาดเกษตรในเมือง ค่าโดยสารอยู่ที่ 100 บาทครับ รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Airport bus ดูได้ที่นี่ https://www.phantiptravel.com/

การเดินทางภายในจังหวัดสุราษฎร์ธานี

ที่เที่ยวหลักๆของจังหวัดสุราษฎร์ธานีในทริปนี้ของผม จะมีอยู่ด้วยกัน 3 จุดหลักๆ ได้แก่ ในเมือง, ไชยา และ เขื่อนเชี่ยวหลาน ครับ

 

สำหรับการเดินทางในเขตอำเภอเมือง เราสามารถเดินเที่ยวได้ หรือถ้าขี้เกียจเดิน ที่นี่มีทั้งรถตุ๊กตุ๊ก และ Grab ให้บริการครับ ส่วนการเดินทางไปที่อำเภอไชยา และเขื่อนเชี่ยวหลาน ก็มีทั้งรถสองแถว และรถตู้ให้บริการ ซึ่งผมจะมาลงรายละเอียดตรงนี้ในรีวิวตอนต่อๆไปนะครับ

แผนเที่ยว

วันที่หนึ่ง
  • ออกเดินทางจากสนามบินดอนเมืองไปยังจังหวัดสุราษฎร์ธานี ด้วยเที่ยวบินที่ VZ350 (เวียดเจ็ท)
  • เดินทางจากสนามบินไปยังโรงแรมด้วย Airport bus ของบริษัทพันทิพย์
  • ทานอาหารเที่ยงที่ร้านลำพูริมฝั่งแม่น้ำตาปี
  • Check in ที่โรงแรมราชธานี
  • เที่ยวในเมืองสุราษฎร์ ได้แก่ วัดพัฒนาราม, เจ้าแม่กวนอิมที่ศาลเจ้ามูลนิธิมุทิตาจิตธรรมสถาน, สะพานข้ามแม่น้ำตาปี, ทางเดินริมฝั่งแม่น้ำตาปี และสะพานโค้ง
วันที่สอง
  • เดินทางสู่อำเภอไชยา เพื่อเที่ยวชมวัดพระบรมธาตุไชยา และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติไชยา
  • เดินทางกลับเข้าตัวเมืองสุราษฎร์ธานี
  • เดินทางไปยังตลาดน้ำประชารัฐบางใบไม้
  • ล่องเรือในคลองร้อยสาย
วันที่สาม
  • เหมารถเที่ยว 1 วัน
  • เดินทางไปยังเขื่อนเชี่ยวหลาน
  • ล่องเรือในเขื่อนเชี่ยวหลาน ชมเขาสามเกลอ แวะให้อาหารปลาที่แพนางไพร
  • แวะชมสันเขื่อนเชี่ยวหลาน
  • เที่ยวชมสะพานแขวนเขาเทพพิทักษ์/ อุทยานธรรมเขานาในหลวง/ ป่าต้นน้ำบ้านน้ำราด
  • เดินทางกลับเข้าตัวเมืองสุราษฎร์ธานี
วันที่สี่
  • เช็คเอาท์
  • เดินทางไปที่สนามบิน/ ออกเดินทางกลับกรุงเทพ ด้วยเที่ยวบินที่ VZ351 (เวียดเจ็ท)
ที่พัก

ตลอดทั้งทริป ผมเลือกพักที่ โรงแรมราชธานี ซึ่งเป็นโรงแรมทำเลดี ตั้งอยู่ใจกลางเมืองสุราษฎร์ ติดกับท่ารถ และสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆในเมือง ใกล้แหล่งของกิน รวมทั้งการตกแต่งในห้อง ความสะอาด และการบริการถือว่า โอเคเลยครับ

 



 
อย่างไรก็ตาม ข้อเสียเล็กๆของที่นี่คือ ที่นี่ไม่มีอาหารเช้า แต่ก็ไม่เป็นปัญหาอะไร เพราะใกล้ๆมีร้านอาหารเช้าอร่อยเยอะแยะมากมาย สามารถเดินไปทานได้เลย

ราคาของโรงแรมนี้อยู่ที่คืนละ 621 บาท (ผมจองผ่าน booking) หารออกมาต่อคนก็ตกอยู่ที่ 300 กว่าบาทเท่านั้นเอง ซึ่งถ้าเทียบกับการบริการ ส่วนตัวผมชอบที่นี่มากครับ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรงแรมนี้ สามารถดูได้ที่นี่ https://www.facebook.com/Rajthanihotel/?rf=429404867084732

งบประมาณ

ทริปนี้ผมหมดไป 5,635 บาทต่อคนครับ แบ่งเป็นค่าตั๋วเครื่องบิน 1,200 บาท ค่าที่พัก 900 บาท ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 3,500 บาท เป็นค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดอื่นๆ เช่น ค่ารถ ค่าอาหาร ค่าของฝาก ค่าเยี่ยมชมสถานที่ และค่าเดินทางครับ

สำหรับรีวิวในตอนแรกก็จบลงเพียงเท่านี้ครับ ในตอนหน้า เราจะเริ่มต้นการเดินทางกัน โดยผมจะพาไปเยี่ยมชมเมืองสุราษฎร์อย่างละเอียด เรื่องราวจะเป็นยังไง ฝากติดตามด้วยนะครับ
 




 

Create Date : 15 เมษายน 2564    
Last Update : 20 เมษายน 2564 21:37:26 น.
Counter : 120 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

4 วัน 3 คืน กระบี่ ท่องแดนธรรมชาติจากผืนป่าสู่ท้องทะเลงาม (ตอนที่ 4: ทัวร์สี่เกาะ+ทะเลแหวก)


สถานที่ท่องเที่ยว : หาดถ้ำพระนาง, กระบี่ Thailand
พิกัด GPS : 8° 0' 23.30" N 98° 50' 15.17" E


ใครที่เดินทางมากระบี่ แต่ไม่ได้เที่ยวเกาะ สำหรับผมคือ ผิดครับ ยังไงมาที่นี่ก็ต้องจัดทริปซักวัน ซื้อทัวร์ออกไปเที่ยวเกาะที่ไหนซักแห่ง แต่คำถามคือ แล้วจะไปเกาะไหนล่ะ

บริเวณอ่าวนางจะมีทัวร์เที่ยวเกาะหลักๆอยู่ด้วยกัน 3 แห่งด้วยกันครับ ได้แก่
  • ทัวร์สี่เกาะ+ทะเลแหวก ซึ่งจะเป็นทัวร์ที่ใช้เวลาน้อยที่สุดและราคาถูกที่สุด
  • ทัวร์เกาะพีพี โปรแกรมยอดฮิต แต่ราคาก็สูงที่สุด
  • ทัวร์เกาะห้อง เกาะใหม่ เพิ่งเปิด ยังไม่ค่อยมีข้อมูลเท่าไหร่ แต่ราคาจะอยู่กลางๆครับ
สำหรับทริปรอบนี้ ผมเลือกไป ทัวร์สี่เกาะ+ทะเลแหวก ซึ่งใช้เวลาน้อยที่สุด และเป็นทริปที่สบายที่สุด เนื่องจากร่างยังพังจากการปีนวัดถ้ำเสือเมื่อวาน เลยยังไม่พร้อมไปปีนขึ้นเขา หรือดำน้ำหนักๆที่ไหนอีกครับ

ซื้อทัวร์เจ้าไหนดี

ผมเคยใช้บริการอยู่ 2 เจ้าครับ ทริปครั้งก่อน ผมซื้อของ กระบี่ธีรพงศ์ทัวร์ แต่รอบนี้ ผมเลือกของ Pm Andaman  (จริงๆจะเลือกเจ้าไหนก็ได้แหละ เพราะสุดท้าย ทัวร์ทุกเจ้าก็จะพาไปขึ้นเรือที่เดียวกันอยู่ดี แล้วโปรแกรมก็เหมือนๆกันด้วย)

อันนี้เป็นโปรแกรมคร่าวๆสำหรับทริปรอบนี้ครับ ราคาปกติจะขายอยู่ที่ 750 บาท แต่ผมได้ราคาโปรโมชั่นช่วงโควิด เลยเหลือแค่ 550 บาทเท่านั้น

 

 
วันที่สาม

ทัวร์ของเราตรงเวลาเป๊ะเลยครับ โดยเค้าจะส่งรถสองแถวมารับเราที่โรงแรม (เฉพาะคนที่พักในโซนอ่าวนาง คลองม่วง และเมืองกระบี่เท่านั้น) เพื่อไปส่งที่ ท่าเรือหาดนพรัตน์ธารา

 
 
บริเวณแถวนั้น จะมีโต๊ะลงทะเบียนอยู่ ให้เราเดินเข้าไปแจ้งชื่อ พอลงทะเบียนเสร็จเรียบร้อย เราก็จะได้ริสแบนสีต่างๆ เพื่อแยกให้ไปขึ้นเรือลำต่างๆ ตามแพคเกจที่จองไว้ครับ
 

 
ขึ้นเรือเรียบร้อย บนเรือมีชูชีพ กับอุปกรณ์ดำน้ำตื้นให้ด้วย
 

หาดถ้ำพระนาง

เป็นจุดแรกที่เราแวะเที่ยวครับ พอลงเรือแล้ว เราต้องเดินลึกเข้าไปจนสุดชายหาด (ไม่ต้องกลัวหลง ตามๆเค้าไปแหละ) ระหว่างทางจะเป็นภูเขาหินปูนแบบนี้

 

 
บริเวณหาดถ้ำพระนาง ถือเป็นจุดปีนหน้าผาที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ถ้ามาในช่วงปกติ เราจะเจอแต่ฝรั่งมาอาบแดด ปีนหน้าผากัน แต่เนื่องจากช่วงที่ผมไป เป็นที่ช่วงโควิดระบาด เลยมีแต่คนไทยครับ
 

 
เชื่อกันว่า ถ้ำพระนาง เป็นที่ประดิษฐานของ พระนาง ซึ่งเป็นหญิงสาวผู้ที่โดนฤาษีสาบให้กลายเป็นหิน (ย้อนอ่านรายละเอียดเรื่องราวตรงนี้ ได้ในรีวิวตอนที่ 2 นะครับ) ก่อนออกทะเล ชาวประมงในแถบนั้นจะมาไหว้ขอพรกับศาลพระนาง เพื่อให้ตัวเองโชคดี พอกลับมาก็จะมาถวายสิ่งของ ได้แก่ ปลัดขิก เนื่องจาก พระนาง ไม่ได้สมหวังในความรักครับ
 



 
ช่วงที่ผมไป น้ำทะเลใสมาก ไกด์ของเราบอกว่า โชคดีแล้วที่มาตอนนี้ เพราะตั้งแต่ทำงานมา ไกด์ก็เพิ่งเคยเห็นทะเลใส และสวยที่สุดก็ตอนนี้แหละ
 
 

ทะเลแหวก

อยู่ห่างจากถ้ำพระนางไปไม่ไกล นั่งเรือไปไม่เกิน 10 นาทีครับ

ทะเลแหวกเป็นแหล่งท่องเที่ยว Unseen in Thailand เกิดจากสันทรายระหว่าง เกาะทับ กับ เกาะหม้อ ซึ่งจะโผล่พ้นน้ำในช่วงน้ำลง ก่อนจะหายไปในช่วงน้ำขึ้น (ปกติทัวร์เค้าจะคอยกะเวลาให้ว่า ช่วงไหนน้ำจะลง เห็นทะเลแหวก)

 

 
จุดเด่นของการเที่ยวชมทะเลจะแหวกคือการมาชมวิว และถ่ายภาพ แนะนำว่า ควรหลีกเลี่ยงการมาเที่ยวในช่วงวันหยุดเทศกาล ทะเลแหวกจะมีคนเยอะเดินกันจนแน่น ไปหมด


ใกล้ๆกับทะเลแหวกจะเจอกับ เกาะไก่ ครับ เดิมทีสันทรายตรงนี้จะยาวไปถึงเกาะไก่เลย แต่เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำ หลังเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิเมื่อปี พ.ศ.2547 สันทรายตรงนี้เลยหายไป
 

ดำน้ำเกาะปอดะ

หลังชมทะเลแหวก เราก็ไปดำน้ำครับ จุดที่ไปวันนี้เป็นหน้าหาดก่อนขึ้้นเกาะปอดะ ซึ่งบอกตามตรง ผมว่าไม่สวย ปะการังฟอกขาว ปลาก็แทบไม่มี มีแต่หอยเม่น ผมดำแป๊บเดียว รีบขึ้นเลยครับ

 

 
เกาะปอดะ

เป็นจุดสุดท้ายที่เค้าจะปล่อยเราแวะกินข้าวเที่ยง เล่นน้ำทะเล ถ่ายรูป หรือทำอะไรก็ได้ตามสะดวก ประมาณ 1 ชั่วโมงกว่าๆ จุดเด่นของที่นี่คือ หาดทรายขาว น้ำทะเลใสแจ๋ว กับภูเขาหินปูนแบบนี้

 





 
จริงๆเกาะปอดะเป็นเกาะเอกชนของ ปอดะ ไอร์แลนด์ รีสอร์ท แต่เอกชนเจ้านี้ใจดี ไม่เก็บค่าขึ้นเกาะ ดังนั้น ใครจะไป ควรช่วยกันรักษาความสะอาดด้วยนะครับ

หลังชมเที่ยวเกาะปอดะเสร็จ  เราก็นั่งเรือกลับเข้าฝั่งท่าเรือหาดนพรัตน์ธารา แล้วก็ขึ้นรถกลับที่พักของเรา เป็นอันปิดทริปทัวร์สี่เกาะ+ทะเลแหวก ตอนบ่ายสามครึ่งอย่างประทับใจครับ

Note: ทัวร์นี้เลทจากกำหนดไปประมาณชั่วโมงครึ่ง ส่วนตัวไม่ซีเรียส เพราะไม่รีบ มีเวลาทั้งวัน แต่ถ้าใครที่มีแผนจะบินกลับกรุงเทพวันนั้น แนะนำให้จองเที่ยวบินค่ำๆไปเลยครับ)

วันที่สี่

วันนี้ไม่มีแผนเที่ยวอะไรแล้ว นอกจากเดินทางกลับกรุงเทพครับ

สำหรับการเดินทางจากที่พักไปยังสนามบินก็ทำได้ง่ายๆ โดยการนั่งรถตู้ ซึ่งผมให้ทางที่พักติดต่อให้ แต่ถ้าใครจะติดต่อจองเอง ให้โทรไปที่ เบอร์ 082-468-2426 ล่วงหน้า 1 วัน โดยการแจ้งไฟลท์ แล้วเค้าจะระบุเวลาที่รถมารับให้ครับ (ขากลับจะมีส่วนลดให้ เหลือ 100 บาทครับ)

ไฟลท์ขากลับของผมคือ FD7211 กลับถึงกรุงเทพตอนบ่ายๆ โดยสวัสดิภาพครับ

 
รีวิวภาพรวมทริป

สำหรับทริปกระบี่รอบนี้ ถือเป็นครั้งที่สองของผมแล้วครับ หลังจากเคยเที่ยวครั้งแรกแล้วติดใจ เลยตัดสินใจมาเที่ยวซ้ำ ซึ่งทริปนี้ ผมกลับประทับใจยิ่งกว่าเดิม ทะเลกระบี่ช่วงนี้สวยมาก บรรยากาศก็เงียบสงบ อากาศดี ทัวร์จีนก็ไม่มี ของก็ถูก และที่สำคัญ คนกระบี่ที่เจอทั้งหมดน่ารักมาก

สำหรับรีวิวทริปกระบี่ ก็ขอจบเพียงเท่านี้ครับ ถ้ามีข้อสงสัยสามารถหลังไมค์มาถามได้เลย หรือจะคอมเม้นไว้ข้างล่างก็ได้ ยินดีตอบทุกคอมเม้นครับ

ตอนอื่นๆ

ตอนที่ 1: เตรียมตัวเที่ยวกระบี่
https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=sumatekso&month=29-12-2020&group=25&gblog=10

ตอนที่ 2: แสงสุดท้ายที่อ่าวนาง
https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=sumatekso&month=01-01-2021&group=25&gblog=11

ตอนที่ 3: เที่ยวป่าเมืองกระบี่
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=09-01-2021&group=25&gblog=12

ตอนที่ 4: ทัวร์สี่เกาะ+ทะเลแหวก
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=12-01-2021&group=25&gblog=13




 

Create Date : 12 มกราคม 2564    
Last Update : 14 มีนาคม 2564 10:57:34 น.
Counter : 280 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

4 วัน 3 คืน กระบี่ ท่องแดนธรรมชาติจากผืนป่าสู่ท้องทะเลงาม (ตอนที่ 3: เที่ยวป่าเมืองกระบี่)


สถานที่ท่องเที่ยว : วัดถ้ำเสือ, กระบี่ Thailand
พิกัด GPS : 8° 7' 43.71" N 98° 55' 27.35" E

ถ้าพูดถึงกระบี่ คนไทยส่วนใหญ่คงจะนึกถึงเกาะสวรรค์ ชายหาดสวยๆ น้ำทะเลสีฟ้า กันใช่ไหมครับ จริงอยู่ที่กระบี่มีดีอย่างที่ว่ามา แต่กระบี่ก็ไม่ได้มีดีแค่ทะเลเท่านั้นครับ กระบี่ยังมีป่าที่ยังคงอุดมสมบูรณ์ มีบ่อน้ำสวยๆที่ได้ชื่อว่าเป็น สระมรกต และยังมีน้ำตกที่น้ำเป็นน้ำร้อนอีกด้วย ดังนั้น ในรีวิวตอนนี้ ผมจะพาทุกคนไปเยี่ยมชมสถานที่เหล่านี้กันครับ

ทัวร์เที่ยวป่าเมืองกระบี่  (Krabi Jungle Tour)          

เป็นอีกหนึ่งทัวร์ยอดนิยมสำหรับชาวต่างชาติที่มาเที่ยวที่กระบี่ครับ โปรแกรมทัวร์ส่วนใหญ่จะคล้ายๆกันคือ แวะ 3 ที่ ได้แก่ สระมรกต น้ำตกร้อน และ วัดถ้ำเสือ โดยจะเริ่มตั้งแต่ 9.30 น. ไปจนถึง 17.00 น.

 

เมื่อทริปกระบี่ครั้งก่อน ผมเคยซื้อทัวร์นี้ของ กระบี่ ธีรพงศ์ทัวร์ ซึ่งเป็นทัวร์แบบจอยกลุ่ม ราคาจะขายอยู่ที่ 750 บาทต่อคนครับ 

ใครสนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่นี่ https://www.krabiteerapongtour.com/package_details.php?WP=qQMcZ3uCpWOghKstGTEgnJqlqUIco3u0

อย่างไรก็ตาม ทัวร์ลักษณะนี้คือ เวลาในการเที่ยวแต่ละจุดจะมีจำกัด อย่างวัดถ้ำเสือ ซึ่งมีจุดชมวิวบนภูเขาที่สวยมากๆ แต่ผมไม่ได้ขึ้นไปในทริปรอบที่แล้ว เพราะเวลาไม่พอ ในครั้งนี้เลยกะจะมาแก้มือที่นี่ครับ

สำหรับทริปนี้ ผมจึงเลือกใช้บริการรถเช่าพร้อมคนขับของคุณทัช เค้าคิดราคาที่ 1,800 บาทต่อทริป รวมค่าน้ำมันแล้ว แต่ไม่รวมค่าอาหารกลางวัน หารออกมาต่อคนก็อยู่ที่ 900 บาท ซึ่งผมว่าคุ้มค่า และเค้าก็บริการดี เลยขอเอามาบอกต่อครับ


ใครสนใจรถเช่าพร้อมคนขับที่กระบี่ สามารถลองทักไปสอบถามคุณทัชได้ในเพจนี้นะครับ https://www.facebook.com/krabi.tour.taxi.rental.krabi

วันที่สอง

เริ่มต้นทริปวันนี้ คนขับของเรามารับเราที่โรงแรมตอน 9 โมงเช้า เพื่อเดินทางต่อไปยัง อำเภอคลองท่อม ซึ่งอยู่ห่างจากอ่าวนางที่เราพักประมาณ 70 กิโลเมตร

อำเภอคลองท่อม

เป็นอำเภอสุดท้ายของกระบี่ ติดกับจังหวัดตรัง ปัจจุบัน พื้นที่ของอำเภอจำนวนมากกลายเป็นพื้นที่ปลูกปาล์มและยางพารา ดังนั้น ถ้าเรามองจากมุมสูงลงมา จะเห็นทั้งอำเภอเป็นสีเขียวตลอดทั้งปีเลยครับ

สิ่งที่โดดเด่นของที่นี่ก็คงเป็นธรรมชาติ เพราะที่นี่มี อุทยานแห่งชาติพนมเบญจา ซึ่งเป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของภาคใต้ นอกจากนี้ ที่นี่ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง อย่าง สระมรกต และ น้ำตกร้อน อีกด้วยครับ

สระมรกต

ตั้งอยู่ใน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม ซึ่งเป็นป่าร่มรื่นสีเขียว มีพรรณไม้ที่น่าสนใจมากมาย และที่สำคัญ ที่นี่ยังเป็นป่าที่เป็นที่อยู่ของสัตว์ป่าสงวนอย่าง นกแต้วแร้วท้องดำ ซึ่งหาชมได้ยากมาก (ใครมาเที่ยวที่นี่ ลองมองหาดู ถ้าโชคดี อาจจะเจอ)

การเดินเข้าไปยังสระมรกต ต้องเดินผ่านเส้นทางศึกษาธรรมชาติยาว 2.7 กิโลเมตร แต่ทางดีมากครับ ถ่ายรูปเล่นเพลินๆ แป๊บเดียวก็เดินถึง และถ้าใครไปช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม อากาศจะเย็นสบายมาก ยิ่งเดินยิ่งฟินครับ

ถึงแล้วครับ สระมรกต จริงๆ ถ้ามาช่วงปกติสามารถลงเล่นน้ำได้ แต่เนื่องจากช่วงนี้โควิดระบาด เค้าเลยมีมาตรการห้ามนักท่องเที่ยวลงเล่นน้ำ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อครับ

สีของสระมรกต เกิดจากแสงที่ตกกระทบลงมาในมุมที่เหมาะสม ซื่งในแต่ละช่วงของวัน สีก็จะแตกต่างกันไปครับ

นอกจากสระมรกต ใกล้ๆกันยังมี สระแก้ว และ สระน้ำผุด ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของสระมรกตอีกด้วย แต่สำหรับสระน้ำผุดจะเปิดเฉพาะช่วงเดือนมกราคมถึงพฤษภาคมของทุกปีเท่านั้นครับ

ใกล้ๆกับสระมรกต จะมีร้านอาหารเยอะแยะมากมาย แนะนำให้ทานที่นี่ก่อนเดินทางต่อไปยังจุตต่อไปครับ

ร้านที่ผมจะมาแนะนำในวันนี้ชื่อว่า ครัวริมธาร ซึ่งคะแนนรีวิวใน Wongnai ค่อนข้างแย่ แต่ส่วนตัว ผมว่า โอเคนะครับ ร้านสะอาด พนักงานบริการสุภาพ อาหารอาจจะธรรมดาไปซะหน่อย แต่ก็พอใช้ได้นะ

น้ำตกร้อน

ตั้งอยู่ใกล้ๆกับสระมรกต ใช้เวลาเดินทางไม่เกิน 15 นาทีครับ

รถจะส่งเราได้แค่ข้างหน้าของน้ำตกร้อนเท่านั้น จากตรงนี้ เราต้องเดินไปซื้อตั๋ว แล้วต้องเดินเข้าไปอีก 200 เมตร แต่ถ้าขี้เกียจเดิน สามารถนั่งรถกอล์ฟ ซึ่งราคาไปกลับอยู่ที่ 20 บาทต่อคนครับ

ถึงแล้วครับ น้ำตกร้อน ว่ากันว่า น้ำที่นี่มีสรรพคุณมากมาย เพราะประกอบไปด้วยแร่ธาตุหลายชนิด น้ำตกร้อนจึงกลายมาเป็นแหล่งรวมของคนรักสุขภาพที่ต้องการมาบำบัดร่างกาย และความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า

ตัวน้ำตกไม่ได้มีอะไรมาก นอกจากที่ให้เราแช่เท้า หรือแช่น้ำร้อนครับ

ค่าเข้าชมสระมรกตและน้ำตกร้อน

ทั้งสระมรกตและน้ำตกร้อน จะมีค่าเข้าชมอยู่ที่ 20 บาทต่อคน สำหรับผู้ใหญ่คนไทยครับ แต่น้ำตกร้อนจะมีค่าจอดรถ 30 บาทด้วย


หลังจากเที่ยวทั้งสระมรกตและน้ำตกร้อนเสร็จ เราก็เดินทางกลับเข้าตัวเมือง เพื่อไปเยี่ยมชมสถานที่สุดท้ายของทัวร์นี้ นั่นก็คือ วัดถ้ำเสือ ครับ


 

วัดถ้ำเสือ

ตั้งอยู่ในเขต อำเภอเมืองกระบี่ ห่างจากหาดอ่าวนางประมาณ 21 กิโลเมตร

สาเหตุที่ชื่อวัดถ้ำเสือ เนื่องจากในอดีตบริเวณแถวนั้นเป็นที่อยู่อาศัยของเสือโคร่งจำนวนมาก ต่อมา หลวงพ่อจำเนียร มีความประสงค์จะสร้างสถานปฏิบัติธรรมขึ้นที่นี่ในปี พ.ศ.2518 และได้ยกฐานะขึ้นมาเป็นวัดในปี พ.ศ.2533 ครับ

บริเวณด้านหน้าของวัด เราจะเจอกับ ถ้ำเสือ อันเป็นที่มาของชื่อวัดนั่นเอง

ตรงข้ามกับถ้ำจะเป็น พระธาตุมหาเจดีย์ วัดถ้ำเสือวิปัสสนา ซึ่งเพิ่งจะสร้างเสร็จไปเมื่อไม่นานมานี้

มากันที่ไฮไลท์ของวัด นั่นก็คือ จุดชมวิววัดถ้ำเสือ ซึ่งต้องเดินขึ้นไป 1,237 ขั้น สูง 309 เมตร ซึ่งถ้าใครจะขึ้นไป จะต้องมีร่างกายแข็งแรง และต้องใช้เวลากับจุดนี้พอสมควรครับ (ด้วยเหตุนี้ ผมจึงเช่ารถพร้อมคนขับมา เพราะถ้าซื้อทัวร์แบบจอยกลุ่ม ยังไงก็ไม่ทันแน่ๆ)

เตือนแล้วนะ!!!

ทางขึ้นไม่ยากครับ มีบันไดอย่างดี แต่อาจจะชันเป็นช่วงๆ แนะนำให้เตรียมน้ำและยาดมมาด้วย และพยายามเดินไปหยุดพักไปด้วยนะครับ อย่าเดินรวดเดียว เดี๋ยวเป็นลม

อุปสรรคสำคัญคือ ลิงครับ ลิงที่นี่ค่อนข้างก้าวร้าวและขี้ขโมย แนะนำว่า พยายามเก็บของกินให้มิดชิด แต่พอเดินขึ้นไปซักระยะ จะไม่ค่อยมีลิงแล้ว เพราะพวกมันคงขี้เกียจปีนขึ้นมาเหมือนกัน

ถึงแล้วครับ พอเราเดินขึ้นมาถึงข้างบน ผมว่าก็คุ้มอยู่นะ เพราะเราจะได้เห็นวิวเมืองกระบี่แบบ 360 องศา





พอชมวิวข้างบนเสร็จ ก็ต้องเดินลงมาอีก สำหรับขาลง ผมว่ายากกว่าขาขึ้นอีกครับ เพราขาเริ่มล้าแล้ว ก้าวไปขาสั่นไป พอลงมาถึงข้างล่าง เข่าแทบทรุด ถ้าให้ขับรถกลับที่พักเอง คงไม่ไหวแน่ๆ โชคดีที่รอบนี้เราเช่ารถพร้อมคนขับมา เลยสบายไป

ลานปูดำและเขาขนาบน้ำ

อยู่ในตัวเมืองกระบี่ ใกล้ๆกับวัดถ้ำเสือครับ จริงๆที่นี่ไม่ค่อยมีอะไร แต่ถ้าเหมารถมาเที่ยว ลองแวะมาถ่ายรูป 5-10 นาทีก็ได้ครับ

ลานปูดำ จะตั้งอยู่บริเวณที่เรียกว่า ปากน้ำกระบี่ ซึ่งจากตรงนี้ เราจะมองเห็นภูเขารูปร่างแปลกตาที่เรียกว่า เขาขนาบน้ำ ครับ

ใกล้ๆกับลานปูดำจะมีอนุสาวรีย์นกอินทรี หรือที่คนกระบี่ เรียกว่า นกออก ซึ่งเป็นนกประจำถิ่นของกระบี่ 


สำหรับทริปในวันที่สอง เราก็มาปิดทริปกันที่ลานปูดำซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมืองกระบี่ครับ

17.30 น. เราก็เดินทางกลับถึงที่พัก เป็นการปิดทริปของวันอย่างประทับใจ

สำหรับภาพรวมของทริปวันนี้ โดยรวมผมชอบนะครับ อาจจะเป็นเพราะว่า ช่วงที่ไปอากาศเย็นสบาย พอมาเจอกับป่าเขียวๆเลยรู้สึกสดชื่น ถ้าใครมีเวลาที่กระบี่หลายๆวัน นอกจากทัวร์เที่ยวเกาะ ผมก็ขอแนะนำให้ซื้อทัวร์ หรือเช่ารถมาเที่ยวสถานที่เหล่านี้กันครับ

ตอนอื่นๆ

ตอนที่ 1: เตรียมตัวเที่ยวกระบี่
https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=sumatekso&month=29-12-2020&group=25&gblog=10

ตอนที่ 2: แสงสุดท้ายที่อ่าวนาง
https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=sumatekso&month=01-01-2021&group=25&gblog=11

ตอนที่ 3: เที่ยวป่าเมืองกระบี่
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=09-01-2021&group=25&gblog=12

ตอนที่ 4: ทัวร์สี่เกาะ+ทะเลแหวก
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=12-01-2021&group=25&gblog=13




 

Create Date : 09 มกราคม 2564    
Last Update : 21 มีนาคม 2564 22:48:35 น.
Counter : 268 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

1  2  3  

เจ้าสำนักคันฉ่องวารี
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]




ชอบท่องเที่ยว สนใจประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และการเมืองระหว่างประเทศ

Blog นี้จะใช้เขียนความทรงจำในการเดินทาง และวิธีการเดินทางอย่างละเอียด เผื่อใครจะมาตามรอย หวังว่าจะเป็นประโยชน์นะครับ

ถ้าชอบ blog เนื้อหาประมาณนี้ ฝากกดติดตามด้วยนะครับ
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add เจ้าสำนักคันฉ่องวารี's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.