Welcome to my blog

5 วัน 4 คืน ซินจ่าวดานัง หลากสีสันที่ดินแดนเวียดนามกลาง (ตอนที่ 5: เที่ยวสั้นๆที่ซากปราสาทหมี่เซิน)


สถานที่ท่องเที่ยว : ซากปราสาทหมี่เซิน (My Son Sanctuary), Vietnam
พิกัด GPS : 15° 45' 51.08" N 108° 7' 27.34" E

สวัสดีครับ หลังจากตอนที่แล้ว ผมได้พาทุกคนไปเที่ยวชิลล์ๆในเมืองเก่าฮอยอันกันไปแล้ว ในตอนนี้ ผมจะมารีวิวการเที่ยวแบบ half day trip จากเมืองฮอยอันเพื่อไปชมซากโบราณสถานที่สำคัญของอาณาจักรจามปาที่ ซากปราสาทหมี่เซิน (My Son Sanctuary) ครับ แต่ก่อนที่มาเริ่มการรีวิว ผมขออธิบายเกี่ยวกับผู้สร้างปราสาทแห่งนี้ นั่นก็คือ อาณาจักรจามปา กันซะหน่อย เพื่ออรรถรสและความรู้เกี่ยวกับที่นี่นะครับ

อาณาจักรจามปา (Champa Kingdom)

ผมได้เกริ่นๆคร่าวๆเกี่ยวกับอาณาจักรจามปามาหลายตอนแล้ว หลายคนอาจจะสงสัยว่า อาณาจักรนี้คืออะไร มีเรื่องราวความเป็นมายังไง วันนี้ผมจะเล่าให้ฟังนะครับ

ย้อนกลับไปเมื่อกว่า 1 พันปีก่อน บริเวณที่เป็นเวียดนามกลางและเวียดนามใต้ในปัจจุบัน ไม่ได้เป็นของชาวเวียดนาม แต่เป็นอาณาจักรอิสระที่ชื่อว่า อาณาจักรจามปา (Champa Kingdom)


อาณาจักรจามปาก่อตั้งขึ้นครั้งแรกตั้งแต่ปี ค.ศ.192 แต่รุ่งเรืองถึงขีดสุดในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 9-10 ความน่าสนใจของอาณาจักรนี้คือ ที่นี่เป็นอาณาจักรฮินดู เช่นเดียวกับอาณาจักรขอม เราจึงได้เห็นแหล่งโบราณสถานมากมายที่มีรูปแบบสถาปัตยกรรมที่คล้ายคลึงกับนครวัดของประเทศกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็น แหล่งโบราณคดีหมี่เซิน (My Son Sanctuary) ใกล้กับเมืองฮอยอัน, ปราสาทโพนคร (Po Nagar Cham Tower) ในเมืองญาจาง (Nha Trang) และ ซากโบราณสถานของเมืองปัณฑุรังคะ (Panduranga) ที่นครฟานซาง-ท้าปจาม (Phan Rang - Tháp Chàm) อย่างไรก็ตาม เมื่อศาสนาอิสลามได้เผยแพร่เข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชาวจามก็ค่อยๆเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลาม จนมาถึงปัจจุบันชาวจามส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามนิกายซุนนีย์ แต่ก็ยังมีชาวจามบางส่วนยังคงนับถือศาสนาพราหมณ์-ฮินดู รวมทั้งศาสนาพุทธอีกด้วยครับ
 

อาณาจักรจามปาค่อยๆตกต่ำลงเนื่องจากการทำสงครามกับอาณาจักรใกล้เคียงไม่ว่าจะเป็นอาณาจักรขอม และอาณาจักรไดเวียดของชาวเวียดนาม จนในที่สุดอาณาจักรจามปาได้ล่มสลายลงในปี ค.ศ.1491 และได้ถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของประเทศเวียดนามอย่างสมบูรณ์ในปี ค.ศ.1832 ชาวจามส่วนหนึ่งจึงได้อพยพลี้ภัยสงครามเข้ามาในประเทศไทย รัชกาลที่ 1 ได้ทรงพระราชทานที่ดินที่ ชุมชนบ้านครัว ในเขตปทุมวันให้เป็นที่อยู่ของชาวจามมาจนถึงปัจจุบันครับ
 

 
แหล่งโบราณสถานหมี่เซิน (My Son Sanctuary)

ซากโบราณสถานที่เกี่ยวข้องกับอาณาจักรจามปามีหลายแห่งครับ แต่ที่ยิ่งใหญ่และมีความสำคัญมากที่สุดก็คือ แหล่งโบราณสถานหมี่เซิน (My Son Sanctuary) ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 1999

 

 
ปราสาทหมี่เซินเป็นโบราณสถานที่อยู่ในจังหวัดกว๋างนาม ใกล้ๆกับเมืองดานังและเมืองฮอยอันในภูมิภาคเวียดนามกลาง สร้างด้วยศิลปะจามโบราณในสมัยศตวรรษที่ 4 ในรัชสมัยของพระเจ้าภัทรวรมันที่ 1 ประกอบด้วยปราสาททั้งหมด 73 หลัง ล้อมรอบด้วย เขาฟันแมว (Cat’s Tooth Mountain) และมีธารน้ำจากเทือกเขาไหลผ่าน จึงถือว่าเป็นทำเลที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการสร้างศาสนสถานสำหรับการบูชาพระศิวะตามความเชื่อของศาสนาฮินดู อย่างไรก็ตาม ในช่วงสงครามเวียดนาม ทหารเวียดนามได้ใช้ปราสาทหมีเซินเป็นกองบัญชาการ ฝ่ายอเมริกันจึงได้นำเครื่องบินทิ้งระเบิดบริเวณนี้ โบราณสถานจำนวนมากถูกทำลาย ทำให้ปัจจุบันเหลือปราสาทเพียง 22 หลัง
 

 
หมีเซินเคยเป็นนครศักดิ์สิทธิ์ที่มีความสำคัญอันดับต้น ๆ ของอาณาจักรจามปาตั้งแต่ศตวรรษที่ 4 - ศตวรรษที่ 15 ด้วยระยะเวลาที่ยาวนานกว่า 900 ปี ทำให้โบราณสถานแห่งนี้เป็นที่รวบรวมลักษณะทางด้านศิลปกรรมที่หลากหลาย และจัดเป็น กลุ่มโบราณสถานในศาสนาฮินดูที่เก่าแก่และสมบูรณ์ที่สุดในอินโดจีน

ค่าเข้าชม: 150,000 ดอง

 

การเดินทางไปยังแหล่งโบราณสถานหมี่เซิน

แหล่งโบราณสถานหมี่เซินอยู่ไม่ไกลจากเมืองดานังและฮอยอัน เราจึงสามารถเหมา Taxi หรือ Grab มาชมที่นี่ได้ ค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ประมาณ 800,000-1,100,000 ดอง

อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยนิยมซื้อทัวร์จากเมืองฮอยอันมาเที่ยวที่นี่มากกว่าครับ เพราะราคาถูกกว่า และภายในเมืองฮอยอันก็มีหลายบริษัทที่รับจัดทัวร์มาที่หมี่เซิน แต่บริษัทที่ผมใช้บริการและอยากบอกต่อก็คือ My Son Tour ซึ่งจัดทัวร์จอยทริปไปยังหมี่เซินแบบครึ่งวันในราคาเพียงคนละ 500,000 ดอง ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับเหมา Taxi แต่ข้อดีคือ เราจะได้ไกด์มาบรรยายเรื่องราวเกี่ยวกับที่นี่ให้เราฟังด้วย นอกจากนี้ ในช่วงขากลับไปยังฮอยอัน เรายังได้นั่งเรือล่องไปตามแม่น้ำทูโบน แถมด้วยอาหารมื้อเย็นเป็นเฝอที่อร่อยมากๆ บอกเลยว่า ทัวร์นี้คุ้มสุดๆไปเลยครับ

ทัวร์นี้ออกทุกวันครับ แต่ต้องจองอย่างต่ำ 2 คน ช่วงที่ผมไปก็มีแต่กลุ่มผมนี่แหละ ทำให้รู้สึกว่า เราได้ private tour ทั้งๆที่เราจ่ายในราคา Join Trip วิธีจองก็แสนสะดวก แค่ส่งเมลล์แจ้งจำนวนคนทางเว็บไซต์ ไม่ต้องมัดจำใดๆทั้งสิ้น จ่ายครั้งเดียวตอนจบทริปเลย

ใครสนใจทัวร์นี้สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่ https://mysontour.com/en/tour/daily-my-son-afternoon-tour-with-small-group/


วันที่สี่ (ต่อ)

หลังจากเดินเล่นชิลล์ๆกับอากาศร้อนๆในเมืองฮอยอันในช่วงเช้า ในช่วงเที่ยงเราก็กลับที่พักมาพักคลายร้อนเหนื่อยๆ พอบ่ายโมงตรงเป๊ะ ทัวร์เค้าก็มารับเราที่โรงแรม จากนั้นก็ตรงดิ่งไปที่หมี่เซินเลยครับ

 

เมื่อถึงหมี่เซิน อันดับแรกเราต้องจ่ายค่าเข้าชมซึ่งยังไม่ได้รวมกับค่าทัวร์ในราคาคนละ 150,000 ดอง
 

 
ก่อนเข้าชมซากโบราณสถาน คุณไกด์ของเราก็พาเราไปชมพิพิธภัณฑ์เล็กๆที่บอกเรื่องราวเกี่ยวกับการขุดค้นและโบราณวัตถุบางชิ้นที่พบเจอได้ในบริเวณนี้
 

จากนั้นก็นั่งรถฟรีของทางอุทยานเข้าไปยังตัวปราสาท
 

ภายในแหล่งโบราณคดีหมี่เซินมีการจัดจำแนกซากโบราณสถานออกเป็น 10 กลุ่ม โดยใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษเป็นสัญลักษณ์ในการจัดจำแนก แบ่งเป็น แหล่ง A ไปจนถึง แหล่ง L ครับ (สำหรับทัวร์นี้ เราจะได้ชมทุกแหล่ง ยกเว้นแหล่ง H, K และ L ซึ่งอยู่แยกออกไป)
 

 
ระหว่างทางเราก็จะเจอกับหลุมระเบิดเต็มไปหมด แต่ระเบิดน่าจะถูกเก็บกู้เกือบหมดแล้วครับ เดินได้ปลอดภัย
 

อันนี้เป็นซากโบราณสถานบางส่วนครับ จริงๆพังไปเยอะ แต่ทางการเวียดนามก็พยายามบูรณะ โดยได้เงินทุนมาจากองค์การยูเนสโก้ และเงินจากรัฐบาลเวียดนามเอง) เป็นที่น่าสังเกตว่า ทางการอินเดียก็เข้ามาร่วมในการบูรณะครั้งนี้ด้วย อาจจะเป็นเพราะมีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับศิลปะฮินดู
 







อันนี้เป็นศิลาจารึกภาษาจามครับ ปัจจุบัน ไม่มีใครอ่านออกแล้ว แต่ก็มีความพยายามแกะกันอยู่
 

ทุกวันเวลา 15.30 น. จะมีการจัดแสดงอัปสรา (Traditional Apsara Dance) ซึ่งเป็นการแสดงของชาวจามให้เราได้ดูกันด้วยครับ (ข้อดีของทัวร์นี้คือ เค้าจะช่วยคุมเวลาให้เรา จะได้ไม่พลาดชมการแสดงดีๆแบบนี้)
 

หลังจากชมหมี่เซินเสร็จ เราก็เดินทางต่อไปยังท่าเรือเพื่อล่องเรือกลับตัวเมืองฮอยอัน
 



 
ทัวร์นี้ยังรวมอาหารเย็นด้วยครับ เราได้ชิมเฝอท้องถิ่นซึ่งไม่รู้เหมือนกันว่า คุณไกด์ไปหามาจากที่ไหน แต่ก็ถือว่าเป็นเฝอที่รสชาติดีมาก
 

เวลาประมาณ 18.00 เราก็เดินทางกลับถึงที่พัก ทริปหมี่เซินในวันนี้ก็จบลงอย่างประทับใจครับ
 
Tip เล็กๆน้อยๆสำหรับการเที่ยวชมแหล่งโบราณคดีหมี่เซิน
  • เนื่องจากหมี่เซินตั้งอยู่กลางทุ่งโล่ง และแดดแรง ดังนั้น ใครจะมาที่นี่ ผมแนะนำให้เตรียมหมวก ร่ม ครีมกันแดด รวมทั้งน้ำดื่มไว้ด้วย  (ทัวร์นี้มีบริการน้ำดื่มฟรีด้วยครับ)
  • ถ้าใครไม่อยากเจออากาศร้อน มีบริษัททัวร์บางที่ รับจัดทัวร์ชมพระอาทิตย์ขึ้นที่หมี่เซินด้วย แต่ต้องตื่นเช้าหน่อย และราคาจะสูงกว่าปกติเล็กน้อยครับ
  • แนะนำให้มากับทัวร์ โดยเฉพาะทัวร์ที่ผมแนะนำครับ ผมว่าคุ้มมาก ได้ทั้งความรู้ ความสะดวก รวมทั้งประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากการเหมารถมาเที่ยวเอง
วันที่ห้า

วันนี้เป็นวันสุดท้ายของทริปแล้วครับ เนื่องจากเรายังมีเวลาในช่วงเช้าอีกเล็กน้อย ผมจึงกดเรียก Grab เพื่อไปชมชายหาดของเมืองฮอยอันที่ชื่อว่า หาดอานบาง (An Bang Beach)


จากนั้นก็กลับโรงแรมไปทานอาหารเช้า พอถึงเวลา ผมก็ให้ทางโรงแรมช่วยเรียกรถให้ไปส่งยังสนามบินดานัง (ค่ารถไปสนามบิน ทางโรงแรมคิดแค่ 300,000 ดอง ซึ่งถูกกว่า grab ผมเลยตกลงใช้รถโรงแรมครับ)
 

ลาแล้วนะเวียดนามกลาง ถ้ามีโอกาสจะกลับมาที่นี่อีกแน่
 

 
บทสรุป

ทริปนี้เป็นอีกหนึ่งทริปที่ผมประทับใจและอยากบอกต่อมากๆครับ การมาเที่ยวดานังและฮอยอันในครั้งนี้ ผมว่าครบรสจริงๆ เราได้เห็นทั้งภูเขา, ทะเล, ซากโบราณสถานแบบฮินดู, ซากปราสาทแบบยุโรปยุคกลาง รวมทั้งอากาศเย็นยันอากาศร้อน เรียกได้ว่า มาทริปเดียวเหมือนได้เที่ยวหลายประเทศ หลายอารมณ์ หลายบรรยากาศ ไม่แปลกใจเลยครับว่า ทำไมภูมิภาคนี้ถึงกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตในเวลาอันรวดเร็ว

ผมเชื่อว่า รีวิวทั้งหมดนี้คงทำให้ใครหลายคนอยากมาที่นี่แล้วล่ะ แต่บางคนก็อาจจะยังติดภาพที่ไม่ค่อยดีของประเทศเวียดนาม ทั้งเรื่องโดนโกง ความไม่ปลอดภัย และการเดินทางที่ไม่สะดวก ทำให้ยังไม่กล้ามา แต่ทั้งหมดนี้ ผมแทบไม่เจอในภูมิภาคเลยนี้ครับ ดานังเป็นเมืองที่พัฒนา ถนนหนทางดี การท่องเที่ยวทำได้สะดวก ที่สำคัญคือ ผู้คนเป็นมิตร และถือว่าซื่อสัตย์พอสมควรเลย ดังนั้น ถ้าใครจะมาเวียดนามครั้งแรก ผมแนะนำให้มาที่นี่มากกว่าเมืองใหญ่ๆอย่างฮานอย หรือโฮจิมินห์ครับ


ตอนอื่นๆ
 
ตอนที่ 1: เตรียมตัวเที่ยวดานัง

https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=sumatekso&month=20-05-2019&group=27&gblog=1
 
ตอนที่ 2: เที่ยวเย็นๆบนบาน่าฮิลล์

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=29-05-2019&group=27&gblog=2
 
ตอนที่ 3: เที่ยวร้อนๆในตัวเมืองดานัง

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=31-05-2019&group=27&gblog=3
 
ตอนที่ 4: เที่ยวเพลินๆในเมืองเก่าฮอยอัน

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=02-06-2019&group=27&gblog=4
 
ตอนที่ 5: เที่ยวสั้นๆที่ซากปราสาทหมี่เซิน

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=03-06-2019&group=27&gblog=5




 

Create Date : 03 มิถุนายน 2562    
Last Update : 3 มิถุนายน 2562 22:33:45 น.
Counter : 183 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

5 วัน 4 คืน ซินจ่าวดานัง หลากสีสันที่ดินแดนเวียดนามกลาง (ตอนที่ 4: เที่ยวเพลินๆในเมืองเก่าฮอยอัน)


สถานที่ท่องเที่ยว : เทศกาลโคมไฟที่เมืองเก่าฮอยอัน, Vietnam
พิกัด GPS : 15° 52' 33.95" N 108° 19' 33.35" E

วันที่สาม (ต่อ)

หลังจากในรีวิวตอนที่แล้ว ผมได้พาทุกคนไปเที่ยวที่เมืองดานังซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาคเวียดนามกลางกันไปแล้ว ในตอนนี้ เราจะขยับออกนอกดานังเพื่อไปยังเมืองข้างเคียงที่กลายมาเป็นจุดหมายท่องเที่ยวยอดฮิตของประเทศเวียดนาม และที่สำคัญเมืองนี้ยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ผมกำลังพูดถึงเมืองที่ชื่อว่า ฮอยอัน (Hoi An) ครับ

รู้จักกับเมืองฮอยอัน

ฮอยอัน (Hoi An) หรือที่ภาษาเวียดนามออกเสียงว่า โห่ย-อัน เป็นเมืองท่าบน ปากแม่น้ำทูโบน (Tho Bon river) ตั้งอยู่ในเขต จังหวัดกว๋างนาม (Quang Nam) ทางตอนกลางของประเทศเวียดนาม

ในอดีตฮอยอันก็เคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรจามปาเช่นเดียวกับส่วนอื่นๆของเวียดนามกลาง ในอดีตเมืองนี้มีชื่อว่า ไฮโฟ ต่อมาชาวเวียดนามก็สามารถผนวกภูมิภาคนี้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรไดเวียต ฮอยอันจึงทำหน้าที่เป็นเมืองท่าที่สำคัญของเวียดนามในช่วงศตวรรษที่ 16-17 มีชาวต่างชาติเข้ามาทำการค้าขายในเมืองนี้เป็นจำนวนมากทั้งชาวจีน, ชาวญี่ปุ่น, ชาวดัตช์ และชาวอินเดีย บ้านเมืองที่นี่จึงได้รับอิทธิพลจากชาติต่างๆ ผสมผสานจนกลายเป็นเอกลักษณ์ของเมืองนี้ ว่ากันว่า ในช่วงพีคที่สุด ฮอยอันเป็นเมืองท่าที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกด้วยครับ


ต่อมา แม่น้ำทูโบนเปลี่ยนทิศทางและตื้นเขินลง ฮอยอันจึงค่อยๆถูกลดความสำคัญลง และดานังก็กลายเป็นเมืองท่าหลักของภูมิภาคนี้ไปแทน ผู้คนจึงค่อยๆลืมเลือนเมืองนี้ไป จนกระทั่ง คาซิเมียซ เควียดโควสกี้ (Kazimierz Kwiatkowski) สถาปนิกชาวโปแลนด์ได้เข้ามาทำการศึกษาได้เข้ามาทำการศึกษาและทำการผลักดันให้ฮอยอันได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น มรดกโลก ในปี 1999 ทำให้คนฮอยอันสำนึกบุญคุณของท่าน และมีการสร้างอนุสาวรีย์ขึ้นใจกลางเมืองฮอยอัน พร้อมกับมีการจุดธูปบูชาอยู่เสมอ


ทุกวันนี้ ฮอยอันยังคงเป็นเมืองขนาดเล็กเช่นเดิม แต่กลับมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยือนเป็นจำนวนมาก ผู้มาเยือนมักมาเยี่ยมชมบ้านเรือนเก่าๆ ร้านค้าขายผลงานทางศิลปะและหัตถกรรม ริมฝั่งแม่น้ำมีอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ บาร์ และร้านอาหารเปิดเรียงรายอยู่มากมายซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้าใช้บริการ 
 

 
การเดินทางไปยังเมืองฮอยอัน

การเดินทางเข้าสู่เมืองฮอยอันได้หลายวิธี ได้แก่
  • เรียก Taxi จากเมืองดานังหรือสนามบินดานัง ค่ารถจะอยู่ที่ 350,000 – 500,000 ดอง   
  • ใช้ Grab ค่ารถจะอยู่ที่ 300,000 – 400,00 ดอง
  • รถบัสจากเมืองต่างๆในเวียดนามทั้งดานัง, เว้ และญาจาง แนะนำให้จองกลับ The Sinh tourist (https://m.thesinhtourist.vn/)
  • รถบัสจากสนามบินดานัง แนะนำให้จองของ Hoi An Expess  (https://hoianexpress.com.vn/ha/)
  • รถรับส่งของโรงแรมต่างๆ ทั้งในเมืองดานังและฮอยอัน แนะนำให้ติดต่อกับโรงแรมโดยตรงครับ


 
ในทริปนี้ ผมใช้บริการ Shuttle bus ของโรงแรมที่ผมพักในเมืองดานังคือ Diamond sea hotel โดยเค้าจะมีรถไป-กลับฮอยอันวันละ 2 รอบ ราคาอยู่ที่คนละ 75,000 ดองครับ (นี่เป็นข้อดีอีก 1 อย่างของโรงแรมนี้
 

การเดินทางภายในเมืองเก่าฮอยอัน

บริเวณเมืองเก่าฮอยอันซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆไม่ใช่บริเวณที่มีพื้นที่ใหญ่โต เราจึงสามารถเดินชมทั้งเมืองได้อย่างชิลล์ๆครับ หรือถ้าใครขี้เกียจก็สามารถเช่าจักรยานปั่นได้

สิ่งที่ต้องระวังคือ พวกรถมอเตอร์ไซค์ จักรยาน และสามล้อที่ต้องคอยระมัดระวัง รวมทั้งมิจฉาชีพต่างๆ ที่อาจล้วงกระเป๋าเวลาที่คนเยอะๆได้ครับ

 

ที่พักในเมืองฮอยอัน

สำหรับที่พักในเมืองฮอยอัน ผมเลือกพักที่ Hoi An travel lodge hotel ซึ่งเป็นที่พักระดับสามดาวอยู่ใกล้กับเมืองเก่า โดยผมจองห้อง Deluxe แบบ Twin ผ่าน booking ทั้งหมด 2 คืน ได้ในราคาคืนละ 1,622 บาท หารต่อคนก็ตกคนละ 811 บาทต่อคืนครับ

ข้อดีของที่พักนี้คือ ทำเลดีใกล้เมืองเก่าในระยะที่เดินได้, พนักงานเป็นมิตร, ห้องพักกว้างขวางและสะอาดครับ

ใครสนใจที่พักนี้ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ https://hoiantravellodge.com/

 

สีสันยามค่ำคืนที่เมืองฮอยอัน

ข้อดีของการมาค้างคืนที่ฮอยอันก็คือ เราจะได้ชมสีสันยามค่ำคืนที่เมืองฮอยอัน (ที่หลายๆคนบอกว่าสวยกว่าในช่วงกลางวัน) หนึ่งในไฮไลท์ที่สำคัญของเมืองฮอยอันก็คือ เทศกาลโคมไฟ (Full Moon Lantern Festival) ซึ่งเดิมทีจะจัดขึ้นเฉพาะในคืนพระจันทร์เต็มดวง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันทางการเมืองฮอยอันจะมีการประดับโคมไฟทุกคืนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว เราจึงสามารถมาชมความงดงามของโคมไฟได้ทุกคืนเลยครับ 


 
ทุกๆบ้านและร้านค้า จะพร้อมใจกันประดับโคมไฟหลากสีสันอย่างสวยงาม
 





 
ทุกค่ำคืน นอกจากจะมีเทศกาลโคมไฟแล้ว ก็มีกิจกรรม การลอยกระทงกระดาษ ซึ่งเดิมทีจะจัดเฉพาะในคืนพระจันทร์เต็มดวง แต่ปัจจุบัน นักท่องเที่ยวสามารถหาซื้อและลอยกระทงได้ทุกวันเลยครับ

ข้อควรระวัง: ควรจ่ายเงินค่ากระทงให้เรียบร้อยก่อนนำไปลอย เพราะมีหลายคน เอากระทงมาลอยก่อน แล้วโดนแม่ค้าขายกระทงโก่งราคากระทงจนแพงเวอร์ ต้องระวังครับ

 

 
วันที่สี่

ฮอยอันไม่ได้สวยเฉพาะในยามค่ำคืนครับ แต่ในตอนกลางวัน เมืองนี้ก็ให้อารมณ์ที่แตกต่างกันออกไป บ้านเมืองส่วนใหญ่ในเมืองฮอยอันล้วนทาด้วยสีเหลือง (ว่ากันว่าเพื่อให้บ้านเย็น) ทำให้เมืองนี้กลายเป็นเมืองที่มีเสน่ห์ขึ้นมา
 
ที่เที่ยวในเมืองฮอยอัน

1. สะพานญี่ปุ่น (Japanese Covered Bridge)


มีชื่อในภาษาเวียดนามว่า จั่วเกิ่ว (Chua Cau) สร้างขึ้นเพื่อเชื่อมระหว่างชุมชนชาวจีนและชุมชนชาวญี่ปุ่น ในปี ค.ศ.1593

 
 
ความน่าสนใจของสะพานนี้คือ บริเวณปลายสะพานจะมีรูปปั้น ลิงถือลูกท้อ กับ สุนัข ซึ่งที่มาก็ยังเป็นที่ถกเถียง บ้างก็ว่า เพราะจักรพรรดิญี่ปุ่นหลายองค์ประสูติในปีวอกและปีจอ แต่บ้างก็ว่า เพราะสะพานนี้เริ่มสร้างในปีวอก และแล้วเสร็จในปีจอต่างหาก
 

2. บ้านเลขที่ 101 (The Old house Tan Ky)

เป็นบ้านไม้เก่าของคหบดีชาวเมืองฮอยอันตระกูล Tan Ky มีอายุยาวนานถึง 270 ปี และมีสมาชิกในครอบครัวสืบทอดกันมาถึง 7 รุ่น (ปัจจุบัน บ้านนี้ก็ยังคงมีคนอาศัยอยู่บนชั้นสอง)
 

บ้านนี้มีสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานกันถึง 3 ชาติ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น และ เวียดนาม สิ่งที่น่าสนใจของบ้านหลังนี้คือ บ้านนี้จะยาวมากตั้งแต่แม่น้ำไปจรดถนนอีกฝั่งหนึ่ง เนื่องจากในอดีต บ้านนี้ยังเป็นร้านค้า ดังนั้น สินค้าที่ขนส่งมาทางน้ำจะถูกนำเข้ามาทางหลังบ้านเพื่อนำมาขายยังหน้าบ้านที่อยู่ติดกับถนน
 

บ้านหลังนี้เคยโดนน้ำท่วมมาแล้วหลายครั้ง สิ่งที่น่าสนใจคือ ภายในบ้านจะมีป้ายบอกระดับน้ำ ว่าแต่ละปีน้ำท่วมถึงแค่ไหน ปีที่ท่วมหนักที่สุดคือ เดือนตุลาคม ปีค.ศ 1964 ที่น้ำท่วมเกือบถึงชั้นสองของบ้านครับ
 

 
3. ศาลาประชาคมชาวจีน (Chinese Assembly hall)

เป็นสมาคมชาวจีนที่เก่าแก่ที่สุดในเมืองฮอยอัน สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1792 ในอดีตถือเป็นจุดศูนย์รวมของพ่อค้าชาวจีนที่อพยพเข้ามาค้าขายในเมืองนี้ ตอนหลังมีการสร้างวัดที่ข้างในและอันเชิญ เจ้าแม่ทับทิม, เทพเจ้าตาทิพย์ และ เทพเจ้าหูทิพย์ ให้ชาวเรือสักการบูชาก่อนออกทะเล

 
 
 

4. ศาลเจ้าเฟื้อกเกี๊ยน (Phouc Kien Shrine)

ตั้งอยู่ภายในศาลาประชาคมชาวฝูเจี้ยน (Fujian Chinese Assembly Hall) เป็นที่ประดิษฐานของเจ้าแม่ทับทิม

 

 
ไฮไลต์อีกอย่างหนึ่งของสถานที่แห่งนี้ คือ รูปปั้นมังกรในสระน้ำ ที่ปั้นได้อ่อนช้อยแต่ดูแข็งแรง มีการประดับเกล็ดมังกรด้วยชิ้นกระเบื้องและแก้วอย่างงดงาม
 

 
5. พิพิธภัณฑ์เซรามิก (Ceramic Museum)

ในอดีตฮอยอันเป็นหนึ่งในเมืองศูนย์กลางการค้าเซรามิกที่สำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บ้านเล็กๆอายุกว่า 80 ปีแห่งนี้จึงถูกดัดแปลงเพื่อจัดแสดงโบราณวัตถุที่ทำจากเซรามิกทั้งถ้วย ชาม และเครื่องใช้ไม้สอยโบราณต่างๆครับ

 

ตั๋วชมเมืองฮอยอัน

สถานที่เกือบทั้งหมดที่ผมกล่าวถึงข้างบน รวมทั้งหลายๆที่ในเขตเมืองเก่าฮอยอันจะต้องเสียค่าเข้าชม โดยเราสามารถซื้อตั๋วเข้าชมสถานที่ต่างในเมืองฮอยอันได้จากเคาน์เตอร์ขายตั๋วซึ่งมีอยู่ทั่วทั้งเมืองแบบนี้ครับ

 

 
ในตั๋ว 1 ใบ จะประกอบไปด้วยคูปอง 5 ใบ (ทางด้านขวาของตั๋ว) โดยคูปอง 1 ใบสามารถใช้เยี่ยมชมได้ 1 สถานที่ ดังนั้นในการซื้อตั๋ว 1 ครั้ง เราจึงสามารถเข้าชมได้ 5 สถานที่นั่นเอง (แนะนำให้เข้าชม 5 สถานที่ๆผมกล่าวถึงข้างบนนี่แหละครับ เป็นที่เที่ยวยอดฮิตของเมืองนี้แล้ว)
 

สำหรับรีวิวการเที่ยวชมเมืองฮอยอันของผมก็ขอจบลงเพียงเท่านี้ครับ ส่วนตัว ผมว่า เมืองนี้เป็นเมืองเล็กๆ น่ารัก มีเสน่ห์ในแบบของตัวเอง สมแล้วกับการที่ได้รับสมญานามว่า มรดกโลกที่ยังมีชีวิต แต่รีวิวของทริปดานังยังไม่จบเพียงเท่านี้ครับ ในตอนหน้าเราจะพาไปชมศาสนสถานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ อาณาจักรจามปา อย่าง ซากปราสาทหินหมี่เซิน (My Son Sanctuary) จากนั้นเราจะไปล่องเรือในแม่น้ำทูโบน ทั้งหมดนี้ติดตามได้ในรีวิวในตอนสุดท้ายของซีรีส์ “ซินจ่าวดานัง หลากสีสันที่ดินแดนเวียดนามกลาง” นะครับ

ตอนอื่นๆ
 
ตอนที่ 1: เตรียมตัวเที่ยวดานัง

https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=sumatekso&month=20-05-2019&group=27&gblog=1
 
ตอนที่ 2: เที่ยวเย็นๆบนบาน่าฮิลล์

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=29-05-2019&group=27&gblog=2
 
ตอนที่ 3: เที่ยวร้อนๆในตัวเมืองดานัง

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=31-05-2019&group=27&gblog=3
 
ตอนที่ 4: เที่ยวเพลินๆในเมืองเก่าฮอยอัน

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=02-06-2019&group=27&gblog=4
 
ตอนที่ 5: เที่ยวสั้นๆที่ซากปราสาทหมี่เซิน

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=03-06-2019&group=27&gblog=5




 

Create Date : 02 มิถุนายน 2562    
Last Update : 3 มิถุนายน 2562 22:33:04 น.
Counter : 97 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

5 วัน 4 คืน ซินจ่าวดานัง หลากสีสันที่ดินแดนเวียดนามกลาง (ตอนที่ 3: เที่ยวร้อนๆในตัวเมืองดานัง)




สถานที่ท่องเที่ยว : จุดชมวิวสะพานมังกร (Dragon Bridge), Vietnam
พิกัด GPS : 16° 3' 47.09" N 108° 13' 47.21" E

วันที่สอง (ต่อ)

หลังจากเที่ยวชมบาน่าฮิลล์เสร็จ ผมก็นั่งกระเช้าลงมาข้างล่าง จากอากาศที่เย็นสบาย ในที่สุดเราก็ได้สัมผัสอากาศที่แท้จริงของเมืองดานังที่ 32 องศาครับ

จากส่วน Reception ของบาน่าฮิลล์ ผมได้ให้เจ้าหน้าที่ของโรงแรมช่วยเรียก Taxi ให้ไปส่งที่โรงแรมที่ผมจองไว้ในเมืองดานัง

 

 
ที่พักในเมืองดานัง

ผมเลือกพักที่ Diamond Sea Hotel ซึ่งเป็นโรงแรมระดับ 4 ดาว ใกล้กับหาด My khe ในตัวเมืองดานัง ข้อดีของที่นี่คือ บรรยากาศที่พักดี พนักงานเป็นมิตร และบุฟเฟต์อาหารเช้าถือว่าเยี่ยมสุดๆ นอกจากนี้ ที่นี่ยังมีบริการ Shuttle bus ไปฮอยอันในราคาพิเศษอีกด้วย (ผมจองห้อง Deluxe แบบ Twin ผ่าน booking ได้ในราคาคืนละ 2,000 บาท หารต่อคนตกคนละ 1,000 บาท)

สิ่งที่ผมชอบมากที่สุดของที่นี่นอกจากความสะอาดและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างแล้ว ที่นี่ยังมีสระว่ายน้ำบนชั้นดาดฟ้า ซึ่งเราสามารถมองเห็นชายหาดได้ด้วยครับ (เป็นที่พักที่ผมประทับใจที่สุดในทริปนี้เลย)

รายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ที่นี่ https://diamondseahotel.com/

 

 
การเดินทางในเมืองดานัง

สถานที่ทั้งหมดที่จะนำมาในรีวิวตอนนี้ สามารถเดินทางได้ด้วย Grab ทั้งหมดครับ โดยเราสามารถใช้ app เดียวกับที่ใช้เรียก grab ในเมืองไทยได้เลย

การใช้ grab ในเวียดนามมีข้อดีมากมายทั้งราคาถูก, คนขับมารยาทดี, มีราคาชัดเจน ไม่ต้องเสี่ยงกับรถแท็กซี่ที่มีชื่อเสียงในทางแย่ๆในประเทศนี้

 
 
สถานที่ท่องเที่ยวในตัวเมืองดานัง

หลายๆคนอาจจะคิดว่า ดานังไม่ค่อยมีอะไร จึงมักใช้ดานังเป็นเพียงทางผ่านเพื่อไปเที่ยวยังเมืองอื่นๆของเวียดนามกลางต่อไปไม่ว่าจะเป็น ฮอยอัน, เว้ หรือ บาน่าฮิลล์ แต่จริงๆแล้วดานังก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอยู่พอสมควรครับ ไม่ว่าจะเป็น
  • ชายหาดหมีเค (My Khe beach)
  • สะพานมังกร (Dragon bridge)
  • ภูเขาหินอ่อน (Mable mountain)
  • รูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมที่แหลมเซินจา (Son tra peninsula)
  • โบสถ์ไก่ (Danang Catedral)
  • พิพิธภัณฑ์ประติมากรรมจาม (Cham sculpture museum)

ชายหาดหมีเค (My Khe Beach)

เมืองดานังมีความโดดเด่นในเรื่องของชายหาดครับ ที่นี่มีชายหาดเป็นแนวยาวกว่า 30 กิโลเมตร หาดพวกนี้จะถูกเรียกรวมๆว่า China beach ซึ่งเป็นสถานที่ตากอากาศยอดนิยมของทหารสหรัฐที่มาประจำการในช่วงสงครามเวียดนาม
 

 
ในบรรดาหาดทั้งหมดของดานัง หาดที่มีความโดดเด่นและได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมากที่สุดก็คือ หาดหมีเค (My Khe beach) ซึ่งก็คือ หาดที่อยู่หน้าโรงแรมที่เราพักนั่นเอง

Comment: หาดนี้ถือว่ามาเดินเล่นหรือเล่นน้ำได้ชิลล์ๆครับ แต่ส่วนตัว ผมว่าชายหาดที่เมืองไทยสวยกว่าเยอะ เพราะทรายที่นี่ค่อนข้างดำ และน้ำไม่ค่อยใสเท่าไหร่ แต่ข้อดีของหาดที่นี่คือ แทบไม่มีขยะเลย ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าดีกว่าที่บ้านเรา

 



ที่นี่เราจะได้เห็นกิจกรรมต่างๆทั้งจากนักท่องเที่ยว และชาวประมงท้องถิ่น
 

รู้จักกับเรือตะกร้า (Basket boat)

ถ้าใครที่มาเที่ยวในโซนเวียดนามกลาง รวมทั้งเมืองดานังและฮอยอัน เราจะเห็นเรือรูปร่างแบบนี้กันอย่างแพร่หลาย เรือพวกนี้ใช้ได้จริงครับ ชาวประมงจะใช้เรือพวกนี้ในการจับปลา รวมทั้งใช้ในการบริการนักท่องเที่ยวอีกด้วย (เรือที่ใช้บริการนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะอยู่ในเมืองฮอยอันซะมากกกว่า)

หลายๆคนคงสงสัยว่า เรือพวกนี้มีที่มายังไง คำตอบคือ ต้องย้อนกลับไปในช่วงที่เวียดนามยังเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ในช่วงนั้นรัฐบาลฝรั่งเศสมีนโยบายในการเก็บภาษีเรือจากชาวประมงในอัตราที่สูงจนพวกเค้าไม่สามารถจ่ายได้ ชาวประมงแถวนั้นจึงประดิษฐ์เรือพวกนี้ขึ้นมา เพื่อเลี่ยงการจ่ายภาษีนี้ เพราะเรือพวกนี้จะถูกตีความว่าไม่ใช่เรือ จึงไม่ต้องเสียภาษี นั่นเอง

 

สะพานมังกร (Dragon bridge)

ในช่วงเย็น เราก็เรียก Grab ไปยัง จุดชมวิวสะพานมังกร ครับ (พิกัดตรงนี้ ผมลงไว้ข้างบนใต้รูปแรกแล้ว)

 

 
สะพานมังกรเป็นสะพานข้าม แม่น้ำหาน (Han River) เพิ่งก่อสร้างแล้วเสร็จไปเมื่อปี 2013 นี่เอง แต่ก็กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของเมืองดานังในเวลาอันรวดเร็ว ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวมาเยือนที่สะพานแห่งนี้หลายล้านคน จนกลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันดับหนึ่งในตัวเมืองดานัง
 





ช่วงเวลาที่แนะนำมาเยี่ยมชมสะพานแห่งนี้เป็นตอนเย็นครับ เพราะเราจะได้เห็นสะพานมังกรตั้งแต่ช่วงกลางวันไปจนถึงช่วงที่เปิดไฟในยามค่ำคืน และที่สำคัญ ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์เวลา 21.00 น. ที่นี่จะมีการแสดงที่ชื่อว่า Fire-breath of Dragon ให้เราได้ชมกันด้วย
 

 
Fatfish Restaurant & Lounge Bar

ใครที่มาเดินเล่นที่สะพานมังกร ณ จุดที่ผมแนะนำเสร็จแล้ว ผมแนะนำให้มาทานอาหารเย็นต่อที่นี่ครับ

ร้านนี้เป็นร้านอาหารเวียดนาม Fusion สไตล์หรูหรา แต่ราคาไม่แรง และร้านบรรยากาศดีมาก ที่สำคัญ Cocktail ตัว signature ของที่นี่อร่อยมากครับ ต้องมาชิมให้ได้เลย

 





 
หลังจบมื้อเย็น เราก็เรียก grab กลับไปที่โรงแรม การเดินทางในวันที่สองก็จบลงเพียงเท่านี้ครับ

วันที่สาม

ช่วงเช้าวันนี้ เรายังอยู่ที่เมืองดานังครับ แต่สถานที่ต่อไปที่จะไปเยี่ยมชม จะอยู่นอกตัวเมืองดานังออกไปอีกเล็กน้อย ห่างจากโรงแรมที่เราพักประมาณ 8 กิโลเมตร

ภูเขาหินอ่อน (Mable mounatian)

เป็นภูเขาอยู่เลียบชายฝั่งของเมืองดานัง ประกอบไปด้วยภูเขาขนาดใหญ่ 5 ลูก ตั้งชื่อตามธาตุทั้งห้า ได้แก่ ถวีเซิน (น้ำ), หม็อกเซิน (ไม้), ฮวาเซิน (ไฟ), กิมเซิน (โลหะ) และ โถเซิน (ดิน) แต่ภูเขาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดก็คือ ภูเขาถวีเซิน ซึ่งมีทั้งโถงถ้ำ, วัดพุทธ และวัดฮินดู


ไฮไลท์ของที่นี่อยู่ที่ ถ้ำเหวียนคง (Huyen Khong Cave) ซึ่งเป็นถ้ำที่มีช่องแสงธรรมชาติอยู่ด้านบน และเป็นที่ประดิษฐานของรูปปั้นเทพเจ้าที่เป็นที่เคารพนับถือของทั้งชาวจามและชาวเวียดนาม
 





 
ในอดีตภูเขาที่นี่ทั้งลูกเป็นหินอ่อน ชาวบ้านแถวนี้จึงมีอาชีพในการแกะสลักหินอ่อนขาย แต่ปัจจุบันหินอ่อนหมดแล้วครับ ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากหินอ่อนที่ขายอยู่ทุกวันนี้ ล้วนแต่ทำมาจากหินอ่อนที่นำมาจากส่วนอื่นของประเทศเวียดนาม
 

ค่าเข้าชม: เฉพาะค่าเข้า 40,000 ดอง แต่ถ้าใครไม่อยากเดินขึ้น สามารถขึ้นลิฟต์ได้ในราคา 15,000 ดอง

รูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมที่แหลมเซินจา (Son tra peninsula)

จากภูเขาหินอ่อน เราเดินทางเลียบชายหาดไปอีก 15 กิโลเมตร ที่นั่นมีวัดชื่อว่า วัดหลินอึ้ง (Linh Ung temple)

Note: วัดหลินอึ้งในเวียดนามมีเยอะมาก แต่วัดที่ผมกำลังกล่าวถึงในที่นี้คือ วัดหลินอึ้งที่แหลมเซินจา (Son tra peninsula) ครับ

 

 
ไฮไลท์ของวัดนี้ก็คือ รูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมขนาดใหญ่ ซึ่งมีความสูงถึง 67 เมตร นับเป็นรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมที่สูงที่สุดในประเทศเวียดนาม และใหญ่เป็นอันดับสี่ของโลก

ชาวดานังให้ความนับถือเจ้าแม่กวนอิมองค์นี้เป็นอย่างมาก เพราะเชื่อว่าท่านเป็นผู้ปกป้องเมืองดานังให้รอดพ้นจากอันตรายต่างๆ เป็นที่น่าสังเกตว่า นับตั้งแต่เจ้าแม่กวนอิมองค์นี้ถูกสร้างเสร็จในปี 2010 เมืองดานังก็ไม่เคยเจอกับพายุไต้ฝุ่นที่สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงอีกเลย

 

เจ้าแม่กวนอิมหันหน้าเข้าสู่ทะเล เราสามารถมองเห็นเวิ้งอ่าวเมืองดานังได้จากที่นี่ด้วยครับ
 

โบสถ์ไก่ (Danang Catedral)

เป็นโบสถ์สีชมพู สร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมแบบ Gothic ในปี 1923

 

 
คนดานังนิยมเรียกโบสถ์แห่งนี้ว่า โบสถ์ไก่ เพราะมีกังหันลมรูปไก่ติดอยู่ด้านบนสุด
 

พิพิธภัณฑ์ประติมากรรมจาม (Cham sculpture museum)

อย่างที่อธิบายไปในตอนที่ 1 ครับว่า ในอดีตเมืองดานังและบริเวณรอบๆถือเป็นส่วนหนึ่งของ อาณาจักรจามปา (Champa Kingdom) เราจึงพบโบราณสถานและโบราณวัตถุที่มีความเกี่ยวข้องกับอาณาจักรนี้เป็นจำนวนมาก

 

 
พิพิธภัณฑ์นี้สร้างขึ้นโดยชาวฝรั่งเศสและเปิดให้เข้าชมครั้งแรกในปี 1919 เพื่อรวบรวมและใช้ในการจัดแสดงโบราณวัตถุที่มีความเกี่ยวข้องกับอาณาจักรจามปา ไม่ว่าจะเป็น ศิวลึงค์, ฐานโยนี, พระพุทธรูป, เทวรูป, ศิลาจารึก และรูปแกะสลักต่างๆ รวมแล้วกว่า 400 ชิ้น ใครเป็นคอประวัติศาสตร์บอกเลยว่า ห้ามพลาดที่นี่ครับ

ค่าเข้าชม: 40,000 ดอง
 







 
เป็นยังไงกันบ้างครับสำหรับเมืองดานังที่ใครบอกว่าไม่ค่อยมีอะไร แต่ในความคิดผมที่นี่มีอะไรน่าสนใจเพียบ เพียงแต่ว่า เมืองนี้อาจจะยังไม่ได้รับการโปรโมทเหมือนที่อื่นๆ คนส่วนใหญ่เลยมักมองข้ามเมืองนี้ไป ยังไงถ้าใครมาเที่ยวเวียดนามกลางและมีเวลาพอ ผมแนะนำให้มาเที่ยวที่นี่ซัก 1 วันจะทำให้ทริปของคุณประทับใจยิ่งขึ้นครับ

ในตอนหน้า เราจะออกจากดานัง เพื่อไปยังเมืองมรดกโลกที่มีชีวิตอย่าง ฮอยอัน (Hoi An) ที่นี่จะมีอะไรน่าสนใจ ฝากติดตามต่อได้ในตอนหน้านะครับ

ตอนอื่นๆ
 
ตอนที่ 1: เตรียมตัวเที่ยวดานัง

https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=sumatekso&month=20-05-2019&group=27&gblog=1
 
ตอนที่ 2: เที่ยวเย็นๆบนบาน่าฮิลล์

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=29-05-2019&group=27&gblog=2
 
ตอนที่ 3: เที่ยวร้อนๆในตัวเมืองดานัง

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=31-05-2019&group=27&gblog=3
 
ตอนที่ 4: เที่ยวเพลินๆในเมืองเก่าฮอยอัน

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=02-06-2019&group=27&gblog=4
 
ตอนที่ 5: เที่ยวสั้นๆที่ซากปราสาทหมี่เซิน

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=03-06-2019&group=27&gblog=5




 

Create Date : 31 พฤษภาคม 2562    
Last Update : 3 มิถุนายน 2562 22:32:27 น.
Counter : 106 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

5 วัน 4 คืน ซินจ่าวดานัง หลากสีสันที่ดินแดนเวียดนามกลาง (ตอนที่ 2: เที่ยวเย็นๆบนบาน่าฮิลล์)


สถานที่ท่องเที่ยว : ฺบาน่าฮิลล์ (ฺBana Hill) เมืองดานัง, Vietnam
พิกัด GPS : 16° 1' 35.71" N 108° 1' 57.40" E

วันที่หนึ่ง

เช้านี้ ผมตื่นตั้งแต่ตีห้า รีบไปขึ้นรถไฟ Airport link เพื่อไปยังสนามบินสุวรรณภูมิ และครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมได้ใช้บริการสายการบิน Thai Vietjet Air อีกด้วยครับ

 
ถึงแล้วครับ ท่าอากาศยานนานาชาติดานัง (Danang International Airport) ที่นี่เป็นสนามบินที่เป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาคเวียดนามกลาง โดยภาพรวม สนามบินนี้ถือว่าดูดีใช้ได้เลย ปัจจุบันมีไฟลท์ต่างประเทศมาลงค่อนข้างเยอะโดยเฉพาะจากไทย จีน และเกาหลีใต้
 

 
การเดินทางจากสนามบินดานังไปยังบาน่าฮิลล์

จุดหมายแรกของเราในทริปนี้คือ บาน่าฮิลล์ (Bana Hill) ครับ

คำถามคือ แล้วเราจะไปที่นี่ยังไง จริงๆการเดินทางจากสนามบินไป Bana Hill มีหลายวิธีครับ เช่น แท็กซี่สนามบิน, รถเช่า, Grab หรือรถรับส่งของทางโรงแรม สำหรับผม ก่อนหน้านี้ ผมได้ส่งอีเมลล์หาโรงแรม Mercure Bana Hill French Village เพื่อถามราคา โดยเค้าคิดราคาอยู่ที่ 520,000 ดอง (800 บาท) ซึ่งผมว่าแพงไปซะหน่อย แต่เพื่อความสะดวกและสบายใจ ก็เลยจัดไปครับ (ทริปนี้เน้นสบายครับ ไม่ได้ประหยัดมาก อะไรที่ทำให้เที่ยวสะดวกได้เอาหมด)

 

บาน่าฮิลล์ (Bana Hill)

ผมเชื่อว่า ถ้าใครเล่น pantip ห้องบลูบ่อยๆ ยังไงก็ต้องเคยได้ยินชื่อที่นี่ เพราะที่นี่ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มาแรงที่สุดในปีนี้เลย แต่ถ้าใครยังเคยไม่ได้ยินก็ไม่เป็นไรครับ เรามาทำความรู้จักกับที่นี่กันเถอะ

บาน่าฮิลล์ (Bana Hill) เป็นสถานตากอากาศของชาวฝรั่งเศสในยุคที่เวียดนามยังเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสครับ ที่มาคือ ชาวฝรั่งเศสที่มาจากเมืองหนาว พอมาเจออากาศร้อนของเวียดนาม โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนก็เลยทนไม่ไหว ต้องหาสถานที่เย็นสบายสำหรับคลายร้อน จึงมีการสร้างสถานตากอากาศขึ้นตามภูเขาสูงต่างๆทั่วทั้งเวียดนามทั้งใน ซาปา (Sapa) ในเวียดนามเหนือ, ดาลัต (Dalat) ในวียดนามใต้ รวมทั้ง บาน่าฮิลล์ (Bana Hill) ในเวียดนามกลาง ครับ

บาน่าฮิลล์ ตั้งอยู่บนภูเขาที่ชื่อว่า Truong Son Mountain ทางตะวันตกของเมืองดานัง มีความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 1,500 เมตร ที่นี่จึงมีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี ฝรั่งเศสจึงก่อตั้งที่นี่ขึ้นเป็นเมืองตากอากาศในปี 1919 ครับ

 

 
หลังจากที่เวียดนามได้รับเอกราชและเข้าสู่ยุคสงครามเวียดนาม เนื่องจากดานังอยู่ใกล้สมรภูมิรบ ที่นี่จึงถูกทิ้งร้างลง จนเมื่อบริษัท Sun World ซึ่งเป็นบริษัทสวนสนุกและด้านการท่องเที่ยว ได้เข้ามาทำการสำรวจและมองเห็นศักยภาพของที่นี่ บาน่าฮิลล์จึงถูกเนรมิตขึ้นมาใหม่อีกครั้ง มีการสร้างทั้งสวนสนุก โรงแรม ร้านอาหาร และธีมพาร์คขึ้นที่นี่ จนทำให้ที่นี่กลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางใหม่ของเมืองดานัง
 

 
ที่พักบน Bana Hill

การมาเที่ยวบน Bana Hill สามารถมาเที่ยวได้ทั้งแบบ one day trip จากเมืองดานัง หรือมาเที่ยวแบบค้างคืนก็ได้ แต่ถ้ามีโอกาส ผมแนะนำให้มาค้างคืนจะฟินกว่ามากครับ เพราะเราจะได้เห็นบรรยากาศศยามเช้าของเมืองในช่วงที่คนจากข้างล่างยังไม่ขึ้นมา ทำให้ถ่ายรูปได้ชิลล์ๆ บวกกับอากาศเย็นๆ ให้อารมณ์เหมือนเรามาเที่ยวในยุโรปยุคกลาง

 

บน Bana Hill มีที่พักเพียงแห่งเดียวนั่นก็คือ Mercure Bana Hill French Village ซึ่งเป็นโรงแรมสี่ดาวในราคาที่ไม่ค่อยย่อมเยาเท่าไหร่ ข้อดีของที่พักนี้คือ ให้อารมณ์เหมือนเรามาพักในปราสาทสไตล์ยุโรป อย่างในรูปนี้คือตึกที่ผมพักครับ
 

ทริปนี้ผมเลือกที่พักแบบ Deluxe Twin Bed ในราคา 5,196 บาท ความแปลกของห้องพักที่นี่ที่คนไทยอาจจะไม่คุ้นชินก็คือ ห้องส้วม กับห้องอาบน้ำในห้องจะแยกกันเป็นคนละห้อง ซึ่งบางคนอาจจะไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ อันนี้ต้องทำใจไว้ล่วงหน้าครับ
 

 

ภาพวิวจากหน้าต่างห้องพักของผม จะเห็นโบสถ์กลางเมืองเลยครับ
 

 
รายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ที่นี่ https://www.mercure-danang-banahills-french-village.com/
 
เคเบิ้ลคาร์สำหรับการขึ้นบาน่าฮิลล์

วิธีการขึ้นมาบนบาน่าฮิลล์มีเพียงวิธีเดียวคือ เคเบิ้ลคาร์ (Cable car) สำหรับคนที่ค้างคืน เราต้องนั่งรถมาที่ส่วน Reception ของโรงแรม Mercure Bana Hill French village เพื่อจัดการเช็คอินและซื้อบัตรขึ้นกระเช้าที่นี่ (เป็นคนละที่กับคนที่ขึ้นกระเช้าทั่วไป)

 

 
ข้อดีอีกอย่างของการพักที่ Mercure Bana Hill French village ก็คือ เราจะได้บัตรสำหรับขึ้นกระเช้าในราคาพิเศษคือ 400,000 ดอง (คนอื่นจะจ่าย 650,000 ดอง) นอกจากนี้ เราจะได้กระเช้าแบบ private คือมีเฉพาะกลุ่มเราด้วยครับ (ค่ากระเช้าถือว่า รวมค่าเครื่องเล่น และค่าเข้าชมส่วนต่างๆบนนี้เกือบทั้งหมดแล้ว)


 
Cable car ของที่นี่มีความพิเศษอยู่ 4 ประการคือ
  • เป็น Cable car ที่ยาวที่สุดในโลก (5 กิโลเมตร)
  • เป็น Cable car ที่อยู่สูงที่สุดในโลก (1,291 เมตร)
  • สาย Cable ยาวที่สุดในโลก (11,587 เมตร)
  • Cable car ที่มีน้ำหนักรวมกันมากที่สุดในโลก (141 ตัน)
ที่เที่ยวบนบาน่าฮิลล์

ที่เที่ยวบน Bana Hill สามารถแบ่งเป็นส่วนต่างๆ ได้แก่
  • หมู่บ้านฝรั่งเศส (French Village)
  • สวนสนุก Fantasy park
  • สวนฝรั่งเศส (Le Jardin D’ Amour)
  • สะพานมือ (Golden bridge)
  • พระพุทธรูปขาว (Shakyaminu Buddha)
  • โรงบ่มไวน์
  • Lin Chua Linh Tu temple เป็นวัดที่อยู่บนจุดสูงสุดของ Bana Hill
 
สะพานมือ (Golden Bridge)

ถือเป็นไฮไลท์ที่สำคัญที่สุดของทริปนี้และบน Bana Hill เพิ่งสร้างเสร็จไปเมื่อปีที่แล้วนี้เอง (ปี 2018) ทำให้ที่นี่กลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดฮิต และทำให้เมืองดานังกลายเป็นกระแสขึ้นมาครับ

 

 
สะพานแห่งนี้มีความยาว 150 เมตร ใช้ในการเชื่อมต่อระหว่างสถานี Cable car กับสวนฝรั่งเศส
 



โรงบ่มไวน์ Debay wine cellar
 
เป็นโรงบ่มไวน์เก่าแก่อายุมากกว่า 100 ปี สร้างขึ้นโดยชาวฝรั่งเศส
 

 
ที่นี่สร้างขึ้นเป็นห้องเก็บไวน์ที่อยู่ลึกลงไปเกือบ 100 เมตร และไวน์ที่นี่จะถูกเก็บรักษาที่อุณหภูมิระหว่าง 16-20 องศาเซลเซียส ปัจจุบันยังมีการใช้งานอยู่ ใครที่รักไวน์สามารถชิมและซื้อกลับได้ด้วยครับ
 



 
พระพุทธรูปขาว (Shakyaminu Buddha)

อยู่ในบริเวณของ วัดหลินอึ้ง (Linh Ung) เป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่สีขาว ให้อารมณ์เหมือนเราอยู่ในยอดเขาที่ไหนซักแห่งในประเทศจีน

 

สวนฝรั่งเศส (Le Jardin D’ Amour)

เป็นสวนดอกไม้ที่คนรักดอกไม้คงจะชอบแน่นอนครับ

 





 
ไฮไลท์อย่างหนึ่งของสวนที่นี่คือ ดอกลาเวนเดอร์ (Lavender) แม้ว่าจะไม่ได้มีเยอะแยะมากมาย แต่ก็ถือว่าเดินเที่ยวได้เพลินๆ ให้อารมณ์เหมือนได้มาเยือนที่เมืองโพรวองซ์ (Provence) ของประเทศฝรั่งเศส
 

ที่เที่ยวในส่วนนี้ถือว่าผลาญเวลาได้ดีมาก เนื่องจากมีมุมถ่ายรูปสวยๆอยู่เต็มไปหมด เผลอแป๊บเดียวก็เย็นแล้ว เราเลยต้องรีบขึ้นมาเดินแถวโรงแรม เพื่อหาอาหารเย็นอร่อยๆกินกันต่อครับ

ร้านที่มากินในวันนี้เป็นร้านอาหารสไตล์ฝรั่งเศสที่ชื่อว่า L’etable bana hill ซึ่งราคาก็ถือว่าแพงในระดับหนึ่งเลย แต่เนื่องจากเป็นร้านเดียวที่เปิดอยู่บนนี้ตอนเย็นก็เลยต้องกิน TT

 

หลังทานอาหารเย็นเสร็จ เราก็เดินกลับมายังที่พัก เพื่อพักผ่อนเอาแรง ทริปบาน่าฮิลล์ในวันแรกก็จบลงเพียงเท่านี้ครับ

วันที่สอง

หมู่บ้านฝรั่งเศส (French Village)

เช้าวันนี้ เราตื่นตั้งแต่ตีห้าครึ่งเพื่อไปเที่ยว หมู่บ้านฝรั่งเศส (French Village) ซึ่งอยู่รอบๆที่พักของเรานี่แหละ ข้อดีของการพักบนนี้ก็คือ เราจะสามารถถ่ายรูปเล่นชิลล์ๆรอบหมู่บ้านได้โดยไม่ติดคน เพราะมวลมหาประชาชนจากข้างล่างยังไม่ขึ้นมาครับ

 








 

ลูกโลกมีตรา Sun World ซึ่งเป็นบริษัทสวนสนุกยักษ์ใหญ่ของเวียดนาม ตั้งอยู่หน้าโรงแรม Mercure ที่เราพัก
 

 
ไฮไลท์สำคัญของ French Village ก็คือ โบสถ์กลางเมืองที่ชื่อว่า St.Denis Church ซึ่งเป็นโบสถ์ที่สร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมแบบกอธิก
 



สวนสนุก Fantasy Park

ที่นี่เป็นสวนสนุกในร่มบน Bana Hill เหมาะกับเด็กๆ และวัยรุ่น (แต่แก่ๆก็เล่นได้นะ) ข้างในมีเครื่องเล่นมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Tower drop ride, รถบั๊ม, บ้านผีสิง, เกมปีนหน้าผา รวมทั้งสารพัดเครื่องเล่นทั้งแบบ 3D, 4D และ 5D (ทั้งหมดนี้ เราไม่ต้องเสียเงินเพิ่มอีกแล้ว สามารถเล่นได้ฟรีๆเลยครับ)

 





ส่วนตัวผมชอบเล่นอันนี้ครับ เค้าเรียกว่า Luge เป็นรถเลื่อนให้เราได้ขับชมวิวสวยๆของ Bana Hill


วัด Lin Chua Linh Tu

เป็นวัดจีนอีกแห่งหนึ่งที่อยู่บนจุดสูงสุดของ Bana Hill ที่ความสูง 1,487 เมตร ที่นี่บรรยากาศค่อนข้างเงียบสงบกว่าวัดหลินอึ้ง (วัดที่มีพระพุทธรูปขาวที่ไปมาเมื่อวาน) เนื่องจากคนส่วนใหญ่มักมองข้ามที่นี่ไป และที่สำคัญยังมีการประกอบศาสนกิจจริงๆที่นี่ด้วยครับ

 





 

 
Tips เล็กๆน้อยๆสำหรับการมาเยี่ยมชมบาน่าฮิลล์
  • ระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเยี่ยมชมบาน่าฮิลล์แบบเที่ยวครบ คือ 2 วัน ดังนั้น ผมแนะนำให้นอนค้างบนนี้สักคืน บรรยากาศจะฟินกว่ามากครับ
  • อากาศบนนี้เปลี่ยนแปลงค่อนข้างบ่อย สามารถมีทั้งร้อน ฝน และหนาวได้ใน 1 วัน ใครจะมา จึงต้องวางแผนการเที่ยวให้ดีๆ เช่น ถ้าเจอฝนก็ให้หลบเข้าไปเที่ยวใน Fantasy park หรือถ้าแดดออก ก็ควรจะออกไปเดินถ่ายรูปเล่นที่ French Village  หรือสะพานมือ (Golden bridge)
  • แนะนำให้มาเที่ยวในช่วงที่ไม่ใช่วันหยุด เพราะคนน้อย และค่าโรงแรมจะถูกกว่า

Comment:

บาน่าฮิลล์เป็น 1 ในสถานที่ๆทั้งผมและเพื่อนร่วมทริปชอบมากที่สุดในเวียดนามเลยครับ ทั้งสถาปัตยกรรม เครื่องเล่น บรรยากาศต่างๆ ให้อารมณ์เหมือนเราอยู่ในเมืองไหนซักแห่งของยุโรป และที่สำคัญ ช่วงที่ผมไปอากาศดีมาก แทบไม่เจอฝนเลย เจอแต่อากาศเย็นๆ ดังนั้น ถ้าใครมาดานัง ที่นี่ถือเป็น 1 ในสถานที่ที่ห้ามพลาดเด็ดขาดครับ

ตอนอื่นๆ
 
ตอนที่ 1: เตรียมตัวเที่ยวดานัง

https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=sumatekso&month=20-05-2019&group=27&gblog=1
 
ตอนที่ 2: เที่ยวเย็นๆบนบาน่าฮิลล์

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=29-05-2019&group=27&gblog=2
 
ตอนที่ 3: เที่ยวร้อนๆในตัวเมืองดานัง

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=31-05-2019&group=27&gblog=3
 
ตอนที่ 4: เที่ยวเพลินๆในเมืองเก่าฮอยอัน

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=02-06-2019&group=27&gblog=4
 
ตอนที่ 5: เที่ยวสั้นๆที่ซากปราสาทหมี่เซิน

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=03-06-2019&group=27&gblog=5




 

Create Date : 29 พฤษภาคม 2562    
Last Update : 3 มิถุนายน 2562 22:31:55 น.
Counter : 143 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

5 วัน 4 คืน ซินจ่าวดานัง หลากสีสันที่ดินแดนเวียดนามกลาง (ตอนที่ 1: เตรียมตัวเที่ยวดานัง)


สถานที่ท่องเที่ยว : บาน่าฮิลล์ (ฺฺBana Hill) เมืองดานัง, Vietnam
พิกัด GPS : 16° 1' 42.53" N 108° 1' 57.39" E


ถ้าพูดถึงเวียดนาม ใครหลายๆคนอาจจะนึกถึงประวัติศาสตร์ด้านสงคราม ชุดประจำชาติที่สวยงาม รถมอเตอร์ไซค์ อาหารเวียดนาม หรือบางคนอาจจะเคยอ่านกระทู้ด้านลบเกี่ยวกับประเทศนี้ใน pantip ที่มีอยู่ไม่น้อยทั้งเรื่องโดนโกง นิสัยของคนเวียดนาม และความปลอดภัยต่างๆ นอกจากนี้ บางคนก็อาจจะเคยได้ยินมาว่า เวียดนามไม่มีอะไร ดังนั้นในรีวิวซีรีส์ชุดนี้ ผมจะพาไปพบกับเวียดนามในแง่มุมใหม่ ชนิดที่คุณร้องว้าวว่า นี่คือเวียดนามจริงๆเหรอ

ทริปนี้ ผมไปมาเมื่อวันที่ 2-6 พฤษภาคม 2562 เป็นเวลาทั้งสิ้น 5 วัน 4 คืน โดยผมได้เดินทางท่องเที่ยวอยู่ในตัวเมืองดานัง ภูเขาบาน่าฮิลล์ และเมืองเก่าฮอยอัน ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ในภูมิภาคที่เรียกว่า เวียดนามกลาง (Central Vietnam) ครับ

ประเทศเวียดนาม

เป็นประเทศคอมมิวนิสต์ที่อยู่ในภูมิภาคอาเซียน มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยมีอาณาเขตติดกับลาว กัมพูชา และประเทศจีน แม้ว่าเวียดนามจะไม่มีอาณาเขตติดกับประเทศไทย แต่ก็ถือเป็นประเทศที่อยู่ใกล้กับประเทศไทยมาก จนที่นี่กลายเป็นหนึ่งในจุดหมายยอดนิยมด้านการท่องเที่ยวของคนไทย

 

เวียดนามเป็นประเทศที่มีลักษณะภูมิประเทศเป็นแนวยาวตั้งแต่เหนือจรดใต้กว่า 2 พันกิโลเมตร ดังนั้นสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ สังคม ประเพณี และวัฒนธรรมจึงมีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก โดยทั่วไปเราสามารถแบ่งประเทศเวียดนามออกเป็น 3 ภูมิภาคคร่าวๆได้แก่
  1. เวียดนามเหนือ (Northern Vietnam) มีเมืองที่ใหญ่ที่สุดคือ กรุงฮานอย (Hanoi)
  2. เวียดนามกลาง (Central Vietnam)  มีเมืองที่ใหญ่ที่สุดคือ เมืองดานัง (Da Nang)
  3. เวียดนามใต้ (Southern Vietnam) มีเมืองที่ใหญ่ที่สุดคือ นครโฮจิมินห์ (Ho Chi Minh City)
สำหรับในรีวิวซีรีส์นี้ผมจะเน้นไปที่เวียดนามกลาง โดยเฉพาะที่เมืองดานัง และเมืองรอบๆเป็นหลักครับ

เมืองดานัง (Danang)

เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาคเวียดนามกลาง เป็นเมืองท่าตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลจีนใต้ ห่างจากกรุงฮานอย 800 กิโลเมตร และห่างจากนครโฮจิมินห์เกือบ 1 พันกิโลเมตร

ดานังเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานเกือบ 2 พันปี เมืองนี้ได้รับการก่อตั้งในปี ค.ศ.192 โดย อาณาจักรจามปา (Champa Kingdom) ซึ่งมีอิทธิพลครอบคลุมพื้นที่เวียดนามกลางและเวียดนามใต้เป็นระยะเวลากว่า 1 พันปี ที่นี่จึงมีสถานที่ท่องเที่ยวเกี่ยวกับอาณาจักรจามปาอยู่ค่อนข้างเยอะ ไม่ว่าจะเป็น แหล่งโบราณคดีหมีเซิน (My son sanctuary), ภูเขาหินอ่อน (Mable Mountain), พิพิธภัณฑ์ประติมากรรมจาม (Cham sculpture museum) รวมทั้ง เมืองเก่าฮอยอัน (Hoi An Old town) ซึ่งในอดีตก็เคยเป็นเมืองท่าที่สำคัญของอาณาจักรจามปา (เกี่ยวกับอาณาจักรจามปา สามารถตามอ่านต่อได้ในรีวิวตอนที่ 5 นะครับ)
 

ต่อมาในศตวรรษที่ 11 อาณาจักรไดเวียต (Diviet Kingdom) จากเวียดนามตอนเหนือก็ค่อยๆแผ่อิทธิพลลงสู่เวียดนามตอนกลาง ทำให้อาณาจักรจามปาสูญเสียอิทธิพลในแถบนี้ และล่มสลายลงไปในเวลาต่อมา ทั้งดานังและฮอยอันจึงทำหน้าที่เป็นเมืองท่าของอาณาจักรไดเวียต และมีการติดต่อค้าขายกับชาติต่างๆทั้งจีน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส สเปน และโปรตุเกส จนทำให้อิทธิพลจากชาติเหล่านี้เข้าสู่เวียดนามกลาง และค่อยๆหล่อหลอมกลายจนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของที่นี่ 
 

 
ต่อมาเมื่อเวียดนามกลายเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ที่นี่ก็ยังมีความสำคัญทั้งในทางภูมิรัฐศาสตร์ และเศรษฐกิจในระดับหนึ่ง และเนื่องจากนอกตัวเมืองดานังเป็นภูเขาสูง ฝรั่งเศสจึงมีการสร้างสถานตากอากาศขึ้น เรียกว่า Bana Hill ซึ่งผมจะมารีวิวในตอนที่ 2 ครับ
 
 
หลังจากเวียดนามได้รับเอกราช แบ่งเป็นเวียดนามเหนือ และเวียดนามใต้ เนื่องจากบริเวณนี้อยู่ใกล้ชายแดน และเป็นสนามรบของเวียดนามทั้งสองฝ่าย ที่นี่จึงกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางทหารที่สำคัญ มีการประจำการของทหารชาติตะวันตกจำนวนมาก บริเวณชายหาดของเมืองดานังก็กลายสภาพเป็นสถานตากอากาศยอดนิยมของทหารอเมริกันระหว่างช่วงพักรบ จนเมื่อเวียดนามรวมชาติได้สำเร็จ ที่นี่ก็ค่อยๆกลายเป็นเมืองเศรษฐกิจของภูมิภาคเวียดนามกลางอีกครั้ง
 

 
ปัจจุบัน ดานังได้ถูกแยกออกมาเป็นเขตปกครองพิเศษในประเภทเทศบาลนคร อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่นี่ก็ค่อยๆขยายตัวอย่างช้าๆ เนื่องจากบริเวณนี้มีมรดกโลกอยู่ถึง 2 แห่ง ได้แก่ เมืองเก่าฮอยอัน (Hoi An Old town) และ แหล่งโบราณคดีหมีเซิน (My son sanctuary) จนเมื่อปี 2017 ที่ดานังได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดประชุม APEC ทำให้ดานังได้รับการอวดโฉมต่อสายตานานาชาติ หลังจากนั้นเป็นต้นมา ทั้งดานังและเมืองอื่นๆโดยรอบก็กลายเป็นจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจากนานาชาติ
 

 
เที่ยวช่วงไหนดี

เนื่องจากเวียดนามเป็นประเทศที่มีลักษณะเป็นแนวยาวแนวเหนือจรดใต้กว่า 2 พันกิโลเมตร ดังนั้นภูมิอากาศของแต่ละภูมิภาคจึงมีความแตกต่างกันค่อนข้างเยอะ

สำหรับเมืองดานังจะมีอยู่ด้วยกัน 2 ฤดูคือ ฤดูฝน และฤดูแล้ง ช่วงที่เหมาะที่สุดในการมาท่องเที่ยวที่นี่คือ ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ไปจนถึงมีนาคม ซึ่งอากาศค่อนข้างเย็นและมีฝนน้อย ส่วนเดือนเมษายนถึงสิงหาคม ก็ยังถือว่าพอจะเที่ยวได้ แต่มีข้อเสียคือ อากาศจะร้อนหน่อยครับ

ช่วงที่ควรหลีกเลี่ยงการมาเที่ยวเมืองนี้คือ ระหว่างเดือนกันยายนไปจนถึงสิ้นปี เพราะเป็นช่วงที่ฝนเยอะที่สุดในรอบปี อาจเกิดน้ำท่วม และพายุไต้ฝุ่นเข้าได้

 

เวลา

เวลาที่เวียดนามเท่ากับที่ประเทศไทย ไม่ต้องปรับใดๆทั้งสิ้น
 
ตม.และวีซ่า

เนื่องจากเวียดนาม เป็นประเทศในแถบอาเซียน เราจึงไม่ต้องขอวีซ่าเข้าประเทศเวียดนาม ขอแค่มีพาสปอร์ต ที่ออกโดยรัฐบาลไทยก็สามารถอยู่ในเวียดนามได้ไม่เกิน 30 วัน ส่วนเรื่องการผ่านตม. ส่วนใหญ่คนไทยแทบไม่มีปัญหาใดๆทั้งสิ้นกับตม.เวียดนาม สามารถผ่านได้ชิลล์ๆ ไม่มีอะไรต้องกังวลเลยครับ

ผู้คนและความปลอดภัย

สำหรับใครที่อยากมาลองมาเที่ยวที่เวียดนามเป็นครั้งแรก ผมแนะนำให้เริ่มจากทริปดานังก่อนเลย เพราะคนที่นี่ถือว่า เป็นมิตร พูดภาษาอังกฤษได้ดีในระดับหนึ่ง โอกาสโดนโกงน้อยกว่าในภูมิภาคอื่น แถมอัตราการเกิดอาชญากรรมยังอยู่ในระดับต่ำกว่าในเมืองใหญ่อย่างกรุงฮานอย หรือนครโฮจิมินห์ครับ

 

 
อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่เป็นประเทศเวียดนาม ยังไงเราก็ควรจะต้องระมัดระวังตัวมากซะหน่อย ข้อควรปฏิบัติของการมาเที่ยวที่นี่ ได้แก่
  • ไม่ควรโชว์ของมีค่าหรือเงินในที่สาธารณะ
  • กระเป๋าเงิน พาสปอร์ต และของมีค่าต่างๆ เก็บใส่กระเป๋าให้ดี และแนะนำให้สะพายด้านหน้า
  • ควรเก็บสำเนาเอกสารสำคัญ รวมทั้งเงิน ไว้หลายๆจุด ป้องกันการสูญหาย
  • เวลาซื้อของ พยายามเตรียมเงินให้พอดี ป้องกันการโดนโกง
  • หลีกเลี่ยงการขึ้น Taxi ที่ไม่ใช่ยี่ห้อดังอย่าง Mailinh, Vinasun หรือ Grab รวมทั้งรถสามล้อ และมอเตอร์ไซค์รับจ้างต่างๆ
  • เวลาซื้อทัวร์, เลือกโรงแรม หรือร้านอาหาร แนะนำให้ลองอ่านรีวิวใน tripadvisor ไว้ก่อน
  • อย่าเดินทางออกนอกเส้นทางท่องเที่ยว โดยเฉพาะที่เปลี่ยวในเวลากลางคืน

ระบบเงินตรา

เงินเวียดนามเรียกว่า เงินดอง (Dong) โดย 1 บาท จะแลกได้ประมาณ 750 ดอง หรือถ้าจะคำนวณเงินดองกลับเป็นเงินบาท วิธีคิดง่ายๆคือ ให้ตัดศูนย์ออกสามตัว แล้วคูณ 1.5 เข้าไปครับ ตัวอย่างเช่น 10,000 ดอง จะมีค่าประมาณ 15 บาท นั่นเอง (เวลาใช้เงินดอง แนะนำให้ดูดีๆ เนื่องจากเลขศูนย์ค่อนข้างเยอะ)

Tip: ปัจจุบันเงินเวียดนามสามารถหาซื้อได้ง่ายในประเทศไทย และเรทถือว่าไม่ได้แย่ ดังนั้น ถ้าใครจะไปดานัง ผมแนะนำให้แลกเงินไปจากเมืองไทย หรือถ้าลืมแลกมา ให้ไปแลกกับธนาคารในตัวเมือง อย่าแลกที่สนามบินดานัง เพราะเรทแย่มาก


การเดินทางเข้าสู่เมืองดานัง

ปัจจุบันการเดินทางไปยังเมืองดานัง ถือว่าสะดวกสบายขึ้นมาก เนื่องจากมีไฟลท์บินตรงทั้งจากสนามบินดอนเมือง, สนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินเชียงใหม่ ไม่ว่าจะเป็น Thai Air Asia, Thai Vietjet Air, Vietnam Airline และ Bangkok Airway (ทริปนี้ผมเลือกบินกับ Thai Vietjet air)

ส่วนวิธีการเข้าเมือง หรือไปยังเมืองอื่นๆอย่าง Hoi An หรือ Bana Hill ผมแนะนำให้กดเรียก Grab จะดีที่สุดครับ ราคาอาจจะแพงกว่าเล็กน้อย แต่ในแง่ความปลอดภัย ถือว่าสบายใจกว่าเยอะ (ไม่งั้นก็ให้รถจากโรงแรมมารับ ซึ่งมีทั้งแบบบริการฟรี และเสียเงิน อันนี้ต้องดีลกับโรงแรมเอง)

การเดินทางภายในเมืองดานัง ฮอยอัน และบาน่าฮิลล์

สถานที่ๆผมจะมารีวิวในซีรีส์ชุดนี้ทั้งหมด อยู่ในบริเวณเดียวกัน เราสามารถกดเรียก Grab ได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นภายในเมืองดานัง, การเดินทางระหว่างเมืองดานังกับบาน่าฮิลล์, การเดินทางระหว่างเมืองดานังกับเมืองเก่าฮอยอัน รวมทั้งการเดินทางจากจุดต่างๆไปยังสนามบิน ยกเว้นในเมืองเก่าฮอยอันและบนบาน่าฮิลล์ ที่รถจะไม่สามารถเข้าไปได้ วิธีเดียวก็คือ การเดินเท้า ซึ่งอยู่ในระยะที่สามารถเดินได้อย่างสบายๆครับ

 
Note: การใช้ grab ในเมืองใหญ่ของเวียดนาม รวมทั้งในเมืองท่องเที่ยว เราสามารถใช้ app เดียวกับที่ใช้กดเรียก grab ในประเทศไทยได้เลยครับ

ข้อควรระวัง: ระหว่างเดินเที่ยวอยู่ อาจจะมีคนอ้างตัวว่าตัวเองเป็นคนขับ grab หรือ Uber อย่าหลงเชื่อนะครับ ส่วนใหญ่หลอกลวง ให้เลือกขึ้นเฉพาะรถที่เรากดเรียกมาจาก app ในโทรศัพท์มือถือของเราเท่านั้นครับ


แผนเที่ยว

วันที่หนึ่ง
  • เดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิไปยังสนามบินดานัง (VZ964)
  • เดินทางไปบาน่าฮิลล์/ ขึ้นกระเช้า
  • เช็คอินเข้าที่พัก (Mercure Bana Hill French Village)
  • บ่าย-เย็น: เดินเที่ยวบนบาน่าฮิลล์ ชมสะพานมือ (Golden bridge), สวนฝรั่งเศส, พระพุทธรูปขาว (Lin Ung pagoda)
วันที่สอง
  • เช้า: ถ่ายรูปเล่นที่ French Village/ เล่นเครื่องเล่นที่ Fantasy park
  • Check out/ เดินทางเข้าสู่ตัวเมืองดานัง
  • เช็คอินเข้าที่พัก Diamond sea hotel
  • บ่าย: เที่ยวชมหาด My khe
  • เย็น: เดินเล่นริมสะพานมังกร (Dragon bridge)
วันที่สาม
  • เช้า-บ่าย: เที่ยวในเมืองดานัง ได้แก่ เจ้าแม่กวนอิม (Lady Buddha) ที่แหลมเซินจา (Son tra peninsula), ภูเขาหินอ่อน (Mable mountain), โบสถ์ไก่สีชมพู (Danang cathedral), พิพิธภัณฑ์ประติมากรรมจาม (Cham sculpture museum)
  • เย็น: ออกเดินทางสู่เมืองฮอยอัน
  • เช็คอินเข้าที่พัก (Hoi An travel lodge hotel)
  • ชมแสงสีของเมืองฮอยอันยามค่ำคืน
วันที่สี่
  • เช้า: เที่ยวชมเมืองเก่าฮอยอัน ได้แก่ สะพานญี่ปุ่น (Japanese covered bridge), สมาคมชาวจีนฝูเจี้ยน (Phouc Kien Assembly Hall), สมาคมชาวจีนกวางตุ้ง (Cantonese Assembly Hall), บ้านเลขที่ 101 (101 old house), พิพิธภัณฑ์เซรามิก (Ceramic Museum)
  • บ่าย: ซื้อทัวร์เที่ยวแหล่งโบราณคดีหมี่เซิน (My Son Sanctuary)
  • เย็น: นั่งเรือชมแม่น้ำทูโบน กลับเข้าตัวเมืองฮอยอัน
วันที่ห้า
  • เช้า: เดินเล่นที่หาด An Bang
  • เดินทางไปยังสนามบินดานัง
  • ขึ้นเครื่องบินกลับสู่กรุงเทพ (VZ961)

ที่พัก

สำหรับทริปนี้ ผมเลือกพักทั้งบนบาน่าฮิลล์, ตัวเมืองดานัง และเมืองเก่าฮอยอัน รวมทั้งหมด 3 ที่ ซึ่งที่พักทั้งหมดเป็นโรงแรมระดับ 3-4 ดาว ได้แก่
  • Mercure Bana Hill French Village เป็นที่พักแห่งเดียวบน Bana Hill ถ้าใครมาเที่ยวบนนี้ ผมแนะนำให้พักที่นี่ซัก 1 คืนครับ Mercure ที่นี่จะตกแต่งในสไตล์ฝรั่งเศสยุคกลาง ให้อารมณ์เหมือนมาพักในปราสาทสไตล์ยุโรป (ผมจองห้อง Deluxe แบบ Twin ผ่าน booking ได้ในราคาคืนละ 5196 บาท หารต่อคน ตกคนละ2,598 บาท อาจจะแพงไปซะหน่อย แต่ถือว่าฟินสุดๆครับ) 
  • Diamond Sea Hotel เป็นโรงแรมระดับ 4 ดาว ใกล้กับหาด My khe ในตัวเมืองดานัง ข้อดีของที่นี่คือ บรรยากาศที่พักดี พนักงานเป็นมิตร และบุฟเฟต์อาหารเช้าถือว่าเยี่ยมสุดๆ นอกจากนี้ ที่นี่ยังมีบริการ Shuttle bus ไปฮอยอันในราคาพิเศษอีกด้วย (ผมจองห้อง Deluxe แบบ Twin ผ่าน booking ได้ในราคาคืนละ 2,000 บาท หารต่อคนตกคนละ 1,000 บาท) 
  • Hoi An travel lodge hotel เป็นโรงแรมระดับ 3 ดาว อยู่ใกล้กับ Hoi An old town  ข้อดีของที่นี่คือ บรรยากาศดี ทำเลเยี่ยม พนักงานเป็นมิตร (ผมจองห้อง Deluxe แบบ Twin ผ่าน booking ทั้งหมด 2 คืน ได้ในราคาคืนละ 1,622 บาท หารต่อคนก็ตกคนละ 811 บาทต่อคืนครับ) 
 
งบประมาณ

ทริปนี้ ผมหมดไปประมาณ 16,000 บาท แบ่งเป็นค่าตั๋วเครื่องบิน 5,586 บาท, ค่าที่พัก 5,190 บาท นอกนั้นเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการเดินทาง (Grab), ค่าอาหาร, ค่าเข้าชมสถานที่, ค่าทัวร์แบบ One day trip รวมทั้งค่าของฝากอื่นๆ

สำหรับรีวิวในตอนแรกของทริปนี้ ก็ขอจบลงเพียงเท่านี้ครับ หวังว่าข้อมูลจะเป็นประโยชน์บ้าง ในตอนหน้า เราจะมาเริ่มต้นทริปกันที่ Bana Hill ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มาแรงที่สุดในปีนี้ เรื่องราวจะเป็นยังไง ฝากติดตามด้วยในตอนหน้านะครับ

ตอนอื่นๆ
 
ตอนที่ 1: เตรียมตัวเที่ยวดานัง

https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=sumatekso&month=20-05-2019&group=27&gblog=1
 
ตอนที่ 2: เที่ยวเย็นๆบนบาน่าฮิลล์

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=29-05-2019&group=27&gblog=2
 
ตอนที่ 3: เที่ยวร้อนๆในตัวเมืองดานัง

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=31-05-2019&group=27&gblog=3
 
ตอนที่ 4: เที่ยวเพลินๆในเมืองเก่าฮอยอัน

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=02-06-2019&group=27&gblog=4
 
ตอนที่ 5: เที่ยวสั้นๆที่ซากปราสาทหมี่เซิน

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=sumatekso&date=03-06-2019&group=27&gblog=5




 

Create Date : 20 พฤษภาคม 2562    
Last Update : 3 มิถุนายน 2562 22:31:05 น.
Counter : 206 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 


เจ้าสำนักคันฉ่องวารี
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




ชอบท่องเที่ยว สนใจประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และการเมืองระหว่างประเทศ

Blog นี้จะใช้เขียนความทรงจำในการเดินทาง และวิธีการเดินทางอย่างละเอียด เผื่อใครจะมาตามรอย หวังว่าจะเป็นประโยชน์นะครับ

ถ้าชอบ blog เนื้อหาประมาณนี้ ฝากกดติดตามด้วยนะครับ
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add เจ้าสำนักคันฉ่องวารี's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.