원대리 자작나무숲 : ป่าต้นเบิร์ช วอนแดรี



การเดินทางของหอบสเตอร์และป่าเปเปโระรสคุ้กกี้แอนด์ครีม


วันนี้เราจะนั่งรถไปเที่ยวกันที่ ป่าเบิร์ชวอนแดรี (원대리 자작나무숲) เมืองอินเจ (Inje) จ.คังวอน นะจ๊ะ




โดยเราได้หลอกลูกทัวร์มาได้คนนึง พกไปด้วยเอาไว้ช่วยกันถ่ายรูปและเป็นพยาน

หากใครคนใดคนนึงพลัดตกเขาเสียชีวิตไปจะได้บอกทางบ้านได้ถูก ฮ่าๆๆๆ


คังวอนโด หรือ จ. คังวอน เป็นสถานที่จัดงานโอลิมปิคฤดูหนาว 

Pyeongchang Olympic Winter Games 2018 เลยนะเธอ 

ดังนั้นมั่นใจได้ว่าเมืองนี้ต้องหนาว!!!


หลังเห็นเหล่าโคเรียนซิติเซ่นเค้าฮือฮาเรื่องป่าเบิร์ชที่อินเจกันดูขาวราวเอลซ่ามาดำรงชีพอยู่

อิฉันก็ต้องตามไปพิสูจน์ค่ะ


นั่งรถจากดงโซลไปเมืองอินเจ จ.คังวอน ลงรถที่ InJe Bus Terminal จะ ใช้เวลาราว ชั่วโมง

ค่ารถ 13,000 วอนต่อคน/ต่อเที่ยวแล้วก็ต่อแท็กซี่ไปอีกราวๆ 25 นาทีก็ถึงล่ะ


สิ่งแรกที่ทำเมื่อมาถึงคือ เช็คตารางรถขากลับจะได้วางแผนชีวิตถูกว่าจะกลับมาทันรถรอบไหน 

หรือถ้าไม่ทันรอบนี้ จะมีอีกรอบกี่โมง




แต่ก่อนอื่นลงรถบัสมา งงเต๊ก! แท็กซี่เมืองนี้ไปอยู่ไหนกันอ่าไม่มีให้เรียกเลย

ก็ไปกระมิดกระเมี้ยนถามเจ้าหน้าที่มา เค้าให้นามบัตรมาเพื่อโทรเรียก


เง่อะ! โทรไปจะคุยกันเข้าใจไหมอ่า แล้วไม่อยากเปิดโรมมิ่งด้วย เปลือง มีไลน์คอลไหม 555555


ทันใดนั้นก็มีป้าคนนึงบอกว่านางจะไปเหมือนกัน แชร์รถกันไหม

เอาค่ะ!! ไม่ลังเล เพราะลังเลไม่ได้ เดี๋ยวไม่มีทางไป 555

ป้าก็จัดการโทรเรียกแท็กซี่ให้เสร็จ พร้อมบอก “ป้าไปห้องน้ำแป๊บ ฝากดูกระเป๋าก่อนนะ”

จังหวะกำลังมึนงง ป้าก็เดินกลับมา แล้วชวนเราไปขึ้นรถ

ขึ้นรถไปเราก็ยังงงๆ นี่ป้าไปที่เดียวกับเราแน่ไหม

กลัวคุยกันเข้าใจครึ่งๆ กลางๆ แล้วไปผิดที่ ชีวิตจะเปลี่ยน

พอหันไปถาม มาจาโย? ฮวักชิเร?

ป้าก็บอก ไปๆ ป่าเบิร์ชที่เมืองนี้มีที่เดียวเท่านั้นแหละ


นั่งมาจนถึงทางเข้า ป้าบอกเดี๋ยวจ่ายให้ก่อนแล้วเราค่อยหารกันเนอะ


สรุปค่ารถแท็กซี่ทั้งหมด 20,000 วอน (ต่อเที่ยวนะ แพงกว่านั่งบัสข้ามเมืองอีกแหะ)

 หารกันคนละครึ่ง เราหมื่นป้าหมื่น วินทั้งคู่

หันไปถามลุงคนขับ ลุงๆ มี kakao ไหม แลกกันจะได้แชทไปบอกว่ามารับหนูขากลับด้วยนะ

ลุงบอก “มี แต่ไม่ให้ เอ็งบอกคนแถวนี้ให้โทรตามล่ะกัน เดี๋ยววนมารับ”

อืม....จ๊ะ ก็ตามลุงว่าก็ได้งั้น ไม่กล้าดื้อ


ลงรถมาแล้วป้าก็ถาม มีที่หุ้มรองเท้าเตรียมมาเดินหิมะไหม หมวกล่ะ ถุงมือล่ะ ข้างบนหนาวนะ

(เอาจริงๆ ป้ารัวเกาหลีมาขนาดนี้ หนูเข้าใจ 20% เท่านั้นแหละ

ที่เหลืออาศัยจับคำเอา + ท่าทาง ก็เลยคุยกันได้ตลอดรอดฝั่ง)


แล้วป้าก็พาเราไปแนะนำกับลุงสองคนที่ยืนตกแต่งป้ายตรงทางเข้า

ว่านี่คนไทยนะสองคน จะขึ้นไปข้างบน ฝากดูด้วย(ว่ามันมีชีวิตรอดลงมาไหม)

ลุงบอกได้ๆ เมียลุงเป็นฟิลิปปินส์ (เกี่ยวอะไรเนี่ยยยยย)

ส่วนลุงอีกคนบอก “ชัล คัตตะ ฮวา” แปลเป็นไทยก็เออ ไปเหอะ รีบๆ กลับมา หรือ ไปดีมาดีนะ ประมาณนั้น


จ๊ะ หนูจะรีบไปรีบมา


ก็ค่อยๆ เดินขึ้นไป ส่วนป้าสปีดไวมาก


ก่อนไปป้าก็บอกถ้าไม่เจอกันขากลับเตรียมไว้สองหมื่นนะค่ารถรู้ไหม?

ขอบคุณค่ะป้า!

แล้วป้าก็เดินเชิ้บๆ จากไปปล่อยกะเหรี่ยงไทยงกเงิ่น


จนถึงทางเข้าหลัก เจอลุงอีกคนยืนคอยแนะนำเส้นทาง trekking ให้แบบไม่สนใจว่าเราฟังออกรึไม่ Smiley

แต่ลุงก็ชี้ๆ แผนที่ให้ดูว่าไปตามทางนี่นะ เป็นคอร์สเอ บี ซี ใช้เวลาเดินเท่าไร อะไรยังไง

(เสียดาย แผนที่การเดินที่ลุงให้มาหล่นหายไปตอนไหนไม่รู้ เลยไม่ได้เอามาแปะไว้ดูเลยเนี่ย)

แล้วบอกว่าให้เอาท่อนไม้บางๆ ขึ้นไปด้วย ใช้ค้ำ ใช้ยึดหิมะกันลื่นเอา

หิมะมันลื่นนะหนู หน้าพวกเอ็งยิ่งโง่ๆ อยู่(อันนี้ลุงพูดด้วยสายตา)

แต่คนเกาหลีนี่มาแบบ ใช้ไม้สกีกันเลยทีเดียว โปรสุดๆ


ป่าต้นเบิร์ช วอนแดรี ที่เมืองอินเจนี้ เอาจริงๆ คือเป็นศูนย์การเรียนรู้ทางธรรมชาติน่ะ

ไม่มีค่าเข้า ใครอยากมาก็ได้เลยเพราะคนเกาหลีมีนิสัยชอบปีนเขา (ก็ประเทศมีแต่เขาเนอะ)

คนที่นี่จึงชินกับการเดินเขาเอามากๆ เลยดังนั้นป่าไหนดี ป่าไหนเด่นเค้าก็อนุรักษ์ไว้ให้คนมาเดินออกกำลังกันงิ


ถ้าเป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูร้อนที่ต้นไม้เขียวๆ ก็จะมีนักเรียนมาศึกษาธรรมชาติกันเยอะเลย

แต่พอหน้าหนาว มันจะเปลี่ยนไปอีกแบบเลยอ่ะคุณ


เราไปถึง เริ่มต้นเดินกันตอน 9.38 น. ตามกำหนดเราต้องไปถึง viewpoint ภายใน 3 ชั่วโมง


แต่ .... เดินได้ 10 นาทีก็หอบจะบ้าแล้ว!!!!




มันคือเดินขึ้นเขาอ่ะ ชันขึ้นๆ แม้จะหนาว แม้จะหิมะ แม้จะขาวโพลนไปตลอดทาง


แต่มันเหนื่อยมากกกกกกกกก




หยุดพักตลอดเวลา จนไม่รู้ว่าชีวิตนี้จะไปถึงไหม


พักไป เล่นหิมะข้างทางไป ปั้นตุ๊กตาบ้าง ถ่ายรูปบ้าง




เรามันไม่ใช่คนชอบออกกำลังกาย เลยเหนื่อยกว่าคนอื่นเป็นเท่าตัวแต่มาแล้ว ต้องไปให้ถึงเนอะ


คืบก็หิมะ ศอกก็หิมะ





มุมถ่ายรูประหว่างทาง




พักแล้วพักอีก มันมีเก้าอี้อยู่ตรงไหนเรานั่งตลอด!!!





เดินจนหอบ จนเหลือ 1.9 กิโล หอบแฮ่กๆ ยิ่งกว่าอะไร เจอป้ายบอกทางอีกที เหลืออีก 1.7 กิโล


บ้า!!!! 200 เมตรมันไกลขนาดนี่เลยเหรอวะ






เดินมาจนจะเป็นลม ตกเขาตาย ผ่านมาสองร้อยเมตร แม่เจ้าาาาาาาา


สรุป เดินต่อไป เดินไป พักไป เดินไป แวะกินไป เดินไป บ่นไป




อีก 0.53 กิโลจะถึงเป้าหมาย เจอป้า car pool กำลังจะลงเขา

ป้าถาม เพิ่งมาถึงกันเหรอ? นี่ป้าเดินนะหันไปมองตลอด สองคนนั้นหายไปไหน? ฮ่าาาาาา

ก็หนูเดินไป พักไป ถ่ายรูปไปอ่ะป้า มันก็จะช้าๆหน่อย




ป้าบอกขึ้นไปข้างบนนะ สวยยยยย กว่านี้อีก ใส่หมวกด้วยนะ ถุงมือด้วยนะ มันจะหนาวเอา

แล้วป้าก็ถามจะให้รอกลับไหม (ป้าคงต้องรอจนอยากด่าหนูแน่ ดังนั้นเชิญป้าไปก่อนค่ะ ไม่ต้องห่วงหนู)


สุดท้ายเราก็มาถึง ตอนอีก 5 นาทีจะเที่ยง




ถือว่าทำเวลาได้ไม่ทุเรศนักถ้าวัดจากการที่หยุดพักตลอดทาง

(ขอยาดมด้วยค่ะ)

เหมือนมาแสวงบุญ เพราะพอหมดทุกข์แล้ว ที่เหลือคือสุขใจจริง

ป่าเบิร์ช สวยมากกกกกกกกก สวยจริงๆ




หิมะขาวโพลน นุ่มๆ ฟูๆ เดินจนจมลงไปในหิมะเลย 

เปลือกต้นเบิร์ชก็ขาวมันดูเหมือนเปเปโระ รสคุ้กกี้แอนด์ครีมมากๆ

มันสวยสมกับดั้นด้นมาดู วิวสวยยยยยย ไม่รู้จะชมยังไง

คือ ถ่ายรูปไม่เก่ง รูปเลยไม่ออกมาสวยเท่าของจริงอ่ะ


พยายามจะถ่ายให้ดูฮิปสเตอร์ แต่ที่แท้ทรูคือหอบสเตอร์ หายใจแฮ่กๆ ตลอดเวลา Smiley




รู้สึกว่า เออ คุ้มค่าที่ไต่เขาขึ้นๆ ลงๆ มาตลอดทาง มันชื่นหูชื่นตามากๆ เลย


และนี่คือ กระโจมแลนด์มาร์ค 

ที่ลุงข้างล่างบอกว่าต้องเดินมาให้ถึงนะ มันจะแปลว่าคุณจะมาถึงบริเวณที่สวยที่สุดแล้ว






ก็ตะลุยถ่ายรูป ออกมาสวยบ้าง อนาถบ้าง

แต่ก็ไว้เป็นที่ระลึกว่าครั้งหนึ่งเคยปีนเขาเกาหลีกับเขาเหมือนกัน 5555555











นั่งกินไข่ต้มท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บ ถ่ายรูปจนพอใจก็ถึงเวลาไต่ลงเขากลับ Smiley Smiley


แต่ขากลับดีหน่อยมันลงเขาไง ก็เดินรวดเดียวไม่พักเลย




เย้ๆๆๆๆๆๆ ลงมาถึงเขาราวๆ บ่ายสองโมงได้ ก็เจอหลายคนที่มาแล้วไม่ได้ขึ้นวันนี้

เพราะหน้าหนาวที่นี่จะให้เข้าได้ถึงแค่สองโมงเท่านั้น หลังจากนั้นปิด

เพราะมันมืดเร็ว กว่าคุณจะขึ้นไปถึงและกลับลงมามันจะอันตราย


ลงมาก็บอกคุณลุงคนนึงว่าช่วยเรียกแท็กซี่ให้หน่อยได้ไหมคะ

ลุงหันมามองหน้าแล้วบอก “อี อาเกอชือ” แน่ะ จำเราได้อีก เรายังจำเขาไม่ได้เลย

ป้า car pool ฝากไว้ดีจริงๆ แหะ


ลุงก็โทรตามลุงแท็กซี่ให้แล้วกวักมือเรียกเราให้ตามไป เราก็วิ่งๆ ตามลุง

ไปจนถึงถนนทางเข้า ลุงก็เปิดประตูห้องพักให้

เชิญให้เข้าไปนั่งรอรถ เปิดฮีทเตอร์ให้ ชงกาแฟให้ 

อันนี้อเมริกาโน่ อันนี้ครีมมี่นะ ต้มน้ำร้อนเป็นไหม




แล้วบอกว่าเซอร์วิสๆ กินได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ เอาขนมให้กินด้วย




ดูแลดีมากกกกกกกกกกกก ดีเว่อร์แล้วถามว่าเราอายุเท่าไร

ก่อนลุงจะบอกว่า โน ฉันเป็นโอป้าเธอจ๊ะ Smiley (ผิดที่หน้าแก่นะ)

พร้อมควักบัตรประชาชนมายัน ว่าเกิดปี 1972 ฉันเป็นแค่โอป้านะจ๊ะ

เออๆ โอ้ปก็โอ้ปวะ เอาไงก็เอา

แล้วโอ้ปแกก็เม้าท์นั่นนี่ให้ฟังโดยไม่สนใจว่าเราเข้าใจไหมเช่นเคย

พอเราทำหน้าโง่ๆ หน่อย โอ้ปก็จะบอกว่า “เรานี่พูดเกาหลีเก่งนะเนี่ย เรียนมาเหรอ ดีๆ”

(ตูยังไม่ได้พูดไรเลยไหม)

พอหันไปเจอพี่อีกคนก็ถาม แล้วคนนี้ล่ะ เด็กกว่าหรือแก่กว่า

พอเราบอก แก่กว่า น่าจะเป็นนูนาของโอ้ปนะ โอ้ปก็ หื้ออออไม่เชื่ออีก


คนไทย หน้าเด็ก ตัวเล็ก มีชัยค่ะ Smiley


พอควักพาสปอร์ตให้ดูก็บอก อู๊ยยยไม่ต้องขนาดนั้นหรอก ไม่ดูก็ได้

แต่ไหนๆ ก็เอาออกมาดูแล้วก็ขอดูหน่อยล่ะกัน


พอเห็น เอ้าาาา มั่นใจ ทีนี้จากนูนานางเพิ่มความยำเกรงเรียกนูนิมไปเลยจ้า 5555555555

จะฮาไปไหนวะ

แล้วสุดท้ายก็เอาขนมให้นูนิมหมดเลยบอกอันนี้แพงนะ ชิ้นนึงตั้ง 1USD กินเลยๆ ใจป้ำสุดๆ

นูนิมแกเลยเอาขนมที่ติดตัวมาแลกกันไป 5555




โอ้ปบอกที่นี่นะ คนไทย คนฮ่องกง คนไต้หวันมาเยอะมากเลย (ก็พวกบ้านไม่มีหิมะไงคะ)

แล้วก็บอก ถ้าหนาวๆ หิมะตกใหม่ๆ นะ จะสวยมากกกกก

วันก่อน -20 หนาวมากเลย วันนี้อุ่นแล้ว


ที่นี่อีซึงกิเคยมาถ่าย MV ด้วยนะ เท่านั้นแหละ

อิฉันหูผึ่ง วิญญาณไอเร็นเข้าสิงทันใด 55555


โอ้ปเม้าท์ไม่หยุด เม้าท์ไปยันลูกสาวแกแน่ะ

ได้แต่ภาวนา รถมาสักทีซิวะ!! พอรถมา ดีใจมากรีบพุ่งตัวไปขึ้นรถ

โอ้ปมาส่งขึ้นแท็กซี่แล้วบอกดีใจได้เจอนะ ก่อนยื่นมือมาหา ขอจับมือก่อนลาจากกัน

เป็นการรับรองจากเจ้าหน้าที่อุทยานที่ประทับใจมากกกกกกกก จัดเต็มสุดๆ


สุดท้ายก็กลับมาขึ้นรถที่ Inje Bus Terminal เพื่อกลับโซลตามเดิม

วันนี้สนุกมาก สวยมาก คุ้มค่าที่มามากกกกกกก

ชอบธรรมชาติสวยๆ (แต่ต้องไม่ใช่ปีนเขานะ แงๆๆๆ)


แนะนำว่าหากใครมีโอกาสได้มาเกาหลีหน้าหนาวแวะมานะ 

มันสวยมากๆ เลยล่ะ







Create Date : 25 มกราคม 2561
Last Update : 26 มกราคม 2561 10:24:01 น.
Counter : 2179 Pageviews.

0 comment
Paju Premium Outlet
วันนี้มีมิชชั่นสำคัญ หลังจากมาเที่ยวหลายวัน มัวแต่เอ้อละเหยอยู่นั่น

"รองเท้าน้องชาย" ถือเป็นปัจจัยหลัก ที่หากไม่มีกลับเมืองไทย อาจโดนอัปเปหิออกจากบ้านได้ 

หายหัวมาเที่ยวหลายวันไม่พอ ยังจะไม่มีของกลับไปบรรณาการท่านผู้(พุง)ยิ่งใหญ่ เราจะตายเอาได้

อย่ากระนั้นเลย ไปนี่ดีกว่า Paju Premium Outlet 

เผื่อได้รองเท้าเกร๋ๆ ให้น้องและให้ตัวเอง ในราคาสบายกระเป๋า

นั่งใต้ดินตุเลงๆ มาที่สถานี Hapjeong ทางออก 2 ตามที่ศึกษามา



ออกมาปุ๊บ อืมมมมมมมม....หนาว

โซลนี่เป็นเมืองที่เดาอากาศยากมากจริงๆ วันนี้อุณหภูมิ 15 องศา 

จริงๆ มันควรเย็นสบาย แดดก็แรง แถมสิบโมงกว่าเข้าไปแล้ว

แต่ที่ยืนนี่สั่นพั่บๆ มันหนาวจริงกว่านั้นมาก นิ้วแข็ง และควรใส่โอเวอร์โค้ทอ่ะ ไม่ใช่แค่แจ็คเก็ตคลุม

มันหนาวเกินไปมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก สำหรับเดือนเมษายน

ออกทางออก 2 มาจะเจอตึกนี้อยู่ฝั่งตรงข้ามป้ายรถเมล์นะ ถ้าเจอตึกแปลว่ามาถูกแล้ว


อย่ากระนั้นเลย ที่ป้ายรถเมล์เขียนอะไรสักอย่างเกี่ยวกับรถสาย 2200 

ที่เราอ่านไม่ออก แปลไม่ได้ แม้จะใช้กูเกิ้ลทรานฯ

ก็ยืนงงๆ จนรถมา เย้ ..... หนาวจะตาย รถมาแล้วววววววว

และเลยไปแล้วววววววววววว

ไม่จอด เอ้า ทำไม ยังไงอ่า งง รถๆๆๆๆ ไปไหน มองตามรถไป และเข้าใจภาษาเกาหลีทันใด

ที่ป้ายคงเขียนไว้ว่ารถสาย 200, 2100, 2200 จะย้ายไปจอดที่ทางออก 1 แทนนะจ๊ะ ฮึ้ยยยยยยย

เดินย้อนกลับไปทางออก 1 เพื่อจะพบกับ!!!!

มวลมหาชนที่ยืนต่อแถวรอขึ้นรถ กระซิกๆ คิวยาวแท้ๆ



ผ่านไปอีกครึ่งชั่วโมง 2200 มาอีกครั้ง และคนขึ้นแน่นมากกกกก จนเราขึ้นไม่ได้ ต้องรอคันต่อไป

(สรุปรถผ่านไปสองคันแล้วไงล่ะ พลาดอย่างแรง)

ใครคิดจะไป จำไว้นะ ฮัปจองทางออก 1 นะ มารอป้ายนี้เลยนะ อย่าพลาดแบบเรา

อีกครึ่งชั๋วโมงถัดมา 2200 มาอีกครั้งและได้ขึ้นแล้ว เฮ้ออออออออ 

เอา T-Money จ่ายไป และไปหาที่นั่ง

มองไปที่ป้าย คนมารอต่อแถวเยอะมากๆ 



และคนก็ขึ้นมาเยอะมากๆ ยืนกันเต็มคันรถ และเริ่มเดินทาง



เข้าใจแล้วว่าทำไมคนเยอะ เพราะเป็นสายที่ออกนอกเมือง 

คือพอออกจากสถานีฮัปจองได้ รถก็ขึ้นสะพาน แล้วตีออกนอกตัวโซลไปเลยอ่ะ

ก็พาจูมันห่างโซลไปอีก 50 กิโลได้อ่ะเนอะ

สงสารคนยืนไกลๆ เมื่อยแย่เลย เพราะกว่ารถจะจอดป้ายแรกอีกทีก็น่าจะเริ่มเข้าเขตพาจูเลยอ่ะ

จากฮัปจองไปถึงพาจูราวๆ 50 นาทีได้ คิดดู ยืนเมื่อยขนาดไหน

คนลงกันไปตามป้ายต่างๆ เราก็นั่งมองบ้านเมืองไป 

พาจูเป็นเมืองหลวมๆ สิ่งก่อสร้าง บ้านเรือนไม่แน่นเหมือนโซล

มองไปมองมาก็เจอป้ายให้เลี้ยวไป DMZ ที่มาวันก่อน ฮ่าาาาาาาาา

จนมาถึงป้ายๆ นึงที่รู้สึกว่า เฮ้ยยยยย ควรลงป่าววะ? 

มันดูเป็น Shopping Area แล้วอ่ะ ใช่ตรงนี้ไหมอ่ะ

แต่มันก็ไม่มีอะไรเขียนว่า outlet นะ ทำไงดี

ลังเลไปมา รถก็ออก เอ้าาาาาา แล้วจะทำไง เลยมายัง? หรือยังไม่ถึง?

คือนั่งรถนานมากกกกกกกกก นานจนคิดว่าเลยหรือป่าวนะเรา นานจนทั้งคันเหลือแค่ 4 คน 

คือ คนขับ เรา ป้า และสาวเกาหลีข้างหลัง

สุดท้ายหันไปถามสาวเกาหลีที่นั่งข้างหลังด้วยจิตวิตกว่า "เธอจ๋า outlet นี่ มันเลยมายังจ๊ะ"

สาวคนนี้ไม่เข้าใจภาษาอังกฤษ แต่คงเข้าใจตัวเรา เลยตอบมาว่า "ทาอึม" ยิ้มให้นิดนึง 

แล้วนางก็พูดต่อว่า เดี๋ยวถึงแล้วจะบอก นั่งไปเลยสบายๆ ไม่ต้องกังวล

(ขอบใจตัวเองที่ฟังเกาหลีออกบ้าง เลยสบายใจนั่งต่อไป)

แต่ป้ายมันห่างไกลกันเหลือเกิน นั่งจนสงสัยคำว่าป้ายต่อไปของนาง มันไกลแค่ไหนวะ .... ก็พอดีถึง

นางสะกิดๆ บอกว่า "เน-รยอๆ" อิฉันก็วิ่งตามนาง ลงรถมา นางบ๊ายบายให้ 

อิฉันก็ยืนเคว้งคว้างอย่างมั่นใจว่า .... ถึงแล้ว

ทำไมมั่นใจ อ่ะ มองไปซิ ใช่ไหมล่ะ



ทำไมเคว้งคว้าง อ่ะ ดูซิ ถนนหนทาง กว้างและโล่ง ..... โล่งไป!!!!

GS25 ที่เห็นนั่น ตรงที่ตำรวจจราจรเสื้อเขียวจุดเล็กยืนนั่นคือป้ายรถที่เราลงมา 

ลงแล้วตรงเดินข้ามถนนไปฝั่ง outlet แล้วให้ตาย มองถนนดิ



หกเลนตรงหน้า แทบจะไม่มีวิ่งมาเลย 

ยืนรอสัญญาณข้ามถนนนานมาก ก็ไม่เขียวสักที จะข้ามเลยยังได้อ่ะ เพราะมันไม่มีรถ

แค่ยืนรอสัญญาณไฟยังผ่านไปอีก 10 นาที เฮ้อออออ

ข้ามมาได้ เอ้า เต็มที่ เดินเลยจ๊ะ



มาหยิบแผนที่ก่อนได้ตรงนี้ มีภาษาอังกฤษ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ให้เลือก จะได้เดินหาร้านสะดวกๆ 



ที่นี่ทั้งหมด 3 ชั้น มีร้านรวงมากมาย ทั้งแบรนด์ใน แบรนด์นอก 










ใครสนใจร้านไหน ตามลิ้งค์นี้มาเลย


บรรยากาศดี เดินสบาย ทัวร์ยังไม่ค่อยนิยมลงมาก (อีกหน่อยไปแล้วอาจเจอแต่กรุ๊ปทัวร์)
















เรามุ่งไปร้านรองเท้าก่อน เจอ New Balance ที่ชั้นหนึ่ง ก็เข้าไปดู 



เท่าที่ดูราคา ก็ อืมมมม ถูกกว่าในเมืองจริงๆแหละ

แต่ส่วนใหญ่ก็ค่อนข้างตกรุ่นไปแล้ว

ไปดู Adidas บ้าง ช่วงนั้น Adidas Superstar Supercolor นี่ฮิตมาก 

หาที่นี่ หาไม่เจอ ไม่มีนะจ๊ะ 5555

คนก็เข้าร้านเยอะสุดๆ แถมมีโปรโมชั่นพิเศษรายชั่วโมงด้วย คนเลยเยอะไปกันใหญ่ สู้ไม่ไหว

ไปต่อที่ Nike ดีกว่า .... แล้วก็ไป Le Coq Sportif อีก คือเข้าแต่ร้านรองเท้าจริงๆ แหะ-แหะ

ได้เป้มาให้เพื่อนใบนึงจากร้านนี้



เดินวนๆ ดูนั่นนี่ ได้รองเท้าให้น้องแล้ว ได้วีซ่ากลับไทยแล้ว ก็หิว .....

ชั้นสามนั่น จะมีร้านอาหารอยู่หลายร้าน ให้เลือกเอา

แต่ด้วยความอยากกินพิบิมบับ เลยเดินไป Food Court แทน

และสั่งข้าวห่อไข่มากิน คืออารายยยยยยยยย ฉันบ้าหรือไง

คือหน้าตามันน่ารักอ่ะ เดินผ่าน โดนความน่ารักดัก เลยใจอ่อน เปลี่ยนใจสั่งมากิน




ได้มาแล้ว น่ารักเนอะ ข้าวห่อไข่กุ้งทอดรสเผ็ด




และ ไม่อร่อย และ เผ็ดตรงไหน สงสัยมาก 5555555555555555555555 เสียใจจัง

มีน้ำเปล่าบริการ เดินไปหยิบเองได้เลย



ในนี้มีประมาณ 6-7 ร้าน เท่านั้นเอง











พื้นที่โดยรวมกว้างขวาง นั่งสบาย ดูปลอดโปร่ง



แต่ออกมา ให้ตายเหอะ หัวเหม็นน่าดู ก๊ากกกกก

หม่ำเสร็จกลับบ้าน ...... ถ่อมาไกลมากกกกกกกก เพื่อมาซื้อรองเท้าให้น้อง 

เอาค่ารองเท้ากะค่ารถรวมกัน ก็ได้รองเท้าในเมืองไหม ถ่อมาทำไม?

เอาน่า มาให้รู้ว่าที่นี่มีอะไรยังไงล่ะเนอะๆๆๆๆ

ลงมาเดินไปขึ้นรถ 2200 กลับโซล ป้ายฝั่งเดียวกับ outlet นี่แหละ



เส้นทางการเดินรถสาย 2200 อย่างชัดๆ ..... ตัวสีแดงๆ อ่านว่า Premium Outlet นะแจ๊ะ




ส่วนป้ายนี้ก็จะบอกว่าอีกกี่นาทีรถสายไหนจะมา วันนี้วันที่เท่าไร กี่โมง อุณหภูมิแค่ไหน



วันนี้สูงสุด 18 ต่ำสุด 5 องศา



แต่ที่ยืนสั่นๆ อยู่ป้ายรถ รู้สึกจะ 10 องศาได้นะ

รถมา กลับบ้านๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ขากลับนี่ไม่มีใครแย่ง มีเรากะคู่รักอีกคู่ ขึ้นไป นั่งเป็นเจ้าของรถเลย อิอิ

ขนาดไม่ชอบช้อปปิ้ง ยังถือของอีรุงตุงนังกลับโซล ใครขาช้อป คงสนุกพิลึก




Create Date : 03 กรกฎาคม 2558
Last Update : 29 ธันวาคม 2558 10:30:32 น.
Counter : 19900 Pageviews.

2 comment
LINE FRIENDS STORE & CAFE ณ คาโรซูกิล
ด้วยความรักของเรานั้นทั้งหวานดั่ง (สี) น้ำตาล ทั้งขมราวน้ำตาล (ไหม้)

เพราะหัวใจนำทาง.....

พี่น้ำตาลจ๋าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา มาแย้วจ้า

Hello! LINE CAFE in SEOUL

ไปกันๆ ตามมาทางนี้สำหรับสาวกพี่บราวน์ เพื่อนสาวโคนี่ แซลลี่จอมป่วน และอื่นๆ

ที่คาโรซูกิลอ่ะ เขาเปิด LINE FRIEND STORE แล้วนะ

ไปไม่ยากที่ สถานี Sinsa ทางออก 8 ออกมาปุ๊บ เดินตรงๆ มาเลย จนถึงทางแยกที่สามก็เลี้ยวซ้ายเข้าไป

สังเกตไม่ยากหรอก เพราะคนจะเลี้ยวตรงนี้เยอะอยู่

เลี้ยวแล้วก็เดินตรงไปอีกไม่เกิน 5 นาทีก็จะเจอร้านอยู่ฝั่งเดียวกับที่เดินมาเลย ร้านหาง่ายมากๆ เด่น โดดเด้งสุดๆ

ข้ามฝั่งไปถ่ายหน้าร้านมาจ๊ะ




หน้าทางเข้าจะมีพี่บราวน์ต้อนรับ เพียงเข้าไปหนึ่งก้าวเท่านั้น ผงะ!!!

ความรักเรานั้นดั่งขุนเขาใหญ่ ใหญ่มากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก




ถลาไปซุกแทบอก ตัวเบ้อเริ่มเลย น่ารักฝุดดดดดดดดดดดดดดดดด

ทำด้วยอะไรนะใจคอ ทำไมทำตัวใหญ่แบบนี้ มันบีบคั้นใจมาก

สาวกพี่บราวน์อย่างอิฉัน ถึงอยากได้แค่ไหนก็ไม่มีปัญญาขนจริงๆ

ที่นี่มีสามชั้นล่ะ ตามมาดูกันนะ

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ชั้น 1 .... เข้ามาปุ๊บ พอเจอพี่บราวน์ยักษ์แล้ว ก็จะมีสินค้าต่างๆ ขายมากมาย ทั้งตุ๊กตาแต่ละตัว หลากไซส์ หลากสไตล์






เคสมือถือ




หมอนรองคอ ปากกา ดินสอ สมุด กล่องดินสอ รองเท้าแตะ สารพัดสารเพ แก้วน้ำ ขวดน้ำ










ขนมที่ระลึกก็มี น่ารักสุดพลัง










จานก็น่ารักน๊าาาาา




แก้วร้อนก็มี




แก้วเย็นก็มา



- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ทางเดินขึ้นลงน่ารักตลอด






ชั้น 2 .... เจมส์กับลีโอนาร์ดยืนต้อนรับอยู่จ๊ะ




ชั้นนี้ขายเสื้อผ้า น่ารักๆ ทั้งนั้นเลย






อยากได้พี่บราวน์ตัวนี้ มุ้งมิ้งที่สุด






อันนี้ชุดใส่นอนหรือป่าวนะ แหะ-แหะ




เสื้อยืดหลากลวดลาย








ถุงเท้าก็มีนะ




โคนี่นั่งรอที่เก้าอี้ ใครแวะมากอดถ่ายรูปก็ได้




ไปดูอีกชั้นกันบ้าง เด็ดสุดล่ะสำหรับเรา อ๊างงงงง



- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ทางลงชั้นใต้ดิน B1 ..... ตรงหัวมุมบันได ชะงัก แล้วกรีดร้องโหยหวนนนนนนนน




จะอาวววว จะอาวววววววววว

พี่บราวน์แต่งกายยั่วยวน ไม่รู้กี่ตัว แงๆๆๆๆ น่ารัก ปาดเลือดกำเดา แล้วก้าวต่อไป




เดินต่อลงมาปุ๊บ มองไปที่พื้น โอ๊ยยย จะให้เหยียบหน้ากันเลยเรอะ เค้าทำร้ายตะเองไม่ลงหรอก งุงิ




แล้วก็ แท่น แท๊นนนนนนน LINE CAFE จ้าาาาาาาา




นอกจากพ่อค้าแซ่บมากเป็นที่ฮือฮาของปวงประชาแล้ว ( ไม่ได้ถ่ายนะ คือเราไม่ฮือ เราเลยไม่ถ่ายมา ใครอยากรู้ ต้องไปดูเอง 555 )

ที่น่าสนใจมากๆ ก็คือขนมและเครื่องดื่ม ไหนดูจิ ขายอะไรบ้าง

Macaron Sally & Brown แปลกใจ ทำไมไม่มีโคนี่ แต่ถ้ามีลีโอนาร์ด เจมส์ บอส ด้วย คงจะฮาพิลึกเนอะ






Choco Banana Tart & Lemon Meringue Tart น่ากินชะมัด




Cookie




Choco Nuttella Pudding




Cheese Cake Pudding




เครื่องดื่มมี Cold Brew




กับเครื่องดื่มร้อนจะอยู่บนเมนูหลังเคาท์เตอร์ ซึ่งแน่นอนว่า....ไม่ได้ถ่ายมา คือเกรงใจ

( แต่จริงๆ ถ่ายได้ทั่วร้านนะ ถ่ายไปเหอะ ถ่ายบาริสต้าหล่อๆ ก็ถ่ายไปเหอะ 5555555 )

อย่าถามว่าอะไรอร่อยบ้าง เพราะ....ไม่ได้กิน ก๊ากกกกก กินนิดหน่อย คือ มานั่งเอาบรรยากาศมากกว่า

สำหรับเรา วันนี้สั่งมาสองเมนู คือ Brown Chocolate Latte และ Macaron Sally & Brown อย่างละชิ้น นั่งรอซิๆๆๆ




ได้ของมาแล้ว มีไม้คนกาแฟให้ด้วย มุ้งมิ้งที่สุด




ลาเต้นี่ พอคนๆๆๆๆๆๆ แล้วทั้งขวดก็จะกลายเป็นสีน้ำตาล Brown สุดๆ ไปเลย น่ารักม๊ากกกกกกก




ขวดเอากลับได้ด้วยนะ แต่เราดันเป็นคนดี คืนให้เขาไปรีไซเคิลซะงั้นอ่ะ แหง่มๆๆๆ

แล้วก็สองชิ้นนี้ ซื้อมาถ่ายรูปมากกว่าจะกิน ตั้งใจเอาไปฝากแม่ (สองชิ้น น้อยไปป่าว อิอิ)




แต่สุดท้าย เดินซุ่มซ่าม ทำมันแตก เลยจับยัดเข้าปากตัวเอง

แซลลี่เป็นรสเลมอน อร่อยดี ส่วนบราวน์รสคล้ายๆ โอวัลตินนะ

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

หม่ำเสร็จแล้วก็อีกครึ่งของชั้นนี้ ขายของเหมือนกัน แต่แบ่งโซนย่อยๆ เจอพี่บราวน์บินได้ก่อนเลย




LINE RANGER




BROWN




SALLY




(ไม่มี CONY อีกแล้ว แปลกจัง)




ผ้ากันเปื้อนก็ขายนะ




กระเป๋าน่ารักๆ








ลูกโป่งเบิ้มๆ




Mug สีสดใส






เรียกได้ว่าใครเป็นสาวก LINE นี่ฟินตัวแตกอ่ะค่ะ ขอเชิญชวนให้มา

ใครมาแล้วก็มาใหม่น๊า แล้วเจอกันอีก บ๊าย บายยยยยยยยย






Create Date : 24 เมษายน 2558
Last Update : 24 เมษายน 2558 16:17:03 น.
Counter : 11078 Pageviews.

2 comment
Jinhae ทางรถไฟสายซากุระ



ได้ไปแล้วววววว

จินเฮของพี่

หลังจากพี่ได้แต่เฝ้ามองมาร่วมสี่ปี ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง อึง อึง อึงงงงงงงง......

The 53rd Jinhae Gunhangje 2015 นี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 -10 เมษายนจ้า

แพลนๆ หาวิธีไป จองตั๋วรถไฟ และ....ฝนตก

เอิ่มมมมมม.....ฝนเอย ทำไมจึงตก ฝนตกตอนดูดอกไม้มันลำบากน๊า เค้าอยากได้ฟ้าใสๆ

ทำไมต้องมาตกวันนี้ด้วย........

กรีดร้อง แล้วออกเดินทางไป Seoul Station กันดีกว่า

ก่อนมานี่ได้ศึกษาประมาณนึง บางคนก็แนะนำให้ไปเที่ยวเล่นที่ปูซานก่อนแล้วค่อยมาจินเฮ จะได้ใกล้ๆ

แต่บางคนก็บอกว่าไปเช้าเย็นกลับจากโซลก็ได้ แค่ออกเช้าหน่อย จะได้เที่ยวได้นานๆ

ส่วนเรา....รอบนี้ไม่อยากไปเที่ยวปูซานเท่าไร ไปมาแล้วสองรอบ ยังไม่ปรุก็จริง แต่รอบนี้ไม่มีอารมณ์

มีอย่างอื่น ที่อื่นที่อยากไปอีก งานนี้เลยตัดใจ "ไปเช้าเย็นกลับ"

ก็เลยจัด KR Pass บัตรเบ่งเวกุกอินอย่างเรา แบบวันเดียวมาซะเลย



** เวกุกอิน เป็นภาษาเกาหลี แปลว่า ชาวต่างชาติ 

บัตรเบ่งคือ มีใบนี้ใบเดียวขึ้นรถกี่ครั้งก็ได้ เปลี่ยนกี่รอบก็ได้ ฟรี เริ่ดที่สุด **

อิฉันเลยเรียก KR Pass ว่า บัตรเบ่งเวกุกอิน มาตลอด เพราะเฉพาะต่างชาติเท่านั้นที่ซื้อได้

ใครเอาชื่อไปใช้ โปรดให้เครดิต 555


ชอบนะ KR Pass นี่ ถึงมันจะแพง แต่คุ้มมากๆๆๆๆๆๆๆ

เพราะนั่ง KTX เที่ยวเดียวก็เฉียดหกหมื่นวอนแล้ว แต่ซื้อบัตรเบ่งฯ ใบเดียว หกหมื่นฝ่าๆ แต่ขึ้นได้หลายเที่ยวอ่ะ 

คุ้ม-จะ-ตาย

ยิ่งสำหรับคนที่เปลี่ยนใจง่าย เปลี่ยนตารางง่าย หรือตกรถ มันดี๊ดีอ่ะ

ข้อเสียมีไหม? มี คือมันจะระบุอายุเราทำไมแว๊



ตั้งใจจะไปดูตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนเลย วันแรกของเทศกาล

เลยรีบไปออก KR Pass ตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคมเลย แล้วก็จองตั๋ว KTX ดักเลยจ้า กลัวเต็ม

โดยปกติแล้วจะไม่มีรถไปถึงจินเฮนะ ต้องนั่ง KTX ไปลง Changwon (ชางวอน) หรือ Masan (มาซัน) ก่อน แล้วเสียเงินต่อรถไปอีก

แต่ถ้าเป็นช่วงเทศกาลชมดอกไม้ ทาง Korail จะใจดี เปิดขบวนพิเศษให้

แค่นั่งไปลง 1 ใน 2 นั่นแหละ แล้วจะมีรถไฟ Muganghwa มารับต่อไปจินเฮได้เลย สะดวกๆ

ต่างกันตรงที่ ขบวนพิเศษนี่ จะมาเวลาใกล้เคียงกับ KTX ไง ให้ต่อรถได้แบบพอดีๆ ไม่ต้องรอนาน

(ถ้าปกติคือรอนานนนนนนนนน อ่ะ)

การเดินทางจากโซลไปถึงจินเฮนั้น ใช้เวลาไปกลับ บอกเลยว่าประมาณ 7 ชั่วโมง!!!!

ยาวนานเว่อร์วังที่สุด นี่ขนาดมีรถไฟความเร็วสูงนะ

นี่เป็นสาเหตุที่หลายๆ คนแนะนำให้มาจากปูซานเพราะใกล้กว่าแค่ 1 ชั่วโมงเดินทางก็ถึง

ตาแรกก็ตั้งใจออกแต่เช้าแหละ แต่จากที่พักเราไปถึงโซลสเตชั่น มันไม่ทันขบวนแรกอ่ะดิ

ดังนั้นเราจึงต้องนั่งขบวน 08.40 น. ไปโดยปริยาย

ก็เอา KR Pass ไปยื่นให้เจ้าหน้าที่แล้วบอกว่าจะไปจินเฮจ้า

เจ้าหน้าที่ก็บอกว่า รถไปมาซันเต็มนะ ลงชางวอนแทนได้ไหม แล้วค่อยต่อไปจินเฮ ไปได้เหมือนกันแหละ แต่ถึงก่อนสถานีนึง

เราก็งงๆ ในเมื่อมันขบวนเดียวกัน ทำไมไม่ให้นั่งยาวไปจินเฮฟะ ให้ลงทำไมเนี่ย

(เดา สงสัยมีคนจองขึ้นจากชางวอนไปลงจินเฮมั้ง)

ก็ตกลงใจได้ตั๋วมาดังนี้ เย้ๆๆๆๆๆๆ

ออกโซลโดย KTX 08.40 น. >> ถึงชางวอน 11.36 น. >> รอเปลี่ยนขึ้นมูกุงฮวาตอน 12.12 ที่ชางวอน >> แล้วขึ้นรถไปถึงจินเฮตอน 12.33 น.



กว่าจะถึงปาไปครึ่งวัน นานเจงๆๆๆๆๆ

ตัดสินใจจองตั๋วไปได้แล้ว ก็สบายใจ (ทำไมไม่จองขากลับก็ไม่รู้)

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

เช้าวันที่ 1 มาถึง ตื่นมาพร้อมพิรุณโปรยปราย เงิบ....

ฝนตกไม่หนัก บางมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก แต่ไม่หยุดไง ทั้งวันเลย ตกเป็นละอองๆ พอให้รำคาญ

แต่เลื่อนวันเดินทางไม่ได้ เพราะ KR Pass ระบุใช้วันนี้อ่ะ ก็ต้องไปตามกำหนดเดิม

แต่ก่อนเดินทาง เพิ่งระลึกได้ว่าควรจองตั๋วขากลับ (ทำไมไม่จองตั้งกะวันนั้น ถามตัวเองซิ)

ขากลับเต็ม เต็ม เต็ม!! เร็วสุดที่จะมาถึงโซลได้คือ มาถึงห้าทุ่ม ห่ะ อะไรนะ??

ดึกไปอ่ะ แล้วเช้าอีกวันต้องตื่นไปเกาหลีเหนือด้วย โอ๊ย ไม่เอา ดึกไปอ่ะ

ที่ตั้งใจไว้คือแค่จะถึงโซลสามทุ่มเองน๊า

ออกชางวอน 19.54 น. มาถึง โซล 22.50 น. ฮืออออออออออออออออ ไม่เอาๆๆๆๆๆ

เร้าหรือกับพนักงาน (ที่หงุดหงิดอะไรอยู่ไม่รู้) ได้สามสี่ประโยค ก็จำใจต้องรับตั๋วมาอย่างเซ็งจิต

ผิดเอง ถ้าจองแต่วันนั้นคงไม่เป็นแบบนี้

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

อ้อ ว่าไป information booth ย้ายที่แล้วนะฮะ ครั้งก่อนที่มา ยังยิ่งใหญ่อลังการ วันนี้กะทัดรัดมาก



ไปขึ้นรถกัน ของเราขบวน 403 สายมาซัน platform ที่ห้า




ทางลงไป platform ไม่ใช่ของเรา แต่จะถ่ายอันนี้



ขบวนรถ (ไม่ใช่ของเราอีกนั่นแหละ 555)



ขึ้นรถได้ หงุดหงิดใจ เปิดเว็บ Korail ดู เช็คตั๋วซิ ทำไมมันหมด ไม่อยากกลับดึก 

ดูไปดูมา ดูมาดูไป

เอ๊ะ จากมาซัน รถรอบออก 18.00 น. ถึงโซล 20.58 น. ก็ยังว่างนี่ แล้วทำไมลุงนั่นไม่จองให้ฉัน ย๊ากกกกกก!!!

Smiley Smiley

เดี๋ยวเอาบัตรเบ่งฯ ไปเปลี่ยนตั๋วเอาที่สถานีชางวอนก็ได้วะ


อาหารเช้านี้ คว้าได้จากมินิมาร์ทแถวนี้แหละ กับ ช็อกโกอูยูของโปรด อร่อยและประหยัดมากๆๆๆๆ




ด้วยความเกรี้ยวกราดในอารมณ์และหนังท้องตึง หนังตาก็หย่อน......จึงนั่งหลับยาวไปจนถึงชางวอน

คร่อกกกกกกกก

สองชั่วโมงฝ่าๆ ผ่านไป ก็ตื่นมาที่ชางวอน วิ่งดุ๊กดิ๊กไปขอเปลี่ยนตั๋ว

และ ได้มาจ้า บราโว่!!!!!!!

อ้าว ไม่มีรูป ลืมถ่าย

ได้กลับถึงโซลตอนสามทุ่มแล้ววววววววววว ดีใจหลาย

Smiley

ก้มหน้ามองตั๋ว ถึงบางอ้อ.......

คือเริ่มจากมาซันไปโซล 18.00 น. อ่ะ มีรถ (ไม่แวะชางวอน)

Masan > Changwon Jungang > Dongdaegu > Daejeon > Seoul


แต่ถ้าเริ่มจากชางวอนไปโซล มันมีขบวนเร็วสุดคือ 19.54 น. นั่นแหละตามที่ลุงจองให้ มิน่าล่ะ
(ออกมาซัน แวะชางวอน)

Masan > Changwon > Changwon Jungang > Dongdaegu > Daejeon > Seoul


แต่ประเด็นคือ ตอนบอกจะกลับก็บอกไปแล้วนะว่าขอกลับจากมาซัน ลุงไม่ฟัง!

ลุงเห็นว่าขาไปหนูลงชางวอน ลุงเลยคิดว่าจะกลับจากชางวอนไง

ลุงไม่ฟังเลยยยยยยยยยยยยย

เอาเถิด ได้ตั๋วจากมาซันแล้ว สบายใจ ไปๆ ไปขึ้นรถไปจินเฮกันต่อ

** คำเตือน ก่อนเดินทางควรศึกษาตารางรถไฟให้แม่นก่อนจริงๆ นะ เผื่อเจอในกรณีแบบเรา จะได้ดิ้นรนได้ ไม่ค้างเติ่ง **

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ออกจากสถานีใหญ่ของชางวอนมาสถานีย่อย



กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด!!!!!!!

มัน-หนาว-มาก!!!

คือใครอย่าได้ดูถูกอากาศเกาหลีใต้เชียวนะ คำว่า 15 องศาเนี่ย มัน real feel เท่า 5-6 องศาเลยนะ

แล้วสถานีชางวอนคือโล่งมากๆ ฝนโปรย หอบลมมา โอ๊ยยยย ตัวสั่นพั่บๆ

ออกจากโซลมายังปกติ แต่มาถึงชางวอนนี่เสียจริตมาก หนาวสุดขั้ว

เตรียมเสื้อผ้ามาแบบ Spring Collection แต่ที่เจอนี่ Winter Season ทุกวัน จะบ้าแหละ

ขึ้นรถได้ นั่งเพลินๆ สักสิบนาทีก็ฮือฮาไปทั้งขบวน เพราะสองข้างทางเต็มไปด้วยดอกซากุระ

อะๆๆๆๆๆๆๆ

ตื่นเต้น เริ่มตื่นเต้นแล้ว

ถึงสถานีจินเฮแล้ว สถานีเล็กๆ น่ารักมากมาย





กระโดดตุ๊บลงมา กางร่ม ฝนโปรยไม่หยุดเลย แล้ววิ่งดุ๊กดิ๊กไปยังเต๊นท์ Information ขอคู่มือมาเล่มนึง






ต้องทำเวลาๆ เพราะนี่จะบ่ายแล้ว 

แต่ 17.12 น. เราต้องขึ้นรถไฟจากจินเฮไปมาซัน เพื่อต่อมาซันไปโซล 

มีเวลาเที่ยวที่นี่แค่ 4 ชั่วโมง ต้องรีบเก็บให้ครบ

นี่แหละน๊าาาา ถึงควรมาแต่เช้าไง

ได้โบรชัวร์มาแล้ว ก็ข้ามฝั่งไปขึ้นรถเมล์สาย 307 เพื่อกลับไปยังสถานีอุโมงค์ซากุระที่ผ่านมาตะกี้

ที่ต้องย้อนไปมา เพราะสถานีเมื่อกี้เดี๋ยวนี้ไม่เปิดใช้บริการแล้ว มีไว้แค่ให้รถวิ่งผ่านเท่านั้น 

จะลงเลยก็ไม่ได้ เลยต้องมานั่งรถเมล์ย้อนเอา

และอีกไม่เกินครึ่งชั่วโมง จะมีรถไฟย้อนกลับไปมาซัน เราเลยต้องไปดักถ่าย "รถไฟลอดผ่านอุโมงค์ซากุระ"

แต่จะบอกว่าแค่ในเมือง ซากุระก็บานสวยสะพรั่งแล้วน๊าาาาา





ที่จินเฮนี่ เค้าว่ากันว่าเป็นที่เดียวที่เป็นดอกซากุระจากญี่ปุ่นของแท้แน่นอน ร่วมหมื่นกว่าต้น หรือกี่หมื่นต้น ไม่แน่ใจ

นี่เป็นบล็อคท่องเที่ยวแบบข้อมูลไม่แน่น อย่าได้สนใจตัวเลข 5555

เห็นว่าตอนมีสงครามกัน ชาวอาทิตย์อุทัยขนมาปลูก เวลาออกดอกจะได้หายคิดถึงบ้าน 



ส่วนที่อื่นๆ จะเป็นดอกเชอร์รี่ หรือชาวเกาหลีเรียกว่า 벚꽃 (พ็อต-กด) เช่น ที่เกาะเชจู ที่ยออึยโด ฯลฯ 

ซึ่งพอเราไปดูมา เออ มันต่างกับที่นี่จริงๆ

แต่ที่จินเฮเป็นซากุระแท้งี้ สีชมพูหวานๆ แต่ที่อื่นจะอมขาว 

แม้.....แม้ว่าซากุระจะมีหลายพันธุ์ หลายเฉดก็เหอะ แต่เอานะ ที่โซลกะจินเฮ สีต่างกันจริงๆ

รถเมล์มาแล้ว ใช้บัคร cashbee แตะไปปี๊ดๆ 1,200 วอน ก็หาที่นั่ง ไม่ถึงสิบนาที ก็ถึงป้าย คนลงแทบหมดคัน



พอก้าวเท้ามาถึง Gyeonghwa Station แล้วก็......กรีดร้องงงงงงงงงงงงงงงง อีกรอบ!!












งามปะล้ำปะเหลือ งามแต๊งามว่า โรแมนติคขนาดดดดดดดดด












อยากจะแดดิ้นตาย

ซากุระฉ่ำน้ำฝน









เด็กๆ มาทัศนศึกษา



เพื่อนสาว คู่รัก แฟมิลี่มาถ่ายรูปกันเต็มเลย





มาแล้ว รถไฟมาแล้ววววววววว 

รถแบบที่เรานั่งมาตะกี้แหละ เจ้าหน้าที่เป่านกหวีด ไล่คนให้พ้นรางรถไฟ หลบหน่อยจ้า



ความตั้งใจเราคือจะถ่ายให้ได้แบบนี้


cr. as tagged

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ......



คืออะไร ฝีมือทุเรศมาก 55555555555555555555555555

คือแบบไหนรถไฟลอดผ่านอุโมงค์ซากุระ ดอกไม้ปลิวงามไสวล่ะยะ? ไหน ไหน ที่ไหน?





ถ่ายออกมานี่แบบ ฟ้าหลัว เมฆฝน แสงไม่พอ คนก็เยอะ รถไฟวิ่งเร็ว ปรับกล้องไม่เป็น ติดมาแว่บๆ

หาความงามไม่ได้เลย ก๊ากกกกกกกก



ถึงจะดูอนาถไปหน่อย แต่เราก็สมใจ และขำตัวเองเป็นที่สุด

ถึงจะกางร่มไป ถ่ายรูปไป แต่ผู้คนก็มากันเนืองแน่นจริงๆ นี่ขนาดวันแรกนะ วันหลังๆ คนคงเยอะขึ้นๆ

ลุงยิงมา เรายิงกลับ 




อยู่ที่นี่ชั่วโมงกว่า เราก็ไปขึ้นรถเมล์ที่ฝั่งจัดงานนี่แหละ เพื่อกลับไปสถานีจินเฮต่อ

จากสถานีจินเฮ เดินเลี้ยวขวาไปสักพัก แล้วเลี้ยวขวาอีกทีจะเจอจุดถ่ายรูปเด็ดๆ อีกมุมคือ

Yeojwacheon Romance Bridge

คือใครมาจินเฮนะ ถ้ามีเวลาก็ดูให้ครบตามที่เขาแนะนำไว้จะดีมาก

แต่ถ้าเวลาน้อย ก็เก็บสองจุดหลักๆ แบบเราก็พอ แค่นี้ก็ฟินแล้ว


มุมบังคับ



งานชัดลึก ชัดตื้น ต้องมา ... ชัดไม่สนองค์ประกอบว่ามันเบี้ยวไหม สวยหรือป่าว 5555



เมื่อก่อนสะพานสีแดง เวลาถ่ายออกมา ตัดกับซากุระ สวยมากกกก

แต่เขาทาสีสะพานใหม่เป็นน้ำตาล รูปเลยจืดทีเดียว



ลำธารน้อยๆ ด้านล่างประดับด้วยหัวใจหลากสี





แบบชัดๆ ทั้งสวยทั้งหวานเลย





ตกแต่งด้วยโคมไฟรูปการ์ตูนต่างๆ เชร็ค ฟีโอน่า พุช และดองกี้ก็มา





มุมนี้เด็ดมาก คนมายืนต่อแถวถ่ายใต้หัวใจซากุระกันยาวเลย เราก็ต่อนะ

ต่อคิวนานเพื่อให้ได้รูปนี้......แบบไม่มีคน 555555



คนคง งงๆ ไอ้นี่ต่อคิวเพื่อสิ่งนี้อ่ะนะ? แล้วแบบพอถึงคิวเรา เราก็ถ่ายไปไง

พี่จีนมาจากไหนไม่รู้ นึกว่าไม่มีคนถ่าย แถเข้าเฟรมมาเลยทีเดียว ตื่นเต้นกันใหญ่ ดีใจกันมาก

โดนคนเกาหลีรอบๆ ไล่บอกให้ออกไป เขาต่อคิวกันจ้า 

และตอนนี้ถึงคิวคนนี้ที่ ... ถ่ายแบบ ไม่ต้องการให้มีคนมาติด

ทั้งขำ และทั้งขอบคุณทุกคนนะ หุหุ




ได้เวลา....เดินกลับไปสถานีจินเฮอีกครั้ง เพื่อนั่งรถไฟกลับ

ปลื้มปริ่มกับที่นี่มากๆ ดีใจที่ได้มาสักที และสวยสมใจมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

ถ้ามีโอกาสมาอีก จะมาให้นานกว่านี้ จะเที่ยวให้ครบจุดกว่านี้อีก


การชมดอกไม้ที่ดี ไม่ว่าจะเป็นซากุระ หรือ พ็อต-กด หรือดอกใดๆ ในโลกก็ตาม

อย่าไปแตะต้องมันนะจ๊ะ ดูด้วยตา ชื่นชมความงามก็พอแล้ว เพราะกลีบดอกไม้บอบบางมาก

แตะๆ กันไปกลีบดอกร่วง ดอกไม้ช้ำมือ คนหลังๆ มาอดเห็นนา ^^



ปล. รูปงามๆ บางส่วนจาก imKOONG ไปกันสองคน ช่วยกันถ่าย แล้วก็ขโมยรูปนางมาแปะ

รูปไหนสวย ให้คิดซะว่าเป็นรูปของนางไปนะ 555555

จบด้วยรูปนี้ รูปคู่ของตัวเรากับซากุระแสนงาม ชอบฟีลลิ่งในรูปนี้สุดๆ ไปเลยอ่ะ







Create Date : 23 เมษายน 2558
Last Update : 16 มีนาคม 2561 10:50:52 น.
Counter : 8856 Pageviews.

6 comment
เอาเท้าแตะเกาหลีเหนือ ตอน JSA ทัวร์



ความเดิมตอนที่แล้ว

หลังออกจากสถานีรถไฟโดราซานมาได้ ไกด์ก็พาเราไปมอบตัวให้กับอีกคณะนึง

นัยว่าแยกกันตรงนี้แล้วเธอจงไปเสี่ยงชีวิตต่อไปกับอีกบริษัทนึงแทนนะจ๊ะ

ขึ้นรถได้ เขาก็พาเราไปหม่ำกลางวันก่อน

ไกด์คนใหม่เป็นเจ่เจ้น่าจะ 40+ ดูคล่องแคล่ว ช่างจำนรรจาไม่น้อย

อ่อ ไอ้ทริปเกือบสี่พันบาทนี่รวมอาหารกลางวันด้วยนะจ๊ะ เป็นพุลโกกิเนื้อ

ใครทานเนื้อไม่ได้ก็ควรบอกไกด์ล่วงหน้าไว้ด้วย



เป็นหม้อสำหรับสองคน และเครื่องเคียงไม่อั้น แต่ไม่รวมเครื่องดื่ม

สั่งแฟนต้าสับปะรดมากิน ขวดล่ะ 3,000 วอน หืมมมมมมม?

สงสัยป้าจะรีบรวยชาตินี้แล้วล่ะ ราคาขนาดนี้อ่ะ

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

หม่ำเสร็จ ก็ได้เวลา JSA (The Joint Security Area) Tour หรือปันมุนจอม 

จุดเผชิญหน้าเกาหลีเหนือใต้แล้วล่ะ

นั่งรถไป ID check point อีกรอบ เจอทหารแซ่บหน้าเหมือนพี่เรนอีกที 

ตรวจเสร็จเข้าไปที่ Camp Bonifas เริ่มจริงจังแล้วนะ

เพราะบริเวณนี้ห้ามถ่ายรูปโดยเด็ดขาด ถ่ายได้แค่จุดที่อนุญาตเท่านั้น ลวดหนามเต็มเบยยยยยย

สักพักคนขับรถก็วิ่งไปข้างล่างก่อนกลับมาพร้อมบัตรนี้ ให้ทุกคนติดตัวไว้



(รอดชีวิตกลับมาจากที่นี่ได้ ไปซื้อเลย 208 งวดที่แล้ว กินเรียบ ขอบใจ!)

UNCMAC Guest ย่อมาจาก United Nations Command Military Armistice Commission Guest

แปลไทยว่า "ฉันเป็นแขกของยูเอ็น อย่ายิงฉันนะ ฉันกลัว"

ใน 16 ประเทศที่ร่วมด้วยช่วยกันดูแลที่นี่ มีไตรรงค์ธงไทยปลิวไสวสวยงามสง่าอยู่ด้วยนะ

เห็นอยู่แถวๆ แคมป์นะ แต่ไม่ได้ถ่ายไว้ ตรงนั้นห้ามถ่าย

ชื่นใจหน่อยว่า อย่างน้อยฉันก็มาจากประเทศพันธมิตรระดับต้นๆ 

เกิดอะไรขึ้นมา เขาคงไม่ทิ้งฉันไว้ที่นี่หรอก (มั้งเนอะ)

เคยมีทหารไทยมาประจำการที่นี่ด้วยนะ ชื่อ เสธฯ อิ๊ก (ลองหาอ่านดูได้ในพันทิปเนี่ยแหละ)

แล้วก็นั่งรออยู่บนรถพักใหญ่ ก็มีนายทหาร UN ขึ้นมาตรวจพาสปอร์ตเรียงตัวอีกรอบ 

แต่รอบนี้จ้องหน้ามากกว่าเดิม ละเอียดกว่าเดิม

พี่บึ้กผิวดำชื่อว่า "ชาร์ลี" จะมาประกบรถเราตลอดเวลาทัวร์ คอยให้ความรู้เราแทนเจ่เจ้และดูแลเราๆ ด้วยนะ

พอรถได้รับอนุญาตให้ไปต่อได้ ก็ไปที่ห้อง Slideshow and Briefing ก่อน เพื่ออธิบายระเบียบการเข้าเยี่ยมชม JSA ว่าต้องทำตัวแบบไหนบ้าง

เช่น ห้ามใส่เสื้อสีหรือลายทหาร / ห้ามเมาเหล้า / ห้ามใส่รองเท้าแตะ / ห้ามใส่กระโปรงสั้น / ห้ามใส่กางเกงยีนส์ขาดๆ ฯลฯ

และเหนือสิ่งอื่นใด มาเพื่อเซ็นใบนี้



ใบรับรองว่าหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ฉันจะไม่เรียกร้องใดๆจ๊ะ

แปลชัดๆ คือ ระหว่างเยี่ยมชม ถ้าเกาหลีเหนือเกิดยิงปรมาณูมา หรือบังเอิญเดินไปเหยียบกับระเบิดเอง...ตายไป

ทางญาติไม่มีสิทธิ์โวยวายนะจ๊ะ ประมาณนั้น

ความเสี่ยงมันอยู่ตรงจะเซ็นดีไหมนี่แหละ 555555

แต่ก็ต้องเซ็นอ่ะ ไม่เซ็นไม่ได้ไปต่อ

พอเซ็นแล้ว นั่งฟังบรีฟแล้ว.....เคยดูๆ มาปกติเห็นเป็นทหารบรีฟ ไอ้นี่ก็ตั้งใจเตรียมสอบโทอิคเต็มที่

ไฉนเลยเป็นเจ่เจ้ไกด์เราที่บรีฟแทนฟะ!!

แล้วเจ่เจ้เหมือนเรียนภาษาอังกฤษมาจากอินเดียอ่ะ ฟังแล้วง่วงมาก สำเนียงก็มากกกกก

แล้วแบ่บ....มันควรสุขุม กึ่ม กดดันเล็กๆ อารมณ์ควรมาคุ ด้วยการอธิบายของทหาร

พออาเจ้มาเล่า มันเหมือนเกาหลีเหนือใต้จูงมือกันไปชมดอกไม้บานยามเช้าอ่าาาาาา

มันไม่ขึงขัง มันไม่เร้าอารมณ์เล้ยยยยย

เผลอสัปหงกไปหนึ่งที ก็โดนต้อนไปขึ้นรถอีกคัน

คันนี้ให้เอาไปแค่ตัว กล้อง และของติดตัว ติดกระเป๋ากางเกง กระเป๋าเสื้อได้หมด

ตราบใดที่ "in your pocket" แต่กระเป๋าสะพายห้ามโดยเด็ดขาด

และคันนี้ขับโดยทหารที่นี่ด้วย...เช่นเคย ห้ามถ่ายรูป

มองไปรอบตัวแห้งแล้งและมีแต่รั้วหนามหนาแน่น ไม่เกิน 5 นาที ก็ถึงอาคารหลังนึง

จอดปุ๊บ เข้าไปด้านใน เจอบันไดสูงชัน แหงนคอตั้ง มีคนยืนเป็นแถวตอนลึก รถใครรถมัน

(ไม่มีรูป ห้ามถ่าย จินตนาการกันไปเองนะ)

และชาร์ลีโอปป้าบอกให้เดินเรียงแถวกันขึ้นมา ก้าวขึ้นไปถึงบันไดขั้นสูงสุด เปิดประตูออกไป

คุณพระ!!!!

ปันมุนจอม อาคารกล่องสีฟ้าอยู่ตรงหน้า



ตื่นเต้นนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน

คือ แบ่บบ....เกาหลีเหนืออยู่ตรงหน้าแล้วอ่ะ

คือเราไม่รู้ซิ.....เราสนใจและวุ่นวายอยู่ในเกาหลีใต้มานาน

พอที่จะสนใจสังคม ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ภาษา ผู้คนของเขาแล้วอ่ะ

สนใจจนวันหนึ่ง

จากที่ไปเกาหลีใต้ไปวันๆ เอาสนุก เราก็สงสัยว่าทำไมเขาแบ่งแยกประเทศกัน ทำไม?

อาจไม่ได้สนใจลึกซึ้งมากนัก แต่ตอนดูปรีฟจบ ทั้งจาก DMZ และ JSA เราก็เศร้าลึกๆ นะ

แบบว่าอินไปกะเขา ประหนึ่งตรูเป็นพลเมือง เป็นส่วนหนึ่งของประเทศนี้ (แต่ฟากไหน ยังไม่แน่ใจ)

ทีนี้พอวันหนึ่งได้มีโอกาสมายืนตรงนี้ มันทั้งตื่นเต้น ทั้งเครียด ทั้งดีใจ แบบบรรยายไม่ถูกเลย



อาคารสีฟ้าหลังเล็กๆ อาจไม่ได้มายาก แต่ก็ไม่ใช่จะมาได้ง่ายนัก

ก่อนมาที่นี่ต้องจองล่วงหน้า อย่างน้อยๆ ก็ 1 วันเพื่อส่งหน้าพาสปอร์ตมาให้เช็คก่อนว่าเป็นบุคคลต้องห้ามหรือไม่

เพราะบุคลากรบางอาชีพ และบางสัญชาติก็ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามานะจ๊ะ

เช่น ครูอาจารย์ นักข่าว คนอเมริกา และแม้แต่ประชาชนชาวเกาหลีใต้เองก็ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาที่นี่ด้วย

เราเดินแถวตอนลึกเข้าไปในอาคารสีฟ้า Freedom House สถานที่ที่เหนือใต้มีไว้เจรจาว่าความ (ซึ่งไม่เคยสำเร็จเลยเหอะ)



เข้าไปแล้วเงียบกว่าเดิม ต้องจุ๊ๆ โหวกเหวกโวยวายมาก 

เดี๋ยวพี่เหนือเขาหนวกหูรำคาญพาลยิงเราทิ้งจะยุ่งเอา

จุดนี้ให้ถ่ายรูปได้ แต่อย่างแรกที่เราขอถ่ายคือ ถ่ายคู่กับชาร์ลีโอปป้า 555555

และเนื่องจากเพื่อให้อินกับสถานที่ และเลียนแบบทหารที่นี่ เอ๊ย ไม่ใช่

เพื่อให้ดูกลมกลืนกับเจ้าหน้าที่ทหาร และเพราะไม่สามารถเปิดเผยหน้าตาเราได้ 

เราจึงต้องตัดต่อแว่นดำมาใส่ 5555



ดูกลืนกันเนอะๆๆๆๆ สูงไม่ถึงไหล่เลย

ให้เจ่เจ้ถ่ายให้ ฝีมือระดับมาสเตอร์พีซมาก ทั้งเอียง ทั้งเบลออ่ะค่ะ

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

อาคารหลังนี้ ครึ่งหนึ่งเป็นของเกาหลีเหนือ อีกครึ่งของเกาหลีใต้

โดยทางเทคนิค โต๊ะนี้แบ่งครึ่งด้วยธงเล็กๆ บนโต๊ะนี่แหละ ลากจากธงตรงๆ มาเลย ครึ่งโต๊ะ 

ฝั่งซ้ายคือใต้ ฝั่งขวาคือเหนือ

ทันทีที่คุณเดินก้าวมายืนฝั่งขวา ก็เท่ากับคุณยืนในดินแดนเกาหลีเหนือแล้ว

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดด ตื่นเต้น!!!



พี่ทหารคนนี้ เป็นลูกครึ่ง เพราะครึ่งตัวยืนฝั่งใต้ อีกครึ่งหนึ่งยืนฝั่งเหนือ 5555 ม่ายช่ายยยยย



ชาร์ลีอธิบายว่าที่ต้องใส่แว่นสีเข้มไว้เพื่อป้องกัน Eye Fighting

เอางั้นเลยนะ จะไฟท์กับใครล่ะ ในนี้มีแต่ทหารใต้สองคนเอง

เป็นคนจริงๆ นะ แต่ยืนนิ่งมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

และวันๆ นึงก็ไม่รู้มีคนมาจ้องหน้าแกกี่คนกันเนอะ แต่ที่แน่ๆ วันนั้นพี่แกร้อน เห็นเหงื่อซึมเต็มหน้า น่าสงสารจัง

ให้ถ่ายรูปด้วยได้ ยืนด้านข้างเท่านั้น ห้ามเดินตัดหน้าและห้ามเดินผ่านหลัง แกจะจับเราทุ่มทันที

ชาร์ลีเตือนไว้ แต่ไม่มีใครกล้าเดินตัดหน้าหลังหรอก เลยแค่ยืนเคียงถ่ายรูป

ส่วนด้านหลังพี่ทหารคนนี้คือประตู ที่เปิดออกไปก็เข้าเขตเกาหลีเหนือแบบเน้นๆ



เราไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดแน่นอน ใครเดินผ่านพี่เขาไป เขาจะล็อกตัวทันทีเลย

แอบส่อง นี่ก็จุดแบ่งดินแดนนะ พื้นกรวดนั่นฝั่งใต้ พื้นทรายนี่ฝั่งเหนือ



แอบส่องมองไปนู่น ฝั่งเกาหลีเหนือ ไม่เจอไรหรอก





มองย้อนกลับไปที่ฝั่งใต้



ได้อยู่ในนี้ไม่เกิน 10 นาทีก็ต้องถอยออกมา เดินเรียงแถวกลับไปอย่างเป็นระเบียบ

และสุดท้าย ชาร์ลีให้ยืนเรียงหน้ากระดานหันหน้าเข้าหาเกาหลีเหนือเพื่อถ่ายรูปตรงไปด้านหน้าได้

แต่ห้ามถ่ายเอียงซ้าย และห้ามถ่ายเอียงขวา ให้ยิงตรงเท่านั้น

นี่ชาร์ลีต้องคอยเดินเล่านั่นนี่ และมองพวกเราตลอดมีใครยกกล้องไปผิดมุมหรือป่าว จะได้ยิงทิ้ง .... ไม่ใช่แหละ



ส่วนพี่คนนี้เกาหลีใต้ ขี้แอ๊คมาก



คนนี้เป็นบัดดี้ชาร์ลี ชื่อไรไม่รู้ ดูรถอีกคันที่มาพร้อมกับกรุ๊ปเรา ผอมขาว .... บอกเลยชาร์ลีดูคุ้มครองเราได้มากกว่า 555



และขอแนะนำ นี่คือบ๊อบ เห็นบ๊อบไหม?



อ่ะ บ๊อบชัดๆ ดูมุ้งมิ้ง



ทหารเกาหลีเหนือรายเดียวที่ยืนมองเรากลับมาคนนี้ เหล่า UN ตั้งชื่อให้ว่า บ๊อบ

เพราะมักจะว่อบไปแว่บมา 55555555555555 มุขตลกของอเมริกันเค้า

เหล่าใต้จะจับตามองบ๊อบเสมอ ถ้าบ๊อบหายไปเกิน 1 ชั่วโมง แปลว่าทางนี้ก็ต้องระวังตัว อาจมีเหตุใดๆ 

 เช่น ตอนนี้แหละ หายไปไหน ตะกี้ยังอยู่เลย



(บางทีบ๊อบอาจปวดท้องอึก็ได้นะ ชาร์ลี)

3 ต่อ 1 ..... ในขณะที่ฝั่งใต้นี่ยืนกันเพียบ ฝั่งเหนือทำไมมีบ๊อบยืนคนเดียวหว่า?



เม้าท์ไป ในตึกนั้น อาจอยู่กันเป็นกองทัพก็ได้เนอะ

แล้วในกล่องฟ้านี่ ทำไมไม่มีทหารเกาหลีเหนือมายืนอ่ะ? ทำไมมีแต่พี่ใต้สองคนหว่า

อาคารตรงหน้าคืออาคารเกาหลีเหนือ ห่างกันแค่นี้แหละ แต่เดินไปมาหากันไม่ได้ เศร้าเนอะ



เหมือนอาคารที่เรายืนอยู่ฝั่งนี้ อาจดูใหญ่โต หรูหรา แต่ไม่ได้ใช้งาน 

เพราะเกาหลีเหนือไม่พอใจ ห้ามไม่ให้ใช้งาน

อาคารนี้จึงไม่มีแม้แต่เก้าอี้สักตัวตั้งไว้ด้วยซ้ำ เป็นอาคารโล่งๆ ที่มีไว้ให้เราเดินผ่านมายังกล่องสีฟ้านี่เท่านั้น

ทำไมเหนือไม่ให้ใช้ เราก็ต้องเชื่อด้วยอ่ะ งงเล็กน้อย


อ่ะ ชาร์ลีโอปป้าแบบเน้นๆ กับท่าโพสต์ไอดอล 555555



หมดเวลา เดินกลับไปที่รถ รถวนพามาออกเส้นถนนหน้ากล่องฟ้านี่แหละ ได้เห็นใกล้ๆ อีกครั้ง

แล้วก็แวะให้ดู Bridge of No Return อีกนิด



เป็นสะพานที่ตอนรบกัน ถ้าใครข้ามสะพานนี้มาก็เลือกฝั่งเลย จะอยู่เหนือหรืออยู่ใต้?

เลือกแล้วไม่มีสิทธิ์กลับไปนะ

เลือกแล้ว ข้ามมาแล้วจะมีตู้โทรศัพท์ให้กดโทรหา (อยู่ตรงไหนไม่รู้ ชาร์ลีชี้โบ๊ชี้เบ๊ไป) แล้วทหารจะมารับตัวคุณไปดูแลต่อ

ได้ความว่าปีที่แล้ว มีคนใช้โทรศัพท์แค่ 4 คนเท่านั้น

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ทัวร์ช่วงบ่ายมาที่นี่ที่เดียวไม่ได้ไปตระเวนไหนต่อ แต่ต้องเรียกว่าเป็นที่เดียวที่ตื่นเต้นสุดๆ

เสร็จแล้วไปหยุดที่ร้านขายของที่ระลึกนิดหนึ่ง ขายทั้งสินค้าทั่วไปและสินค้าแบบทหารๆ













กลับบ้านด้วยความปลอดภัยและได้ใบประกันชีวิตกลับคืนมาเป็นที่ระทึกด้วย 55555

JSA อาจดูตึงเครียด แต่เพราะมันเป็นสถานที่อ่อนไหว เราจึงต้องเคารพคำสั่งของทหาร

หลายๆ จุดห้ามถ่ายรูป เพราะอะไร?

เพราะการถ่ายรูปออกไปเท่ากับเป็นการเปิดเผยข้อมูลฐานที่ตั้งของทหารฝั่งใต้มากไป

และอาจเกิดความเสี่ยงในการรักษาความปลอดภัยได้

เพราะมันมีคนถ่ายแล้วมักจะเขียนบล็อก เช่น เราไง 5555

ดังนั้น จุดไหนห้ามถ่าย คือ ต้องเชื่อฟังนะ

ห้ามคือห้าม เพราะถ้าผิดพลาดอะไรไป เรื่องเล็กๆ อาจก่อให้เป็นเรื่องใหญ่ได้

ทั้งหมดก็เพื่อความปลอดภัยของตัวเราเอง และเพื่อความปลอดภัยของประเทศเกาหลีใต้ด้วย

มาอยู่บ้านเมืองเขา รักผู้ชายของเขาแล้ว ก็ต้องช่วยดูแลบ้านเมืองของเขาด้วยจริงไหม?



เป็นการท่องเที่ยวที่ดี มีสาระมากๆ สำหรับเรา 

ดีใจที่ได้มามากๆ เลย ประทับใจขีดสุดอ่ะ อิ่มเอมตื้นตัน

อยากมาอีกรอบอ่ะ คราวหน้าจะตั้งใจฟังไกด์ให้มากกว่านี้ ไม่แอบหลับแล้ว


เกาหลีใต้มีอะไรให้เที่ยวมากกว่าพระราชวัง สวนสนุก และการช้อปปิ้งนะ รู้ยัง?



Create Date : 21 เมษายน 2558
Last Update : 15 มีนาคม 2561 8:22:54 น.
Counter : 3414 Pageviews.

4 comment
1  2  3  4  5  

ณ เงา
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]



New Comments