Welcome to my blog

4 วัน 3 คืน เชียงใหม่ เสน่ห์ปลายฝนบนดินแดนล้านนา (ตอนที่ 4: อลังการนาขั้นบันไดที่บ้านป่าบงเปียง)


สถานที่ท่องเที่ยว : นาขั้นบันไดบ้านป่าบงเปียง, เชียงใหม่ Thailand
พิกัด GPS : 18° 31' 51.27

ถ้าถามผมว่า อะไรที่ทำให้ผมเลือกที่จะมาเชียงใหม่ในช่วงหน้าฝน คำตอบก็คงเป็น นาขั้นบันไดที่บ้านป่าบงเปียง ครับ ถึงแม้ว่านาขั้นบันไดที่นี่อาจจะไม่ได้อลังการเหมือนกับที่ซาปาที่เวียดนาม แต่ในสภาวะที่เรายังออกนอกประเทศไทยไม่ได้ ที่นี่ก็พอที่จะเยียวยาจิตใจให้พอชุ่มชื่นหัวใจได้บ้าง

สำหรับทริปในตอนนี้ ผมจะพาทุกคนขึ้นดอยอินทนนท์เพื่อไปสัมผัสกับอากาศหนาว สวนดอกไม้ และป่ามอสบนดอยอินทนนท์ จากนั้นเราจะเดินทางต่อไปยังบ้านป่าบงเปียง ซึ่งถือเป็นนาขั้นบันไดที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย โดยทริปนี้เราเหมารถจาก ลุงหนวด ดอยอินทนนท์ จากในเมืองเชียงใหม่ในราคา 2,000 บาท ซึ่งจะแวะที่ต่างๆตามรีวิวนี้เลยครับ ถ้าใครสนใจจะไปเที่ยว หรือต้องการสอบถามข้อมูลสามารถติดต่อลุงแกได้โดนตรง ตามเพจเฟสบุ๊คด้านล่างนี้นะครับ

วันที่สาม

ทริปวันนี้เราเดินทางออกจากที่พักของเราที่โรงแรมยูเชียงใหม่ ซึ่งตั้งอยู่ในตัวเมืองเก่าตอนตีสามเศษ เพื่อให้ถึงที่ กิ่วแม่ปาน ภายใน อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ก่อนพระอาทิตย์ขึ้นตอน 6 โมงเช้าครับ

 

แม้ว่าเราจะไม่ได้มาเที่ยวตอนหน้าหนาว แต่อากาศบนนี้ก็หนาวเย็นตลอดทั้งปี โดยเฉพาะช่วงเช้าแบบนี้ อุณหภูมิจะอยู่ที่ประมาณ 14-15 องศา (ใครจะมาเที่ยว ไม่ว่าจะฤดูไหนก็ตาม แนะนำให้เตรียมเสื้อกันหนาวหนาๆมาด้วยนะครับ)

อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์

เป็นอุทยานที่มีเขตพื้นที่ครอบคลุม อำเภอจอมทอง อำเภอแม่แจ่ม อำเภอดอยหล่อ และ อำเภอแม่วาง ของจังหวัดเชียงใหม่ มี ยอดดอยอินทนนท์ เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของประเทศไทยที่ระดับความสูง 2,565 เมตร ตามหลักธรณีวิทยา ดอยอินทนนท์ถือเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาหิมาลัยที่ทอดยาวมาจากประเทศเนปาล อินเดีย พม่า ก่อนจะมาสิ้นสุดบริเวณภาคเหนือของประเทศไทย ทำให้ที่นี่มีพืชพรรณที่คล้ายคลึงกับแถบนั้น เช่น ฟ้ามุ่ย ช้างแดง รองเท้านารี กุหลาบป่า มอส ข้าวตอกฤาษี ออสมันดา ซึ่งเป็นพืชที่พบได้บนพื้นที่สูง รวมทั้งเลียงผา กวางผา ชะนี กระต่ายป่า และไก่ป่าอีกด้วย

อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์จะมีค่าเข้าชมสำหรับคนไทยคนละ 50 บาท และถ้านำรถมาเอง จะต้องเสียค่ารถเพิ่มด้วยครับ ส่วนบัตรเข้าชม เมื่อซื้อแล้วต้องเก็บไว้ให้ดี เพราะอาจจะโดนตรวจตามสถานที่ต่างๆภายในเขตอุทยาน (ถ้าทำหายต้องซื้อใหม่)

ถ้าใครมาเที่ยวที่นี่ในช่วงเทศกาลในช่วงหน้าหนาว แนะนำให้จองการเข้าอุทยานผ่านแอพ QueQ ก่อนนะครับ เพราะบางช่วงจะมีการจำกัดจำนวนคนเข้าอุทยาน

ชมพระอาทิตย์ขึ้นที่กิ่วแม่ปาน

กิ่วแม่ปาน 
เป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นและเป็นจุดชมทะเลหมอกของอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ครับ ส่วนใหญ่คนที่มาเที่ยวแต่เช้า จะนิยมมาดูพระอาทิตย์ขึ้นที่นี่ ก่อนจะไปทานอาหารเช้า พร้อมกับสัมผัสอากาศหนาวๆแถวนั้น

จากตรงนี้ เราจะมองเห็น พระมหาธาตุนภเมทนีดล และ พระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ ซึ่งเราจะไปเที่ยวเป็นจุดถัดไป

ถ้าใครมาเที่ยวที่นี่ช่วงตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไป สามารถเดินเที่ยวเส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปานได้ด้วยครับ แต่ตอนที่ผมไปเป็นช่วงหน้าฝน เส้นทางนี้จึงปิดเพื่อให้ธรรมชาติได้ฟื้นฟูครับ

พระมหาธาตุนภเมทนีดล และพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ

ตั้งอยู่ใกล้ๆกับจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่กิ่วแม่ปานครับ พระมหาธาตุทั้งสองแห่งนี้สร้างขึ้นโดยกองทัพอากาศร่วมกับพสกนิกรชาวไทย โดย พระมหาธาตุนภเมทนีดล หมายถึง “พระสถูปเจดีย์บรรจุพระบรมธาตุที่ยิ่งใหญ่เพียงฟ้าจดดิน” สร้างขึ้นเนื่องในวโรกาสที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เจริญพระชนมพรรษาครบ 60 ปี ส่วน พระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ หมายถึง “เป็นกำลังแห่งฟ้า เป็นสิริแห่งดิน” สร้างถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตต์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในวโรกาสที่เจริญพระชนมพรรษาครบ 60 ปีครับ

รอบๆพระธาตุทั้งสององค์ จะมีสวนดอกไม้เมืองหนาวให้เราถ่ายรูปเล่นกัน

บริเวณพระธาตุจะเป็นพื้นที่ของกองทัพอากาศ ซึ่งจะมีค่าเข้าเพิ่มเติม คนละ 50 บาท สำหรับคนไทยครับ

จุดสูงสุดแดนสยาม

ตรงนี้เป็นมุมมหาชนที่ทุกคนต้องมาถ่ายรูปกัน โชคดีที่ผมมาเที่ยวในวันธรรมดา เลยไม่ค่อยมีคนเท่าไหร่

เนื่องจากตรงจุดนี้สูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลางถึง 2,565 เมตร และเป็นจุดที่สูงที่สุดของไทย อากาศจึงค่อนข้างหนาว แม้ว่าจะมาช่วงหน้าฝนก็ตาม (ถ้าใครมาหน้าหนาว อุณหภูมิที่นี่อาจติดลบได้เลยครับ)

เดินเข้าไปอีกหน่อย จะมีหมุดบอกความสูง ตรงนี้แหละครับที่เป็นจุดสูงสุดของประเทศไทยจริงๆ ส่วนป้ายใหญ่ๆตอนแรก เอาไว้ให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูป

ใกล้ๆกันนั้น จะมีพระสถูปบรรจุอัฐิของ พระเจ้าอินทวิชยานนท์ ซึ่งเป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 7 และเป็นพระองค์สุดท้ายที่มีอำนาจในการปกครองเชียงใหม่ ว่ากันว่า พระองค์ทรงมีความชื่นชอบและเห็นความสำคัญของป่าเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะดอยอ่างกา (ชื่อเดิมของดอยอินทนนท์) ถึงขนาดมีรับสั่งว่า หากเมื่อพระองค์ทรงสิ้นพระชนม์แล้วก็ขอให้นำอัฐิส่วนหนึ่งไปบรรจุไว้บนยอดดอย

ป่าบริเวณนี้เรียกว่า ป่ากึ่งอัลไพน์ เนืองจากมึสภาพอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี ทำให้พื้นที่นี้มีพันธุ์ไม้เมืองหนาวหลากหลายชนิดขึ้นเกี่ยวพันบนต้นไม้ จนมีสภาพคล้ายกับป่าดึกดำบรรพ์ และยังสามารถพบเห็นต้นข้าวตอกฤๅษีขึ้นตามพื้นดินคาคบไม้มีสีสันสวยงาม นอกจากนี้ยังมีพืชที่หายากหลายชนิดอาทิ กุหลาบพันปี ซึ่งจะออกดอกในช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ทุกปี 





น้ำตกวชิรธาร

น้ำตกนี้เดิมชื่อว่า น้ำตกตาดฆ้องโยง ต่อมาได้ทำการเปลี่ยนชื่อตามพระนามาภิไธยของในหลวงรัชกาลที่ 10 เป็นหนึ่งในน้ำตกที่น่าแวะเที่ยวในอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์



สิ่งที่ทำให้น้ำตกนี้โดดเด่น คือละออกน้ำที่ออกมาจากน้ำตก ทำให้เกิดเป็นสายรุ้งแบบนี้ครับ

นาขั้นบันไดบ้านป่าบงเปียง

บ้านป่าบงเปียง เป็นหมู่บ้านของ ชาวปกากะญอ (หรือที่คนทั่วไปเรียกว่า ชาวกะเหรี่ยง) โดยชาวบ้านที่นี่จะทำอาชีพหลักคือ การเกษตร ทั้งข้าว ข้าวโพด และพืชผักต่างๆไว้ประทังชีวิตภายในครัวเรือน แต่ที่เป็นไฮไลท์ของหมู่บ้านนี้ ก็คงเป็นนาขั้นบันไดสุดลูกหูลูกตา ที่ผมคิดว่า น่าจะเป็นนาขั้นบันไดที่ใหญ่ที่สุด และสวยที่สุดของไทย

นาขั้นบันไดที่นี่จะมีอยู่แค่ระหว่างช่วงเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนพฤศจิกายนเท่านั้นนะครับ ถ้ามาช่วงอื่น จะไม่เจอ โดยแต่ละเดือน ก็จะมีความสวยงามที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้

- กรกฎาคม จะเป็นช่วงที่ดำนา จะได้เห็นแสงอาทิตย์ตกกระทบกับพื้นนา
สิงหาคม-กันยายน เป็นช่วงที่นาข้าวเจริญเติบโตเป็นสีเขียวสวยงาม
- ตุลาคม นาจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทอง ปลายเดือนชาวนาจะเริ่มเก็บเกี่ยว
ต้นเดือนพฤศจิกายน นาโดนเก็บเกี่ยวไปพอสมควรแล้ว ถ้าไปช่วงปลายเดือนอาจจะยังพอทันถ่ายรูปกับนาสีเหลืองทอง แต่ถ้าไปหลังกลางเดือนพฤศจิกายน จะไม่เหลือแล้วครับ

อันนี้เป็นรูปผืนนาในช่วงที่ผมไปช่วงเดือนกันยายนนะครับ เป็นช่วงที่ต้นข้าวเจริญเติบโตเต็มที่ แต่ยังเป็นสีเขียวอยู่







คำแนะนำสำหรับใครที่จะมาเที่ยวที่บ้านป่าบงเปียง

1. ถ้าจะมาดูทุ่งนาที่บ้านป่าบงเปียง ต้องมาในช่วงหน้าฝน ซึ่งอาจจะเจอฝนตกได้ แนะนำให้เตรียมเสื้อกันฝน กับร่มไปด้วยนะครับ

2. 
ปัจจุบัน ทางที่จะไปบ้านป่าบงเปียงมี 2 เส้นทางคือ ทางดอยอินทนนท์ และทางอำเภอแม่แจ่ม สำหรับทางดอยอินทนนท์ซึ่งจะผ่านน้ำตกแม่ปาน ถนนเป็นคอนกรีต รถทุกชนิดเข้าถึงได้ แต่เนื่องจากเป็นทางขึ้นลงเขา ใครขับรถไม่แข็ง แนะนำให้หารถพาเที่ยวจะดีกว่า

3. ก่อนมาที่นี่ เข้าห้องน้ำมาก่อนให้เรียบร้อยนะครับ เพราะที่นี่ไม่มีห้องน้ำสาธารณะ ถ้าอยากเข้าต้องเข้าตามบ้านชาวบ้าน ซึ่งอาจจะไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่

 
4. ที่บ้านป่าบงเปียงมีโฮมสเตย์ของชาวบ้านด้วย (ที่ดังๆก็เช่น บ้านระเบียงนา) ราคารวมอาหารจะอยู่ที่คนละไม่กี่ร้อยบาท ถ้าใครสนใจอยากไปนอนค้าง ก็ติดต่อไปได้นะครับ แต่ที่นี่ไม่มีไฟฟ้าใช้นะ ใครติดสบาย แนะนำให้นอนในเมือง แล้วมาเที่ยวแบบ one day trip จะดีกว่า

ทั้งหมดนี้ก็เป็นที่เที่ยวทั้งหมดที่ผมเหมารถของลุงหนวดไปเที่ยวในวันนี้นะครับ ส่วนตัวผมว่าค่ารถ 2,000 บาทถือว่าคุ้มนะ เพราะเที่ยวได้หลายที่ และลุงแกก็บริการค่อนข้างดี ใครจะไปเที่ยวเชียงใหม่ แนะนำเลยครับ

วันที่สี่

 จริงๆแผนเที่ยวในวัดสุดท้าย ตอนแรกผมจะเที่ยว พิพิธภัณฑ์พื้นถิ่นล้านนา ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ แต่ผมดันไปวันจันทร์ซึ่งเค้าปิดให้บริการ ผมเลยตัดสินใจเดินเล่นเก็บตกในตัวเมืองเก่าอีกรอบ จากนั้นไปซื้อของฝากที่ ตลาดวโรรส หรือที่คนท้องถิ่นเรียกว่า กาดหลวง ก่อนจะกลับไปนั่งเล่นที่โรงแรม รอเวลาขึ้นเครื่องกลับบ้านครับ

 
 
สำหรับรีวิวในซีรีส์ชุดเชียงใหม่ก็จบลงเพียงเท่านี้นะครับ หวังว่าข้อมูลต่างๆที่ผมลงไว้จะเป็นประโยชน์สำหรับใครหลายคนที่กำลังหาที่เที่ยวในช่วงหน้าฝน ถ้าใครมีคำถามอะไร เม้นไว้ข้างใต้ได้เลย ยินดีตอบทุกคำถามครับ

ตอนอื่นๆ

ตอนที่ 1: เตรียมตัวเที่ยวเชียงใหม่
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=09-02-2022&group=21&gblog=12

ตอนที่ 2: ลัดเลาะเมืองเก่าเชียงใหม่
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=10-02-2022&group=21&gblog=13

ตอนที่ 3: เหมารถแดงเที่ยวดอยสุเทพ
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=18-02-2022&group=21&gblog=14

ตอนที่ 4: อลังการนาขั้นบันไดที่บ้านป่าบงเปียง
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=26-02-2022&group=21&gblog=15




 

Create Date : 26 กุมภาพันธ์ 2565    
Last Update : 26 กุมภาพันธ์ 2565 22:27:39 น.
Counter : 503 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

4 วัน 3 คืน เชียงใหม่ เสน่ห์ปลายฝนบนดินแดนล้านนา (ตอนที่ 3: เหมารถแดงเที่ยวดอยสุเทพ)


สถานที่ท่องเที่ยว : พระธาตุดอยสุเทพ, เชียงใหม่ Thailand
พิกัด GPS : 18° 48' 20.88" N 98° 55' 18.02" E

ถ้าพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังในเมืองเชียงใหม่ ผมเชื่อว่า อันดับหนึ่งคงต้องนึกถึงดอยสุเทพกันใช่ไหมครับ แม้ว่าดอยสุเทพจะเป็นสัญลักษณ์ และเป็นที่เคารพสักการะของชาวเมือง แต่หลายคนรวมทั้งตัวผมที่มาเชียงใหม่นับครั้งไม่ถ้วน กลับไม่เคยมาดอยสุเทพเลยแม้แต่ครั้งเดียว ทริปนี้ผมเลยหมายมั่นไว้ว่า จะต้องขึ้นมาที่นี่ให้ได้

สำหรับการเดินทางในวันนี้ ตอนแรกผมกะว่าจะนั่งรถแดงขึ้นมาที่ดอยสุเทพครับ แต่พอคิดไปคิดมา ในเมื่อมาเที่ยวทั้งที อยากแวะเที่ยวหลายๆที่รอบตัวเมืองเชียงใหม่ ผมเลยตัดสินใจเหมารถแดงจากเพจ รถแดงนำเที่ยวเชียงใหม่ by chan ซึ่งเค้าคิดราคาค่ารถอยู่ที่ 1,200 บาทต่อวันรวมทุกอย่างแล้ว ซึ่งโปรแกรมจะพาเที่ยวหลายที่ตามรูปข้างล่างนี้ ยกเว้น พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ ที่ปิดเนื่องจากสถานการณ์โควิดครับ

 

 
ถ้าใครสนใจรถแดงนำเที่ยวเจ้านี้ ติดต่อได้ที่เพจนี้ครับ https://www.facebook.com/redcarchiangmai99/

วันที่สอง

ทริปนี้เริ่มออกเดินทาง 9 โมงเช้าครับ รถแดงที่เราติดต่อไว้จะมารับที่โรงแรมที่เราพักเลย สถานที่ท่องเที่ยวที่แรกที่เรามาแวะก็คือ ดอยสุเทพ ครับ

วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร

ตั้งอยู่ภายในเขต อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 1,046 เมตร ทำให้อากาศบนนี้เย็นสบาย แม้ว่าจะไม่ใช่หน้าหนาวก็ตาม

 

วัดพระธาตุดอยสุเทพสร้างขึ้นในรัชสมัย พญากือนา กษัตริย์ลำดับที่ 6 แห่งราชวงศ์มังรายแห่งอาณาจักรล้านนา เพื่อใช้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่ พระสุมนเถระ อัญเชิญมาจากสุโขทัย

การเข้าถึงพระธาตุดอยสุเทพต้องเดินขึ้นบันได 185 ขั้น แต่ถ้าใครขี้เกียจเดินก็สามารถขึ้นรถรางได้ในราคา 20 บาทครับ (ใครจะมา แนะนำให้ขาขึ้นนั่งรถราง ส่วนขาลงลงบันได)

 

ด้านบนจะพบกับองค์เจดีย์สีทอง แลนด์มาร์คสำคัญของตัวเมืองเชียงใหม่ครับ
 

จากดอยสุเทพ พอมองลงไปจะเห็นวิวตัวเมืองเชียงใหม่ และถ้ามาถูกช่วง เราจะได้เห็นเครื่องบินขึ้นลงจากบนนี้ด้วยครับ
 

 

บ้านม้งดอยปุย

จากดอยสุเทพ เราก็นั่งรถต่อไปอีกไม่ไกล เพื่อไปยัง ดอยปุย ซึ่งเป็นหมู่บ้านของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวม้ง

 

 
ไฮไลท์ของบ้านม้งดอยปุยจะเป็นสวนดอกไม้ที่นักท่องเที่ยวมักจะใส่ชุดม้งไปถ่ายรูปกันในช่วงหน้าหนาว แต่ตอนที่ผมไปเป็นหน้าฝน ดอกไม้เลยยังไม่มี แต่จะมีป่าเขียวขจีให้เราเดินถ่ายรูปเที่ยวเล่นกันแบบนี้ครับ
 

 



นอกจากมุมถ่ายรูป ที่นี่ยังมีของที่ระลึกและของฝาก เช่น พวงกุญแจ เสื้อผ้า ผลไม้อบแห่งต่างๆ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากชุมชนที่นี่ รวมทั้งชุมชนใกล้เคียงขายด้วยครับ

วัดผาลาด

วัดนี้เป็นวัดสุดอันซีนที่คนไทยไม่ค่อยรู้จัก แต่นักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวจีนชอบมาก ต้องขอบคุณคนขับของเราเลยครับที่แนะนำวัดนี้ให้เรา

วัดผาลาดเป็นวัดที่เงียบสงบและเก่าแก่ สร้างขึ้นในรัชสมัย พญากือนา ช่วงเดียวกับที่สร้างวัดพระธาตุดอยสุเทพ

จุดเด่นของวัดนี้ก็คงเป็นศิลปะภายในวัดครับ

 







การมาเที่ยววัดนี้ในช่วงหน้าฝน จะทำให้ได้บรรยากาศที่เขียวขจี สดชื่น แต่ดูมีมนต์ขลังแบบเจดีย์องค์นี้ครับ
 

 
อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย

ตามโปรแกรมตอนแรกไม่มีที่นี่ครับ แต่เนื่องจากเป็นทางผ่าน เราเลยขอแวะซะหน่อย

ครูบาศรีวิชัย เป็นพระเถระชาวลำพูน และเป็นที่เคารพสักการะของชาวล้านนา โดยท่านเป็นผู้สร้างถนนขึ้นสู่พระธาตุดอยสุเทพจึงมีการสร้างอนุสาวรีย์ของท่านขึ้นที่นี่

 



 
ชื่อเสียงของครูบาเจ้าศรีวิชัยในสมัยนั้น ทำให้พระสังฆาธิการในจังหวัดลำพูนบางรูปนำโดยเจ้าคณะจังหวัดลำพูนตั้งอธิกรณ์กล่าวหาว่าท่าน 8 ข้อ เช่น ทำตัวเป็น “ผีบุญ” อวดอิทธิฤทธิ์ ซ่องสุมกำลังผู้คน คิดขบถต่อบ้านเมือง และนำท่านไปจำไว้ที่ลำพูนและวัดศรีดอนไชย เชียงใหม่ จากนั้นจึงได้ส่งตัวท่านไปไต่สวนที่กรุงเทพฯ

มีคำบอกเล่ากันว่า ครูบาศรีวิชัยได้กล่าวอมตะวาจาไว้ด้วยความเจ็บช้ำน้ำใจเมื่อครั้งที่ท่านถูกอธิกรณ์เมื่อ พ.ศ. 2478 ว่า “หากน้ำปิงไม่ไหลย้อนขึ้นเหนือ จะไม่ขอไปเหยียบแผ่นดินเชียงใหม่” ดังนั้น พอสร้างอนุสาวรีย์เสร็จและจะทำการขนย้ายอนุสาวรีย์ขึ้นมาประดิษฐานบนดอยสุเทพกลับไม่สามารถขนย้ายอนุสาวรีย์ลงมาจากรถได้ จนเมื่อมีการสร้างเขื่อนภูมิพลทำให้แม่น้ำปิงไหลย้อนขึ้นไปท่วมแถบอำเภอดอยเต่า จึงสามารถอัญเชิญรูปเหมือนกลับมาประดิษฐานที่เชิงดอยสุเทพได้จนถึงทุกวันนี้

 
 
วัดอุโมงค์

เป็นอีกหนึ่งวัดเก่าแก่ของจังหวัดเชียงใหม่ สร้างขึ้นตั้งแต่รัชสมัย พญามังราย เพื่อให้เป็นที่จำพรรษาของ พระกัสสปะเถระ ที่พระองค์นิมนต์มาจากลังกาเพื่อเผยแพร่พระพุทธศาสนาในอาณาจักรล้านนาครับ

 



 
ปัจจุบัน วัดอุโมงค์กลายเป็นสถานปฏิบัติธรรม สถานที่ที่คนมาแสวงหาความสงบ รวมถึงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามแปลกตาของเชียงใหม่ เมื่อมาเยือนที่วัดอุโมงค์จะได้พบกับความร่มรื่นและความเงียบสงบภายในวัด 
 



อุทยานหลวงราชพฤกษ์

ถ้ายังจำกันได้ เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ตอนที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี รัฐบาลในสมัยนั้นได้จัดงาน มหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2549 ตรงบริเวณที่เป็นอุทยานหลวงแห่งนี้นั่นเองครับ

 
 

ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน บริเวณนี้เคยมีการจัดแสดงสวนนานาชาติ เช่น สวนจากประเทศภูฎาน โมร็อคโก เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น เป็นต้น แต่ปัจจุบันไม่เหลือต้นไม้แล้ว เหลือแต่ตัวโครงสร้างให้เราได้นึกถึงวันเก่าๆ
 





 
สิ่งที่เป็นแลนด์มาร์คสำคัญของที่นี่ก็คือ หอคำหลวง ซึ่งถ้าใครเคยดูละครเรื่อง เพลิงพระนาง คงจำหอคำแห่งนี้ได้ใช่ไหมครับ

หอคำนี้สร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมท้องถิ่นล้านนา จำลองมาจากหอคำหลวงของเจ้าเมืองเชียงใหม่ในอดีตที่ปัจจุบันไม่เหลือแล้ว

 



 
ภายในหอคำหลวง
 

 
ที่นี่มีค่าเข้า 100 บาทครับ เอาตรงๆผมว่าไม่ค่อยคุ้มเท่าไหร่ เพราะการบำรุงรักษาไม่ค่อยดี ใครมีเวลาน้อย ตัดที่นี่ไปเลยก็ได้ครับ

วัดพระธาตุดอยคำ

ป็นวัดเก่าแก่ที่สุด ในบรรดาวัดที่ไปมาทั้งหมดในทริปนี้ สร้างขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.1230 ในรัชสมัย พระนางจามเทวี แห่ง อาณาจักรหริภุญชัย เพื่อใช้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า

 



 
วัดพระธาตุดอยคำเป็นวัดสุดท้ายที่เรามาชมในทริปวันนี้ครับ สำหรับรีวิวทัวร์รถแดงวันนี้ ส่วนตัวผมว่าค่อนข้างคุ้มกับเงิน 1,200 บาท เพราะเที่ยวได้หลายที่ เก็บได้ครบเกือบหมด ถ้าใครมาเชียงใหม่แล้วสนใจจะขึ้นมาเที่ยวดอยสุเทพ ผมแนะนำให้เหมารถแดงเที่ยวตามรูทนี้เลย เท่าที่ผมถามมาหลายๆเจ้า ราคาจะอยู่ประมาณนี้เท่ากันหมดครับ

สำหรับรีวิวในตอนนี้ก็ของจบเพียงเท่านี้นะครับ ในตอนหน้าเราจะพาขึ้นดอยอีกแห่งหนึ่งซึ่งเป็นภูเขาที่สูงที่สุดของไทยนั่นก็คือ ดอยอินทนนท์ นอกจากนี้ เรายังได้ไปแวะไปเที่ยว บ้านป่าบงเปียง ซึ่งเป็นนาขั้นบันไดที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของไทยอีกด้วย ฝากติดตามต่อด้วยนะครับ

ตอนอื่นๆ

ตอนที่ 1: เตรียมตัวเที่ยวเชียงใหม่
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=09-02-2022&group=21&gblog=12

ตอนที่ 2: ลัดเลาะเมืองเก่าเชียงใหม่
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=10-02-2022&group=21&gblog=13

ตอนที่ 3: เหมารถแดงเที่ยวดอยสุเทพ
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=18-02-2022&group=21&gblog=14

ตอนที่ 4: อลังการนาขั้นบันไดที่บ้านป่าบงเปียง
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=26-02-2022&group=21&gblog=15




 

Create Date : 18 กุมภาพันธ์ 2565    
Last Update : 26 กุมภาพันธ์ 2565 22:27:12 น.
Counter : 420 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

4 วัน 3 คืน เชียงใหม่ เสน่ห์ปลายฝนบนดินแดนล้านนา (ตอนที่ 2: ลัดเลาะเมืองเก่าเชียงใหม่)


สถานที่ท่องเที่ยว : อนุสาวรีย์สามกษัตริย์, เชียงใหม่ Thailand
พิกัด GPS : 18° 47' 13.68" N 98° 59' 12.55" E

วันที่หนึ่ง

เนื่องจากทริปนี้ถือเป็นทริปพักผ่อน เราเลยไม่ได้จองไฟลท์เช้ามาก โดยผมเลือกบินกับสายการบิน Thai Vietjet Air ตอน 11โมงกว่าๆ เราเลยไปถึงที่สนามบินสุวรรณภูมิตอน 9 โมงเช้าครับ

 

พอมาถึงที่สนามบินเชียงใหม่ ผมก็มองหาเคาน์เตอร์แบบนี้ แล้วแจ้งจุดหมายปลายทาง ค่ารถจากสนามบินเข้าในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่จะอยู่ที่ 150 บาทครับ (อย่าเดินออกนอกประตูไปเรียกแท็กซี่เองนะ โดนโก่งราคาแน่ ผมเคยโดนมาแล้ว)
 

 
จริงๆจากสนามบินไปโรงแรมก็ไม่ไกลนะ แค่ 10 นาทีเอง แต่ค่ารถก็แอบแพงเหมือนกัน (เคยถามเพื่อนที่เป็นคนเชียงใหม่บอกว่า ถ้าอยากประหยัด แนะนำให้เดินออกไปนอกสนามบิน แล้วโบกรถแดงเอา ราคาถูกกว่า)

โรงแรมยูเชียงใหม่ (U Chiang Mai)

ทริปนี้เราเลือกพักที่ โรงแรมยูเชียงใหม่ ครับ โรงแรมนี้เป็นโรงแรมสี่ดาวใจกลางเมืองเก่า ใกล้กับวัดเจดีย์หลวง วัดพันเตา วัดพระสิงห์ ลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ศาลหลักเมือง ตลาดวโรรส รวมถึงร้านอาหารดังๆ หลากหลายร้าน

 
ที่นี่เป็นโรงแรมแห่งแรกของ เครือโรงแรมยู (U hotel) ซึ่งเป็นเครือโรงแรมบูติกโฮเทลที่เน้นการนำเอามรดกทางวัฒนธรรมในท้องถิ่นนั้นๆมาผสมผสานกับสิ่งอำนวยความสะดวกยุคใหม่ มีการยกเอาอดีตจวนผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่มาไว้ภายในโรงแรมด้วยครับ
 

 
ความพิเศษของเครือโรงแรมนี้ก็คือ

(1) อาหารเช้าแบบ Breakfast whenever wherever โดยเราสามารถเลือกทานอาหารเวลาใดก็ได้ตลอดทั้งวัน (ไลน์อาหารเช้าจะมีแค่ตอน 6 โมงถึง 11 โมงเช้า) และสามารถสั่งมากินที่ไหนของโรงแรมก็ได้ (ข้อนี้ผมชอบมาก เพราะในทริปวันที่สาม ผมต้องออกเดินทางแต่เช้าเพื่อไปดอยอินทนนท์  ทำให้ทานอาหารเช้าที่โรงแรมไม่ทัน แต่ก็ไม่เสียสิทธิ เพราะสามารถเอาสิทธิอาหารเช้า มาทานตอนเย็น และถือเป็นมื้อเย็นได้ด้วย)

(2) 
สามารถเช็คอินและเช็คเอาท์เวลาใดก็ได้ (24-Hour Use of Room) เช่น เช็คอินบ่ายสอง ก็มีเวลาเช็คเอาท์ถึงตอนบ่ายสองของวันถัดไป

(3) นอกจาก welcome drink เรายังสามารถเลือกเครื่องดื่มอะไรก็ได้ในตู้เย็น 1 รายการทานฟรีได้เลย

ผมจองโรงแรมนี้ผ่าน klook ได้ในราคาคืนละ 1,186 บาท หารออกมาต่อคนก็ตกคนละ 500 กว่าบาทต่อคืนเท่านั้น

Tip: สำหรับการจองโรงแรม หลายคนคงคุ้นเคยกับเว็บอย่าง Agoda หรือ booking แต่จริงๆแล้ว ยังมี klook อีกเจ้าหนึ่งครับ ที่เราสามารถจองโรงแรมได้ แม้ว่าตัวเลือกจะน้อยกว่า แต่ราคาถูกกว่าพอสมควร ถ้าไปหลายๆคืนแบบในทริปนี้ของผม ก็ประหยัดไปได้เป็นพันเลยครับ

 
หลังจากเช็คอินเก็บกระเป๋าแล้ว เราก็ตัดสินใจไปหาอาหารเที่ยงทานครับ ร้านที่ผมจะมาแนะนำวันนี้เป็นร้านอาหารและคาเฟ่สวยๆ ที่ชื่อว่า ชมคาเฟ่ (Chom café)

จากโรงแรม ไปร้านนี้ก็ไกลเหมือนกัน โชคดีที่ตอนนี้เชียงใหม่มี grab แล้ว ราคาก็ไม่แพงเท่าไหร่ สะดวกมากครับ (ร้านนี้อยู่นอกเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ครับ แต่ยังอยู่ในเขตอำเภอเมือง ถ้าเรียก grab จากในเมือง ค่ารถจะอยู่ที่ประมาณ 100 กว่าบาท)

 

 
Chom café

หลายคนคงสงสัยว่า ร้านนี้มีดีอะไร ทำไมผมถึงเลือกไปที่นี่ ร้านนี้เป็นร้านอาหารฟิวชั่นและคาเฟ่ครับ สำหรับอาหาร ผมว่ากลางๆ ไม่ได้โดดเด่นอะไร แต่จุดขายของร้านนี้คือ สวนของร้านครับ

สวนที่นี่จะมีน้ำตก และมีการตกแต่งจำลองว่า เราอยู่ใน ป่าเมฆ (Cloud forest) ที่มีต้นมอสขึ้นอยู่ตามโขดหิน มีไอน้ำพ่นตลอดเวลาให้ดูชื้นๆ ผมว่าคล้ายๆกับทางเดินศึกษาธรรมชาติบนดอยอินทนนท์ ที่ผมจะไปเที่ยวในทริปวันที่สาม

 
 



เดินเที่ยวในเขตเมืองเก่าเชียงใหม่

พอทานอาหารเที่ยงเสร็จ เราก็นั่งรถกลับโรงแรม พักผ่อนให้หายเหนื่อยสักพัก ก็ตัดสินใจเดินเที่ยวในเขตเมืองเก่าครับ

ข้อดีของโรงแรมยูเชียงใหม่ก็คือ ตัวที่พักตั้งอยู่ในเขตกำแพงเมืองเลย เราสามารถเดินไปเที่ยววัดเด่นๆได้หลายวัด เช่น วัดพระสิงห์ วัดเจดีย์หลวง วัดพันเตา รวมทั้ง อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ และ ประตูท่าแพได้ด้วยครับ

วัดพระสิงห์

สร้างขึ้นในรัชสมัย พญาผายู กษัตริย์ล้านนาแห่งราชวงศ์มังราย ในปี พ.ศ. 1888 เพื่อใช้บรรจุพระบรมอัฐิของ พญาคำฟู ซึ่งเป็นพระราชบิดาของพระองค์ เดิมวัดนี้มีชื่อว่า วัดลีเชียงพระ ต่อมาในรัชสมัยของ พญาแสนเมืองมา ได้ทรงโปรดให้อัญเชิญ พระพุทธสิหิงค์ มาประดิษฐานที่วัดนี้ ชาวบ้านจึงเรียกว่า วัดพระสิหิงค์ และเรียกเพี้ยนต่อมาเป็นวัดพระสิงห์จนถึงปัจจุบัน

 

สิ่งแรกที่เราจะเห็นเมื่อผ่านประตูวัดเข้าไปก็คือ วิหารหลวง ซึ่งเป็นอาคารที่มีการผสมผสานระหว่างศิลปะแบบรัตนโกสินทร์กับศิลปะแบบล้านนา สร้างขึ้นในสมัยของครูบาศรีวิชัยเมื่อปี พ.ศ. 2467 เพื่อแทนที่อาคารทรงจตุรมุขหลังเดิม 


หุ่นขี้ผึ้งพระเกจิอาจารย์ดังรูปต่างๆในประเทศไทย จัดแสดงอยู่ในพระวิหารหลวงครับ
 



วิหารลายคำ สร้างมาแล้วตั้งแต่ พ.ศ. 2061 แต่อาคารที่เห็นตอนนี้เป็นวิหารที่สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 25 ถือเป็นวิหารแบบล้านนาแท้ๆ เพียงไม่กี่หลังที่ยังหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน และยังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์
 

ภายในวิหารลายคำ จะเป็นที่ประดิษฐานของ พระพุทธสิหิงค์ ซึ่งตามตำนานกล่าวว่า สร้างขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.700 ในลังกา และเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของอาณาจักรล้านนา

ปัจจุบัน พระพุทธสิหิงค์มีการสร้างขึ้นหลายองค์และประดิษฐานตามที่ต่างๆ ทั้งที่เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช และกรุงเทพ โดยองค์ที่วัดพระสิงห์ ไม่ใช่องค์ที่เก่าแก่ที่สุดนะครับ (ถ้าอยากเห็นองค์ที่เก่าแก่ที่สุด แนะนำให้ไปที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่)

 

 
ภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังบางส่วนภายในพระวิหารครับ
 



 
ภายในวัดพระสิงห์จะมีพระธาตุซึ่งเป็นพระธาตุประจำปีมะโรงอยู่ ใครเกิดปีนี้มาไหว้กันได้ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตครับ
 

 
วัดเจดีย์หลวง

เจดีย์หลวง ที่วัดนี้ สร้างขึ้นในรัชสมัย พญาแสนเมืองมา เพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้ พญากือนา ซึ่งเป็นพระราชบิดาของพระองค์ แต่สร้างไม่เสร็จ พระองค์เสด็จสวรรคตซะก่อน มาแล้วเสร็จในรัชสมัย พญาสามฝั่งแกน พระโอรสของพระองค์ในปี พ.ศ.1945 ครับ

ความสำคัญของเจดีย์นี้ก็คือ ในสมัยอาณาจักรล้านนา เจดีย์หลวงแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปองค์สำคัญ 4 องค์ ได้แก่ พระแก้วมรกต พระพุทธสิหิงค์ พระแก้วขาว และ พระแซกคำ ซึ่งต่อมา พระแก้วมรกตจะถูกอัญเชิญไปประดิษฐาน ณ เมืองหลวงพระบาง ในช่วงที่ พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ซึ่งเป็นกษัตริย์ล้านช้างหลวงพระบาง มาปกครองที่เมืองเชียงใหม่

 

 
เนื่องจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในรัชสมัย พระนางเจ้าจิระประภามหาเทวี ทำให้เจดีย์นี้หักลงมา เหลือให้เห็นเท่าที่มีในปัจจุบันแค่นี้ จนเมื่อเร็วๆนี้ ทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ ทำการทดลองนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยสร้างปรากฏการณ์แสง เพื่อต่อยอดองค์เจดีย์หลวง ในวัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งได้หักพังทลายลงมาหลายร้อยปีมาแล้ว ให้กลับมามีความสมบูรณ์แบบยิ่งใหญ่เหมือนดังในอดี
 
 

หออินทขีล

ตั้งอยู่ใกล้ๆกับวัดเจดีย์หลวง เป็นศาลหลักเมืองประจำเชียงใหม่

สิ่งที่น่าสนใจคือ ที่นี่ห้ามผู้หญิงเข้า เนื่องจากมีความเชื่อว่า ข้างใต้หอมีการฝังพวกเครื่องสักการะจำนวนมาก และประจำเดือนของผู้หญิงจะทำให้ของเหล่านี้เสื่อม

 

 
อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ (ข่วงสามกษัตริย์)

เป็นพระบรมราชานุสาวรีย์ของพระมหากษัตริย์ 3 พระองค์ ได้แก่ พญามังราย แห่งอาณาจักรล้านนา พญางำเมือง แห่งแคว้นภูกามยาว (พะเยา) และ พ่อขุนรามคำแหงมหาราช แห่งอาณาจักรสุโขทัย ซึ่งตามตำนานกล่าวว่า เมื่อพญามังรายได้รวบรวมแว่นแคว้นอาณาจักรล้านนาเป็นหนึ่งเดียวได้แล้ว และพบว่าชัยภูมิบริเวณที่ราบระหว่างแม่น้ำปิงกับดอยสุเทพ (บริเวณเมืองเชียงใหม่ในปัจจุบัน) มีความเหมาะสมจะสร้างบ้านเมืองขึ้นมา จึงได้มีการสถาปนา นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ อันเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรล้านนาขึ้นที่นี่

ในการนี้พญามังราย ได้เชิญพระสหายทั้งสองมาให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการสร้างเมือง รวมทั้งยังได้ทรงกระทำสัตย์ปฏิญาณว่าจะเป็นมิตร ไม่รุกรานต่อกัน ชาวเชียงใหม่จึงร่วมกันสร้างพระบรมราชนุสาวรีย์ของกษัตริย์ทั้งสามพระองค์ขึ้น

 

ประตูท่าแพ

สัญลักษณ์สำคัญของเขตเมืองเก่าเชียงใหม่ ที่หลายคนมักมาถ่ายรูปโดยมีพร็อพเป็นนกพิราบ (ส่วนตัว ผมไม่ชอบนะ สกปรก แต่แถวนั้นจะมีคนมาคอยโปรยอาหารให้นก น่ารำคาญมากเลยครับ)

 
 

ทั้งหมดนี้ก็เป็นที่เที่ยวในเขคเมืองเก่าของเชียงใหม่ครับ จะสังเกตว่า เชียงใหม่ไม่ได้มีดีแค่ยอดดอย หรือธรรมชาติเท่านั้น แต่ที่นี่ยังมีประวัติศาสตร์ให้เราศึกษาอีกด้วย จริงๆ แล้วในเขตเมืองเก่าเชียงใหม่ ยังมีอีกหลายวัดที่น่าไปชม เช่น วัดโลกโมฬี วัดเชียงมั่น แต่เนื่องจากอากาศร้อน เดินไม่ไหว ผมเลยเก็บได้แค่นี้ เอาเป็นว่า ถ้าใครเป็นสายบุญ หรือต้องการมาไหว้พระเก้าวัด ย่านเมืองเก่าเชียงใหม่ ถือว่าตอบโจทย์เลยครับ

สำหรับรีวิวตอนที่สองของทริปเชียงใหม่ก็ขอจบเพียงเท่านี้นะครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ ในตอนหน้า ผมจะพาขึ้น ดอยสุเทพ และอีกหลายๆสถานที่ในเมืองเชียงใหม่ที่น่าไปเยือน ฝากติดตามต่อในตอนหน้าด้วยนะครับ

ตอนอื่นๆ

ตอนที่ 1: เตรียมตัวเที่ยวเชียงใหม่
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=09-02-2022&group=21&gblog=12

ตอนที่ 2: ลัดเลาะเมืองเก่าเชียงใหม่
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=10-02-2022&group=21&gblog=13

ตอนที่ 3: เหมารถแดงเที่ยวดอยสุเทพ
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=18-02-2022&group=21&gblog=14

ตอนที่ 4: อลังการนาขั้นบันไดที่บ้านป่าบงเปียง
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=26-02-2022&group=21&gblog=15




 

Create Date : 10 กุมภาพันธ์ 2565    
Last Update : 6 พฤษภาคม 2565 22:49:01 น.
Counter : 375 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

4 วัน 3 คืน เชียงใหม่ เสน่ห์ปลายฝนบนดินแดนล้านนา (ตอนที่ 1: เตรียมตัวเที่ยวเชียงใหม่)


สถานที่ท่องเที่ยว : วัดผาลาด, เชียงใหม่ Thailand
พิกัด GPS : 18° 47' 57.48" N 98° 56' 3.13" E

ถ้าพูดถึง จังหวัดเชียงใหม่ หลายคนคงจะนึกถึง การท่องเที่ยวในช่วงฤดูหนาวอากาศเย็นๆที่ใครหลายคนมักจะขึ้นไปชมทะเลหมอกบนยอดดอย หรือไปถ่ายรูปกับดอกไม้เมืองหนาวกัน แต่ที่จริงแล้ว เชียงใหม่ไม่ได้มีดีแค่นั้นครับ ที่นี่เป็นเมืองที่สามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปี สำหรับในช่วงหน้าฝนที่เชียงใหม่ก็มีเสน่ห์และน่ามาเยือนไม่แพ้กัน โดยเฉพาะช่วงเดือนกันยายนจนถึงตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงปลายฝนต้นหนาวที่เชียงใหม่มีความเขียวขจีของต้นไม้ อากาศที่เย็นสบายไม่ร้อนหรือหนาวจนเกินไป 

ไฮไลท์สำคัญของการไปเชียงใหม่ในช่วงนี้ก็คือ เราจะได้เห็นบรรยากาศทุ่งนาขั้นบันไดที่เขียวขจีก่อนการเก็บเกี่ยว ไม่ว่าจะเป็นที่ บ้านป่าบงเปียง ส่วนในด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมนั้น หลายคนอาจจะลืมไปว่า นอกจากอยุธยาหรือสุโขทัยแล้ว เชียงใหม่ก็ถือเป็นเมืองประวัติศาสตร์อีกแห่งหนึ่ง เพราะในอดีตที่นี่เคยเป็นศูนย์กลางของ อาณาจักรล้านนา ทำให้เชียงใหม่ยังมีวัดเก่าแก่ และมีวัฒนธรรมที่น่าสนใจครับ


สำหรับในรีวิวชุดนี้ ผมจะมารีวิวทริปเชียงใหม่ปลายฝนต้นหนาวของผม ทริปนี้ผมไปมาในช่วงปลายเดือนกันยายน ถึงต้นเดือนตุลาคม 2563 เป็นเวลา 4 วัน 3 คืนด้วยกัน โดยในทริปนี้ ผมไม่ได้เช่ารถขับนะครับ แต่จะอาศัยการเดินทางด้วยรถสาธารณะและเหมารถไปเที่ยวยังจุดต่างๆเป็นวันๆแทน ซึ่งถ้าใครชอบเที่ยวในสไตล์แบบนี้ สามารถใช้รีวิวชุดนี้เป็นแนวทางในการเที่ยวเชียงใหม่หน้าฝนได้เลย

จังหวัดเชียงใหม่

สำหรับจังหวัดเชียงใหม่ ถือเป็นอีกหนึ่งจังหวัดยอดนิยมในด้านการท่องเที่ยวของทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ ที่นี่เป็นจังหวัดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศ และมีจำนวนอำเภอมากถึง 25 อำเภอ แต่ในทริปนี้ผมจะนอนค้างที่อำเภอเมืองเป็นหลัก จากนั้นจะเดินทางไปเที่ยวยังอำเภอต่างๆของจังหวัด ไม่ว่าจะเป็น หางดง, จอมทอง, แม่แจ่ม  ครับ


ส่วนในด้านประวัติศาสตร์ เชียงใหม่ถือเป็นอีกเมืองที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน เนื่องจากเป็นศูนย์กลางของ อาณาจักรล้านนา ซึ่งก่อตั้งเมืองโดย พญามังราย ทำให้ที่นี่ถือเป็นเมืองที่มีความสำคัญในทางประวัติศาสตร์ และปัจจุบันชาวเชียงใหม่ก็ยังคงรักษาอัตลักษณ์ทั้งทางวัฒนธรรม วิถีชีวิต และภาษาพูดไว้ได้เป็นอย่างดี กลายเป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เป็นจำนวนมาก
 

เที่ยวช่วงไหนดี

เชียงใหม่เป็นจังหวัดที่เที่ยวได้ตลอดทั้งปี ในแต่ละช่วงของปีก็จะมีจุดเด่นและจุดด้อยแตกต่างกันออกไป เช่น ถ้าอยากมาสัมผัสกับอากาศหนาว ก็ต้องมาในช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ หรือถ้าจะมาสัมผัสกับบรรยากาศทุ่งนาที่เขียวขจี แนะนำให้มาในช่วงปลายฝนต้นหนาว ตอนประมาณเดือนตุลาคมครับ


ข้อดีของการมาเที่ยวเชียงใหม่ในช่วงเดือนตุลาคมคือ ทุ่งนายังเขียวถ่ายรูปสวยอยู่ แต่ฝนเริ่มน้อยลงแล้ว และอากาศเริ่มเย็น นอกจากนี้การมาเที่ยวในช่วงดังกล่าว เราจะได้พบกับงานเทศกาลต่างๆ ทั้งออกพรรษา และลอยกระทง ซึ่งชาวเหนือจะนิยมแขวนโคมไฟกัน กลายเป็นเสน่ห์ที่มีความพิเศษสำหรับการมาเที่ยวเชียงใหม่ในช่วงนี้ครับ
 

อย่างไรก็ตาม ปัญหาอย่างหนึ่งของที่นี่ก็คงเป็นเรื่องมลพิษ โดยเฉพาะในช่วงตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเมษายนของทุกปี ที่นี่มักจะมีปัญหาหมอกควัน PM2.5 เกินมาตรฐาน ถ้าใครจะไปเชียงใหม่ในช่วงนั้น แนะนำให้เอาหน้ากากกันฝุ่น PM2.5 ไปด้วย รวมทั้งต้องปรับกิจกรรม ลดการอยู่ในที่โล่งแจ้ง (ส่วนตัวผมมองว่า ช่วงนี้เป็นช่วงที่ควรหลีกเลี่ยงมากที่สุดครับ)
 
ผู้คนและความปลอดภัย

โดยรวมคนเชียงใหม่น่ารัก พูดเพราะ สภาพทั้งในเมืองและนอกเมือง โดยรวมปลอดภัย เที่ยวง่าย หายห่วง ผู้หญิงคนเดียวก็ไปได้ ไม่มีอะไรต้องกังวลเป็นพิเศษครับ

การเดินทางเข้าสู่จังหวัดเชียงใหม่

การเดินทางจากกรุงเทพไปยังจังหวัดเชียงใหม่ มีอยู่ด้วยกัน 3 วิธีหลักๆ ได้แก่

1. เครื่องบิน เป็นวิธีที่เร็วที่สุด และสะดวกที่สุดครับ เนื่องจากปัจจุบัน สายการบินหลักของไทยทุกสาย มีเที่ยวบินจากกรุงเทพ ไม่ว่าจากทั้งสนามบินดอนเมือง และสนามบินสุวรรณภูมิ ไปลงที่ ท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ ทั้งนั้น ส่วนราคาตั๋วก็แตกต่างกันไป ถ้า low cost ก็ถูกหน่อย อย่างในทริปนี้ผมบินกับสายการบิน Thai Vietjet Air ค่าตั๋วไปกลับอยู่ที่ 2,000 บาทโดยประมาณครับ

สำหรับการเดินทางเข้าเมืองจากสนามบินเชียงใหม่ โดยปกติแล้วมันจะมี Airport bus ให้บริการครับ แต่เนื่องจากผมไปในช่วงที่โควิดระบาด นักท่องเที่ยวเลยน้อย เค้าเลยไม่มีให้บริการ ผมเลยตัดสินใจให้รถแท็กซี่จากสนามบินไปส่งที่โรงแรมในราคา 150 บาทครับ

 

Tip: ถ้าใครอยากประหยัดค่ารถ แนะนำให้ลากกระเป๋าออกมาเรียกรถแดง หรือเรียก grab ที่หน้าสนามบินครับ ราคาถูกกว่าเยอะเลย

2. รถไฟ 

แนะนำให้นั่ง รถด่วนอุตราวิถี  ครับ วิธีนี้ผมว่าก็คลาสสิคดี แม้ว่าจะถึงช้าไปบ้าง (ประมาณ 12 ชั่วโมง) แต่ข้อดีคือ รถจะออกกลางคืน ทำให้เราสามารถนอนได้บนรถไฟ พอถึงที่เชียงใหม่ก็เที่ยวได้เลย เป็นการประหยัดค่าที่พักไป 1 คืน

ราคาค่าตั๋วรถไฟสายนี้จะอยู่ที่ 900 ถึง 1,700 บาท ขึ้นอยู่กับคลาสของรถไฟ และเตียงที่เลือกครับ (เตียงบน หรือเตียงล่าง)


 
ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถไฟสายนี้ https://travel.trueid.net/detail/Rbw2x8EKNXg

3. รถทัวร์ แนะนำให้นั่ง สมบัติทัวร์ หรือ นครชัยแอร์ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 10 ชั่วโมง โดยค่ารถจะอยู่ที่ 500 ถึง 700 บาท ขึ้นอยู่กับคลาสของรถครับ

การเดินทางภายในเมืองเชียงใหม่

สัญลักษณ์ที่สำคัญในด้านการขนส่งของเมืองเชียงใหม่ก็คงเป็น รถแดง ถ้าใครอยากลองใช้ชีวิตแบบคนท้องถิ่นแนะนำให้ลองขึ้นดู แต่ปัญหาคือ รถแดงส่วนใหญ่จะราคาไม่แน่นอน ขึ้นกับความสามารถในการเจรจาต่อรองของแต่ละคน ถ้าเค้าเห็นเราเป็นนักท่องเที่ยว ส่วนใหญ่จะโดนเรียกราคาค่อนข้างแพง เอาเป็นว่าถ้าใครรับได้หรือมีสกิลในการต่อรองก็ลองขึ้นดูนะครับ แต่ส่วนตัวผมไม่ขึ้น (ยกเว้นรถแดงเหมาเป็นวัน แบบที่ติดต่อไว้ล่วงหน้า ซึ่งผมจะขอนำมารีวิวในตอนที่ 3 นะครับ)

 

อีกทางเลือกหนึ่งสำหรับใครที่เดินทางเป็นกลุ่มหลายคนที่อยากเน้นเที่ยวสะดวก และไม่อยากไปเจรจาต่อรองเรื่องราคาก็คือ grab ครับ ที่นี่มีทั้ง grab taxi, grab car, grab bike หรือแม้กระทั่ง grab รถแดง ซึ่งราคาผมว่าอาจจะแพงไปบ้าง แต่ก็ทำให้ทริปเชียงใหม่ของเรา ไม่ต้องไปเสียอารมณ์กับพวกรถแดง ผมจึงเลือกเดินทางในเมืองเชียงใหม่ด้วยวิธีนี้
 

การเดินทางไปยังต่างอำเภอ

เนื่องจากในทริปนี้ ผมเดินทางไปที่ ดอยสุเทพ และ ดอยอินทนนท์+บ้านป่าบงเปียง ผมเลยจะขอแนะนำเฉพาะการเดินทางไปยังที่เหล่านี้เท่านั้นนะครับ


ในส่วนของการเดินทางไปยังดอยสุเทพ ผมใช้วิธีเหมารถเที่ยวเต็มวัน โดยผมเลือกเหมารถจากเพจ รถแดงนำเที่ยวเชียงใหม่ by Chan ในราคา 1,200 บาทต่อวัน โปรแกรมเที่ยวจะอยู่ในรูปด้านล่างนี้เลยครับ (ถ้าใครสนใจติดต่อผ่านเพจนี้ครับ https://www.facebook.com/redcarchiangmai99)

 
 
สำหรับทริปดอยอินทนนท์+บ้านป่าบงเปียง ในวันที่สาม ผมเลือกเหมารถจากเพจ ลุงหนวด ดอยอินทนนท์ ลุงคิดค่ารถ 2,000 บาทต่อวัน โดยลุงจะมารับที่โรงแรมตั้งแต่ตีสามเพื่อไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่กิ่วแม่ปาน และจบทริปตอนห้าโมงเย็น ซึ่งผมมองว่าคุ้มครับ (ใครจะไปเที่ยวดอยอินทนนท์ แนะนำให้ใช้บริการลุงแกดู)
 

แผนเที่ยว

วันที่หนึ่ง
  • ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิไปยังสนามบินเชียงใหม่ ด้วยสายการบินไทยเวียดเจ็ทแอร์ (VZ116)
  • เดินทางไปยังที่พัก (โรงแรมยูเชียงใหม่) /เช็คอิน
  • ทานอาหารเที่ยงที่ร้าน Chom cafe
  • เดินเล่นในเขตเมืองเก่า ได้แก่ วัดพระสิงห์ วัดเจดีย์หลวง วัดพันเตา ศาลหลักเมือง และอนุสาวรีย์สามกษัตริย์
วันที่สอง
  • เหมารถเต็มวันเที่ยววัดพระธาตุดอยสุเทพ บ้านม้งดอยปุย วัดผาลาด วัดอุโมงค์ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ และวัดพระธาตุดอยคำ
วันที่สาม
  • เหมารถเต็มวันเที่ยวดอยอินทนนท์และบ้านป่าบงเปียง
วันที่สี่
  • เดินเล่นในเขตเมืองเก่า/ นั่งชิลล์ๆที่โรงแรม
  • เดินไปซื้อของฝากที่กาดหลวง (ตลาดวโรรส)
  • เดินทางกลับกรุงเทพ (VZ117)
ที่พัก

ทริปนี้ผมเลือกพักที่ โรงแรมยูเชียงใหม่ ครับ โรงแรมนี้เป็นโรงแรมสี่ดาวใจกลางเมืองเก่า ใกล้กับวัดเจดีย์หลวง วัดพันเตา วัดพระสิงห์ ลานสามกษัตริย์ ศาลหลักเมือง ตลาดวโรรส รวมถึงร้านอาหารดังๆ หลากหลายร้าน

ที่นี่เป็นโรงแรมแห่งแรกของ เครือโรงแรมยู (U hotel) ซึ่งเป็นเครือโรงแรมบูติกโฮเทลที่เน้นการนำเอามรดกทางวัฒนธรรมในท้องถิ่นนั้นๆมาผสมผสานกับสิ่งอำนวยความสะดวกยุคใหม่ มีการยกเอาอดีตจวนผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่มาไว้ภายในโรงแรมด้วยครับ

ความพิเศษของเครือโรงแรมนี้ก็คือ


(1) อาหารเช้าแบบ Breakfast whenever wherever โดยเราสามารถเลือกทานอาหารแวลาใดก็ได้ตลอดทั้งวัน (ไลน์อาหารเช้าจะมีแค่ตอน 6 โมงถึง 11 โมงเช้า) และสามารถสั่งมากินที่ไหนของโรงแรมก็ได้

(2) 
สามารถเช็คอินและเช็คเอาท์เวลาใดก็ได้ (24-Hour Use of Room) เช่น เช็คอินบ่ายสอง ก็มีเวลาเช็คเอาท์ตอนบ่ายสองของวันถัดไป

(3) 
นอกจาก welcome drink เรายังสามารถเลือกเครื่องดื่มอะไรก็ได้ในตู้เย็น 1 รายการทานฟรีเลยครับ
 

อ่านถึงตรงนี้หลายคนคงคิดว่าโรงแรมดีๆแบบนี้ต้องแพงแน่เลย บอกเลยว่าไม่แพงอย่างที่คิดครับ ผมจองโรงแรมนี้ผ่าน klook ได้ในราคาคืนละ 1,186 บาท หารออกมาต่อคนก็ตกคนละ 500 กว่าบาทต่อคืนเท่านั้นครับ (Klook เป็น online travel agency เจ้าหนึ่งที่เราสามารถใช้จองโรงแรม ทัวร์ หรือบริการต่างๆเกี่ยวกับการท่องเที่ยว โดยเค้าการันตีว่า จองผ่านช่องทางนี้ถูกที่สุด ใครไปเที่ยวไหนก็ลองใช้ดูนะครับ ผมใช้มาหลายรอบล่ะ ทั้งในไทยและต่างประเทศ)

งบประมาณ

ทริปนี้ผมหมดไป 6,447 บาทต่อคนครับ แบ่งเป็นค่าโรงแรม 3 คืนอยู่ที่ 1,779 บาทต่อคน ค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับกรุงเทพ-เชียงใหม่ 1,978 บาทต่อคน ค่าเหมารถสำหรับเที่ยวต่อคน 1,600 บาท นอกนั้นเป็นค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดอื่นๆ เช่น ค่า grab ค่าอาหาร และค่าเข้าชมสถานที่ครับ
 
สำหรับรีวิวเชียงใหม่ในตอนแรกก็ขอจบเพียงเท่านี้ครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อทุกคน ถ้าใครมีคำถามอะไร คอมเม้นถามได้เลยนะครับ 

ตอนอื่นๆ


ตอนที่ 1: เตรียมตัวเที่ยวเชียงใหม่

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=09-02-2022&group=21&gblog=12

ตอนที่ 2: ลัดเลาะเมืองเก่าเชียงใหม่
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=10-02-2022&group=21&gblog=13

ตอนที่ 3: เหมารถแดงเที่ยวดอยสุเทพ
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=18-02-2022&group=21&gblog=14

ตอนที่ 4: อลังการนาขั้นบันไดที่บ้านป่าบงเปียง
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=26-02-2022&group=21&gblog=15




 

Create Date : 09 กุมภาพันธ์ 2565    
Last Update : 26 กุมภาพันธ์ 2565 22:26:08 น.
Counter : 1073 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

4 วัน 3 คืน แม่สะเรียง+แม่ลาน้อย เสน่ห์บ้านนาแห่งแดนแม่ฮ่องสอน (ตอนที่ 5: ส่องสาละวินที่แม่สามแลบ)

สถานที่ท่องเที่ยว : พระธาตุแม่สามแลบ, สบเมย, แม่ฮ่องสอน Thailand
พิกัด GPS : 18° 12' 28.00" N 97° 56' 33.31" E


วันที่สาม (ต่อ)

ความเดิมจากตอนที่แล้ว หลังจากที่ผมได้พาทุกคนไปเที่ยวชมพระธาตุสี่แห่งของอำเภอแม่สะเรียง ในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน เราก็ออกเดินทางต่อไปยัง บ้านแม่สามแลบ ซึ่งอยู่ในอำเภอสบเมยครับ แต่ก่อนที่จะไปถึงที่นั่น ขณะที่ผมนั่งทานข้าวอยู่ที่ ร้านลุ่มเวียง ผมได้ไถเฟสบุ๊คแล้วไปเจอเพจ สะพายกล้องท่องเที่ยว กับ มาเรีย ณ ไกลบ้าน ซึ่งได้แนะนำวัดอีกแห่งนั่นก็คือ วัดถ้ำพระโบราณ ที่แม้ว่า จะไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวหลักของอำเภอนี้ แต่รูปที่ถ่ายออกมา สวยมาก พอทานข้าวเสร็จ ผมเลยถาม ลุงอ๊อด คนขับรถของเราว่า แวะที่นี่ด้วยได้ไหม ลุงแกบอกว่าได้ ไม่ไกลมาก และอยู่ระหว่างทางไปแม่สามแลบด้วย

ดูรูปสวยๆของวัดนี้ได้ที่เพจมาเรีย ณ ไกลบ้านได้ที่ลิงค์นี้ครับ https://www.facebook.com/marianaklaibaantrip/posts/3349023308453752

วัดถ้ำพระโบราณ

เดิมชื่อว่า วัดถ้ำเหง้า เป็นวัดเก่าแก่ของอำเภอแม่สะเรียง แต่ไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวหลัก คนที่มาเยือนส่วนใหญ่จะมีก็แต่ชาวบ้านในพื้นที่เท่านั้น

สิ่งที่ผมชอบของวัดนี้คือ ความเงียบสงบ ตามแบบฉบับของวัดถ้ำจริงๆ







พระอุโบสถครับ ตอนผมไปยังสร้างไม่เสร็จ แต่ก็มีความสวยงามตามแบบฉบับไทใหญ่



หลังจากเที่ยววัดเสร็จก็ได้เวลาออกเดินทางไปยังบ้านแม่สามแลบครับ ที่นี่จะอยู่ห่างจากตัวอำเภอแม่สะเรียงประมาณ 55 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมงเศษ ถนนตอนนี้อยู่ในสภาพค่อนข้างดีครับ รถอะไรก็ไปได้

พระธาตุแม่สามแลบ

ตั้งอยู่บนเนินเขาใกล้กับท่าเรือบ้านแม่สามแลบ มองลงไปจะเห็นเป็นวิว แม่น้ำสาละวิน แบบนี้ครับ

แม่น้ำสาละวิน

ถือเป็นแม่น้ำนานาชาติอีกแห่งของเอเชีย มีต้นกำเนิดมาจากการละลายของหิมะบนเทือกเขาหิมาลัย ผ่านประเทศจีน (คนจีนเรียกว่า แม่น้ำนู่เจียง) จากนั้นไหลเข้าสู่พม่า และมีอยู่ช่วงหนึ่งคั่นเป็นพรมแดนระหว่างไทยกับพม่า ทั้งที่อำเภอแม่สะเรียงและอำเภอสบเมย ก่อนไหลไปบรรจบกับ แม่น้ำเมย แล้ววกกลับเข้าประเทศพม่า และไหลลงสู่มหาสมุทรอินเดียที่อ่าวเมาะตะมะ


 

ท่าเรือบ้านแม่สามแลบ

ถือเป็นสุดเขตแดนของประเทศไทยทางด้านนี้ ข้ามฝั่งแม่น้ำไปก็จะเป็นประเทศพม่า ซึ่งในช่วงปกติชาวบ้านที่นี่จะเดินทางไปมาหาสู่ระหว่างกันได้ แต่เนื่องจากช่วงที่ผมไปเป็นช่วงที่โควิดในประเทศพม่าระบาดหนักมาก ชายแดนด้านนี้จึงมีการควบคุมอย่างเข้มงวด การข้ามแดนหรือการล่องเรือชมแม่น้ำสาละวินจึงไม่สามารถทำได้ครับ



ถ้าใครมาช่วงปกติ ผมแนะนำให้ลองมาล่องแม่น้ำสาละวิน โดยเส้นทางล่องเรือจะมีอยู่ด้วยกัน 3 เส้นทางคือ

  1. แม่สามแลบ-สบเมย ใช้เวลาไปกลับ 2 ชั่วโมง ราคา 1,500 บาท
  2. แม่สามแลบ-บ้านท่าตาฝั่ง ใช้เวลาไปกลับ 40 นาที ราคา 1,300 บาท แต่ถ้าค้างคืนคิด 1,800 บาท
  3. บ้านท่าตาฝั่งไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวในเขตพม่า ใช้เวลาไปกลับ 2 ชั่วโมง ราคา 1,500 บาท แต่ต้องติดต่อเจ้าหน้าที่อุทยาน เพราะต้องทำเรื่องขอข้ามแดนกับทหารพม่าครับ

จริงๆ เท่าที่ผมถามลุงอ๊อด คนขับรถของเรา แกบอกว่า ราคาจริงๆไม่สูงขนาดนี้หรอก ถ้าให้ลุงแกติดต่อน่าจะถูกกว่านี้พอสมควร แต่ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ราคาจริงๆเป็นยังไง เพราะไม่ได้ล่องเรือครับ

ข้อมูลเพิ่มเติม ลองเข้าไปอ่านได้ที่ https://sanooktiew.com/อุทยานแห่งชาติสาละวิน/ ครับ

 
ในกรณีที่ไม่ได้เหมารถมา เราก็สามารถขึ้นรถสองแถวสีเหลืองสายแม่สะเรียง-แม่สามแลบได้นะครับ แต่ถ้าคนน้อย รถก็จะไม่วิ่ง เราอาจจะต้องเหมารถ ผมเลยแนะนำว่า ติดต่อลุงอ๊อดชัวร์กว่า
 

หลังจากเดินเล่นอยู่ที่บ้านแม่สามแลบอยู่ซักพัก แล้วรู้สึกว่าไม่ค่อยมีอะไรทำเท่าไหร่ เพราะออกไปล่องเรือไม่ได้ เราจึงตัดสินใจเดินทางกลับแม่สะเรียงครับ

วันที่สี่

เป็นวันสุดท้ายของการเดินทางครับ วันนี้เราไม่ได้เที่ยวแล้ว ผมเลยมานั่งชิลล์ๆ ทานอาหารเช้าอร่อยๆจากที่พักของเรา (Above the sea boutique hotel)

 



เมื่อได้เวลาสมควร เราก็นั่งมอเตอร์ไซค์ไปขึ้นรถตู้เปรมประชากลับไปเชียงใหม่ ก่อนบินกลับกรุงเทพครับ

รีวิวภาพรวมทริป

สำหรับทริปนี้ ก็ถือเป็นอีกหนึ่งทริปภาคเหนือหน้าฝนของผม โดยรวมผมชอบที่นี่นะครับ ทั้งแม่สะเรียง และแม่ลาน้อย เป็นอำเภอที่เงียบสงบ สถานที่ท่องเที่ยวอาจจะไม่ได้โด่งดังมาก และเมืองก็ไม่ได้เป็นที่นิยมจากนักท่องเที่ยว แต่ก็มีเสน่ห์ในตัวเอง มีธรรมชาติที่ยังสมบูรณ์ วิถีชีวิตของผู้คนก็ยังไม่ได้ถูกสปอยล์จากการท่องเที่ยวกระแสหลัก ถ้าใครชอบเที่ยวสไตล์นี้ ผมแนะนำให้มาเที่ยวกันดูนะครับ แล้วจะไม่ผิดหวัง

สำหรับรีวิวในซีรีส์แม่สะเรียง+แม่ลาน้อย ก็ของจบลงที่ตอนนี้นะครับ ถ้าใครสนใจ มีคำถาม หรือต้องการข้อมูลสำหรับติดต่อทั้งที่พักและคนขับรถ สามารถหลังไมค์มาถามได้ ยินดีตอบทุกคำถามครับ

ตอนอื่นๆ

ตอนที่ 1: เตรียมตัวเที่ยวแม่สะเรียง+แม่ลาน้อย
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=15-02-2021&group=21&gblog=7

ตอนที่ 2: คืนแรกที่เฮินไตรีสอร์ท
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=16-02-2021&group=21&gblog=8

ตอนที่ 3: วิถีชุมชนที่แม่ลาน้อย
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=27-02-2021&group=21&gblog=9

ตอนที่ 4 : ตำนานพระธาตุสี่จอม
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=28-02-2021&group=21&gblog=10

ตอนที่่ 5: ส่องสาละวินที่แม่สามแลบ
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=01-03-2021&group=21&gblog=11




 

Create Date : 01 มีนาคม 2564    
Last Update : 6 ธันวาคม 2564 22:15:11 น.
Counter : 863 Pageviews.  

1  2  3  

เจ้าสำนักคันฉ่องวารี
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]




ชอบท่องเที่ยว สนใจประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และการเมืองระหว่างประเทศ

Blog นี้จะใช้เขียนความทรงจำในการเดินทาง และวิธีการเดินทางอย่างละเอียด เผื่อใครจะมาตามรอย หวังว่าจะเป็นประโยชน์นะครับ

ถ้าชอบ blog เนื้อหาประมาณนี้ ฝากกดติดตามด้วยนะครับ
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add เจ้าสำนักคันฉ่องวารี's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.