Welcome to my blog

5 วัน 4 คืน สิงคโปร์ สีสันแห่งมหานครสิงโตพ่นน้ำ (ตอนที่ 3: Universal Studio + SEA aquarium)

 
สถานที่ท่องเที่ยว : สวนสนุก Universal Studio Singapore, Singapore
พิกัด GPS : 1° 15' 14.70" N 103° 49' 25.68" E

วันที่สาม

สำหรับแผนเที่ยวในวันนี้ ผมจะพาทุกคนข้ามฝั่งไปยัง เกาะเซ็นโตซ่า (Sentosa Island) ซึ่งมีไฮไลท์สำคัญอย่าง สวนสนุก Universal Studio Singapore รวมทั้งยังมีพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่าง S.E.A. Aquarium อีกด้วย โดยในรีวิวบล็อกนี้จะเป็นการเดินทางในวันที่สามของทริปสิงคโปร์ของผมในปี 2024 นะครับ

เกาะเซ็นโตซ่า (Sentosa Island) เป็นเกาะที่อยู่ทางตอนใต้ของประเทศสิงคโปร์ครับ เดิมทีเกาะนี้มีในภาษามลายูว่า Balakang Mati แปลว่า เกาะแห่งความตาย เนื่องจากในอดีตเกาะแห่งนี้เป็นเพียงหมู่บ้านชาวประมงที่มีโรคระบาด ทำให้มีคนตายจำนวนมาก จนต่อมาเมื่ออังกฤษได้เข้าทำการปกครองเกาะสิงคโปร์ ก็ได้ใช้เกาะนี้เป็นป้อมปราการ และได้ทำการเปลี่ยนชื่อหลายครั้ง จนกระทั่งในปี 1972 เกาะนี้ก็ได้ทำการเปลี่ยนชื่อมาเป็น เซ็นโตซ่า (Sentosa) ซึ่งเป็นภาษามลายู แปลว่า ความสงบสุข


ในช่วงแรก เกาะนี้ก็ยังไม่มีชื่อเสียงอะไรมาก จนกระทั่งในปี 2010 สวนสนุก Universal Studio ได้มาเปิดที่นี่ จนทำให้เกาะเซ็นโตซ่าเป็นที่โด่งดังขึ้นมา
 

 
สำหรับวิธีการเดินทางไปยังเกาะเซ็นโตซ่า ก็ถือว่าง่ายเหมือนส่วนอื่นๆของประเทศสิงคโปร์ครับ อันดับแรก เราต้องขึ้นรถไฟฟ้าไปที่สถานีที่ชื่อว่า Harbor front (NE1/CC29) พอออกจากสถานี เราจะเจอห้างที่ชื่อว่า Vivo City จากที่นี่เราสามารถเดินทางไปยัง Sentosa ด้วยวิธีต่างๆ ได้แก่ Cable Car, Monorail, Sentosa Broadwalk แต่ส่วนตัวผม เลือกวิธีการเดินทางที่ประหยัดที่สุด นั่นก็คือเดินเท้าโดยอาศัย Sentosa Broadwalk เพื่อไปยังเกาะเซนโตซ่าครับ (โดยทั่วไปการใช้ Sentosa broadwalk จะเสียค่าเข้า 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ แต่ช่วงที่ผมไปได้เข้าฟรี ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน)




 
สวนสนุก Universal Studios Singapore (USS) 

เป็นสวนสนุกในธีมหนังและการ์ตนจากค่าย Universal studios แห่งแรกและแห่งเดียวในภูมิภาคอาเซียน ตั้งอยู่บนเกาะเซนโตซ่า โดยแบ่งออกเป็น 6 โซน ได้แก่
  • Hollywood
  • New York
  • Sci-Fi City
  • Ancient Egypt
  • The Lost world
  • Far Far away

แผนที่ฉบับขยายดูได้ที่นี่ https://singaporecitymrttourismmap.blogspot.com/2013/07/location-map-of-universal-studio.html

แต่ก่อนที่จะเข้า เรามาถ่ายรูปกับลูกโลกหน้าสวนสนุกก่อน

 

 
สิ่งที่จะแนะนำสำหรับการมาเที่ยวที่นี่ก็คือ ควรซื้อบัตรให้เรียบร้อยผ่าน Online Travel agency เช่น Klook หรือ KKday เรียบร้อยก่อน เพราะราคาจะถูกกว่าซื้อหน้างาน และสะดวกรวดเร็ว แค่สแกน Barcode ที่ได้มาหลังจากกดจ่ายตังค์ซื้อไปแล้ว ก็เข้าไปได้เลย

ทางไปจองอยู่นี่ครับ
https://www.klook.com/th/activity/117-universal-studios-singapore/?spm=SearchResult.SearchResult_LIST&clickId=b8375110a5

 
 
Tip: ถ้าใครต้องการเที่ยวสวนสนุก Universal Studio Singapore และที่อื่นๆในทริปเดียว เช่น Garden by the bay, River Wonder, Singapore zoo, S.E.A. aquarium และที่อื่นๆอีกมากมาย ผมแนะนำให้ซื้อเป็น Klook Pass นะครับ ราคาจะถูกกว่าซื้อตั๋วแยกทีละสถานที่

ทางไปจอง https://www.klook.com/th/activity/69622-singapore-attractions-pass/

 

 
เนื่องจากสวนสนุก Universal Studios เป็นสวนสนุกระดับโลก เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะต้องทำใจก็คือ ปริมาณคนที่มาเที่ยว การจะเล่นเครื่องเล่นแต่ละเครื่องอาจต้องรอคิวนานเป็นชั่วโมง ดังนั้นการจะมาเที่ยวที่นี่อาจต้องมีการวางแผนซะหน่อย จากประสบการณ์การเที่ยวที่นี่มา 2 ครั้ง ผมมีข้อแนะนำเล็กๆน้อยๆดังนี้ครับ
  • ควรเลือกเข้าชมวันธรรมดา คนจะน้อยกว่ามาก
  • ถ้าไปคนเดียว มันจะมีช่องพิเศษจะทำให้เล่นเครื่องเล่นได้มากขึ้น
  • ควรไปต่อแถวรอคิวตั้งแต่ก่อนสวนสนุกเปิด (สวนสนุกเปิด 10 โมง) จะได้เล่นเครื่องเล่นได้ครบ
  • เมื่อเข้าไปข้างในสวนสนุกแล้ว แนะนำให้เลือกเล่นเครื่องเล่นยอดฮิตก่อน โดยเฉพาะ Transformers The Ride: The Ultimate 3D Battle, Revenge of Mummy และ Battlestar Galactica: Human VS CYLON (ถ้าไปช่วงแรก เครื่องเล่นพวกนี้แทบไม่ต้องรอคิวเลย แต่ถ้าสายกว่านั้น อาจะต้องรอคิวยาวเป็นชั่วโมง)
  • เตรียมแว่นกันแดด ครีมกันแดด ร่ม ไปให้พร้อมอากาศร้อนมาก และบางทีฝนก็มาแบบไม่ทันตั้งตัว
  • อย่าเอากระเป๋าใบใหญ่มา เพราะตอนเล่นเครื่องเล่นต่างๆมันต้องฝากในล็อกเกอร์ ซึ่งค่าฝากถือว่าแรงใช้ได้ (ถ้ามาเที่ยวหลายคนฝากรวมกันได้)
จริงๆ มันยังมี บัตรเบ่ง หรือที่เรียกว่า Universal Express Pass ครับ ใครที่เป็นสายเที่ยวสวนสนุก และอยากเก็บเครื่องเล่นให้ครบจริงๆ คงต้องซื้อครับ เพราะจะช่วยให้เราไม่ต้องรอคิวยาวๆ แต่ราคาก็แรงเหมือนกัน แต่จากประสบการณ์ส่วนตัวที่ไปเที่ยวในวันธรรมดาทั้งสองรอบ มองว่า ไม่จำเป็นครับ แต่ต้องวางแผนเที่ยวดีๆ

เกริ่นมาเยอะแล้ว มาเริ่มเที่ยวกันเลยดีกว่า นั่นก็คือ Hollywood ซึ่งที่นี่ได้จำลองถนน Hollywood walk of Fame ที่ลอสแองเจลิส โดยบรรยากาศจะเป็นธีมหนังและการ์ตูนจากค่าย Universal Studios

 






ถัดจากโซน Hollywood ก็คือ โซน New York ที่มีการจำลองบรรยากาศเมืองนิวยอร์กมาให้เราถ่ายรูปกัน
 





โซน Sci-Fi City จะมีเครื่องเล่นที่เป็นไฮไลท์หลักอย่าง Transformers The Ride: The Ultimate 3D Battle จะบอกว่า มันสนุกมากจริงๆ ผมเล่นอันนี้ไป 5 รอบแล้ว (ทริปแรกเล่น 2 รอบ + ทริปนี้เล่นอีก 3 รอบ)
 


 


โซน Ancient Egypt ที่จำลองเอาบรรยากาศอียิปต์โบราณมาให้เราถ่ายรูปเล่น ที่นี่มีเครื่องเล่นที่เป็นไฮไลท์อย่าง Revenge of Mummy ซึ่งเป็นรถไฟเหาะในบรรยากาศแบบมืดๆ จำลองว่า เราเข้าสู่หลุมฝังศพอียิปต์โบราณเพื่อหาหนังสือทองคำ สำหรับแก้คำสาป โดยรถไฟจะวิ่งๆหยุดๆ แล้วบางช่วงก็มีอะไรให้เราตื่นเต้น อันนี้คือที่สุดของสวนสนุกแห่งนี้แล้ว
 


 



โดยส่วนตัวผมเป็นแฟนหนัง Jurassic Park ครับ เพราะฉะนั้นเมื่อมาที่โซน The Lost World เลยชอบเป็นพิเศษ ที่นี่จะมีเครื่องเล่นอย่าง Canopy Flyer เป็นรถไฟเหาะห้อยขา ให้ได้หวาดเสียวเบาๆ ไม่นานมาก (เล่นแค่แปบเดียวก็เสร็จแล้ว)
 

 

 
มีเจ้าบลูตัวเป็นๆ แบบเคลื่อนไหวได้ มาให้เราดูด้วย
 

อันที่เป็นไฮไลท์ของโซนนี้จริงๆคือ Jurassic Park Rapid Adventure โดยเราจะต้องนั่งเรือไปตามแม่น้ำ แล้วเจอกับไดโนเสาร์หลากสายพันธุ์ (อันนี้เปียกนะ ใครไม่อยากเปียกแต่อยากเล่น แนะนำให้เอาเสื้อกันฝนมาด้วย)
 

โซนสุดท้ายคือ Far Far Away ซึงจะมีโชว์ Shrek 3D ที่จะฉายหนังสามมิติเรื่อง Shrek ให้เราดู
 

จบแล้วครับสำหรับสวนสนุก Universal Studios จริงๆ ตอนแรกเราวางแผนเที่ยวที่นี่เต็มวัน แต่เนื่องจากเราวางแผนดี เลยมีเวลาเหลือ ก็เลยมาเที่ยวต่อที่ S.E.A. Aquarium ซึ่งมีชื่อเต็มคือ South East Asia Aquarium เป็นที่รวมรวมสัตว์ทะเลหลากสายพันธุ์จากทุกมหาสมุทร ทั้งจากทะเลอันดามัน อ่าวเบงกอล อ่าวเปอร์เซีย และทะเลจีนใต้ครั้งหนึ่งที่นี่เคยได้ชื่อว่าเป็น Aquarium ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
 

ข้างในก็จัดแสดงกุ้งหอยปูปลาทั่วไปครับ











 
ตู้แมงกะพรุนครับ คนมาถ่ายรูปที่นี่กันเยอะเลย
 


 
พระเอกของอความเรียมนี้ก็คือ โลมา ครับ เพราะในไทยไม่ค่อยเจออควาเรียมที่จัดแสงโลมาในตู้กระจกแบบนี้ ผมเลยชอบเป็นพิเศษ
 

ไฮไลท์ของที่นี่ก็คือ ตู้ปลาขนาดยักษ์ จัดแสงปลาตัวโตๆ พร้อมกับดนตรีให้เราเข้าถึงบรรยากาศ ผมใช้เวลาอยู่ตรงนี้นานมาก
 



ที่นี่ยังมีห้องแล็บให้เราได้ดูว่า นักวิทยาศาสตร์ที่นี่ดูแลสัตว์น้ำภายในอควาเรียมแห่งนี้ยังไงบ้าง
 

ปิดท้ายกันที่ซากเรือจมครับ เป็นการจำลองระบบนิเวศภายในท้องทะเล ในบริเวณที่มีเรือสินค้าจมลงไป
 



 
จริงๆ ผมมาที่อควาเรียมนี้เป็นรอบที่สองแล้วครับ โดยส่วนตัวผมเป็นคนชอบเที่ยวพวกอควาเรียมนะ จะให้มาอีกกี่รอบก็ได้ แต่ค่าเข้าก็ถือว่าแพงใช้ได้อยู่ (คิดเป็นเงินไทยพันกว่าบาท) เอาเป็นว่าใครไม่ได้เป็นสายเที่ยวอควาเรียม จะไม่มาที่นี่ก็ไม่มีอะไรน่าเสียดายครับ เก็บเงินไว้เที่ยวที่อื่น ช็อปปิ้ง หรือหาอะไรกินดีกว่า

สำหรับรีวิวทริปสิงคโปร์ในวันที่สามก็ขอจบเพียงเท่านี้นะครับ ถ้าชอบรีวิวแบบนี้ก็ฝากติดตามต่อในตอนต่อๆไปด้วยนะครับ




 

Create Date : 23 เมษายน 2567    
Last Update : 23 เมษายน 2567 22:35:22 น.
Counter : 70 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

5 วัน 4 คืน สิงคโปร์ สีสันแห่งมหานครสิงโตพ่นน้ำ (ตอนที่ 2: Mandai Nature Reserve + Botanic gardens)


สถานที่ท่องเที่ยว : Sinagapre Botanic garden, Singapore
พิกัด GPS : 1° 18' 54.03" N 103° 48' 57.57" E


แม้ว่าประเทศสิงคโปร์จะมีการพัฒนาทางวัตถุ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างตึกที่เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจต่างๆมากมาย แต่ในขณะเดียวกับ ประเทศนี้ก็ยังมีนโยบายในด้านการเก็บรักษาพื้นทีสีเขียว เพื่อประโยชน์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการอนุรักษ์ธรรมชาติ หรือการใช้เป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจของมนุษย์
               
สำหรับในรีวิวตอนนี้ ผมจะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับพื้นที่สีเขียวสองแห่งของสิงคโปร์ นั่นก็คือ Mandai Wildlife Reserve และ Singapore Botanic Gardens กันครับ

วันที่สอง

เช้านี้เราเริ่มจากการนั่งรถไฟฟ้า MRT สายสีแดงไปลงที่ สถานี Khatib จากนั้นก็นั่งรถ Mandai Khatib Shuttle เพื่อไปยัง Mandai Wildlife Reserve 

 

Mandai Wildlife Reserve เป็นพื้นที่ที่อยู่ในแผนการพัฒนาทางตอนเหนือของเกาะสิงคโปร์ ภายใต้ โครงการ Mandai Project: A Rejuvenated Mandai เมื่อแล้วเสร็จ บริเวณพื้นที่โครงการจะประกอบไปด้วยสวนสัตว์ถึง 5 แห่งด้วยกัน ได้แก่
  • สวนสัตว์สิงคโปร์ (Singapore Zoo)
  • สวนสัตว์ริเวอร์วันเดอร์ (River Wonders) เดิมชื่อว่า River Safari
  • สิงคโปร์ไนท์ซาฟารี (Singapre Night Safari)
  • สวนนกเบิร์ดพาราไดซ์ (Bird Paradise) ย้ายมาจาก สวนนกจูร่ง (Jurong Bird Park)
  • สวนสัตว์ป่าเขตร้อน (Rainforest Wild Park)
ทั้งหมดนี้ ถ้าจะเที่ยวทั้งหมดจริงๆ คงต้องใช้เวลาประมาณ 2 วันขึ้นไป และเนื่องจากในทริปนี้ เรามีเวลาแค่ 1 วัน ผมจะใช้เวลาเกือบทั้งวันอยู่ที่ สวนสัตว์สิงคโปร์ (Singapore Zoo) และ สวนสัตว์ริเวอร์วันเดอร์ (River Wonders) เท่านั้นนะครับ
 

สำหรับตั๋วเข้าชม สามารถซื้อหน้างานก็ได้ หรือซื้อผ่านเว็บไซต์ https://www.mandai.com/en/ticketing/admission-and-rides/parks-selection.html ก็ได้ครับ โดยตั๋วมีขายทั้งแบบเที่ยวสวนสัตว์แค่ 1 แห่ง (Single Park) และหลายแห่ง (Multi Park) ซึ่งสามารถเข้าไปดูราคาได้ในเว็บไซต์ของ Mandai ตามลิงค์ด้านบน หรือถ้าใครวางแผนจะเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆของประเทศิงคโปร์พ่วงด้วย ไม่ว่าจะเป็น Garden by the bay, Universal Studio Singapore, S.E.A. Aquarium ผมแนะนำซื้อเป็น Klook Pass Singapore จะคุ้มค่า คุ้มราคามากกว่า (รายละเอียดเกี่ยวกับพาสตัวนี้ ให้ย้อนอ่านในบล็อกตอนที่ 1 นะครับ)
 

 
Klook Pass สามารถเข้าไปดูรายละเอียดและซื้อได้ที่นี่ครับ
 https://www.klook.com/th/activity/69622-singapore-attractions-pass/

มาเริ่มกันที่ส่วนแรกของโครงการนั่นก็คือ สวนสัตว์สิงคโปร์ (Singapore Zoo) กันก่อนครับ สวนสัตว์นี้ถือเป็นสวนสัตว์ที่เก่าแก่ที่สุดในบรรดาสวนสัตว์ของโครงการ Mandai Project ทั้งหมด โดยเปิดให้เข้าชมตั้งแต่ปี 1973 นับถึงปัจจุบันก็ปาเข้าไป 50 กว่าปีแล้ว ปัจจุบันที่นี่มีสัตว์รวมทั้งหมดมากกว่า 4,200 ตัว โดยมีแนวคิดการจัดแสดงให้คล้ายกับธรรมชาติให้ได้มากที่สุด ให้เหมือนกับว่าสัตว์ต่างๆเหล่านี้อยู่ในธรรมชาติจริงๆ

 

 
มาเริ่มกันที่ โซน Oranutan Island and Broadwalk จัดแสดงลิงอุรังอุตังให้เหมือนอยู่ในธรรมชาติท่ามกลางผืนป่าจำลองบกเกาะ ซึ่งถือเป็นสวนสัตว์แรกของโลกที่จัดแสดงลิงอุรังอุตังในลักษณะนี้
 

โซนถัดมาคือ Reptopia ซึ่งจัดแสดงเกี่ยวกับสัตว์เลื้อยคลาน เช่น งู และกิ้งก่าต่างๆ
 





โซน Wild Africa จัดแสดงสัตว์ป่าจากทวีปแอฟริกา เช่น สิงโต ม้าลาย ยีราฟ แรด
 







โซน Tortoise Shell-ter จัดแสดงเต่าสายพันธุ์ต่างๆ แต่ที่เป็นไฮไลท์คือ เต่ายักษ์อัลดาบร้า (Aldabra Giant Tortoise) ซึ่งเป็นเต่าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก พบได้ในแถบมาดากัสการ์
 

 
โซน Reptile Garden จัดแสดงสัตว์เลื้อยคลายชนาดใหญ่ เช่น จระเข้ ตะโขง แต่ไฮไลท์ที่หาชมได้ยากในสวนสัตว์อื่นๆบนโลกก็คือ มังกรโคโมโด (Komodo dragon) ซึ่งเป็นกิ้งก่าสายพันธุ์ยักษ์จากประเทศอินโดนีเซีย
 

 
ขยับมาที่สวนสัตว์แห่งที่สองของโครงการกันบ้าง ที่นี่จะมีชื่อว่า River Wonder หรือชื่อเก่าคือ River Safari ครับ
 

River Wonder จะเน้นจัดแสดงสัตว์ต่างๆที่อยู่อาศัยตามแม่น้ำสายต่างๆของโลก เช่น แม่น้ำแอมะซอน (Amazon River), แม่น้ำไนล์ (Nile River), แม่น้ำโขง (Mekong River) เป็นต้น
 







มาถึงตรงนี้ หลายคนหยุดถ่ายรูปกันนานมาก เพราะตรงที่เป็นตู้ปลาขนาดยักษ์ จัดแสดงปลาสายพันธุ์ต่างๆจากแม่น้ำโขง
 

 
ไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาดของการมาที่ River wonders ก็คือ โซน Giant Panda Forest ครับ ที่นี่จะจัดแสดงหมีแพนด้าที่ได้รับมาจากประเทศจีนเพื่อเป็นทูตสันถวไมตรีระหว่างประเทศจีนกับประเทศสิงคโปร์ คล้ายๆกับกรณีช่วงช่วงกับหลินฮุ่ยของบ้านเรา โดยแพนด้าคู่นี้มีชื่อว่า ไคไค (Kai Kai) ซึ่งเป็นตัวผู้ และ เจียเจีย (Jia Jia) ซึ่งเป็นตัวเมียครับ
 

 
อีกโซนที่อยากให้มาดูกันก็คือ Amazon Flood Forest ซึ่งจะจัดแสดง มานาที (Manatee) ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ใกล้ชิดกับพะยูน โดยน้องจะอยู่เป็นกลุ่ม กับปลาต่างๆในแม่น้ำแอมะซอน
 

 
เราใช้เวลาเที่ยวชมสวนสัตว์ทั้งสองแห่งถึงบ่ายแก่ๆเลยครับ เพราะที่นี่ใหญ่มาก แต่ถ้าใครยังรู้สึกดูสัตว์ยังไม่จุใจ แนะนำให้ไปต่อที่ สวนสัตว์ Night Safari ก็ได้ครับ แต่เนื่องจากเรากันเบื่อล่ะ เลยตัดสินใจนั่งรถเมล์กลับไปที่สถานีรถไฟ MRT Khatib แล้วนั่งรถไฟไปลงที่ สถานี Botanic Garden
 

 
ที่นี่คือ สวนพฤกษศาสตร์แห่งชาติสิงคโปร์ (Singapore Botanic Gardens) ซึ่งเป็นสวนพฤกศาสตร์เขตร้อนแห่งเดียวบนโลกนี้ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น มรดกโลก (World Heritage site) และถือเป็นมรดกโลกแห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศสิงคโปร์ในปัจจุบัน

สวนพฤกษศาสตร์นี้มีพื้นที่ 400 ไร่ พืชเกือบหมื่นชนิด ทำให้ที่นี่เปรียบเสมือนปอดของชาวสิงคโปร์ ภายในแบ่งได้ออกเป็นส่วนต่างๆ ได้แก่ สวนกล้วยไม้แห่งชาติ (National Orchid garden), สวนสมุนไพร (Healing garden) เป็นต้น      
        
 

ศาลาสีขาว (Band stand) แลนด์มาร์คสำคัญของสวนนี้ครับ 


 
ไฮไลท์สำคัญของที่นี่ก็คือ สวนกล้วยไม้แห่งชาติ (National Orchid garden) ซึ่งมีค่าเข้าชมประมาณ 5 ดอลลาร์สิงคโปร์
 

 

 
สำหรับคนรักต้นไม้ หรือสนใจด้านพฤกษศาสตร์ น่าจะฟินมากกับที่นี่ ส่วนนักท่องเที่ยวทั่วไป ก็อาจดูต้นไม้ ดอกไม้เพลินๆไปได้ และที่นี่ก็มีมุมให้ถ่ายรูปเล่นเยอะอยู่ ดังนั้น ใครมาเที่ยวสิงคโปร์ แล้วมีเวลาเหลือ การไปเที่ยวที่นี่ ก็ดูเป็นทางเลือกที่ไม่เลวครับ 

รีวิวสิงคโปร์ในวันที่สองของทริปก็ขอจบเพียงเท่านี้ครับ วันนี้อาจจะเรียกได้ว่า เป็นการเที่ยวสายธรรมชาติ แม้ว่าจะเป็นธรรมชาติแบบประดิษฐ์ตามสไตล์สิงคโปร์ก็ตาม แต่ก็ถือว่าคุ้มค่าแก่การเข้าชมสถานที่ต่่างๆครับ




 

Create Date : 22 เมษายน 2567    
Last Update : 22 เมษายน 2567 22:04:23 น.
Counter : 72 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

5 วัน 4 คืน สิงคโปร์ สีสันแห่งมหานครสิงโตพ่นน้ำ (ตอนที่ 1: Marina Bay + Clarke Quay)


สถานที่ท่องเที่ยว : Jewel Changi Airport, Singapore
พิกัด GPS : 1° 17' 13.32" N 103° 51' 16.11" E

ถ้าพูดถึงประเทศสิงคโปร์ หลายคนคงจะนึกถึงภาพของ เมอร์ไลอ้อน (Merlion) สิงโตพ่นน้ำที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญของประเทศนี้มาอย่างยาวนาน หรือบางคนอาจจะนึกถึงประเทศที่มีความสำคัญในแง่เศรษฐกิจ ซึ่งสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีระดับการพัฒนาสูง จนเป็นประเทศในแถบเพื่อนบ้านอาเซียนเพียงประเทศเดียวที่กล่าวได้อย่างเต็มปากว่า เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว 

ในรีวิวชุดนี้ ผมจึงจะพาทุกคนไปสูดกลิ่นความเจริญที่ประเทศนี้กัน โดยในทริปนี้ผมไปมาในช่วงเดือนธันวาคม 2566 เป็นเวลา 4 วัน 3 คืนครับ

 
รู้จักกับประเทศสิงคโปร์ (Singapore)

สิงคโปร์เป็นประเทศขนาดจิ๋วในแถบอาเซียน อยู่ทางใต้ของประเทศมาเลเซีย ถ้าเดินทางด้วยเครื่องบินจากประเทศไทยจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง

 

 
ในด้านประวัติศาสตร์นั้น เดิมทีสิงคโปร์เป็นเพียงเกาะเล็กๆ ที่ถูกรู้จักในชื่อ เทมาเส็ค แต่ไม่มีความสำคัญมากนัก โดยเกาะนี้อยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นมัชปาหิต มะละกา โปรตุเกส และฮอลันดา

เหตุการณ์ที่น่าสนใจก็คือ ในช่วงศตวรรษที่ 17 ได้มีเจ้าผู้ครองนครปาเล็มบัง ที่ปัจจุบันตั้งอยู่บนเกาะสุมาตราของประเทศอินโดนเซีย ได้เดินทางแสวงหาดินแดนใหม่เพื่อสร้างเมือง แต่เรือก็อับปางลง พระองค์ได้ว่ายน้ำขึ้นฝั่งที่เกาะแห่งนี้ และได้ห็นสัตว์ชนิดหนึ่งมีรูปร่างลำตัวสีแดงหัวดำหัวคล้ายสิงโต พระองค์จึงเปลี่ยนชื่อเทมาเส็กเสียใหม่ว่า สิงหปุระ นี่จึงเป็นสาเหตุว่า ทำไมสัญลักษณ์ของประเทศสิงคโปร์จึงเป็นสิงโตพ่นน้ำ

 

 
ต่อมาในปีคศ.1817  อังกฤษได้ส่ง เซอร์โทมัส แสตมฟอร์ด แรฟเฟิล (Sir Thomas Stamford Raffle) มาสำรวจดินแดนแถบสิงคโปร์ ซึ่งในเวลานั้นสิงคโปร์อยู่ภายใต้การปกครองของรัฐสุลต่านยะโฮร์ แรฟเฟิลส์จึงได้ตกลงกับสุลต่านว่า จะตั้งสถานีการค้าขึ้นที่นี่ แต่สุดท้ายอังกฤษก็ยึดสิงคโปร์ไว้เป็นเมืองขึ้น


สิงคโปร์ตกอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษจนถึงปี 1962 จนเมื่อมาเลเซียได้รับเอกราชจากอังกฤษ สิงคโปร์จึงขอรวมชาติเข้ากับมาเลเซียในตอนนั้น กลายเป็น สหภาพมลายา  แต่เนื่องจากความแตกต่างทางเชื้อชาติระหว่างชาวมลายูซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ในมาเลเซีย กับชาวจีนซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ในสิงคโปร์ทำให้เกิดความขัดแย้ง ในที่สุดทางสหภาพมลายาจึงทำการขับสิงคโปร์ออก และสิงคโปร์ก็กลายมาเป็นประเทศเอกราชในปี 1965
               
เนื่องจากข้อจำกัดในด้านทรัพยากรธรรมชาติ พื้นที่ และสภาพทางภูมิศาสตร์ ทำให้ในช่วงแรกหลังจากที่สิงคโปร์ได้รับเอกราช มีการคาดการณ์กันว่า ประเทศใหม่นี้จะไปรอดได้อย่างไร แต่ด้วยวิสัยทัศน์ และความสามารถในการบริหารงานของ นายกรัฐมนตรีลีกวนยู (Lee Kwan Yew) ทำให้สิงคโปร์พัฒนาอย่างก้าวกระโดด จนกลายเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ให้คนไทยอย่างเราๆ ไปเที่ยวสูดกลิ่นความเจริญครับ
 

การเดินทางภายในประเทศสิงคโปร์

สิงคโปร์เป็นประเทศที่เหมาะสำหรับใครที่หัดเที่ยวต่างประเทศด้วยตัวเองเป็นครั้งแรกครับ เพราะที่นี่ค่อนข้างปลอดภัย การคมนาคมขนส่งก็ทำได้ค่อนข้างสะดวก ระบบรถไฟฟ้าที่เรียกว่า MRT ผ่านแทบจะทั่วทั้งประเทศ หรือต่อให้บางพื้นที่ไม่มีรถไฟฟ้า ก็ยังมีรถเมล์พาเราไปยังสถานที่ท่องเที่ยวแทบทุกที่บนเกาะได้อย่างสะดวก

 

แผนที่รถไฟฟ้าฉบับขยายดูได้ที่นี่ https://mrtmapsingapore.com/

การจะขึ้นรถเมล์หรือรถไฟฟ้าที่ประเทศสิงคโปร์ ผมแนะนำให้เตรียมบัตรเครดิต บัตรเดบิต หรือบัตร Travel card ที่มีสัญลักษณ์ Paywave แบบในรูปด้านล่างนี้ไปด้วยนะครับ ปัจจุบันที่นี่แทบจะเป็นสังคมไร้เงินสดแล้ว เราสามารถใช้บัตรพวกนี้แตะสำหรับขึ้นรถเมล์หรือรถไฟฟ้าได้ทั้งหมด รวมทั้งยังสามารถใช้กับพวกร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร และร้านขายของต่างๆทั่วทั้งเกาะสิงคโปร์เลย
 

แต่ถ้าใครไม่มีบัตรพวกนี้ก็ไม่เป็นไรครับ ที่สิงคโปร์ยังมีบัตรอีกประเภทที่เรียกว่า EZ-link โดยบัตรนี้จะเป็นบัตรเติมเงินสด ซึ่งเราสามารถเติมได้จากร้านสะดวกซื้อ หรือตู้ แล้วก็เอาไปใช้แตะขึ้นรถไฟฟ้าหรือรถเมล์ได้เช่นเดียวกับบัตรเครดิต บัตรเดบิต หรือบัตร Travel card ครับ (หาซื้อบัตรนี้ได้จากเคาน์เตอร์ตรง MRT สนามบินที่ Terminal 2 ครับ)
 

 
บัตรนี้ราคาจะอยู่ที่ 12 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 300 บาท) แบ่งเป็นค่าบัตร 5 ดอลลาร์ และเงินที่ใช้ได้อีก 7 ดอลลาร์ (เมื่อหมดแล้วต้องเติมเพิ่ม)

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับบัตรนี้สามารถอ่านได้ที่นี่ครับ https://www.mushroomtravel.com/page/travel-card-singapore/

Klook Pass Singapore
               
สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีที่เที่ยวเยอะมาก อย่างในทริปนี้ที่เราแพลนจะไปก็มี Garden by the bay, Singapore zoo, river safari, สวนสนุก Universal Studios, S.E.A. aquarium ปัญหาคือ ค่าเข้าชมสถานที่ของแต่ละที่ค่อนข้างสูง ดังนั้น ถ้าใครมีแผนเที่ยวที่แน่นอน และต้องการประหยัด ผมแนะนำให้ซื้อเป็น Klook Pass ครับ
               
Klook Pass คือ บัตรรวมสำหรับเข้าชมสถานที่ต่างๆทั่วทั้งเกาะสิงคโปร์ มีหลายแบบตั้งแต่ 2-10 ที่ สิ่งที่เราต้องรู้ก่อนซื้อบัตรนี้คือ แผนเที่ยวที่แน่นอน (จะเข้าไปเที่ยวที่ไหนบ้าง) จากนั้นก็ไปอ่านเงื่อนไขของ pass ว่าสถานที่ๆเราจะไปอยู่ใน pass นี้หรือเปล่า จากนั้นก็เข้าไปกดเลือกซิ้อในแอป Klook หรือว่าจะซื้อที่นี่ก็ได้ครับ https://www.klook.com/th/activity/69622-singapore-attractions-pass/
               
เมื่อซื้อบัตรเรียบร้อยแล้ว เราจะได้อีเมลมา ซึ่งจะมีลิงค์สำหรับจองตั๋วเข้าสถานที่ต่างๆ เมื่อจองแล้วจะได้เป็น QR code ซึ่งสามารถใช้เป็นบัตรผ่านประตูได้เลย

รายละเอียดอื่นๆ อ่านได้ที่นี่นะครับ https://www.klook.com/th/blog/guide-book-of-klook-pass-singapore/

 
 
แผนเที่ยว
 
วันที่หนึ่ง
  • เดินทางจากท่าอากาศยานดอนเมืองไปยังท่าอากาศยานนานาชาติชางฮี (Changi International Airport) ด้วยสายการบิน Thai Air Asia (FD359)
  • นั่งรถ Airport bus ไปยัง Terminal 1 เพื่อไปเที่ยว Jewel Changi
  • เดินทางเข้าเมือง/ เช็คอิน/ ฝากกระเป๋า (Travelodge Harbourfront)
  • ถ่ายรูป เช็คอินกับ Merlion / เดินเล่นที่ Marina bay / เดินเล่นที่ Clarke Quay
 
วันที่สอง
  • เที่ยวเต็มวันที่ Mandai Wildlife Reserve ได้แก่ Singapore Zoo และ River Wonder
  • เย็น: เที่ยว Singapore Botanical Garden
 
วันที่สาม
  • เที่ยวเต็มวันที่เกาะเซ็นโตซ่า ได้แก่ Universal Studio Singapore และ S.E.A. Aquarium
 
วันที่สี่
  • เช้า: เที่ยวในย่าน China Town, Little India และ Bugis
  • ค่ำ: ไปเที่ยว Garden by the bay
 
วันที่ห้า
  • เดินทางกลับกรุงเทพด้วยสายการบิน Thai Air Asia (FD356)
ที่พักในประเทศสิงคโปร์

ที่พักในสิงคโปร์ราคาค่อนข้างแพงครับ โรงแรมระดับสามดาวขึ้นไปที่คะแนนรีวิวโอเค จะอยู่ที่ 3  พันบาทขึ้นไป โดยในทริปนี้ผมพักที่ Travelodge Harbourfront ซึ่งเป็นโรงแรมระดับสามดาวใน เครือ Travelodge

ข้อดีของที่พักในเครือนี้คือ ห้องสะอาด ได้มาตรฐาน ในราคาคุ้มค่า และทำเลดีครับ อย่าง Travelodge harboufront ที่ผมไปพักมา จะอยู่ติดกับ สถานีรถไฟฟ้า Harbourfront เลย จะเดินทางไปไหนมาไหนในประเทศสิงคโปร์ก็ทำได้อย่างสะดวก นอกจากนี้ใกล้ๆยังมี ห้าง Vivo city ให้เราหาของกิน หรือของใช้ได้ด้วย ที่สำคัญที่สุดคือ ที่พักนี้อยู่คิดกับ เกาะเซ็นโตซ่า (Sentosa) ซึ้งเป็นที่ตั้งของ Universal Studio Singapore ด้วยครับ ถ้าใครแพลนจะไปเที่ยวที่นี่ แนะนำให้พักที่ Travelodge harboufront เพราะเดินจากโรงแรมไปแค่ 15 นาทีเท่านั้น

 

 
ผมจองโรงแรมนี้ผ่านแอปที่ชื่อว่า Klook ครับ ราคาห้องพักแบบ Twin Bed จะอยู่ที่คืนละ 4,300 บาท แต่พอจอง 4 คืน เราได้รถรับส่งสนามบินฟรี 1 ครั้งมาด้วย ซึ่งพอเปรียบเทียบกับแอปจองที่พักอื่นแล้ว อันนี้คุ้มสุดแล้ว

วันที่หนึ่ง

ทริปนี้ผมออกเดินทางเป็นไฟลท์เช้าจากสนามบินดอนเมืองครับ โดยเราออกเดินทางด้วยสายการบิน Thai Air Asia ไฟลท์ FD359 ไปถึงที่สิงคโปร์ตอนประมาณ 10.30 น.

 

สำหรับการผ่านตม.ที่ประเทศสิงคโปร์นั้น ถือว่าค่อนข้างง่ายครับ เพราะไม่ต้องใช้วีซ่า ใช้แค่พาสปอร์ตก็เข้าประเทศได้เลย แต่สิ่งที่ต้องทำก่อนเดินทางก็คือ เราต้องกรอก Singapore Arrival Card หรือใบตรวจคนเข้าเมืองทางออนไลน์ ซึ่งสามารถทำได้ล่วงหน้า 3 วันก่อนเดินทางเข้าสิงคโปร์ครับ  
 

กรอกได้ที่นี่ https://www.ica.gov.sg/enter-transit-depart/entering-singapore/sg-arrival-card)

สนามบินของประเทศสิงคโปร์มีชื่อว่า ท่าอากาศยานานาชาติชางงี (Changi International Airport) ครับ ความพิเศษของสนามบินนี้คือ ได้รับรางวัล “สนามบินที่ดีที่สุดในโลก” ติดต่อกันหลายปีจากการจัดอันดับของ Skytrax ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านการบินของสหราชอาณาจักร (รวมทั้งปี 2023 ด้วย)
 

การเดินทางจากประเทศไทยไปยังสิงคโปร์มีหลายสายการบินครับ แต่สิ่งที่ควรจะต้องรู้ก็คือ ปัจจุบันสนามบินชางงีมีถึง 4 terminal และการเดินทางไปยังแต่ละ Terminal จะต้องใช้ Airport Free Shuttle Bus หรือรถไฟฟ้า ดังนั้นเราจึงควรหาข้อมูลไปก่อนว่า สายการบินที่เราเดินทางไปใช้ Terninal ไหน อย่างสายการบิน Thai Air Asia จะใช้ Terminal 4 ครับ

เมื่อเดินทางไปถึงที่สนามบินนี้แล้ว อย่าเพิ่งรีบเข้าเมืองนะครับ ผมแนะนำให้นั่งรถ Airport Free Shuttle Bus ไปยัง Terminal 1 ที่มีจุดท่องเที่ยวยอดฮิตนั่นก็คือ Jewel Changi Airport

Jewel Changi Airport เป็นศูนย์การค้าขนาดใหญ่ ซึ่งมีร้านค้าต่างๆทั้งแบรนด์ดังจากต่างประเทศ และในสิงคโปร์มารวมไว้ในที่เดียว  อาคารศูนย์การค้านี้ได้รับการออกแบบโดย Moshe Safdie สถาปนิกชื่อดังระดับโลกที่เคยออกแบบ  Marina Bay Sand มาแล้ว (คนในรูป)

 

 
จุดเด่นของอาคารนี้ก็คือ น้ำตก HSBC Rain Vortex ที่ได้ชื่อว่าเป็น น้ำตกในร่มที่สูงที่สุดในโลก บริเวณนี้จะเข้าชมฟรีครับ ยกเว้นว่าเราอยากชมน้ำตกจากมุมสูง อันนี้ต้องขึ้นไปที่ Canopy bridge ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม (เนื่องจากเรามีเวลาน้อยเลยไม่ได้ขึ้นไป)
 

เราอยู่ที่นี่ประมาณครึ่งชั่วโมงครับ จากนั้นก็เข้าเมืองโดยรถไฟฟ้า MRT ไปที่โรงแรม Travelodge Harbourfront ซึ่งอยู่ที่ สถานีรถไฟฟ้า Harbourfront (การเดินทางให้นั่งรถไฟฟ้าสายสีเขียวจากสนามบินมาที่สถานี Outram Park แล้วต่อสายสีม่วงมาอีก 1 สถานี) เมื่อออกจากสถานีเราจะเจอห้างที่ชื่อว่า Vivo city เดินออกมาหน้าห้าง แล้วข้ามถนนตรงสี่แยกจะเจอโรงแรม
 

พอเราเช็คอินเข้าที่พักเสร็จ ก็ออกไปเที่ยวต่อ โดยเรานั่งรถไฟ MRT ไปลงที่ สถานี Raffle Place ซึงเป็นสถานีที่ตั้งอยู่ใกล้ๆกับ อ่าวมารีน่า (Marina Bay) ครับ

อ่าวมารีน่า (Marina Bay) เป็นอ่าวที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้สุดของประเทศสิงคโปร์ โดยลักษณะของอ่าวในปัจจุบันเกิดจากการถมทะเลในปี 1969 โดยแผ่นดินใหม่ที่มาจากการถมทะเล ปัจจุบันเรียกว่า ย่านมารีน่าเซ็นเตอร์ (Marina Center) ซึ่งเป็นพื้นที่ของสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆที่ผมจะมารีวิวในบล็อกนี้ครับ

 

ไฮไลท์แรกของบริเวณริมอ่าวมารีน่า นั่นก็คือ เมอร์ไลอ้อน (Merlion) ครับ อย่างที่กล่าวไปในตอนแรกว่า ในหน้าประวัติศาสตร์ของประเทศสิงคโปร์ได้เคยมีเจ้าชายองค์หนึ่งเสด็จมาที่นี่และได้เจอกับสิงโต อันเป็นที่มาของชื่อประเทศสิงคโปร์ ทำให้สิงโตกลายมาเป็นสัตว์สัญลักษณ์ของประเทศ จึงมีการสร้างรูปปั้นสิงโตพ่นน้ำขึ้นในปี 1964 โดยผู้ออกแบบคือ ฟราเซอร์ บรูนเนอร์ (Fraser Brunner) 
 

 
มองไปฝั่งตรงข้ามจะเห็น Marina bay sand และ Art science museum ครับ
 

 
 ใกล้ๆกับเมอร์ไลอ้อน จะเจอกับ โรงละคร Esplanade หรือที่คนไทยเรียกว่า ตึกหนามทุเรียน ซึ่งเป็นโรงละครขนาดใหญ่ สามารถบรรจุผู้ชมได้ 2,000 ที่นั่ง ใช้สำหรับจัดแสดงดนตรีและงานศิลปะ
 

 
เดินจากโรงละครไม่ไกล จะเจอกับจุดต่อไปที่เรียกว่า น้ำหุแห่งความมั่งคั่ง (Fountain of wealth) ซึ่งอยู่บริเวณ ห้าง Suntec City ว่ากันว่า ที่นี่เป็นจุดที่ฮวงจุ้ยดีที่สุดของประเทศสิงคโปร์ คนเลยนิยมมารับพลังโชคลาภที่นี่ด้วยการเอามือสัมผัสน้ำจากน้ำพุครับ
 

 
เราอยู่ที่นี่ถึงเย็นเลยครับ เพราะสิงคโปร์อากาศร้อนมาก เราเลยมาเดินตากแอร์ที่ห้าง Suntec city รอจนแดดร่ม ค่อยนั่งรถไฟฟ้า MRT ไปยัง สถานี Clarke Quay ครับ

Clarke quay อ่านว่า คล้าก-คีย์ (quay แปลว่าท่าเรือ เนื่องจากบริเวณแถบนี้เคยเป็นท่าเรือเก่ามาก่อน) เป็นบริเวณริมฝั่งแม่น้ำสิงคโปร์ ประกอบด้วยร้านอาหารและแหล่งบันเทิงต่างๆมากมาย รวมไปถึงสถาปัตยกรรมต่างๆที่เป็นเอกลักษณ์ทำให้ที่นี่กลายเป็นอีกหนึ่ง Landmark ที่นักท่องเที่ยวหลายๆคนต้องมาเยือน

 



สิ่งที่ผมชอบอีกอย่างหนึ่งคือ ทางลอดใต้สะพาน ที่มีการจัดแสดงภาพวาด (เป็นการใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่ามาก) เช่น อันนี้เป็นการแสดงประวัติศาสตร์สิงคโปร์ตั้งแต่ยุคอาณานิคมเลย
 







 
อนุสาวรีย์ของ เซอร์โทมัส สแตมฟอร์ด แรฟเฟิล (Sir Thomas Stamford Raffle) ซึ่งเป็นผู้บริหารสิงคโปร์ในยุคอาณานิคมคนแรก ตั้งอยู่ริมแม่น้ำสิงคโปร์ครับ
 

 
ใกล้ๆ อนุสาวรีย์จะเป็นอาคารรัฐสภาเก่าของสิงคโปร์ ปัจจุบันเรียกว่า The Arts House
 

 
ภายในห้องประชุมรัฐสภาครับ


ปิดท้ายวันนี้ด้วยหน้าประตูห้องทำงานของ อดีตนายกรัฐมนตรี ลีกวนยู ผู้ที่นำพาสิงคโปร์ให้เจริญรุ่งเรืองอย่างในทุกวันนี้
 

 
สำหรับรีวิวสิงคโปร์ในวันแรกก็ขอจบเพียงเท่านี้นะครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับใครที่วางแผนจะมาเที่ยวประเทศนี้ ถ้าชอบบล็อกแบบนี้ ฝากติดตามต่อในตอนหน้าด้วยนะครับ




 

Create Date : 20 เมษายน 2567    
Last Update : 21 เมษายน 2567 22:02:35 น.
Counter : 152 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

4 วัน 3 คืน กูชิง เมืองหลวงแห่งรัฐซาราวัก (ตอนที่ 4: ทัวร์ลิงอุรังอุตัง+หมู่บ้านวัฒนธรรมซาราวัก)


สถานที่ท่องเที่ยว : ศูนย์อนุรักษ์สัตว์ป่าเซมังโกะห์ (Semanggoh wildlife centre), Malaysia
พิกัด GPS : 1° 24' 0.80" N 110° 19' 28.61" E

วันที่สาม

หลังจากในวันก่อนหน้า เราได้เที่ยวในเมืองกูชิงจนจุใจไปแล้ว วันนี้เราจะออกไปเที่ยวนอกเมืองกันบ้างครับ จริงๆรอบๆเมืองกูชิงมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมายหลายแห่ง เช่น อุทยานแห่งชาติบาโกะ (Bako National Park), หมู่บ้านวัฒนธรรมซาราวัก (Sarawak cultural village), ศูนย์อนุรักษ์สัตว์ป่าเซมังโกะห์ (Semanggoh wildlife centre) เป็นตัน ซึ่งบางสถานที่จะมีรถเมล์ไปถึง แต่บางที่ เช่น หมู่บ้านวัฒนธรรมซาราวัก (Sarawak cultural village) จะต้องเหมาแท็กซี่เข้าไปเท่านั้นครับ ปัญหาคือ ผมเดินทางคนเดียว ถ้าจะให้เหมาแท็กซี่ก็คงจ่ายไม่ไหว ผมเลยตัดสินใจซื้อทัวร์ โดยผมเลือกทัวร์ของ Ooo Haa Adventure tour โดยในวันนี้จะมีทัวร์แบบ 1 วันไปยัง หมู่บ้านวัฒนธรรมซาราวัก (Sarawak cultural village) และ ศูนย์อนุรักษ์สัตว์ป่าเซมังโกะห์ (Semanggoh wildlife centre) ซึ่งเป็นสองสถานที่ๆผมอยากไปตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ผมเลยตัดสินใจซื้อทัวร์นี้ครับ

 
สำหรับวิธีการจองทัวร์ ผมทัก Whatsapp หาทางบริษัททัวร์เพื่อถามราคา โดยทางทัวร์เปิดมาที่ 295 ริงกิต หรือประมาณ 2,340 บาท ซึ่งราคาถือว่าแรงใช้ได้เลย ผมเลยต่อเค้าลงมา สุดท้ายได้ราคาที่ 240 ริงกิต หรือประมาณ 1,900 บาท ซึ่งผมค่อนข้างพอใจครับ เพราะราคานี้รวมทุกอย่างแล้ว ทั้งตั๋วเข้าชมหมู่บ้านวัฒนธรรมซาราวัก รวมอาหารกลางวัน (ถ้ามาเองจะต้องจ่าย 117 ริงกิต หรือประมาณ 930 บาท), ตั๋วเข้าชมศูนย์อนุรักษ์สัตว์ป่าเซมังโกะห์ 10 ริงกิต หรือประมาณ 80 บาท และยังมีน้ำดื่มอีกคนละขวด พร้อมไกด์คอยอธิบาย และดูแลพวกเราอย่างใกล้ชิดอีกด้วย

ถ้าใครจะไปกูชิง แล้วสนใจทัวร์นี้ รวมทั้งทัวร์อื่นๆนอกเมืองกูชิงทั้งแบบ One day trip และแบบค้างคืน สามารถดูรายละเอียดได้ที่เว็บนี้ครับ https://www.ooohaa.holiday/ หรือติดต่อสอบถามได้ที่เพจเฟสบุ๊ค https://www.facebook.com/ooohaatours/ อันนี้ครับ

 

หมู่บ้านวัฒนธรรมซาราวัก (Sarawak cultural village)

ทัวร์พาเรามาชมที่นี่เป็นที่แรกครับ หมู่บ้านนี้อยู่ห่างจากเมืองกูชิงไปทางทิศเหนือประมาณ 30 กิโลเมตร แต่เนื่องจากถนนไม่ได้ดีมาก เป็นหลุมเป็นบ่อซะเยอะ เลยทำความเร็วไม่ค่อยได้ เลยใช้เวลาเดินทางรวมเกือบ 1 ชั่วโมง

 

ที่นี่เป็นหมู่บ้านจำลองของชนเผ่าหลักๆของรัฐซาราวัก 7 กลุ่มได้แก่ ชาวจีน, ชาวมลายู, ชาวเมลาเนา (Melanau), ชาวโอรังอูลู (Olang Ulu), ชาวเปนัน (Penan), ชาวอิบัน (Iban) และ ชาวบิดายูห์ (Bindayuh) ครับ
 



ก่อนเข้าชมหมู่บ้าน เราจะได้พาสปอร์ตสำหรับเยี่ยมชมหมู่บ้าน 1 เล่มครับ ด้านในจะบรรยายข้อมูลต่างๆสำหรับแต่ละชนเผ่า และมีที่ประทับตรา เวลาเราไปเยี่ยมชมบ้านแต่ละหลัง เอาไว้เก็บเป็นที่ระลึกกลับบ้าน
 
 
มาเริ่มกันที่บ้านหลังแรกครับ นั่นก็คือ บ้านของคนจีน คนจีนที่อาศัยอยู่ในรัฐซาราวักส่วนใหญ่เป็นชาวจีนฮากกา ที่อพยพมาจากมณฑลฝูเจี้ยนช่วงประมาณปี 1900 เพื่อทำการเกษตรในยุคที่เซอร์เจมส์ บรูค เพิ่งก่อตั้งเป็นประเทศซาราวักใหม่ๆครับ

 

 
ดูภายนอกอาจจะยังไม่รู้ว่าเป็นบ้านของคนจีน แต่พอเข้าไปในบ้าน รู้เลย ยังไงก็ใช่ครับ
 





 
บ้านหลังถัดมาครับ เป็น บ้านของชาวมลายู ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มใหญ่ที่สุดในประเทศมาเลเซีย แต่สำหรับที่รัฐซาราวัก มีแค่ราว 20% ของประชากรทั้งหมดเท่านั้นครับ
 







อันนี้เป็น บ้านของชาวเมลาเนา (Melanau) ครับ เนื่องจากชาวเมลาเนาอาศัยอยู่ในป่า ใกล้แหล่งน้ำ ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยจากสัตว์นักล่าต่าง การโจมตีจากชนเผ่าอื่นๆ รวมทั้งป้องกันน้ำท่วม บ้านของชนเผ่านี้เลยมีใต้ถุนที่สูงมาก บ้านแบบนี้เลยถูกเรียกว่า Melanau Tall house
 

มาดูภายในบ้านกันครับ 
 



 
ที่บูชาบรรพบุรุษของชาวเมลาเนาครับ
 

 
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ชาวเมลาเนามีการละเล่น ลาวกระทบไม้ ด้วยครับ อันนี้ถือเป็นวัฒนธรรมร่วมของแถบอุษาคเนย์ ซึ่งทางหมู่บ้านก็ได้เปิดโอกาสให้ผู้มาเยือนได้ทดลองเล่นด้วย
 

บ้านหลังต่อไปเป็น บ้านของชาวโอรังอูลู (Olang Ulu) ครับ กลุ่มชาติพันธุ์นี้จะอาศัยอยู่ตามพื้นที่ราบสูงทางตอนกลางของรัฐซาราวัก 
 

 
พอขึ้นมาบนบ้าน ที่นี่จะมีการแสดงสั้นๆเป็นการต้อนรับผู้มาเยือน
 

 
หนึ่งในวัฒนธรรมของชาวโอรังอูลู ก็เครื่องดนตรีประเภทเครื่องสายที่เรียกว่า ซาเปะ (Sapeh) ครับ ซาเปะเป็นพิณแกะสลักจากไม้ชิ้นเดียวมีสายลวดขึงตึง เดิมเอาไว้ใช้ประกอบพิธีกรรม แต่ปัจจุบัน ได้ถูกนำมาปรับให้ร่วมสมัยมากขึ้น โดยได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเพลงพื้นเมืองต่างๆของรัฐซาราวัก
 



ชนเผ่าต่อไปคือ ชาวเปนัน (Penan) ครับ ชนเผ่านี้จะอาศัยอยู่ในป่าลึก และไม่อยู่เป็นหลักแหล่ง บ้านจึงทำอย่างง่ายๆ ไม่เหมือนชนเผ่าอื่นๆ
 



 
ที่นี่จะมีกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวได้ลองเป่าลูกดอกด้วยครับ ในรูปคือ ไกด์ของเรากำลังสาธิตวิธีเป่าลูกดอกให้ดู ก็ถือเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ดี 
 

 
บ้านที่ถือเป็นไฮไลท์ของหมู่บ้านนี้ก็คือ บ้านของชนเผ่าอิบัน (Iban) ลักษณะเด่นของบ้านของชาวอิบัน จะเรียกว่า Long House กล่าวคือเป็นบ้านลักษณะยาว อยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ และตามประเพณี เมื่อมีผู้มาเยือน ก็ต้องมีการแสดงต้อนรับพวกเรา
 

บ้านหลังนี้ยังเคยเป็นที่ต้อนรับของพระเจ้าชาร์ล และพระราชินีคามิลลา เมื่อครั้งเสด็จมาเยือนรัฐซาราวักเมื่อปี 2017 
 

 
ชาวอิบันเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีประชากรมากที่สุดในรัฐซาราวัก ส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ตามชายฝั่ง ทำอาชีพประมง แต่ในอดีตบางกลุ่มก็เป็นชนเผ่าล่าหัวมนุษย์ด้วยครับ โดยเมื่อชาวอิบันโจมตีเผ่าอื่น ก็จะตัดหัว แล้วเอาหัวกะโหลกกลับบ้าน แต่ปัจจุบันวิถีชีวิตแบบนี้ได้ยกเลิกไปแล้ว ตั้งแต่ช่วงที่เซอร์เจมส์ บรูคได้เข้ามาปกครองดินแดนซาราวัก
 

 
ชนเผ่าสุดท้ายครับ ชาวบินดายุห์ (Bindayuh) ซึ่งจะอาศัยอยู่ตามภูเขาในแถบชายแดนตะวันตกของรัฐซาราวัก ติดกับชายแดนติดกับประเทศอินโดนีเซีย
 

 
เนื่องจากชาวบิดายูห์อาศัยอยู่ตามภูเขา ซึ่งมีพื้นที่น้อย บ้านจึงมีขนาดเล็กกว่าชนเผ่าอื่น โดยจะทำด้วยไม้ไผ่
 

 
สะพานไม้ไผ่ของชาวบิดายูห์ครับ เค้าเชิญให้เราลองข้าม เราก็ทำตาม (เชื่อคนง่ายดีเนอะ 555) ว่ากันว่า ถ้าข้ามได้สำเร็จ เราจะได้มีโอกาสกลับมาเยือนที่รัฐซาราวักอีกครัั้งครับ
 

 
หลังชมแต่ละบ้านเสร็จแล้ว ไฮไลท์ที่ห้ามพลาดก็คือ การแสดงของแต่ละชนเผ่า ซึ่งขอบอกเลยว่า ดีงามมากครับ เพลินมาก ตอนแรกนึกว่าจะน่าเบื่อ แต่พอดูของจริง เป็นโชว์ 1 ชั่วโมงที่ไม่รู้สึกเบื่อเลยสักนิด
 







สิ่งที่ผมชอบของโชว์ที่นี่คือ เค้าจะให้ผู้ชมได้มีส่วนร่วมบนเวทีด้วยครับ
 

 
การแสดงบางส่วน ดูได้ที่คลิปนี้นะครับ แต่ว่ากันตามตรง เทียบกับของจริงไม่ได้ซักนิด ต้องมาชมด้วยตาตัวเองครับ
 



พอชมการแสดงเสร็จแล้ว ก็ได้เวลาอาหารเที่ยงครับ อย่างที่บอกไปในตอนต้นว่า ทัวร์นี้รวมค่าอาหารไว้แล้ว โดยอาหารที่นี่เป็นอาหารพื้นเมืองจากชนเผ่าต่างๆ ซึ่งถือเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ ที่ผมเองก็เพิ่งเคยลองเหมือนกัน
 

ในส่วนของรสชาติ ผมให้เต็มเลย อร่อยมาก ถูกปากคนไทยแน่นอน จริงๆอยากทานอีก แต่คงหาทานยากซะหน่อย สงสัยคงต้องบินกลับไปทานที่กูชิงอีกรอบ
 
หลังจากทานอาหารกลางวันเสร็จแล้ว เราก็นั่งรถย้อนกลับลงมาทางใต้ของเมืองกูชิง ใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมง ก็จะถึง ศูนย์อนุรักษ์สัตว์ป่าเซมังโกะห์ (Semanggoh wildlife centre) ครับ
 

 
ศูนย์อนุรักษ์สัตว์ป่าเซมังโกะห์ (Semanggoh wildlife centre)

อยู่ทางใต้ของเมืองกูชิงไปประมาณ 20 กิโลเมตรครับ ที่นี่เป็นศูนย์ฟื้นฟูลิงอุรังอุตังที่ถูกจับมาอย่างผิดกฎหมายจากแหล่งต่างๆก่อนจะปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติ ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1975 และเป็นศูนย์อนุรักษ์ลิงอุรังอุตังที่ใหญ่ที่สุดของรัฐซาราวัก


ปัจจุบันที่นี่เป็นกึ่งๆสวนสัตว์เปิดโดยจัดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาศึกษา และเยี่ยมชมลิงอุรังอุตังที่ทางศูนย์ปล่อยกลับเข้าสู่ป่าครับ
 

ก่อนจะเข้าไปชม เจ้าหน้าที่จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวขณะเยี่ยมชม รวมทั้งข้อมูลพื้นฐานอื่นๆ เกี่ยวกับลิงอุรังอุตัง
 

 
ลิงอุรังอุตัง (Oran Utan) ถือเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่มีความใกล้เคียงในทางชีววิทยากับมนุษย์มากที่สุด โดยคำว่า Oran ในภาษามลายู แปลว่า คน ส่วน Utan ก็แปลว่า ป่า (พอแปลรวมกัน อุรังอุตังก็แปลว่า คนป่านั่นเองครับ) อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน ลิงอุรังอุตังถือเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ โดยพบได้เฉพาะบนเกาะสุมาตรา และเกาะบอร์เนียวเท่านั้น

เจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลเพิ่งเติมว่า ลิงอาจจะไม่มาปรากฏตัวให้เราเห็นนะ เพราะถ้าช่วงไหนผลไม้ในป่ามีเยอะ พวกเค้าก็ไม่จำเป็นต้องออกมารับอาหารที่เจ้าหน้าที่เอาออกมาล่อ (ที่นี่เค้าให้อาหารลิงด้วยครับ อาจจะดูผิดหลักด้านการอนุรักษ์ แต่อย่างที่บอกไปในตอนแรกว่า ลิงอุรังอุตังที่นี่ ไม่ใช่ลิงตามธรรมชาติ แต่เป็นลิงที่ผ่านการฟื้นฟูมาแล้วโดยมนุษย์ พวกเค้าเลยจะมีความคุ้นชินกับมนุษย์ และไม่สามารถอยู่ในธรรมชาติได้ 100% เหมือนลิงตามธรรมชาติ)

 



อย่างไรก็ตาม เนื่องจากช่วงที่เราไปเป็นเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นเดือนที่ฝนตกน้อยที่สุดของรัฐซาราวัก อาหารในป่าเลยมีน้อย ลิงเลยออกมาให้เราชมกันจุใจเลย
 





 

แม้กระทั่งตรงลานจอดรถ เราก็ยังเจอน้อง พร้อมกับลูกๆมารอรับอาหารด้วยครับ เป็นการเห็นลิงอุรังอุตังที่ใกล้ชิดที่สุดในชีวิตด้วย น้องอยู่ห่างจากเราไม่ถึง 2 เมตร
 

 
อันนี้ตัวลูกครับ ตอนแรกน้องกลัวคนมาก แต่พอผ่านไปซักพัก น้องก็ค่อยๆุคุ้นกับคน โดยมีคุณแม่น้อง คอยดูอยู่ห่างๆ
 

 
หลังชมศูนย์อนุรักษ์สัตว์ป่าเสร็จแล้ว เราก็เดินทางกลับถึงกูชิงตอนประมาณ 16.00 น. เป็นการปิดทริปนอกเมืองกูชิงอย่างประทับใจ

วันที่สี่

วันนี้เป็นวันเดินทางกลับครับ เราเรียก grab จากโรงแรมไปยังสนามบิน ได้ราคาที่ 12 ริงกิต จากนั้นก็บินกลับกรุงเทพ โดยเปลี่ยนเครื่องที่ สนามบินนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ (Kuala Lumpur International Airport 2, KLIA2) เช่นเดียวกับขามาครับ

 


โดยสรุปแล้วเมืองกูชิงถือเป็นทริปที่ผมประทับใจ และรู้สึกว่าคุ้มค่าครับ แม้ว่าผมจะเคยมาเที่ยวมาเลเซียหลายรอบแล้ว แต่กูชิงเป็นเมืองที่ผมชอบและประทับใจมากที่สุดตั้งแต่เคยเที่ยวที่ประเทศนี้มาเลย   

ถ้าถามว่า กูชิงเหมาะกับใคร ผมว่าเมืองนี้ไม่ได้เหมาะกับทุกคนครับ อันดับแรก เมืองนี้ไม่ใช่ที่ๆถ่ายรูปสวย และไม่ใช่เมืองที่มีแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตที่คนไทยรู้จักกัน ถ้าใครเดินทางไปมาเลเซียครั้งแรก ผมแนะนำให้ไปที่อื่นก่อนดีกว่า แต่สำหรับใครที่เคยมามาเลเซียหลายรอบแล้ว จนรู้สึกเบื่อ อยากหาอะไรที่แปลกใหม่ ชอบเรียนรู้ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม หรือเป็นสายธรรมชาติ ผมขอแนะนำเมืองนี้เลยครับ

 สำหรับรีวิวเมืองกูชิง รัฐซาราวัก ประเทศมาเลเซียก็จบเพียงเท่านี้นะครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งคนที่วางแผนจะไปเที่ยวที่เมืองนี้ รวมทั้งคนที่ไม่เคยรู้จักกับเมืองนี้มาก่อนนะครับ ถ้าใครมีคำถามหรือคอมเม้นอะไร ฝากข้อความไว้ข้างใต้นี้ได้เลยครับ หรือจะส่งข้อความมาทางหลังไมค์ของพันทิปก็ได้ ยินดีตอบทุกคำถาม (ที่ผมตอบได้) ครับ

บล็อกอื่นที่เกี่ยวข้อง




 

Create Date : 10 กุมภาพันธ์ 2566    
Last Update : 17 มกราคม 2567 22:37:29 น.
Counter : 1349 Pageviews.  

4 วัน 3 คืน กูชิง เมืองหลวงแห่งรัฐซาราวัก (ตอนที่ 3: ยามเย็นริมแม่น้ำซาราวัก)


สถานที่ท่องเที่ยว : พระราชวังราชาซาราวัก (The Astana), เมืองกูชิง, Malaysia
พิกัด GPS : 1° 33' 48.23

วันที่สอง (ต่อ)

หลังจากในตอนที่แล้ว ผมได้พาทุกคนไปรู้จักกับดินแดนซาราวักที่ พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมชาวเกาะบอร์เนียว (Borneo Culture Museum) กันไปแล้ว หลังจากเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์เสร็จ ผมก็เดินออกมาจากพิพิธภัณฑ์ เพื่อที่จะตรงไปยัง Landmark สำคัญของเมืองกูชิง นั่นก็คือ อาคารสภาบริหารรัฐซาราวัก (Sarawak state legislative assembly) ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำซาราวักครับ

 

 
ระหว่างทางก็มีสิ่งที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นโบสถ์คริสต์ของเมือง วัดซิกข์ รวมไปถึงมัสยิดสีชมพูที่ดูโดดเด่นเป็นสง่า แสดงถึงความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมของเมืองนี้
 



 
มัสยิดสีชมพู หรือมัสยิดประจำรัฐซาราวักหลังเก่า (Old state city mosque)

เป็นมัสยิดที่เก่าแก่ที่สุดของเมือง สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1847 โดยชาวบรูไนที่ถูกส่งมาดูแลแถบเมืองกูชิง ก่อนที่เซอร์เจมส์ บรูคจะเข้ามาปกครองรัฐซาราวัก ทำให้มัสยิดนี้ถือเป็นมัสยิดที่เก่าแก่ที่สุดของเมือง

 เดิมทีมัสยิดนี้ถูกสร้างด้วยไม้ครับ แต่ในปี 1960 ทางการรัฐซาราวักได้ทำการรื้อมัสยิดหลังเดิมทิ้ง และสร้างมัสยิดหลังใหม่ทิ่เป็นสีชมพูแบบในทุกวันนี้ โดยมัสยิดนี้ได้ทำหน้าที่เป็นมัสยิดประจำรัฐซาราวักจนถึงปี 1990 ก่อนที่ทางการรัฐซาราวักจะสร้างมัสยิดประจำรัฐแห่งใหม่ที่ใหญ่กว่า อีกแห่งนอกเขตเมืองครับ

 



 
ใกล้ๆกับมัสยิด จะเป็นชุมชนของชาวอินเดียที่นับถือศาสนาอิสลาม ใกล้ๆกันนั้นจะมีย่านการค้าของชาวอินเดีย ที่เรียกว่า India street
 

 
เท่าที่ดู ย่านนี้จะขายพวกเสื้อผ้าซะเยอะครับ
 

 
เช่นเดียวกับหลายเมืองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อมีย่านของคนอินเดีย ก็ต้องมีไชน่าทาวน์ โดยไชน่าทาวน์ของเมืองกูชิง จะตั้งอยู่บน Carpenter street ซึ่งเป็นย่านท่องเที่ยวยอดนิยมของเมืองกูชิง


ในเมื่อเป็นย่านคนจีน ก็ต้องมีวัดจีนครับ วัดนี้มีชื่อว่า วัดเฮียงเตียงเซียงตี้ (Hiang Tiang Siang Ti Temple) เป็นวัดของชาวแต้จิ๋วที่อพยพมายังเมืองกูชิงตั้งแต่เมื่อ 100 กว่าปีที่แล้ว ถือเป็นวัดเก่าแก่เพราะสร้างมาตั้งแต่ปี 1863 ต่อมาวัดก็ถูกไฟไหม้ จึงมีสร้างใหม่ขึ้นมาอีก ส่วนวัดที่เห็นในปัจจุบัน มาจากการบูรณะในปี 1968


 
ระหว่างเดินไปบน Carpenter street จะมีตรอกเล็กๆ เรียกว่า Jalan Bishopgate ที่มองตรงไปจะเจอกับ อาคารสภาบริหารรัฐซาราวัก (Sarawak state legislative assembly) ครับ
 

 
ระหว่างทางก็มีพวกสตรีทอาร์ตคล้ายๆกับที่ปีนัง 
 

 







 
คำว่า Kuching ในภาษามลายูแปลว่าแมวครับ เราจึงได้เห็นสตรีทอาร์ตรูปแมวอยู่บนถนนเส้นนี้ด้วย
 

 
วัดต่อมาที่เราเดินมาเจอคือ วัดฮงซานตี้ (Hong San Ti Temple) สร้างมาตั้งแต่ปี 1848 วัดนี้เป็นวัดของชาวจีนฮกเกี้ยน ซึ่งเป็นคนจีนกลุ่มใหญ่ที่สุดในเมืองกูชิง
 



 
มากันที่วัดที่สามครับ วัดนี้มีชื่อว่า วัดตั่วเป๊กกง (Tua Pek Kong) เป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองกูชิงครับ ไม่มีบันทึกว่า สร้างขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ตอนปี 1839 ก็มีวัดนี้แล้ว และวัดก็ผ่านเหตุการณ์สำคัญต่างๆในประวัติศาสตร์ของเมืองกูชิง ทั้งไฟไหม้ครั้งใหญ่ และสงครามโลกครั้งที่สอง โดยการบูรณะวัดครั้งล่าสุด เกิดขึ้นในปี 1964
 

 
เนื่องจากความเก่าแก่ วัดจึงได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติ แม้จะมีการตัดถนนใหม่ แต่ก็ไม่สามารถย้ายตัววัดออกไปได้ เพราะถือเป็นโบราณสถาน ทางการของรัฐซาราวักก็เลยตัดสินใจเก็บวัดไว้ โดยให้วัดตั้งอยู่กลางวงเวียน ใครจะไปไหว้พระที่วัดนี้ก็ต้องข้ามถนนไปครับ (อันนี้แปลกดี)
 

มาดูกันที่ฝั่งทางเดินริมน้ำกันบ้าง เริ่มที่ อนุสาวรีย์แมว (Cat statue) ที่ใหญ่ที่สุดของเมืองกูชิง ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับ โรงแรมแกรนด์มาร์เกอเรตต้า (Grand Margherita) 
 

 
ตรงข้ามกับแม่น้ำจะเป็น ป้อมมาร์กาเรตต้า (Fort Margherita) ที่ถูกสร้างขึ้นในปี 1879 สมัย ราชาชาร์ล บรูค (Charles Brooke) ซึ่งเป็นราชาขาวคนที่สองของราชวงศ์บรูค โดยชื่อของป้อมมาจากชื่อภรรยาของชาร์ล บรูคครับ
 



 
เดินไปอีกนิดจะเจอแลนด์มาร์คสำคัญของเมืองนี้ นั่นก็คือ อาคารสภาบริหารรัฐซาราวัก (New Sarawak State Legislative Assembly Building) ซื่งตั้งอยู่คนละฝั่งกับตัวเมืองกูชิง เชื่อมด้วยสะพานแขวนรูปร่างแปลกตา
 

อาคารนี้สร้างเสร็จตั้งแต่ปี 2009 ด้วยเงิน 296.5 ล้านริงกิต หรือคิดเป็นเงินไทยก็ตกประมาณ 2 พันกว่าล้านบาท ซึ่งถูกกว่ารัฐสภาบ้านเราเยอะเลย แถมออกแบบได้สวยกว่าด้วย
 

 

 
ฝั่งเดียวกับอาคารสภา จะเป็น พระราชวังแห่งราชอาณาจักรซาราวัก (The Astana) ซึ่งเคยเป็นที่ประทับของกษัตริย์ราชาขาวแห่งราชวงศ์บรูค ตัวพระราชวังสร้างขึ้นในสมัยชาร์ล บรูค เช่นเดียวกับป้อมมาร์กาเรตต้า แต่ปัจจุบัน พระราชวังถูกใช้เป็นศูนย์กลางการบริหารรัฐซาราวัก โดยเป็นที่อยู่ของ ผู้ว่าราชการรัฐซาราวัก (Yang di-Puerta Negeri of Sarawak) ครับ
 

ฝั่งตรงข้ามกับพระราชวังคือ มัสยิดโดมสีฟ้า หรือ มัสยิดอินเดีย (Indian Mosque) เพราะใกล้ๆกันนั้นจะเป็นย่านที่อยู่ของชาวอินเดียที่เราเพิ่งเดินผ่านมานั่นเอง
 

 
ในช่วงเย็นจะมีเรือนำเที่ยวชมความงามริมฝั่งแม่น้ำซาราวักด้วยครับ มีทั้งแบบเรือพายของชาวบ้าน และเรือลำใหญ่ๆ แต่ราคาก็แรงใช้ได้เหมือนกัน ผมเลยไม่ได้ใช้บริการ
 



 
มาดูของกินกันบ้างครับ ที่เกาะบอร์เนียว รวมทั้งรัฐซาราวัก จะมีเค้กขึ้นชื่อชนิดหนึ่ง เรียกว่า Kek Lapis เป็นเค้กหลายชั้น แต่ละชั้นมีสีสันต่างๆกัน เค้กนี้มีขายอยู่ทั่วไปบริเวณถนนตรงข้ามทางเดินริมแม่น้ำซาราวักครับ
 

หลังพระอาทิตย์ตกดิน จะมีการประดับไฟบริเวณทางเดินริมฝั่งแม่น้ำด้วยครับ
 




นอกจากการประดับไฟแล้ว เวลาประมาณ 2 ทุ่มครึ่ง จะมีการแสดงโชว์น้ำพุพร้อมแสงสีเสียง ซึ่งถือว่ายิ่งใหญ่ อลังการ และขายความเป็นซาราวักเป็นอย่างมาก ถือเป็นการส่งท้ายทริปในวันที่สองได้ดีมากครับ
 

หลังดูโชว์เสร็จ เราก็เรียก grab กลับโรงแรมไปพักผ่อน รีวิวในตอนที่ 3 ก็ขอจบเพียงเท่านี้ครับ

ในตอนหน้า ผมจะพาทุกคนซื้อทัวร์เพื่อไปชม หมู่บ้านชนเผ่าบนเกาะบอร์เนียว และ ชมลิงอุรังอุตังที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติ ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ถือเป็นประสบการณ์ที่ค่อนข้างแปลกใหม่สำหรับคนไทยอย่างผม เลยอยากจะมาบอกเล่าให้ฟังกัน ยังไงฝากติดตามบล็อกของผมต่อในตอนหน้าด้วยนะครับ

 




 

Create Date : 16 ธันวาคม 2565    
Last Update : 19 พฤศจิกายน 2566 22:31:38 น.
Counter : 1129 Pageviews.  

1  2  3  4  5  

เจ้าสำนักคันฉ่องวารี
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]




ชอบท่องเที่ยว สนใจประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และการเมืองระหว่างประเทศ

Blog นี้จะใช้เขียนความทรงจำในการเดินทาง และวิธีการเดินทางอย่างละเอียด เผื่อใครจะมาตามรอย หวังว่าจะเป็นประโยชน์นะครับ

ถ้าชอบ blog เนื้อหาประมาณนี้ ฝากกดติดตามด้วยนะครับ
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add เจ้าสำนักคันฉ่องวารี's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.