Group Blog
 
All blogs
 

Review : JUV Superfruit Skincare Water-Gel UV Protection SPF50 PA+++ กันแดดเนื้อบางเบาสูตรอ่อนโยน






แม้ว่าแดดเมืองไทยจะร้อนแสบแผดเผาเพียงใด
แต่เชื่อไหมคนไทยเกินกว่าครึ่งไม่ทากันแดด
ด้วยเหตุว่าทาแล้วเหนียวเหนอะหนะ มันเยิ้ม อุดตัน
ซึ่งกันแดดเมื่อก่อนก็ต้องยอมรับนะว่าเนื้อมันไม่สบายผิวจริงๆ
แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีกันแดดล้ำไปมากแล้วเนื้อบางเบาขึ้นมากกก

บล็อคนี้เลยหยิบกันแดดตัวล่าสุดที่ได้ลองแล้วทึ่งในความบางเบามารีวิวให้ชมกัน
เป็นสูตรอ่อนโยน ไม่มีสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง คุมมัน กันน้ำ ไม่อุดตัน
เป็นไงล่ะคุณสมบัติมาครบจัดเต็มมาก ตามไปทำความรู้จักกันเลยจ้า



JUV Superfruit Skincare
Water-Gel UV Protection SPF50 PA+++


---------------------------------------------------------------------------

ชื่อแบรนด์ JUV อ่านว่า "จุ๊ฟ"
ซึ่งมาจากคำว่า REJUVENATE ที่แปลว่า
ทำให้กระปรี้กระเปร่า ดูเยาว์วัยขึ้น สดชื่นขึ้น
ตัว J ยังแสดงถึงคำว่า Juice สื่อถึง Superfruit ที่เป็นส่วนผสมหลัก
และตัว UV สื่อถึงการปกป้องผิวจากแสงแดด

คำเคลมเค้าบอกว่าเป็นครีมกันแดดสูตรวอเตอร์เจล
ที่มีเนื้อสัมผัสที่เบาสบายผิว ช่วยคุมความมัน กันน้ำ กันเหงื่อ
ไม่อุดตัน
ช่วยปกป้องผิวจากทุกคลื่นแสง ปกป้องผิวจากมลภาวะ
และฝุ่นควันอนุภาคเล็กถึง 1 ไมครอน
ช่วยบำรุงผิวด้วยส่วนผสมของ Superfruits

สุดยอดผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก
ที่มีประสิทธิภาพในด้านการต่อต้านริ้วรอย ให้ผิวดูอ่อนเยาว์
เหมาะกับการใช้เป็นกันแดดแบบ Everyday use

ขนาด 30 ml ราคา 890 บาท

มีจำหน่ายที่ร้าน ALL ABOUT YOU ในห้างทุกสาขา
หรือ ช้อปออนไลน์ได้ที่ https://www.allaboutyou.co.th



เพิ่มเติม : ร้าน ALL ABOUT YOU เป็นร้านที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์สกินแคร์
และเครื่องสำอางออร์แกนิกจากทั่วทุกมุมโลก แห่งแรกในประเทศไทย
โดยคัดเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยผ่านการรับรองจากองค์กรนานาชาติ
เช่น ECOCERT (องค์กรรับรองผลิตภัณฑ์และส่วนผสมออร์แกนิกของยุโรป)
และ USDA (องค์กรรับรองอาหารและผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกของสหรัฐอเมริกา)
และต้องไม่มีการทดลองในสัตว์ ตอนนี้มี 6 สาขา เช็คสาขาใกล้บ้านได้ที่
https://allaboutyou.co.th/retail-location/ จ้า



รายละเอียดส่วนผสม

สารกันแดดที่ใช้เป็นแบบ Physical + Chemical Sunscreen
โดยตัวหลักใช้เป็น
Physical Sunscreen
ที่ปกป้องรังสี UV ได้ทุกช่วงคลื่นด้วยหลักการสะท้อนพลังงานแสง
ในส่วนผสมคือ Titanium Dioxide และ Zinc Oxide

สำหรับ
Chemical Sunscreen ในส่วนผสมคือ SunCat DE
อันนี้น่าสนใจเพราะไม่ค่อยเห็นในส่วนผสมของกันแดดที่วางขายทั่วไปเท่าไหร่

SunCat DE เป็นสารกันแดดที่นำเอา Chemical Sunscreen สามชนิด
คือ  Ethylhexyl Methoxycinnamate,
Butyl Methoxydibenzoylmethanne, Benzophenone-3

มาทำให้มีความเสถียรมากขึ้นด้วยวิธีการ Encapsulate
คือการนำไปบรรจุให้อยู่ในแคปซูลขนาดเล็กขนาด 1 Micron
ทำให้มีความเสถียรมากขึ้นไม่เสื่อมสลายเร็ว สามารถปกคลุมผิวได้ดีขึ้น
ปกป้องผิวจากรังสี UV ได้ครอบคลุมทั้ง UVC / UVB / UVA
รวมถึงช่วยปกป้องผิวจากมลภาวะ ฝุ่นละอองขนาดเล็ก
และผ่านการทดสอบความปลอดภัยในแง่ของการไม่ซึมเข้าสู่ผิว
จึงไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน
และไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองสำหรับผิวบอบบาง

ส่วนผสมอีกหนึ่งตัวที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ
Melanin
ชื่อเต็มคือ Liposhield® HEV Melanin นำเข้าจาก USA
เป็นเทคโนโลยีปกป้องผิวจากแสงสีฟ้า
โดยการเคลือบอยู่บนชั้นผิวทำหน้าที่เสมือนฟิล์มบางๆช่วยสะท้อนรังสี
จึงช่วยปกป้องผิวจาก Visible Light พลังงานสูง
ช่วงคลื่น 400 – 500 nm ซึ่งก็คือ แสงสีม่วง ฟ้า จากแสงแดด
และแสงหน้าจอคอมพิวเตอร์ มือถือ ฯลฯ

ที่สามารถทำลายผิวเช่นเดียวกับรังสี UVA และ UVB

-----------------------------------------------------------------------------

นอกจากสารกันแดด ส่วนผสมหลักที่ใส่มากมากสุดจริงๆคือสารที่ช่วยบำรุงผิว
โดยเน้นเป็นสารสกัดจากธรรมชาติซึ่งหลายตัวเป็น Certified Organic Ingredients
และยังใช้เทคโนโลยี Fresh Cell TM ซึ่งเทคโนโลยีในการเก็บรักษา
และคงคุณค่าของเซลล์สารสกัดธรรมชาติไว้ได้เหมือนพืชสดๆ
โดยบรรจุโมเลกุลของสารอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุ ไว้ในเซลล์
เปรียบเสมือน แคปซูลธรรมชาติ (Natural Microcapsules)
ทำให้ได้รับสารบำรุงจากสารสกัดจากพืชได้สูงสุด



ส่วนผสมบำรุงผิวที่สกัดจากพืช ได้แก่

Aloe Barbadensis leaf juice : สารสกัดน้ำว่านหางจระเข้
เป็นส่วนผสมออร์แกนิกที่ได้จากแหล่งปลูกในรัฐ Peubla ประเทศเม็กซิโก
โดยปลูกในดินบริเวณที่ใกล้กับภูเขาไฟที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุและสารอาหาร
ทำให้ได้สารสกัดที่มี โพลีแซคคาไรด์ สูง ซึ่งช่วยให้ความชุ่มชื่นผิว
ลดอาการผิวแพ้ระคายเคืองจากผิวไหม้แดด
สมานแผล ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และลดการอักเสบของสิว

Daucus Carota Extract : สารสกัดจากแครอท
[ ใช้เทคโนโลยี Fresh Cell TM ]
อุดมไปด้วยวิตามิน B3, B6 ,C และ สารเบต้าเคโรทีน
ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและความชุ่มชื้นให้กับผิว
มีฤทธิ์ต้านสารอนุมูลอิสระ ชะลอการเกิดริ้วรอย
ลดอาการอักเสบของผิว ลดอาการไหม้แดด ช่วยให้ผิวแข็งแรงขึ้น

Camellia Sinensis Leaf Extract : สารสกัดจากใบชาเขียว
อุดมไปด้วยสารโพลีฟีนอลที่ชื่อว่า EGCC (Epigallo Catechin) หรือ คาเทชิน
ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีฤทธิ์แรงสูง (Superpowerful Antioxidant)
ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิว ชะลอการเกิดริ้วรอย
ซ่อมแซมผิวที่เสียหายจากรังสี UV ลดการอักเสบของผิว

Actinidia Chinensis fruit extract : สารสกัดจากกีวี่

[ ใช้เทคโนโลยี Fresh Cell TM ]
อุดมไปด้วยวิตามิน C , E และสารโพลีฟีนอล
ซึ่งล้วนมีคุณสมบัติเป็น
สารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยให้ผิวอ่อนเยาว์
ป้องกันการเกิดความเครียดของเซลล์จากอนุมูลอิสระและมลภาวะ
รวมถึงช่วยให้สีผิวสม่ำเสมอ ชุ่มชื่น และเรียบเนียนขึ้น

Lycium barbarum fruit extract
สารสกัดจากผล Goji Berry หรือ เก๋ากี้

[ ใช้เทคโนโลยี Fresh Cell TM ]
จัดเป็นสุดยอดผลไม้ Superfruit เพราะอุดมไปด้วย กรดอะมิโน ถึง 19 ชนิด
สารต้านอนุมูลอิสระ ไม่ว่าจะเป็น โพลีฟินอล ฟลาโวนอยด์
เบต้าแคโรทีน วิตามินเอ วิตามินซี และแร่ธาตุนานาชนิด

 ซึ่งมีความสามารถในการต่อต้านอนุมูลอิสระสูงมากๆๆๆๆ
ในทางแพทย์แผนจีนใช้เก๋ากี้กันมานานแล้ว โดยใช้เป็นยาชูกำลัง
เพราะช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน บำรุงสายตา เพิ่มการไหลเวียนของหลอดเลือด
ส่วนในด้านการบำรุงผิวช่วยปกป้องผิวจากการถูกทำลายจากรังสี UV
กระตุ้นการทำงานของเซลล์ผิวใหม่ ลดการเกิดริ้วรอยและจุดด่างดำ และเติมความชุ่มชื่น

นอกจากนี้ยังมี Tocopherol หรือ วิตามิน E
ที่ช่วยให้ความชุ่มชื่นผิว และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระด้วยเช่นกัน



สำหรับคนเป็นสิวและผิวแพ้ง่ายค่อนข้างสบายใจได้
เพราะส่วนผสมไม่มีสารในกลุ่มที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองผิวเลย
ได้รับการการันตีเรื่องส่วนผสมที่เป็นออร์แกนิกจากหลายสถาบัน
และไม่ ทำการทดลองในสัตว์อีกด้วย!



นอกจากส่วนผสมที่ดีงามไปสามโลกแล้ว
สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันในการกักเก็บคุณค่าของส่วนผสมคือบรรจุภัณฑ์
ซึ่งในข้อนี้ก็ต้องให้ผ่านเพราะเค้าใช้ขวดหัวปั๊มแบบสุญญากาศ
และเป็นขวดพลาสติกทึบแสง จึงช่วยป้องกันความเสื่อมจากแสงและอากาศได้ดี

แต่ขวดในล็อตที่เค้าได้มาจะมีปัญหาเรื่องหัวปั๊มนิดหน่อย
ซึ่งเค้าจะมีใบแทรกวิธีการใช้ครั้งแรกมาให้ในกล่อง
คือถ้าลองกดปั๊มหลายๆทีแล้วเนื้อกันแดดยังไม่ออก
ให้คว่ำขวดลง แล้วทำการสะบัดๆขวดหลายๆที
เพื่อให้เนื้อกันแดดไหลออกลงมาที่คอปั๊ม ก็จะปั๊มออกได้
และเมื่อใช้ไปถ้าปั๊มออกไม่สมูทก็ใช้วิธีเดิมก็จะปั๊มออกได้จ้า

โดยหัวปั๊มสุญญากาศแบบนี้มีข้อดีอีกอย่างสามารถกดใช้ได้จดหยดสุดท้าย

สิ่งสำคัญที่ห้ามเด็ดขาดคืออย่างัดแงะแกะหัวปั๊มออกนะ
การทำสัมผัสกับอากาศจะทำให้ประสิทธิภาพของกันแดดลดลง



ปริมาณการใช้กันแดดที่ให้ประสิทธิภาพได้เต็มที่
สำหรับทาหน้าคือแนะนำให้ใช้ประมาณสองข้อนิ้ว
ซึ่งการปั๊มหนึ่งครั้งก็ได้พอดีสองข้อนิ้วแหละ
แต่ด้วยความที่รูหัวปั๊มเล็กมันจะได้เนื้อกันแดดแค่เส้นเรียวๆบางๆ
และเนื้อกันแดดค่อนข้างเป็นเนื้อเหลวบางเบา
ส่วนตัวแล้วเค้าจึงใช้ครั้งละ 2 ปั๊ม ในการทาทั่วใบหน้า
คอกับช่วงเนินอกก็กดอีก 2 ปั๊มทาแยกกัน



ลักษณะเนื้อและกลิ่น

เนื้อกันแดดสีขาวครีม เป็นสีธรรมชาติจากส่วนผสมไม่ได้แต่งสี
ไม่มีกลิ่นเพราะไม่ใส่น้ำหอม และไม่ใช่กลิ่นสารเคมีจ๋าแบบกันแดดทั่วไปด้วย

เนื้อลื่นมากกกกกก เกลี่ยแล้วแตกตัวบนผิวคล้ายน้ำ
ให้ความรู้สึกเย็นผิวนิดๆตอนที่ทา แต่ไม่ต้องกังวลไม่มีส่วนผสมของพวกเมนทอล
น่าจะเย็นด้วยลักษณะของเนื้อที่เป็นวอเตอร์เจลเบส

หลังทาให้ความรู้สึกชุ่มชื่นผิวดีโดยเมื่อเซ็ตตัวเข้ากับผิวแล้วแห้งสบายผิวมาก
ไม่เหนียวเหนอะหนะเลย เหลือความหนึบผิวแบบนิดเดียวจริงๆ
และที่น่าอเมซิ่งคือให้ลุคผิวที่ค่อนไปทางแมทท์จ้า
คือชุ่มแต่แมทท์ดังนั้นกันแดดตัวนี้รอดกับทุกสภาพผิวนะเค้าว่า

ข้อดีอีกอย่างคือเรื่องของสี
คือปกติถ้าใช้สารกันแดดแบบ Physical Sunscreen เป็นหลักเนี่ย
มักจะพบกับปัญหาเรื่องหน้าลอยและวอก เพราะคุณสมบัติมันช่วยสะท้อนแสงอ่านะ
แต่ตัวนี้พอเบลนเนื้อเข้ากับผิวแล้วไม่ออกสีนะ ซึมหายลงผิวได้หมด
แต่ก็ช่วยกระจายแสงนิดหน่อย สังเกตได้ว่าหลังทาผิวจะดูผ่องขึ้นแต่ไม่ขาวลอย
เอาว่าเป็นเนื้อที่คุณผู้ชายก็ใช้ได้ ทาแล้วมีความหน้าไบร์ทนิดเดียวแบบที่ดูไม่ออกว่าทาอะไรลงไป



เทียบการทาบนหน้าให้ดู นี่คือทาเยอะให้เห็นชัดๆ
เห็นมะว่าหลังทาผิวดูนวลๆผ่องๆขึ้นแต่ไม่ได้ขาวลอยแต่อย่างใด
และเท็กซ์เจอร์หลังทาดูแมทท์แต่หน้าไม่ได้ดูแห้งเลย
ก็แน่หล่ะส่วนผสมบำรุงใส่มาแน่นขนาดนั้น

แต่ในเรื่องคุมมันอันนี้ก็ตอบตามตรงว่าบอกไม่ได้ว่าคุมมันดีแค่ไหน
เพราะเค้าผิวแห้งอ่านะ ใครผิวมันลองใช้แล้วมาแชร์กันหน่อยเน่อว่าคุมได้แค่ไหน



สรุป...เมื่อดูจากส่วนผสมนี่ยอมใจให้ว่าส่วนผสมดีมากจริงๆ
จัดเต็มทั้งสารบำรุง สารกันแดด และไม่มีสารกลุ่มที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองด้วย

แต่อันนี้เป็นความรู้สึกส่วนตัวของเค้าล้วนๆนะ
คือปริมาณสารบำรุงใส่มาเยอะกว่าสารกันแดด
เวลาใช้เลยแอบรู้สึกว่าเหมือนทาครีมบำรุงที่ผสมสารกันแดดมากกว่า
เลยชอบที่จะทาเยอะหน่อยเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพในการกันแดดได้เต็มที่

ซึ่งด้วยความที่เนื้อบางเบามากกก และเค้าก็ผิวแห้ง
การทาเยอะจึงไม่เป็นปัญหาอยู่แล้ว
ซึมได้หมดและยังคงให้ความรู้สึกแห้งสบายผิวด้วย
มีปัญหาแค่เรื่องเดียวคือเปลืองตัง 555 ก็เอาที่เราสบายใจเนอะ

นอกจากส่วนผสมที่เริ่ดมากแล้วเรื่องเนื้อสัมผัสก็ต้องมอบมงให้ว่าเริ่ดไม่แพ้กัน
ทำออกมาให้ดีจริง เกลี่ยง่าย บางเบา ไม่มัน ไม่เหนอะ
เหมาะสุดๆสำหรับการใช้เป็นกันแดดประจำวัน ทาไปเรียน ทาไปทำงาน
เอาว่าตอบโจทย์กับทุกสภาพผิว คือถ้าใครผิวมันไม่ชอบทาอะไรหลายขั้นตอนนะ
เค้าว่าตอนเช้าทากันแดดตัวนี้เดี่ยวๆก็จบได้เลยอ้ะ สารบำรุงเท่านี้ก็น่าจะกำลังพอดีๆ

สุดท้ายสำหรับสาวที่แต่งหน้าเค้าเทสกับทั้งรองพื้นและคุชชั่นหลายตัว
ไม่มีปัญหาเรื่องคราบแต่อย่างใดเลย แอบรู้สึกว่าให้ฟิลเป็นเบสเตรียมผิวที่ดี
ที่ช่วยให้เบสเมคอัพติดทนมากขึ้น และไม่ค่อยเยิ้มระหว่างวันด้วย

สั้นๆดีงามค่ะไปลองเหอะ
ราคาเหมือนจะสูงหน่อยแต่คุณภาพสมราคา!




ปิดท้ายให้ด้วยภาพนี้
JUV กับ ฟูจิซัง Smiley
จะบอกว่าพกไปลองที่ญี่ปุ่นด้วยซึ่งช่วงที่ไปเจอหลายสภาพอากาศเลย
เป็นช่วงเปลี่ยนฤดูมีทั้งฝน หนาว หิมะ ร้อนตับแตก
เนื้อชุ่มชื่นแต่ไม่มันแบบนี้...เทสต์แล้วค่ะรอดทุกสภาพอากาศ!

-----------------------------------------------------------------------------

Disclaimer : Sponsored Content by All About You
***All opinions are my own
Information : https://www.allaboutyou.co.th
https://www.facebook.com/AllAboutYouOrganics/




 

Create Date : 03 พฤษภาคม 2561    
Last Update : 8 พฤษภาคม 2561 9:43:51 น.
Counter : 1749 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

Review : d Program Acne Care สกินแคร์จากญี่ปุ่นดูแลปัญหาสิวสำหรับผิวแพ้ง่าย






หนึ่งในปัญหาใหญ่ของคนไทยที่มักมีผิวมัน
และอาศัยอยู่ในประเทศที่มีอากาศร้อนชื้น คงหนีไม่พ้นเรื่อง "สิว"
และปัญหาที่ตามมาจากการรักษาสิว มีการใช้ยาร่วมด้วย
ก็คือผิวที่อ่อนแอลง ทำให้มีอาการระคายเคืองง่ายนั่นเอง

ใครกำลังปวดหัวกับปัญหานี้บล็อคนี้มีรีวิวมาฝากกันจ้า
เป็นสกินแคร์ในกลุ่มของคนที่มีปัญหาสิวที่มีผิวแพ้ง่าย
กับแบรนด์ d Program (ดี โปรแกรม)
เค้าเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าเพื่อผิวแพ้ง่ายจากประเทศญี่ปุ่น
ที่มีประวัติมายาวนานเกือบ 50 ปี ภายใต้บริษัท Shiseido ที่เรารู้จักกันดี
มียอดขายเป็นอันดับ 1 ที่ญี่ปุ่นถึง 9 ปีซ้อน
ในกลุ่มของผลิตภัณฑ์เพื่อผิวแพ้ง่าย
กวาดรางวัลมามากมายอย่าง เช่น Cosme Awards

ซึ่งในญี่ปุ่นหาซื้อได้ตามร้าน Drug Store
และกำลังจะเข้าไทยแล้วเร็วๆนี้
ส่วนจะวางขายที่ไหนบ้างรอติดตามกันนะฮะ



คอนเซ็ปต์ของเค้าคือตัว d ย่อมาจาก defense x develop
หมายถึงเป็นเกราะป้องกันผิวจากปัจจัยภายนอก
นั่นก็คือมลภาวะต่างๆเพื่อไม่ให้ผิวเกิดอาการแพ้หรือแพ้ซ้ำๆเป็นๆหายๆ
พร้อมช่วยฟื้นบำรุงผิวจากภายในให้ผิวสุขภาพแข็งแรง
โดยไปทำให้การเรียงตัวของเซลล์ผิวเป็นระเบียบมากขึ้น ผิวจึงแข็งแรงและไม่แพ้ง่าย

มีให้เลือกด้วยกัน 4 สูตร ตามสภาพผิวและปัญหาผิวตามนี้จ้า
Balance Care : สำหรับผิวที่มีความมันส่วนเกินและรูขุมขนกว้าง
Acne Care : สำหรับผิวที่มีปัญหาเป็นสิวง่าย
Moist Care : สำหรับผิวแห้งที่ขาดความชุ่มชื่น
Vital Act : สำหรับผิวที่มีความหย่อนคล้อยต้องการความกระชับ


อันนี้ส่วนตัวชอบสีสันและหน้าตาผลิตภัณฑ์มาก มีความพาสเทลน่าใช้
โดยสูตรที่จะมารีวิวให้ชมกันก็คือ
Acne Care : สำหรับผิวที่มีปัญหาเป็นสิวง่าย



d Program Acne Care

ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าสำหรับผิวที่มีปัญหาเป็นสิวง่าย
โดยเข้าไปดูแลปัญหาสิว ด้วยการฟื้นฟูผิวจากภายใน
พร้อมปกป้องผิวจากมลภาวะ ฝุ่น ควัน ภายนอกเพื่อให้ผิวกลับมาแข็งแรง
จึงตอบโจทย์สำหรับคนที่มีสิวและเป็นผิวแพ้ง่าย



ผลิตภัณฑ์ของ d Program จะประกอบไปด้วย 2 ขั้นตอน
คือ Lotion และ Emulsion ซึ่งเป็นแบบเนื้อบางเบาทั้งคู่
โดยส่วนผสมในทุกสูตรจะไม่มีแอลกอฮอล์ น้ำหอม สี พาราเบน
และมีค่า pH ที่ใกล้เคียงกับผิวหน้าธรรมชาติของเรา จึงอ่อนโยนต่อผิว



d Program Acne Care Lotion

-----------------------------------------------------------------

โลชั่นที่ช่วยป้องกันและดูแลรักษาสิว
ด้วยการปลอบประโลมผิวที่อักเสบแพ้ง่ายให้แข็งแรงขึ้นจากภายใน
ฟื้นฟูสภาพผิวที่ไม่เนียนเรียบและจุดด่างดำ
อันเนื่องมาจากรอยแผลเป็นของสิวและช่วยปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ

ขนาด 125 ml ราคาที่ญี่ปุ่นประมาณ 1,130 บาท




รายละเอียดส่วนผสม


ส่วนผสมหลักๆที่ใส่มาเน้นในส่วนของสารให้ความชุ่มชื่น
อย่าง Glycol , Glycerin, Erythritol คือ น้ำตาลแอลกอฮอล์
เป็นสารให้ความชุ่มชื่นจากธรรมชาติ

ส่วนผสมออกฤทธิ์หลักคือ Tranexamic Acid
เป็นสารสังเคราะห์เลียนแบบกรดอะมิโนที่ชื่อว่า Lysine
ซึ่งสารตัวนี้ถ้าใครเคยเห็นในข่าวจะมีในรูปแบบของยารับประทานด้วย
โดยจะเป็นยาที่ใช้ในการห้ามเลือด แต่คนดันเอามาทานเพื่อช่วยให้ผิวขาว
ซึ่งช่วยให้ขาวได้จริงแต่อันตรายมาก ตรงที่มีความเสี่ยงทำให้เกิดลิ่มเลือด
ไปอุดตันในหลอดเลือดได้ อันตรายถึงเสียชีวิตเลยนะฮะ!

ซึ่งการนำมาใช้ในสกินแคร์ด้วยความเข้มข้นที่เหมาะสมคือไม่เกิน 3%
จะให้ผลลัพธ์ในเชิงไวท์เทนนิ่ง ช่วยให้ผิวกระจ่างใส สีผิวสม่ำเสมอ ลดรอยดำสิว
ด้วยการไปยับยั้งการหลั่งของสารที่มีผลต่อการผลิตเอนไซม์ Tyrosinase
ที่ใช้ในกระบวนการผลิตเม็ดสีเมลานิน
รวมถึงไปยับยั้งสารที่ไปกระตุ้นฮอร์โมน
ที่มีผลต่อเซลล์เมลาโนไซท์ที่ผลิตเม็ดสี
จึงทำให้การสร้างเม็ดสีเมลานินเกิดน้อยลง นั่นเอง

มีส่วนผสมของ Dipotassium Glycyrrhizate สารสกัดจากชะเอมเทศ
ที่มีคุณสมบัติช่วยลดการอักเสบของผิว ลดการระคายเคือง ช่วยให้ผิวแข็งแรงขึ้น

Ginkgo Biloba Leaf Extract สารสกัดจากใบแปะก๊วย
มีสารในกลุ่ม Triterpene Lactone ช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนโลหิต
และมีสารในกลุ่ม Flavonoids ที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ
ช่วยต้านการอักเสบ ลดการระคายเคือง และกระตุ้นให้เกิดการซ่อมสร้างเซลล์ผิวใหม่

 Crataegus Monogyna Flower Extract
สารสกัดจากดอกไม้ชนิดหนึ่งที่มีคุณสมบัติในเรื่องกระตุ้นการหมุนเวียนโลหิต
ช่วยให้เม็ดเลือดแดงลำเลียงออกซิเจนได้ดีขึ้น ซึ่งส่งผลต่อสีผิวในเชิงเปล่งปลั่งสดใส

Lamium Album Flower/Leaf/Steam Extract
สารสกัดจากส่วนต่างๆของต้น White Dead Nettle
ที่มีคุณสมบัติในการปลอบประโลมผิว ลดการอักเสบระคายเคือง
และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระด้วย

Phellodendron Amurense Bark Extract

เป็นสารสกัดจากสมุนไพรจีนที่ชื่อว่าชวนหวงป้อ
มีสารสำคัญคือ Berberine ซึ่งเป็นสารสกัดอัลคาลอยด์
ที่มีคุณสมบัติในต้านเชื้อชนิดต่างๆ ทั้งเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส
จึงช่วยยับยั้งการเจริญของเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิว และลดการอักเสบของสิว

Tocopherol
หรือ Vitamin E
ให้ความชุ่มชื่น ให้ผิวเนียนเรียบ และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ

***ไม่มีส่วนผสมของสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง
อย่างแอลกอฮอล์ น้ำหอม สี พาราเบน มิเนอรัลออยล์




ลักษณะเนื้อผลิตภัณฑ์

เนื้อโลชั่นเหลวใสกริ๊งเหมือนน้ำเลย ไม่มีกลิ่นเพราะไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม
ให้ความชุ่มชื่นกับผิวโดยไม่เหนียว ไม่มัน ไม่เหนอะหนะใดๆ แห้งสนิทไปกับผิวเลย



ขั้นตอนและวิธีการใช้


หลังล้างหน้าใช้โลชั่นเป็นขั้นตอนแรก เพื่อช่วยให้ความชุ่มชื่น
และปรับสภาพผิวให้ผิวพร้อมรับการบำรุงในขั้นตอนถัดไป
ปริมาณที่ทางแบรนด์แนะนำคือครั้งละ 2 ปั๊ม ใช้เช้า-เย็น

ถ้าใช้ปริมาณตามนี้ขวดนึงจะใช้ได้ประมาณเดือนกว่าๆ

โดยการทาคือกดใส่ฝ่ามือ กระจายเนื้อโลชั่นให้ทั่วสองฝ่ามือ
แล้วลูบเบาๆให้ทั่วใบหน้า จากนั้นให้ปลายนิ้วค่อยๆนวดเบาๆ
จากกลางใบหน้าออกมาที่กรอบหน้า เสร็จแล้วตบผิวอย่างเบามือ

คือเค้าเน้นให้ทำทุกอย่างอย่างเบามือเพื่อจะได้ไม่ไปรบกวนผิว
ยิ่งให้ที่มีปัญหาพวกสิวอักเสบหน้าจะได้ไม่ระคายเคืองอ่านะ



แต่อันนี้ส่วนตัวเค้าลองเองใช้คู่กับสำลีก็สะดวกดี
เพราะเนื้อเค้าค่อนข้างเหลวใสเหมือนน้ำ
กดใส่สำลีแผ่นบางแล้วเช็ดทั่วหน้าเสร็จแล้วค่อยๆตบผิวเบาๆก็ได้อันนี้ก็แล้วแต่ถนัด
แต่การเช็ดผิวด้วยสำลีจะไม่ค่อยเหมาะกับคนที่สิวอักเสบเพราะมีการเสียดสีกับผิวหน้าจ้า



d Program Acne Care Emulsion

-----------------------------------------------------------------

อิมัลชั่นสำหรับผิวมันที่มีแนวโน้มเป็นสิวง่าย และมีสภาพผิวไม่เนียนเรียบ
โดยเป็นเนื้อสมูทมิลกี้ ที่บางเบา ซึมซาบเร็ว ไม่เหนอะหนะ
ช่วยดูแลรักษาปัญหาสิว ยับยั้งปัจจัยที่ก่อให้เกิดการอักเสบ
ให้ผิวกลับมาเนียนเรียบสม่ำเสมอ ป้องกันการเป็นสิวซ้ำๆจากอาการระคายเคือง

ขนาด 100 ml ราคา
ที่ญี่ปุ่นประมาณ 1,230 บาท




รายละเอียดส่วนผสม

ส่วนผสมโดยรวมถือว่าใกล้เคียงกับตัวโลชั่นมาก
คือมีสารให้ความชุ่มชื่นGlycol , Glycerin, Erythritol

ใช้ส่วนผสมออกฤทธิ์หลักคือ Tranexamic Acid
ที่ช่วยลดการสร้างเม็ดสีเมลานินให้ผิวกระจ่างใส

และมี Dipotassium Glycyrrhizate สารสกัดจากชะเอมเทศ
ที่มีคุณสมบัติช่วยลดการอักเสบของผิว ลดการระคายเคือง  เช่นเดียวกับตัวโลชั่น

แต่ที่เพิ่มมาคือ Allantoin
เป็นสารที่มีคุณสมบัติช่วยเร่งการสมานแผล
ด้วยการกระตุ้นให้เกิดการซ่อมสร้างเนื้อเยื่อ
ช่วยลดการอักเสบ ลดการระคายเคือง ช่วยให้ผิวแข็งแรง

ส่วนผสมสามตัวสุดท้ายก็เหมือนโลชั่น คือ

Lamium Album Flower/Leaf/Steam Extract
ช่วยปลอบประโลมผิว ลดการอักเสบระคายเคือง และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระด้วย

Phellodendron Amurense Bark Extract

ยับยั้งการเจริญของเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิว และลดการอักเสบของสิว

Tocopherol
หรือ Vitamin E
ให้ความชุ่มชื่น ให้ผิวเนียนเรียบ และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ

***ไม่มีส่วนผสมของสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง
อย่างแอลกอฮอล์ น้ำหอม สี พาราเบน มิเนอรัลออยล์




ลักษณะเนื้อผลิตภัณฑ์

เนื้ออิมัลชั่นนี้เป็นสูตรปรับปรุงใหม่ที่เค้าเรียกว่า สมูธ แอรี่ มิลค์
คือเป็นเนื้อที่บางเบาซึมผิวไวแต่คงความชุ่มชื่นได้ยาวนานถึง 8 ชั่วโมง
เนื้อที่กดออกจากขวดเหมือนเป็นสีขุ่นๆ แต่เกลี่ยแล้วใสแตกตัวเป็นน้ำ
ซึมผิวไวสมคำเคลม ไม่เหนียว ไม่มัน ไม่เหนอะหนะแต่อย่างใด
ไม่มีกลิ่นเพราะไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม


ขั้นตอนและวิธีการใช้

ใช้เป็นขั้นตอนที่สองถัดจากการลงโลชั่น
โดยปริมาณที่แบรนด์แนะนำคือใช้ครั้งละ 1 ปั๊ม เช้า-เย็น
ขวดนึงจะใช้ได้ประมาณสองเดือนนิดๆ
วิธีทาก็ปกติกดใส่ฝ่ามือ กระจายเนื้อในมือ ลูบทั่วใบหน้า

เท็กซ์เจอร์ตัวนี้ถือว่าเป็นอิมัลชั่นเนื้อเบาที่สุดตั้งแต่เคยลองใช้มาเลย
แห้งสบายผิวไม่หนึบไม่เหนอะแทบจะคล้ายการทาโลชั่น
ก็จัดว่าตอบโจทย์ได้ดีสำหรับคนที่มีผิวมันและเป็นสิวได้ง่าย
เพราะไม่หนักหน้า ลดความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดการอุดตันผิว



อันนี้คือผิวหลังลงโลชั่นและอิมัลชั่นเรียบร้อยแล้ว
จะเห็นว่าผิวดูมีความฉ่ำอิ่มน้ำแต่ไม่ได้ดูมันเยิ้มแต่อย่างใดเลย
ใครชอบความบางเบานี่แนะนำจริงๆ

ตามที่เค้าเคลมว่าให้ความชุ่มชื่นได้ยาวนาน
ถ้าสำหรับคนผิวมันทาสองขวดนี้ก็จบนะสำหรับการบำรุงผิว
แต่ถ้าผิวแห้งแบบเค้ายังรู้สึกว่าต้องทามอยส์เจอร์ตามอีกซักตัวนึง
หรือเลือกใช้ควบคู่กับสูตรสีชมพู Moisture Care 
อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับสภาพผิวเนอะต้องปรับใช้ให้เหมาะกับตัวเรา



สรุปสำหรับ
d Program Acne Care Lotion & Emulsion
ตามคอนเซปต์แบรนด์แน่นอนว่าเหมาะกับผิวแพ้ง่ายระคายเคืองง่าย
เพราะอย่างที่รีวิวในเรื่องของส่วนผสมก็จะเห็นว่าอ่อนโยนจริง
ไม่มีสารในกลุ่มที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง ใช้สารไม่มากชนิดเกินไป
ก็ช่วยลดความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดการระคายเคืองได้ดี

คุณสมบัติหลักๆของกลุ่ม
Acne Care ที่น่าคาดหวังผล
เมื่อเทียบจากปริมาณของส่วนผสมแล้วเค้าว่าน่าจะช่วยเรื่องลดรอยดำสิว
และลดอาการระคายเคืองผิวได้ดี ซึ่งเมื่อใช้ต่อเนื่องก็จะช่วยให้ผิวแข็งแรงขึ้น

แต่อย่างไรก็ตามในเรื่องของสิวมันมีปัจจัยประกอบเยอะมากๆถึงมากที่สุด
การเลือกใช้สกินแคร์ที่เหมาะสมก็จะช่วยลดการเกิดการอุดตัน
ลดการอักเสบระคายเคืองของสิว แต่ก็ต้องดูแลเรื่องความสะอาดอื่นๆร่วมด้วย
ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้คลีนซิ่ง วิธีการล้างหน้าการทำความสะอาดพวกผ้า
ปลอกหมอน แปรง/พัฟแต่งหน้า พวกของที่ต้องใช้กับหน้าอย่างสม่ำเสมอ

และให้ดีที่สุดควรหาสาเหตุของการเกิดสิวด้วย
เพราะสิวไม่ได้เกิดแค่ปัจจัยภายนอกเพียงอย่างเดียว
สิวหลายประเภทก็เกิดจากปัจจัยภายในอย่างฮอร์โมนและวัย
การรักษาให้ตรงจุดและใช้สกินแคร์ที่ตรงกับสภาพผิว
ก็จะช่วยเสริมให้อาการสิวดีขึ้นไวกว่านั่นเองจ้า

-----------------------------------------------------------------------------

Disclaimer : Sponsored Content by d Program
***All opinions are my own




 

Create Date : 09 เมษายน 2561    
Last Update : 12 เมษายน 2561 16:05:56 น.
Counter : 523 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

Review : KIEHL’S Powerful-Strength Line-Reducing Concentrate สูตรใหม่ล่าสุด Vitamin C 12.5%







ถ้าพูดถึงเซรั่มสูตรวิตามินซีเข้มข้มในตลาดบ้านเราตอนนี้
คงต้องยกให้ KIEHL’S Powerful-Strength
Line-Reducing Concentrate
เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์
ที่ใส่วิตามินซีมาได้เข้มข้นที่สุดของที่สุด
จากสูตรเดิมเปอร์เซ็นต์ความเข้มข้นของวิตามินซีก็ล้ำเกินชาวบ้านเค้าแล้ว
ปี 2018 นี้ทำการปรับสูตรใหม่เพิ่มให้เข้มข้นยิ่งกว่าเดิมไปอี๊ก
Vitamin C มากถึง 12.5% แน่นอนต้องดียิ่งกว่าเดิม
แต่จะดีกว่าอย่างไรตามไปชมกันเลยจ้า



KIEHL’S Powerful-Strength
Line-Reducing Concentrate


-------------------------------------------------------------

เซรั่มลดเลือนริ้วรอยสูตรวิตามินซีเข้มข้น 12.5%
ที่ช่วยให้ผิวเรียบเนียนขึ้น ลดเลือนริ้วรอยลึกที่ผิวชั้นนอก
และช่วยให้ผิวเปล่งปลั่ง สีผิวกระจ่างใสและสม่ำเสมอขึ้น

ขนาด 50 ml ราคา 3,200 บาท

มีวางจำหน่ายที่ร้านคีลส์ทุกสาขา
และที่ www.kiehls.co.th




KIEHL’S Powerful-Strength Line-Reducing Concentrate
เป็นเซรั่มลดเลือนริ้วรอยยอดฮิตของคีลส์ที่วางขายตั้งแต่ปี 2005
มีจุดขายคือส่วนผสมของวิตามินซีเข้มข้น
ซึ่งเข้าไปช่วยกระตุ้นให้เกิดกระบวนการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิว
ทำให้ผิวมีความอิ่มฟูยืดหยุ่น ริ้วรอยจึงลดเลือนลง

โดยในปี 2018 นี้ ได้ทำการปรับปรุงสูตรใหม่ล่าสุด
ด้วยการเพิ่มความเข้มข้นของวิตามินซีเข้าไปอีก
จากเดิมที่ใส่ Ascorbic Acid 10.5%
ก็ได้ทำการเพิ่มอนุพันธ์วิตามินซี Ascorbyl Glucoside เข้ามาอีก 2%
ทำให้ความเข้มข้นรวมเป็น Vitamin C 12.5%
ก็น่าจะสูงสุดในบรรดาสกินแคร์บ้านเราตอนนี้

และได้ทำการเพิ่มสารอุ้มน้ำให้ผิวอย่าง Hyaluronic Acid เข้ามาด้วย
จึงช่วยให้เห็นผลลัพธ์เรื่องผิวที่เรียบเนียนและริ้วรอยที่ลดลงได้ชัดเจนยิ่งขึ้น



รายละเอียดส่วนผสม

ส่วนผสมหลักคือ
Vitamin C 12.5% ประกอบด้วย

Smiley วิตามินซีบริสุทธิ์
Ascorbic Acid 10.5%
Smiley
เป็นวิตามินซีที่พบในธรรมชาติซึ่งเป็นรูปแบบที่ได้รับการศึกษาและวิจัยว่า
มีประสิทธิภาพในการทำงานเข้ากับผิวได้ดีที่สุด ให้ประโยชน์ในการบำรุงผิวสูงสุด
ที่เราทราบกันดีคือวิตามินซีมีคุณสมบัติเป็นไวท์เทนนิ่งให้ผิวกระจ่างใส
เพราะไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซีเนสที่ใช้ในการสร้างเม็ดสีเมลานิน

แต่นอกจากนี้วิตามินซีในความเข้มข้นที่มากกว่า 5% ขึ้นไป
ยังมีคุณสมบัติในการลดเลือนริ้วรอย รวมถึงพวกรอยหลุมสิว
ด้วยการไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในผิว ด้วย
ทำให้ผิวมีความยืดหยุ่นดีขึ้น ริ้วรอยจึงค่อยๆจางลง
รวมถึงเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยลดความเสียหายของผิว
จากการถูกทำลายโดยรังสี UV
อีกด้วย

แต่วิตามินซีในรูปแบบนี้มีข้อจำกัดในเรื่องของความเสถียรอยู่
ซึ่งในจุดนี้คีลส์ได้แก้ปัญหาด้วยการใช้ส่วนผสมที่เป็นซิลิโคนเบส
ที่ปราศจากน้ำ (Andydrous)
โดยใช้ Propylene Glycol เป็นตัวทำละลายแทน
 มีการใช้เทคโนโลยีเฉพาะของคีลส์ด้านการคัดเลือกส่วนประกอบที่ลงตัว
และใส่สารที่ทำหน้าที่ต้านอนุมูลอิสระ (anti-oxidant) ให้ส่วนผสม
มาด้วย
คือ Pentaerythrityl Tetra-Di-T-Butly Tydroxyhydrocinnamate
รวมถึงใช้ขวดสีชาที่หัวปั๊มเพื่อป้องกันการถูกแสงแดดและการสัมผัสอากาศ
จึงช่วยรักษาความเสถียรของ
Ascorbic Acid ได้เป็นอย่างดี
และทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้ส่วนผสมของสารกันเสีย
ก็ถือเป็นการลดความเสี่ยงสำหรับใครที่แพ้สารกันเสียไปในตัว

และอีกข้อจำกัดนึงที่ทำให้
Ascorbic Acid ทำงานได้ดีที่สุดคือเรื่องของค่า pH
โดย
เซรั่มตัวนี้มีค่า pH 3.5 ที่เป็นกรดอ่อนซึ่งเป็นค่า pH ที่เหมาะสมที่สุด
ที่ทำให้ 
Ascorbic Acid ทำงานได้ดีและมีประสิทธิภาพสูงสุดในการลดเลือนริ้วรอย

ความเป็นกรดอ่อนอาจจะทำให้รู้สึกยิบๆผิวเล็กน้อย
หรือรู้สึกระคายเคืองได้ในคนที่ผิวแพ้ง่าย
แต่การที่เค้าใช้เบสเป็นซิลิโคนก็ช่วยลดโอกาสในการระคายเคืองได้
ด้วยการค่อยๆคายความเป็นกรดของ
Ascorbic Acid ออกมาทีละนิด
แต่ในเรื่องของอาการแพ้หรือระคายเคืองเป็นเรื่องส่วนบุคคลจริงๆต้องเทสต์เอาเองเนอะ
การเริ่มใช้แรกๆอาจใช้ในปริมาณที่น้อยๆดูก่อนแล้วสังเกตความรู้สึกตัวเองดูก่อนจ้า

----------------------------------------------------------------------------

Smiley อนุพันธ์วิตามินซี Ascorbyl Glucoside 2% Smiley

Ascorbyl Glucoside
หรือ Vitmanin Cg เป็นอนุพันธ์วิตามินซีที่มีความเสถียรสูง
โดยเมื่อทาลงบนผิวเอนไซม์ α-Glucosidase ที่มีอยู่ในผิวตามธรรมชาติ
จะหน้าที่แยก
Ascorbyl Glucoside ออกเป็น Ascorbic Acid กับ Glucose
คุณสมบัติในการบำรุงผิวจึงใกล้เคียงกับ
Ascorbic Acid
คือช่วยเรืองกระจ่างใส กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
ต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสียหายของผิวจากรังสี UV

ข้อดีของอนุพันธ์วิตามินซีตัวนี้ที่โดดเด่นคือดูดซึมสู่ผิวได้ดีมาก
และสามารถคงตัวในผิวได้ยาวนานกว่าวิตามินซีชนิดอื่นๆ
ทำให้เข้าไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้อย่างต่อเนื่อง

----------------------------------------------------------------------------

Hyaluronic Acid

อีกหนึ่งส่วนผสมที่เสริมเข้ามาจากสูตรเดิม

เป็นสารอุ้มน้ำที่สามารถอุ้มน้ำได้มากกว่าน้ำหนักตัวถึง 1000 เท่า

จึงทำหน้าที่เสมือนฟองน้ำ โดยดึงความชื้นเข้าสู่ผิวชั้นนอก
แล้วพองตัวขึ้นเมื่อดูดซับความชื้นไว้ ทำให้ผิวมีความอิ่มฟูเปล่งปลั่ง
โดยใช้เป็น
Hydrolyzed Hyaluronic Acid
ซึ่งเป็นชนิดที่มีขนาดเล็กที่ซึมผ่านผิวได้ไวและลงไปในผิวชั้นลึก

----------------------------------------------------------------------------

Hydroxyethylpiperazine Ethan Sulfonic Acid

เป็นสารที่จดสิทธิบัติในเครือ L'Oreal
มีคุณสมบัติในการเสริมการทำงานของเอนไซม์ Protease
ที่เป็นเอนไซม์ที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาการไฮโดรไลซ์โปรตีน
มีผลต่อเซลล์ผิวในกระบวนการผลัดเซลล์ผิว ตามธรรมชาติ
จึงช่วยให้เท็กซ์เจอร์ผิวเรียบเนียนขึ้น ริ้วรอยตื้นขึ้น
โดยไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองเหมือนพวกกรด AHA , BHA

----------------------------------------------------------------------------

Adenosine

Adenosine เป็นสารกลุ่มอะมิโนที่พบได้ในเซลล์ผิว
ที่ทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานให้เซลล์ผิว สามารถซ่อมแซมตัวเองได้อย่างต่อเนื่อง
แต่เมื่ออายุมากขึ้นปริมาณของ
Adenosine จะลดต่ำลงทำให้ผิวเกิดริ้วรอยโดยง่าย
การใช้
Adenosine ในสกินแคร์จึงให้คุณสมบัติในเรื่องลดเลือนริ้วรอย
ด้วยการช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์นั่นเอง

----------------------------------------------------------------------------

 ***ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ สารกันเสีย น้ำหอม
แต่ว่าใส่ Orang Peel Oil และ Lemon Peel Oil  เข้ามา
ซึ่งให้กลิ่นแนวซิตรัสอ่อนๆ ใครผิวระคายเคืองง่ายเทสต์ก่อนก็ได้ฮะ

***การเก็บรักษาเค้าออกแบบมาแล้วให้เก็บไว้ได้ในอุณหภูมิห้อง
แค่ไม่โดนแสงแดด หรือโดนความร้อนโดยตรงก็พอ
ไม่ควรนำไปแช่ตู้เย็นเลย เพราะจะทำให้เกิดการควบแน่นทำให้มีหยดน้ำในขวด
ซึ่งจะทำให้วิตามินซีบริสุทธิ์ไม่คงตัว และเสื่อมสภาพได้



นอกจากส่วนผสมที่ปรับสูตรให้ดียิ่งขึ้นแล้ว
ยังทำการปรับเนื้อของผลิตภัณฑ์ให้มีความสบายผิวมากยิ่งขึ้นด้วย
เทียบกับสูตรเก่าความเข้มข้นของเนื้อดูใกล้เคียงกัน
แต่เมื่อเกลี่ยซึมผิวสูตรใหม่เกลี่ยง่าย เบาสบายผิวขึ้นชัดเจน

เรื่องของกลิ่นจากเดิมแอบรู้สึกกลิ่นคล้ายเหล็กๆอย่างบอกมิถูก
แต่สูตรใหม่ด้วยความที่ใส่น้ำมันเปลือกส้มและมะนาวเข้ามา
เลยให้กลิ่นแบบซิตรัสอ่อนๆแนววิตามินซีจ๋าๆเลย
ซึ่งส่วนตัวเค้าว่ากลิ่นสูตรใหม่ให้ความรู้สึกที่ดีตอนทามากกว่านะ


เป็นเนื้อเซรั่มที่มีความเข้มข้นของเนื้อค่อนข้างมากกว่าเซรั่มทั่วไป
แต่เมื่อเกลี่ยซึมผิวให้สัมผัสแห้งสนิทและเบาสบายผิวเกินคาด
สัมผัสตอนทามีความคล้ายไพรเมอร์คือช่วยเคลือบผิวให้เรียบลื่นขึ้นทันที
ดูจากภาพซูมรูขุมขนเค้าได้เลยหลังทาผิวดูเนี๊ยนเนียน
นี่คือถ่ายในจุดเดิมแสงเดิมค่ากล้องเท่ากันเป๊ะแต่หลังทาผิวดูกระจายแสงดีขึ้น
และสิ่งที่น่าจะโดนใจหลายคนมากๆคือให้ลุคผิวแบบแมทท์
ไม่เหลือความมันวาวบนผิวแม้แต่น้อย

ด้วยความเข้มข้นของเนื้อใครผิวมันผิวผสม
จะใช้เดี่ยวๆแทนมอยส์เจอร์ไปเลยก็ได้
แต่ถ้าผิวแห้งแบบเค้าส่วนตัวก็ทามอยส์เจอร์ตามอีกขั้นนึงฮะ

สำหรับเค้าที่ผิวแห้งแต่ไม่แพ้ง่ายตอนทารู้สึกอุ่นๆผิวเล็กน้อย
มีอาการยิบๆผิวนิดเดียวตรงโหนกแก้มใกล้ผิวใต้ตาที่เป็นผิวส่วนที่บางๆ
แต่ไม่มีอาการแพ้หรือระคายเคืองแต่อย่างใดจ้า



ริ้วรอยบนหน้าเค้ายังค่อยมีเลยเทสต์ทาบนฝ่ามือที่มีร่องผิวให้ดูกันชัดๆ
เป็นเซรั่มที่เติมร่องผิวได้เริ่ดจริงอะไรจริง เนียนระดับน้องๆไพรเมอร์เลยนะคะคุณ

ซึ่งส่วนตัวเค้าลองใช้คู่กับมอยส์เจอร์และกันแดดหลายตัวแล้วแต่งหน้าตาม
ก็ไม่พบว่าเนื้อเซรั่มจับตัวเป็นก้อนหรือทำให้เกิดคราบนะ
แต่ก็มีข้อแม้ว่าต้องเกลี่ยเซรั่มให้กระจายตัวทั่วๆ
และทาให้ซึมผิวเรียบร้อยทั่วหน้าดีๆก่อนค่อยทาอย่างอื่นทับจ้า



วิธีการใช้ก็เหมือนเซรั่มปกติ เค้าใช้ทั้งเช้าและเย็นก่อนลงมอยส์เจอร์
และโบกเพิ่มนิดนึงในจุดที่กังวลเรื่องริ้วรอย และบริเวณที่มีจุดด่างดำ

สำหรับเรื่องที่หลายคนกังวลและเป็นคำถามยอดฮิต
ที่มักถามกันเข้ามาเวลาที่รีวิวผลิตภัณฑ์ที่มีวิตามินซีสูงๆคือ

 ....ใช้ตอนกลางวันได้ไหม? จะทำให้ผิวไวแดดไหม ?

จากคุณสมบัติของวิตามินซีที่ช่วยลดความเสียหายของผิว
จากการถูกทำลายของรังสี UV เนื่องจากเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ

ก็น่าจะให้คำตอบได้ชัดเจนแล้วเนอะว่าใช้ในตอนกลางวันได้และดีต่อผิวด้วย

แต่สาเหตุที่ทำให้คนเข้าใจว่าผิวจะไวแดด
ส่วนนึงคือเรื่องของค่า pH ของผลิตภัณฑ์ที่มีวิตามินซี
ที่อาจจะทำผิวที่บอบบางรู้สึกมีอาการยิบๆผิวได้

และวิตามินซีมักเป็นส่วนผสมที่พบในผลิตภัณฑ์กลุ่มไวท์เทนนิ่ง
ซึ่งมักจะใส่สารบางตัวที่ทำหน้าที่ในการผลัดเซลล์ผิวเข้ามาด้วย
ทำให้ผิวไวแดดต่อได้ ไวท์เทนนิ่งบางตัวจึงไม่แนะนำให้ใช้ในตอนกลางวัน
แต่ในเซรั่มตัวนี้ไม่ได้มีสารที่ผลัดเซลล์ผิวโดยตรง
ดังนั้นจึงสามารถใช้ได้ทั้งกลางวันและกลางคืนจ้า



ความรู้สึกหลังทดลองใช้

เรื่องของริ้วรอยพูดจริงๆว่ายังตอบให้ไม่ได้
เพราะเค้าดูแลผิวสม่ำเสมอมาโดยตลอด ยังไม่มีริ้วรอยชัดๆให้เทสต์อ่านะ
แต่อย่างที่ย้ำมาเสมอว่าริ้วรอยไม่ใช่รอให้เกิดแล้วค่อยหาสกินแคร์มาทา
มันควรเป็นการทาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดริ้วรอยก่อนวัยมากกว่า

ซึ่งสามารถใช้สกินแคร์กลุ่มนี้ได้ตั้งแต่อายุยี่สิบกลางๆเลย
เพราะผิวเราจะเริ่มผลิตคอลลาเลนได้น้อยลงตั้งแต่อายุ 25 เลยนะเธอ
ดังนั้นดูแลตั้งแต่เนิ่นๆค่ะ ซึ่งเซรั่มตัวนี้ก็ตอบโจทย์ได้ตรงประเด็นเลย
ตรงที่คุณสมบัติหลักของวิตามินซีที่เข้าไปกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนของผิวนั่นเอง

และอีกคุณสมบัติหลักของวิตามินซีที่ทำให้หลายคนแฮปปี้แน่นอน
นั่นคือเรื่องของความกระจ่างใส ลดจุดด่างดำ รอยดำจากสิว
เค้าลองต่อเนื่องแค่ 10 วัน รอยดำจากสิวดีขึ้นชัดเจนดีงาม
รอยข้างแก้มแต่ละจุดคือวงแคบลง รอยที่คางคือแทบหายไปหมด
ยอมใจในความเข้มข้นของ Vitamin C 12.5% จริงๆเห็นผลไวเฟร่อ



และสุดท้ายแถมให้คาดว่าน่าจะมีหลายคนสงสัยกับคำถามนี้
คือ
KIEHL’S Powerful-Strength Line-Reducing Concentrate
ต่างกับ KIEHL'S Clearly Corrective™ Dark Spot Solution อย่างไร?

ส่วนผสมที่เป็นจุดขายเหมือนกันคือวิตามินซีแต่ใช้เป็นวิตามินซีคนละตัว
ใน
Clearly Corrective™ จะใช้เป็นอนุพันธ์วิตามินซี 3-O Ethyl Ascorbic Acid
และจะมีส่วนผสมอื่นๆอย่างสารสกัดจากพืชที่เน้นช่วยเรื่องลดการสร้างเม็ดสีเมลานิน
จึงให้ผลลัพธ์ในเรื่องของความกระจ่างใสได้ตรงประเด็นมากกว่า

ถ้ากังวลเรื่องความกระจ่างใสเรื่องจุดด่างดำ
ใช้
Clearly Corrective™ ก็ตอบโจทย์ได้ดีกว่า
แต่ถ้ากังวลเรื่องของริ้วรอย และมีปัญหาผิวหมองคล้ำไม่สดใสจากวัยที่เพิ่มขึ้น

Powerful-Strength Line-Reducing ก็ตอบโจทย์มากกว่า

แต่ถ้าถามว่ากังวลทั้งกระจ่างใสและริ้วรอยอยากจะใช้คู่กันได้ไหม
มันก็ได้แหละไม่ผิดอะไร แต่เค้าว่าใช้สลับเช้าเย็นจะดีกว่า
ทาพร้อมกันวิตามินซีก็จะเข้มข้นเกินความจำเป็นเนอะ
เทียบจากความบางเบาของเนื้อ

Clearly Corrective™
บางเบากว่า
ก็เหมาะจะทาตอนกลางวัน
แล้วใช้
Powerful-Strength Line-Reducing ทาตอนกลางคืนเอาจ้า

สุดท้ายสำหรับใครที่สนใจอยากลอง

KIEHL’S Powerful-Strength Line-Reducing Concentrate
ไม่ต้องลุ้นค่ะว่าซื้อมาแล้วจะใช้กับผิวตัวเองได้ไหม จะแพ้ไหม
สามารถเข้าไปรับผลิตภัณฑ์ขนาดทดลองได้ฟรีๆ
เพราะคีลส์เค้ามีสนโยบาย Try Before You Buy
เพื่อให้เราได้ทดลองใช้ก่อนตัดสินใจซื้อ
สามารถแวะเข้าไปที่ร้านคีลส์ทุกสาขาได้เลยจ้า Smiley

-----------------------------------------------------------------------------

Disclaimer : Sponsored Content by Kiehl's Thailand
***All opinions are my own
Information : www.kiehls.co.th 
https://www.facebook.com/KiehlsThailand




 

Create Date : 18 มีนาคม 2561    
Last Update : 20 มีนาคม 2561 1:29:25 น.
Counter : 1013 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

Review : EXXE’ Phytocell Anti-Aging And Whitening Facial Serum สเต็มเซลล์จากต้นอ่อนอาร์แกนคืออะไร?





...เมื่อเราอายุมากขึ้นผิวไม่ได้แค่ขาดความชุ่มชื่นจนเป็นริ้วรอยได้ง่าย
แต่การผลิตเม็ดสีเมลานินก็จะเกิดมากขึ้นเมื่อมีปัจจัยกระตุ้น
ทำให้ผิวดูหมองคล้ำได้ง่าย ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ผิวเราดูแก่กว่าวัยนั่นเอง

ดังนั้นสกินแคร์กลุ่มริ้วรอยในปัจจุบัน
จึงมักพ่วงคุณสมบัติการเป็นไวท์เทนนิ่งมาด้วย
ซึ่งในบล็อคนี้ก็มีอีกหนึ่งแบรนด์ที่จะมารีวิวให้ชมกัน
โดยจุดขายของเค้าคือส่วนผสมสเต็มเซลล์ที่ได้จากต้นอ่อนอาร์แกน
จะน่าสนใจอย่างไรไปชมรายละเอียดกันเลยจ้า



EXXE’
PHYTOCELL ANTI-AGING
AND WHITENING FACIAL SERUM


----------------------------------------------------------------------

ซีรั่มบำรุงผิวหน้าเพื่อผิวสวยเรียบเนียน
ลดเลือนริ้วรอย และกระจ่างใส
***
ชื่อแบรนด์อ่านว่า "เอ็กซ์เซ่" จ้า


ขนาดและราคา
ขนาด 30 กรัม ราคา 990 บาท

หาซื้อได้ที่
Watsons และ ร้านขายยาชั้นนำทั่วไป



จุดขายของส่วนผสมที่เค้าดึงมาเป็นตัวชูโรง
คือ สเต็มเซลล์จากต้นอ่อนอาร์แกน ในชื่อของ PhytoCellTecTM Argan
ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์ของผู้ผลิตจากประเทศสวิสเซอร์แลนด์
ที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาเทคโนโลยีทางชีวภาพชนิดใหม่
ที่ชื่อว่า
PhytoCellTecTM ซึ่งคือการเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์ของพืช
เพื่อสร้างเซลล์เนื้อเยื่อที่ใช้เพื่อการซ่อมแซมบาดแผล



มาเกริ่นกันง่ายๆก่อนว่า "สเต็มเซลล์" คืออะไร?
สเต็มเซลล์...ก็คือเซลล์ต้นกำเนิด ที่เป็นเซลล์ชนิดพิเศษ
พบได้ทุกช่วงเวลาของการเจริญเติบโตในสิ่งมีชีวิต
ทำหน้าที่สำคัญในการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนและเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์ชนิดต่างๆ
เพื่อทดแทนเซลล์ที่เสื่อมสภาพในร่างกาย

ซึ่งเทคโนโลยีสเต็มเซลล์ที่เราได้ยินแรกๆจะใช้เพื่อการแพทย์
ในการรักษาโรคต่างๆ เช่น โลหิตจาง ธาลัสซีเมีย มะเร็ง
ที่เราได้ยินกันว่ารักษาโดยปลูกถ่ายสเต็มเซลล์จากไขสันหลัง

----------------------------------------------------------------------------------

สเต็มเซลล์กับความสวยความงามเห็นผลจริงหรือ?

ส่วนในสายของความสวยความงามก็มีการนำสเต็มเซลล์มาใช้
ไม่ว่าจะเป็นการฉีดเข้าร่างกายโดยตรง หรือนำมาสกัดใส่ในสกินแคร์
ซึ่งหลักการที่นำสเต็มเซลล์มาใช้มักมีความคาดหวัง
ว่าสเต็มเซลล์ที่เติมเข้าไปในร่างกายจะช่วยให้
เซลล์ร่างกายของเราซ่อมแซมตัวเองได้ทำให้เราดูอ่อนเยาว์

โดยถ้าเป็นการฉีดเข้าร่างกายต้องใช้เป็นสเต็มเซลล์ที่มีชีวิตที่มักจะสกัดจากสัตว์
ซึ่งจะสลายตัวและสูญเสียสภาพได้โดยง่าย และไม่สามารถอยู่ในอุณหภูมิห้องปกติได้
ดังนั้นสเต็มเซลล์ที่นำมาใช้กับสกินแคร์ก็จะต้องเป็น
สารสกัดสเต็มเซลล์จากพืชซึ่งเป็นเซลล์ที่ไม่มีชีวิต
ในช่วงที่ผ่านมาจึงมีการถกเถียงกันเยอะว่าแล้วมันจะช่วยอะไรกับผิวเราได้?



สเต็มเซลล์จากพืชในสกินแคร์มีผลต่อผิวอย่างไร?

เทียบง่ายๆสเต็มเซลล์จากพืชก็เหมือนเป็นการสกัดสารออกมาจากพืชปกตินั่นแล
แค่ใช้เทคโนโลยีที่มีความล้ำมากขึ้นในการสกัดจากตัวเซลล์ต้นกำเนิดของพืช
โดยนำเซลล์พืชไปทำให้เกิดแผลเพื่อให้พืชสร้าง เซลล์แคลลัส (callus cell) ขึ้นมา
ซึ่งเซลล์แคลลัสนี้คือเซลล์เนื้อเยื่อเพื่อการซ่อมแซมบาดแผล มันก็คือสเต็มเซลล์นั่นเอง
แล้วก็นำไปเพาะเลี้ยงต่อในอาหารเหลวเพื่อเพิ่มจำนวน
แล้วก็นำสเต็มเซลล์ที่ได้มาสกัดสารสำคัญเพื่อใช้ในสกินแคร์นั่นเอง
ซึ่งสารที่ได้จากการเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์พืชของแต่ละชนิด
ก็จะมีคุณสมบัติแตกต่างกันไปตามคุณสมบัติของพืชนั้นๆ

ความหมายคือสเต็มเซลล์จากพืชไม่สามารถ
เข้าไปทดแทนสเต็มเซลล์ในร่างกายมนุษย์ได้
เพราะเป็นคนละชนิดกัน
แต่สารสำคัญที่ได้จากสเต็มเซลล์พืชมีคุณสมบัติในการฟื้นฟูผิว
ด้วยการเข้าไปช่วยเสริม กระบวนการฟื้นฟูผิวตามธรรมชาติของเรา
ให้ทำงานได้เต็มที่ยิ่งขึ้น ให้อยู่ในภาวะที่เหมาะสมในการซ่อมแซมตัวเอง
และช่วยบำรุงผิวในหลายๆด้านจากองค์ประกอบของสารต่างๆที่สกัดได้นั่นเอง

ซึ่งความแตกต่างของการสกัดสารจากพืชแบบทั่วไป
กับการสกัดจากสเต็มเซลล์ของปริมาณชิ้นส่วนของพืชที่ต้องใช้
การสกัดทั่วไปต้องใช้ชิ้นส่วนมาสกัดในปริมาณมากเพื่อให้ได้สารสกัดเล็กน้อย
แต่การสกัดจากสเต็มเซลล์ใช้ต้นทุนชิ้นส่วนของพืชเพียงเล็กน้อย
แต่นำมาเพาะเลี้ยงต่อเพื่อเพิ่มปริมาณสาร
เทคโนโลยีการสกัดสเต็มเซลล์นี้จึงมีประโยชน์มาก
ในการใช้กับพืชที่มีปริมาณน้อยและเพาะปลูกให้เติบโตได้ยาก



สเต็มเซลล์จากต้นอ่อนอาร์แกน
PhytoCellTecTM Argan มีดีอย่างไร


ต้นอาร์แกนซึ่งเป็นหนึ่งในสายพันธุ์ของต้นไม้ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก
มีถิ่นกำเนิดในประเทศโมร็อกโก จุดเด่นคือเป็นต้นไม้ที่มีความสามารถในการปรับตัว
เข้ากับความแห้งแล้งรุนแรงและอุณหภูมิสูงได้ แต่ปัจจุบันต้นอาร์แกนลดจำนวนลงมาก
เพราะเรื่องการขยายพื้นที่ในการเพาะปลูกทำเกษตรกรรม
ปัจจุบันต้นอาร์แกนที่เหลืออยู่จึงอยู่ภายใต้การคุ้มครองขององค์การยูเนสโก (UNESCO)
ก็ถือว่าเทคโนโลยีการเพาะสเต็มเซลล์จะไม่ส่งผลกระทบต่อจำนวนของต้นอาร์แกนที่เหลืออยู่



จากการวิจัยพบว่า PhytoCellTec™ Argan
สารออกฤทธิ์ที่ได้มาจากสเต็มเซลล์ของต้นอาร์แกนมีผลต่อผิว
ในการช่วยส่งเสริมให้สเต็มเซลล์ในผิวชั้นเดอร์มิสหรือชั้นหนังแท้ที่เริ่มเสื่อมสภาพ
ให้กลับทำงานได้มากขึ้น
จึงส่งผลให้ผิวของเราสามารถฟื้นฟูตัวเองได้ดีขึ้น
เกิดการสร้างคอลลาเจนอีลาสตินในชั้นหนังแท้ในปริมาณที่เพิ่มขึ้น
เพราะสารสกัดที่ได้จากสเต็มเซลล์ต้นอ่อนมีสารจำเพาะ
ที่ใช้ควบคุมการทำงานของสเต็มเซลล์ (
Epigenetic factors) เช่นเดียวกับในผิวมนุษย์
ผลที่ได้จึงช่วยให้ผิวยืดหยุ่นดีขึ้น ริ้วรอยจึงค่อยๆลดเลือนลง ผิวเรียบเนียนขึ้น
และตัวมันเองยังมีคุณสมบัติในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย



เคลียร์กันไปเรียบร้อยกับเรื่องสารสกัดสเต็มเซลล์จากพืชว่ามีผลต่อผิวอย่างไร
ทีนี้มาว่าด้วยส่วนผสมใน
EXXE’ PHYTOCELL ANTI-AGING
AND WHITENING FACIAL SERUM
กันบ้าง

ส่วนผสมนางเอก สารสกัดสเต็มเซลล์จากต้นอ่อนอาร์แกน ที่เกริ่นไว้
ในส่วนผสมคือ Argania Spinosa Sprout Cell Extract
ใส่มาลำดับค่อนข้างท้ายๆเลย น่าจะด้วยราคาที่ค่อนข้างสูงอ่าเนอะ
การคาดหวังผลจึงน่าจะดูจากสารออกฤทธิ์ที่ใส่มาในลำดับต้นๆมากกว่า

ตัวแรกที่ใส่มาเยอะสุดเลยก็คือ Niacinamide หรือ Vitamin B3
เป็นวิตามินสารพัดประโยชน์ที่มีความสเถียรสูงช่วยบำรุงผิวหลายได้
ราคาไม่สูงจึงสามารถพบได้มากในส่วนผสมของสกินแคร์ต่างๆ
เพราะช่วยทั้งให้ความชุ่มชื่นผิว ซึ่งส่งผลต่อเรื่องของริ้วรอย
และการใส่มาในความเข้มข้นที่สูงพอยังออกฤทธิ์ในเชิงของไวท์เทนนิ่ง
ในการช่วยลดการสร้างเม็ดสีเมลานินอีกด้วย

ตัวต่อมาคือ
Methylsilanol Mannuronate หรือ Algisium©
อันนี้น่าสนใจนะเป็น สารสกัดจากสาหร่ายทะเลสีน้ำตาล ชนิดหนึ่งที่อยู่ในทะเลน้ำลึก
ซึ่งเป็นสารซิลิคอนประเภทหนึ่งที่พบได้ในเนื้อเยื่อเกี่ยวพันในชั้นหนังแท้
ที่ทำหน้าที่รักษาโครงสร้างและความแข็งแรงของชั้นผิวทำให้ผิวมีความยืดหยุ่นดี
รวมถึงมีคุณสมบัติในการให้ความชุ่มชื่น ต้านอนุมูลอิสระ และลดการอักเสบอีกด้วย
แต่คือในแง่ของการตลาดถ้าดึงมาเป็นตัวชูโรงของผลิตภัณฑ์
มันไม่ทำให้รู้สึกว้าวอ่าเนอะก็แค่สารสกัดจากสาหร่าย
เพราะสารสกัดสเต็มเซลล์มันว้าวกว่าน้องสาหร่ายเลยต้องหลบทางให้
แต่เค้าว่า
จัดเป็นสารออกฤทธิ์ตัวที่น่าคาดหวังผลเรื่องริ้วรอยเลยนะด้วยลำดับที่ใส่มา

ต่อด้วยตัวแม่ของสารในกลุ่มไวท์เทนนิ่งก็คือ
Alpha Arbutin
อนุพันธ์ของกลูโคสกับไฮโดรควิโนน (
Hydroquinone-beta-D-glucoside)
ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นสารไวท์เทนนิ่งที่ให้ผลดีและปลอดภัย
ซึ่งออกฤทธิ์ในการยับยั้งการทำงานเอนไซม์ไทโรซิเนสที่ใช้ในการผลิตเม็ดสีเมลานิน
จึงช่วยให้ผิวกระจ่างใสขึ้นและลดเลือนจุดด่างดำ

นอกนั้นก็เป็นสารในกลุ่มให้ความชุ่มชื่น
และพ่วงท้ายมาอีกอย่างละนิดกับสารสกัดที่ได้จากพืช คือ

สารสกัดจากว่านหางจระเข้
Aloe Barbadensis (Aloe Vera) Leaf Powder
ที่ช่วยในการสมานแผล กระตุ้นการซ่อมแซมของเนื้อเยื่อ
ให้ความชุ่มชื่น ลดอาการอักเสบของผิว

สารสกัดจากทับทิม Punica Granatum Fruit Extract
ที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ

***ไม่มีส่วนผสมของ แอลกอฮอล์ และพาราเบน
แต่มีส่วนผสมของน้ำหอม และมิเนอรัลออยล์
แต่เค้าก็เคลมมาว่าผ่านการทดสอบการระคายเคือง
จากสถาบัน Dermscan (ประเทศฝรั่งเศส)
เอาว่าถ้าผิวระคายเคืองง่ายมากๆก็ลองเทสต์จุดอื่นก่อน
ค่อยทาหน้าก็ได้ฮะเพื่อความสบายใจ



แพคเกจจิ้งมาในรูปแบบกระปุกทึบแสงมีฝาสองชั้น



วันผลิตและวันหมดอายุชัดเชนทั้งที่กล่องและที่กระปุก
ถ้ายังไม่เปิดใช้สามารถเก็บไว้ได้ 3 ปี
แต่ถ้าเปิดใช้แล้วด้วยความที่เป็นกระปุกซึ่งมีสิ่งเข้าไปเจือปนได้ง่าย
ก็ควรใช้ให้หมดภายในไม่เกิน 6 เดือนอ่านะ



ลักษณะเนื้อและกลิ่น

เท็กซ์เจอร์มีความเป็นครีมมากกว่าเซรั่ม
เนื้อสีขาวมีความข้นปานกลาง แต่เกลี่ยแล้วกระจายตัวไม่ยาก
ส่วนกลิ่นถ้าดมจากเนื้อครีมโดยตรงไม่ได้กลิ่นอะไรเลย
จะได้กลิ่นแค่ตอนที่ทา แต่เอาจริงๆถ้าไม่บอกนี่ก็ไม่คิดว่าใส่น้ำหอมนะ
เค้าว่าเป็นกลิ่นเฉพาะที่เกิดจากส่วนผสมแต่มีการใส่น้ำหอมเพื่อลดกลิ่นนั้นมากกว่า
เป็นกลิ่นที่มีความอมเปรี้ยวนิดๆ ไม่ใช่กลิ่นน้ำหอมฉุนๆ
พอซึมผิวหมดทิ้งไว้แป๊บเดียวกลิ่นก็หายไปละไม่ติดผิว



ความรู้สึกเมื่อทดลองใช้

จากการดูเนื้อตอนแรกเหมือนจะเป็นครีมข้น
แต่พอทาลงบนผิวถือว่าให้สัมผัสที่บางเบาใช้ได้เลยนะ
เนื้อครีมมีความเย็นนิดๆตอนที่เกลี่ยลงบนผิว
เนื้อมีความหนืดแต่เกลี่ยไปบนผิวไม่ยากและซึมผิวไวกว่าที่คาด

สิ่งที่อเมซิ่งคือสัมผัสหลังทาที่สบายผิวมาก
มันซึมหายลงผิวได้หมด ไม่ขึ้นเป็นคราบขาว
ให้ความรู้สึกชุ่มชื่นดีโดยไม่เหลือความมันไม่ทำให้ผิวดูเยิ้มด้วย
หลังซึมผิวหมดให้สัมผัสเป็นฟิลม์บางๆเคลือบผิวไว้
โดยเมื่อลูบไปบนผิวจะรู้สึกว่าผิวเรียบแล้วก็ลื่นขึ้นทันที
ไม่เหนอะหนะ เหลือความหนึบผิวน้อยมาก

ด้วยส่วนผสมและเท็กเจอร์เค้าว่าใช้เป็นขั้นตอนของมอยส์เจอร์นะ
คือใครไม่ชอบหลายขั้นตอนจะทาเดี่ยวๆเช้าเย็นไปเลยก็ได้ ชุ่มชื่นดีเลย
แต่ถ้าจะใช้ร่วมกับสกินแคร์อื่นที่มีก็สามารถใช้ได้ โดยทาตัวนี้เป็นขั้นตอนสุดท้ายจ้า

สุดท้ายถามว่าสกินแคร์ชิ้นนี้เหมาะกับใคร
จากเนื้อสัมผัสที่
ชุ่มชื่นแต่ไม่มันไม่เหนอะหนะ
เค้าว่าก็รอดทุกสภาพผิวนะแค่ปรับปริมาณที่ใช้เอา
เรื่องวัยก็ได้หมดนะ คือหลักๆก็เน้นความชุ่มชื่นและกระจ่างใส
เหมาะกับคนที่เริ่มกังวลกับริ้วรอยแรกเริ่ม
และอยากแก้ปัญหาเรื่องความหมองคล้ำจุดด่างดำไปพร้อมๆกัน
แต่เรื่องกระจ่างใสก็ควรใช้คู่กันแดดและเลี่ยงแดดด้วยเน่อ

หวังว่าข้อมูลในบล็อคนี้จะเป็นประโยชน์กัน
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมชมล่วงหน้าค่า Smiley

-----------------------------------------------------------------------------

Disclaimer : Sponsored Content by EXXE’
***All opinions are my own
Information : https://www.facebook.com/exxethailand/




 

Create Date : 20 กุมภาพันธ์ 2561    
Last Update : 27 กุมภาพันธ์ 2561 21:06:32 น.
Counter : 924 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

Review : LANCOME Advance Genifique & Sensitive ท้าต่อโปรให้ผิวดูอ่อนเยาว์ใน 3 วัน!!!






....ใต้ความฮอตฮิตของ LANCOME Advance Genifique
จนเค้าพัฒนาเพิ่มออกมาอีกสูตร คือ
Advance Genifique Sensitive
ได้ยินเสียงร่ำลือมานานว่านางเริ่ดมาก
ซึ่งตอนนี้เค้ามีวิธีใช้แบบแพ็คคู่ที่ท้าแบบเคลมแรงมาเลยว่า

เมื่อใช้ร่วมกันจะช่วยต่อโปรให้ผิวเราดูอ่อนเยาว์ขึ้นใน 3 วัน!!!

สาเหตุที่ใช้คำว่า ต่อโปร คือ เค้าเทียบให้ง่ายๆว่า
ตอนเรายังวัยสะรุ่นต่อให้ใช้ชีวิตเหนื่อยเหน็ดเพียงไหน
ไม่ว่าจะนอนดึก ทำงานหนัก พักผ่อนน้อย ทานอาหารไม่เลือก
ผิวก็ยังไม่ดูโทรมเท่าที่ควรจะเป็น เพราะมันเป็นช่วยผิวยังอยู่ในโปรโมชั่นไง
อายุน้อยๆกระบวนการฟื้นฟูตัวเองของผิวก็ยังทำงานได้เต็มที่

แต่พออายุเพิ่มเท่านั้นแหละ....อื้อหื้มมมหมดโปรแล้วจ้า
นอนน้อยแค่คืนเดียวหน้าหมองเป็นของเข้า
ผิวก็ดูแห้งกร้าน ไม่เปล่งปลั่งอิ่มฟู
และสิ่งที่ตามมาแน่นอน.....ริ้วรอยนั่นเอง เหอๆ
นี่แหละความน่ากลัวของผิวหมดโปร
ซึ่งแต่ละคนก็มีช่วยโปรต่างกัน บางคนก็หมดไว๊ไวเนาะ

ดังนั้นเมื่อผิวฟื้นฟูตัวเองได้ช้าลงเราจึงต้องมีตัวช่วย
ไปค่ะไปท้าพิสูจน์กันว่า LANCOME Advance Genifique
และ
LANCOME Advance Genifique Sensitive
จะต่อโปรให้ผิวใน 3 วันได้จริงไหม?



LANCOME
Advance Genifique


------------------------------------------------------------------

LANCOME Advance Genifique
เป็นสกินแคร์ในกลุ่มที่เน้นเรื่องการดูแลโครงสร้างผิว
และเสริมปราการผิวให้แข็งแรง เพื่อให้ผิวดูอ่อนเยาว์
ดังนั้นจึงเหมาะกับทุกวัย ยี่สิบต้นๆก็สามารถใช้ได้
เพื่อเป็นการรักษาความแข็งแรงของโครงสร้างผิวไว้
ก่อนที่จะเกิดปัญหาเมื่อผิวมีอายุที่มากขึ้น

ในไลน์นี้จะมีผลิตภัณฑ์หลายชิ้นแต่ตัวเด่นที่เป็นนางเอก
ก็ต้องยกให้เซรั่ม 2 ขวดนี้ ที่มีส่วนผสมของสารออกฤทธิ์มากที่สุด
นั่นก็คือ
สารสกัดจาก Probiotics Fractions ที่เป็นเอกสิทธิ์จากลังโคม
(จะดีต่อผิวอย่างไรเดี๋ยวเล่าให้ฟังด้านล่างนะจ๊ะ)

ความต่างของทั้งสองสูตรคือ

LANCOME Advance Genifique
จะเน้นเรื่องการดูแลโครงสร้างผิวให้แข็งแรง
เพื่อให้ผิวดูอิ่มฟู กระชับ เปล่งปลั่ง และยังช่วยเรื่องความกระจ่างใสอีกด้วย

ส่วน
LANCOME Advance Genifique Sensitive
จะเน้นหนักเรื่องการช่วยปลอบประโลมผิวที่อยู่ในภาวะอ่อนแอ
ไม่ได้หมายความกว่าสำหรับคนผิวแพ้ง่ายเท่านั้นนะฮะ
แต่เราทุกคนมีช่วยที่ผิวล้า ดูโทรม ผิวลอก ขึ้นผดผื่น อะไรแบบนี้
นั่นหล่ะคือช่วงที่ผิวอ่อนแอกว่าปกติ
ซึ่งเซรั่มสูตรนี้ก็จะช่วยให้ผิวกลับมาแข็งแรงได้ไวขึ้นนั่นเอง



รายละเอียดราคา

LANCOME Advance Genifique
Youth Activating Concentrate

30ml ราคา 4,100 บาท

50ml ราคา 4,900 บาท

LANCOME Advance Genifique Sensitive
Dual Concentrate

20ml ราคา 3,500 บาท



สำหรับ
LANCOME Advance Genifique Sensitive
มีความพิเศษในวิธีการใช้อยู่คือเป็นเซรั่มแบบผสมสด
ซึ่งหลังการผสมแล้วควรใช้ให้หมดภายใน 2 เดือน
เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดคุ้มค่าเงินที่จ่ายไป
นี่คือสาเหตุว่าทำไมเค้าถึงทำออกมาเป็นไซส์เล็กขนาด 20ml ขนาดเดียว

เมื่อเปิดใช้ครั้งแรกฝาที่ใส่มาจะมีแกนหลอดด้านในสีฟ้า
ที่บรรจุส่วนผสม Blue Concentrate เอาไว้
ส่วนในขวดจะเป็น Base Concentrat ลักษณะเป็นเซรั่มใส

วิธีผสมคือบิดฝาเกลียวลงไปจนสุด หลอดด้านในจะถูกเจาะให้เปิดออก
น้ำสีฟ้าก็จะไหลลงมาในขวด...สวยมากกกอ้ะ แล้วก็ทำการเขย่าให้เข้ากัน
เซรั่มจะเปลี่ยนเป็นสีฟ้าอ่อนๆ เสร็จแล้วก็ทำการเปลี่ยนเป็นฝาดรอปเปอร์สีเงิน
ชอบการผสมแบบนี้ง่ายดี และเป็นการผสมที่สารบำรุงไม่ต้องสัมผัสอากาศก่อนผสมกันเลย



รายละเอียดส่วนผสม

ส่วนผสมที่เป็นจุดขายของไลน์นี้คือ

สารสกัดจาก Probiotics Fractions ที่เป็นเอกสิทธิ์จากลังโคม
คำนี้ฟังดูคุ้นๆเนอะ เรามักได้ยินคำนี้กับอาหารประเภทหนึ่งนั่นก็คือ "โยเกิร์ต"
เพราะ Probiotics เป็นจุลินทรีย์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในกระบวนการหมักบ่ม
ที่มีคุณสมบัติช่วยในการย่อยอาหาร ปรับสมดุลให้ลำไส้ทำงานเป็นปกติ
รวมถึงเสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย
จนกลายมาเป็นอาหารเสริมในกลุ่มนี้มากมาย

ซึ่งจากการวิจัยของลังโคมพบว่า
นอกจาก
Probiotics จะเป็นประโยชน์แก่ร่างกายแล้ว
ยังช่วยฟื้นฟูโครงสร้างผิว เสริมปราการผิวให้แข็งแรง
ให้ผิวอิ่มฟูชุ่มชื่น มีความกระชับและเรียบเนียนมากขึ้น

-----------------------------------------------------------------------------------

ในเซรั่มทั้ง 2 อย่างก็ใส่ส่วนผสมที่เป็น
Probiotics Fractions มาเหมือนกัน
คือ Bifida Ferment Lysate สารที่ได้จากการหมักบ่มแบคทีเรีย

ที่ชื่อว่า Bifidobacterium ซึ่งมีความสามารถในการฟื้นฟูและกระตุ้นให้เกิด
กระบวนการซ่อมแซมของเซลล์ผิวในระดับ DNA กันเลยทีเดียว
โดยใส่มาในลำดับที่สองของส่วนผสมทั้งคู่ ปริมาณเยอะถึงใจกันไปเลย
รักในจุดนี้ว่าใส่ส่วนผสมที่เป็นจุดขายมาเยอะจริงในระดับที่น่าคาดหวังผล

และ
Probiotics Fractions อีกหนึ่งชนิดที่ใส่มา
คือ Yeast Extract ที่สกัดได้จากยีสต์สายพันธ
ุ์ Saccharomyces Cerevisiae
ช่วยกระตุ้นการสร้างสารในกลุ่ม Glycosaminoglycans (GAGs)
ซึ่งเป็นสารเคลือบเซลล์ ที่ช่วยดูดซับน้ำให้เซลล์ผิวชุ่มชื่นยืดหยุ่น
ซึ่งสารนี้จะผลิตลดลงเมื่อเรามีอายุเพิ่มขึ้น

แต่ในสูตร
Sensitive จะมีพิเศษเพิ่มมาอีกหนึ่งตัว
คือ Lactobacillus Ferment อันนี้คุ้นชื่อแน่นอนแบบเดียวกับในยาคูลท์ อิอิ
ช่วยเร่งการฟื้นฟูปราการผิว ผิวจึงแข็งแรงขึ้นลดปัญหาผิวระคายเคืองง่าย

-----------------------------------------------------------------------------------

ส่วนผสมที่แตกต่างกันคือใน
LANCOME Advance Genifique
จะมี
Hydroxyethylpiperazine Ethane Sulfonic Acid (HEPES)
ที่ช่วยเสริมการผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติ ทำให้ผิวเรียบเนียนขึ้น

มีอนุพันธ์วิตามินซี Ascorbyl Glucoside (AA2G) ที่มีความเสถียรสูง
มีคุณสมบัติในการเป็นไวท์เทนนิ่ง ปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ ลดจุดด่างดำ
รวมถึงเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนด้วย

และมี Salicyloyl Phytosphingosine ที่ช่วยเรื่องลดเลือนริ้วรอย
กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ให้ผิวแน่นขึ้น รูขุมขนกระชับ ฟื้นฟูผิวที่ถูกทำร้ายจาก UV

***มีส่วนผสมของ Alcohol Denat และ Fragrance ซึ่งกลิ่นค่อนข้างชัดนิดนึง
ผิวแห้งแบบเค้าใช้แล้วโอเค แอลกอฮอล์ที่ใส่มาไม่มีผลเรื่องทำให้ผิวแห้งลง
เพราะใส่มาน้อยกว่าส่วนผสมที่ให้ความชุ่มชืน แต่ใครผิวแพ้ง่ายเทสต์ก่อนก็ดีเนอะ


-----------------------------------------------------------------------------------

ส่วนผสมที่แตกต่างของ
LANCOME Advance Genifique Sensitive
ดูจากใน Blue Concentrate อย่างแรกเลยคือ Tocopherol หรือวิตามินอี
ใส่มาลำดับที่สองเลย ก็ช่วยเรื่องให้ความชุ่มชื่นผิวและต้านอนุมูลอิสระ

ตามมาด้วย Ferulic Acid เป็นสารที่พบได้ในธัญพืชหลายชนิด
ถือเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชั้นยอด ที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระให้กับผิว
และต้านอนุมูลอิสระให้วิตามินอื่นๆที่อยู่ในส่วนผสม
ช่วยป้องกันกระบวนการทำลายผิวที่เกิดจากรังสี UVB
แต่ข้อเสียของสารตัวนี้คือมีความเสถียรต่ำ
จึงเป็นเหตุให้เมื่อผสมเซรั่มตัวนี้แล้วควรใช้ให้หมดภายใน 2 เดือน

นอกจากนี้ก็ยังมีสารสกัดจากพืชอีกมากมายหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น


Centaurea Cyanus Flower Water

สารสกัดจากดอกคอร์นฟลาวเวอร์ ช่วยให้ผิวเรียบเนียนชุ่มชื่น ลดการอักเสบของผิว

Pineapple Fruit Extract , Papain

สารสกัดจากสับปะรด และเอนไซม์ที่พบได้มากในยางมะละกอ ช่วยเสริมการผลัดเซลล์ผิว

Madecassoside
สารสกัดที่ได้จากใบบัวบก ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ลดการสร้างเม็ดสีเมลานิน


Leontopodium Alpinum Extract
สารสกัดจากดอก Edelweiss
ต้านอนุมูลอิสระ ปกป้องผิวจากมลภาวะ

Argenine
ลดเลือนริ้วรอย สมานแพล ให้พลังงาน ATP กับเซลล์ผิว

Caffeine

ต้านอนุมูลอิสระ ลดเลือนริ้วรอย กระตุ้นการหมุนเวียน


***ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ แต่มีน้ำหอม(Fragrance)กลิ่นแค่จางๆ
ใครผิวแพ้ง่ายมากๆจะเทสต์ก่อนก็ได้จ้า แต่ส่วนผสมที่หลักๆเค้าก็เน้นอ่อนโยนหล่ะ



ลักษณะเนื้อและกลิ่น


ถ้าเทียบกันเนื้อของ
Advance Genifique
จะให้ความรู้สึกหลังทาแห้งเบาสบายผิวมากกว่าสูตร
Sensitive นิดนึง
แต่เอาจริงๆก็ถือว่าเนื้อเหลว ให้ความรู้สึกเบา และซึมไวทั้งคู่นะ
ต่างแค่ความรู้สึกหลังทาแค่เล็กน้อยมากจริงๆ

ด้วยลักษณะของสัมผัสหลังทา เมื่อใช้คู่กันเค้าจึงแนะนำให้ใช้
Advance Genifique ตอนกลางวัน และใช้สูตร Sensitive ตอนก่อนนอน

มีน้ำหอมทั้งคู่กลิ่นคล้ายๆกันแต่
Advance Genifique
จะกลิ่นชัดกว่าเล็กน้อย มีกลิ่นแอลกอฮอล์ผสมอยู่
ส่วน
Sensitive กลิ่นน้ำหอมแค่เบาๆ คาดว่าใส่มาเพื่อกลบกลิ่นส่วนผสมอื่น
เพราะดมๆดูแล้วมันมีความเป็นกลิ่นตุๆเปรี้ยวๆมากกว่ากลิ่นน้ำหอมอีก แหะๆ




สำหรับตอนเช้าหลังล้างหน้าและปรับสภาพผิวด้วยเอสเซนส์หรือโทนเนอร์แล้ว
ก็ใช้
LANCOME Advance Genifique
ลงในขั้นตอนเซรั่ม
ปริมาณที่ใช้ก็แล้วแต่สภาพผิว ส่วนตัวเค้าผิวแห้งรู้สึกตัวนี้ซึมไวเลยชอบลงเยอะหน่อย
จากนั้นก็ทามอยส์เจอร์และกันแดดตาม



สำหรับตอนก่อนนอนก็ใช้เป็น
LANCOME Advance Genifique Sensitive แทนในขั้นตอนเซรั่ม



ทีนี้ก็มารอวัดผลกันค่ะ เค้าท้าให้ลองต่อเนื่อง 3 วัน
ซึ่งได้จังหวะช่วงชีวิตที่ยุ่งเหยิงมาก นอนเช้าติดกันทุกวันเลย เหอๆ



ท๊าาาาดาาา....นี่ก็คือผลลัพธ์การใช้ต่อเนื่อง 3 วันของเค้า
เอาในเรื่องความรู้สึกที่สัมผัสได้เองก่อนนะ
ชัดสุดเลยคือรู้สึกว่าผิวมันแน่น มันอิ่มฟู จับแล้วแบบเฮ้ยมันรู้สึกได้

และเมื่อเทียบความต่างด้วยผลลัพธ์จากภาพถ่ายแบบโนฟิลเตอร์
นี่ใช้เลนส์มาโครถ่ายแบบซูมรูขุมขนให้เลยนะ
หลังใช้สามวันแอบเห็นผลอยู่นะเรื่องรูขุมขนว่ามันแลดูเล็กลงนิดนึง
คาดว่าเพราะผิวมันชุ่มชื่นดีไม่ได้แห้งขาดน้ำแหละ
พอผิวอิ่มฟูเซลล์ผิวเบียดตัวแน่นรูขุมขนเลยดูไม่กว้างใหญ่

แต่ในเรื่องความกระจ่างใสหรือพวกรอยสิวอะไรแบบนี้ไม่ต่างนะ
มันต้องใช้เวลามากกว่านี้หล่ะถึงจะเทียบได้ว่าเห็นผลไหม



เอาจริงตอนแรกที่เค้าท้ามาบอกให้ลอง 3 วัน
นี่ก็คิดนะว่ามันจะเห็นผลอะไรในเวลาแค่นี้
ยิ่งเค้าเป็นคนที่ดูแลตัวเองทาสกินแคร์ตลอด
แต่พอได้ลองก็ต้องยอมรับว่ามันสัมผัสได้อยู่
แม้ไม่ได้ถึงขั้นผิวเปลี่ยนแต่เทียบการใช้ชีวิตในช่วงที่ลอง
ก็แสดงให้เห็นว่าช่วยให้ผิวดูไม่โทรมเท่าที่ควรจะเป็น

แต่การดูแลผิวมันก็ควรเป็นการป้องกันไม่ใช่มารอแก้ปัญหา
ดังนั้นรู้ว่าใช้ชีวิตหนักหน่วงและอายุเริ่มเพิ่มขึ้น
ก็ควรใส่ใจเรื่องการฟื้นฟูผิวก่อนที่ผิวจะแก่กว่าวัยเพราะหมดโปรนะจ๊ะ

สุดท้ายฝากไว้ว่าผิวแต่ละคนต่างกัน
ผลของการทดลองก็เกิดจากผิวเค้าจะเอามาเทียบกันมิได้
ยิ่งเรื่องอาการแพ้และอุดตันยิ่งไม่มีใครตอบได้ถ้าไม่ได้ลองด้วยตัวเองจ้า

หวังว่าข้อมูลในบล็อคนี้จะเป็นประโยชน์กัน
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมชมล่วงหน้านะค้า

Smiley XOXO Smiley

-----------------------------------------------------------------------------

Disclaimer : Sponsored Content by LANCÔME Thailand
***All opinions are my own
Information : https://www.facebook.com/LancomeThailand/




 

Create Date : 14 กุมภาพันธ์ 2561    
Last Update : 16 กุมภาพันธ์ 2561 22:25:37 น.
Counter : 815 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

1  2  3  4  5  6  7  

SaRaY
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 533 คน [?]




..........ชื่อ "ทราย" นะค๊า นามแฝงที่ใช้ก็มี SaRaY และก็ Mhunoiii (หมูน้อย) ค่า สนใจการถ่ายภาพ กะการแต่งหน้า จากเป็นงานอดิเรกจะกลายเป็นงานประจำอยู่แล้ว 555 เลยอยากจะทำบลอคเพื่อแบ่งปันประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้มานะค๊า ได้มากบ้างน้อยบ้าง มั่วๆกันปายยยย อิอิ

สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์
พ.ศ. 2539 ห้ามผู้ใดละเมิดไม่ว่าการลอกเลียนแบบ
หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดของรูปภาพและข้อความใน
http://www.mhunoiii.bloggang.com แห่งนี้ไปใช้
ทั้งโดยเผยแพร่ หรือเพื่อการอ้างอิงโดยไม่ได้รับอนุญาต
จะถูกดำเนินคดี ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด

ปล.ห้ามมิให้นำภาพใดๆจากในบล็อคไปใช้เพื่อการขายของโดยเด็ดขาดนะคะ !!!

---------------------------------------------------------

hits
New Comments
Friends' blogs
[Add SaRaY's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.