Group Blog
 
All blogs
 

Review : รับคำท้ากระจ่างใสแบบติดสปีดใน 24 ช.ม. ด้วย GARNIER Light Complete Day Cream + Sleeping Mask






"....การ์นิเย่ ไลท์ คอมพลีท โปรแกรม 24 ชั่วโมง
ติดสปีดผิวดูกระจ่างใสใน 24 ชั่วโมง จบปัญหาจุด สตาร์ทผิวใสเป๊ะเร็วสุดๆ"


โอ้โห! เป็นคำโปรยที่แรงเว่อร์วังที่สุดตั้งแต่เคยเจอมา
เมื่อก่อนก็ว่ากระจ่างใสใน 3 วันก็เร็วแล้ว เจอ 24 ชั่วโมงเข้าไปนี่ต้องยอม
แต่จะจริงอย่างเค้าว่าไหมงานนี้ต้องพิสูจน์ มาค่ะมาตามไปดูกัน



GARNIER
LIGHT COMPLETE WHITE SPEED
DAY SERUM CREAM SPF20/PA+++

& YOGHURT SLEEPING MASK


และนี่ก็คือสองพลังแพ็คคู่จากการ์นิเย่ที่เค้า
เคลมมาว่าเมื่อใช้คู่กันจะสามารถเห็นผลลัพธ์
เรื่องความกระจ่างใสได้ในเวลาแค่ข้ามวัน



GARNIER
LIGHT COMPLETE WHITE SPEED
DAY SERUM CREAM SPF20/PA+++


เซรั่มครีมเนื้อบางเบาด้วยส่วนผสมของไวท์สปีดเซรั่ม,
สารสกัดบริสุทธิ์จากมะนาว และสารกันแดด SPF20/PA+++
ที่ช่วยปกป้องผิวจากรังสี UVA และ UVB
ให้ผิวดูกระจ่างใสและช่วยลดเลือน 3 ปัญหาจุดด่างดำ
ได้แก่ รอยสิว จุดดำ และฝ้าแดด

ขนาดและราคา
7 มล. ราคา 15 บาท
18 มล. ราคา 99 บาท
50 มล. ราคา 239 บาท

------------------------------------------------------------------------------------

GARNIER
LIGHT COMPLETE WHITE SPEED
YOGHURT SLEEPING MASK


ครีมมาส์กบำรุงผิวสูตรกลางคืน (ไม่ต้องล้างออก)
ด้วยส่วนผสมสารสกัดโยเกิร์ตโปรไบโอติก,
สารสกัดบริสุทธิ์จากมะนาว, ไวท์สปีดเซรั่ม และ อนุพันธ์วิตามินซี
ช่วยบำรุงผิวล้ำลึกและช่วยผลัดเซลล์ผิวหมองคล้ำออกอย่างอ่อนโยน
เสมือนการมาส์กหน้าด้วยโยเกิร์ต ให้ผิวกระจ่างใสนุ่มเด้ง

ขนาดและราคา
7 มล. ราคา 20 บาท
18 มล. ราคา 109บาท
50 มล. ราคา 239 บาท

มีจำหน่ายทั่วไปตามซุปเปอร์มาร์เก็ตและใน 7-11



ส่วนผสมที่เค้าเน้นเป็นตัวชูโรงของโปรแกรม 24 ชั่วโมงนี้ คือ

• ไวท์สปีดเซรั่ม •
ถ้าดูจากใน Day Cream เค้าคาดว่าน่าจะเป็น

Phenylethyl Resorcinol  สารไวท์เทนนิ่งของเครือลอรีอัล
ที่พบได้ในเคาท์เตอร์แบรนด์อย่างลังโคม
ทำหน้าที่ขัดขวางการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ที่ใช้สำหรับการสร้างเม็ดสี
จึงช่วยให้ผิวกระจ่างใสขึ้น ลดเลือนจุดด่างดำ รวมถึงลดอาการอักเสบ
และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระอย่างดีอีกด้วย แต่ใส่มาในลำดับค่อนข้างท้ายมากเลย
จึงน่าคาดหวังผลที่ส่วนผสมตัวอื่นมากกว่า

• อนุพันธ์วิตามินซีบริสุทธิ์
•
หมายถึง
Ascorbyl Glucoside : AA2G
เป็นอนุพันธุ์วิตามินซีที่มีมีความเสถียรสูง
ช่วยเรื่องกระจ่างใสลดเลือนจุดด่างดำ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ปริมาณที่ใส่มาทั้งใน Day Cream
และใน Sleeping Mask ถือว่าอยู่ในลำดับต้นๆ
จึงเป็นตัวที่น่าคาดหวังผลที่สุดในเรื่องของความกระจ่างใส

• สารสกัดบริสุทธิ์จากมะนาว
•
คือ Citrus Limon Fruit Extract / Lemon Fruit Extract
เป็นสารสกัดที่อุดมไปด้วยวิตามินซี เป็น AHA ธรรมชาติช่วยผลัดเซลล์ผิว
แต่เค้าว่าใส่มาเป็นกิมมิกให้เข้ากับคอนเซปต์ของผลิตภัณฑ์มากกว่า
เพราะใส่มาในลำดับท้ายๆอ่านะ

• สารสกัดโยเกิร์ตโปรไบโอติก •
อันนี้คาดเดาเอาเองว่าน่าจะเป็น Bifida Ferment Lysate
 คือเป็นสารที่เกิดจากการหมักบ่มแบคทีเรีย  Bifida
ช่วยเร่งการซ่อมแซมฟื้นฟูโครงสร้างผิว ทำให้ผิวสังเคราะห์คอลลาเจนได้ดีขึ้น
เสริมภูมิคุ้มกันของผิวและลดความเสียหายจากรังสี UV

แต่เอาจริงๆใน Sleeping Mask ส่วนผสมที่น่าคาดหวังผลสุด
คือ Niacinamide หรือ Vitamin B3 นะ
วิตามินสารพัดประโยชน์ที่ให้ผลเรื่องไวท์เทนนิ่งด้วยเช่นกัน
ด้วยการลดการส่งผ่านของเมลานินที่ผลิตแล้วไม่ให้เข้าสู่เซลล์ผิว

ส่วนใน Day Cream ส่วนผสมหลักจริงๆคือสารกันแดดที่ก็ใส่มาครบแหละ
ปกป้องได้ทั้งรังสี UVA และ UVB ก็ถือว่าช่วยปกป้องผิวจากสาเหตุผิวหมองคล้ำ
แต่ค่า SPF ก็ไม่ได้สูงมากดังนั้นก็แนะนำว่าไม่ควรทาแทนกันแดดนะจ๊ะ

**ใน Day Cream มีส่วนผสมของ Alcohol และ น้ำหอม

***ใน Sleeping Mask มี Benzyl Alcohol แต่อยู่ลำดับท้ายๆ
ดังนั้นไม่น่ากังวลอะไร แต่ก็มีส่วนผสมของน้ำหอมเช่นกัน




ลักษณะเนื้อครีมดูจากในกระปุกก็เห็นความแตกต่างชัดเจน
หยิบใช้ไม่สับสนแน่นอน Day Cream จะมีความข้นกว่า จับตัวขึ้นรูป
มีกลิ่นน้ำหอมจางๆกลิ่นไม่ชัดมากออกแนวซิตรัสนิดๆ

ส่วน
Yoghurt Sleeping Mask เนื้อสมชื่อเลย
มีความข้นแต่เหลวเหมือนเนื้อโยเกิร์ตมากกกก
กลิ่นค่อนข้างชัดแต่หอมดีนะ หอมแบบหวานๆน่ากิน



เมื่อปาดไปบนผิวทั้งสองตัวจะออกสีขาวทั้งคู่
แต่
Day Cream จะมีความทึบแสงของสีมากกว่าหน่อย
ทำให้หลังทาจะรู้สึกว่าผิวดูขาวขึ้นทันทีทั้งคู่

เนื้อ
Day Cream จะเซ็ตตัวแห้งสนิทไปกับผิวมากกว่า
ไม่มัน ไม่เหนอะหนะ แต่ก็ขึ้นอยู่กับปริมาณที่ทาด้วยนะ

ส่วน
Sleeping Mask ให้ฟิลหลังทาแบบชุ่มๆ
แต่ก็ไม่ได้มันเหนอะหนะ หลังทาผิวจะรู้สึกนุ่มขึ้นทันที



วิธีการใช้

GARNIER LIGHT COMPLETE WHITE SPEED
DAY SERUM CREAM SPF20/PA+++


ก็ปกติทาเหมือนเดย์ครีมทั่วไป แต่ด้วยความที่เนื้อมีสีขาว
แนะนำให้ทาปริมาณน้อยๆแล้วเกลี่ยให้ซึมผิวก่อน
ถ้ารู้สึกไม่พอค่อยทาเพิ่ม เค้าว่าเนื้อค่อนข้างแห้งเหมาะกับผิวมัน-ผิวผสมมากกว่า
ถ้าผิวแห้งควรทามอยส์เจอร์ให้ความชุ่มชื่นก่อนซักขั้นนึง



วิธีการใช้
GARNIER LIGHT COMPLETE WHITE SPEED
YOGHURT SLEEPING MASK


ชื่อบอกเป็นมาส์กแต่จริงๆแล้วตัวนี้จัดเป็นไนท์ครีม
ดังนั้น "ไม่ต้องล้างออก" นะฮะ
ทาเป็นขั้นตอนสุดท้ายแล้วเข้านอนได้เลย
สามารถใช้ได้ทุกคืนแบบไนท์ครีมปกติ

แต่ส่วนตัววันที่อยากกู้ผิวล้าๆเค้าชอบโบกหนาๆแบบมาส์กทิ้งไว้ซัก 5-10 นาที
แล้วค่อยๆนวดให้ซึมผิว พอดีเค้าเป็นคนที่ผิวดูดซับครีมบำรุงดีเว่อร์
ที่เห็นทาขาวๆในตอนแรกพอนวดๆไปก็ซึมได้หมดกลายเป็นแบบรูปล่างเลย
แต่ถ้าใครผิวไม่ได้ซึมดีมากตอนนวดๆไปอาจจะขึ้นเป็นขุยขาวๆได้
ก็อาจจะใช้วิธีพอกไว้พักนึงแล้วใช้ทิชชู่ซับส่วนเกินออกเอาเนอะ

หลังนวดซึมผิวก็ไม่เหนียวไม่เหนอะหน้า เหลือแค่ความหนึบกับความขาวเล็กน้อย
แต่สามารถนอนกลิ้งไปกลิ้งมาบนหมอนได้ปก
ติไม่ทำให้หมือนเป็นคราบขาวเหมือนการพอกด้วยโยเกิร์ตอ่านะ

อันนี้ก็แล้วแต่เทคนิคละกันแต่ส่วนตัวใช้วิธีนี้
แล้วรู้สึกตอนเช้าหน้ามันดูผ่องเด้งกว่าทาบางๆปกติอ่านะ



และนี่คือผลการใช้

GARNIER
LIGHT COMPLETE WHITE SPEED
DAY SERUM CREAM SPF20/PA+++

& YOGHURT SLEEPING MASK
คู่กันเป็นเวลา 24 ชั่วโมง

ถามว่าดูขาววิ้งขึ้นมาเลยไหมมันก็ไม่ขนาดนั้นอ่านะ
แต่โดยรวมคือหน้ามันก็ดูสดใสดูไม่หมองๆ
ช่วงสีผิวบริเวณกระตรงแก้มก็ดูสม่ำเสมอขึ้นนิดนึง

ส่วนนึงเค้าว่าเพราะเนื้อครีมมันมีสีขาวเจืออยู่ทั้งคู่ด้วยหล่ะ
ตอนที่ทาหน้าเลยดูขาวขึ้นแบบชัดเจน แต่หลังล้างออกก็ไม่ได้ดูสีผิวดรอปลงนะ
คือไม่ขาวเท่าตอนทาแต่สีผิวโดยรวมจะดูผ่องๆขึ้น

สรุปการใช้ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง ส่วนตัวสำหรับเค้าไม่ได้ขาวขึ้น
แต่สีผิวโดยรวมดูสดใส ผิวนุ่มขึ้นโดยเฉพาะหลังใช้ Sleeping Mask
และไม่รู้คิดไปเองไหมผิวดูเรียบเนียนขึ้นจิ๊ดนึงดูจากขนาดรูขุมขนหน้าแก้มอ่านะ



เอาว่าถ้าใครคาดหวังว่าทาวันเดียวอีกวันจะขาวเด้งขึ้นมาเลยเค้าว่าคาดหวังมากไปหน่อย
ยกเว้นถ้าเป็นวันที่หน้าล้าๆจากการตากแดดจัดมาอันนี้อาจจะเห็นผลได้ชัดขึ้น
แต่มันก็ไม่ถึงขนาดขาวพลิกชีวิตอ่า แต่ถ้าใช้ต่อเนื่องระยะยาวก็คาดหวังผลได้อยู่

เอาว่าไลน์นี้เค้ายกให้เป็นไลน์ที่โดดเด่นและเห็นผลชัดที่สุดละสำหรับการ์นิเย่
ส่วนผสมก็จัดว่าโอเคเลยเมื่อเทียบกับราคา แต่การจะใช้ไวท์เทนนิ่งให้เห็นผล
ย้ำไว้ให้เสมอว่าต้องใช้คู่กับการทากันแดดและเลี่ยงแดด
ไม่ใช่ตากแดดจัดๆทุกวันแล้วจะคาดหวังให้สกินแคร์ช่วยฟื้นผิวเพียงอย่างเดียว
ทางที่ดีสุดที่จะมีผิวกระจ่างใสมันก็คือการต้องปกป้องผิวจากรังสี UV ไปด้วยอ่านะ

และสุดท้ายสำหรับคนที่ผิวค่อนข้างแห้ง ระคายเคืองง่าย
ไวท์เทนนิ่งอาจจะไม่ได้ให้ความชุ่มชื่นและอ่อนโยนต่อผิวมากนัก
ดังนั้นถ้าอยากใช้ไวท์เทนนิ่งแนะนำว่าควรบำรุงผิวให้ชุ่มชื่นและแข็งแรงก่อนจะดีกว่าจ้า

หวังว่าบล็อคนี้จะเป็นประโยชน์กันนะคะ
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมชมล่วงหน้าด้วยค่า Smiley

-----------------------------------------------------------------------------

Disclaimer : Sponsored Content by GARNIER
***All opinions are my own
Information : https://www.facebook.com/Garnier.Thailand




 

Create Date : 18 สิงหาคม 2560    
Last Update : 18 สิงหาคม 2560 13:33:55 น.
Counter : 1881 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

Review : Dr.Ci:Labo : VC100 Essence Lotion เอสเซนส์น้ำตบสูตรวิตามินซีเข้มข้นพิเศษให้ผิวกระจ่างใส






ถ้าพูดถึงสกินแคร์ที่เน้นเรื่องความกระจ่างใส
ส่วนผสมนึงที่เราคุ้นกันดีนั่นก็คือ " Vitamin C "

เพราะวิตามินซีมีความสามารถในการลดการสร้างเม็ดสีเมลานิน
ด้วยการไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนส
ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ใช้ในการสังเคราะห์เมลานินนั่นเอง
จึงช่วยให้ผิวกระจ่างใสขึ้น จุดด่างดำดูลดเลือนลง

แถมยังเด็ดไปกว่านั่นตรงที่วิตามินซียังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ
ช่วยลดความเสียหายของผิวจากการถูกทำลายโดยรังสี UV
และยังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนทำให้ผิวเรียบเนียนอีกด้วย

ดังนั้นในท้องตลาดเราจึงเห็นสกินแคร์ที่มีวิตามินซีเป็นส่วนผสมมากมาย
แต่การที่วิตามินซีจะมีประสิทธิภาพหรือไม่นั้นหลักๆก็ขึ้นอยู่กับ
ความเข้มข้นที่ใส่มา และ ความเสถียรของวิตามินซีที่ใช้

ซึ่งในบล็อคนี้มีรีวิวเอสเซนส์โลชั่นที่เค้าเคลมมาว่า
ใส่วิตามินซีมาจัดเต็มเข้มข้นสุดๆ ใส่มาถึง 4 รูปแบบ
ทั้งแบบที่ละลายได้ในน้ำและในไขมัน และเป็นแบบที่เสถียรด้วย
แค่อ่านคำเคลมก็รู้สึกว่าน่าตื่นเต้นแล้ว ไปทำความรู้จักพร้อมๆกันเลยค่า



Dr.Ci:Labo
VC100 Essence Lotion

ดร.ซี:ลาโบะ วีซี100 เอสเซนซ์ โลชั่น

--------------------------------------------------------------------

ขนาด 150 ml ราคา 2,180 บาท

มีจำหน่ายที่  Paragon , Eveandboy , Isetan, Tsuruha ,
Matsumoto Kiyoshi
และร้านค้าชั้นนำทั่วไป

--------------------------------------------------------------------

Dr.Ci:Labo (ดอกเตอร์.ซิ:ลาโบะ) เป็นแบรนด์ดังจากญี่ปุ่น
ที่ก่อตั้งโดย
Dr.Yoshinori Shirono แพทย์ผิวหนังที่มีชื่อเสียง
ซึ่งมีผลิตภัณฑ์ยอดฮิตคือ
Aqua-Collagen-Gel ที่เค้าเคยรีวิวไปแล้ว
ย้อนไปอ่านกันได้ที่ >>> Click <<<

สกินแคร์ของเค้าจะเป็นแนวเวชสำอาง ก็ตามสไตล์แพทย์อ่านะ
โดยเน้นส่วนผสมที่อ่อนโยนต่อผิว สกินแคร์ทุกตัวของเค้า
จะไม่มีส่วนผสมของสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง
คือ
ไม่มีน้ำหอม ไม่มีแอลกอฮอล์ ไม่มีสี ไม่มีน้ำมันแร่ ไม่มีพาราเบน

รวมถึงเอสเซนส์โลชั่นตัวนี้ด้วยเช่นกัน

สำหรับจุดเด่นของ Dr.Ci:Labo : VC100 Essence Lotion ขวดนี้
คือเป็นเอสเซนส์โลชั่นที่มีมานานแล้วหล่ะ
ได้รางวัล Top 3 โลชั่นขายดีจาก @Cosme ของญี่ปุ่นมาตลอด

แต่ในปี 2015 ได้ทำการปรับสูตรใหม่มาเป็นขวดนี้
ที่ใส่วิตามินซีมาเข้มข้นกว่าสูตรเดิมถึง 200% !!! (2 เท่า)
ทำให้มีประสิทธิภาพในเรื่องความกระจ่างใสของผิวได้ดีขึ้น
และยังช่วยในเรื่องความกระชับของรูขุมขนอีกด้วย



Ingredients : WATER, DIPROPYLENE GLYCOL, 1.2-HEXANEDIOL, GLYCERIN,
TRISODIUM ASCORBYL PALMITATE PHOSPHATE, MAGNESIUM ASCORBYL PHOSPHATE, ASCORBYL TETRAISOPALMITATE, ASCORBYL GLUCOSIDE
, SOLUBLE PROTEOGLYCAN, OLIGOPEPTIDE-24, FULLERENES, CITRUS AURANTIUM DULCIS (ORANGE) PEEL EXTRACT, MALIC ACID, GLYCOLIC ACID, LACTIC ACID, VALINE, LEUCINE, ISOLEUCINE, PHENYLALANINE, THREONINE, LYSINE HCL, GLYCINE, ALANINE, SERINE, HISTIDINE, HISTIDINE HCL, GLUTAMIC ACID, PROLINE, TYROSINE, TAURINE, ARGININE, ASPARTIC ACID, SODIUM ASPARTATE, ECTOIN, OLEYL ALCOHOL, PEG/PPG/POLYBUTYLENE GLYCOL-8/5/3 GLYCERIN, SODIUM HYALURONATE, HYDROLYZED HYALURONIC ACID, HYDROXYPROPYLTRIMONIUM HYALURONATE, HYDROLYZED COLLAGEN, POTASSIUM COCOYL HYDROLYZED COLLAGEN, SOLUBLE COLLAGEN, POLYQUATERNIUM-51, UBIQUINONE, CYCLIC LYSOPHOSPHATIDIC ACID, CAMELLIA JAPONICA LEAF EXTRACT, TOCOPHERYL ACETATE, CAMELLIA SINENSIS LEAF EXTRACT, SEA WATER, ALLANTOIN, DISODIUM GUANYLATE, DISODIUM INOSINATE, SODIUM LACTATE, SODIUM PCA, PCA, GLUCOSE, PEG-32, BUTYLENE GLYCOL, PHYTOSTERYL/OCTYLDODECYL LAUROYL GLUTAMATE, MENTHYL LACTATE, HYDROGENATED LECITHIN, PEG-30 GLYCERYL COCOATE, POLYSORBATE 80, POLYGLYCERYL-10 LAURATE, CYCLODEXTRIN, CITRIC ACID, SODIUM CITRATE, PVP, CITRUS GRANDIS (GRAPEFRUIT) PEEL OIL, CITRUS AURANTIUM DULCIS (ORANGE) PEEL OIL, PHENOXYETHANOL

---------------------------------------------------------------------------

ส่วนผสมมากมายอลังการมาก แต่ตัวหลักๆที่เป็นจุดขายของเค้า คือ

>>> วิตามินซี 4 รูปแบบ ได้แก่

1). Trisodium Ascorbyl Palmitate Phosphate : APPS
ละลายได้ดีทั้งในน้ำและไขมันจึงซึมสู่ผิวได้ดีมาก
2). Magnesium Ascorbyl Phosphate : MAP
ละลายในน้ำ มีความเสถียร์สูง ให้ผลลัพธ์ในเชิงไวท์เทนนิ่ง
3). Ascorbyl Tetraisopalmitate : VC-IP
ละลายในน้ำมัน มีความเสถียรสูง ซึมผิวได้ดี ให้ความชุ่มชื่น
4). Ascorbyl Glucoside : AA2G
ละลายในน้ำ มีความเสถียรสูงมาก ซึมผิวได้ดี

ถ้าดูจากส่วนผสมก็คือวิตามินซีทั้ง 4 รูปแบบใส่มาเป็นอันดับต้นๆ
รองจากน้ำและสารให้ความชุ่มชื่น แต่เค้าไม่ได้แจ้งมาอ่าเนอะ
ว่าแต่ละตัวใส่มาที่ความเข้มข้นที่เท่าไหร่ แต่อย่างน้อยก็ตามคำเคลม
ว่าส่วนผสมหลักในการออกฤทธิ์มาจากวิตามินซีจริงๆ

>>> คอลลาเจน 3 ชนิด  
ได้แก่ Hydrolyzed Collagen
Potassium Cocoyl
Hydrolyzed Collagen
Soluble
Collagen

>>> กรดไฮยารูลอน 3 ชนิด

ได้แก่ Sodium Hyaluronate
Hydrolyzed Hyaluronic Acid
Hydroxypropyltrimonium Hyaluronate


>>> Lipidure ช่วยเติมน้ำให้ผิว

ในส่วนผสมหมายถึงสาร Polyquaternium-51
มีคุณสมบัติช่วยให้ผนังเซลล์ดูดซับและรักษาน้ำหล่อเลี้ยงในผิวได้ดีขึ้น

>>> กรดผลไม้ ช่วยขจัดและเพิ่มการผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน
หรือกรด AHA ได้แก่ Malic Acid , Glycolic Acid และ Lactic Acid 

>>> Fullerene ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ
และช่วยให้ผิวดูกระจ่างใสขึ้น

มีโครงสร้างเป็น Carbon 60 อะตอม เช่นเดียวกับเพชร
เป็นสารต้านอนุมูลอิสระชั้นยอด ช่วยดักจับอนุมูลอิสระรอบๆเซลล์
ยับยั้งการผลิตเม็ดสีเมลานิน ช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ให้ผิวแข็งแรง
จึงช่วยชะลอริ้วรอย และช่วยให้รูขุมขนกระชับขึ้น

>>> กรดอะมิโน 19 ชนิด
คงความนุ่มชุ่มชื้นให้กับผิว ทำให้ผิวดูเรียบเนียน

ชื่อที่ลงท้ายด้วย -ine ทั้งหลาย

>>> น้ำจากทะเลลึกที่อ่าวโทยาม่า
ช่วยให้การนำพาสารต่างๆเข้าสู่ผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ใส่มาในลำดับท้ายๆน่าจะเป็นกิมมิกของผลิตภัณฑ์มากกว่าฮะ

นอกจากทั้งหมดที่กล่าวไปด้านบนยังมีอีกสองตัวที่น่าสนใจ
ซึ่งช่วยในเรื่องของริ้วรอยได้และใส่มาในลำดับต้นๆ ก็คือ

Soluble Proteoglycan
สารสกัดจากกระดูกอ่อนส่วนจมูกของปลาแซลมอน
ซึ่งเป็นสารที่มีอยู่ตามกระดูกอ่อน/ข้อต่อของเรา
ช่วยเรื่องกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ให้ผิวยืดหยุ่นดี

และ
Oligopeptide-24
เป็นเปปไทด์ชนิดหนึ่งที่มีการวิจัยว่าทำงานเลียนแบบ Growth Factor
คือช่วยกระตุ้นให้เกิดการซ่อมสร้างของเซลล์ผิว จึงช่วยในเรื่องการลดเลือนริ้วรอย

***ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม แต่มีกลิ่นหอมของส้ม
ที่ได้จากน้ำมันหอมระเหยของส้มและเกรปฟรุ้ต ซึ่งอันนี้ก็บอกให้มิได้เน่อ
ว่าใครจะแพ้หรือไม่แพ้ เพื่อความสบายใจถ้าผิวระคายเคืองง่ายเทสก็ดีจ้า




ลักษณะเนื้อและกลิ่น


เนื้อโลชั่นเหลวใสไม่มีสี มีความข้นหนืดเล็กน้อย
แต่ลูบไปบนผิวสัมผัสได้เลยว่าเนื้อลื่นมากกกกก
หลังทาจับผิวจะเหลือความหนึบนิดนึง
แต่พอทิ้งให้แห้งก็โอเคนะใช้เวลาในการเซ็ตตัวแป๊บนึง
ให้สัมผัสบางเบา ไม่หนักผิว ไม่เหนียวเหนอะหนะ

กลิ่นหอมส้มชัดเจนเลย เป็นกลิ่นที่ได้จากน้ำมันหอมระเหย
ส่วนตัวเค้าชอบกลิ่นนะ ชอบดมก่อนทา สดชื๊น สดชื่น
แอบมีความคล้ายแย้มส้มสดเลย อิอิ

ขวดที่ใส่เป็นพลาสติกขุ่นแต่ไม่ทึบแสง
แนะนำให้เก็บในที่ไม่โดนแดดเน่อ
เพื่อป้องกันการเสื่อมประสิทธิภาพของส่วนผสม

--------------------------------------------------------------------------

วิธีการใช้



แบบแรกหยดใส่สำลีให้ชุ่ม เช็ดให้ทั่วหน้าและลำคอ
แล้วตบเบาๆซ้ำอีกครั้ง ซึ่งควรเลือกสำลีแบบดีหน่อยที่ไม่ขึ้นขุยนะจ๊ะ



แบบที่สองหยดใส่มือแล้วตบๆให้ทั่วใบหน้าและลำคอเลย



แบบที่สามใช้กับเม็ดชีทมาส์กหรือใช้กับสำลีแผ่นบางก็ได้
หยดให้ชุ่มๆแล้วใช้แทนมาส์กหน้า แปะไว้ซัก 10-15 นาที

วิธีนี้เค้าชอบมาส์กแล้วเฟรชมาก ให้ฟิลชุ่มชื่นดี
ที่สำคัญกลิ่นตอนมาส์กคือดี ส๊มมมมม ส้ม



ความรู้สึกหลังทดลองใช้


สภาพผิวหลังจากใช้เป็นโลชั่นมาส์ก อื้อหืมมมชุ่มฉ่ำมาก
เรื่องความชุ่มชื่นเค้าที่ผิวแห้งรู้สึกว่าทำได้ดีเลย
จัดเป็นน้ำตบที่เนื้อไม่ได้ใสมาก หลังทายังให้ความรู้สึกชุ่มชื่นเหลือบนผิว
ไม่ได้ซึมหายวาบทันทีที่ทา อาจต้องใช้เวลาในการเซ็ตตัวเพื่อซึมผิวนิดนึง

หลังมาส์กไม่รู้คิดไปเองไหมแต่เค้าว่าผิวมันดูใสขึ้น
คือไม่ได้ขาวขึ้นทันตาขนาดนั้นแต่ผิวมันจะดูเต่งๆใสๆจับแล้วเด้งขึ้น
เหมาะกับใช้ช่วงที่ผ่านการตากแดดจัดๆมาเลย
ส่วนผสมช่วยกู้ผิวใส่มาจัดเต็มมากจริงๆ

ส่วนผสมเป็นอนุพันธ์วิตามินซีไม่มีฤทธิ์เป็นกรด
เวลาใช้คือปกติดีไม่มีอาการแสบหน้าแต่อย่างใดจ้า
(ในกรณีสำหรับคนที่ไม่แพ้วิตามินซีเน่อ)


ป.ล.กระเค้าเป็นจากกรรมพันธุ์มีมาตั้งแต่เด็ก
ไม่สามารถทำให้หายไปหมดได้ แต่การใช้ไวท์เทนนิ่งคู่กับการทากันแดด
จะช่วยให้รอยกระสีไม่เข้มขึ้นได้ระดับนึงฮะ




สำหรับใครที่อินเลิฟกับการใช้วิตามินซีบำรุงผิว
ถ้าอยากเห็นผลรวดเร็วและชัดเจนขึ้น ทางแบรนด์เค้าแนะนำมา
ว่าใช้คู่กับ
Dr.Ci:Labo Super White 377VC (18g  2,250 บาท)
จะส่งเสริมกันดีงามมาก เพราะส่วนผสมหลักก็เป็นวิตามินซีเข้มข้นเช่นกัน
เสริมมาด้วยสารพัดสารต้านอนุมูลอิสระ ที่จะช่วยฟื้นฟูผิวที่คล้ำเสีย
และลดการถูกทำร้ายของผิวจากรังสี UV ได้ดี



แถมปาดเนื้อให้ดูนิดนึง ไม่รู้จะเรียกเป็นขั้นตอนอะไรดี
ด้วยส่วนผสมเค้าว่าน่าจะเป็นเซรั่มคือทาหลังใช้น้ำตบ

ลักษณะเนื้อมีความเข้มข้นประมาณนึง คือถ้าไม่ใช่คนผิวแห้งแบบเค้า
จะใช้ตัวนี้ทาเดี่ยวๆตอนกลางวันแทนมอยส์เจอร์ก็ได้อยู่นะ
เท็กซ์เจอร์กลางๆไม่หนักไม่เบาไปโดยที่ไม่ทำให้ผิวดูมันเยิ้มด้วย

และเหมือนเดิมคืออ่อนโยนไม่มีส่วนผสมของ
สี , น้ำหอม , แอลกอฮอล์ , พาราเบน และมิเนอรัลออยล์



สรุปความรู้สึกโดยรวม

ถือว่าเป็นเอสเซนส์น้ำตบที่น่าจะมีส่วนผสมของวิตามินซีมากสุดละตั้งแต่เคยลองมา
ส่วนผสมใส่สารบำรุงที่นอกเหนือจากวิตามินซีมาให้แบบจัดเต็มมาก
เสียดายนิดนึงเนอะที่เค้าไม่ได้บอกเปอร์เซ็นต์ความเข้มข้นของวิตามินซีที่ใช้
แต่โดยรวมเค้าก็ว่าเป็นน้ำตบที่น่าสนใจและน่าจะคาดหวังผลเรื่องกระจ่างใสได้ในระดับนึงเลย

ส่วนเรื่องความรู้สึกหลังใช้คือชอบนะ ไม่ใสไป ไม่เหนอะไป
มีความกลางๆ ชุ่มชื่นแต่สบายผิว และกลิ่นคือถูกจริตเค้าหล่ะ

และสุดท้ายผลลัพธ์...ช่วงที่เค้าลองอยู่ในช่วงผิวค่อนข้างปกติ
มีความคล้ำจากการไปทะเลช่วงสองอาทิตย์ก่อนหน้ามานิดหน่อย
อาจไม่ได้เห็นผลว่าขาวขึ้นขนาดไหน เอาว่าตอนนี้สีผิวกลับมาปกติละ
เรื่องความกระจ่างใสมันก็ต้องประกอบกันหลายอย่าง
จะให้ดีคือต้องทากันแดดและเลี่ยงแดดไปด้วยควบคู่กันอ่าเนอะ
แต่ที่สัมผัสได้คือเวลาใช้มาส์กหน้าผิวจะดูชุ่มและใสขึ้นจริง

หวังว่าบล็อคนี้จะเป็นประโยชน์กัน
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมชมล่วงหน้าด้วยค่า
Smiley XOXO Smiley

-----------------------------------------------------------------------------------------

Disclaimer : Sponsored Content by Dr.Ci:Labo
***All opinions are my own
Information : https://www.facebook.com/drcilabo.thailand/




 

Create Date : 01 สิงหาคม 2560    
Last Update : 15 สิงหาคม 2560 12:10:01 น.
Counter : 3028 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

Review : Provamed Scarzone สูตร Acne ลดรอยสิว & สูตร Ultra ลดรอยแผลเป็น








ใครกำลังกังวลใจเรื่องปัญหารอยแผล
ไม่ว่าจะแผลจากสิวหรือแผลเป็นต่างๆขอเชิญบล็อคนี้เลยจ้า

มีรีวิวครีมในกลุ่มที่ช่วยลดรอยมาฝากกัน
กับแบรนด์เวชสำอาง PROVAMED


มีจำหน่ายทั่วไปเลยตาม Watsons / Boots / Eveandboy /
ร้านขายยาใน 7-11 / ร้านยา Pure ในบิ๊กซี / The Mall / Tops
หรือตามร้านยาทั่วไปและร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศ


ถือว่าเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ไทยที่เค้ามั่นใจและได้ลองใช้จริง
เคยรีวิวไปแล้วหลายสิ่งย้อนอ่านในบล็อคกันได้ฮะ



สำหรับ 2 ชิ้นที่นำมารีวิวให้ชมกันจัดอยู่ในกลุ่ม Scar Treatment
ที่เค้าชูจุดขายของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ว่ามีเทคโนโลยี 5 Dimension Bioactive
ที่เค้าเคลมมาว่าสามารถเข้าไป ดูแลรอยแผลเรา
ในทุกกระบวนการของการเกิดแผลเป็น
ครอบคลุ่มตั้งแต่

- Inflammatory Phase ช่วงที่เกิดการอักเสบของผิว
- Proliferative Phase ช่วงที่เร่งการสร้างคอลลาเจนเพื่อสมานแผล
- Remodelling Phase ช่วงฟื้นฟูเซลล์ผิวบริเวณที่มีบาดแผล
- Improved Softness Of Scar ปรับความนุ่มและเรียบเนียน
- Fade Color Of Scar ลดความแดงหรือความคล้ำของผิวบริเวณที่เป็นแผลเป็น


มาดูกันค่ะว่าทั้งสองสูตรมีความต่างกันอย่างไร



Provamed Scarzone Acne
สูตรช่วยลดรอยสิว

-----------------------------------------------------

ขนาด 10 กรัม 315 บาท

หาซื้อได้ที่ร้านขายยาชั้นนำทั่วประเทศจ้า

คุณสมบัติตามคำเคลม

>>> ช่วยลดการอักเสบและรอยแดงสิว ช่วยสมานผิว
ด้วยสารสกัด Allium Cepa เข้มข้นสูงสุด 15%

    >>> ฟื้นฟูรอยหลุมสิวโดยการฟื้นฟูเซลล์ผิวต้นกำเนิด
และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนด้วย AI และ Phycojuvenine

>>> ลดรอยดำสิวและปรับสีของรอยแผลเป็นให้ดูจางลงด้วย Niacinamide

   >>>ช่วยให้รอยแผลเป็นนุ่มและเรียบเนียนขึ้นด้วย Vitamin E เข้มข้นจากธรรมชาติ

    >>> ป้องกันการเกิดสิวใหม่ ด้วย AC ซึ่งจะช่วยลดการอุดตัน
และลดการสะสมของเชื้อแบคทีเรียสาเหตุที่ทำให้เกิดสิว




ส่วนผสมหลักที่ใส่มามากสุดจากตัวที่เค้าเน้นเป็นตัวชูโรง
คือ Niacinamide หรือ Vitamin B3
ซึ่งเป็นวิตามินสารพัดประโยชน์ที่อ่อนโยนต่อผิวอยู่แล้ว
โดยสามารถช่วยทั้งในเรื่องความชุ่มชื่น ลดเลือนริ้วรอย
รวมถึงลดการอักเสบของสิวได้ด้วยแต่มีข้อแม้คือ
ต้องมีความเข้มข้น 4% ขึ้นไป ซึ่งอันนี้เค้ามิได้แจ้งความเข้มข้นมาเน่อ
ส่วนในเรื่องที่เค้าเคลมว่าช่วยลดรอยดำถ้ามองในเชิงไวท์เทนนิ่ง
ตัวนี้ก็จัดว่าใช่แต่ช่วยแค่ยับยั้งการส่งผ่านของเม็ดสีไม่ให้ขึ้นมาสู่ผิวชั้นบน
ไม่ได้ไปช่วยเรื่องยับยั้งการผลิตเม็ดสีผิวแต่อย่างใด

ต่อกันด้วย Tocopheryl Acetate หรือ Vitmin E
ช่วยให้ความชุ่มชื่นผิวจึงเรียบเนียนอ่อนนุ่ม
และช่วยให้กระบวนการสมานตัวของแผลเกิดเร็วขึ้น

ส่วนผสมต่อมาที่จะพบได้มากสุดในผลิตภัณฑ์กลุ่มลดรอย
นั่นก็คือ
Allium Cepa หรือ สารสกัดจากหัวหอม
ซึ่งเค้าบอกว่าใส่มาเข้มข้นสูงสุดถึง 15%

สารตัวนี้มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
จึงช่วยลดเรื่องการอักเสบของแผลได้ดี
และช่วยปรับปรุงการเรียงตัวของคอลลาเจน

ต่อมาตัวย่อ AI  (Phycosaccharide AI)  ในส่วนผสมคือ Algin
เป็นสารสกัดจากพืชธรรมชาติที่เข้าไปกระตุ้นสเต็มเซลล์
ให้เกิดการแบ่งเซลล์และกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจน
ซึ่งเสริมมาด้วย
Phycojuvenine หรือสารสกัดจากสาหร่ายทะเลสีน้ำตาล
ในส่วนผสมคือ Laminaria Digitata Extract
ที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการแบ่งเซลล์ด้วยเช่นกัน
จึงช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิวที่เสียหายจากรอยแผลให้หายได้ไวขึ้น

สุดท้ายตัวย่อ AC
(Phycosaccharide AC) 
ในส่วนผสมคือ Algin , Zinc Salfate

นอกจากช่วยกระตุ้นให้เกิดการแบ่งเซลล์เช่นเดียวกับ AI แล้ว
ยังช่วยลดความมันบนผิวหนัง ลดการอักเสบ
และมีฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรีย P.Acnes สาเหตุที่ก่อให้เกิดสิวอีกด้วย

***มีส่วนผสมของน้ำหอม



ลักษณะเนื้อและกลิ่น

เนื้อครีมสีขาวเหมือนจะข้นแต่เกลี่ยกระจายตัวง่าย
เท็กซ์เจอร์เหมือนครีมบำรุงให้ความชุ่มชื่นทั่วไป
เพราะส่วนผสมที่ใส่มาเยอะสุดจริงๆก็คือกลุ่มให้ความชุ่มชื่นอ่านะ
หลังทาให้สัมผัสที่เรียบลื่นดี ไม่เหนียวเหนอะหนะ จัดว่าบางเบาใช้ได้เลย

ใช้ร่วมกับสกินแคร์อื่นๆที่ใช้ปกติรวมถึงกันแดดและเมคอัพต่างๆ
ส่วนตัวไม่ขึ้นเป็นขุยหรือเป็นคราบแต่อย่างใดเลย
ซึ่งจัดว่าเป็นข้อดีมากนะสำหรับครีมทาลดรอยแผล
เพราะหลายตัวที่เค้าเคยลองคือทาได้แค่ก่อนนอน
ทาตอนเช้าเจอเมคอัพเข้าไปขุยขึ้นอย่างแรง

ในส่วนผสมเขียนว่ามีน้ำหอม แต่เอาจริงๆเค้าทาแล้วแทบไม่รู้สึกนะว่ามีกลิ่น
น่าจะใส่มาเพื่อช่วยกลบกลิ่นของสารสกัดหัวหอมมากกว่า

วิธีการใช้

ตามข้างกล่องจะเขียนว่าให้ทาและนวดเบาๆ
ตรงที่เป็นรอยสิว 2-3 ครั้งต่อวัน
เค้าก็ทาวันละ 2 ครั้งนี่หล่ะ หลังล้างหน้า เช้า-ก่อนนอน
เพราะบางทีเราแต่งหน้าก็ไม่ได้สะดวกแต้มเพิ่มระหว่างวันอ่าเนอะ

ซึ่งลำดับในการทาอันนี้ในสไตล์ของเค้านะ
คือล้างหน้าแล้วใช้น้ำตบเอสเซนส์ในการเตรียมผิวหน้าให้ชุ่มชื่นก่อน
แล้วแต้มครีมลดรอยแผลลงไปเลยนวดๆนิดนึงให้ซึมผิว
จากนั้นค่อยทาตามด้วยครีมบำรุงปกติ
ก็คิดเอาเองอ่านะว่าอยากให้สารในครีมลดรอยมันซึมลงผิวไปก่อน
กลัวว่าทาหลังครีมบำรุงมันจะซึมลงไปไม่ถึงเท่าที่ควร Smiley



ผลการทดลองใช้ต่อเนื่อง 2 สัปดาห์

ถ่ายแบบซูมสุดชีวิตกับรอยสิวใต้คางให้ชมกัน
ซึ่งรอยนี้เกิดจากฝีมือเค้าเองกดเองช้ำเอง เหอๆ สมน้ำหน้า
เป็นแค่สิวอุดตันตะมุตะมิ ดันกดซะช้ำอักเสบเป็นรอยแดง

รอยสิวในวันแรกจะเห็นเลยว่ามีความตะปุ่มตะป่ำมีทั้งรอยยุบรอยนูน
มันเกิดแล้วก็ต้องใจเย็นค่อยๆอดทน
Provamed Scarzone Acne วนไปค่ะเช้า-เย็น

ผลลัพธ์เมื่อครบ 14 วันก็ตามภาพเลยจ้า
ที่เห็นผลชัดสุดคือความเรียบเนียนของรอยสิว
ผิวมีความเต็มเต็มขึ้นมาจนแทบเสมอกับผิวปกติละ
สภาพรอยสิวโดยรวมดูดีขึ้นจริง

แต่ในเรื่องของรอยดำที่เกิดหลังจากผิวหายอักเสบ
เค้าว่าจางลงแค่นิดหน่อยนะ ยังเห็นเป็นรอยสีน้ำตาลจางๆอยู่

ในส่วนนี้คงต้องใช้สกินแคร์กลุ่มไวท์เทนนิ่ง
ที่ออกฤทธิ์ในเชิงการช่วยผลัดเซลล์ผิวมาช่วย
เพื่อเร่งให้เซลล์ผิวเก่าที่มีเมลานินสะสมอยู่ให้ค่อยๆหลุดออกไป
ซึ่งเค้าว่าจริงๆถ้าใส่ส่วนผสมแบบนี้มาให้เลยก็ดีเนอะ
ทาทีเดียวจบและน่าจะให้ผลลัพธ์เรื่องลดรอยดำได้ชัดเจนขึ้น
แต่ก็อาจไม่อ่อนโยนต่อผิวเท่าไหร่....ซื้อใช้แยกต่างหากเองก็ได้ Smiley



ภาพแบบระยะไกล เออเห็นความต่างชัดอยู่นะนี่
สิ่งที่เหลืออยู่คือรอยดำสีน้ำตาลจางๆ
แต่ขนาดของรอยสิวและความเรียบเนียนของผิวถือว่าผ่าน



Provamed Scarzone Ultra
สูตรช่วยลดรอยแผลเป็น

-----------------------------------------------------

ขนาด 10 กรัม 235  บาท

หาซื้อได้ที่ร้านขายยาชั้นนำทั่วประเทศจ้า


คุณสมบัติตามคำเคลม

>>> ช่วยลดเลือนรอยแผลเป็นด้วยสารสกัด Allium Cepa เข้มข้นสูงสุด 15%

    >>> ช่วยสมานแผลและฟื้นฟูผิวด้วย Vitamin B Complex
วิตามินบีรวม 7 ชนิดจากธรรมชาติ

>>> ช่วยลดการอักเสบระคายเคืองด้วย Phytelene Complex

    >>> ปรับสีของรอยแผลเป็นให้ดูจางลง สีผิวสม่ำเสมอขึ้น ด้วย Niacinamide

    >>> ช่วยให้รอยแผลเป็นที่นูนแข็งกลับนุ่มขึ้น ด้วย Vitamin E เข้มข้นจากธรรมชาติ



ส่วนผสมมีความคล้ายกันกับสูตร Acne
ที่ต่างคือมีส่วนผสมของ

Vitamin B Complex วิตามินบีรวม 7 ชนิดจากธรรมชาติ
แต่ที่เป็นส่วนผสมหลักจริงๆก็ยังเป็น Niacinamide หรือ Vitamin B3 อยู่ดี


อีกอย่างนึงที่เพิ่มมาคือ Phytelene Complex
เป็นกลุ่มของสารสกัดรวมหลายๆอย่าง
อันนี้เค้าคาดว่าน่าจะเป็นสารสกัดจากพืชธรรมชาตินะ
เพราะเห็นมีหลายตัวที่มีคุณสมบัตเรื่องต้านการอักเสบตามที่เคลมมา
อย่างสารสกัดจากดอกดาวเรือง (Calendula Officinalis Flower Extract)
สารสกัดจากดอกคาโมมายล์ (Chamomilla Recutita Flower Extract) เป็นต้น
ที่ช่วยทั้งด้านการอักเสบ สมานแผล และลดการระคายเคืองของผิว

***มีส่วนผสมของน้ำหอม



ลักษณะเนื้อและกลิ่น

เนื้อแบบเดียวกันเป๊ะกับสูตร ACNE
เป็นเนื้อครีมสีขาวบางเบาเกลี่ยง่ายไม่เป็นคราบ
และแทบไม่ได้กลิ่นน้ำหอมเช่นเดียวกัน

วิธีการใช้

เหมือนเดิมคือข้างกล่องแนะนำให้ทา
และนวดเบาๆที่รอยแผลเป็นวันละ 2-3 ครั้ง
สำหรับสูตรนี้เอาไว้ทาแผลทั่วไปตามร่างกายก็สามารถทาได้บ่อยหน่อย
เค้าจะวางไว้บนโต๊ะทำงาน นั่งทำงานเหลือบไปเห็นก็จะหยิบมาทา
สามารถทาซ้ำทาเติมได้เรื่อยๆไม่มันไม่เหนอะหนะ



ผลการทดลองใช้ต่อเนื่อง 2 สัปดาห์

ตีแบดมานานไม่เคยล้มได้แผลในคอร์ท

แต่พอได้ครีมลดรอยแผลเป็นมาเท่านั้นแหละ
เอ๊าาาาา....ล้มเข่าสไลด์ไถจนถลอกเลยจร้า
จะรีวิวทั้งทีร่างกายต้องลงทุนกันขนาดนี้เลย ทุ่มเทไปมะ Smiley

ก็เลยได้มีแผลมาเทสให้ชมกันด้วยประการฉะนี้แล

ปกติการเป็นแผลที่เข่าบอกเลยว่าต้องทำใจจริงๆ
มันเป็นจุดข้อต่อที่มีการขยับยืดหดตลอด
ทำให้แผลหายช้า แผลมักจะไม่ค่อยเรียบ
เป็นคีลอยด์ได้ง่าย และมักจะกลายเป็นรอยดำ
และระหว่างการตกสะเก็ดจะรู้สึกคันคะเยอรอบๆแผลมากเป็นพิเศษ
การได้เทสครีมลดรอยรอบนี้เลยมีความขยันทาเพราะอาการคันนี่หล่ะ

เวลาผิวตึงๆมันจะคันๆแห้งๆเค้าก็จะทาครีมลดรอยลงไปชุ่มๆนิดนึง
พอไม่ค่อยตึงมันก็จะอยากเกาน้อยลง (แต่ไม่ได้ทำให้หายคันอ่านะ)
ก็คือช่วงที่ลองจะทาครีมลดรอยวันละหลายรอบอยู่

โดยเค้าจะเริ่มทาตอนแผลแห้งสนิทขึ้นเป็นสะเก็ด
อย่าไปทาตอนที่ยังเป็นแผลสดนะ!

ผลลัพธ์ก็ตามภาพเลย 14 วันสภาพแผลดูดีขึ้นมากนะ
ความต่างของการทากับไม่ทาในฐานะที่เค้าซุ่มซ่ามผ่านการมีแผลอย่างโชกโชน
คือถ้าทาครีมลดรอยตั้งแต่เนิ่นๆรอยแผลจะค่อนข้างเรียบเนียนสวย
คือตอนนี้ลูบไปผิวเสมอกันดีไม่มีสะดุด
ส่วนนึงอาจจะเพราะเราจะเกาแผลน้อยลงด้วยหล่ะ
สะเก็ดจะมีความอ่อนนุ่มและค่อยๆหลุดออกไป
การทาครีมให้รอบๆแผลชุ่มชื่นไว้จะช่วยลดอาการมือบอน
ในการเผลอไปแกะสะเก็ดได้นะ ซึ่งถ้าแผลไม่ได้อักเสบหลายรอบ
รอยแผลก็จะไม่ค่อยดำคล้ำมากนัก

แต่ถามว่าจะหายไปหมดเหมือนไม่เคยมีแผลไหม
เค้าว่ายากหน่อยต้องใช้เวลาหลายปีอ้ะ ทำลืมๆอย่าไปสังเกตมัน

สรุปโดยรวม


ถ้ามองจากส่วนผสมเค้าเน้นเรื่องสารให้ความชุ่มชื่นมามากสุด
ทำให้ฟิลเวลาใช้เหมือนทามอยส์เจอร์
แต่ผลลัพธ์ในเรื่องลดรอยแผลทั้งรอยสิวและแผลเป็น
สำหรับเค้าก็ให้ผลโอเคนะ ไม่ได้ไวเว่อร์แต่ก็ดีกว่าไม่ทาอะไร
อย่างน้อยก็ช่วยในเรื่องของลดการอักเสบได้ดีเลยหล่ะ
ซึ่งนี่คือสาเหตุว่าการทาครีมลดรอยตั้งแต่เนิ่นๆย่อมให้ผลที่ดีกว่า

เอาว่าถ้าเป็นคนมีรอยแผลสิวหรือเป็นแผลค่อนข้างบ่อย
มีครีมลดรอยติดบ้านไว้ก็ไม่เสียหายเป็นปุ๊บก็ทาปั๊บ
แต่ถ้าจะเน้นเรื่องรอยแผลเป็นเดิมที่เป็นมาหลายปีแล้ว
เค้าว่าไม่จำเป็นทาไปก็แทบไม่รู้สึกอะไรเท่าไหร่
เพราะมันเลยกระบวนการเยียวยาของเซลล์ผิวมานานแหล่ว
ต้องใช้เวลารอให้แผลจางไปเองอ่านะ....เวลาจะเยียวยาทุกสิ่ง Smiley

อ้อแถมเทคนิคอีกนิดสำหรับใครที่เป็นมนุษย์ดูดยุงแบบเค้า
เวลาโดนยุงกัดทาครีมลดรอยแบบนี้ลงไปได้เลยนะ
ตัวสารสกัดจากหัวหอมมันเริ่ดมากกก
ช่วยให้รอยยุงกัดไม่ค่อยแพ้เห่อบวมแหละเธอ
แต่สิ่งสำคัญที่สุดไม่อยากให้ทิ้งรอยก็ต้องห้ามเกานะจ๊ะ!


หวังว่าบล็อคนี้จะเป็นประโยชน์กัน
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมชมล่วงหน้าด้วยนะค้า

Smiley XOXO
Smiley

-----------------------------------------------------------------------------

Disclaimer
: Sponsored Content by
PROVAMED
***All opinions are my own
Information : https://www.provamed.co.th
https://www.facebook.com/Provamedclub/




 

Create Date : 15 มิถุนายน 2560    
Last Update : 15 มิถุนายน 2560 13:05:52 น.
Counter : 2756 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

Review : Smooth E Gold White & Ageless Babyface Cream ลดเลือนริ้วรอย+กระจ่างใสในขวดเดียว




เมื่ออายุมากขึ้นปัญหาผิวที่ตามมาก็สารพัน
ไม่ว่าจะริ้วรอย ผิวไม่กระชับ ฝ้ากระ สีผิวไม่สม่ำเสมอ
ซึ่งส่วนใหญ่สกินแคร์ในกลุ่มริ้วรอยก็จะแยกกับไวท์เทนนิ่ง
ทำให้เราต้องเสียตังซื้อแยกกัน แถมยังเพิ่มขั้นตอนในการบำรุงผิวอีกด้วย

แต่ในบล็อคนี้มีสกินแคร์ที่รวมสรรพคุณ
ของทั้งสองอย่างไว้ในขวดเดียวมารีวิวให้ชมกัน
กับไลน์พรีเมียมของ Smooth E ในกลุ่มของ
Smooth E Gold
เป็นเวชสำอางที่เน้นส่วนผสมจากธรรมชาติ
โดยจัดอยู่ในขั้นตอนของ Pre-Moisturizer
ซึ่งเราอาจจะยังไม่ค่อยคุ้นกันว่าขั้นตอนนี้คืออะไร และช่วยบำรุงผิวเราอย่างไร
อยากรู้ก็ตามไปชมรายละเอียดกันในบล็อคนี้เลยจ้า



Smooth E Gold

White & Ageless Babyface Cream


ขนาด 30g ราคา 1,350 บาท

มีจำหน่ายทั่วไปตามห้างสรรพสินค้า
Watsons, Boots, Tops, Tesco Lutus ฯลฯ
และร้านยาชั้นนำทั่วไป

------------------------------------------------------------------------------------

คุณสมบัติตามคำเคลม

เวชสำอางฟื้นฟูและบำรุงผิวหน้าจากการวิจัยโดยทีมนักวิทยาศาสตร์การแพทย์
ด้วยนวัตกรรมกระตุ้นการต่อต้านลดเลือนริ้วรอยด้วยส่วนผสมจากธรรมชาติ
กรดอะมิโน คอลลาเจน อีลาสติน ฟื้นฟูให้ผิวเต่งตึง กระชับ  ดูเนียนนุ่ม
วิตามินอีธรรมชาติ และ Grape Seeds Extracts
ช่วยกระตุ้นกระบวนการผลักผิวตามธรรมชาติอย่างอ่อนโยน
พร้อม Licorice
ที่ช่วยให้ผิวกระจ่างใส อ่อนเยาว์



รายละเอียดส่วนผสม

สารออกฤทธิ์ที่ใส่มาเน้นเป็นส่วนผสมจากธรรมชาติ
มีตัวชูโรงที่เป็นจุดขาย เรียงตามปริมาณในส่วนผสมตามนี้

วิตามินอีจากธรรมชาติ (Natural Tocopherol)
จุดเด่นของวิตามินอีที่เรามักพบในสกินแคร์กลุ่มริ้วรอย
คือคุณสมบัติการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชั้นเยี่ยม
ที่ช่วยปกป้องเซลล์ผิวจากความเสื่อมจากปัจจัยภายนอก
เป็นสารให้ความชุ่มชื่นที่ดี ให้ผิวยืดหยุ่น
ทำให้ผิวดูอ่อนเยาว์
และช่วยบรรเทาอาการเบิร์นแดดจากรังสี UVB ด้วย
***เป็น Active Ingredient ที่ใส่มามากสุด
ในปริมาณที่คาดหวังผลได้


Jojoba Oil (Simmondsia Chinensis Seed Oil)
ช่วยให้ผิวนุ่มชุ่มชื่นโดยไม่ทำให้รู้สึกมันหรือเหนียวเหนอะหนะ

Evening Primrose Oil  (Oenothera Biennis Oil)
ช่วยกักเก็บน้ำในเซลล์ผิว ลดปัญหาผิวแห้งกร้าน

สารสกัดจากว่านหางจระเข้ (Aloe barbadensis leaf juice powder)
ให้ความชุ่มชื่น มีฤทธิ์ยับยั้งกระบวนการเกิดการอักเสบของผิวหนัง
ลดอาการระคายเคือง เร่งการแบ่งตัวของเซลล์ผิว

Collagen & Elastin Amino Acids
กลุ่มของอะมิโนที่เป็นองค์ประกอบของเส้นใยคอลลาเจนและอีลาสติน
จึงเป็นสารตั้งต้นที่ช่วยกระตุ้นและสร้างเสริมให้ผิวเต่งตึง กระชับ ยืดหยุ่น

Lanolin
สารสกัดจากน้ำมันที่หล่อเลี้ยงขนแกะ
เป็นมอยส์เจอร์ไรเซอร์ช่วยให้ผิวอ่อนนุ่มชุ่มชื่น

วิตามินเอ (Retinol palmitate)

เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ
และช่วยกระตุ้นให้เกิดกระบวนการผลัดตัวของเซลล์ผิว

Licorice Extract (Glycyrrhiza Glabra Root Extract)
ส่วนผสมที่เป็นจุดขายของครีมตัวนี้ในเรื่องของการเป็นไวท์เทนนิ่ง
คือสารสกัดจากชะเอมเทศที่
Imported from Korea
ออกฤทธิ์ช่วยยับยั้งกระบวนการสร้างเม็ดสีเมลานิน
ช่วยให้สีผิวสม่ำเสมอ ลดฝ้า กระ จุดด่างดำ

 Grape Seed Extract (Vitis Vinifera Seed Extract)
ช่วยเสริมความแข็งแรงให้หลอดเลือด
เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องและฟื้นฟูผิวให้แข็งแรง

***มีส่วนผสมของน้ำหอมและแอลกอฮอล์
แต่แอลกอฮอล์ใส่มาน้อยกว่าสารให้ความชุ่มชื่นมากกก
ดังนั้นจึงไม่มีผลต่อการทำให้ผิวแห้งลง

และสูตรนี้ทางแบรนด์แจ้งว่าผ่านการทดสอบแล้ว
ว่าคนที่มีผิวบอบบางระคายเคืองง่ายสามารถใช้ได้
แต่เพื่อความสบายใจทำการเทสก่อนก็ดีจ้า
โดยป้ายหลังใบหูหรือท้องแขนแล้วสังเกตอาการประมาณ 24 ชั่วโมง
ถ้าไม่มีอาการอะไรก็สามารถทาที่หน้าได้ค่ะ



Smooth E Gold White & Ageless Babyface Cream
ทางแบรนด์บอกว่าครีมตัวนี้จัดอยู่ในขั้นตอนของ Pre-Moisturizer
ขั้นตอนนี้อาจจะเป็นอะไรที่ใหม่หน่อยเนอะเค้าอธิบายมาง่ายๆว่า
 Pre-moisturizer = Soft Cream
คือขั้นตอนพิเศษในการบำรุงผิวก่อนทาครีม
ที่มีส่วนผสมช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่า (
Vitamin A : Retinol palmitate)
จึงช่วยให้ครีมบำรุงสามารถซึมเข้าไปบำรุงผิวได้ดีขึ้น เห็นผลลัพธ์ได้ชัดเจนขึ้น



บรรจุภัณฑ์เป็นขวดสองชั้นแบบทึบแสง
มาพร้อมหัวปั๊ม ทำให้กดใช้งานง่าย
และปกป้องความเสื่อมจากการถูกอากาศและแสงแดดได้ดี



ลักษณะเนื้อและกลิ่น

ลักษณะเป็นเนื้อครีมสีขาวที่มีความเหลวคล้ายโลชั่น
เนื้อลื่นมากเกลี่ยซึมผิวง่าย ให้ความรู้สึกเย็นสบายและชุ่มผิวทันทีที่ทา

เมื่อซึมผิวหมดให้ฟิลเป็นฟิลม์บางๆเคลือบผิว
ไม่มัน ไม่เหนียวเหนอะหนะ เหลือแค่ความหนึบผิวเล็กน้อย
มีกลิ่นหอมอ่อนๆสไตล์ฟลอรัล



ปริมาณที่ใช้ส่วนตัวเค้าผิวแห้งจะกดออกมาสองปั๊มสำหรับทาทั่วหน้า
และอีกหนึ่งปั๊มสำหรับทาลำคอ วิธีการทาของเค้าจะไม่แต้ม 5 จุด
เพราะการแต้มแบบนั้น 3 จุดจะไปกองตรงทีโซนที่ผิวมันง่าย
แต่แก้มที่ผิวแห้งและเกิดริ้วรอยง่ายได้ครีมบำรุงแค่ 2 จุด

ดังนั้นเค้าชอบกดครีมใส่ฝ่ามือแล้ววอร์มให้เนื้อครีมกระจายตัวให้ทั่วฝ่ามือก่อน
ค่อยทาลงบนใบหน้าโดยทาที่แก้มซึ่งเป็นจุดที่แห้งง่ายและมีพื้นที่กว้างก่อน
ที่เหลือค่อยลงทีโซนก็จะทำให้หน้าไม่มันเยิ้มง่ายระหว่างวัน



เทคนิคการทาครีมง่ายๆสไตล์เค้าคือการทาตามแนวโพรงขน
หมายถึงการลูบครีมไปตามแนวเส้นขนของเรา ไม่ลูบวนหรือลูบย้อน
วิธีนี้จะช่วยลดการเกิดการอุดตันในรูขุมขน ทำให้รูขุมขนกระชับผิวจะเนียนขึ้น

ลูบตามแนวขนไม่ยากเริ่มจากหน้าแก้มจะลูบจากด้านในสันจมูกออกสู่กรอบหน้า
หน้าผากเช่นกันแนวหว่างคิ้วลูบขึ้นแล้วแหวกออกสองด้านตามแนวขนคิ้ว
สุดท้ายจมูกและคางลูบลง

และสำหรับใครที่รู้สึกว่าใบหน้าและลำคอเริ่มไม่กระชับ
ตอนที่ทาครีมในขณะที่ครีมยังซึมผิวไม่หมดเค้าจะนวดกรอบหน้า
ด้วยการทำมือเป็นกรงเล็บเหยี่ยวแบบในรูปแล้วลากไปตามแนวขอบหน้า
ส่วนคอจะลูบขึ้นจากด้านหน้าอ้อมไปด้านหลังท้ายทอย

***เนื้อครีมตัวนี้ซึมผิวไวมาก ถ้าอยากนวดต้องนวดตั้งแต่ทาครีมลงไปทีแรก
เพราะถ้าทาเพลินจนครีมซึมผิวไปแล้วค่อยมานวด
จะมีความฝืดผิวเพราะเค้าเซ็ตตัวค่อนข้างแมทท์
ถ้าฝืนนวดไปตอนแห้งๆ มือเราจะรั้งผิวให้เกิดเป็นริ้วรอยได้เน่อ



ลุคผิวที่ได้หลังการทา
Smooth E Gold White & Ageless Babyface Cream
จะเห็นว่าเซ็ตตัวค่อนข้างแมทท์
ไม่ทำให้ผิวขึ้นเงา หรือดูมันเยิ้มแต่ผิวจะดูชุ่มชื่นขึ้น
คนผิวมันหรือผิวผสมที่ผิวขาดความชุ่มชื่นน่าจะชอบเลย




สำหรับการใช้
Smooth E Gold White & Ageless Babyface Cream ในช่วงแรก
ในบางคนอาจเกิดอาการผิวลอกได้เนื่องจากเค้ามีส่วนผสมที่ช่วยผลัดเซลล์ผิว
***แต่เค้าผิวแห้งใช้ต่อเนื่องมาเป็นอาทิตย์ไม่มีปัญหาลอกอะไรเลย แล้วแต่คนอ่านะ

ดังนั้นทางแบรนด์จึงแนะนำว่าให้ใช้คู่กับมอยส์เจอร์ไรเซอร์อีกหนึ่งตัว
ซึ่งในไลน์ของ
Smooth E Gold ก็จะมี Advanced Skin Recovery Cream
เป็นมอยส์เจอร์ไรเซอร์ใช้ในขั้นตอนสุดท้ายเพื่อปิดล็อคความชุ่มชื่นช่วยลดเลือนริ้วรอย



เนื้อของ
Smooth E Gold Advanced Skin Recovery Cream
จะค่อนข้างเข้มข้น ส่วนตัวเค้าผิวแห้งจะชอบเนื้อประมาณนี้นะ
ทาแล้วรู้สึกชุ่มดีแล้วเคลือบผิวได้ตลอดวัน โดยเฉพาะการทาก่อนนอน
ตื่นเช้ามาจะรู้สึกเลยว่าหน้ายังชุ่มชื่นอยู่
แต่สำหรับใครผิวมันหรือผิวผสมแนะนำให้ทาน้อยหน่อย
หรือใช้เฉพาะตอนก่อนนอนก็ได้ค่ะ



สรุปความรู้สึกหลังทดลองใช้


สำหรับ
Smooth E Gold White & Ageless Babyface Cream
เค้าชอบในเรื่องของเท็กซ์เจอร์นะ ให้ความชุ่มชื่นได้ดีแต่ไม่เหนอะหนะ
สามารถทามอยส์เจอร์ตามได้โดยที่ครีมอีกตัวก็ซึมได้ดี

ฟิลหลังใช้จะเซ็ตตัวแบบตึงผิวนิดๆให้ความรู้สึกเหมือนผิวกระชับขึ้น
แต่ในเรื่องริ้วรอยอันนี้ตอบให้มิได้ยังไม่ค่อยมีอ่านะ

ส่วนที่ชอบอีกอย่างคือมีความเป็นไวท์เทนนิ่งเสริมมาให้ด้วย
ก็ประหยัดเวลาดีไม่ต้องทาหลายสิ่ง
เหมาะกับคนต้องการบำรุงหลายๆอย่างในทีเดียว



ก่อนจบไปฝากเคล็ด(ไม่)ลับดูแลผิวให้ดูเด็กไว้อีกนิด
นอกจากทาครีมบำรุงแล้วห้ามลืมทากันแดดเด็ดขาด
เพราะนอกจากแดดจะทำให้หมองคล้ำแล้วยังทำให้เกิดริ้วรอยก่อนวัยด้วย

และต้องดูแลตัวเองจากภายในควบคู่ไปด้วย
คือการทำร่างกายให้แข็งแรง ออกกำลังกาย ทานอาหารที่มีประโยชน์
ทานน้ำเยอะๆ (สำคัญมากกกก) ที่สำคัญพยายามทำตนให้เป็นคนอารมณ์ดีไว้
สังเกตสิคนที่อารมณ์ดียิ้มง่ายหน้าดูเด็กกว่าเห็นๆ Smiley

หวังว่าบล็อคนี้จะเป็นประโยชน์กัน
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมชมล่วงหน้าด้วยนะค้า

Smiley XOXO
Smiley

-----------------------------------------------------------------------------

Disclaimer
: Sponsored Content by
Smooth E
***All opinions are my own
Information : https://www.facebook.com/SmoothEThailand/
//www.smooth-e.com




 

Create Date : 25 มีนาคม 2560    
Last Update : 10 เมษายน 2560 18:39:16 น.
Counter : 10380 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

Review : Olay EYES The Ultimate Eye Cream & Olay PRO-RETINOL Eye Treatment อายครีมสองสูตรจากอเมริกา






สวัสดีค่าสาวๆบล็อคนี้มีรีวิวผลิตภัณฑ์ใหม่จากโอเลย์มาฝากกัน
ซึ่งเป็นไลน์ใหม่ล่าสุดของเค้าเลยซึ่งทรายได้มีโอกาสไปงานเปิดตัวมาด้วย
และได้ทดลองใช้เป็นคนแรกๆถึงที่ประเทศอเมริกา!
นั่นก็คือกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลรอบดวงตา Olay EYES นั่นเอง

ซึ่งตอนนี้ขอบอกว่าวางขายบ้านเราเรียบร้อยแล้ว
มีให้เลือก 2 สูตร ที่ตอบโจทย์ปัญหารอบดวงตาที่ต่างกัน
อยากรู้ว่าสูตรไหนเหมาะกับใคร ช่วยเรื่องอะไร บล็อคนี้ห้ามพลาดค่ะ



ทำไมเราจึงควรบำรุงรอบดวงตา?


ผิวรอบดวงตาเป็นจุดที่มีความบอบบางเสียความชุ่มชื่นได้ง่าย
ทำให้เกิดปัญหาได้ง่ายและเป็นจุดที่แสดงถึงอายุได้ชัดเจน
ซึ่งปัญหารอบดวงตาเกิดได้จากหลายๆปัจจัย
ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยภายในอย่างพื้นฐานกรรมพันธุ์ อายุที่เพิ่มขึ้น

หรือปัจจัยภายนอกจากไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่แสนจะหนักหน่วง
ทำงานหนัก พักผ่อนน้อย นอนดึก ปาร์ตี้ เล่นมือถือ/คอมพิวเตอร์
ล้วนต่างทำให้เกิดปัญหาต่างๆขึ้นไม่ว่าจะรอยคล้ำ รอยบวม ริ้วรอย
ซึ่งถ้าไม่ดูแลกันตั้งแต่เนิ่นๆบอกเลยว่าเมื่อใต้ตาโทรมหน้าจะดูล้ำเกินวัยไปทันที




สำหรับโอเลย์ทั้ง 2 สูตร
จะตอบโจทย์ปัญหารอบดวงตาที่ต่างกัน ดังนี้

Olay EYES The Ultimate Eye Cream

ตัวนี้เน้นช่วยบำรุงและปกปิดรอยคล้ำ ริ้วรอย และรอยบวม

ส่วน Olay EYES PRO-RETINOL Eye Treatment

จะเน้นช่วยฟื้นฟูบำรุง เรื่องริ้วรอยและตีนกา



Olay EYES The Ultimate Eye Cream


ขนาด 15 ml ราคา 999 บาท
มีจำหน่ายตาม Watsons, Boots, Tops Supermarket และ Lazada

***ของเค้าเอามาจากอเมริกาเป็นขนาด 13ml
แต่ของไทยจะขนาด 15ml ได้เยอะกว่าในราคาถูกกว่าที่นู่นด้วย!


----------------------------------------------------------------------------

คุณสมบัติตามคำเคลม

ช่วยบำรุงและฟื้นฟูสภาพผิว และลดเลือนร่องรอย 3 ปัญหา
คือ รอยคล้ำ ริ้วรอย และรอยบวมของถุงใต้ตา
โดยตัวนี้มีเทคโนโลยี คัลเลอร์-คอเร็คติ้ง
ที่ช่วยลดเลือนรอยคล้ำใต้ตาทันทีที่ใช้ และอ่อนโยนสำหรับผิวรอบดวงตา



รายละเอียดส่วนผสม


ส่วนผสมที่เน้นมาเป็นจุดขายในการช่วยฟื้นฟูผิวรอบดวงตา
คือ Peptide & Penta-Peptide
หน่วยย่อยสุดของโปรตีนช่วยฟื้นฟูโครงสร้างผิว
กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน
จึงช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิวลดเลือนปัญหาริ้วรอย

Niacinamide หรือวิตามินบี 3
ส่วนผสมนางเอกที่พบได้ในทุกผลิตภัณฑ์ของแบรนด์โอเลย์
เป็นวิตามินสารพัดประโยชน์ ช่วยในการกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่
และให้เซลล์ผิวทำงานเป็นปกติ จึงช่วย
ให้ผิวเนียนละเอียด
ริ้วรอยลดเลือนลง และบางการวิจัยบอกว่ามีคุณสมบัติ
ออกฤทธิ์ในเชิงไวท์เทนนิ่งช่วยให้จุดด่างดำลดเลือนลง

และสารกลุ่มที่ให้ความชุ่มชื่นอย่าง Glycerin , Fatty Acid
(ชื่อที่ลงท้ายด้วย Alcohol เป็นกลุ่มกรดไขมันให้ความชุ่มชื่นไม่ใช่แอลกอฮล์เน่อ)

มี Titanium Dioxide ที่ช่วยกระจายและ
และ Iron Oxide ที่ออกสีเนื้ออ่อนๆช่วยพรางความหมองคล้ำ


***ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอมและแอลกอฮอล์



รุ่นนี้มาในรูปแบบกระปุกใสมีฝาปิดสีเงิน
ดังนั้นจึงไม่ควรวางในที่ที่โดนแสงแดด
เพื่อป้องกันไม่ให้เนื้อครีมเสื่อมก่อนเวลา



ลักษณะเนื้อและกลิ่น


ดูจากในกระปุกด้านบนจะดูเป็นเนื้อครีมข้นๆ
แต่เมื่อลองแตะลงบนผิวจะรู้สึกเลยว่าเนื้อมีความนุ่มๆฟูๆ
เค้าว่าคล้ายเนื้อวิปครีมเลยอ้ะ เนื้อมีความลื่นและเกลี่ยง่ายมากกก
หลังทาให้ลุคผิวแบบกึ่งแมทท์ แห้งสนิท ไม่มัน ไม่ขึ้นเงา ไม่เหนอะหนะ

เซ็ตตัวเป็นฟิลม์เคลือบผิว ให้ความรู้สึกเรียบลื่นขึ้นทันทีเหมือนการลงไพรเมอร์

สีในกระปุกจะออกสีเนื้ออ่อนค่อนข้างชัด
แต่เมื่อลงบนผิวสีจะค่อยๆกลืนและหายไปกับผิว
เรียกว่าแทบไม่ออกสีเลยหล่ะ จึงสามารถใช้ได้กับทุกสีผิว

โดยจะช่วยพรางพวกรอยด้วยหลังการกระจายแสง
ทำให้ใต้ตาให้ดูสดใสขึ้น ลองเทียบดูจากใต้ตาเค้าสองข้างได้เลย
ด้านที่ลง
Olay EYES The Ultimate Eye Cream รอยคล้ำจะดูจางนิดนึง
แต่อยากให้ทำความเข้าใจกันก่อนว่าอายครีมก็คืออายครีมเน้นบำรุง
มิใช่คอนซีลเลอร์ดังนั้นการปกปิดจึงไม่ใช่แบบเนียนกริบนะฮะ

***เค้าใช้อายครีมทาที่เปลือกตาด้วยเพราะเป็นจุดที่เหี่ยวไว
มีความคล้ำเช่นเดียวกัน ซึ่งอายครีมตัวนี้ดีงามตรงช่วยเตรียมผิวให้เรียบขึ้น
เวลาทาอายแชโดวจะรู้สึกว่าเกลี่ยง่ายและติดทนขึ้นด้วย




ในเรื่องของเส้นริ้วใต้ตานี่ถ่ายแบบซุปเปอร์ซูมให้ดูชัดๆ
จะเห็นว่าเส้นริ้วมันก็ยังอยู่แหละแต่มันดูตื้นขึ้นและจางลงนิดนึง
เพราะเนื้อของอายครีมเข้าไปช่วยเติมร่องผิวและกระจายแสง



ส่วนในเรื่องความชุ่มชื่นวัดให้ดูกันไปเลย
เอาจริงๆตอนไปเทสที่อเมริกาคือลองตอนแรกแอบคิดเหมือนกัน
ว่าจะชุ่มชื่นดีไหมเพราะเนื้อตัวนี้ทาแล้วเซ็ตตัวค่อนข้างแมทท์
ผิวแห้งแบบเค้าที่ไม่ใช้อะไรแมทท์ก็เลยแอบมีความกังวล

ซึ่งเค้าก็ได้ให้ลองเทสกับเครื่องวัดความชุ่มชื่น
โดยผลออกมาว่าชุ่มชื่นขึ้นจริง
ดังนั้นไม่ต้องกังวลในเรื่องความชุ่มชื่นเน่อตัวนี้ชุ่มชื่นดีจ้า



สรุปความรู้สึกหลังทดลองใช้

ที่เค้าชอบสุดเลยคือเท็กซ์เจอร์ที่เกลี่ยง่ายและเซ็ตตัวแมทท์
ซึ่งเป็นข้อดีมากๆสำหรับสาวๆที่แต่งหน้า
เพราะอายครีมตัวนี้จะทำหน้าที่เป็นไพร์เมอร์บางๆ
ในการเตรียมผิวรอบดวงตา ทำให้แต่งตาได้ง่าย
ติดทนขึ้น และไม่ตกร่อง ไม่เป็นคราบระหว่างวัน

และคุณสมบัติการกระจายแสงก็ช่วยพรางปัญหาใต้ตาได้ระดับนึง
ถ้าคนไม่มีปัญหาใต้ตามากมายวันด่วนๆสามารถลงอายครีมตัวนี้เดี่ยวๆ
แล้วแต่งหน้าตามโดยไม่ต้องโบกคอนซีลเลอร์ได้เลย
ใต้ตาจะดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นแบบเป็นธรรมชาติ

ในด้านของผลลัพธ์ในเรื่องของการบำรุง
เค้าว่าให้ฟิลหลังใช้ที่ดีในเรื่องของความชุ่มชื่น
ผิวใต้ตาจะดูอิ่มฟูขึ้น แต่ในเรื่องความหมองคล้ำและริ้วรอย
อันนี้ยังตอบให้มิได้ ไม่ได้มีปัญหาตรงนี้มากนัก
จึงยังไม่ค่อยเห็นความเปลี่ยนแปลงค่ะ

ส่วนอาการบวมของถุงใต้ตาซึ่งเค้าเป็นคนตาบวมง่าย
ซึ่งส่วนตัวนอนน้อยไม่ค่อยบวมเท่าไหร่
แต่นอนมากไปตาจะพองเป็นปลาทองเลย
ก็เลยรู้สึกว่าอาการบวมขึ้นอยู่กับการพักผ่อนเป็นหลักมากกว่า
อายครีมแค่ช่วยเสริมลดความบวมได้แค่นิดหน่อยไม่ใช่ทาแล้วยุบทันตา
ดังนั้นไม่อยากตาบวมก็ควรมีวินัยในเรื่องการพักผ่อนกันนะฮะ

สรุปสั้นๆ ชุ่มชื่นดี ให้ผิวใต้ตาดูสดใสขึ้น
ให้ผลลัพธ์ในการเตรียมผิวได้ดี ช่วยให้เมคอัพง่ายขึ้น
สำหรับสูตรนี้เค้าชอบใช้ตอนกลางวัน
เพราะให้ผลลัพธ์ได้ทันทีหลังทา
แต่ใครจะใช้ตอนกลางคืนด้วยก็ได้นะฮะ
ไม่ต้องกังวลเรื่องสี เค้าลองแล้วทาในปริมาณปกติ
สีเนื้อที่เห็นจะซึมเข้าผิวหมดไม่เลอะหมอนจ้า



Olay EYES PRO-RETINOL Eye Treatment

ขนาด 15 ml ราคา 999 บาท

มีจำหน่ายตาม Watsons, Boots, Tops Supermarket และ Lazada

----------------------------------------------------------------------------

คุณสมบัติตามคำเคลม


ช่วยฟื้นบำรุง และฟื้นฟูสภาพผิวจากปัญหาริ้วรอย และตีนกา
ด้วยส่วนผสมที่ช่วยกระตุ้นกระบวนการผลัดเซลล์อย่างอ่อนโยน
ทำให้ริ้วรอยตื้นขึ้นและแลดูจางลง
สามารถสัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลงได้ภายใน 4 สัปดาห์




รายละเอียดส่วนผสม


ส่วนผสมหลักที่ใส่มาแบบจัดเต็มมากยังคงเป็นนางเอกของโอเลย์
ก็คือ
Niacinamide หรือวิตามินบี 3
ที่ช่วยในเรื่องของการลดเลือนริ้วรอย

แต่ส่วนผสมตัวที่เค้ายกมาเป็นตัวชูโรงจริงๆ
คือ Proprietary Retinoid และ Retinyl Propionate

สารในกลุ่มของวิตามินเอ ที่ช่วยกระตุ้นกระบวนการผลัดเซลล์ผิว
จึงช่วยให้ริ้วรอยตื้นขึ้น ผิวดูเรียบเนียนสม่ำเสมอขึ้น

นอกจากนี้ยังเสริมมาด้วยวิตามินอี (Tocopheryl Acetate)
ช่วยให้ความชุ่มชื่น เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ
และ
วิตามินบี 5 (Panthenol)
ที่ช่วยให้ผิวชุ่มชื่นเรียบเนียน ให้เซลล์ผิวแข็งแรง
และช่วยปกป้องผิวจากอาการระคายเคือง

***ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอมและแอลกอฮอล์



เค้าชอบแพคเกจของอายครีมรุ่นนี้
มีความดีงามตรงหลอดพลาสติกทึบแสง
ที่ช่วยป้องกันความเสื่อมจากแสงได้ดี สะดวกในการพกพา
และปลายหลอดเรียวเล็กทำให้บีบกะปริมาณอายครีมได้ง่าย



ลักษณะเนื้อและกลิ่น

เนื้ออายครีมสีขาวบีบออกมาเหมือนจะข้น
แต่เกลี่ยแล้วจะพบกว่าเนื้อลื่นเกลี่ยง่าย
ให้สัมผัสแบบชุ่มชื่นดีเลย แต่จะใช้เวลาในการซึมผิวสักหน่อย
หลังทาผิวจะดูฉ่ำขึ้น มีความเงาและหนึบผิวเล็กน้อย
ไม่มีกลิ่นเพราะไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

เทคนิคการทาของเค้าคือใช้นิ้วนางที่มีน้ำหนักมือน้อยสุด
ค่อยๆเกลี่ยให้ทั่วรอบดวงตารวมถึงเปลือกตา
เสร็จแล้วบีบอายครีมเพิ่มอีกเล็กน้อยทาย้ำเข้าไปไปบริเวณร่องหางตา
เพราะเป็นจุดที่จะกลายเป็นรอยตีนกาได้เมื่ออายุเพิ่มขึ้น

ส่วนตัวเค้าใช้สูตรนี้ตอนก่อนนอนเลยจะโบกเยอะเป็นพิเศษ
เพราะตอนกลางคืนเราไม่ต้องกังวลในเรื่องการเยิ้มอ่านะ
เน้นหนาๆชุ่มๆจัดเต็มดีกว่า ผิวแห้งแบบเค้าและนอนห้องแอร์ที่อากาศแห้ง
โบกหนาแค่ไหนทิ้งไว้สักแป๊บก็ซึมหายเข้าผิวหมด



ในเรื่องของความชุ่มชื่นถ้าวัดจากเท็กซ์เจอร์และความรู้สึก
สูตรนี้ให้ฟิลที่ชุ่มกว่าแบบชัดเจน แต่วัดด้วยเครื่อง
ผลของความชุ่มชื่นที่เพิ่มขึ้นก็พอๆกันนะทั้งสองสูตร
เอาว่าในเรื่องความชุ่มชื่นให้ผ่านทั้งคู่
แต่จะเลือกใช้สูตรใดก็เลือกตามปัญหาที่กังวลเอาเนอะ

สรุปความรู้สึกหลังทดลองใช้

สำหรับสูตรนี้จะเน้นเรื่องริ้วรอยเป็นหลัก
ซึ่งเค้าก็ยังไม่ถึงกับมีปัญหาริ้วรอยใต้ตาขนาดนั้น
มีรอยที่เกิดจากการแสดงอารมณ์ทั่วไปซึ่งก็เป็นเรื่องปกติที่เราต้องมี
ดังนั้นจึงไม่สามารถวัดผลได้ว่าริ้วรอยจางลงแค่ไหน

แต่ในเรื่องความรู้สึกของการใช้เค้าจะชอบสูตรนี้
ตรงฟิลหลังการทาที่มีความชุ่มผิวมากกว่า
เหมาะกับใช้โบกตอนก่อนนอนมากกว่าอีกสูตร
หลังทาจะรู้สึกว่าผิวนุ่มๆขึ้น เป็นฟิลที่ผิวแห้งรู้สึกดี

อ้อเค้าพกสูตรนี้ไปใช้ตอนไปเที่ยวยุโรปด้วย
ไปช่วงหน้าหนาอากาศเลขตัวเดียวถึงติดลบ
อายครีมตัวนี้เอาอยู่นะผิวใต้ตาชุ่มดีไม่แห้งไม่เยิน
ซึ่งสำหรับอากาศแห้งแบบนั้นทาตอนกลางวันก็รอด
ช่วยลดเมคอัพแห้งจนเกิดอาการแคร็กที่ใต้ตาได้โอเคเลย
(ลืมพกอีกสูตรไปเลยใช้สูตรนี้ทั้งเช้าและก่อนนอนฮะ)

---------------------------------------------------------------------------------



ได้ฟังความรู้สึกของเค้าไปแล้วก็ลองเลือกดูเนอะ
ว่าตัวเองมีปัญหารอบดวงตาแบบไหน
ซึ่งสองสูตรก็ถือว่าทำมาครอบคลุมปัญหาได้ครบ

ก่อนจบขอฝากไว้ว่าปัญหาใต้ตาต้องดูแลประกอบกัน
ทั้งการบำรุงและการพักผ่อนให้เพียงพอ
ถ้าเป็นปัญหาใต้ตาที่เกิดจากเรื่องสุขภาพอย่างอาการภูมิแพ้
ก็ต้องรักษาที่สาเหตุไปด้วย ดูแลตัวเองให้แข็งแรง

ถึงจะช่วยให้รอบดวงตาดูสดใสขึ้นได้นะฮะ
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมชมล่วงหน้าด้วยค่า Smiley

-----------------------------------------------------------------------------------------

Disclaimer : Sponsored Content by OLAY
***All opinions are my own
Information//www.olay.co.th





 

Create Date : 22 มีนาคม 2560    
Last Update : 5 เมษายน 2560 16:26:43 น.
Counter : 3134 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

1  2  3  4  5  

BlogGang Popular Award#13


 
SaRaY
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 532 คน [?]




..........ชื่อ "ทราย" นะค๊า นามแฝงที่ใช้ก็มี SaRaY และก็ Mhunoiii (หมูน้อย) ค่า สนใจการถ่ายภาพ กะการแต่งหน้า จากเป็นงานอดิเรกจะกลายเป็นงานประจำอยู่แล้ว 555 เลยอยากจะทำบลอคเพื่อแบ่งปันประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้มานะค๊า ได้มากบ้างน้อยบ้าง มั่วๆกันปายยยย อิอิ

สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์
พ.ศ. 2539 ห้ามผู้ใดละเมิดไม่ว่าการลอกเลียนแบบ
หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดของรูปภาพและข้อความใน
http://www.mhunoiii.bloggang.com แห่งนี้ไปใช้
ทั้งโดยเผยแพร่ หรือเพื่อการอ้างอิงโดยไม่ได้รับอนุญาต
จะถูกดำเนินคดี ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด

ปล.ห้ามมิให้นำภาพใดๆจากในบล็อคไปใช้เพื่อการขายของโดยเด็ดขาดนะคะ !!!

---------------------------------------------------------

hits
New Comments
Friends' blogs
[Add SaRaY's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.