แม่ผ่าตัดเนื้องอกในสมอง (Brain Tumor) ไม่ใช่เนื้อร้าย
เรื่องราวที่เราจะมาเล่าในวันนี้ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับแม่ของเรา เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2562 ตอนอายุ 62 ปีกว่าๆ แล้วที่เราคิดทบทวนว่าควรจะนำเรื่องนี้มาเขียนลงบล็อคดีหรือไม่ แต่เพื่อเป็นวิทยาทานในการสังเกตอาการเบื้องต้นของโรคนี้ เราจึงตัดสินใจเขียน และจากเหตุการณ์สะเทือนใจที่ผ่านมาจากการที่แม่เป็นโรคเนื้องอกในสมอง มันทำให้เราเรียนรู้ว่าชีวิตมนุษย์ไม่แน่นอน การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ และสิ่งสำคัญเหนืออื่นใดคือการมีสติ ตั้งรับกับทุกเรื่องที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ขอบคุณความเจ็บป่วย ที่ทำให้ฉันรู้จักวิธีเจริญ “มรณานุสติ” มีสติในการใช้ชีวิต มองชีวิตให้เป็นแล้วจะเข้าใจ “ชีวิต”

จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ คือ แม่ไปนอนค้างที่คอนโดกับน้องสาว เวลาประมาณตี 1 กว่าๆ น้องเรากำลังจะเข้านอนและหันไปเห็นแม่ที่นอนข้างๆ มีน้ำลายฟูมออกมาจากปาก ชัก น้องเขย่าตัวเรียกแม่ แม่ก็ไม่ได้สติ ไม่รู้สึกตัว ขยับร่างกายไม่ได้ น้องเลยรีบโทรบอกที่บ้าน และรีบเรียกรถพยาบาลพาแม่ส่งโรงพยาบาลพระราม 9 ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่ใกล้คอนโดมากที่สุด พอถึงโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่รีบรักษาอาการในเบื้องต้น แล้วแจ้งว่าต้องวางมัดจำเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการรักษาก่อนประมาณ 50,000 บาท พอพ่อกับลุงมาถึงโรงพยาบาลพระราม 9 แม่เราเริ่มรู้สึกตัว พ่อกับลุงเลยแจ้งว่าจะขอให้โรงพยาบาลพระราม 9 ส่งตัวผู้ป่วยไปรักษาที่โรงพยาบาลสินแพทย์ ตรงถนนรามอินทรา กม.9 แทน เพราะใกล้บ้าน เดินทางสะดวก (แม่เราเป็นข้าราชการบำนาญสามารถไปรักษาที่โรงพยาบาลของรัฐได้ แต่ในช่วงเวลา ณ ขณะนั้นทางครอบครัวเราเห็นว่าหากไปโรงบาลรัฐบาลจะไม่ทันการ เพราะคนไข้มีอาการชัก เกร็ง น้ำลายฟูมปาก เลยตัดสินใจพาแม่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนแถวบ้านแทน)พอถึงโรงพยาบาลสินแพทย์ เจ้าหน้าที่ีรีบให้แม่เราเข้าแอดมินที่ห้อง ICU โดยด่วน คุณหมอเข้าประเมินอาการเบื้องต้น โดยมีหมอทางด้านสมองมาดูเรื่องลมชัก,หมอด้านหัวใจดูเรื่องความดันโลหิต พอถึงช่วงเช้าวันรุ่งขึ้น หมอโรงพยาบาลสินแพทย์ก็ให้แม่เราเข้าสแกนสมอง เพื่อหาสาเหตุของการชักในครั้งนี้ โดยผลปรากฏว่า แม่เป็นเนื้องอกในสมองจำนวน 2 ก้อน แต่ละก้อนมีขนาดเท่าผลส้ม ก้อนเนื้องอกไปเบียดเนื้อสมองทำให้แม่มีอาการชัก เกร็ง น้ำลายฟูมปาก หมออานุภาพที่ดูแลแม่ (และเป็นหมอที่ผ่าตัดเนื้องอกในสมองให้แม่) แจ้งว่าจะผ่าตัดเลย หรือจะรอแล้วไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลรัฐบาล แต่ต้องรอคิวในการผ่าตัด เราเห็นว่าหากแม่มีอาการชักขึ้นมาอีก อาจไม่โชคดีเหมือนคราวนี้ เราเลยแจ้งคุณหมอไปว่าต้องการให้หมออานุภาพผ่าตัดให้แม่เร็วที่สุด ขอให้กำหนดวันมาเลย และขอให้ทางโรงพยาบาลประเมินค่าใช้จ่ายให้ด้วย หมอเลยนัดผ่าตัดวันที่ 18 กรกฎาคม 2562 เพราะอีก 2 วันหมอต้องเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น ทางครอบครัวเราก็เลยโอเค 


เช้าวันที่ 16 กรกฎาคม 2562 แม่เข้าแสกนสมองเพื่อหาสาเหตุ หมอแจ้งว่าการผ่าตัดมีความเสี่ยงเพราะเนื้องอกตำแหน่งที่ 1 เกาะติดอยู่กับเส้นเลือดฝอย ส่วนเนื้องอกตำแหน่งที่ 2 อยู่ติดกับหลอดเลือดดำ มันเบียดจนหลอดเลือดแคบลงบางส่วน ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้ช้า อาจเกิดความเสี่ยงระหว่างผ่าตัด คือ 1. สมองขาดอ๊อกซิเจน 2. หลังผ่าตัดเสร็จคนไข้อาจเป็นเจ้าหญิงนินทราได้เพราะสมองขาดเลือด ทั้งนี้ หมอได้บอกเราแล้วว่าผลคือ 50:50 ขึ้นอยู่กับร่างกายของคนไข้ว่าจะฟื้นตัวได้เร็วมากน้อยแค่ไหน (อยากบอกว่าตอนที่หมอชี้รูปสมองแม่ และบอกสาเหตุ และผลข้างเคียงหลังการผ่าตัด พ่อกับน้องเราสติแตกไปแล้ว นึ่ง อึ้ง พูดจาวกไปวนมา ไอ้เราก็สมองเริ่มมึน ชา มือเย็น คิดอะไรไม่ออกมืดแปดด้าน ภาพเราตอนเด็กที่มีแม่คอยอุ้มชู เลี้ยงดูผ่านเข้ามาในสมองแบบฉาย Power point เป็นฉากๆ ภาพที่เราดื้อด้าน เถียงแม่ ดื้อกับแม่ จนแม่ไล่ตี เข้ามาแบบถาโถม ในใจเราคิดว่าทำไมเรื่องแบบนี้ต้องมาเกิดกับครอบครัวเราด้วยวะ ให้เราเจ็บแทนแม่ได้ไหม) แต่แล้วสติเราก็กลับมาและคิดประมวลผลในไม่กี่นาทีเลยว่า ยังไงก็ต้องเสี่ยงผ่าเพื่อเอาก้อนเนื้องอกนี้ออกไปจากร่างกายแม่ของเรา อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด อย่างน้อยก็ดีกว่าปล่อยให้เนื้องอกมันโตขึ้นมาเบียดทำลายเนื้อสมองของแม่



หมอติดตามอาการหลังผ่าตัดเสร็จ ว่าเนื้องอกมันโตขึ้นไหม มันมีการขยายตัว แตกตัวภายหลังจากผ่าตัวไปแล้วหรือไม่



รูปแม่ก่อนเข้าผ่าตัด ต้องมีการโกนผม ทำความสะอาดผิวหนัง เราก็ให้กำลังใจแม่ โดยที่ทางครอบครัวเราไม่บอกแม่ว่าแม่เป็นโรคอะไร เพราะกลัวแม่ใจไม่ดี เลยให้หมอบอกแม่เอง



เช้าวันผ่าตัดมาถึง เรา 3 คนพ่อลูก ไปส่งแม่ที่หน้าห้องผ่าตัด นั่งรอแม่ที่ชั้น 4 หน้าห้องผ่าตัด ตั้งแต่ 9.00-18.30 น. ใช่!! 9 ชั่วโมงกว่าๆ ที่หมอใช้เวลาในการผ่าตัด เรารู้สึกว่าเวลาในวันนั้นผ่านไปช้ามาก เรา3 คนพ่อลูกนั่งสวดมนต์ นั่งสมาธิให้แม่อยู่หน้าห้องผ่าตัดตลอด 9 ชั่วโมง ภาวนาให้การผ่าตัดผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ครอบครัวเราเผชิญหน้ากับบททดสอบแห่งชีวิตอีกครั้ง ณ เวลานี้ทำได้แค่นั่งสมาธิสวดมนต์หน้าห้อง OR ห้องที่ไม่มีใครอยากเข้า #เคสฉุกเฉิน #นาทีชีวิต


ระหว่างนั้งรอแม่ผ่าตัด เราก็เห็นมีคนมาผ่าคลอดลูกประมาณ 2-3 คน ณ หน้าห้องผ่าตัด ฉันสังเกตเห็นสองสิ่งในอารมณ์ของมนุษย์ คือ
1.ความดีใจจากการผ่าคลอดลูกสำเร็จ
2.และการรอคอยความหวังจากเคสที่ต้องผ่าตัดใหญ่

นาทีชีวิตทั้งคู่ แต่ให้ความรู้สึกต่างกันอย่างสิ้นเชิง นี่ละชีวิต ซึ่งคนมีความหวัง ยังรู้สึกไม่แย่เท่ากับคนที่สิ้นหวัง มีสติในการใช้ชีวิต มองชีวิตให้เป็นแล้วจะเข้าใจ “ชีวิต”


14.00 น. หมอเดินออกมาจากห้องผ่าตัด (หน้าตาหมอโคตรเหนื่อยล้า หายใจหอบ) เรารีบลุกไปสอบถามอาการแม่ทันที หมอแจ้งว่าเพิ่งผ่าตัดเสร็จไป 1 ก้อน และกำลังส่งชิ้นเนื้องอกไปตรวจว่าเป็นเนิ้อร้ายหรือไม่ (หมอบอกว่าต้องให้เจ้าหน้าที่แว๊นมอไซต์เอาชื้นเนื้อไปตรวจที่แล็ปแถวรามคำแหง ช่วงเย็นน่าจะรู้ผลว่าเป็นเนื้อดีหรือเนื้อร้าย) ก้อนเนื้องอกติดกับพังผืด เส้นเลือดฝอย ทำให้เลาะลำบาก เลยใช้เวลาการผ่าแต่ละข้างนานมาก หมอพูดจบก็บอกว่าจะไปผ่าต่ออีก 1 ก้อนที่เหลือ ไอ้เราก็นั่งรอต่อไปด้วยความหวัง

18.30 น. หลังการผ่าตัดเสร็จสิ้น หมอนำแม่ขึ้นไปพักฟื้นยังห้อง ICU เช่นเดิม พยาบาลแจ้งกับครอบครัวเราว่า คนไข้อาจจะยังไม่รู้สึกตัวเพราะฤทธิ์ของยาสลบ แต่แม่เริ่มรู้สึกตัวตอน 19.00 น. หมออานุภาพดีใจมากที่เห็นคนไข้ตอบสนองต่อการรักษาอย่างเร็ว แต่หมอยังคงแจ้งว่ากังวลเรื่องอาการสมองบวม เพราะสมองบอบช้ำจากการผ่าตัดเลาะเนื้องอกออก ให้รอสังเกตอาการ

ผ่านไป 1-2 วัน แม่อาการดีขึ้น จนหมอ งงว่าร่างกายแม่ตอบสนองต่อการรักษาดีมาก ความดันปกติ อาการสมองบวมไม่มี อาการแทรกซ้อนไม่มี ช่วงค่ำลุงกับป้ามาเยี่ยมดูอาการแม่ แม่ได้แต่นั่งมองเฉยๆ พูดได้ช้า และบ่นเจ็บแผล เราก็ให้แม่นึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และให้แม่นึกสวดมนต์ในใจ เพื่อให้จิตใจสงบ และไม่ให้คิดมาก 




สัก 3-4 วัน หมอแจ้งว่าแม่สามารถออกจากห้อง ICU ไปอยู่ห้องคนป่วยธรรมดาได้แล้ว เราเลยได้ย้ายห้องพาแม่ไปพักฟื้นอีกตึกแทน โดยจะมีพยาบาลเข้ามาดูตลอดเป็นระยะๆ ตลอดเวลาที่แม่อยู่โรงพยาบาลครอบครัวเราไปนอนค้างโรงพยาบาลทุกวัน อยู่โรงพยาบาลมากกว่าอยู่บ้าน ส่วนตัวเรานะเหรออัดอั้นตันใจ จนต้องระบายเรื่องนี่ให้พีี่ที่รู้จักฟัง โดยแกเป็นคนมีร่างทรง บอกให้เราซื้อผลไม้ไปไหว้เจ้าที่ ไหว้ศาลพระพรหม ไหว้ศาลปู่ ย่า ที่โรงพยาบาลเราก็ทำ ตอนนั้นเราคิดว่าอะไรก็ได้ขอให้แม่เราหายเป็นปกติ ขอให้คุ้มครองแม่เราด้วย แถมแกยังมาทำพิธี พูดสิ่งดีๆ ให้แม่เรามีกำลังใจ อึดสู้กับการเจ็บป่วย (ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่ใจจริงๆ ถ้าใจเราไม่สู้ร่างกายเราก็จะอ่อนแอตามไปด้วย)

อาการแม่ดีขึ้นมาก เริ่มพูดได้ แต่ยังช้าอยู่ มีอาการหลงลืมบางอย่าง แต่ไม่มาก เช่น จำวันที่ไม่ได้ ว่าวันนี้คือวันอะไร ซึ่งหมอแจ้งว่าเป็นอาการปรกติของคนหลังผ่าตัดสมอง ที่จะเบลอ งง จำอะไรไม่ได้ แม่รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลสินแพทย์ 15 วันเต็ม จนหมอให้กลับไปพักฟื้นที่บ้านได้ และเราก็ตามคุณหมออานุภาพพาแม่ไปรักษา/ติดตามอาการต่อที่โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช เพื่อที่แม่จะได้ใช้สิทธิ์ในการรักษาได้

(หมายเหตุ : ค่าใช้จ่ายในการรักษาตลอดระยะเวลาที่แม่อยู่ที่โรงพยาบาลสินแพทย์ 15 วันเต็ม คือ 899,990 บาท เอกสารในการรักษาและค่าใช้จ่ายมาเป็นบึกๆ โดยที่หมอให้ทยอยจ่ายได้เป็นก้อนๆ และเราต้องนำเอกสารเก็บไว้เพื่อมาทำเรื่องเบิกกับทางราชการให้แม่ ช่วงนั้นยุ่งวุ่นวายจนลืมถ่ายใบเสร็จค่ารักษาเอาไว้ เพราะมันหลายแผ่นมากยังกะวิทยานิพนธ์ แถมรายละเอียดเยอะ ภาษาแพทน์เต็มไปหมด ซึ่งจากการเบิกกับราชการ แม่อยู่ กทม. 1 ตรงเสาชิงช้า เบิกค่าใช้จ่ายได้แค่ 20,000 บาท จาก 899,990 บาท) เออ...ก็ดีกว่าไม่ได้อะไร



ช่วงแรกๆ หมอนัดตรวจติดตามอาการทุก 3 เดือน เพื่อที่จะเช็คว่าการมองเห็น ความจำ อารมณ์ ของแม่เป็นอย่างไรบ้าง ปรากฎว่าทุกอย่างปรกติ แม่แค่มีอาการหลงๆ ลืมๆ เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น และพอ 3 เดือนผ่านไป หมอก็ให้แม่ไปสแกนสมองทำ MRI เพื่อดูผลว่าเนื้องอกมีการโตขึ้นอีกหรือไม่ หมอส่งตัวแม่ไปทำ MRI แถวประชาชื่นตรงข้ามตลาดบองมาเช่ เนื่องจากที่โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดชอุปกรณ์เสีย เครื่องมือไม่พร้อม 







แม่เข้าไปทำ MRI ประมาณ 1.30 ชั่วโมง และรอผลอีก 1-2 ชั่วโมง เมื่อได้ผลมาก็ต้องนำผลไปให้หมออานุภาพดู









ตรงที่วงกลมสีแดง คือ จุดที่แม่ผ่าเนื้องอกในสมองไป








หมอบอกว่าเนื้อสมองของแม่จะค่อยๆ ฟูขึ้น หลังจากผ่าตัดไป 3 เดือน ก้อนเนื้องอกไม่โตขึ้น แต่ในอนาคตไม่แน่หากเนื้องอกโตขึ้นมาอีกและแม่มีอาการปวดหัว ชัก เกร็งอีก ก็ต้องมาผ่าสมองอีก หลังจากที่แม่เอาผ่าพันแผลตรงสมองออกแล้ว เราเห็นรอยเย็บแผลที่กะโหลกแม่แล้วสยองมาก นึกถึงแฟรงเกนสไตน์เลยที่มีรอยเย็บดำๆ บนหัว หมอบอกว่าไหมที่เย็บจะละลายหายไปเอง แล้วไม่ต้องกลัวสมองกระเทือนเพราะหมอเอาน็อตตรึงไว้กับกะโหลกของแม่

มาต่อกันเรื่องที่ว่าในอนาคตเนื้องอกอาจมีสิทธิ์ที่จะกำเริบโตขึ้นมาใหม่ได้ หมอแนะนำว่าหากต้องการให้เนื้องอกคงที่ ไม่โตขึ้นก็ควรเข้ารับการฉายแสงที่สมอง เพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอก เราเลยให้แม่เข้ารับการฉายแสง เพราะไม่อยากให้แม่ต้องเข้ารับการผ่าตัดอีก หากเนื้องอกโตขึ้น เคสของแม่หมอให้ฉายแสงทั้งหมด 21 ครั้ง ทุกวัน ครั้งละประมาณ 15-30 นาที ผลข้างเคียงของการฉายแสงคือ แม่จะมีอาการจำเรื่องราวบางอย่างเล็กๆ น้อยๆ ไม่ได้ เบื่ออาหาร มึน งง ผมร่วง แต่ผมไม่ได้ร่วงหมดทั้งหัวนะ แค่หลุดร่วงง่ายเป็นหย่อมๆ ค่าฉายแสงถ้าจำไม่ผิดกรณีแม่ครั้งละ 6,000 (6,000 x 21 ครั้ง = 126,000 บาท แม่สามารถใช้สิทธิ์เบิกจ่ายตรงได้) ตลอดระยะเวลาตั้งแต่ 15 กรกฎาคม 2562 จนถึงปัจจุบัน 21 มกราคม 2564 แม่เราอาการดีขึ้นตามลำดับ ตอนนี้หายกลับมาเป็นปกติ ร่าเริง แข็งแรง แจ่มใส กิจวัตรประจำวันของแม่จะเน้นสวดมนต์ ไหว้พระ ทำบุญใส่บาตรมากขึ้น เพราะเราคุยกับแม่ว่า เราไม่รู้ว่าโรคนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะกรรมพันธุ์ทางตา กับยาย ปู่ ย่า ก็ไม่เคยมีใครเป็นโรคนี้ เลยอยากให้แม่ทำบุญ สวดมนต์ ภาวนา อุทิศส่วนบุญ ส่วนกุศลให้แก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย เพื่อที่แม่จะได้ใช้ช่วงเวลาของชีวิตที่เหลือลดเวรลดกรรมในอดีตชาติ และสะสมบุญบารมีต่อไป (เราคิดว่าครอบครัวเราโคตรโชคดีที่แม่กลับมาหายเป็นปกติ) 

อาการแรกเริ่มของโรคนี้ ก่อนแม่เกษียณอายุสัก 3-4 ปี  แม่มักจะมีอาการ 
1. ปวดหัวตุ๊บๆ จนต้องเอามือมานวดหัว เราเคยบอกให้แม่ไปตรวจ ไปเช็คสมองแม่ก็ไม่ไป ชอบบอกว่าไม่เป็นอะไรมาก พอปวดหัวก็จะนอนพัก และหายาพารามากิน
2. เวลาเดินจะสะดุดขาตัวเอง หรือบางครั้งล้มเลย
3. แม่ชอบบ่นว่าแขนชา มืออ่อนแรง หยับจับอะไรก็หลุดมือ หรือปัดมือไปโดนสิ่งของได้ง่าย
4. ชอบง่วง หาว เพลียๆ ทั้งที่ก็นอนเต็มอิ่ม
5. อารมณ์ฉุนเฉียว เกรี้ยวกราดง่าย อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย 


ท่านใดมีอาการดังข้างต้น เราแนะนำว่าควรไปพบแพทย์โดยด่วน หากตรวจพบว่าเป็นโรคเนื้องอกในสมองจะได้เข้ารับการรักษาแต่เนิ่นๆ ไม่ปล่อยจนก้อนเนื้อโตใหญ่เหมือนกรณีของแม่เรา



Create Date : 21 มกราคม 2564
Last Update : 21 มกราคม 2564 13:40:05 น.
Counter : 382 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณไวน์กับสายน้ำ, คุณSai Eeuu, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณtuk-tuk@korat, คุณทนายอ้วน, คุณโอน่าจอมซ่าส์, คุณmariabamboo, คุณหอมกร


Emmy Journey พากิน พาเที่ยว
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]



จับกล้องท่องเที่ยวไปกับการเดินทางของฉัน ด้วยการถ่ายภาพที่ใช้อารมณ์ และหัวใจ มากกว่าเทคนิคและกฏเกณฑ์ /Step by step with my journey.

Page : Emmy Journey พากิน พาเที่ยว
https://www.facebook.com/EmmyJourney

Blog : https://emilia0412.bloggang.com
Oknation blog : https://oknation.nationtv.tv/blog/emilia

Instagram : emmyjourney
https://instagram.com/emmyjourney

** ขอสงวนสิทธิ์ ***
ข้อมูลทั้งหมด อันรวมถึงข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่บน https://emilia0412.bloggang.com ห้ามมิให้ผู้ใดเผยแพร่ ลอกเลียน ทำซ้ำ หรือแก้ไข ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ด้วยวิธีการใดๆ โดยมิได้รับการยินยอมจากเจ้าของบล๊อก (จะได้ม๊ะ)
มกราคม 2564

 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog