Welcome to my blog

4 วัน 3 คืน เที่ยวกระบี่ ดินแดนแห่งธรรมชาติจากผืนป่าสู่ท้องทะเลงาม (ตอนที่ 4: ทัวร์สี่เกาะ+ทะเลแหวก)


สถานที่ท่องเที่ยว : หาดถ้ำพระนาง, กระบี่ Thailand
พิกัด GPS : 8° 0' 23.30" N 98° 50' 15.17" E


ใครที่เดินทางมากระบี่ แต่ไม่ได้เที่ยวเกาะ สำหรับผมคือ ผิดครับ ยังไงมาที่นี่ก็ต้องจัดทริปซักวัน ซื้อทัวร์ออกไปเที่ยวเกาะที่ไหนซักแห่ง แต่คำถามคือ แล้วจะไปเกาะไหนล่ะ

บริเวณอ่าวนางจะมีทัวร์เที่ยวเกาะหลักๆอยู่ด้วยกัน 3 แห่งด้วยกันครับ ได้แก่
  • ทัวร์สี่เกาะ+ทะเลแหวก ซึ่งจะเป็นทัวร์ที่ใช้เวลาน้อยที่สุดและราคาถูกที่สุด
  • ทัวร์เกาะพีพี โปรแกรมยอดฮิต แต่ราคาก็สูงที่สุด
  • ทัวร์เกาะห้อง เกาะใหม่ เพิ่งเปิด ยังไม่ค่อยมีข้อมูลเท่าไหร่ แต่ราคาจะอยู่กลางๆครับ
สำหรับทริปรอบนี้ ผมเลือกไป ทัวร์สี่เกาะ+ทะเลแหวก ซึ่งใช้เวลาน้อยที่สุด และเป็นทริปที่สบายที่สุด เนื่องจากร่างยังพังจากการปีนวัดถ้ำเสือเมื่อวาน เลยยังไม่พร้อมไปปีนขึ้นเขา หรือดำน้ำหนักๆที่ไหนอีกครับ

ซื้อทัวร์เจ้าไหนดี

ผมเคยใช้บริการอยู่ 2 เจ้าครับ ทริปครั้งก่อน ผมซื้อของ กระบี่ธีรพงศ์ทัวร์ แต่รอบนี้ ผมเลือกของ Pm Andaman  (จริงๆจะเลือกเจ้าไหนก็ได้แหละ เพราะสุดท้าย ทัวร์ทุกเจ้าก็จะพาไปขึ้นเรือที่เดียวกันอยู่ดี แล้วโปรแกรมก็เหมือนๆกันด้วย)

อันนี้เป็นโปรแกรมคร่าวๆสำหรับทริปรอบนี้ครับ ราคาปกติจะขายอยู่ที่ 750 บาท แต่ผมได้ราคาโปรโมชั่นช่วงโควิด เลยเหลือแค่ 550 บาทเท่านั้น

 

 
วันที่สาม

ทัวร์ของเราตรงเวลาเป๊ะเลยครับ โดยเค้าจะส่งรถสองแถวมารับเราที่โรงแรม (เฉพาะคนที่พักในโซนอ่าวนาง คลองม่วง และเมืองกระบี่เท่านั้น) เพื่อไปส่งที่ ท่าเรือหาดนพรัตน์ธารา

 
 
บริเวณแถวนั้น จะมีโต๊ะลงทะเบียนอยู่ ให้เราเดินเข้าไปแจ้งชื่อ พอลงทะเบียนเสร็จเรียบร้อย เราก็จะได้ริสแบนสีต่างๆ เพื่อแยกให้ไปขึ้นเรือลำต่างๆ ตามแพคเกจที่จองไว้ครับ
 

 
ขึ้นเรือเรียบร้อย บนเรือมีชูชีพ กับอุปกรณ์ดำน้ำตื้นให้ด้วย
 

หาดถ้ำพระนาง

เป็นจุดแรกที่เราแวะเที่ยวครับ พอลงเรือแล้ว เราต้องเดินลึกเข้าไปจนสุดชายหาด (ไม่ต้องกลัวหลง ตามๆเค้าไปแหละ) ระหว่างทางจะเป็นภูเขาหินปูนแบบนี้

 

 
บริเวณหาดถ้ำพระนาง ถือเป็นจุดปีนหน้าผาที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ถ้ามาในช่วงปกติ เราจะเจอแต่ฝรั่งมาอาบแดด ปีนหน้าผากัน แต่เนื่องจากช่วงที่ผมไป เป็นที่ช่วงโควิดระบาด เลยมีแต่คนไทยครับ
 

 
เชื่อกันว่า ถ้ำพระนาง เป็นที่ประดิษฐานของ พระนาง ซึ่งเป็นหญิงสาวผู้ที่โดนฤาษีสาบให้กลายเป็นหิน (ย้อนอ่านรายละเอียดเรื่องราวตรงนี้ ได้ในรีวิวตอนที่ 2 นะครับ) ก่อนออกทะเล ชาวประมงในแถบนั้นจะมาไหว้ขอพรกับศาลพระนาง เพื่อให้ตัวเองโชคดี พอกลับมาก็จะมาถวายสิ่งของ ได้แก่ ปลัดขิก เนื่องจาก พระนาง ไม่ได้สมหวังในความรักครับ
 



 
ช่วงที่ผมไป น้ำทะเลใสมาก ไกด์ของเราบอกว่า โชคดีแล้วที่มาตอนนี้ เพราะตั้งแต่ทำงานมา ไกด์ก็เพิ่งเคยเห็นทะเลใส และสวยที่สุดก็ตอนนี้แหละ
 
 

ทะเลแหวก

อยู่ห่างจากถ้ำพระนางไปไม่ไกล นั่งเรือไปไม่เกิน 10 นาทีครับ

ทะเลแหวกเป็นแหล่งท่องเที่ยว Unseen in Thailand เกิดจากสันทรายระหว่าง เกาะทับ กับ เกาะหม้อ ซึ่งจะโผล่พ้นน้ำในช่วงน้ำลง ก่อนจะหายไปในช่วงน้ำขึ้น (ปกติทัวร์เค้าจะคอยกะเวลาให้ว่า ช่วงไหนน้ำจะลง เห็นทะเลแหวก)

 

 
จุดเด่นของการเที่ยวชมทะเลจะแหวกคือการมาชมวิว และถ่ายภาพ แนะนำว่า ควรหลีกเลี่ยงการมาเที่ยวในช่วงวันหยุดเทศกาล ทะเลแหวกจะมีคนเยอะเดินกันจนแน่น ไปหมด


ใกล้ๆกับทะเลแหวกจะเจอกับ เกาะไก่ ครับ เดิมทีสันทรายตรงนี้จะยาวไปถึงเกาะไก่เลย แต่เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำ หลังเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิเมื่อปี พ.ศ.2547 สันทรายตรงนี้เลยหายไป
 

ดำน้ำเกาะปอดะ

หลังชมทะเลแหวก เราก็ไปดำน้ำครับ จุดที่ไปวันนี้เป็นหน้าหาดก่อนขึ้้นเกาะปอดะ ซึ่งบอกตามตรง ผมว่าไม่สวย ปะการังฟอกขาว ปลาก็แทบไม่มี มีแต่หอยเม่น ผมดำแป๊บเดียว รีบขึ้นเลยครับ

 

 
เกาะปอดะ

เป็นจุดสุดท้ายที่เค้าจะปล่อยเราแวะกินข้าวเที่ยง เล่นน้ำทะเล ถ่ายรูป หรือทำอะไรก็ได้ตามสะดวก ประมาณ 1 ชั่วโมงกว่าๆ จุดเด่นของที่นี่คือ หาดทรายขาว น้ำทะเลใสแจ๋ว กับภูเขาหินปูนแบบนี้

 





 
จริงๆเกาะปอดะเป็นเกาะเอกชนของ ปอดะ ไอร์แลนด์ รีสอร์ท แต่เอกชนเจ้านี้ใจดี ไม่เก็บค่าขึ้นเกาะ ดังนั้น ใครจะไป ควรช่วยกันรักษาความสะอาดด้วยนะครับ

หลังชมเที่ยวเกาะปอดะเสร็จ  เราก็นั่งเรือกลับเข้าฝั่งท่าเรือหาดนพรัตน์ธารา แล้วก็ขึ้นรถกลับที่พักของเรา เป็นอันปิดทริปทัวร์สี่เกาะ+ทะเลแหวก ตอนบ่ายสามครึ่งอย่างประทับใจครับ

Note: ทัวร์นี้เลทจากกำหนดไปประมาณชั่วโมงครึ่ง ส่วนตัวไม่ซีเรียส เพราะไม่รีบ มีเวลาทั้งวัน แต่ถ้าใครที่มีแผนจะบินกลับกรุงเทพวันนั้น แนะนำให้จองเที่ยวบินค่ำๆไปเลยครับ)

วันที่สี่

วันนี้ไม่มีแผนเที่ยวอะไรแล้ว นอกจากเดินทางกลับกรุงเทพครับ

สำหรับการเดินทางจากที่พักไปยังสนามบินก็ทำได้ง่ายๆ โดยการนั่งรถตู้ ซึ่งผมให้ทางที่พักติดต่อให้ แต่ถ้าใครจะติดต่อจองเอง ให้โทรไปที่ เบอร์ 082-468-2426 ล่วงหน้า 1 วัน โดยการแจ้งไฟลท์ แล้วเค้าจะระบุเวลาที่รถมารับให้ครับ (ขากลับจะมีส่วนลดให้ เหลือ 100 บาทครับ)

ไฟลท์ขากลับของผมคือ FD3214 ปกติจะต้องบินออกจากสนามบินกระบี่ตอน 9.20 น. แต่วันนั้นไม่รู้เกิดอะไร ที่กระบี่หมอกลงจัดมาก ยิ่งกว่าทะเลหมอกในภาคเหนืออีก กว่าจะบินได้จริง ปาเข้าไปเกือบ 11 โมงครับ (อันนี้ให้อภัยได้ เพราะไม่ใช่ความผิดของสายการบิน แต่เป็นเรื่องสภาพอากาศ)

 
รีวิวทริปภาพรวม

สำหรับทริปกระบี่รอบนี้ ถือเป็นครั้งที่สองของผมแล้วครับ หลังจากเคยเที่ยวครั้งแรกแล้วติดใจ เลยตัดสินใจมาเที่ยวซ้ำ ซึ่งทริปนี้ ผมกลับประทับใจยิ่งกว่าเดิม ทะเลกระบี่ช่วงนี้สวยมาก บรรยากาศก็เงียบสงบ อากาศดี ทัวร์จีนก็ไม่มี ของก็ถูก และที่สำคัญ คนกระบี่ที่เจอทั้งหมดน่ารักมาก

สำหรับรีวิวทริปกระบี่ ก็ขอจบเพียงเท่านี้ครับ ถ้ามีข้อสงสัยสามารถหลังไมค์มาถามได้เลย หรือจะคอมเม้นไว้ข้างล่างก็ได้ ยินดีตอบทุกคอมเม้นครับ

ตอนอื่นๆ

ตอนที่ 1: เตรียมตัวเที่ยวกระบี่
https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=sumatekso&month=29-12-2020&group=25&gblog=10

ตอนที่ 2: แสงสุดท้ายที่อ่าวนาง
https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=sumatekso&month=01-01-2021&group=25&gblog=11

ตอนที่ 3: เที่ยวป่าเมืองกระบี่
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=09-01-2021&group=25&gblog=12

ตอนที่ 4: ทัวร์สี่เกาะ+ทะเลแหวก
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=12-01-2021&group=25&gblog=13




 

Create Date : 12 มกราคม 2564    
Last Update : 13 มกราคม 2564 22:16:57 น.
Counter : 60 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

4 วัน 3 คืน เที่ยวกระบี่ ดินแดนแห่งธรรมชาติจากผืนป่าสู่ท้องทะเลงาม (ตอนที่ 3: เที่ยวป่าเมืองกระบี่)


สถานที่ท่องเที่ยว: สระมรกต, กระบี่ Thailand
พิกัด GPS : 7° 55' 48.89

ถ้าพูดถึงกระบี่ คนไทยส่วนใหญ่คงจะนึกถึงเกาะสวรรค์ ชายหาดสวยๆ น้ำทะเลสีฟ้า กันใช่ไหมครับ จริงอยู่ที่กระบี่มีดีอย่างที่ว่ามา แต่กระบี่ก็ไม่ได้มีดีแค่ทะเลเท่านั้นครับ กระบี่ยังมีป่าที่ยังคงอุดมสมบูรณ์ มีบ่อน้ำสวยๆที่ได้ชื่อว่าเป็น สระมรกต และยังมีน้ำตกที่น้ำเป็นน้ำร้อนอีกด้วย ดังนั้น ในรีวิวตอนนี้ ผมจะพาทุกคนไปเยี่ยมชมสถานที่เหล่านี้กันครับ

ทัวร์เที่ยวป่าเมืองกระบี่  (Krabi Jungle Tour)          

เป็นอีกหนึ่งทัวร์ยอดนิยมสำหรับชาวต่างชาติที่มาเที่ยวที่กระบี่ครับ โปรแกรมทัวร์ส่วนใหญ่จะคล้ายๆกันคือ แวะ 3 ที่ ได้แก่ สระมรกต น้ำตกร้อน และ วัดถ้ำเสือ โดยจะเริ่มตั้งแต่ 9.30 น. ไปจนถึง 17.00 น.

 

เมื่อทริปกระบี่ครั้งก่อน ผมเคยซื้อทัวร์นี้ของ กระบี่ ธีรพงศ์ทัวร์ ซึ่งเป็นทัวร์แบบจอยกลุ่ม ราคาจะขายอยู่ที่ 750 บาทต่อคนครับ 

ใครสนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่นี่ https://www.krabiteerapongtour.com/package_details.php?WP=qQMcZ3uCpWOghKstGTEgnJqlqUIco3u0

อย่างไรก็ตาม ทัวร์ลักษณะนี้คือ เวลาในการเที่ยวแต่ละจุดจะมีจำกัด อย่างวัดถ้ำเสือ ซึ่งมีจุดชมวิวบนภูเขาที่สวยมากๆ แต่ผมไม่ได้ขึ้นไปในทริปรอบที่แล้ว เพราะเวลาไม่พอ ในครั้งนี้เลยกะจะมาแก้มือที่นี่ครับ

สำหรับทริปนี้ ผมจึงเลือกใช้บริการรถเช่าพร้อมคนขับของคุณทัช เค้าคิดราคาที่ 1,800 บาทต่อทริป รวมค่าน้ำมันแล้ว แต่ไม่รวมค่าอาหารกลางวัน หารออกมาต่อคนก็อยู่ที่ 900 บาท ซึ่งผมว่าคุ้มค่า และเค้าก็บริการดี เลยขอเอามาบอกต่อครับ


ใครสนใจรถเช่าพร้อมคนขับที่กระบี่ สามารถลองทักไปสอบถามคุณทัชได้ในเพจนี้นะครับ https://www.facebook.com/krabi.tour.taxi.rental.krabi

วันที่สอง

เริ่มต้นทริปวันนี้ คนขับของเรามารับเราที่โรงแรมตอน 9 โมงเช้า เพื่อเดินทางต่อไปยัง อำเภอคลองท่อม ซึ่งอยู่ห่างจากอ่าวนางที่เราพักประมาณ 70 กิโลเมตร

อำเภอคลองท่อม

เป็นอำเภอสุดท้ายของกระบี่ ติดกับจังหวัดตรัง ปัจจุบัน พื้นที่ของอำเภอจำนวนมากกลายเป็นพื้นที่ปลูกปาล์มและยางพารา ดังนั้น ถ้าเรามองจากมุมสูงลงมา จะเห็นทั้งอำเภอเป็นสีเขียวตลอดทั้งปีเลยครับ

สิ่งที่โดดเด่นของที่นี่ก็คงเป็นธรรมชาติ เพราะที่นี่มี อุทยานแห่งชาติพนมเบญจา ซึ่งเป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของภาคใต้ นอกจากนี้ ที่นี่ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง อย่าง สระมรกต และ น้ำตกร้อน อีกด้วยครับ

สระมรกต

ตั้งอยู่ใน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม ซึ่งเป็นป่าร่มรื่นสีเขียว มีพรรณไม้ที่น่าสนใจมากมาย และที่สำคัญ ที่นี่ยังเป็นป่าที่เป็นที่อยู่ของสัตว์ป่าสงวนอย่าง นกแต้วแร้วท้องดำ ซึ่งหาชมได้ยากมาก (ใครมาเที่ยวที่นี่ ลองมองหาดู ถ้าโชคดี อาจจะเจอ)

การเดินเข้าไปยังสระมรกต ต้องเดินผ่านเส้นทางศึกษาธรรมชาติยาว 2.7 กิโลเมตร แต่ทางดีมากครับ ถ่ายรูปเล่นเพลินๆ แป๊บเดียวก็เดินถึง และถ้าใครไปช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม อากาศจะเย็นสบายมาก ยิ่งเดินยิ่งฟินครับ

ถึงแล้วครับ สระมรกต จริงๆ ถ้ามาช่วงปกติสามารถลงเล่นน้ำได้ แต่เนื่องจากช่วงนี้โควิดระบาด เค้าเลยมีมาตรการห้ามนักท่องเที่ยวลงเล่นน้ำ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อครับ

สีของสระมรกต เกิดจากแสงที่ตกกระทบลงมาในมุมที่เหมาะสม ซื่งในแต่ละช่วงของวัน สีก็จะแตกต่างกันไปครับ

นอกจากสระมรกต ใกล้ๆกันยังมี สระแก้ว และ สระน้ำผุด ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของสระมรกตอีกด้วย แต่สำหรับสระน้ำผุดจะเปิดเฉพาะช่วงเดือนมกราคมถึงพฤษภาคมของทุกปีเท่านั้นครับ

ใกล้ๆกับสระมรกต จะมีร้านอาหารเยอะแยะมากมาย แนะนำให้ทานที่นี่ก่อนเดินทางต่อไปยังจุตต่อไปครับ

ร้านที่ผมจะมาแนะนำในวันนี้ชื่อว่า ครัวริมธาร ซึ่งคะแนนรีวิวใน Wongnai ค่อนข้างแย่ แต่ส่วนตัว ผมว่า โอเคนะครับ ร้านสะอาด พนักงานบริการสุภาพ อาหารอาจจะธรรมดาไปซะหน่อย แต่ก็พอใช้ได้นะ

น้ำตกร้อน

ตั้งอยู่ใกล้ๆกับสระมรกต ใช้เวลาเดินทางไม่เกิน 15 นาทีครับ

รถจะส่งเราได้แค่ข้างหน้าของน้ำตกร้อนเท่านั้น จากตรงนี้ เราต้องเดินไปซื้อตั๋ว แล้วต้องเดินเข้าไปอีก 200 เมตร แต่ถ้าขี้เกียจเดิน สามารถนั่งรถกอล์ฟ ซึ่งราคาไปกลับอยู่ที่ 20 บาทต่อคนครับ

ถึงแล้วครับ น้ำตกร้อน ว่ากันว่า น้ำที่นี่มีสรรพคุณมากมาย เพราะประกอบไปด้วยแร่ธาตุหลายชนิด น้ำตกร้อนจึงกลายมาเป็นแหล่งรวมของคนรักสุขภาพที่ต้องการมาบำบัดร่างกาย และความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า

ตัวน้ำตกไม่ได้มีอะไรมาก นอกจากที่ให้เราแช่เท้า หรือแช่น้ำร้อนครับ

ค่าเข้าชมสระมรกตและน้ำตกร้อน

ทั้งสระมรกตและน้ำตกร้อน จะมีค่าเข้าชมอยู่ที่ 20 บาทต่อคน สำหรับผู้ใหญ่คนไทยครับ แต่น้ำตกร้อนจะมีค่าจอดรถ 30 บาทด้วย


หลังจากเที่ยวทั้งสระมรกตและน้ำตกร้อนเสร็จ เราก็เดินทางกลับเข้าตัวเมือง เพื่อไปเยี่ยมชมสถานที่สุดท้ายของทัวร์นี้ นั่นก็คือ วัดถ้ำเสือ ครับ


 

วัดถ้ำเสือ

ตั้งอยู่ในเขต อำเภอเมืองกระบี่ ห่างจากหาดอ่าวนางประมาณ 21 กิโลเมตร

สาเหตุที่ชื่อวัดถ้ำเสือ เนื่องจากในอดีตบริเวณแถวนั้นเป็นที่อยู่อาศัยของเสือโคร่งจำนวนมาก ต่อมา หลวงพ่อจำเนียร มีความประสงค์จะสร้างสถานปฏิบัติธรรมขึ้นที่นี่ในปี พ.ศ.2518 และได้ยกฐานะขึ้นมาเป็นวัดในปี พ.ศ.2533 ครับ

บริเวณด้านหน้าของวัด เราจะเจอกับ ถ้ำเสือ อันเป็นที่มาของชื่อวัดนั่นเอง

ตรงข้ามกับถ้ำจะเป็น พระธาตุมหาเจดีย์ วัดถ้ำเสือวิปัสสนา ซึ่งเพิ่งจะสร้างเสร็จไปเมื่อไม่นานมานี้

มากันที่ไฮไลท์ของวัด นั่นก็คือ จุดชมวิววัดถ้ำเสือ ซึ่งต้องเดินขึ้นไป 1,237 ขั้น สูง 309 เมตร ซึ่งถ้าใครจะขึ้นไป จะต้องมีร่างกายแข็งแรง และต้องใช้เวลากับจุดนี้พอสมควรครับ (ด้วยเหตุนี้ ผมจึงเช่ารถพร้อมคนขับมา เพราะถ้าซื้อทัวร์แบบจอยกลุ่ม ยังไงก็ไม่ทันแน่ๆ)

เตือนแล้วนะ!!!

ทางขึ้นไม่ยากครับ มีบันไดอย่างดี แต่อาจจะชันเป็นช่วงๆ แนะนำให้เตรียมน้ำและยาดมมาด้วย และพยายามเดินไปหยุดพักไปด้วยนะครับ อย่าเดินรวดเดียว เดี๋ยวเป็นลม

อุปสรรคสำคัญคือ ลิงครับ ลิงที่นี่ค่อนข้างก้าวร้าวและขี้ขโมย แนะนำว่า พยายามเก็บของกินให้มิดชิด แต่พอเดินขึ้นไปซักระยะ จะไม่ค่อยมีลิงแล้ว เพราะพวกมันคงขี้เกียจปีนขึ้นมาเหมือนกัน

ถึงแล้วครับ พอเราเดินขึ้นมาถึงข้างบน ผมว่าก็คุ้มอยู่นะ เพราะเราจะได้เห็นวิวเมืองกระบี่แบบ 360 องศา





พอชมวิวข้างบนเสร็จ ก็ต้องเดินลงมาอีก สำหรับขาลง ผมว่ายากกว่าขาขึ้นอีกครับ เพราขาเริ่มล้าแล้ว ก้าวไปขาสั่นไป พอลงมาถึงข้างล่าง เข่าแทบทรุด ถ้าให้ขับรถกลับที่พักเอง คงไม่ไหวแน่ๆ โชคดีที่รอบนี้เราเช่ารถพร้อมคนขับมา เลยสบายไป

17.30 น. เราก็เดินทางกลับถึงที่พัก เป็นการปิดทริปของวันอย่างประทับใจครับ

สำหรับภาพรวมของทริปวันนี้ โดยรวมผมชอบนะครับ อาจจะเป็นเพราะว่า ช่วงที่ไปอากาศเย็นสบาย พอมาเจอกับป่าเขียวๆเลยรู้สึกสดชื่น ถ้าใครมีเวลาที่กระบี่หลายๆวัน นอกจากทัวร์เที่ยวเกาะ ผมก็ขอแนะนำให้ซื้อทัวร์ หรือเช่ารถมาเที่ยวทั้งสามที่นี้กันครับ

ตอนอื่นๆ

ตอนที่ 1: เตรียมตัวเที่ยวกระบี่
https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=sumatekso&month=29-12-2020&group=25&gblog=10

ตอนที่ 2: แสงสุดท้ายที่อ่าวนาง
https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=sumatekso&month=01-01-2021&group=25&gblog=11

ตอนที่ 3: เที่ยวป่าเมืองกระบี่
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=09-01-2021&group=25&gblog=12

ตอนที่ 4: ทัวร์สี่เกาะ+ทะเลแหวก
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=12-01-2021&group=25&gblog=13




 

Create Date : 09 มกราคม 2564    
Last Update : 13 มกราคม 2564 22:16:35 น.
Counter : 71 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

4 วัน 3 คืน เที่ยวกระบี่ ดินแดนแห่งธรรมชาติจากผืนป่าสู่ท้องทะเลงาม (ตอนที่ 2: แสงสุดท้ายที่อ่าวนาง)


สถานที่ท่องเที่ยว : อ่าวนาง, กระบี่ Thailand
พิกัด GPS : 8° 1' 46.18

หลังจากในตอนที่แล้วที่ผมได้แนะนำข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับทริปที่กระบี่ไปแล้ว ในตอนนี้เราจะมาเริ่มต้นการเดินทางกันครับ ผมจะพยายามรีวิวให้ละเอียดที่สุดนะครับ เผื่อใครจะมาตามรอย

วันที่หนึ่ง

ทริปนี้เป็นทริปสบายๆกะมาพักผ่อนครับ เราเลยไม่ได้ออกเดินทางแต่เช้ามาก เที่ยวบินก็เป็นเที่ยวบินบ่าย เพื่อให้มาถึงที่พักช่วงเย็นๆ

 

รอบนี้บินกับหางแดงเจ้าเก่าเหมือนเดิมครับ ช่วงนี้ใครขึ้นเครื่อง Air Asia แนะนำให้ลองสั่งขนมปังเบบี้นมสดนูเทลล่ากับชานมไข่มุกมาลองทานกันดู ถ้าซื้อ 2 อย่าง ราคาแค่ 150 บาทเท่านั้นเองครับ แล้วไฟลท์ของคุณจะฟินขิ้นเยอะเลย
 

 
บินแค่ประมาณ 1 ชั่วโมง เราก็มาถึงสนามบินกระบี่แล้วครับ
 

 
ท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่ (Krabi International Airport)

ตั้งอยู่ระหว่างอำเภอเมือง กับอำเภอเหนือคลองของจังหวัดกระบี่ สังกัดกรมท่าอากาศยาน กระทรวงคมนาคม ปัจจุบันเป็นท่าอากาศยานนานาชาติ มีเที่ยวบินมากมายจากทั้งในไทย และต่างประเทศมาลงที่นี่

 

การเดินทางจากสนามบินกระบี่ไปยังอ่าวนาง

ถือว่าสะดวกสบายมากครับ พอเดินออกมาให้หาบูธหน้าตาแบบนี้ แล้วเข้าไปติดต่อซื้อตั๋วราคา 150 บาทต่อคน จากนั้นพนักงานเค้าจะพาเราไปขึ้นรถตู้ส่งถึงโรงแรมที่เราพักเลยครับ

 

 
อ่าวนาง ปรินซ์วิลล์ วิลล่า รีสอร์ท (Aonang Princeville Villa Resort)

ทริปนี้ผมพักที่นี่ครับ รีสอร์ทนี้เป็นที่พักระดับสี่ดาว อยู่เกือบติดริมหาดของอ่าวนาง (มีถนนคั่น) ผมจองห้องแบบ Deluxe Boutique ผ่าน Agoda ได้ในราคา 4,212 บาท สำหรับ 3 คืน (ราคานี้หักส่วนลดเราเที่ยวด้วยกันแล้ว)

ข้อดีของที่นี่คือ ทำเลดีครับ แถมพนักงานบริการดี ห้องใหญ่ มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และอาหารเช้าอร่อย ส่วนข้อเสียคือ ช่วงที่ผมไปพักมีบางส่วนของที่พักปิดซ่อม และมีการก่อสร้าง แต่ไม่ได้กระทบอะไรมากครับ เพราะเค้าทำช่วงกลางวันตอนที่เราออกไปเที่ยว

 

พอเช็คอินเข้าที่พักแล้ว ก็ได้เวลาไปเที่ยวครับ สำหรับวันแรก ผมขอเที่ยวใกล้ๆกับที่พักก่อนล่ะกัน

อ่าวนาง / อ่าวพระนาง

ถือเป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยวของกระบี่ครับ ที่นี่มีที่พักหลากหลายเกรด ตั้งแต่โฮสเทลไปจนถึงโรงแรมห้าดาว นอกจากนี้ บริเวณนี้ยังมีร้านอาหาร ร้านค้า บาร์ บริษัททัวร์ ไปจนถึงร้านขายยา และคลินิก ดังนั้น ถ้าใครมากระบี่ ผมขอแนะนำให้เลือกพักที่นี่ครับ


 

 

 
อนุสาวรีย์ปลากระทงแทง หนึ่งในสัญลักษณ์ของอ่าวนาง
 

ถ้ามองออกไปในทะเลไกลๆ เราจะมองเห็นเกาะแก่งต่างๆมากมาย ซึ่งมีตำนานท้องถิ่นเล่าต่อกันมาดังนี้ครับ

ตำนานอ่าวพระนาง

มีตำนานเล่าว่า มีหมู่บ้านใหญ่ 2 หมู่บ้าน ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเล หมู่บ้านแรก มีหัวหน้าชื่อ "ตายมดึง" เมียชื่อ "ยายรำพึง" ส่วนอีกหมู่บ้านหนึ่ง มีหัวหน้าชื่อ "ตาวาปราบ" เมียชื่อ "บามัย" มีลูกชายชื่อ "บุญ" ทั้งสองหมู่บ้านนี้เป็นอริต่อกันมาช้านาน

ยายรำพึงนั้นอยากจะได้ลูกสาวไว้เชยชมสักคนหนึ่ง จึงไปบนบานศาลกล่าวกับ พญานาค ผู้เป็นเจ้ารักษาท้องทะเล ให้ดลบันดาลให้ตนมีลูกสาว แต่กลับมีข้อแม้ว่า เมื่อนางเป็นสาวแล้วจะต้องให้แต่งงานกับลูกชายของพยานาค ซึ่งมักแปลงกายเป็นมนุษย์ขึ้นมาท่องเที่ยวอยู่เสมอ สองตายายก็รับสัญญา หลังจากนั้นไม่นานยายรำพึง ก็ท้อง และได้ลูกสาวสมใจ ให้ชื่อว่า "นาง"

เรื่องราวผ่านไปเมื่อ "นาง" โตเป็นสาว ก็เป็นที่หมายปองของ "บุญ" ซึ่งเป็นลูกชายของ "ตาวาปราบ" "บุญ" ได้ไปอ้อนวอนให้ "ตาวาปราบ" ไปขอคืนดีกับ "ตายมดึง" และขอให้ "นาง" ได้แต่งงานกับตน ด้วยความรักลูก "ตาวาปราบ" ยอมลดทิฐิไปสู่ขอ "นาง" ลูกสาว "ตายมดึง" ส่วนฝ่าย "ตายมดึง" ก็อยากจะให้ลูกสาวแต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝา จึงยอมตกลงยกลูกสาวให้ โดยลืมสัญญาที่ให้ไว้กับ พญานาค

เมื่อวันแต่งงานมาถึง ฝ่ายเจ้าบ่าวก็จัดกระบวนขันหมากยาวเหยียดมาทางชายทะเล นำโดย "ตาวาปราบ" สะพายดาบไว้บนบ่าทั้งซ้าย ขวา เล่มหนึ่งใหญ่ เล่มหนึ่งเล็ก ในขณะที่งานกำลังดำเนินไปด้วยความสนุกสนานนั้น เหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น พญานาคที่แปลงกายมาเป็นมนุษย์ ก็เข้าแย่งชิงเจ้าสาว เกิดวิวาทฆ่าฟันกันขึ้น แต่ พญานาค ยังไม่สามารถแย่งชิงได้ "ตายมดึง" เห็นท่าไม่ดีก็พา "นาง" หนีไป ส่วน "ตาวาปราบ" เห็นเข้าก็เข้าขัดขวางไม่ยอมให้เอาตัว "นาง" ไป จึงดึงดาบเล่มใหญ่ขว้างไปหมายจะฆ่า "ตายมดึง" แต่ไม่ถูก หลังจากนั้นก็ดึงดาบเล่มเล็กขว้างไปอีก แต่ปรากฏว่าพลาดเป้าอีกเช่นเคย

หลังจากที่มีการฆ่าฟันกันอย่างดุเดือดนั้น ร้อนถึงพระฤาษีซึ่งบำเพ็ญตบะอยู่ในถ้ำออกมาห้ามปรามแต่ไม่มีใครเชื่อฟังพระฤาษีโกรธมาก จึงสาปให้ทุกสิ่งทุกอย่างกลายเป็นหิน ไม่ว่าจะเป็นผู้คน เครื่องใช้ บ้านเรือนก็กลายเป็นภูเขา เป็นถ้ำ เป็นเกาะแก่งในทะเลทั้งสิ้น เช่น บ้านเจ้าสาวกลายเป็น ภูเขา ที่ อ่าวพระนาง เรือนหอกลายเป็นถ้ำ เรียกว่า ถ้ำพระนาง ข้าวเหนียวกวนที่นำมาเลี้ยงกันหกเรี่ยราดกลายเป็นเปลือกหอยทับถมในทะเลต่อมากลายเป็น สุสานหอย ฝ่ายพญานาคพยายามกระเสือกกระสนลงทะเลแต่ไปไม่ถึงกลายเป็นหินทางด้านเหนือชาวบ้านเรียกว่า หงอนนาค บริเวณที่พญานาคกลิ้งเกลือกกลายเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ ชาวบ้านเรียกว่า หนองทะเล


ในช่วงเย็นๆ กิจกรรมที่ห้ามพลาดคือ การมานั่งชมพระอาทิตย์ตกดินที่อ่าวนาง สำหรับผม ที่นี่ถือเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกดินที่สวยที่สุดจุดหนึ่งของไทยเลย



 
ร้าน Family Thai Food & Seafood

ในเมื่อมาทะเลทั้งที เราก็ต้องกินซีฟู้ดครับ ตอนแรกผมก็ไม่ได้กะจะมากินร้านนี้หรอก แต่เนื่องจากช่วงที่ผมไป อ่าวนางเงียบเหงามาก ร้านอาหารต่างๆปิดไปเยอะ ร้านที่กะว่าจะไปกินตอนแรกก็ปิด พอเดินไปเรื่อยๆเลยมาเจอร้านนี้ครับ

ผมสั่งอาหารไป 4 อย่าง ได้แก่ ปลากะพงทอดน้ำปลา, หมึกผัดไข่เค็ม, ใบเหลียงผัดไข่ และ ทอดมันกุ้ง และมีผลไม้แถมฟรีให้ด้วย อาหารทั้งหมดนี้อร่อยใช้ได้เลยครับ แถมราคาก็ถูก ทั้งหมดนี้ ผมจ่ายไปแค่ 375 บาทเท่านั้น (ราคานี้หักส่วนลดโครงการเราเที่ยวด้วยกันแล้ว ถ้าจ่ายเต็มคือ 625 บาทครับ)

 
โดยรวมผมชอบร้านนี้นะครับ พนักงานบริการดี  อาหารอร่อย ราคาถูก เลยเอามาบอกต่อ ใครมาอ่าวนางแนะนำให้มากิน แต่ร้านนี้จะไม่ติดถนนนะครับ ต้องเดินเข้าซอยไปนิดเดียว ใครสนใจจะไปทานให้ลองเปิด google map หรือลองทักไปสอบถามที่เพจได้ครับ https://www.facebook.com/FamilyAonang

ทานอาหารเย็นเสร็จ ผมก็เดินช็อปปิ้งแถวนั้นต่ออีกนิดหน่อย แล้วก็เดินกลับที่พัก ทริปในวันแรกก็จบเพียงเท่านี้ครับ

ตอนอื่นๆ

ตอนที่ 1: เตรียมตัวเที่ยวกระบี่
https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=sumatekso&month=29-12-2020&group=25&gblog=10

ตอนที่ 2: แสงสุดท้ายที่อ่าวนาง
https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=sumatekso&month=01-01-2021&group=25&gblog=11

ตอนที่ 3: เที่ยวป่าเมืองกระบี่
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=09-01-2021&group=25&gblog=12

ตอนที่ 4: ทัวร์สี่เกาะ+ทะเลแหวก
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=12-01-2021&group=25&gblog=13




 

Create Date : 01 มกราคม 2564    
Last Update : 13 มกราคม 2564 22:16:06 น.
Counter : 88 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

4 วัน 3 คืน เที่ยวกระบี่ ดินแดนแห่งธรรมชาติจากผืนป่าสู่ท้องทะเลงาม (ตอนที่ 1: เตรียมตัวเที่ยวกระบี่)


สถานที่ท่องเที่ยว : หาดถ้ำพระนาง, กระบี่ Thailand
พิกัด GPS : 8° 0' 23.30" N 98° 50' 15.17" E


ช่วงปลายปีแบบนี้ หลายคนคงกำลังมองหาที่เที่ยวสำหรับพักผ่อนให้กับตัวเองอยู่ใช่ไหมครับ ผมเองก็คงเหมือนกับใครหลายคน ที่ต้องการหาที่เที่ยวพักผ่อน ชาร์ตแบตให้กับตัวเองสำหรับปีที่หนักๆอย่างปีนี้

สำหรับในรีวิวตอนนี้ ผมจะพาทุกคนไปเที่ยวยังจังหวัดหนึ่งที่เป็นเมืองท่องเที่ยวชื่อดังของไทย ที่นี่มีชื่อเสียงโด่งดังในด้านความสวยงามของธรรมชาติ จนชาวต่างชาติ ทั้งฝรั่ง จีน ญี่ปุ่น อินเดีย ต่างพากันแห่มาเยือน ที่นั่นก็คือ จังหวัดกระบี่ ครับ


ถ้าพูดถึงกระบี่ หลายคนคงต้องนึกถึงทะเลสวยๆที่ เกาะพีพี แน่นอน แต่จริงๆแล้ว กระบี่ไม่ได้มีดีแค่นั้นครับ หลายคนคงยังไม่รู้ว่า ที่นี่ยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามอื่นๆอีกมากมาย ตั้งแต่ป่าดงดิบที่มี สระมรกต ซุกซ่อนอยู่ ไปจนถึงท้องทะเลที่ไม่ได้มีดีแค่เกาะพีพีเท่านั้น แต่ยังมีเกาะอื่นๆอีกมากมายให้เราไปเที่ยวกัน
 

ทริปนี้ผมไปมาในช่วงวันหยุดยาว 10-13 ธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งปกติถือเป็นช่วงไฮซีซั่นของกระบี่ แต่เนื่องจากปีนี้เป็นปีที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้แทบไม่มีชาวต่างชาติมาเที่ยวเลย กระบี่จึงเงียบเหงาลงไปมาก แต่ถ้ามองในแง่ดี การไปเที่ยวในช่วงนี้ ก็ทำให้เรามองเห็นกระบี่ในมุมมองใหม่ๆ และที่สำคัญ ทะเลช่วงนี้ถือว่าสวยที่สุดในรอบหลายๆปีเลยทีเดียว (เท่าที่ถามคนท้องถิ่นมา เค้าบอกว่า ตั้งแต่เกิดมา ก็เพิ่งเคยเห็นทะเลสวยที่สุดก็ตอนนี้แหละครับ) นอกจากนี้ ช่วงนี้ของยังถูก ค่าครองชีพต่ำ แถมยังมีมาตรการต่างๆจากทางภาครัฐอย่าง เราเที่ยวด้วยกัน และ คนละครึ่ง ทำให้ทริปนี้ประหยัดลงไปเยอะเลย

จังหวัดกระบี่

เป็นจังหวัดที่อยู่ทางภาคใต้ฝั่งอันดามันของไทย ถือเป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวหลักของไทย ทำให้ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมากมาเยือนที่นี่

สิ่งที่มีชื่อเสียงที่สุดของกระบี่ก็คงหนีไม่พ้นหมู่เกาะต่างๆ ใน อุทยานแห่งชาตินพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมืองกระบี่ ซึ่งมีที่เที่ยวทางทะเลต่างๆมากมาย ได้แก่ เกาะพีพี อ่าวมาหยา เกาะปอดะ ทะเลแหวก อ่าวไร่เลย์ และ ถ้ำพระนาง นอกจากนี้ กระบี่ยังมีที่เที่ยวบนฝั่ง ไม่ว่าจะเป็น สระมรกค และ น้ำตกร้อน ที่อยู่ในเขต อำเภอคลองท่อม ไปจนถึง วัดถ้ำเสือ ซึ่งมีจุดชมวิวที่สวยงามอีกด้วยครับ

 
 
ย่านท่องเที่ยวหลักของกระบี่อยู่ที่ อ่าวนาง ครับ ที่นี่จะมีที่พักหลากหลายเกรดตั้งแต่โฮสเทลราคาถูก ไปจนถึงรีสอร์ทหรูๆ และยังมีร้านอาหาร ร้านขายทัวร์ ร้านขายยา คลินิก ไปจนถึงมัสยิด ดังนั้น ถ้าใครจะมาเที่ยวกระบี่ ผมขอแนะนำให้มาพักในย่านนี้ เพื่อใช้เป็นฐานสำหรับการเดินทางไปเที่ยวยังที่ต่างๆภายในจังหวัด
 
 
เที่ยวช่วงไหนดี

ภูมิอากาศของที่นี่จะคล้ายๆกับจังหวัดอื่นในภาคใต้ฝั่งอันดามัน กล่าวคือ ช่วงที่น่าเที่ยวอยู่ระหว่างเดือนพฤศจิกายนไปจนถึงพฤษภาคม ส่วนช่วงอื่นของปีเป็นฤดูมรสุม ไม่น่าเที่ยวครับ

 
 
สำหรับทริปนี้ ผมเดินทางไปในช่วงกลางเดือนธันวาคม ซึ่งอากาศดีมาก แทบไม่เจอฝนเลย คลื่นลมค่อนข้างสงบ และที่สำคัญอากาศเย็นสบาย โดยเฉพาะวันที่เดินเที่ยวชมสระมรกตนี่ฟินมาก ส่วนข้อเสียของช่วงนี้คือ ปกติช่วงนี้จะเป็นช่วงไฮซีซั่น ค่าใช้จ่ายต่างๆจะค่อนข้างสูงซะหน่อย แต่ผมไปในปีที่มีโควิด เลยไม่กระทบเท่าไหร่ (อันนี้บอกไว้ เผื่อในอนาคตอีก 2-3 ปีข้างหน้า ใครมาอ่านบล็อกนี้จะได้รู้ไว้)

ผู้คนและความปลอดภัย

ส่วนตัวผมค่อนข้างโชคดีครับ จากที่เคยไปกระบี่มา 2 ครั้ง ทั้งในทริปนี้และทริปก่อนหน้า ล้วนแต่เจอคนดีๆ มีมารยาท รวมทั้งให้คำแนะนำ และช่วยเหลือนักท่องเที่ยวเป็นอย่างดี

สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับผู้คนในจังหวัดกระบี่ โดยเฉพาะย่านอ่าวนางคือ ที่นี่จะมีคนอินเดียอาศัยอยู่เยอะมาก แม้กระทั่งช่วงโควิด คนอินเดียเหล่านี้ก็ยังอยู่ โดยส่วนใหญ่จะเปิดร้านขายพวกอาหารอินเดีย ถ้าใครพักย่านอ่าวนาง ผมก็แนะนำให้ลองมาทานอาหารอินเดียดูได้นะครับ ถือเป็นประสบการณ์แปลกๆดี


การเดินทางไปยังจังหวัดกระบี่

แนะนำให้บินไปครับ ปัจจุบันสายการบินหลักของไทยทุกสาย ล้วนมีเส้นทางบินตรงไปยังกระบี่วันละหลายๆไฟลท์ ราคาตั๋วก็ไม่ได้แพงมาก หลายๆครั้งก็มีโปรออกมา ซึ่งราคาถูกกว่านั่งรถแท็กซี่ไปสนามบินอีก


พอบินมาถึงที่สนามบินกระบี่ การเดินทางที่นี่ก็ทำได้สะดวกสบาย เพราะมีรถตู้ให้บริการรับส่งไปยังที่ต่างๆทั้งในเมือง (90 บาท) และย่านท่องเที่ยวอย่าง อ่าวนาง ในราคา 150 บาทครับ


ทัวร์ในจังหวัดกระบี่

ผมขอแบ่งเป็นทัวร์บนฝั่ง กับทัวร์เที่ยวเกาะนะครับ


1. ทัวร์บนฝั่ง

โปรแกรมหลักๆก็จะมี สระมรกต น้ำตกร้อน และ วัดถ้ำเสือ ซึ่งเราสามารถซื้อทัวร์ 1 วันแบบจอยกรุ๊ป ราคาจะอยู่ที่ 750-1,000 บาทต่อคน แต่ปัญหาคือช่วงที่ผมไป เป็นช่วงโควิด ทำให้จอยกรุ๊ปในรูปแบบนี้จึงงดขาย

ดังนั้น ผมเลยติดต่อผ่านเพจ https://www.facebook.com/krabi.tour.taxi.rental.krabi ขอเหมารถไปเที่ยวทั้งสามที่ ในราคา 1,800 บาทต่อวัน (สำหรับ 2 คน) ครับ โดยราคานี้จะรวมค่ารถ คนขับ และน้ำมันแล้ว แต่ไม่รวมอาหารกลางวัน

 
2. ทัวร์เที่ยวเกาะ

สามารถซื้อทัวร์ได้จากเอเยนต์หลากหลายเจ้า ทั้งที่ขายทางออนไลน์ หรือจะไปซื้อที่อ่าวนางเลยก็ได้ครับ ทัวร์ส่วนใหญ่ก็จะมีอยู่ด้วยกันหลักๆ 3 โปรแกรม ได้แก่ ทัวร์เกาะพีพี ทัวร์เกาะห้อง
 และ ทัวร์สี่เกาะ+ทะเลแหวก ซึ่งราคาก็จะแตกต่างกันไปตามโปรแกรม และชนิดของเรือ (เรือหางยาว หรือสปีดโบ๊ท) สำหรับทริปนี้ ผมเลือกทัวร์สี่เกาะ+ทะเลแหวก โดยเรือสปีดโบ๊ท โดยจองผ่านเอเย่นต์ที่ชื่อว่า Pm Andaman Tour ในราคา 550 บาท (อันนี้เป็นราคาพิเศษเฉพาะช่วงโควิด ปกติจะขายอยู่ที่ 750 บาทครับ)

ถ้าสนใจทัวร์เกาะสามารถเข้าไปดูรายละเอียด และติดต่อสอบถามผ่านเอเย่นต์ตามลิงค์ด้านล่างนี้ได้เลยครับ (ทั้งสองเจ้านี้ ผมเคยใช้บริการมาแล้ว โอเคทั้งคู่ครับ)



แผนเที่ยว

วันที่หนึ่ง
  • บินจากกรุงเทพไปยังกระบี่ ด้วยสายการบิน Thai Air Asia (FD7229)
  • เดินทางถึงสนามบินกระบี่ นั่งรถตู้จากสนามบินไปที่อ่าวนาง
  • เช็คอินเข้าที่พัก (อ่าวนาง ปรินซ์วิลล์ วิลล่า รีสอร์ท)
  • เดินเล่นชมพระอาทิตย์ตกดินที่อ่าวนาง
  • กินซีฟู้ดที่ร้าน Family Thai Food & Sea Food
วันที่สอง
  • เหมารถทั้งวันเที่ยวสระมรกต น้ำตกร้อน และวัดถ้ำเสือ
วันที่สาม
  • ซื้อทัวร์เที่ยว 4 เกาะ และทะเลแหวก
วันที่สี่
  • เช็คเอาท์ นั่งรถตู้ไปสนามบิน
  • เดินทางกลับกรุงเทพ ด้วยสายการบิน Thai Air Asia (FD3214)
ที่พัก

อย่างที่บอกไปในตอนแรกครับ ถ้าใครมากระบี่ ผมแนะนำให้มาพักที่อ่าวนาง เพราะถือเป็นศูนย์กลางสำหรับการท่องเที่ยวในจังหวัดนี้ สำหรับทริปนี้ ผมเลือกพักที่ อ่าวนาง ปรินซ์วิลล์ วิลลา รีสอร์ต แอนด์ สปา เป็นเวลา 3 คืน ราคารวมอยู่ที่ 4,212 บาท สำหรับ 2 คน โดยราคานี้หักส่วนลดจากโครงการเราเที่ยวด้วยกันเรียบร้อยแล้วครับ

ข้อดีของที่พักนี้คือ ทำเลดีมาก แทบจะติดหาดเลย (มีถนนคั่น) แถมพนักงานบริการดี ห้องใหญ่ สะอาด มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาหารเช้าอร่อย ส่วนข้อเสียคือ ช่วงที่ผมไปพักมีบางส่วนของที่พักปิดซ่อม และมีการก่อสร้าง แต่ไม่ได้กระทบอะไรมากครับ เพราะเค้าทำช่วงกลางวันตอนที่เราออกไปเที่ยว

 

 
งบประมาณ

ทริปนี้ผมหมดไป 6,581 บาทต่อคนครับ แบ่งเป็นค่าตั๋วเครื่องบิน 2,000 บาท ค่าที่พัก 2,106 บาทต่อคน ค่าทัวร์ 2 วันรวมกัน 1,450 บาท นอกนั้น เป็นค่าอาหาร ค่าขนม ของกินเล่น ค่าเข้าชมสถานที่ และค่าของฝากครับ

สำหรับรีวิวในตอนแรกก็ขอจบเพียงเท่านี้ครับ ในตอนหน้า ผมจะพาทุกคนออกเดินทางกัน ฝากติดตามต่อกันด้วยนะครับ

ตอนอื่นๆ

ตอนที่ 1: เตรียมตัวเที่ยวกระบี่

https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=sumatekso&month=29-12-2020&group=25&gblog=10

ตอนที่ 2: แสงสุดท้ายที่อ่าวนาง
https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=sumatekso&month=01-01-2021&group=25&gblog=11

ตอนที่ 3: เที่ยวป่าเมืองกระบี่
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=09-01-2021&group=25&gblog=12

ตอนที่ 4: ทัวร์สี่เกาะ+ทะเลแหวก
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=12-01-2021&group=25&gblog=13




 

Create Date : 29 ธันวาคม 2563    
Last Update : 13 มกราคม 2564 23:37:07 น.
Counter : 164 Pageviews.  

3 วัน 2 คืน กาลครั้งหนึ่ง ณ เบตง เมืองงามใต้สุดแดนสยาม (ตอนที่ 4: เบตง เมืองพหุวัฒนธรรมชายแดนใต้)


สถานที่ท่องเที่ยว : สวนสาธารณะเทศบาลเมืองเบตง, ยะลา Thailand
พิกัด GPS : 5° 46' 8.52" N 101° 4' 16.14" E

วันที่สาม

วันนี้เป็นวันสุดท้ายของทริปเบตงครับ ก่อนที่จะเดินทางกลับหาดใหญ่ ผมขอเดินเที่ยวชมเมืองสวยๆแห่งนี้ให้จุใจซะก่อน และอย่างที่บอกไปในรีวิวตอนก่อนๆว่า เบตงเป็นเมืองแห่งพหุวัฒนธรรมครับ กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆทั้ง ชาวจีน, ชาวมุสลิมมลายู และ ชาวไทยภาคใต้ สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุขในเมืองเล็กๆแห่งนี้ ที่นี่จึงมีศาสนสถานของแต่ละชาติพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็น วัดกวนอิม (ของชาวจีน), วัดพุทธาธิวาส (ของชาวไทยภาคใต้) และ มัสยิดกลางเบตง (ของชาวมุสลิมมลายู) ในตอนนี้ เราจะมาเที่ยวสถานที่เหล่านี้กันครับ

เช้าวันนี้ ผมตื่นนอน 6 โมงเช้า แต่ก่อนที่จะไปเที่ยว เราขอไปชิมติ่มซำชื่อดังของเมืองนี้ที่ชื่อว่า ไท่ซีอี๊ กันก่อน

1. ไท่ซีอี๊ ร้านติ่มซำชื่อดังของเมืองเบตง

เป็นร้านอาหารยอดนิยมของทั้งคนท้องถิ่น และนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวมาเลย์ ถ้าใครมาเบตง ยังไงก็ควรจัดโปรแกรมไปชิมติ่มซำที่ร้านนี้ครับ

 

 

Tip: แนะนำให้มาก่อน 6.30 น. ไม่งั้นคนจะแน่นมาก

Comment: ติ่มซำร้านนี้อร่อยสมคำร่ำลือครับ ยิ่งกินกับน้ำชานี่เป็นอะไรที่โคตรฟินเลย แถมราคาก็ไม่แพง แม้ว่าจะเป็นร้านชื่อดัง โดยรวมแนะนำครับ

2. วัดกวนอิม

หลังจากเติมพลังในยามเช้าด้วยติ่มซำ ก็ได้เวลาเที่ยวครับ สถานที่แรกที่จะไปกันในวันนี้เป็นศาสนสถานของชาวจีนนั่นก็คือ วัดกวนอิม ครับ

 

วัดนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1966 ด้วยเงินบริจาคของผู้มีจิตศรัทธาทั้งชาวจีนในไทย และชาวจีนในประเทศมาเลเซีย ด้านในเป็นที่ประดิษฐานของเทพเจ้าจีนหลายองค์ทั้ง เจ้าแม่กวนอิม, ท่านแป๊ะกง, ท่านกวงกง, เจ้าแม่จิวหวังเหย่, เทพเจ้ากวนอู,ท่านขงจื้อ เป็นต้น
 



ไฮไลท์สำคัญของวัดนี้ก็คือ เจดีย์เจ็ดชั้น กับ มังกรสีทอง ตัวนี้ครับ




ช่วงที่ผมไปวัดเงียบมาก แต่โดยปกติจะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและมาเลเซียที่เลื่อมใสศรัทธาเดินทางมาสักการะขอพร เป็นจำนวนมาก และส่วนมากจะขอพรด้านการมีบุตรและโชคลาภครับ

3. วัดพุทธาธิวาส

เป็นศาสนสถานของชาวไทยเชื้อสายภาคใต้ ก่อตั้งในปี พ.ศ.2460 ปัจจุบันมีอายุประมาณ 100 ปี วัดนี้เป็นที่เลื่อมใสของชาวพุทธทั้งในประเทศไทย และในประเทศมาเลเซีย โดยในแต่ละวันจะมีคณะทัวร์จากมาเลเซียและสิงคโปร์มาเที่ยวที่วัดนี้เป็นจำนวนมาก

ไฮไลท์ที่สำคัญของวัดนี้มี 2 อย่างคือ พระธาตุเจดีย์พระพุทธธรรมประกาศ ซึ่งเป็นเจดีย์ศิลปะแบบศรีวิชัย และ พระพุทธธรรมกายมงคลประยุรเกศานนท์สุพพิธาน ซึ่งเป็นพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์องค์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

 





4. โรงเรียนจงฝามมูลนิธิ

ตั้งอยู่ข้างๆกับวัดพุทธาธิวาส จัดตั้งขึ้นโดยพ่อค้าประชาชนชาวอำเภอเบตง 
 

ปัจจุบันโรงเรียนได้จดทะเบียนเป็นมูลนิธิและอยู่ในความดูแลของมูลนิธิ อำเภอเบตง ดำเนินการสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล, ประถม ไปจนถึงมัธยมศึกษา โดยจะสอนทั้งวิชาสามัญทั่วไป และภาษาจีนกลางด้วยครับ

5. มัสยิดกลางเบตง

ตั้งอยู่ตรงข้ามเยื้องๆกับสถานที่ทำการไปรณีย์เบตง ถนนสุขยางค์ 

เดิมมัสยิดกลางสร้างด้วยเสาไม้กลม 6 ต้น ใบจาก 6 ลายา (ตับ) ต่อมามัสยิดได้ทรุดโทรมลง ท่านอัจยี ดาเต๊ะ ซึ่งเชิญชวนชาวมุสลิมในเบตงและในภาคใต้ให้ช่วยกันบูรณะในปี พ.ศ.2497 โดยได้รับการสนับสนุนการก่อสร้างจากรัฐบาลในสมัยนั้น

6. พิพิธภัณฑ์เมืองเบตง

ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2548 เพื่อรวบรวมโบราณวัตถุและเครื่องใช้เก่าๆของเมืองเบตง อย่างไรก็ตาม ไฮไลท์ที่สำคัญของพิพิธภัณฑ์นี้กลับไม่ใช่ของที่จัดแสดง แต่เป็นวิวมุมสูงของเมืองเบตง ซึ่งเราสามารถชมได้จากชั้น 3 ของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ครับ

 

 
Note: พิพิธภัณฑ์นี้จะเปิดปิดตามเวลาราชการ แต่เนื่องจากไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิต ที่นี่จึงดูเงียบเหงามาก แต่จริงๆเปิดอยู่นะครับ

7. เจริญ ข้าวมันไก่เบตง

หลังจากเดินเที่ยวเหนื่อยๆ เราก็ต้องเติมพลังก่อนกลับหาดใหญ่ ในเมื่อมาเบตง ถ้าไม่ได้กิน ไก่เบตง ก็ยังไงอยู่ ผมจึงขอแนะนำร้านข้าวมันไก่อันดับหนึ่งของเมืองนี้ครับ

ความดีงามของข้าวมันไก่ร้านนี้ก็คือ เนื้อไก่พันธุ์เฉพาะที่นำเข้ามาจากมณฑลกวางตุ้งของประเทศจีน (รสชาติจึงคล้ายๆกับข้าวมันไก่ที่ฮ่องกงครับ)

 

การเดินทางท่องเที่ยวในทริปเบตง เมืองใต้สุดแดนสยามก็จบลงที่ร้านข้าวมันไก่แห่งนี้ครับ หลังจากนั้นผมก็นั่งรถตู้ของ เบตง โพธิ์ทองทัวร์ กลับไปที่หาดใหญ่ (จองที่นั่งไว้ล่วงหน้าเมื่อวานที่เคาน์เตอร์หน้าร้านต้าเหยิน)
 

 
จากนั้นเราก็ขึ้นเครื่องบินของนกแอร์ บินกลับกรุงเทพโดยสวัสดิภาพ และประทับใจครับ
 

บทสรุป

สำหรับภาพรวมที่เมืองนี้ ก็ถือเป็นอีกเมืองในประเทศไทยที่ผมค่อนข้างชอบ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมชอบมากที่สุดของเมืองนี้กลับไม่ใช่ตัวสถานที่ท่องเที่ยว แต่เป็นอัธยาศัยไมตรีของผู้คนในเบตง ไม่ว่าจะเป็นคุณอาฟก เจ้าของโฮสเทล, บังมะ คนขับรถและไกด์ของเรา, ผู้ร่วมทริป และคนท้องถิ่นที่พบเจอ ทุกคนล้วนแล้วต้อนรับผู้มาเยือนเป็นอย่างดีแบบที่หาได้ยากในเมืองอื่นๆของประเทศไทยครับ

อ่านถึงตรงนี้ ผมเชื่อว่าหลายคนคงเริ่มสนใจในเมืองนี้แล้วล่ะ แต่บางคนอาจจะยังกลัวในเรื่องความปลอดภัย ผมจึงขอให้เป็นข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ได้อันตรายทุกที่ เบตงถือเป็นพื้นที่ๆปลอดภัยที่สุดแห่งหนึ่งในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เรียกได้ปลอดภัยแทบจะพอๆกับเมืองท่องเที่ยวอื่นๆในประเทศไทย และในรอบ 5 ปีมานี้ ก็ยังไม่มีการก่อเหตุรุนแรงจนมีผู้เสียชีวิตในเมืองนี้เลยแม้แต่คนเดียว อย่างไรก็ตาม หลายคนก็อาจจะกลัวในเรื่องการเดินทางจากหาดใหญ่มายังที่นี่ ที่ยังต้องผ่านพื้นที่สีแดง ถ้ากังวลในเรื่องนี้ เราก็มีทางเลือกโดยการนั่งรถตู้ในเส้นทางมาเลเซียแทน (อ่านรายละเอียดในรีวิวตอนที่ 1) หรือรออีกประมาณ 1 ปีที่สนามบินเบตงจะเปิดให้บริการ ถึงตอนนั้น ผมอยากให้ลองพิจารณาเบตง เป็นอีกหนึ่งจุดหมายการท่องเที่ยวครับ

ตอนอื่นๆ
 
ตอนที่ 1: เตรียมตัวเที่ยวเบตง

https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=sumatekso&month=29-04-2019&group=25&gblog=1
 
ตอนที่ 2: เที่ยวในเมืองเบตง

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=12-05-2019&group=25&gblog=2
 
ตอนที่ 3: อัยเยอร์เวง ทะเลหมอกชายแดนใต้

https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=sumatekso&month=15-05-2019&group=25&gblog=3
 
ตอนที่ 4: เบตง เมืองพหุวัฒนธรรมชายแดนใต้

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=19-05-2019&group=25&gblog=4




 

Create Date : 19 พฤษภาคม 2562    
Last Update : 8 ตุลาคม 2563 23:37:29 น.
Counter : 1006 Pageviews.  

1  2  3  

เจ้าสำนักคันฉ่องวารี
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]




ชอบท่องเที่ยว สนใจประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และการเมืองระหว่างประเทศ

Blog นี้จะใช้เขียนความทรงจำในการเดินทาง และวิธีการเดินทางอย่างละเอียด เผื่อใครจะมาตามรอย หวังว่าจะเป็นประโยชน์นะครับ

ถ้าชอบ blog เนื้อหาประมาณนี้ ฝากกดติดตามด้วยนะครับ
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add เจ้าสำนักคันฉ่องวารี's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.