Welcome to my blog

4 วัน 3 คืน แม่สะเรียง+แม่ลาน้อย เสน่ห์บ้านนาแห่งดินแดนแม่ฮ่องสอน (ตอนที่ 5: เที่ยววัดถ้ำพระโบราณ)

สถานที่ท่องเที่ยว : วัดถ้ำพระโบราณ, แม่สะเรียง, แม่ฮ่องสอน Thailand
พิกัด GPS : 18° 12' 28.00" N 97° 56' 33.31" E


วันที่สาม (ต่อ)

ความเดิมจากตอนที่แล้ว หลังจากที่ผมได้พาทุกคนไปเที่ยวชมพระธาตุสี่แห่งของอำเภอแม่สะเรียง ในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน เราก็ออกเดินทางต่อไปยัง บ้านแม่สามแลบ ซึ่งอยู่ในอำเภอสบเมยครับ แต่ก่อนที่จะไปถึงที่นั่น ขณะที่ผมนั่งทานข้าวอยู่ที่ ร้านลุ่มเวียง ผมได้ไถเฟสบุ๊คแล้วไปเจอเพจ สะพายกล้องท่องเที่ยว กับ มาเรีย ณ ไกลบ้าน ซึ่งได้แนะนำวัดอีกแห่งนั่นก็คือ วัดถ้ำพระโบราณ ที่แม้ว่า จะไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวหลักของอำเภอนี้ แต่รูปที่ถ่ายออกมา สวยมาก พอทานข้าวเสร็จ ผมเลยถาม ลุงอ๊อด คนขับรถของเราว่า แวะที่นี่ด้วยได้ไหม ลุงแกบอกว่าได้ ไม่ไกลมาก และอยู่ระหว่างทางไปแม่สามแลบด้วย

ดูรูปสวยๆของวัดนี้ได้ที่เพจมาเรีย ณ ไกลบ้านได้ที่ลิงค์นี้ครับ https://www.facebook.com/marianaklaibaantrip/posts/3349023308453752

วัดถ้ำพระโบราณ

เดิมชื่อว่า วัดถ้ำเหง้า เป็นวัดเก่าแก่ของอำเภอแม่สะเรียง แต่ไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวหลัก คนที่มาเยือนส่วนใหญ่จะมีก็แต่ชาวบ้านในพื้นที่เท่านั้น

สิ่งที่ผมชอบของวัดนี้คือ ความเงียบสงบ ตามแบบฉบับของวัดถ้ำจริงๆ







พระอุโบสถครับ ตอนผมไปยังสร้างไม่เสร็จ แต่ก็มีความสวยงามตามแบบฉบับไทใหญ่




 

หลังจากเที่ยววัดเสร็จก็ได้เวลาออกเดินทางไปยังบ้านแม่สามแลบครับ ที่นี่จะอยู่ห่างจากตัวอำเภอแม่สะเรียงประมาณ 55 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมงเศษ ถนนตอนนี้อยู่ในสภาพค่อนข้างดีครับ รถอะไรก็ไปได้

พระธาตุแม่สามแลบ

ตั้งอยู่บนเนินเขาใกล้กับท่าเรือบ้านแม่สามแลบ มองลงไปจะเห็นเป็นวิว แม่น้ำสาละวิน แบบนี้ครับ

แม่น้ำสาละวิน

ถือเป็นแม่น้ำนานาชาติอีกแห่งของเอเชีย มีต้นกำเนิดมาจากการละลายของหิมะบนเทือกเขาหิมาลัย ผ่านประเทศจีน (คนจีนเรียกว่า แม่น้ำนู่เจียง) จากนั้นไหลเข้าสู่พม่า และมีอยู่ช่วงหนึ่งคั่นเป็นพรมแดนระหว่างไทยกับพม่า ทั้งที่อำเภอแม่สะเรียงและอำเภอสบเมย ก่อนไหลไปบรรจบกับ แม่น้ำเมย แล้ววกกลับเข้าประเทศพม่า และไหลลงสู่มหาสมุทรอินเดียที่อ่าวเมาะตะมะ


 

ท่าเรือบ้านแม่สามแลบ

ถือเป็นสุดเขตแดนของประเทศไทยทางด้านนี้ ข้ามฝั่งแม่น้ำไปก็จะเป็นประเทศพม่า ซึ่งในช่วงปกติชาวบ้านที่นี่จะเดินทางไปมาหาสู่ระหว่างกันได้ แต่เนื่องจากช่วงที่ผมไปเป็นช่วงที่โควิดในประเทศพม่าระบาดหนักมาก ชายแดนด้านนี้จึงมีการควบคุมอย่างเข้มงวด การข้ามแดนหรือการล่องเรือชมแม่น้ำสาละวินจึงไม่สามารถทำได้ครับ



ถ้าใครมาช่วงปกติ ผมแนะนำให้ลองมาล่องแม่น้ำสาละวิน โดยเส้นทางล่องเรือจะมีอยู่ด้วยกัน 3 เส้นทางคือ

  1. แม่สามแลบ-สบเมย ใช้เวลาไปกลับ 2 ชั่วโมง ราคา 1,500 บาท
  2. แม่สามแลบ-บ้านท่าตาฝั่ง ใช้เวลาไปกลับ 40 นาที ราคา 1,300 บาท แต่ถ้าค้างคืนคิด 1,800 บาท
  3. บ้านท่าตาฝั่งไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวในเขตพม่า ใช้เวลาไปกลับ 2 ชั่วโมง ราคา 1,500 บาท แต่ต้องติดต่อเจ้าหน้าที่อุทยาน เพราะต้องทำเรื่องขอข้ามแดนกับทหารพม่าครับ

จริงๆ เท่าที่ผมถามลุงอ๊อด คนขับรถของเรา แกบอกว่า ราคาจริงๆไม่สูงขนาดนี้หรอก ถ้าให้ลุงแกติดต่อน่าจะถูกกว่านี้พอสมควร แต่ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ราคาจริงๆเป็นยังไง เพราะไม่ได้ล่องเรือครับ

ข้อมูลเพิ่มเติม ลองเข้าไปอ่านได้ที่ https://sanooktiew.com/อุทยานแห่งชาติสาละวิน/ ครับ

 
ในกรณีที่ไม่ได้เหมารถมา เราก็สามารถขึ้นรถสองแถวสีเหลืองสายแม่สะเรียง-แม่สามแลบได้นะครับ แต่ถ้าคนน้อย รถก็จะไม่วิ่ง เราอาจจะต้องเหมารถ ผมเลยแนะนำว่า ติดต่อลุงอ๊อดชัวร์กว่า
 

หลังจากเดินเล่นอยู่ที่บ้านแม่สามแลบอยู่ซักพัก แล้วรู้สึกว่าไม่ค่อยมีอะไรทำเท่าไหร่ เพราะออกไปล่องเรือไม่ได้ เราจึงตัดสินใจเดินทางกลับแม่สะเรียงครับ

วันที่สี่

เป็นวันสุดท้ายของการเดินทางครับ วันนี้เราไม่ได้เที่ยวแล้ว ผมเลยมานั่งชิลล์ๆ ทานอาหารเช้าอร่อยๆจากที่พักของเรา (Above the sea boutique hotel)

 



เมื่อได้เวลาสมควร เราก็นั่งมอเตอร์ไซค์ไปขึ้นรถตู้เปรมประชากลับไปเชียงใหม่ ก่อนบินกลับกรุงเทพครับ

รีวิวภาพรวมทริป

สำหรับทริปนี้ ก็ถือเป็นอีกหนึ่งทริปภาคเหนือหน้าฝนของผม โดยรวมผมชอบที่นี่นะครับ ทั้งแม่สะเรียง และแม่ลาน้อย เป็นอำเภอที่เงียบสงบ สถานที่ท่องเที่ยวอาจจะไม่ได้โด่งดังมาก และเมืองก็ไม่ได้เป็นที่นิยมจากนักท่องเที่ยว แต่ก็มีเสน่ห์ในตัวเอง มีธรรมชาติที่ยังสมบูรณ์ วิถีชีวิตของผู้คนก็ยังไม่ได้ถูกสปอยล์จากการท่องเที่ยวกระแสหลัก ถ้าใครชอบเที่ยวสไตล์นี้ ผมแนะนำให้มาเที่ยวกันดูนะครับ แล้วจะไม่ผิดหวัง

สำหรับรีวิวในซีรีส์แม่สะเรียง+แม่ลาน้อย ก็ของจบลงที่ตอนนี้นะครับ ถ้าใครสนใจ มีคำถาม หรือต้องการข้อมูลสำหรับติดต่อทั้งที่พักและคนขับรถ สามารถหลังไมค์มาถามได้ ยินดีตอบทุกคำถามครับ

ตอนอื่นๆ

ตอนทีี่ 1: เตรียมตัวเที่ยวแม่สะเรียง+แม่ลาน้อย
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=15-02-2021&group=21&gblog=7

ตอนที่ 2: คืนแรกที่เฮินไตรีสอร์ท
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=16-02-2021&group=21&gblog=8

ตอนที่ 3: วิถีชุมชนที่แม่ลาน้อย
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=27-02-2021&group=21&gblog=9

ตอนที่ 4 : ตำนานพระธาตุสี่จอมแห่งแม่สะเรียง
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=28-02-2021&group=21&gblog=10

ตอนที่่ 5: เที่ยววัดถ้ำพระโบราณ
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=01-03-2021&group=21&gblog=11




 

Create Date : 01 มีนาคม 2564    
Last Update : 1 มีนาคม 2564 23:06:48 น.
Counter : 198 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

4 วัน 3 คืน แม่สะเรียง+แม่ลาน้อย เสน่ห์บ้านนาแห่งดินแดนแม่ฮ่องสอน (ตอนที่ 4: ตำนานพระธาตุสี่จอม)


สถานที่ท่องเที่ยว : พระธาตุจอมแจ้ง, แม่สะเรียง, แม่ฮ่องสอน Thailand
พิกัด GPS : 18° 9' 38.42" N 97° 56' 32.36" E

วันที่สอง (ต่อ)

หลังจากเราเที่ยวแม่ลาน้อยเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาเดินทางต่อไปยังจุดต่อไป นั่นก็คือ อำเภอแม่สะเรียง ครับ

การเดินทางจากแม่ลาน้อยไปยังแม่สะเรียง

จากการสอบถามคุณเน็ท ซึ่งเป็นเจ้าของเฮินไต รีสอร์ท เค้าว่า ในช่วงปกติจะมีรถตู้จากแม่ลาน้อยไปยังแม่สะเรียง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที โดยค่ารถอยู่ที่ 100 บาทครับ แต่เนื่องจากช่วงที่ผมไป ยังอยู่ในช่วงที่โควิดระบาดอยู่ รถตู้จากแม่ลาน้อยไปแม่สะเรียงจึงยังไม่เปิดให้บริการ ผมจึงให้รถสองแถวคันที่พาเราเที่ยวแม่ลาน้อย ให้ไปส่งที่แม่สะเรียง โดยเค้าจะคิดราคาอยู่ที่ 800 บาทครับ (ไป 2 คน หารกันตกคนละ 400 บาท)

 

 
Above the sea boutique hotel      

สำหรับที่แม่สะเรียง เราเลือกพักที่ Above the sea boutique hotel ซึ่งเป็นรีสอร์ททำเลดี ตกแต่งสไตล์บูติกอยู่กลางเมืองแม่สะเรียง

 



ส่วนตัวผมชอบที่นี่มากครับ เพิ่งกดให้คะแนนเต็มสิบใน agoda ไป เพราะที่พักทั้งสะอาด ตกแต่งสวย พนักงานเป็นมิตร ที่สำคัญอาหารเช้าอร่อยมาก ข้อด้อยเล็กๆน้อยๆของที่นี่มีอย่างเดียวคือ ตัวที่พักไม่ได้ติดกับ แม่น้ำยวม เหมือนที่พักอื่นๆ ซึ่งผมว่าไม่ได้เป็นปัญหาอะไร เพราะแค่เดินข้ามถนนไปก็เจอแม่น้ำแล้ว
 



ผมจองที่พักนี้ได้จาก Agoda และใช้สิทธิโครงการเราเที่ยวด้วยกันเหลือคืนละ 480 บาท หารต่อคน ตกคนละ 240 บาท เท่านั้นเองครับ (ราคานี้รวมอาหารเช้าแล้ว) ถ้าใครสนใจ ลองเข้าไปติดต่อสอบถาม หรือจองที่พักได้ในเพจนี้นะครับ https://www.facebook.com/abovetheseamaesariang/

ถนนคนเดินแม่สะเรียง

ที่แม่สะเรียงจะมีตลาดนัดเล็กๆ จัดเป็นรูปแบบถนนคนเดินหลายแห่ง เปลี่ยนไปตามวันครับ เนื่องจากช่วงที่ผมไปเป็นวันศุกร์ จึงมีตลาดนัดจัดอยู่หน้าที่ว่าการอำเภอแม่สะเรียง

 

ความดีงามของถนนคนเดินที่นี่คือ เราจะได้พบกับชาวบ้านนำสินค้าท้องถิ่น และอาหารแปลกๆ มาวางขายในราคาที่ถูกมาก อย่างน้ำเก๊กฮวย 1 แก้ว ที่นี่ขายแค่ 10 บาทเท่านั้นเองครับ (ราคาแบบนี้หาไม่ได้ในกรุงเทพแน่นอน)

วันที่สาม

สำหรับโปรแกรมการเดินทางในวันนี้ ในช่วงเช้า ผมจะพาทุกคนไปชมพระธาตุ 4 แห่งของอำเภอแม่สะเรียง จากนั้นในช่วงบ่าย เราจะเดินทางต่อไปยัง บ้านแม่สามแลบ ที่ อำเภอสบเมย เพื่อไปล่องเรือชมแม่น้ำสาละวินครับ สำหรับการเดินทางในวันนี้ เราเหมารถของ ลุงอ๊อด ทั้งวัน โดยลุงคิดค่ารถนำเที่ยวอยู่ที่ 1,500 บาท (ใครสนใจเหมา สามารถให้ทางที่พักติดต่อให้ได้ หรือไม่ก็หลังไมค์มาถามเบอร์ลุง จากผมได้นะครับ)

 

พระธาตุสี่จอมแห่งแม่สะเรียง

ถือเป็นพระธาตุคู่บ้านคู่เมืองของอำเภอแม่สะเรียง ตั้งแต่ที่นี่ยังถูกเรียกว่า เมืองยวม ประกอบด้วย พระธาตุจอมแจ้ง, พระธาตุจอมทอง, พระธาตุจอมมอญ และ พระธาตุจอมกิตติ

ตามตำนานกล่าวว่า มีฤๅษีทั้ง 4 ตน ซึ่งเป็นพี่น้องกันเป็นผู้สร้างพระธาตุทั้ง 4 แห่งนี้ โดยฤๅษีทั้ง 4 ตนนี้จะมีความเก่งไปคนละด้าน

 

 
ฤๅษีผู้พี่เก่งในทางรักษาโรคสามารถปรุงยาชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นคืนชีพได้ตั้งสำนักและสร้าง พระธาตุจอมกิตติ
 

พระฤๅษีผู้น้องรองลงมาเก่งในทางเล่นแร่แปรธาตุ สามารถแปรเปลี่ยนตะกั่วให้เป็นทองได้ตั้งสำนักและสร้าง พระธาตุจอมทอง
 



พระฤๅษีผู้น้องที่สามเก่งในทางอาคม ไสยศาสตร์ทั้งหลาย ได้สร้าง พระธาตุจอมแจ้ง
 


 
ส่วนฤๅษีผู้น้องท้ายสุดเก่งในทางเรียกฝนเรียกลมด้วยอำนาจแห่งพลังจิต สำเร็จกสิณอภิญญา สามารถเดินเหินบนน้ำหรือ เหาะขึ้นไป บนอากาศก็ได้ด้วยอำนาจแห่งวาโยกสิณ เพ่งลมจนกายเบาใจเบาพาตัวเองลอยละลิ่วไปในอากาศได้ พระฤาษีตนสุดท้ายนี้ได้สร้าง พระธาตุจอมมอญ
 

 
เนื่องจากพระธาตุทั้งสี่แห่งนี้อยู่บนเขา เวลามองลงมาจึงเห็นวิวของทั้งอำเภอแม่สะเรียง โดยเฉพาะใครที่มาในช่วงหน้าฝน จะเป็นช่วงที่ทุ่งนาเป็นสีเขียว และสวยงามที่สุดครับ
 







 
นอกจากนี้ ตรงข้ามกับวัดพระธาตุจอมแจ้ง จะมี พิพิธภัณฑ์แม่สะเรียง ซึ่งเป็นเรือนไม้สถาปัตยกรรมแบบไทใหญ่ ตั้งอยู่อย่างโดดเด่นเป็นสง่า และเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของที่นี่  น่าเสียดายว่า ตัวพิพิธภัณฑ์หลังดั้งเดิมได้ถูกไฟไหม้ไปทั้งหลังเมื่อปี พ.ศ.2558 พร้อมๆกับของในพิพิธภัณฑ์ทั้งหมด ส่วนพิพิธภัณฑ์หลังที่สร้างขึ้นมาใหม่นั้น ก็มีปัญหาบางประการ ทำให้เราไม่สามารถเข้าไปชมภายในพิพิธภัณฑ์ได้ เราจึงได้แต่ถ่ายรูปเล่นจากภายนอกครับ
 

ร้านลุ่มเวียง

หลังจากเที่ยวชมพระธาตุเสร็จ ก็ได้เวลาอาหารครับ ร้านที่ผมจะมาแนะนำในวันนี้ ถือเป็นร้านอาหารอันดับหนึ่งของอำเภอแม่สะเรียง ชื่อว่า ร้านลุ่มเวียง ครับ

 

ที่นี่ขายอาหารหลากหลายชนิดตั้งแต่อาหารว่าง ชา กาแฟ เบเกอรี่ ไปจนถึงอาหารกลางวันมื้อหนักอย่างข้าวกระเพราหมูสับ หรือแม้กระทั่งสเต็กก็มีครับ (ดูเมนูได้ที่นี่ https://www.loomwiang.com/)
 

 
ความดีงามของที่นี่ ไม่ใช่เฉพาะอาหารเท่านั้น แต่คือวิวทุ่งนา ที่ให้ได้บรรยากาศชิลล์ๆ ยิ่งตอนฝนตก ผมว่ายิ่งฟิน นั่งอีกสามชั่วโมงก็ใม่เบื่อ
 

สำหรับที่เที่ยวหลักๆในแม่สะเรียงก็มีประมาณนี้ครับ สำหรับในตอนหน้า ผมจะพาไปชมวัดสุดอันซีนของอำเภอแม่สะเรียงที่มีความสวยงามแต่ยังแทบไม่มีรีวิวที่ไหนกล่าวถึง จากนั้น ผมจะพาทุกคนไปชมแม่น้ำสาละวินซึ่งเป็นแม่น้ำที่เป็นพรมแดนคั่นระหว่างประเทศไทยกับพม่าที่อำเภอสบเมย ฝากติดตามเรื่องราวทั้งหมดต่อในตอนหน้า ซึ่งเป็นตอนสุดท้ายของซีรีส์ชุดนี้ด้วยนะครับ

ตอนอื่นๆ

ตอนทีี่ 1: เตรียมตัวเที่ยวแม่สะเรียง+แม่ลาน้อย
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=15-02-2021&group=21&gblog=7

ตอนที่ 2: คืนแรกที่เฮินไตรีสอร์ท
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=16-02-2021&group=21&gblog=8

ตอนที่ 3: วิถีชุมชนที่แม่ลาน้อย
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=27-02-2021&group=21&gblog=9

ตอนที่ 4 : ตำนานพระธาตุสี่จอมแห่งแม่สะเรียง
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=28-02-2021&group=21&gblog=10

ตอนที่่ 5: เที่ยววัดถ้ำพระโบราณ
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=01-03-2021&group=21&gblog=11




 

Create Date : 28 กุมภาพันธ์ 2564    
Last Update : 1 มีนาคม 2564 23:06:23 น.
Counter : 153 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

4 วัน 3 คืน แม่สะเรียง+แม่ลาน้อย เสน่ห์บ้านนาแห่งดินแดนแม่ฮ่องสอน (ตอนที่ 3: วิถีชุมชนที่แม่ลาน้อย)

 
สถานที่ท่องเที่ยว : จุดชมวิวที่บ้านละอูบ, แม่ลาน้อย, แม่ฮ่องสอน Thailand
พิกัด GPS : 18° 23' 9.09

วันที่สอง

หลังจากตอนที่แล้ว ผมได้พาทุกคนเดินทางจากกรุงเทพมาเช็คอินที่ เฮินไต รีสอร์ท ใน อำเภอแม่ลาน้อย เป็นที่เรียบร้อย ในตอนนี้เราจะมาดูกันต่อครับว่า ที่อำเภอแม่ลาน้อย มีอะไรน่าสนใจบ้าง


รู้จักกับอำเภอแม่ลาน้อย

แม่ลาน้อย เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งแยกออกจากอำเภอแม่สะเรียงเมื่อปี พ.ศ.2518 โดยที่มาของชื่อ แม่ลาน้อย มาจากคำว่า แม่ลัวะน้อย ซึ่งเป็นภาษาดั้งเดิมของ ชาวลัวะ แต่ต่อมาชาวลัวะถูก ชาวไทใหญ่ เข้ามาแย่งพื้นที่ ชื่อเรียกจึงค่อยๆเพี้ยนมาเป็นแม่ลาน้อยในปัจจุบันครับ

 

 
อำเภอนี้ถือเป็นอีกอำเภอที่มีความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ ทั้ง ชาวลัวะ ที่อาศัยอยู่ตามหุบเขา (เช่นที่ บ้านละอูบ), ชาวไทใหญ่ และ ชาวไทยวน ที่อาศัยอยู่ในตัวอำเภอ นอกจากนี้ที่แม่ลาน้อยยังมีกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆทั้ง ปกาปะญอ (กะเหรี่ยง) และ ม้ง อาศัยอยู่อีกด้วย

การเดินทางท่องเที่ยวภายในอำเภอแม่ลาน้อย

ถ้าใครมาคนเดียว และขับมอเตอร์ไซค์ได้ แนะนำให้เช่าขับครับ แต่ถ้ามาหลายคน สามารถให้ทางเฮินไต รีสอร์ทติดต่อรถสองแถวนำเที่ยวได้ ค่ารถสองแถวนำเที่ยว 1 วัน จะอยู่ที่ 1,500-1,600 บาทครับ

 

สถานที่ท่องเที่ยวในอำเภอแม่ลาน้อย

1. วนอุทยานถ้ำแก้วโกมล

ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยว Unseen in Thailand ที่มีความสวยงาม แต่คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักกัน ผมเลยขอเอามาแนะนำครับ

 

ถ้ำแก้วโกมลเป็นถ้ำที่ตัวผนังถ้ำประกอบด้วยผลึกแคลไซต์ซึ่งมีสีขาว ซึ่งในโลกนี้ มีถ้ำลักษณะนี้แค่ 3 แห่งเท่านั้นคือ ที่ไทย จีน และออสเตรเลีย

ถ้าใครมาเที่ยวในช่วงหน้าหนาว จะให้ความรู้สึกเหมือนมาเที่ยว ถ้ำน้ำแข็ง อย่างไรก็ตาม เวลาเข้าชมต้องมีเจ้าหน้าที่อุทยานพาเราเข้าไปชมเท่านั้น และต้องปฏิบัติตามกฎต่างๆอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ภายในถ้ำไม่สามารถถ่ายรูปได้นะครับ เพราะแสงแฟลชอาจจะมีผลกระทบกับผลึกได้ ผมจึงขอนำคลิปที่ได้รับอนุญาตให้ถ่ายเป็นกรณีพิเศษมาให้ชมกันครับ

 

ภายในถ้ำจะประกอบด้วย 5 ห้อง ได้แก่ พระทัยธาร, วิมานเมฆ, เฉกหิมพานต์, ม่านผาแก้วและ เพริศแพร้วมณีบุปผา ซึ่งชื่อทั้งหมดนี้ ได้รับพระราชทานมาจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ 
 

วนอุทยานถ้ำแก้วโกมล เปิดให้บริการเข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 8.30 – 16.30 น. ยกเว้นช่วงระหว่างเดือนมิถุนายน-กันยายนของทุกปี ถ้ำนี้จะปิดเพื่อให้ผลึกได้ฟื้นตัวครับ

2. จุดชมวิวดอยขุนคำ

อยู่ตรงทางขึ้นบ้านละอูบ มีความสูงมากกว่า 1,000 เมตร ที่นี่จึงมีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี

 

ชาวลัวะจะเรียกว่า ดอยถั่วเหลือง เนื่องจากมีการปลูกถั่วเหลืองอยู่เป็นจำนวนมากทั้งภูเขา

3. บ้านละอูบ

บ้านละอูบเป็นหมู่บ้านของคนลัวะครับ โดยจุดแรกที่ผมจะพามาเยี่ยมชมคือ บ้านของคนขับรถของเราเอง

 

ข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้าน
 

 
วิวทิวทัศน์จากภายในบ้านครับ
 

 
องค์พระใหญ่หลังหมู่บ้าน
 

 
วิวด้านหลังองค์พระ จะมองเห็นนาขั้นบันไดอยู่ลิบๆ
 

จริงๆที่บ้านละอูบยังมีการเปิดเป็นโฮมสเตย์ด้วย ใครสนใจจะเรียนรู้วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวลัวะอย่างใกล้ชิด สามารถติดต่อได้ที่ ป้อหลวงนัฐ 088-764-1488

4. นาขั้นบันไดบ้านดง


นาขั้นบันไดที่นี่เป็นของชาวลัวะ ซึ่งจะทำการเพาะปลูกตั้งแต่ช่วงเดือนกรกฎาคม และทำการเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนพฤศจิกายน ดังนั้น ช่วงที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการมาเที่ยวที่นี่คือ ระหว่างเดือนกันยายนถึงตุลาคมครับ 

 




นอกจากนาขั้นบันไดแล้ว ที่นี่ยังมีการเพาะปลูกผักเมืองหนาวอีกด้วยครับ
 

5. บ้านห้วยห้อม

เป็นหมู่บ้านของชาวปกากะญอ (กะเหรี่ยง) ที่นับถือศาสนาคริสต์ ซึ่งมีอาชีพหลักทั้งปลูกข้าว เสาวรส และกาแฟพันธุ์อาราบิก้า รวมทั้งมีอาชีพเลี้ยงแกะ เพื่อทำผ้าทอขนแกะอีกด้วย

 









ใครสนใจอยากจะซึมซับบรรยากาศ และเรียนรู้วิถีชีวิตของชาวปกากะญออย่างใกล้ชิด ที่นี่มีบ้านพักแบบโฮมสเตย์ โดยติดต่อสอบถาม และจองที่พักได้ที่ นางมะลิวัลย์ ประธานกลุ่มทอผ้าขนแกะและกาแฟ  โทร. 089 555 3900

6. วิวทิวทัศน์ระหว่างทาง

นอกจากตัวสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆแล้ว วิวทิวทัศน์ระหว่างทางที่นี่ก็สวยงามครับ อย่างภูเขาลูกนี้ จริงๆก็มาจากการทำการเกษตรของชาวปกากะญอซึ่งเป็นการทำ ไร่แบบหมุนเวียน กล่าวคือ จะเป็นการเพาะปลูกพืชหลายชนิดทั้งข้าว ผัก และพืชใช้สอยต่างๆ รวมอยู่ในพื้นที่เดียวกัน จนเมื่อทำการเพาะปลูกไประยะหนึ่งจนดินลดความอุดมสมบูรณ์ลง ก็จะย้ายไปทำการเพาะปลูกในพื้นที่แห่งใหม่ และปล่อยให้ดินตรงนั้นฟื้นตัวได้เองตามธรรมชาติ แล้วจึงหมุนเวียนกลับมาใช้ประโยชน์ในพื้นที่เดิมอีกครั้ง

กล่าวกันว่า การเกษตรในลักษณะนี้ถือว่า เป็นวิธีการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ และความอุดมสมบูรณ์ของดินได้มากที่สุดวิธีหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ในระยะหลังๆมีการทำไร่หมุนเวียนแบบผิดวิธีจนกลายเป็น การทำไร่เลื่อนลอย ซึ่งเป็นการตัดไม้ทำลายป่า และกลายเป็นภาพฝังหัวเชิงลบของคนไทยในพื้นที่อื่นๆที่มีต่อกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่สูง

 

การเดินทางในทริปวันนี้ ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับชาวบ้านหลายคน และได้เรียนรู้วิธีชีวิต วิถีชุมชน รวมทั้งวัฒนธรรมในแถบพื้นที่สูง ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่อาจจะไม่คุ้นเคยกัน ผมเลยอยากให้ลองมาสัมผัสดูที่นี่ครับ เพราะที่นี่ยังมีความดิบ สิ่งที่ได้รับจากท่องเที่ยวที่นี่จึงมีความเรียลมากกว่าในเมืองอื่นๆที่เริ่มถูกสปอยล์จากการท่องเที่ยวกระแสหลักไปแล้ว

การเดินทางที่แม่ลาน้อยก็จบลงเพียงเท่านี้ครับ ในตอนหน้า เราจะเดินทางต่อเพื่อไปยัง อำเภอแม่สะเรียง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งอำเภอที่มีความน่าสนใจของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ยังไงก็ฝากติดตามต่อในตอนหน้าด้วยนะครับ 

ตอนอื่นๆ

ตอนทีี่ 1: เตรียมตัวเที่ยวแม่สะเรียง+แม่ลาน้อย
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=15-02-2021&group=21&gblog=7

ตอนที่ 2: คืนแรกที่เฮินไตรีสอร์ท
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=16-02-2021&group=21&gblog=8

ตอนที่ 3: วิถีชุมชนที่แม่ลาน้อย
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=27-02-2021&group=21&gblog=9

ตอนที่ 4 : ตำนานพระธาตุสี่จอมแห่งแม่สะเรียง
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=28-02-2021&group=21&gblog=10

ตอนที่่ 5: เที่ยววัดถ้ำพระโบราณ
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=01-03-2021&group=21&gblog=11




 

Create Date : 27 กุมภาพันธ์ 2564    
Last Update : 1 มีนาคม 2564 23:05:55 น.
Counter : 199 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

4 วัน 3 คืน แม่สะเรียง+แม่ลาน้อย เสน่ห์บ้านนาแห่งดินแดนแม่ฮ่องสอน (ตอนที่ 2: คืนแรกที่เฮินไตรีสอร์ท)


สถานที่ท่องเที่ยว : เฮินไต รีสอร์ท, แม่ลาน้อย, แม่ฮ่องสอน Thailand
พิกัด GPS : 18° 22' 36.12" N 97° 56' 10.82" E

สวัสดีครับ หลังจากในตอนที่แล้ว ผมได้แนะนำข้อมูลเกี่ยวกับการเดินทางและการท่องเที่ยวในแม่อำเภอสะเรียง และแม่ลาน้อยคร่าวๆไปแล้ว ในตอนนี้เราจะมาเจาะลึกรายละเอียดกันครับ ผมจะพยายามลงรายละเอียดให้ได้มากที่สุดนะครับ เผื่อใครจะตามรอย

วันที่หนึ่ง

ทริปนี้เราออกเดินทางจากกรุงเทพครับ จริงๆการเดินทางจากกรุงเทพเพื่อไปยังอำเภอแม่สะเรียงกับแม่ลาน้อยก็มีอยู่ด้วยกันหลายวิธี เช่น ขับรถไป หรือนั่งรถทัวร์ แต่ในทริปนี้ผมเลือกเดินทางโดยเครื่องบินครับ อันดับแรก ผมออกเดินทางจากสนามบินดอนเมืองเพื่อไปยังสนามบินเชียงใหม่ก่อน

 

จากสนามบินเชียงใหม่ เราก็เรียกรถแท็กซี่เข้าเมือง เพื่อไปยัง สถานีขนส่งอาเขต จากนั้นก็ขึ้นรถตู้ของ เปรมประชา เพื่อไปยังอำเภอแม่ลาน้อยครับ (ค่าแท็กซี่อยู่ที่ 150 บาท)
 

ใครจะเดินทางด้วยรถตู้เปรมประชาจากเชียงใหม่เพื่อไปยังแม่ลาน้อย ผมแนะนำให้จองตั๋วไว้ล่วงหน้านะครับ เนื่องจากตั๋วอาจจะเต็มได้ โดยใครที่อยู่เชียงใหม่สามารถซื้อตั๋วได้ผ่านเคาน์เตอร์ แต่ถ้าใครอยู่กรุงเทพแบบผม ให้ซื้อตั๋วออนไลน์ผ่านเว็บไซต์นี้ครับ https://premprachatransports.com/


จากเชียงใหม่ไปยังแม่ลาน้อย เราจะเดินทางผ่าน จอมทอง, ฮอด และ แม่สะเรียง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4-5 ชั่วโมง โดยจะมีจุดพักรถให้เข้าห้องน้ำและทานข้าวประมาณ 10-15 นาทีที่ฮอดครับ
 

เราลงรถที่ท่ารถเปรมประชาที่แม่ลาน้อย จากนั้นให้โทรศัพท์ให้ทางรีสอร์ทมารับครับ (แนะนำให้บอกคนขับไว้ด้วยว่าจะลงที่แม่ลาน้อย ไม่งั้นอาจจะนั่งรถเลยไปถึงขุนยวมได้)

เฮินไต รีสอร์ท

สำหรับคืนแรกของทริปนี้ ผมเลือกพักที่เฮินไตรีสอร์ทครับ ที่นี่เป็นรีสอร์ทที่ได้มาตรฐานแห่งเดียวในอำเภอแม่ลาน้อย โดยเป็นรีสอร์ทกลางทุ่งนา บ้านแต่ละหลังออกแบบเป็นสไตล์ไทใหญ่ ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หลักในแถบนี้

 

บ้านพักที่นี่มีหลายหลัง เป็นห้องแอร์ทั้งหมด และทุกหลังมองเห็นวิวทุ่งนาในมุมที่แตกต่างกัน
 

สำหรับทริปนี้ ผมจองบ้านพักแฝดชั้นบนไว้ ก็จะเห็นวิวทุ่งนาแบบนี้ครับ
 

 
มาดูกันที่ในห้องบ้าง เนื่องจากที่พักนี้จะเป็น Eco resort ครับ ดังนั้นใครที่ต้องการความสะดวกสบายและความหรูหราอาจจะผิดหวัง แต่ถ้าใครชอบความเรียบง่าย อยู่กับธรรมชาติ และความเงียบสงบ รีสอร์ทนี้เหมาะกับคุณเลยครับ
 



ภายในรีสอร์ท มีร้านอาหารชื่อว่า ครัวเฮินไต ครับ โดยรวมอาหารที่นี่อร่อยและไม่แพง
 
 

กิจกรรมยอดนิยมของการมาพักที่รีสอร์ทนี้ ก็คือการมาถ่ายรูป ชมวิวทุ่งนาวิวหลักล้านแบบนี้ครับ



 







ผมพักที่นี่ 2 วัน 1 คืนครับ ราคาห้องต่อคืนจะอยู่ที่ 720 บาทเท่านั้นเอง (ราคานี้ใช้สิทธิลดจากโครงการเราเที่ยวด้วยกันแล้ว) หารต่อคนตกคนละ 360 บาทครับ โดยรวมถือว่าพอใจ ที่พักอาจจะไม่ได้สะดวกสบาย แต่สะอาด มีวิวสวยๆ บรรยากาศเงียบสงบ ถือว่าตอบโจทย์การมาพักผ่อนในทริปนี้ครับ

ใครสนใจที่พักนี้ สามารถดูรายละเอียด ติดต่อสอบถาม และจองที่พักได้ที่เพจนี้ครับ https://www.facebook.com/HerntaiResortMaelanoi/

สำหรับรีวิวในตอนแรกก็ขอจบเพียงเท่านี้ครับ แต่เรื่องราวการเดินทางในอำเภอแม่ลาน้อยยังไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะที่นี่มีทั้งธรรมชาติที่สวยงาม วัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ และที่สำคัญที่นี่ยังมีความดิบ ในแบบที่ยังไม่ถูกสปอยล์จากการท่องเที่ยวกระแสหลัก ในตอนหน้า เราจะมาเจาะลึกอำเภอนี้ให้มากขึ้น ฝากติดตามต่อด้วยนะครับ

ตอนอื่นๆ

ตอนทีี่ 1: เตรียมตัวเที่ยวแม่สะเรียง+แม่ลาน้อย
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=15-02-2021&group=21&gblog=7

ตอนที่ 2: คืนแรกที่เฮินไตรีสอร์ท
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=16-02-2021&group=21&gblog=8

ตอนที่ 3: วิถีชุมชนที่แม่ลาน้อย
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=27-02-2021&group=21&gblog=9

ตอนที่ 4 : ตำนานพระธาตุสี่จอมแห่งแม่สะเรียง
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=28-02-2021&group=21&gblog=10

ตอนที่่ 5: เที่ยววัดถ้ำพระโบราณ
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=01-03-2021&group=21&gblog=11




 

Create Date : 16 กุมภาพันธ์ 2564    
Last Update : 16 มีนาคม 2564 23:02:28 น.
Counter : 181 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

4 วัน 3 คืน แม่สะเรียง+แม่ลาน้อย เสน่ห์บ้านนาแห่งดินแดนแม่ฮ่องสอน (ตอนที่ 1: เตรียมตัวเที่ยว)


สถานที่ท่องเที่ยว : ดอยขุนคำ, แม่ลาน้อย, แม่ฮ่องสอน Thailand
พิกัด GPS : 18° 21' 26.49


หากพูดถึงฤดูฝน ผมเชื่อว่า หลายคนคงต้องนึกถึงความเฉอะแฉะ น้ำท่วม เดินทางลำบาก และเป็นฤดูที่ไม่เหมาะสำหรับการท่องเที่ยว แต่เชื่อไหมครับว่า นอกจากข้อเสียเหล่านี้ แต่อีกด้านหนึ่ง หน้าฝนก็มีข้อดีมากมาย ทั้งทุ่งนาป่าเขาที่เขียวขจี อากาศที่ไม่ร้อนหรือหนาวจนเกินไป รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่าฤดูอื่น สำหรับในรีวิวนี้ผมจึงจะพาไปเที่ยวสัมผัสเสน่ห์หน้าฝนที่จังหวัดในแถบภาคเหนืออย่างแม่ฮ่องสอน ครับ

ถ้าพูดถึงจังหวัดแม่ฮ่องสอน นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็คงนึกถึงปาย พระธาตุดอยกองมู หรือทุ่งบัวตองที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวฮิต แต่จริงๆแม่ฮ่องสอนไม่ได้มีดีแค่นั้นครับ ในรีวิวซีรีส์ชุดนี้ ผมจะพาทุกคนไปเที่ยวแม่ฮ่องสอนในมุมใหม่ ในอำเภอที่หลายคนอาจจะมองข้ามไป นั่นก็คือ  แม่สะเรียง และ แม่ลาน้อย

ทริปนี้ไปมาในช่วงต้นเดือนตุลาคม 2563 เป็นระยะเวลา 4 วัน 3 คืน ในสไตล์แบ็คแพ็คคือ อาศัยระบบขนส่งสาธารณะในการเดินทางเป็นหลัก โดยค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งของการเดินทางไม่ว่าจะเป็นค่าตั๋วเครื่องบิน และค่าที่พัก ได้รับการสนับสนุนจากโครงการ เราเที่ยวด้วยกัน ทำให้ประหยัดไปได้เยอะเลย

รู้จักกับอำเภอแม่สะเรียง แม่ลาน้อย และสบเมย

แม่สะเรียง
เป็นอำเภอหนึ่งที่อยู่ทางตอนใต้ของจังหวัดแม่ฮ่องสอนครับ ในอดีตที่นี่ถูกเรียกว่า เมืองยวมใต้ เป็นเมืองที่ถูกก่อตั้งมาไม่น้อยกว่า 600 ปี กษัตริย์องค์สำคัญของอาณาจักรล้านนาอย่าง พระเจ้าติโลกราช ก็เคยครองเมืองนี้ด้วยครับ

ต่อมาในปี พ.ศ.2443 ทางการก็ได้ยกฐานะเมืองนี้ขึ้นเป็น อำเภอแม่ยวม แต่เนื่องจากชื่ออำเภอไปคล้ายกับอำเภอขุนยวมที่อยู่ติดกัน จึงทำการเปลี่ยนชื่อเป็น อำเภอแม่สะเรียง ในปี พ.ศ.2467 ซื่งในเวลานั้น อำเภอแม่สะเรียงถือเป็นอำเภอที่มีพื้นที่มากที่สุดของไทย แต่ด้วยการคมนาคมขนส่งที่ยากลำบาก เพราะเป็นป่าเขา ทางการจึงแบ่งพื้นที่อำเภอนี้ออกเป็น อำเภอแม่ลาน้อย และ อำเภอสบเมย ในปี พ.ศ.2518 และปี พ.ศ.2536 ตามลำดับครับ

 
สำหรับในแง่มุมของการท่องเที่ยว แม่สะเรียง รวมถึง อำเภอรอบข้างอย่างแม่ลาน้อย และสบเมย ก็มีเสน่ห์ในแบบของตัวเอง ทั้งสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ อย่าง ถ้ำแก้วโกมล ที่เป็นถ้ำผลึกคริสตัลแห่งเดียวของไทย หรือในด้านวัฒนธรรม ที่นี่ก็มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมทั้ง ไทย, ไทใหญ่, พม่า, ล้านนา, กระเหรี่ยง และ ลัวะ ทำให้ในแถบนี้มีทั้งวัดและเจดีย์ที่เป็นศิลปะในแบบที่แตกต่างจากที่เราคุ้นเคยกัน นอกจากนี้ ถ้าใครมาเที่ยวที่นี่ในหน้าฝน จะพบกับทุ่งนาเขียวขจีสุดลูกหูลูกตาแบบนี้ด้วยครับ
 


เที่ยวช่วงไหนดี

ถ้าจะมาเที่ยวแถบนี้ ในแบบที่ไม่อยากเจอฝนเลย และอากาศเย็นสบายก็คงต้องมาในช่วงหน้าหนาวตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ แต่ถ้าอยากมาชมทุ่งนาที่เป็นไฮไลท์ของแถบนี้ ก็ต้องมาในช่วงฤดูฝนครับ โดยปกติแล้ว ชาวนาที่นี่จะเริ่มปลูกข้าวตั้งแต่เดือนกรกฎาคม  ส่วนช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายนจะเป็นช่วงที่ต้นข้าวโต มองออกไปจะเห็นเป็นทุ่งนาเขียวขจี แต่ถ้าเป็นช่วงเดือนตุลาคมถึงต้นเดือนพฤศจิกายนจะเป็นช่วงที่ข้าวเริ่มออกรวงเป็นสีทอง และชาวนาจะเริ่มทำการเก็บเกี่ยว

ช่วงที่สวยที่สุดสำหรับการเที่ยวชมทุ่งนา ผมว่าเป็นช่วงเดือนกันยายน ถึงต้นเดือนตุลาคมครับ แต่ถ้าไปช่วงอื่น ผมว่าก็มีเสน่ห์ในแบบที่แตกต่างออกไป อย่างไรก็ตาม ถ้าใครจะมาเที่ยวในช่วงนี้ ก็ต้องเตรียมรับมือกับฝนไว้ด้วยนะครับ

 

ผู้คนและความปลอดภัย

ในอดีตแม่สะเรียง และแม่ลาน้อย ถือเป็นพื้นที่ของ ชาวลัวะ และ ชาวกะเหรี่ยง ต่อมาก็มี ชาวไทใหญ่ จากพม่า รวมทั้ง ชาวไทยวน จากเชียงใหม่อพยพเข้ามามากขึ้น จนทำให้แม่สะเรียงมีความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม เราจึงได้พบกับกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆมากมาย แม้กระทั่งชาวมุสลิมที่อพยพมาจากปากีสถาน บังกลาเทศ และอินเดียก็สามารถพบเจอได้ที่นี่ครับ

สำหรับในแง่ความปลอดภัย ที่นี่เป็นอำเภอที่เงียบสงบ สภาพโดยรวมปลอดภัย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากในช่วงกลางคืน เมืองนี้จะค่อนข้างเงียบเร็ว แค่สามทุ่มร้านรวงต่างๆก็ปิดหมดแล้ว บวกกับการเป็นเมืองชายแดน ดังนั้น ใครที่เดินทางคนเดียว ก็อย่าเที่ยวเพลินจนกลับถึงที่พักดึกจะดีกว่าครับ

 



 
การเดินทางเข้าสู่อำเภอแม่สะเรียง

ถ้าไม่นับขับรถไปเอง การเดินทางจากกรุงเทพไปยังแม่สะเรียงมี 2 วิธีหลักๆคือ รถทัวร์ กับเครื่องบิน ครับ

สำหรับรถทัวร์ ให้นั่งรถของ สมบัติทัวร์ ซึ่งจะออกจากกรุงเทพช่วงเย็นไปถึงที่แม่สะเรียงตอนเช้า ใช้เวลาเดินทางประมาณ 11-12 ชั่วโมง ส่วนการเดินทางโดยเครื่องบิน แม้ว่าแม่สะเรียงจะมีสนามบิน แต่ปัจจุบันไม่มีเครื่องบินพาณิชย์บินไปลงแล้ว ดังนั้น วิธีที่สะดวกที่สุดคือ บินไปลงที่ สนามบินเชียงใหม่จากนั้นนั่งรถตู้ของ เปรมประชา จากขนส่งอาเขตที่เชียงใหม่ต่อมายังอำเภอแม่สะเรียง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง ค่ารถจะอยู่ที่ 200 บาท

 

ในส่วนของการเดินทางภายในตัวอำเภอแม่สะเรียงถือว่า ทำได้ค่อนข้างง่าย เพราะตามเกสท์เฮาส์และโรงแรมต่างๆจะมีรถจักรยานให้ยืมปั่นฟรี เราสามารถปั่นเที่ยวชมเมือง รวมทั้งขึ้นไปชมวิวเมืองจากพระธาตุ 4 แห่ง ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวหลักของเมืองนี้ แต่ถ้าใครมีเวลาน้อย หรือขี้เกียจปั่นก็สามารถเหมารถนำเที่ยวได้ครับ

จากแม่สะเรียง เราสามารถเดินทางต่อไปอีกประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อไปเที่ยวยัง บ้านแม่สามแลบ ซึ่งมีท่าเรือสำหรับล่องเรือชมแม่น้ำสาละวิน โดยเราสามารถขึ้นรถสองแถวสาย แม่สะเรียง-แม่สามแลบ แต่เนื่องจากรถสองแถวสายนี้มีเวลาออกไม่แน่นอน ถ้าคนน้อยก็จะไม่วิ่ง ดังนั้น เราอาจต้องเหมารถ ซึ่งรถสองแถวนำเที่ยวจากแม่สะเรียงไปยังแม่สามแลบ จะอยู่ที่ 1,500 บาทต่อวันครับ

สำหรับทริปนี้ ผมเลือกเหมารถของ ลุงอ๊อด เต็มวัน เพื่อไปเที่ยวชมพระธาตุ 4 แห่งในตัวเมืองแม่สะเรียง และไปเที่ยวที่บ้านแม่สามแลบ ในราคา 1,500 บาท (ผมไป 2 คน ตกคนละ 750 บาท) ถ้าใครสนใจจะเหมารถเที่ยวแบบผม สามารถให้ที่พักติดต่อได้ เค้าจะมี contact ลุงอยู่ หรือจะหลังไมค์มาขอเบอร์ลุงที่ผมก็ได้นะครับ

 

การเดินทางเข้าสู่อำเภอแม่ลาน้อย

จากกรุงเทพไปยังอำเภอแม่ลาน้อย เราสามารถขึ้นรถทัวร์ของสมบัติทัวร์สายกรุงเทพ-แม่ฮ่องสอน แต่ให้ลงที่แม่ลาน้อย จะใช้เวลาเดินทางประมาณ 12 ชั่วโมง แต่ถ้าเดินทางจากเชียงใหม่ ก็สามารถขึ้นรถตู้ของ เปรมประชา สายเชียงใหม่-ขุนยวม มาลงที่อำเภอแม่ลาน้อยได้เช่นกัน

สถานที่ท่องเที่ยวหลักของอำเภอแม่ลาน้อยก็คือ บ้านห้วยห้อม ซึ่งอยู่ค่อนข้างไกลจากตัวอำเภอ ดังนั้น ถ้าใครอยากไปเที่ยวต้องเช่ามอเตอร์ไซค์ หรือเหมารถนำเที่ยวไป โดยเราสามารถให้ทางที่พัก (เฮินไต รีสอร์ท) ติดต่อประสานงานเรื่องรถนำเที่ยวให้ได้ครับ โดยรถนำเที่ยว 1 วันจะอยู่ที่ 1,600 บาท

 
แผนเที่ยว

วันที่หนึ่ง
  • ออกเดินทางจากสนามบินดอนเมืองไปยังสนามบินเชียงใหม่ (นกแอร์: DD836)
  • นั่งแท็กซี่ไปยังสถานีขนส่งอาเขต
  • ขึ้นรถตู้ของเปรมประชาไปยังอำเภอแม่ลาน้อย
  • เช็คอิน เข้าพักที่เฮินไต รีสอร์ท/ ถ่ายรูปกับทุ่งนาตอนเย็น
วันที่สอง
  • เหมารถเที่ยวแม่ลาน้อย
  • แวะชมสถานที่ต่างๆในอำเภอแม่ลาน้อยได้แก่ ถ้ำแก้วโกมล, โครงการหลวงแม่ลาน้อย, บ้านละอูบ, บ้านห้วยห้อม และนาขั้นบันไดบ้านดง
  • เดินทางต่อไปยังอำเภอแม่สะเรียง
  • เช็คอินเข้าพักที่ Above the sea boutique hotel
  • เดินเล่นตอนเย็นที่ถนนคนเดินแม่สะเรียง
วันที่สาม
  • เที่ยวชมพระธาตุสี่จอม ได้แก่ พระธาตุจอมแจ้ง, พระธาตุจอมมอญ, พระธาตุจอมทอง และพระธาตุจอมกิตติ
  • ทานอาหารเที่ยวที่ร้านลุ่มเวียง
  • เที่ยววัดถ้ำพระโบราณ
  • เดินทางไปยังบ้านแม่สามแลบ อำเภอสบเมย
  • เที่ยวชมพระธาตุแม่สามแลบ และจุดชมวิวแม่น้ำสาละวิน
  • เดินทางกลับแม่สะเรียง
วันที่สี่
  • เดินทางกลับเชียงใหม่ ด้วยรถตู้เปรมประชา
  • บินกลับกรุงเทพ (นกแอร์: DD8313)
ที่พัก

สำหรับที่แม่ลาน้อย ผมเลือกพักที่ เฮินไต รีสอร์ท ข้อดีของที่นื่คือ ตัวรีสอร์ทตั้งอยู่กลางทุ่งนา มีมุมถ่ายรูปเยอะ และทุกห้องสามารถมองชมวิวทุ่งนาได้ ผมจองที่พักนี้โดยตรง และใช้สิทธิโครงการเราเที่ยวด้วยกันเหลือคืนละ 720 บาท หารต่อคน ตกคนละ 360 บาท เท่านั้นเอง (ราคานี้รวมอาหารเช้าแล้ว)

ใครสนใจที่พักนี้ สามารถดูรายละเอียด ติดต่อสอบถาม และจองที่พักได้ที่เพจนี้ครับ https://www.facebook.com/HerntaiResortMaelanoi/




ส่วนที่แม่สะเรียง ผมพักที่ Above the sea boutique hotel เป็นเวลา 2 คืนที่นี่เป็นโรงแรมใหม่ ตกแต่งในสไตล์โมเดิร์น ทำเลดี เจ้าของเป็นมิตร และที่สำคัญอาหารเช้าอร่อยครับ ผมจองที่พักนี้ได้จาก Agoda และใช้สิทธิโครงการเราเที่ยวด้วยกันเหลือคืนละ 480 บาท หารต่อคน ตกคนละ 240 บาท เท่านั้นเองครับ (ราคานี้รวมอาหารเช้าแล้ว)

ถ้าใครสนใจ ลองเข้าไปติดต่อสอบถาม หรือจองที่พักได้ในเพจนี้นะครับ https://www.facebook.com/abovetheseamaesariang/

 



งบประมาณ

ทริปนี้ ผมหมดไปประมาณ 5,600 บาทต่อคนครับ แบ่งเป็นค่าที่พัก 840 บาท, ค่าตั๋วเครื่องบิน 1,327 บาท, ค่ารถนำเที่ยวทั้งที่แม่สะเรียงและแม่ลาน้อยรวม 1,500 บาท, ค่าเดินทางไปกลับจากเชียงใหม่ 500 บาท ค่าอาหาร 1,050 บาท นอกนั้นเป็นค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดอื่นๆ ส่วนค่าเข้าชมสถานที่ ที่นี่ไม่มีครับ ทุกที่เข้าฟรีหมด
 
สำหรับรีวิวในตอนแรกก็ขอจบเพียงเท่านี้ก่อนนะครับ ในตอนหน้า เราจะเริ่มออกเดินทางกัน ผมจะลงรายละเอียดให้ทุกคนสามารถใช้รีวิวนี้เที่ยวตามรอยได้เลย ฝากติดตามต่อด้วยนะครับ

ตอนอื่นๆ

ตอนทีี่ 1: เตรียมตัวเที่ยวแม่สะเรียง+แม่ลาน้อย
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=15-02-2021&group=21&gblog=7

ตอนที่ 2: คืนแรกที่เฮินไตรีสอร์ท
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=16-02-2021&group=21&gblog=8

ตอนที่ 3: วิถีชุมชนที่แม่ลาน้อย
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=27-02-2021&group=21&gblog=9

ตอนที่ 4 : ตำนานพระธาตุสี่จอมแห่งแม่สะเรียง
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=28-02-2021&group=21&gblog=10

ตอนที่่ 5: เที่ยววัดถ้ำพระโบราณ
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=01-03-2021&group=21&gblog=11




 

Create Date : 15 กุมภาพันธ์ 2564    
Last Update : 1 มีนาคม 2564 23:05:01 น.
Counter : 229 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

1  2  3  

เจ้าสำนักคันฉ่องวารี
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]




ชอบท่องเที่ยว สนใจประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และการเมืองระหว่างประเทศ

Blog นี้จะใช้เขียนความทรงจำในการเดินทาง และวิธีการเดินทางอย่างละเอียด เผื่อใครจะมาตามรอย หวังว่าจะเป็นประโยชน์นะครับ

ถ้าชอบ blog เนื้อหาประมาณนี้ ฝากกดติดตามด้วยนะครับ
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add เจ้าสำนักคันฉ่องวารี's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.