Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2550
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
18 ตุลาคม 2550
 
All Blogs
 
วงจรอุบาทว์แห่งความรุนแรง

บทความ "วงจรอุบาทว์แห่งความรุนแรง"นี้นำมาจากเวปเครือข่ายสยามเสวนา โดยตีพิมพ์ครั้งแรกที่ เซคชั่นกระแสทัศน์ วันที่ ๒๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๐ ปีที่ ๓๐ ฉบับที่ ๑๐๖๙๘ ซึ่งเขียนโดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ เนื้อหาเป็นการกล่าวถึงปรากฏการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทย แต่ได้รับการจัดการแบบเดิมๆ อันจะนำไปสู่วงจรอุบาทว์แห่งความรุนแรงดังที่อาจารย์นิธิกล่าว ทั้งนี้ยังได้เสนอแนวทางที่เป็นทางออกในการจัดการความขัดแย้งที่น่าสนใจคือการสนทนาโต้ตอบ (dialogue) โดยเปิดพื้นที่สือ ไม่ใช่ซุกปัญหาไว้แล้วมานั่งท่องมนตร์รู้รักสามัคคีกันได้อย่างเดียว

"ความขัดแย้งที่ปราศจากเวทีกลาง ปราศจากกติกาแห่งสันติ ซ้ำยังมีทางดำเนินไปสู่การปะทะกันอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก จะนำสังคมไทยกลับไปสู่วงจรอุบาทว์แห่งความรุนแรงไม่สุดสิ้น"


รูปประกอบจาก //www.thecompletelawyer.com


นิธิ เอียวศรีวงศ์



(บทความนี้เขียนขึ้นตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน เพราะผมต้องไปต่างจังหวัด ได้แต่หวังว่า กว่าจะได้ลงพิมพ์ ยังไม่สายไป)

เรากำลังเดินหน้าไปสู่การเผชิญหน้ากัน และเสี่ยงต่อการปะทะจนสูญเสียเลือดเนื้ออย่างที่หลีกเลี่ยงได้ยากขึ้น

การกล่าวประณามกันด้วยความเท็จต่างๆ เช่น ข้อหาทุจริตก็ตาม, ความแตกแยกระหว่างรัฐบาลและ คมช.ก็ตาม, ม็อบรับจ้างก็ตาม, ท่อน้ำเลี้ยงก็ตาม ฯลฯ เป็นสัญญาณว่า ต่างฝ่ายต่างตระเตรียมสังคมให้เข้าอยู่ฝ่ายตนเพื่อการปะทะกันในอนาคตอันใกล้ และเท่ากับราดน้ำมันลงในกองเพลิง

ผมไม่ได้หมายความว่าคำประณามเหล่านี้ไม่เป็นความจริงเสียเลย แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน ไม่มีฝ่ายใดสามารถพิสูจน์ข้อกล่าวหาของตนให้ประจักษ์ได้สักฝ่ายเดียว คำประณามจึงไม่มีประโยชน์อะไรนอกจากการเตรียมการสำหรับการปะทะกันเท่านั้น

ผมคิดว่า การเรียกร้องให้สองฝ่ายยุติความขัดแย้ง หรือหันมารักสามัคคีกัน เป็นเรื่องเหลวไหล ไม่มีทางเป็นไปได้จริง นอกจากทำให้ผู้เรียกร้องดูน่ารักขึ้นเท่านั้น (อย่างเช่นที่ประชุมอธิการบดีดูคิกขุขึ้นจัง)

ลองจินตนาการตัวเราเองว่ายืนอยู่ในสถานการณ์ของฝ่ายที่ขัดแย้งกันดูบ้างก็จะมองเห็น

สมมุติว่าเป็นแกนนำฝ่ายต่อต้าน คมช.ที่สนามหลวง เมื่อเลือกยุทธวิธีการต่อต้านด้วยการชุมนุม ยุทธวิธีก็เป็นตัวกำหนดทางดำเนินอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก การชุมนุมเป็นการต่อต้านที่ให้ผลทันตาเห็น แต่ตัวของมันเองบีบบังคับว่า การต่อต้านต้องถูกยกระดับ (escalate) ขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะไม่มีใครสามารถเก็บผู้ร่วมชุมนุมไว้ที่ขั้นเดิมตลอดไปได้ (การเคลื่อนพลของฝ่ายพันธมิตรมาสู่สยามพารากอนในปลายสมัยทักษิณเป็นทางดำเนินที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการชุมนุมเหมือนกัน)

อย่าลืมว่าการชุมนุมคือการเปิดพื้นที่สำหรับการต่อสู้ในสังคม สิ่งที่เกิดขึ้นที่สนามหลวงคืนนี้ จะจองพื้นที่บนสื่อทุกประเภทในวันรุ่งขึ้น (แม้บางสื่อจะเสนอภาพบิดเบือนก็ตาม) หากการชุมนุมไม่ถูกยกระดับเลย พื้นที่การต่อสู้ก็ย่อมหดลงไปโดยปริยาย จนในที่สุดก็เหลือแต่สนามหลวง (ซึ่งตามปกติก็มีกิจกรรมอีกร้อยแปดอย่างในตอนกลางคืน เช่น ขายประเวณี หรือคนไร้บ้านพักผ่อน โดยไม่เคยได้พื้นที่บนสื่อใดเลย)

การยกระดับคือการเสี่ยงต่อการปะทะมากขึ้น ไม่ว่าแกนนำจะต้องการปะทะหรือไม่ก็ตาม จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจยั่วยุ ก็เหมือนยั่วยุ ฉะนั้นความคิดที่ว่าต้องเก็บผู้ชุมนุมไว้บนพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง และปล่อยให้เฉาตายไปเองด้วยกาลเวลา จึงเป็นการตอบโต้ที่แกนนำฝ่ายต่อต้านยอมไม่ได้เป็นธรรมดา ยิ่งพยายามทำ ยิ่งใช้การข่มขู่คุกคาม ก็ยิ่งบีบบังคับให้ฝ่ายต่อต้านต้องดื้อแพ่ง และความเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะกันก็ย่อมมีมากขึ้น

ในทางตรงข้าม ลองสมมุติตัวเองเป็นแกนนำ คมช.บ้าง การจัดการฝ่ายต่อต้านด้วยความละมุนละม่อม แม้เป็นยุทธวิธีที่ฉลาด แต่ก็มีข้อจำกัดเช่นกัน เพราะภาพของ "ความวุ่นวาย" ในบ้านเมืองนั้น แม้จะใช้สื่อโฆษณาว่าเป็นความผิดของคู่ปรปักษ์ แต่ถึงอย่างไรก็ยังเหลือคำถามในใจคนอยู่นั่นเองว่า คนที่มีหน้าที่รับผิดชอบคือ คมช. (และรัฐบาล) มีสมรรถภาพเหมาะสมในการทำหน้าที่หรือไม่ ในขณะเดียวกัน ก็เท่ากับพิสูจน์ตัวเองต่อคนชั้นกลาง, ทหารด้วยกันเองซึ่งไม่แน่ว่าอยู่ฝ่าย คมช.โดยพร้อมเพรียงกัน, ข้าราชการ และนักธุรกิจนายทุนว่าตัวไม่มีกึ๋น

เป็นช่องทางหรือโอกาสที่จะถูกล้มได้ง่าย โดยเฉพาะหากกลุ่มคนที่เรียกร้องหาความสงบเหล่านี้สามารถรวมตัวกันได้

ตราบเท่าที่นโยบายละมุนละม่อมยังทำได้โดยไม่มีใครสงสัย "กึ๋น" หรือพลังอำนาจที่ตัวมีอยู่ ก็ยังไม่มีภยันตรายใดๆ แต่หากฝ่ายชุมนุมต่อต้าน รวบรวมกำลังคนได้เพิ่มขึ้น (ด้วยเหตุใดก็ตาม) ความศรัทธาต่อพลังอำนาจของฝ่าย คมช.ที่คนทั่วไปมีก็จะเริ่มสั่นคลอน ยิ่งฝ่ายต่อต้านท้าทาย "กึ๋น" ของ คมช.ให้ประจักษ์มากขึ้นเป็นลำดับ ความศรัทธาของคนทั่วไปก็จะยิ่งลดลงไปเรื่อยๆ

เพื่อกู้ศักดิ์ศรีของกองทัพกลับคืนมา ก็อาจจำเป็นที่ทหารบางกลุ่มต้องล้ม คมช.เสีย กลไกทางการเมืองของระบอบรัฐประหารอื่นๆ ก็ตระหนักว่าต้องเขี่ย คมช.ออกไปนอกทาง เพื่อรักษาระบอบเอาไว้

ทางดำเนินของ คมช.จึงหลีกเลี่ยงการปะทะได้ยากขึ้นไปเรื่อยๆ

ที่พูดทั้งหมดนี้ ผมตั้งใจหลีกเลี่ยงการอธิบายด้วยความดี-ความชั่ว แม้เป็นคำอธิบายที่ง่ายดี แต่ไม่นำเราไปถึงไหนได้ นอกจากสามารถทำให้คนชั่วกลายเป็นคนดี และทำคนดีให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป ก็เห็นอธิบายอย่างนี้กันมาไม่รู้จะกี่สิบกี่ร้อยปีแล้ว ไม่เห็นว่าจะทำอะไรให้ดีขึ้นตรงไหน นอกจากผู้พูดกลายเป็นคนดีเพียงคนเดียวเท่านั้น

โดยไม่เกี่ยวกับดีหรือชั่วนี่แหละครับ คนเราฆ่ากันโดยไม่ได้ตั้งใจ ไปนึกว่าจะประสบชัยชนะก่อนที่ต้องฆ่ากัน เพราะต่างเดินไปบนเส้นทางที่จะต้องปะทะกันอย่างไม่มีทางหลบ นี่เป็นข้อน่าห่วงมากกว่า

หนทางที่จะหลบหลีกการปะทะกันถึงขั้นเลือดตกยางออกอยู่ที่ไหน?

ผมคิดว่า หนทางนั้นมีอยู่ เพียงแต่จะมองเห็นภยันตรายพอที่จะหลบหรือไม่เท่านั้น ที่น่าห่วงก็คือต่างฝ่ายต่างคิดว่าตัวจะได้ชัยชนะก่อนจะถึงจุดนั้นนี่แหละครับ ที่ทำให้ไม่ยอมเปิดโอกาสให้แก่หนทางของความขัดแย้งกันโดยสงบ

เวลานี้ พื้นที่ของความขัดแย้งคือการชุมนุมและการสลายการชุมนุม แต่เราสามารถทำให้พื้นที่ความขัดแย้งขยายตัวไปยังพื้นที่อื่น ซึ่งมีประสิทธิภาพในการต่อรองกันมากกว่า แต่เป็นพื้นที่ซึ่งต้องมีกติกาแห่งสันติมากกว่าด้วย

นั่นคือพื้นที่สื่อครับ เปิดความขัดแย้งระหว่าง คมช. (รวมผู้ที่สนับสนุนการรัฐประหารทั้งหมด) และกลุ่มผู้ต่อต้านทั้งหมด (รวมฝ่ายเชียร์ทักษิณและฝ่ายที่ต่อต้านการรัฐประหารแต่ไม่เชียร์ทักษิณ) ให้กลายเป็นประเด็นความขัดแย้งบนเวทีกลางของสังคม ให้โอกาสแก่ทั้งสองฝ่ายได้พูดประเด็นของตนกับสังคมอย่างเต็มที่ และเท่าเทียมกัน ขยายพื้นที่สนามหลวงให้เข้าไปในทุกหลังคาเรือน แต่มีทั้งสองฝ่ายตอบโต้กันภายใต้กติกาแห่งสันติ

พีทีวีที่ไม่มีโอกาสเปิดทีวีนั่นแหละครับ เชิญมาพูดที่สถานีโทรทัศน์เลย แต่มีคนที่อยู่ฝ่าย คมช.ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้วย ข่าวทีวีทุกช่องต้องเสนอความเห็นและความเคลื่อนไหวของทั้งสองฝ่ายอย่างเป็นธรรม เลิกทำข่าวรับใช้อำนาจสักพักเถิดครับ (พวกคุณได้ยั่วยุให้เขาฆ่ากันตายมาหลายครั้งแล้ว ด้วยหน้าเลี่ยนๆ ของคุณนี่แหละ)

เชิญขัดแย้งกันให้เต็มที่เลยครับ ยกโขยงกันมาเท่าไรก็ได้ แต่บนจอทีวีเท่านั้นนะครับ แล้วก็ไม่ใช่ทำทีเดียวเลิก แต่ทำต่อเนื่องกันในประเด็นโน้นประเด็นนี้อยู่ตลอดเวลา

สังคมไทยซึ่งที่จริงแล้วเป็นสังคมที่พอมีวุฒิภาวะไม่น้อย หากไม่ถูกสื่อปิดบังอำพรางข้อเท็จจริง จะเป็นผู้ตัดสินเองว่าจุดยืนของฝ่ายใดจึงจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมมากกว่ากัน

ผมเชื่อว่าหากทำได้ตามนี้ สนามหลวงจะเหลือคนน้อยลง และการไม่ยอมใช้เวทีกลางที่มีกติกาแห่งสันติจะทำให้ฝ่ายนั้นสูญเสียความชอบธรรมไปเอง ยิ่งถ้าใช้อำนาจทำให้เวทีกลางที่มีกติกาแห่งสันติขาดความเป็นกลาง ก็ยิ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าฝ่ายนั้นไร้ความชอบธรรม

สื่อที่เป็นเวทีกลางทำให้ไม่มีใครกล้าแก้ผ้าต่อหน้าสาธารณชน และเราจะได้เริ่มพูดกันด้วยเหตุผล แทนอารมณ์และอำนาจ

อันที่จริงวิธีนี้ก็เป็นวิธีที่เขารู้กันมานานแล้วล่ะครับ นั่นคือการสนทนาโต้ตอบ (dialogue) เป็นเงื่อนไขเบื้องแรกของการสร้างสันติ การสนทนาโต้ตอบไม่ทำให้ความขัดแย้งหายไป แต่ทำให้ความขัดแย้งมีทางออกที่ยอมรับกันได้จากทุกฝ่าย

สภาพการณ์ที่เกิดเวลานี้ไม่ใช่การสนทนาโต้ตอบ แต่เป็นการใส่ร้ายป้ายสีกันทั้งสองฝ่าย การสนทนาโต้ตอบต้องเริ่มต้นที่การให้เกียรติกันและกัน อย่างน้อยก็เคารพสิทธิของอีกฝ่ายหนึ่งที่จะมีความเห็นต่าง สิ่งเหล่านี้เกิดได้บนเวทีกลางที่คนทั้งสังคมจับตามอง และต่างก็เห็นหน้าค่าตากันต่อหน้า กติกาของการใช้สื่อก็มีและเป็นที่รับรู้กันอยู่แล้ว โอกาสที่จะเกิดความรุนแรงจากการแลกเปลี่ยนกันบนเวทีกลางจึงเกิดได้ยาก

ความขัดแย้งที่ปราศจากเวทีกลาง ปราศจากกติกาแห่งสันติ ซ้ำยังมีทางดำเนินไปสู่การปะทะกันอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก จะนำสังคมไทยกลับไปสู่วงจรอุบาทว์แห่งความรุนแรงไม่สุดสิ้น

ในช่วงหนึ่งชั่วอายุคนที่ผ่านมา (30 ปี) เราได้ผ่านความรุนแรงทางการเมืองกันมาหลายครั้ง ความรุนแรงแต่ละครั้งล้วนให้กำเนิดความรุนแรงอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก ผมเกรงว่าวงจรอุบาทว์แห่งความรุนแรงเริ่มสถาปนาตัวอย่างมั่นคงในสังคมไทยแล้ว หากเราสามารถหลบหลีกความรุนแรงครั้งนี้ไปได้ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่เราจะสามารถแหกออกจากวงจรอุบาทว์ได้ในครั้งต่อไป เพราะเป็นบทเรียนที่มีค่าสำหรับอนาคตของสังคม ซึ่งต้องจัดการกับความขัดแย้งเป็น ไม่ใช่นั่งท่องมนตร์รู้รักสามัคคีกันได้อย่างเดียว






Create Date : 18 ตุลาคม 2550
Last Update : 18 ตุลาคม 2550 15:18:19 น. 8 comments
Counter : 697 Pageviews.

 
เฮอ... อ่านแล้วกลุ้ม แล้วจะเอายังไงกันดี มันถึงจะได้อยู่ร่วมกันแบบสงบสุขและมีความสุขเสียที


โดย: wildbirds วันที่: 18 ตุลาคม 2550 เวลา:15:57:49 น.  

 
ตอบสหายwildbirds และสังคมไทย
จัดสรรทรัพยากรและคุณค่าทางสังคมให้เป็นธรรมครับ
สร้างระบบตรวจสอบถ่วงดุลครับ ไม่ใช่จะให้ใครอยู่เหนือระบบดั่งเทพเจ้าได้
ที่มันขัดแย้งกันก็เพราะเราไม่คิดที่จะสร้างระบบที่มีประสิทธิภาพ สังคมไทยมักเน้นสัมฤทธิผลเป็นพวกสัมฤทธินิยม มุ่งแต่จะหาคนดีคนเก่งมาปกครอง จริงๆผมว่าความดีส่วนใหญ่เราก็รับมาเหมือนกับเรารู้ว่าโลกกลม
ผู้ที่มีอำนาจแล้วก็มักจะสร้างวาทกรรมว่าด้วยไทยนี้รักสงบ คือมองว่าไม่มีความขัดแย้ง อันนั้นมันสังคมยูโทเปียแล้วมัง เพราะความขัดแย้งเป็นธรรมชาติของสังคม เมื่อทรัพยากรมันมีจำกัด และความขัดแย้งมันก็มีทั้งข้อดีและไม่ดี สิ่งสำคัญเราจะจัดการมันอย่างไร
สังคมไทยมักใช้ความอดทน คือกดความขัดแย้งไว้ด้วยวาทกรรมของชนชั้นนำที่ผลิดมาคือรู้รักสามัคคี ก็ตัวเองมีอำนาจที่จะเข้าถึงทรัพยากรแล้วนี้หน่า
และคนที่อดทนที่สุดของสังคมเรา อาจเป็นเพราะโดยกลไกเชิงอุดมการณ์เข้าครอบด้วยคือคนขายขอบแห่งอำนาจนั่นเอง

ผมไม่อย่ากใช้คำว่าสงบสุขเพราะมันมองที่เป้าหมายอย่างเดี่ยวเป็นสัมฤทธิผลนิยมอย่างสังคมไทย ผมอยากใช้คำว่า สันติสุขจะดีกว่า เพราะมันแสดงถึงวิถีที่สันติและเป้าหมายคือความสุข หากเราไม่สนใจแมวที่จะมาจับหนูหากแม้วจับหนูได้ก็จริงแต่มันดันไปทำข้าวของในครัวพังหมด จับหนูได้แล้วไง?ผมขอฝากคำถามต่อแล้วกัน


โดย: Darksingha วันที่: 19 ตุลาคม 2550 เวลา:12:15:38 น.  

 
นั่นนะซิ


โดย: wildbirds วันที่: 19 ตุลาคม 2550 เวลา:12:58:02 น.  

 
อ่านแล้วก้อให้เศร้าใจ ทำไมประเทศไทยและคนไทยถึงเปลี่ยนไป

ด้วยกลไกหรือการขับเคื่อนแห่งการแข่งขัน ความมีหน้ามมีตาทางสังคม อำนาจและตามด้วย ..เรื่อง ตัวกูของกู

ที่ไม่มองแม้แต่นิดว่า ตัวกูก้อเป็นของสังคมเช่นกัน เริ่มที่ตัวเราแล้วก้าวสู่สังคม......มองหาบุคคลตัวอย่างและเรียนรู้พรร้อมก้าวเดินในรูปแบบที่คิดว่าใช่สำหรับ เรา.... คนๆนั้นคงหาได้ไม่ยาก.......

-------------------------------------
Darksingha ผมให้แทนคำว่า Age of Doubt หรือยุคแห่งความสงสัยก็แล้วกัน ดังนั้นBlogนี้จึงเป็นแดนสนธยาที่เต็มไปด้วยหมอกควันแห่งคำถาม และการละเล่น


ชอบประโยคนี้และหวังว่าการกลับมา..หลังจากที่วนอยู่ในถ้ำ ทางออกคือแสงสว่างชี้นำทางอยู่ตรงหน้า...ขอเพียงความมืดแห่งจิตใจถูกขจัดออกไป..



อมิตตาพุทธ


โดย: มนต์เมืองเหนือ IP: 202.41.167.246 วันที่: 20 ตุลาคม 2550 เวลา:17:07:39 น.  

 
ขอบคุณสหาย wildbirds และสหายมนต์เมืองเหนือ ที่เข้ามาแลกเปลี่ยนครับ โดยเฉพาะข้อแนะนำและทัศนคติของคุณมนต์เมืองเหนือ ขอบคุณครับ ผมชอบการละเล่นแบบนี้จัง


โดย: Darksingha วันที่: 20 ตุลาคม 2550 เวลา:17:23:05 น.  

 
ยินดีคะ...และหวังว่าคงได้อ่านสาระเด็ดๆ เกี่ยวกับการเมืองอีกนะคะ

อย่าคิดว่าเป็นการละเล่นเลย เพราะอยาก แชร์กันมากกว่า...



โดย: มนต์เมืองเหนือ IP: 58.10.128.15 วันที่: 22 ตุลาคม 2550 เวลา:21:42:34 น.  

 
ครับมนต์เมืองเหนือ


โดย: Darksingha วันที่: 22 ตุลาคม 2550 เวลา:22:52:50 น.  

 
ยากครับนายทุน20 คนจน80
แต่ก่อนคนเรายังโง่แต่เดี๋ยวนี้คนเราโง่กว่าแต่ก่อน
พรรคชาตินิยมนาซีใหม่


โดย: nazimai IP: 112.142.241.212 วันที่: 21 มิถุนายน 2553 เวลา:12:52:11 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Darksingha
Location :
สมุทรสงคราม Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]





Click for use Graphics comment


Darksingha ที่แสดงถึงอำนาจและความมืดมัว ผมให้แทนคำว่า Age of Doubt หรือยุคแห่งความสงสัยก็แล้วกัน ดังนั้นBlogนี้จึงเป็นแดนสนธยาที่เต็มไปด้วยหมอกควันแห่งคำถาม และการละเล่น เพื่อแสวงหา ?


TV3 Live CH5 Live CH7 Live Modernine TV Live NBT LIVE - CH11 TPBS - Public Channel ASTV1 New11 - Online News 24 hours Nation Channel DMC.TV - Buddhistic Television ASTV5 - Suvarnbhumi ASTV7 - Buddhistic Television  True New 24 Channel  skynew  cnnibn Channel  cnn Channel  bbcnews_island Channel  cctv  Channel  bfmtv  Channel  ntv  Channel  fox8 Channel  foxnews5 Channel  cspan  Channel  france24 Channel  world_explorer Channel  discovery_channel Channel  nasa  Channel kimeng-channel dmc-channel ebr-channel research-channel utv-channel michigan-channel at-florida-channel islam-channel peace-usa-channel bbc-panorama-channel CH7 Live CH7 Live CH7 Live CH7 Live CH7 Live CH7 Live CH7 Live CH7 Live

music is life

ชุมทางเพลงเพื่อชีวิต

Friends' blogs
[Add Darksingha's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.