Group Blog
 
All blogs
 

Review : LANCOME Advance Genifique & Sensitive ท้าต่อโปรให้ผิวดูอ่อนเยาว์ใน 3 วัน!!!






....ใต้ความฮอตฮิตของ LANCOME Advance Genifique
จนเค้าพัฒนาเพิ่มออกมาอีกสูตร คือ
Advance Genifique Sensitive
ได้ยินเสียงร่ำลือมานานว่านางเริ่ดมาก
ซึ่งตอนนี้เค้ามีวิธีใช้แบบแพ็คคู่ที่ท้าแบบเคลมแรงมาเลยว่า

เมื่อใช้ร่วมกันจะช่วยต่อโปรให้ผิวเราดูอ่อนเยาว์ขึ้นใน 3 วัน!!!

สาเหตุที่ใช้คำว่า ต่อโปร คือ เค้าเทียบให้ง่ายๆว่า
ตอนเรายังวัยสะรุ่นต่อให้ใช้ชีวิตเหนื่อยเหน็ดเพียงไหน
ไม่ว่าจะนอนดึก ทำงานหนัก พักผ่อนน้อย ทานอาหารไม่เลือก
ผิวก็ยังไม่ดูโทรมเท่าที่ควรจะเป็น เพราะมันเป็นช่วยผิวยังอยู่ในโปรโมชั่นไง
อายุน้อยๆกระบวนการฟื้นฟูตัวเองของผิวก็ยังทำงานได้เต็มที่

แต่พออายุเพิ่มเท่านั้นแหละ....อื้อหื้มมมหมดโปรแล้วจ้า
นอนน้อยแค่คืนเดียวหน้าหมองเป็นของเข้า
ผิวก็ดูแห้งกร้าน ไม่เปล่งปลั่งอิ่มฟู
และสิ่งที่ตามมาแน่นอน.....ริ้วรอยนั่นเอง เหอๆ
นี่แหละความน่ากลัวของผิวหมดโปร
ซึ่งแต่ละคนก็มีช่วยโปรต่างกัน บางคนก็หมดไว๊ไวเนาะ

ดังนั้นเมื่อผิวฟื้นฟูตัวเองได้ช้าลงเราจึงต้องมีตัวช่วย
ไปค่ะไปท้าพิสูจน์กันว่า LANCOME Advance Genifique
และ
LANCOME Advance Genifique Sensitive
จะต่อโปรให้ผิวใน 3 วันได้จริงไหม?



LANCOME
Advance Genifique


------------------------------------------------------------------

LANCOME Advance Genifique
เป็นสกินแคร์ในกลุ่มที่เน้นเรื่องการดูแลโครงสร้างผิว
และเสริมปราการผิวให้แข็งแรง เพื่อให้ผิวดูอ่อนเยาว์
ดังนั้นจึงเหมาะกับทุกวัย ยี่สิบต้นๆก็สามารถใช้ได้
เพื่อเป็นการรักษาความแข็งแรงของโครงสร้างผิวไว้
ก่อนที่จะเกิดปัญหาเมื่อผิวมีอายุที่มากขึ้น

ในไลน์นี้จะมีผลิตภัณฑ์หลายชิ้นแต่ตัวเด่นที่เป็นนางเอก
ก็ต้องยกให้เซรั่ม 2 ขวดนี้ ที่มีส่วนผสมของสารออกฤทธิ์มากที่สุด
นั่นก็คือ
สารสกัดจาก Probiotics Fractions ที่เป็นเอกสิทธิ์จากลังโคม
(จะดีต่อผิวอย่างไรเดี๋ยวเล่าให้ฟังด้านล่างนะจ๊ะ)

ความต่างของทั้งสองสูตรคือ

LANCOME Advance Genifique
จะเน้นเรื่องการดูแลโครงสร้างผิวให้แข็งแรง
เพื่อให้ผิวดูอิ่มฟู กระชับ เปล่งปลั่ง และยังช่วยเรื่องความกระจ่างใสอีกด้วย

ส่วน
LANCOME Advance Genifique Sensitive
จะเน้นหนักเรื่องการช่วยปลอบประโลมผิวที่อยู่ในภาวะอ่อนแอ
ไม่ได้หมายความกว่าสำหรับคนผิวแพ้ง่ายเท่านั้นนะฮะ
แต่เราทุกคนมีช่วยที่ผิวล้า ดูโทรม ผิวลอก ขึ้นผดผื่น อะไรแบบนี้
นั่นหล่ะคือช่วงที่ผิวอ่อนแอกว่าปกติ
ซึ่งเซรั่มสูตรนี้ก็จะช่วยให้ผิวกลับมาแข็งแรงได้ไวขึ้นนั่นเอง



รายละเอียดราคา

LANCOME Advance Genifique
Youth Activating Concentrate

30ml ราคา 4,100 บาท

50ml ราคา 4,900 บาท

LANCOME Advance Genifique Sensitive
Dual Concentrate

20ml ราคา 3,500 บาท



สำหรับ
LANCOME Advance Genifique Sensitive
มีความพิเศษในวิธีการใช้อยู่คือเป็นเซรั่มแบบผสมสด
ซึ่งหลังการผสมแล้วควรใช้ให้หมดภายใน 2 เดือน
เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดคุ้มค่าเงินที่จ่ายไป
นี่คือสาเหตุว่าทำไมเค้าถึงทำออกมาเป็นไซส์เล็กขนาด 20ml ขนาดเดียว

เมื่อเปิดใช้ครั้งแรกฝาที่ใส่มาจะมีแกนหลอดด้านในสีฟ้า
ที่บรรจุส่วนผสม Blue Concentrate เอาไว้
ส่วนในขวดจะเป็น Base Concentrat ลักษณะเป็นเซรั่มใส

วิธีผสมคือบิดฝาเกลียวลงไปจนสุด หลอดด้านในจะถูกเจาะให้เปิดออก
น้ำสีฟ้าก็จะไหลลงมาในขวด...สวยมากกกอ้ะ แล้วก็ทำการเขย่าให้เข้ากัน
เซรั่มจะเปลี่ยนเป็นสีฟ้าอ่อนๆ เสร็จแล้วก็ทำการเปลี่ยนเป็นฝาดรอปเปอร์สีเงิน
ชอบการผสมแบบนี้ง่ายดี และเป็นการผสมที่สารบำรุงไม่ต้องสัมผัสอากาศก่อนผสมกันเลย



รายละเอียดส่วนผสม

ส่วนผสมที่เป็นจุดขายของไลน์นี้คือ

สารสกัดจาก Probiotics Fractions ที่เป็นเอกสิทธิ์จากลังโคม
คำนี้ฟังดูคุ้นๆเนอะ เรามักได้ยินคำนี้กับอาหารประเภทหนึ่งนั่นก็คือ "โยเกิร์ต"
เพราะ Probiotics เป็นจุลินทรีย์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในกระบวนการหมักบ่ม
ที่มีคุณสมบัติช่วยในการย่อยอาหาร ปรับสมดุลให้ลำไส้ทำงานเป็นปกติ
รวมถึงเสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย
จนกลายมาเป็นอาหารเสริมในกลุ่มนี้มากมาย

ซึ่งจากการวิจัยของลังโคมพบว่า
นอกจาก
Probiotics จะเป็นประโยชน์แก่ร่างกายแล้ว
ยังช่วยฟื้นฟูโครงสร้างผิว เสริมปราการผิวให้แข็งแรง
ให้ผิวอิ่มฟูชุ่มชื่น มีความกระชับและเรียบเนียนมากขึ้น

-----------------------------------------------------------------------------------

ในเซรั่มทั้ง 2 อย่างก็ใส่ส่วนผสมที่เป็น
Probiotics Fractions มาเหมือนกัน
คือ Bifida Ferment Lysate สารที่ได้จากการหมักบ่มแบคทีเรีย

ที่ชื่อว่า Bifidobacterium ซึ่งมีความสามารถในการฟื้นฟูและกระตุ้นให้เกิด
กระบวนการซ่อมแซมของเซลล์ผิวในระดับ DNA กันเลยทีเดียว
โดยใส่มาในลำดับที่สองของส่วนผสมทั้งคู่ ปริมาณเยอะถึงใจกันไปเลย
รักในจุดนี้ว่าใส่ส่วนผสมที่เป็นจุดขายมาเยอะจริงในระดับที่น่าคาดหวังผล

และ
Probiotics Fractions อีกหนึ่งชนิดที่ใส่มา
คือ Yeast Extract ที่สกัดได้จากยีสต์สายพันธ
ุ์ Saccharomyces Cerevisiae
ช่วยกระตุ้นการสร้างสารในกลุ่ม Glycosaminoglycans (GAGs)
ซึ่งเป็นสารเคลือบเซลล์ ที่ช่วยดูดซับน้ำให้เซลล์ผิวชุ่มชื่นยืดหยุ่น
ซึ่งสารนี้จะผลิตลดลงเมื่อเรามีอายุเพิ่มขึ้น

แต่ในสูตร
Sensitive จะมีพิเศษเพิ่มมาอีกหนึ่งตัว
คือ Lactobacillus Ferment อันนี้คุ้นชื่อแน่นอนแบบเดียวกับในยาคูลท์ อิอิ
ช่วยเร่งการฟื้นฟูปราการผิว ผิวจึงแข็งแรงขึ้นลดปัญหาผิวระคายเคืองง่าย

-----------------------------------------------------------------------------------

ส่วนผสมที่แตกต่างกันคือใน
LANCOME Advance Genifique
จะมี
Hydroxyethylpiperazine Ethane Sulfonic Acid (HEPES)
ที่ช่วยเสริมการผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติ ทำให้ผิวเรียบเนียนขึ้น

มีอนุพันธ์วิตามินซี Ascorbyl Glucoside (AA2G) ที่มีความเสถียรสูง
มีคุณสมบัติในการเป็นไวท์เทนนิ่ง ปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ ลดจุดด่างดำ
รวมถึงเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนด้วย

และมี Salicyloyl Phytosphingosine ที่ช่วยเรื่องลดเลือนริ้วรอย
กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ให้ผิวแน่นขึ้น รูขุมขนกระชับ ฟื้นฟูผิวที่ถูกทำร้ายจาก UV

***มีส่วนผสมของ Alcohol Denat และ Fragrance ซึ่งกลิ่นค่อนข้างชัดนิดนึง
ผิวแห้งแบบเค้าใช้แล้วโอเค แอลกอฮอล์ที่ใส่มาไม่มีผลเรื่องทำให้ผิวแห้งลง
เพราะใส่มาน้อยกว่าส่วนผสมที่ให้ความชุ่มชืน แต่ใครผิวแพ้ง่ายเทสต์ก่อนก็ดีเนอะ


-----------------------------------------------------------------------------------

ส่วนผสมที่แตกต่างของ
LANCOME Advance Genifique Sensitive
ดูจากใน Blue Concentrate อย่างแรกเลยคือ Tocopherol หรือวิตามินอี
ใส่มาลำดับที่สองเลย ก็ช่วยเรื่องให้ความชุ่มชื่นผิวและต้านอนุมูลอิสระ

ตามมาด้วย Ferulic Acid เป็นสารที่พบได้ในธัญพืชหลายชนิด
ถือเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชั้นยอด ที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระให้กับผิว
และต้านอนุมูลอิสระให้วิตามินอื่นๆที่อยู่ในส่วนผสม
ช่วยป้องกันกระบวนการทำลายผิวที่เกิดจากรังสี UVB
แต่ข้อเสียของสารตัวนี้คือมีความเสถียรต่ำ
จึงเป็นเหตุให้เมื่อผสมเซรั่มตัวนี้แล้วควรใช้ให้หมดภายใน 2 เดือน

นอกจากนี้ก็ยังมีสารสกัดจากพืชอีกมากมายหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น


Centaurea Cyanus Flower Water

สารสกัดจากดอกคอร์นฟลาวเวอร์ ช่วยให้ผิวเรียบเนียนชุ่มชื่น ลดการอักเสบของผิว

Pineapple Fruit Extract , Papain

สารสกัดจากสับปะรด และเอนไซม์ที่พบได้มากในยางมะละกอ ช่วยเสริมการผลัดเซลล์ผิว

Madecassoside
สารสกัดที่ได้จากใบบัวบก ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ลดการสร้างเม็ดสีเมลานิน


Leontopodium Alpinum Extract
สารสกัดจากดอก Edelweiss
ต้านอนุมูลอิสระ ปกป้องผิวจากมลภาวะ

Argenine
ลดเลือนริ้วรอย สมานแพล ให้พลังงาน ATP กับเซลล์ผิว

Caffeine

ต้านอนุมูลอิสระ ลดเลือนริ้วรอย กระตุ้นการหมุนเวียน


***ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ แต่มีน้ำหอม(Fragrance)กลิ่นแค่จางๆ
ใครผิวแพ้ง่ายมากๆจะเทสต์ก่อนก็ได้จ้า แต่ส่วนผสมที่หลักๆเค้าก็เน้นอ่อนโยนหล่ะ



ลักษณะเนื้อและกลิ่น


ถ้าเทียบกันเนื้อของ
Advance Genifique
จะให้ความรู้สึกหลังทาแห้งเบาสบายผิวมากกว่าสูตร
Sensitive นิดนึง
แต่เอาจริงๆก็ถือว่าเนื้อเหลว ให้ความรู้สึกเบา และซึมไวทั้งคู่นะ
ต่างแค่ความรู้สึกหลังทาแค่เล็กน้อยมากจริงๆ

ด้วยลักษณะของสัมผัสหลังทา เมื่อใช้คู่กันเค้าจึงแนะนำให้ใช้
Advance Genifique ตอนกลางวัน และใช้สูตร Sensitive ตอนก่อนนอน

มีน้ำหอมทั้งคู่กลิ่นคล้ายๆกันแต่
Advance Genifique
จะกลิ่นชัดกว่าเล็กน้อย มีกลิ่นแอลกอฮอล์ผสมอยู่
ส่วน
Sensitive กลิ่นน้ำหอมแค่เบาๆ คาดว่าใส่มาเพื่อกลบกลิ่นส่วนผสมอื่น
เพราะดมๆดูแล้วมันมีความเป็นกลิ่นตุๆเปรี้ยวๆมากกว่ากลิ่นน้ำหอมอีก แหะๆ




สำหรับตอนเช้าหลังล้างหน้าและปรับสภาพผิวด้วยเอสเซนส์หรือโทนเนอร์แล้ว
ก็ใช้
LANCOME Advance Genifique
ลงในขั้นตอนเซรั่ม
ปริมาณที่ใช้ก็แล้วแต่สภาพผิว ส่วนตัวเค้าผิวแห้งรู้สึกตัวนี้ซึมไวเลยชอบลงเยอะหน่อย
จากนั้นก็ทามอยส์เจอร์และกันแดดตาม



สำหรับตอนก่อนนอนก็ใช้เป็น
LANCOME Advance Genifique Sensitive แทนในขั้นตอนเซรั่ม



ทีนี้ก็มารอวัดผลกันค่ะ เค้าท้าให้ลองต่อเนื่อง 3 วัน
ซึ่งได้จังหวะช่วงชีวิตที่ยุ่งเหยิงมาก นอนเช้าติดกันทุกวันเลย เหอๆ



ท๊าาาาดาาา....นี่ก็คือผลลัพธ์การใช้ต่อเนื่อง 3 วันของเค้า
เอาในเรื่องความรู้สึกที่สัมผัสได้เองก่อนนะ
ชัดสุดเลยคือรู้สึกว่าผิวมันแน่น มันอิ่มฟู จับแล้วแบบเฮ้ยมันรู้สึกได้

และเมื่อเทียบความต่างด้วยผลลัพธ์จากภาพถ่ายแบบโนฟิลเตอร์
นี่ใช้เลนส์มาโครถ่ายแบบซูมรูขุมขนให้เลยนะ
หลังใช้สามวันแอบเห็นผลอยู่นะเรื่องรูขุมขนว่ามันแลดูเล็กลงนิดนึง
คาดว่าเพราะผิวมันชุ่มชื่นดีไม่ได้แห้งขาดน้ำแหละ
พอผิวอิ่มฟูเซลล์ผิวเบียดตัวแน่นรูขุมขนเลยดูไม่กว้างใหญ่

แต่ในเรื่องความกระจ่างใสหรือพวกรอยสิวอะไรแบบนี้ไม่ต่างนะ
มันต้องใช้เวลามากกว่านี้หล่ะถึงจะเทียบได้ว่าเห็นผลไหม



เอาจริงตอนแรกที่เค้าท้ามาบอกให้ลอง 3 วัน
นี่ก็คิดนะว่ามันจะเห็นผลอะไรในเวลาแค่นี้
ยิ่งเค้าเป็นคนที่ดูแลตัวเองทาสกินแคร์ตลอด
แต่พอได้ลองก็ต้องยอมรับว่ามันสัมผัสได้อยู่
แม้ไม่ได้ถึงขั้นผิวเปลี่ยนแต่เทียบการใช้ชีวิตในช่วงที่ลอง
ก็แสดงให้เห็นว่าช่วยให้ผิวดูไม่โทรมเท่าที่ควรจะเป็น

แต่การดูแลผิวมันก็ควรเป็นการป้องกันไม่ใช่มารอแก้ปัญหา
ดังนั้นรู้ว่าใช้ชีวิตหนักหน่วงและอายุเริ่มเพิ่มขึ้น
ก็ควรใส่ใจเรื่องการฟื้นฟูผิวก่อนที่ผิวจะแก่กว่าวัยเพราะหมดโปรนะจ๊ะ

สุดท้ายฝากไว้ว่าผิวแต่ละคนต่างกัน
ผลของการทดลองก็เกิดจากผิวเค้าจะเอามาเทียบกันมิได้
ยิ่งเรื่องอาการแพ้และอุดตันยิ่งไม่มีใครตอบได้ถ้าไม่ได้ลองด้วยตัวเองจ้า

หวังว่าข้อมูลในบล็อคนี้จะเป็นประโยชน์กัน
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมชมล่วงหน้านะค้า

Smiley XOXO Smiley

-----------------------------------------------------------------------------

Disclaimer : Sponsored Content by LANCÔME Thailand
***All opinions are my own
Information : https://www.facebook.com/LancomeThailand/




 

Create Date : 14 กุมภาพันธ์ 2561    
Last Update : 16 กุมภาพันธ์ 2561 22:25:37 น.
Counter : 1484 Pageviews.  

Review : Dr.Ci:Labo Basic Super100 Series เซรั่ม 3 สูตรใหม่ ใช้ทาเดี่ยวหรือผสมกับครีมอื่นก็ได้!




ถ้าพูดถึงสกินแคร์สูตรอ่อนโยนจากญี่ปุ่น
หนึ่งในแบรนด์ที่เค้าประทับใจในเรื่องของส่วนผสม
ต้องยกให้
Dr.Ci:Labo (ดอกเตอร์.ซิ:ลาโบะ) เลย
เป็นแบรนด์ที่ก่อตั้งโดย
Dr.Yoshinori Shirono แพทย์ผิวหนังที่มีชื่อเสียง
ซึ่งคอนเซปต์ของเค้าจะต้องไม่มีส่วนผสมที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง
อย่าง
น้ำหอม แอลกอฮอล์ สี น้ำมันแร่ พาราเบ็น ปิโตรเลียมเจลลี่



โดยตัวดังที่ฮิตที่สุดคือมอยส์เจอร์เนื้อเจลแบบ All in One

Dr.Ci:Labo Aqua-Collagen-Gel ที่เค้าเคยรีวิวไปแล้ว
จิ้มไปดูอ่านตามลิงค์นี้ได้เลยจ้า >>>
https://goo.gl/PXtfVh

-----------------------------------------------------------------------------

สำหรับใครที่เป็นแฟน
Dr.Ci:Labo อยู่แล้ว
บล็อคนี้มีไอเท็มออกใหม่ล่าสุดส่งตรงจากญี่ปุ่นมาอัพเดทให้ชมกัน
ซึ่งมีความเก๋ตรงที่สามารถใช้ผสมกับสกินแคร์ที่เราใช้อยู่ได้
ไปชมรายละเอียดกันเลยจ้า



Dr.Ci:Labo
BASIC & SPECIAL SUPER100 SERIES

-------------------------------------------------------------------

ซีรีย์นี้เป็นกลุ่มของเซรั่มเข้มข้นที่มีส่วนผสมออกฤทธิ์โดดเด่นเพียงชนิดเดียว
โดยเราสามารถใช้เป็นเซรั่มทาเดี่ยวๆก่อนลงมอยส์เจอร์
หรือใช้ผสมกับสกินแคร์ที่เราใช้อยู่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในด้านที่เราต้องการได้เลย

ถือว่าเป็นวิธีใช้ที่ประหยัดเวลาดีนะสำหรับใครที่ขี้เกียจทาไปทีละเลเยอร์
ซึ่งเข้ากันได้ดีมากกับ
Dr.Ci:Labo Aqua-Collagen-Gel ที่เค้ารีวิวไปในบล็อคก่อน

โดยตอนนี้ที่เข้ามาวางขายบ้านเราจะมีด้วยกัน 3 สูตร คือ

Hyaluronic Acid : BASIC SUPER100 SERIES
Marine-Collagen : BASIC SUPER100 SERIES
Vitamin C : SPECIAL SUPER100 SERIES



ราคาและสถานที่จำหน่าย

Hyaluronic Acid ขนาด 30ml ราคา 855 บาท
Marine-Collagen
ขนาด 30ml ราคา 1,050 บาท
Vitamin C
ขนาด 30ml ราคา 880 บาท

ที่วางขายตอนนี้เค้าจะแยกขายเซรั่มกับฝาดรอปเปอร์ นะฮะ
อย่าลืมซื้อดรอปเปอร์ไปด้วย เพราะเทจากขวดมันกะปริมาณไม่ได้จริงๆ

โดยดรอปเปอร์จะมีสองขนาด ตามขนาดขวดเซรั่ม
ดังนั้นตอนซื้อต้องเลือกขนาดให้ถูกเน่อ
แต่ราคาทั้งสองขนาดจะเท่ากัน คือ ราคาอันละ 150 บาท
จ้า

มีจำหน่ายที่  Loft, Isetan, Tsuruha ,
Matsumoto Kiyoshi
และร้านค้าชั้นนำทั่วไปค่า




แต่สำหรับ Hyaluronic Acid ขวดใหญ่ขนาด 60ml
จะมาพร้อมหัวปั๊มในตัว ราคาขวดละ 1,480  บาท
มีขายในไทยแล้วไปหาซื้อกันได้จ้า



Dr.Ci:Labo
Hyaluronic Acid

BASIC SUPER100 SERIES


-----------------------------------------------------

ขอยกให้เป็นนางเอกของซีรีย์นี้
เพราะที่ญี่ปุ่นถือว่าเป็นสารยอดฮิตที่พบได้ในส่วนผสมของสกินแคร์แทบทุกตัวเลย
ใช้กันมาร่วมสิบปีแล้วปัจจุบันก็ยังใช้อยู่...สารตัวนี้มีดีอย่างไรไปดูกันค่ะ

Hyaluronic Acid เป็นสารอุ้มน้ำที่ช่วยคงความชุ่มชื่นให้กับผิว
ซึ่งหลายคนคุ้นกันกับชื่อนี้เพราะเป็นสารเดียวกับที่ใช้ฉีดฟิลเลอร์เข้าใบหน้านั่นเอง
แต่จริงๆแล้วสาร
Hyaluronic Acid นี้ เป็นสารธรรมชาติชนิดหนึ่ง
ที่มีอยู่ในร่างกายของเราอยู่แล้วพบได้มากบริเวณจุดเชื่อมข้อต่อ ข้อเข่า ผิวหนัง
ช่วยเพิ่มความต้านทานต่อการเสียดสี และช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น

โดยร่างกายของเราสามารถสร้างสารนี้ขึ้นมาได้เอง
ซึ่งจะผลิตและถูกหล่อเลี้ยงจากบริเวณชั้นผิวหนังแท้ (Dermis)
และกระจายขึ้นไปสู่ผิวหนังชั้นบน (Epidermis)

แต่ก็นะเมื่ออายุเราเพิ่มอะไรก็เสื่อม การสร้างสารเหล่านี้ก็จะลดลง
จึงทำให้ผิวเราขาดความยืดหยุ่น เป็นเหตุให้ผิวเกิดริ้วรอยได้โดยง่าย
การเติม
Hyaluronic Acid ให้กับผิว
จึงช่วยให้ผิวอิ่มฟู ช่วยลดปัญหาริ้วรอยนั่นเอง



รายละเอียดส่วนผสม

Water, Sodium Hyaluronate, Phenoxyethanol

มันเด็ดตรงนี้นี่หล่ะ! ส่วนผสมมีแค่นี้จริงๆไม่มีสารอื่นใดที่ไม่จำเป็นใส่มาเลย
Hyaluronic Acid ในส่วนผสมก็คือ Sodium Hyaluronate มันคือตัวเดียวกันนะจ๊ะ
ส่วนสารตัวสุดท้าย Phenoxyethanol
คือสารกันเสียตัวที่อ่อนโยนต่อผิวไม่ค่อยก่อให้เกิดการระคายเคือง

จากส่วนผสมคือเซฟต่อผิวมากใครแพ้ง่ายนี่ตอบโจทย์เลย
ใช้ได้กับทุกสภาพผิวเพราะเป็นสารที่ช่วยเติมความชุ่มชื่นเน้นๆ
คนหน้ามันก็ไม่ต้องกังวลว่าจะทำให้หน้ามันเพิ่ม
แต่กลับช่วยปรับสมดุลน้ำและน้ำมันในผิวทำให้หน้ามันลดลงด้วย



ปริมาณที่ใช้ต่อครั้งประมาณ 1-3 หยด
เนื้อมีความกึ่งเหลวกึ่งเจล มีความหนืดๆยืดๆ
และนี่คือเหตุผลที่ต้องซื้อดรอปเปอร์
มันไม่สามารถเทจากขวดแล้วกะปริมาณเอาได้อ่านะ



ลักษณะเนื้อผลิตภัณฑ์

เนื้อใสกริ๊งมีความคล้ายเจลแต่เหลวกว่า
ไม่มีกลิ่นใดๆเพราะไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม
เนื้อมีความลื่นผิวมากกก เกลี่ยง่าย ซึมผิวไว

ตอนซึมผิวแล้วกำลังเซ็ตตัวเหมือนจะมีความหนึบเล็กน้อย
แต่ทิ้งไว้แป๊บเดียวทุกอย่างแห้งสนิทเหมือนไม่เคยทาอะไร
คือบนผิวลื่นปรื้ดลูบแล้วสบายผิวมากกกกก แต่จะรู้สึกว่าผิวชุ่มชื่นขึ้น
เหมาะสุดๆสำหรับคนที่ไม่ชอบทาสกินแคร์เพราะไม่ชอบความเหนอะหนะ
โดยเฉพาะคุณผู้ชาย นี่ให้แฟนเราลองนางก็ชอบนะไม่รำคาญผิวดี



ขั้นตอนการใช้

สามารรถเลือกใช้ได้ 2 วิธี
คือทาเป็นขั้นตอนเซรั่มแล้วตามด้วยมอยส์เจอร์ไรเซอร์ก็ได้
หรืออยากรวบขั้นตอนก็ดรอป
Hyaluronic Acid
ใส่ในมอยส์เจอร์วนๆเนื้อให้เข้ากันแล้วทาทีเดียวจบก็ได้
วันไหนด่วนๆวิธีหลังคือสะดวกรวดเร็วดี
แต่ๆๆๆๆไม่แนะนำให้เทผสมกันลงไปในขวดหรือในกระปุกนะฮะ
อาจก่อให้เกิดการแยกชั้นได้ถ้าผสมไม่ดี
ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพลดลงได้ด้วย ดังนั้นผสมใช้เป็นครั้งๆไปนะจ๊ะ

ยิ่งถ้าผสมกับมอยส์เจอร์กลุ่มเจลที่เป็น Water Base
เนื้อจะเข้ากันได้ดีและให้สัมผัสที่สบายผิวเลยหล่ะ
การผสม
Hyaluronic Acid ลงไปจะทำให้เนื้อมอยส์เจอร์
มีความข้นน้อยลงเกลี่ยได้ง่ายขึ้น และแอบรู้สึกว่าทำให้หนึบผิวน้อยลงแหละ

***การใช้ผสมกับสกินแคร์อื่นบางประเภทอาจทำให้เนื้อจับตัวขึ้นเป็นขุยได้
ซึ่งอันนี้เค้าเองก็บอกไม่ได้ว่าตัวไหนจะเป็นขุยบ้าง แนะนำให้ลองผสม
แล้วทาเทสตอนก่อนนอนดูก่อน ถ้าลองแล้วไม่มีปัญหาค่อยใช้ตอนเช้า
จะได้ไม่เสียเวลาล้างหน้าทาครีมใหม่เนอะ


-------------------------------------------------------------------------------

Smiley สรุปสั้นๆสำหรับ
Hyaluronic Acid ขวดนี้
ดีค่ะจบ! เป็นอะไรที่ควรมีสำหรับใครที่มีปัญหาผิวขาดน้ำ
ช่วงที่ผิวอ่อนแอก็สามารถใช้ได้ เพราะส่วนผสมเบสิกมากๆ

แต่ไม่แนะนำให้ใช้เดี่ยวๆนะฮะ คือสารตัวนี้อุ้มน้ำได้ดีก็จริง
แต่ในส่วนผสมไม่มีสารในกลุ่มที่ช่วยเคลือบผิวด้านบนเพื่อกักเก็บความชุ่มชื่นไว้
ดังนั้นจึงควรใช้คู่กับขั้นตอนมอยส์เจอร์ไรเซอร์อีกซักตัวนึงจ้า



Marine-Collagen
BASIC SUPER100 SERIES


รายละเอียดส่วนผสม

Water, Glycerin, Butylene Glycol, Hydroxyethylcellulose,
Phenoxyethanol, Soluble Collagen, Sodium Citrate


เซรั่มสารสกัดคอลลาเจนจากทะเล
ช่วยให้ผิวยืดหยุ่น ลดเลือนริ้วรอย

สารหลักที่เค้าชูเป็นจุดขายคือ Soluble Collagen
หรือคอลลาเจนประเภทที่ละลายน้ำได้
แต่ในรายละเอียดส่วนผสมจะมีสารให้ความชุ่มชื่น
ซึ่งใส่มาเป็นสารหลักคือกลุ่ม Glycerin , Glycol และ Cellulose
ส่วน Sodium Citrate คือสารที่ทำให้เนื้อผลิตภัณฑ์คงตัว
สารกันเสียใช้ตัวเดียวกันกับสูตรก่อนหน้าคือ Phenoxyethanol

----------------------------------------------------------------------------------

Vitamin C

SPECIAL SUPER100 SERIES

รายละเอียดส่วนผสม


Olea europaea (Olive) Fruit Oil, Ascorbyl tetraisopalmitate


เซรั่มวิตามินซีช่วยให้ผิวเปล่งปลั่ง
กระจ่างใส และรูขุมขนกระชับขึ้น
ด้วยวิตามินซีประเภท VC-IP ที่ซึมซาบได้ดี
และกระจายตัวได้ง่ายในชั้นผิว

ส่วนผสมหลักของเซรั่มตัวนี้เป็น Oil Base คือน้ำมันมะกอก
ดังนั้นวิตามินซีที่ใส่มาแน่นอนว่าต้องเป็นประเภทที่ละลายในน้ำมัน
คือ
Ascorbyl tetraisopalmitate ที่เค้าบอกว่าเป็นประเภท VC-IP นั่นเอง

ข้อดีของวิตามินซีตัวนี้คือมีความเสถียรสูง ไม่มีฤทธิ์เป็นกรด
ซึมผิวได้ดีและซึมลงไปได้ในชั้นลึกซึ่งเป็นชั้นผิวที่มีไขมันจึงเข้าไปบำรุงผิวได้เต็มที่
รวมถึงมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และเมื่อใช้ในความเข้มข้นที่สูงพอ
จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนขึ้นในชั้นผิวด้วย
จึงช่วยให้ผิวกระชับขึ้น และมีคุณสมบัติในการเป็นไวท์เทนนิ่ง
ด้วยการลดการสร้างเม็ดสีเมลานินผิวจึงกระจ่างใสและสีสม่ำเสมอขึ้น

อันนี้เค้าไม่ได้บอกเปอร์เซ็นต์มาเน่อว่าใส่วิตามินซีมาเท่าไหร่
แต่ส่วนผสมมีแค่สองอย่างก็น่าจะได้วิตามินซีเข้มข้นในระดับนึงหล่ะ

สำหรับน้ำมันมะกอกที่ใส่มาเป็นเบสก็มีคุณสมบัติในการให้ความชุ่มชื่น
และเคลือบผิวปกป้องน้ำหล่อเลี้ยงผิว ให้ผิวเรียบเนียนไม่แห้งกร้าน
รวมถึงเป็นสารต้านอนุมูลอิสระด้วยเช่นกัน



เทียบเนื้อผลิตภัณฑ์ทั้ง 3 ตัว

เนื้อของ Hyaluronic Acid จะมีความเป็นเจลที่ข้นมากสุด
หยดแล้วมีความคงตัวไม่ไหล แต่เมื่อเกลี่ยแล้วกลับเป็นตัวที่ซึมผิวไวสุด
และแห้งสนิทไปกับผิวที่สุด ไม่เหลือความเหนอะบนผิวเลย

ส่วน Marine-Collagen เนื้อกึ่งเจลเช่นกัน มีความข้นปานกลาง
หยดแล้วไหลคล้ายน้ำ แต่หนืดกว่าน้ำเล็กน้อย
เนื้อลื่นเกลี่ยซึมผิวง่ายเช่นกัน หลังซึมผิวให้ฟิลเป็นฟิลม์บางๆเคลือบผิว
ไม่เหนียวเหนอะหนะแต่ก็ไม่ได้แห้งสนิทเหลือความหนึบเล็กน้อย
ซึ่งถ้าเคยใช้ครีมที่มีส่วนผสมของคอลลาเจนจะเข้าใจในความหนึบนิดๆนี้

สุดท้าย Vitamin C เป็นหนึ่งเดียวที่ใช้น้ำมันเป็นเบส
แต่หยดมาไหลปรื้ดเลยจ้า เป็นออยล์เหลวๆใสๆ
มีกลิ่นแบบน้ำมันมะกอกจางๆไม่ชัดมาก เนื้อเหลวแต่หนืดนิดนึง
หลังซึมผิวให้ความรู้สึกเคลือบผิวและมีความหนึบผิวเล็กน้อย

สรุปโดยรวม....คือแต่ละตัวมีคุณสมบัติต่างกันก็อยู่ที่เราว่าต้องการคุณสมบัติด้านใด
ข้อดีของทั้งสามสูตรคือส่วนผสมแต่ละตัวน้อยช่วยลดความเสี่ยงในการระคายเคืองได้ดี
ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นการแอดส่วนผสมที่เข้มข้นเพิ่มเข้าไปเอง
ซึ่งเราสามารถใช้หลายสูตรร่วมกันได้อาจจะสลับใช้เช้าเย็น
หรือดรอป 2-3 สูตรผสมกันก็เป็นการแก้ปัญหาผิวหลายๆเรื่องไปได้พร้อมกัน
ก็ถือเป็นเทรนด์สกินแคร์อีกหนึ่งแบบที่กำลังมาแรงในตลาดญี่ปุ่นตอนนี้
ที่บ้านเราเองก็มาขายแล้วไม่ต้องไปหอบหิ้วกันมาจ้า

หวังว่าบล็อคนี้จะเป็นประโยชน์กัน
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมชมล่วงหน้าด้วยค่า
Smiley XOXO Smiley

-----------------------------------------------------------------------------------------

Disclaimer : Sponsored Content by Dr.Ci:Labo
***All opinions are my own
Information : https://www.facebook.com/drcilabo.thailand/




 

Create Date : 08 กุมภาพันธ์ 2561    
Last Update : 12 กุมภาพันธ์ 2561 16:29:03 น.
Counter : 7441 Pageviews.  

Review : กันแดดเนื้อแป้งเบลอผิวคุมมันกันฝุ่น KA UV White Magic Cover Protection SPF 50+ PA++++






....เบื่อกับการทากันแดดเพราะความมัน
ความเหนียวเหนอะหนะ เชิญทางนี้ค่ะ!

มีรีวิวกันแดดที่ตอบโจทย์มาฝากกัน
เป็นกันแดดที่ทาแล้วแห้งเป็นแป้ง
เนื้อเบาๆสบายผิว ช่วยให้หน้าดูเนียนดูนัวขึ้น
ที่สำคัญราคาน่ารักหาซื้อง่าย
โปรยมาซะขนาดนี้ไปดูรีวิวกันเลยค่ะ



KA UV White Magic
Cover Protection SPF 50+ PA++++
---------------------------------------------------------
กันแดดเนื้อแป้ง บางเบาไม่เหนอะหนะ
ช่วยเบลอหลุมผิว ให้หน้าดูเนียน
คุมมัน ป้องกันฝุ่น เหมาะกับทุกสีผิว

ขนาด 30 ml ราคา 249 บาท

หาซื้อได้ตามซุปเปอร์มาร์เก็ตและดรักสโตร์ทั่วไป



จุดขายของกันแดดตัวนี้คือเรื่องของเนื้อผลิตภัณฑ์
ที่มีความคล้ายไพรเมอร์ คือช่วยให้ผิวดูเนียนใสขึ้น
ด้วยเทคโนโลยีเฉพาะของเค้า คือ

Auto Blur ช่วยพรางหลุมผิว... หลุมผิว คือพวกรูขุมขนนะมิใช่หลุมสิว
ก็คือเป็นทั้งกันแดดและเบสในตัวเดียวกัน ทำให้เมคอัพติดทนนานขึ้น

Micro-2Spherical Effect ช่วยเติมเต็มร่องผิว
สะท้อนกระเจิงแสงให้ผิวมีออร่า เพิ่มประสิทธิภาพการปกป้องยูวี และกรองมลภาวะต่างๆ

Vita-Duo Active บำรุงผิวด้วย วิตามิน E (Tocopheryl)
และ วิตามิน B3 (Niacinamide) ให้ผิวชุ่มชื่นกระจ่างใส

Pollution filter เนื้อกันแดดคืออนุภาคทรงกลม
ที่มีขนาดเล็กละเอียดระดับไมโคร 2 ขนาด
จึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสะท้อนรังสี UV
และช่วยกรองมลภาวะไม่ให้สัมผัสผิวโดยตรง คือช่วยป้องกันฝุ่นนั่นเอง

Alcohol Free ไม่ผสมแอลกอฮอล์สาเหตุที่ทำให้ผิวแห้งกร้าน
แต่ก็ยังสามารถทำเนื้อกันแดดให้บางเบาไม่เหนอะหนะได้



สารกันแดดที่ใช้ตามนี้จ้า....

Ethylhexyl Methoxycinnamate
(Octinoxate)
สารกันแดดกลุ่ม Chemical Sunscreen
ช่วยดูดซับรังสี UVB มีความเสถียรสูง และทนน้ำได้ดี

Oxybenzone
สารกันแดดกลุ่ม Chemical Sunscreen
ช่วยดูดซับรังสี UVB และดูดซับรังสี UVA ได้ในช่วงคลื่นสั้น 320-342nm
ช่วยเพิ่มความเสถียรให้ Avobenzone

Ethylhexyl Salicylate
สารกันแดดกลุ่ม Chemical Sunscreen
ช่วยดูดซับรังสี UVB ช่วยทำละลาย Oxybenzone ได้เป็นอย่างดี

Butyl Methoxydibenzoylmethane
(Avobenzone)
สารกันแดดกลุ่ม Chemical Sunscreen
ช่วยดูดซับรังสี UVA ได้ครบถ้วนทั้ง UVA-I และ UVA-II
ความเสถียรต่ำต้องมีตัวช่วยเพิ่มความเสถียร
ซึ่งในส่วนผสมนี้คือ Oxybenzone และ Butyloctyl Salicylate

Titanium Dioxide
สารกันแดดกลุ่ม Physical Sunscreen
สะท้อนรังสี UV ได้ทุกช่วงคลื่น ทั้ง UVB , UVA-I , UVA-II

-----------------------------------------------------------------------------

จากส่วนผสมของสารกันแดดที่ใส่มา
สามารถปกป้องผิวจากรังสี UV ได้ทุกช่วงคลื่น
แต่ต้องระวังเรื่องการเสถียรนิดนึงเพราะมี Avobenzone
ใส่มาร่วมกับ Octinoxate และ Titanium Dioxide
เพราะสองตัวหลังจะมีผลต่อการเสถียรของ Avobenzone เมื่อออกแดดจัดได้
ดังนั้นจึงเหมาะในการเป็นกันแดดที่ใช้ประจำวันสำหรับคนที่ไม่ได้ออกแดดจัดมากกว่า

-----------------------------------------------------------------------------

ส่วนผสมที่ช่วยเรื่องการเบลอผิว
ก็จะเป็นพวก Silica , Polymethylsilsesquioxane
ช่วยดูดซับความัน เพิ่มการตกกระทบของแสง
จึงพรางให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้น ให้สัมผัสที่นุ่มลื่น และแห้งแมทท์สบายผิว

***ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ มิเนอรัลออยล์ พาราเบน
แต่มี ซิลิโคน(Cyclopentasiloxane) และ น้ำหอม
ถ้าผิวแพ้ง่ายมากๆเทสจุดอื่นก่อนทาที่หน้าก็ดีจ้าเพื่อความชัวร์



ลักษณะของเนื้อผลิตภัณฑ์

เนื้อกันแดดเป็นลักษณะครีมสีขาว มีกลิ่นหอมแนวฟลอรัลอ่อนๆ
เมื่อเกลี่ยบนผิวมีความนุ่มลื่น เนื้อคล้ายวิปครีม
ตอนเกลี่ยจะรู้สึกว่าสีดูขาวแต่พอซึมหมดไม่ออกสีนะ
ไม่ได้ทำให้ผิวดูวอก แต่จะปรับให้ผิวดูผ่องๆขึ้นนิดนึง
ให้สัมผัสที่สบายผิว ไม่เหนียว ไม่มัน ไม่เหนอะหนะ



เค้าถ่ายในแสงเดียวกันตั้งค่ากล้องเหมือนกัน
จะเห็นว่าหลังทากันแดด เมื่อถ่ายรูปออกมาผิวจะดูไบร์ทขึ้น
คือดูสว่างขึ้นนิดหน่อย แต่ไม่ได้ขาวลอย
อันนี้ก็คือคุณสมบัติในเรื่องของการกระจายแสง
เค้าว่าให้ฟิลเหมือนทาเบสหรือไพรเมอร์ก่อนแต่งหน้า

เมื่อเกลี่ยซึมผิวหมดจะให้ความรู้สึกเรียบลื่นคล้ายทาแป้ง
หลังทาก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกแห้งตึงผิวนะ เค้าผิวแห้งใช้ได้อยู่
แต่ก็ควรบำรุงผิวให้ชุ่มชื่นก่อน เพราะเค้ามีสารช่วยดูดซับความมันอ่านะ
เนื้อแบบนี้คนผิวมันผิวผสมน่าจะชอบ

***กันแดดที่ให้คุณสมบัติเหมือนเบสแบบนี้ ถ้าเจอกับสกินแคร์เนื้อบางประเภท
แล้วทำการเกลี่ยถูวนไปวนมามากไป อาจจับตัวขึ้นเป็นขุยขี้ยางลบได้
ซึ่งอันนี้เค้าก็บอกไม่ได้ว่าเจอกับสกินแคร์ตัวไหนแล้วจะเป็น
มันขึ้นอยู่กับสภาพผิวแต่ละคนด้วย ยังไงก็ลองสังเกตแล้วสับเปลี่ยนกันดูเน้อ



ในเรื่องของการพรางหลุมผิว(ไม่ใช่หลุมสิวเน่อ)
ถ่ายซูมๆพลีชีพให้ดูรูขุมขนกันไปแบบชัดๆ
จะเห็นว่าด้านที่ทาผิวจะดูแมทท์มากกว่า
รูขุมขนตรงหน้าแก้มมีความนัวและเบลอกว่าเล็กน้อย
เวลาลูบไปบนผิวจะรู้สึกเลยว่าข้างที่ทาเรียบลื่นกว่า
ทำให้แต่งหน้าตามได้ง่าย และด้วยความที่กันแดดไม่มันเยิ้ม
จึงทำให้เมคอัพติดทนได้ยาวนานขึ้น

คือถ้าอ่านจากคำโปรยของผลิตภัณฑ์
ว่า "Cover ครบจบในหลอดเดียว"
อาจทำให้หลายคนเข้าใจผิดได้ว่าเป็นกันแดดเนื้อรองพื้น
ที่ช่วย ปกปิด(Cover) พวกปัญหาผิว รอยสิวต่างๆ
แต่จริงๆแล้วตัวนี้ถ้าเค้ามองคือเป็นกันแดด
ที่ใช้เป็นเบสหรือไพรเมอร์ก่อนแต่งหน้ามากกว่า
ซึ่งเน้นช่วยในเชิงปรับเท็กซ์เจอร์ความเรียบเนียนของผิวจ้า



ปริมาณการใช้ที่จะสามารถช่วยให้ป้องกันแดดได้จริงตามค่าที่แสดงหน้าหลอด
คือทาหน้าอย่างเดียวบีบออกมาประมาณ 2 ข้อนิ้ว คอก็บีบออกมาอีกในปริมาณเท่ากัน
และถ้าใครมีพวกฝ้ากระแบบเค้า แนะนำให้ทาซ้ำ
ในจุดที่มีการก่อตัวของเม็ดสีมากกว่าปกติซ้ำอีกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้สีเข้มขึ้นจ้า

ปัญหาใหญ่ของคนไทยในการทากันแดดคือทาน้อยกว่าปริมาณที่ควรเป็นไปมาก
ทำให้ใช้กันแดดแล้วไม่ค่อยเห็นผล ดังนั้นอยากได้ประสิทธิภาพเต็มที่
 คือจะให้ดีต้องทาเติมระหว่างวัน แต่อย่างผู้หญิงแต่งหน้ามันเติมมิได้
ดังนั้นทารอบเดียวตอนเช้าก็ควรให้ได้ปริมาณเพื่อที่จะได้ประสิทธิภาพมากสุดดีกว่าเนอะ



สรุป...เป็นกันแดดราคาย่อมเยาว์ที่เนื้อบางเบา สบายผิว ทาแล้วแห้งเป็นแป้ง
เหมาะแก่การใช้ในชีวิตประจำวันทั่วไปที่ไม่ต้องออกแดดจัดมาก
ช่วยเบลอผิวให้ดูเนียนขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่ได้ช่วยปกปิด คนไม่แต่งหน้าก็สามารถใช้ได้
ส่วนใครแต่งหน้าก็ใช้แทนเบสหรือไพรเมอร์ไปได้เลยประหยัดเวลาดีจ้า Smiley

-----------------------------------------------------------------------------

Disclaimer : Sponsored Content by KA
***All opinions are my own
Information :
www.ka-th.com




 

Create Date : 29 ธันวาคม 2560    
Last Update : 6 มกราคม 2561 1:02:15 น.
Counter : 1424 Pageviews.  

Review : Oliv’ Anti Ageing Elixir เซรั่มออร์แกนิกเนื้อ Dry Oil ช่วยลดเลือนริ้วรอย







ใครกำลังกังวลใจกับปัญหาริ้วรอย
และกำลังมองหาสกินแคร์ที่ใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติเน้นๆ
ไม่มีแอลกอฮอล์ ซิลิโคน พาราเบน บล็อคนี้มีรีวิวมาฝากกัน

เป็นแบรนด์จากประเทศฝรั่งเศสที่มีรางวัลการันตี
คือ Anti Aging Award Winner จาก Beauty Bible ด้วย
สตอรี่ของแบรนด์ก็มีความน่าสนใจ ไปทำความรู้จักกันเลยจ้า



Oliv’ Anti Ageing Elixir
---------------------------------------------------------
เซรั่มบำรุงผิวหน้าเนื้อ Dry Oil ที่ช่วยลดเลือนริ้วรอย
และกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว ให้ผิวเรียบเนียน ดูอ่อนวัย
โดยใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติ 100%
และ 61% ของส่วนผสมพืชมาจาก Organic Farming

ขนาด 30 ml ราคา 2,480 บาท

หาซื้อได้ที่ร้าน ALL ABOUT YOU ทุกสาขา
หรือช้อปปิ้งออนไลน์ได้ที่ https://shop.allaboutyou.co.th/

***ตอนนี้ในเว็ปมีโปรลด 10% อยู่ด้วย เหลือขวดละ 2,232 บาทจ้า



เพิ่มเติม : ร้าน ALL ABOUT YOU เป็นร้านที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์สกินแคร์
และเครื่องสำอางออร์แกนิกจากทั่วทุกมุมโลก แห่งแรกในประเทศไทย
โดยคัดเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยผ่านการรับรองจากองค์กรนานาชาติ
เช่น ECOCERT (องค์กรรับรองผลิตภัณฑ์และส่วนผสมออร์แกนิกของยุโรป)
และ USDA (องค์กรรับรองอาหารและผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกของสหรัฐอเมริกา)
และต้องไม่มีการทดลองในสัตว์ ตอนนี้มี 6 สาขา เช็คสาขาใกล้บ้านได้ที่



กลับมาต่อกันที่แบรนด์ Oliv’ (โอลีฟ)
เป็นแบรนด์ออร์แกนิกจากประเทศฝรั่งเศส ที่มีจุดขายของส่วนผสม
คือ สารสกัดจากใบมะกอก ตามชื่อแบรนด์เลย

สาเหตุที่เค้าเลือกใช้มะกอกเพราะเหตุว่า
มะกอกเป็นพืชที่มีความทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงสูงมาก
สามารถเติบโตได้ในทุกสภาพแวดล้อม โดยมีการฟื้นฟูใบขึ้นใหม่ทุกๆ 3 ปี

ในใบมะกอกจะสาร Oleuropein ที่จัดเป็นสารในกลุ่ม Polyphenols
ซึ่งมีคุณสมบัติในการ ต้านอนุมูลอิสระ ชั้นเยี่ยม
ที่สามารถต้านอนุมูลอิสระได้มากเกือบถึง 2 เท่าของสารสกัดจากชาเขียว
และมากถึง 400 เท่าเมื่อเทียบกับวิตามินซี
และยังมีคุณสมบัติในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนอีกด้วย
จึงช่วยปกป้องความเสื่อมของผิว ส่งผลให้ริ้วรอยดูลดเลือนลง

ใบมะกอกที่นำมาสกัดจะเก็บเกี่ยวโดยเกษตรกรจากไร่ที่เมืองเลเมส์
และจากที่ราบสูงเมืองเฮ้าท์ โพรว็องซ์ ประเทศฝรั่งเศส



รายละเอียดของส่วนผสมสามารถเข้าไปอ่านแบบชัดๆ
อันนี้ขอชื่นชมเลยว่าในเว็ปไซต์ใส่รายละเอียดได้ครบถ้วนมากๆ
มีการแจกแจกคุณสมบัติของส่วนผสมแต่ละตัวให้ชัดเจน

เบสหลักของเซรั่มตัวนี้คือ Jojoba seed oil 53%
Macadamia oil 5% และ Sesame oil 3%
เป็นออยล์จากธรรมชาติที่ช่วยให้ความชุ่มชื่นผิว
พร้อมเก็บล็อคให้ผิวชุ่มชื่นตลอดวัน อุดมไปด้วยวิตามินอี
และยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระด้วยเช่นกัน

ส่วนสารสกัดจากใบมะกอก Olive leaf extract ใส่มา 3%
ซึ่งนอกจากช่วยต้านอนุมูลอิสระแล้ว
ยังมีคุณสมบัติในการต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัส
และช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของผิวอีกด้วย

สารสกัดอื่นที่เสริมเข้ามาก็มีน้ำว่านหางจระเข้
สารสกัดจากใบชาเขียว สารสกัดจากดอก Eldenweiss ฯลฯ

***ไม่มีแอลกอฮอล์ / พาราเบน / ซิลิโคน / พืชดัดแปลงพันธุกรรม /
น้ำหอมสังเคราะห์ (น้ำหอมในส่วนผสมได้จากธรรมชาติ) /
  สีสังเคราะห์ และไม่มีการทดลองกับสัตว์




ลักษณะเป็นขวดทึบแสงที่มาพร้อมหัวปั๊ม
ซึ่งปกป้องส่วนผสมจากการเสื่อมจากแสงแดด
และการปนเปื้อนจากอากาศได้ดี
ขวดพลาสติกมีน้ำหนักเบาพกพาสะดวก



มีรายละเอียดของวันผลิตและวันหมดอายุชัดเจน
ทั้งที่กล่องและที่ก้นขวด โดยมีอายุหลังวันผลิตไปประมาณปีครึ่ง



ลักษณะเนื้อและกลิ่น

เนื้อเป็นออยล์ใสสีออกเหลืองเล็กน้อย
เค้าเรียกว่าเป็น Dry Oil ซึ่งจัดว่าเนื้อเหลวและลื่นมากกก เกลี่ยซึมผิวได้ง่าย

กลิ่นหอมค่อนข้างชัด เป็นกลิ่นที่สกัดได้จากธรรมชาติ
เป็นแนวสดชื่นๆคล้ายกลิ่นอโรมาในสปา



วิธีและขั้นตอนการใช้

ใช้เป็นขั้นตอนของเซรั่ม คือหลังล้างหน้า
เมื่อเช็ดโทนเนอร์หรือทาเอสเซนส์น้ำตบเรียบร้อยแล้ว
ก็ทำการลงเซรั่มตัวนี้ก่อนแล้วจึงตามด้วยมอยส์เจอร์ไรเซอร์

ปริมาณที่ใช้ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและพื้นที่ใบหน้า
ผิวแห้งแบบเค้าใช้ทั้งหน้าและคอคือประมาณ 2-3 ปั๊ม
ช่วงเช้าจะใช้น้อยกว่าหน่อย ส่วนกลางคืนก็โบกได้เต็มที่



ความโดดเด่นของเนื้อแบบ Dry Oil
คือเป็นออยล์ที่เนื้อเหลวใส ลื่นผิวไม่มีความข้นหนืด
ทาแล้วซึมผิวได้ไวมากกก เนื้อสบายไม่หนักผิว
แต่ยังให้ความรู้สึกเป็นฟิลม์บางๆเคลือบผิวไว้
ไม่ทำให้หน้าดูมันเยิ้ม และไม่เหนอะหนะผิว

สามารถใช้ควบคู่กับเซรั่มอื่นๆที่มีอยู่ได้ โดยทาตัวนี้ก่อน
แล้วค่อยทาตามด้วยเซรั่มและมอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่มี

ส่วนตัวเค้าชอบดมกลิ่นก่อนทา กลิ่นดีให้ความรู้สึกผ่อนคลาย
และฟิลหลังใช้คือผิวจะนุ่มและให้สัมผัสลื่นมือมากขึ้น

เรื่องของผลลัพธ์ในการลดเลือนริ้วรอย
เค้าว่าเน้นใช้เพื่อป้องกันริ้วรอยที่จะเกิดคือดีที่สุด
ริ้วรอยที่เกิดขึ้นแล้วจะกู้ให้กลับมาตึงเป๊ะเท่าเดิมมันเป็นไปมิได้อ่านะ
แต่ถ้าบำรุงแต่เนิ่นๆจะทำให้ผิวเกิดริ้วรอยช้าลง อันนี้ให้ผลได้จริงๆ

ใช้ได้กับทุกสภาพผิวแค่ปรับลดปริมาณเอาค่ะ
แต่แม้ส่วนผสมจะได้จากธรรมชาติ 100%
เรื่องอาการแพ้ก็ถือว่าเป็นเรื่องส่วนบุคคลจริงๆ
ไม่มีใครสามารการันตีให้ได้อย่างไรก็ต้องลองกันเองหละถึงจะตอบได้

ส่วนเรื่องอุดตันไหมจากการวิจัยของแบรนด์แจ้งว่า
ส่วนผสมไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน แต่ก็เหมือนเดิมคือผิวแต่ละคนต่างกัน
เรานำไปใช้คู่กับสกินแคร์อื่นๆที่ต่างกันีปัจจัยร่วมด้วยหลายสิ่ง
ดังนั้นก็ต้องสังเกตผิวตัวเองดูเนอะ



สุดท้ายเป็นเทคนิคสำหรับสาวผิวแห้งแบบเค้า
ถ้าระหว่างวันรู้สึกหน้าเริ่มแห้ง เมคอัพเริ่มจะเกิดอาการแคร็ก
เค้าชอบใช้ออยล์เนื้อบางเบาแบบเซรั่มตัวนี้
หยดใส่มือซัก 1 หยด แล้ววอร์มให้ทั่วฝ่ามือ
จากนั้นก็แท็บลงไปเบาๆทั่วใบหน้าจะช่วยบูสท์ผิวแห้งๆได้ทันตา
เมคอัพจะดูฉ่ำวาวเกาหลีขึ้นมาเลย

แต่สิ่งสำคัญคือต้องมั่นใจว่าออยล์ที่ใช้เนื้อบางเบาจริง
และต้องใช้ปริมาณน้อยๆๆๆๆนะฮะ ใช้มากไปเดี๋ยวเมคอัพละลาย Smiley

-----------------------------------------------------------------------------

Disclaimer : Sponsored Content by All About You
***All opinions are my own
Information : https://www.allaboutyou.co.th
https://www.facebook.com/AllAboutYouOrganics/




 

Create Date : 16 ธันวาคม 2560    
Last Update : 22 ธันวาคม 2560 10:00:34 น.
Counter : 2754 Pageviews.  

Review : POND'S White Beauty Foam & Brightening Micellar Water






ปีนี้ขอยกให้เป็นปีแห่งคลีนซิ่งวอเตอร์จริงๆ
แบรนด์เก่าแก่ที่เราคุ้นเคยกันอย่าง POND'S ก็ไม่น้อยหน้า
จัดทัพคลีนซิ่งวอเตอร์ออกมาสู้เช่นกัน
กับ POND'S Brightening Micellar Water
ที่จัดอยู่ในกลุ่ม White Beauty ช่วยเรื่องผิวกระจ่างใส
ซึ่งในบล็อคนี้จะมารีวิวให้ชมกันอย่างละเอียด
พร้อมโฟมล้างหน้าในกลุ่มเดียวกัน ตามไปชมกันเลยจ้า



POND'S White Beauty
Brightening Micellar Water

ผลิตภัณฑ์เช็ดทำความสะอาดผิวหน้า
ที่เค้าเคลมว่าสามารถใช้ รอบดวงตา และริมฝีปาก ได้ด้วย
มีส่วนผสมของวิตามินบี3 ผ่านการทดสอบทางคลินิก
ว่าอ่อนโยนต่อผิวไม่ระคายเคือง ลบเมคอัพติดทนอย่างหมดจด
โดยมากับสโลแกนว่า "บูสผิวใสทุกครั้งที่เช็ด"

ขนาดและราคา
100 มล. ราคา 89 บาท
235 มล. ราคา 239 บาท
มีขายทั่วไปตามซุปเปอร์มาร์เก็ตเลยจ้า




ส่วนผสมจัดว่าดีงามเลยนะ สารหลักๆคือสารให้ความชุ่มชื่น
อย่าง Glycol , Glycerin ถัดมาคือตัวที่เค้าใช้ชูโรงเป็นจุดขายเลย
นั่นก็คือ Vitamin B3 หรือ Niacinamide
ที่ใช้เคลมเรื่องคุณสมบัติการเป็นไวท์เทนนิ่งช่วยให้ผิวกระจ่างใสขึ้น

คือ Vitamin B3 นี้จัดว่าเป็นวิตามินกลุ่มละลายน้ำได้ มีความเสถียรสูง
และเมื่อใช้ในปริมาณที่เข้มข้นเพียงพอก็จะช่วยเรื่องลดความหมองคล้ำ
และช่วยเรื่องริ้วรอยได้ ดังนั้นถ้าจะคาดหวังผลจึงควรมีในปริมาณที่เข้มข้นเพียงพอ
ซึ่งเมื่อเทียบจากลำดับของส่วนผสมที่ใส่มาในพอนด์ส
เค้าว่าก็โอเคเลยหล่ะอยู่อันดับต้นๆน่าคาดหวังผลว่าจะช่วยบำรุงผิวได้จริง

ถัดมาก็คือ PEG-6 Caprylic/Capric Glycerides
สารทำความสะอาดที่เรียกกันว่า Micellar นั่นเอง

นอกจากนี้ยังมี Panthenol หรือ Pro Vitamin B5 ที่ช่วยเพิ่มชุ่มชื่นอีก
ก็ถือว่าส่วนผสมไม่ซับซ้อนดี ใส่สารบำรุงมาแบบไม่กั๊ก
สารให้ความชุ่มชื่นจัดเต็มเช็ดแล้วไม่ต้องกลัวเรื่องแห้งตึงผิวเลย

***ไม่มีน้ำหอม,แอลกอฮอล์ และพาราเบน
     สารกันเสียที่ใช้คือ Phenoxythanol



ลักษณะเนื้อผลิตภัณฑ์

เห็นส่วนผสมเรื่องสารให้ความชุ่มชื่นเยอะก็แอบคิดว่าเนื้อจะเหนอะไหม
แต่ลองกดดูก็เป็นน้ำใสๆเหมือนคลีนซิ่งวอเตอร์ทั่วไป

เท็กซ์เจอร์เวลาสัมผัสผิวจะมีความลื่นๆผิวกว่าน้ำเปล่า
พอแห้งเซ็ตตัวจะเหลือความหนึบผิวแค่เล็กน้อยไม่ได้เหนียวเหนอะหนะ
ไม่มีกลิ่นใดๆเพราะไม่มีน้ำหอมจ้า



วิธีใช้แนะนำให้กดใส่สำลีชุ่มๆไปเลย
ใครงกเช็ดแบบไม่ชุ่มแล้วต้องถูหน้าแรงๆ
ทั้งแรงมือและสำลีตรงที่ไม่โดนคลีนซิ่งบาดผิวไปมา
ทำให้เป็นริ้วรอยก่อนวัยก็ไม่รู้ด้วยนะเออ



เทสแบบปาดที่ท้องแขนก่อนกับเมคอัพสารพันสิ่งที่มีคุณสมบัติกันน้ำ
อันได้แก่ มาสคาร่า ที่เขียนคิ้ว คอนซีลเลอร์ ลิปแมมท์ และอายไลน์เนอร์

เค้าเอาสำลีชุ่มๆโปะไว้แป๊บนึงค่อยลูบออก
ผลคือการปาดครั้งแรกก็หลุดออกทุกสิ่งแต่มากน้อยต่างกัน
แต่สังเกตว่าคลีนซิ่งจะจับเนื้อเมคอัพให้หลุดออกมา
ในลักษณะขุยๆคล้ายขี้ไคล ซึ่งเค้าลองกะคลีนซิ่งวอเตอร์แทบทุกยี่ห้อ
ก็จะทำละลายเมคอัพกลุ่มกันน้ำออกมาเป็นขุยแบบนี้เหมือนกันหมด
ดังนั้นเวลาจะเช็ดซ้ำแนะนำให้พลิกด้านสำลีด้วย
อย่าเอาด้านที่เช็ดทีแรกถูวนไปวนมา

สรุปว่าเช็ดประมาณ 3-4 รอบหล่ะพวกกันน้ำถึงหลุดได้หมด
คือถ้าเป็นเมคอัพทั่วไปไม่ได้กันน้ำขั้นเทพจะออกง่ายกว่านี้มาก

***การเช็ดเมคอัพบนผิวท้องแขนที่เป็นผิวเรียบ
จะเช็ดออกง่ายกว่าการเช็ดบนตาหรือปากที่ไม่ใช่ผิวเรียบนะฮะ



ทีนี้มาเทสบนหน้าจริงกัน
สำหรับการเช็ดเบสเมคอัพพวกรองพื้น คุชชั่น บีบี
บอกเลยว่าออกง่ายจริง หลุดตั้งแต่ปาดแรกละ
สัมผัสเวลาเช็ดลื่นผิวดีด้วยรู้สึกว่าลูบไปบนผิวได้ง่าย
เช็ดผิวทั่วหน้ารวมหน้าผาก สำลีสองแผ่นใช้สองด้านก็จบ

แต่ก็แนะนำว่าพอเช็ดทั่วเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ควรใช้สำลีอีกแผ่นเช็ดซ้ำเพื่อเช็คความสะอาดขั้นสุดท้ายอีกรอบนะจ๊ะ



การใช้เช็ดลิปสติกถ้าไม่ใช่ลิปแมทท์ขนาดที่ปาดบนแขน
ก็ปาดทีเดียวอยู่เช่นกัน อันนี้เค้าทาลิปแท่งธรรมดาเน่อ
ถ้าลิปแมทท์พวกจิ้มจุ่มต้องโปะทิ้งไว้ก่อนพักนึงถึงจะลูบออก



สำหรับการเช็ดตาอันนี้บอกและย้ำกันมาตลอด
ว่าคลีนซิ่งแบบน้ำนี้ไม่ได้ออกแบบมาให้ใช้กับตาโดยตรง
คือสามารถใช้ได้ถ้าไม่ได้แต่งตาหนัก
ไม่ได้ปัดมาสคาร่า หรือเขียนอินเนอร์ไลน์เนอร์
เพราะเวลาเข้าตามันจะแสบเบาๆอ้ะเธอ
และมันไม่ได้ทำละลายเมคอัพกันน้ำขั้นสุดได้ขนาดนั้น

อย่างลุคนี้ที่เช็ดได้เพราะทาแค่อายแชโดวและกรีดไลน์เนอร์บางๆ
คลีนซิ่งสามารถเช็ดเอาไลน์เนอร์ออกได้นะแต่มันจะออกมาแบบเป็นขุยๆนิดนึง
ไม่ได้ละลายออกมากับสำลีเหมือนเวลาใช้รีมูฟเวอร์
ดังนั้นถ้าขุยๆมันเผลอหลุดเข้าตาก็จะทำให้แสบหรือเคืองตาได้เช่นกัน

เอาว่าถ้าแต่งตาน้อยจริงๆจะใช้คลีนซิ่งแบบนี้เช็ดก็ได้อยู่
แต่ควรหลับตาให้สนิทและระวังอย่าให้เข้าตาเนอะ

-----------------------------------------------------------------------------

สรุปเรื่องความสามารถในการทำความสะอาด
ก็ทำได้ดีตามมาตรฐานของคลีนซิ่งวอเตอร์
ซึ่งจะเหมาะกับคนที่ไม่ได้แต่งหน้าแน่นแต่งหน้าหนักมากนัก

ส่วนสิ่งที่เค้าชอบคือฟิลเวลาเช็ดให้สัมผัสที่ลื่นผิวดี
เช็ดเมคอัพบนผิวเรียบอย่างบริเวณแก้มหรือหน้าผากออกง่ายมาก
หลังเช็ดให้ความรู้สึกสบายผิว ไม่แห้งตึงจริงๆ
โดยก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าเหนอะหนะผิว

แต่ในคำเคลมที่เค้าว่าไม่จำเป็นต้องล้างออก
อันนี้เค้าว่าเพื่อความชัวร์ก็ล้างโฟมล้างหน้าตามเถอะเนอะ
มันไม่ได้ทำให้ใช้ชีวิตอะไรยุ่งยากมากขึ้นเลย



POND'S White Beauty
Spot-less Rosy White Facial Foam

โฟมล้างหน้าที่มีส่วนผสมของ วิตามินบี 3 พลัส
ช่วยลดเลือนจุดด่างดำและรอยสิว ให้ผิวดูเปล่งประกาย

ขนาดและราคา
15 กรัม ราคา 20 บาท
50 กรัม ราคา 59 บาท
100 กรัม ราคา 115 บาท
มีขายทั่วไปตามซุปเปอร์มาร์เก็ตเลยจ้า



สารทำความสะอาดที่ใช้คือกรดไขมัน Myristic Acid
ซึ่งเมื่อทำปฏิกิริยากับ Potassium Hydroxide จะเกิดเป็นสารสบู่
ถ้าใช้กับน้ำที่มีความกระด้างสูง อาจทำให้เกิดไคลสบู่ได้
คนที่มีปัญหาสิวอุดตันง่ายๆจึงไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่จ้า

ส่วนผสมที่ช่วยเรื่องลดจุดด่างดำก็ยังคงเป็น
Vitamin B3 หรือ Niacinamide
แต่ปริมาณที่ใส่มาอยู่ในลำดับท้ายๆ
และโฟมล้างหน้าเป็นอะไรที่เราลูบบนหน้าแป๊บเดียว
จะคาดหวังเรื่องการเข้าไปบำรุงผิวก็คงจะยากหน่อยเนอะ

***มีส่วนผสมของน้ำหอม



ลักษณะเนื้อของผลิตภัณฑ์

เนื้อโฟมล้างหน้าสีขาวมุก ตีฟองด้วยมือได้ง่าย
จะได้ฟองค่อนข้างแน่นๆนุ่มๆ แต่ถ้าตีด้วยตาข่ายตีฟอง

จะได้ฟองฟูๆพองๆ อันนี้ก็แล้วแต่เลยว่าชอบฟองมากน้อยแบบไหน
กลิ่นน้ำหอมสไตล์ฟลอรัลที่เป็นเอกลักษณ์ของพอนด์สค่อนข้างชัด
หลังล้างเหลือกลิ่นติดผิวจางๆค่ะ



อันนี้เค้าตีฟองด้วยตาข่ายเลยได้ฟองฟูอลังการ
ลูบบนผิวแล้วให้สัมผัสนุ่มๆมือดีค่ะ



หลังล้างให้ความรู้สึกเกลี้ยงแบบกึ้ดๆ
คือลูบไปแล้วไม่เหลือความมันใดๆบนผิวเลยแต่ก็ไม่ถึงกับตึงผิว
เค้าว่าฟิลนี้คนผิวมันน่าจะชอบมากกว่าจ้า

ส่วนเรื่องกระจ่างใสก็อย่างที่บอกเนอะ
ว่าโฟมล้างหน้ามันผ่านหน้าเราแป๊บเดียว
ถ้าอยากให้กระจ่างใสก็ควรใช้คู่กับสกินแคร์กลุ่มไวท์เทนนิ่ง
และห้ามลืมทากันแดดเพื่อปกป้องผิวจากรังสี UV ด้วยนะจ๊ะ Smiley

-----------------------------------------------------------------------------

Disclaimer : Sponsored Content by POND'S
***All opinions are my own
Information : https://www.facebook.com/PondsThailand




 

Create Date : 28 พฤศจิกายน 2560    
Last Update : 19 ธันวาคม 2560 10:42:13 น.
Counter : 1306 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  

SaRaY
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 534 คน [?]




..........ชื่อ "ทราย" นะค๊า นามแฝงที่ใช้ก็มี SaRaY และก็ Mhunoiii (หมูน้อย) ค่า สนใจการถ่ายภาพ กะการแต่งหน้า จากเป็นงานอดิเรกจะกลายเป็นงานประจำอยู่แล้ว 555 เลยอยากจะทำบลอคเพื่อแบ่งปันประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้มานะค๊า ได้มากบ้างน้อยบ้าง มั่วๆกันปายยยย อิอิ

สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์
พ.ศ. 2539 ห้ามผู้ใดละเมิดไม่ว่าการลอกเลียนแบบ
หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดของรูปภาพและข้อความใน
http://www.mhunoiii.bloggang.com แห่งนี้ไปใช้
ทั้งโดยเผยแพร่ หรือเพื่อการอ้างอิงโดยไม่ได้รับอนุญาต
จะถูกดำเนินคดี ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด

ปล.ห้ามมิให้นำภาพใดๆจากในบล็อคไปใช้เพื่อการขายของโดยเด็ดขาดนะคะ !!!

---------------------------------------------------------

hits
New Comments
Friends' blogs
[Add SaRaY's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.