กฎหมายเบื้องต้นกับการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลบนโลกไซเบอร์

สืบเนื่องจากวันก่อนเข้ามาเสพย์กระทู้ในเว็บไซต์พันทิป เผอิญเจอกระทู้ที่ค่อนข้างจะ "ดราม่า" กระทู้หนึ่ง ที่สมาชิกตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับ อำนาจของเว็บมาสเตอร์ กับ การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของสมาชิก"

หลังจากได้เข้าไปแจมซักพัก รู้สึกว่าประเด็นเรื่องนี้มีความน่าสนใจค่อนข้างมากเลยทีเดียว เลยลองค้นข้อมูลเชิงกฎหมายที่น่าจะเกี่ยวข้องมาวิเคราะห์ไว้คร่าวๆ เผื่อจะมีประโยชน์สำหรับผู้ที่ผ่านเข้ามาเห็นบล๊อกนี้บ้าง ไม่มากก็น้อย



ว่าด้วยความเป็นส่วนตัวและข้อมูลส่วนบุคคล++

“ความเป็นส่วนตัว” หรือ “Privacy” เป็น สิทธิมนุษยชนประการหนึ่งซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานสากลที่นานาประเทศให้การรับรองและคุ้มครองไว้

แต่เนื่องด้วย “สิทธิในความเป็นส่วนตัว” หรือ "สิทธิส่วนบุคคล" นั้น เป็น “สิทธิ” ลักษณะหนึ่งที่ยากที่สุดในการบัญญัติความหมาย เพราะต้องพิจารณาเนื้อหา สภาพสังคม วัฒนธรรม และพฤติการณ์แวดล้อมประกอบด้วย จึงเกิดเป็นประเด็นให้เห็นอยู่ตลอดว่าสิทธิดังกล่าวมีอยู่เพียงใด ทั้งนี้ ได้มีการกำหนดประเภทของสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัวเอาไว้อย่างกว้างๆ ดังนี้

(1) ความเป็นส่วนตัวเกี่ยวกับข้อมูล (Information Privacy) เป็นการให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลโดยการวางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเก็บรวบรวมและการบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคล

(2) ความเป็นส่วนตัวในชีวิตร่างกาย (Bodily Privacy) เป็นการให้ความคุ้มครองในชีวิตร่างกายของบุคคลในทางกายภาพที่จะไม่ถูกดำเนินการใดๆ อันละเมิดความเป็นส่วนตัว อาทิ การทดลองทางพันธุกรรม การทดลองยา เป็นต้น

(3) ความเป็นส่วนตัวในการติดต่อสื่อสาร (Communication Privacy) เป็นการให้ความคุ้มครองในความปลอดภัย และความเป็นส่วนตัวในการติดต่อสื่อสารทางจดหมาย โทรศัพท์ ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือวิธีการติดต่อสื่อสารอื่นใด ที่ผู้อื่นจะล่วงรู้มิได้

(4) ความเป็นส่วนตัวในเคหสถาน (Territorial Privacy) เป็นการกำหนดขอบเขตหรือข้อจำกัดที่บุคคลอื่นจะบุกรุกเข้าไปในสถานที่ส่วนตัวมิได้ ทั้งนี้ รวมทั้งการติดกล้องวีดิโอ และการตรวจสอบรหัสประจำตัวบุคคล (ID checks)

สิทธิดังกล่าวข้างต้นนั้น ก็ปรากฏอยู่ใน “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550” โดยชัดแจ้ง (แต่ในส่วนนี้จะกล่าวถึงเฉพาะเพียงประเด็นที่เกี่ยวกับ “สิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว” เท่านั้น) ดังนี้

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550
มาตรา 35
"สิทธิของบุคคลในครอบครัว เกียรติยศ ชื่อเสียง ตลอดจน
ความเป็นอยู่ส่วนตัว ย่อมได้รับความคุ้มครอง
การกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความหรือภาพไม่ว่าด้วยวิธีใดไปยังสาธารณชน อันเป็นการละเมิดหรือกระทบถึงสิทธิของบุคคลในครอบครัว เกียรติยศ ชื่อเสียง หรือความเป็นอยู่ส่วนตัว จะกระทำมิได้ เว้นแต่กรณีที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ
บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับความคุ้มครองจากการแสวงประโยชน์โดยมิชอบ
จากข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับตน ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ"

โดยหลักการพื้นฐาน จะเห็นได้ว่า "สิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว" นั้นเป็นสิทธิที่รัฐธรรมนูญได้ให้การรับรองและคุ้มครองเอาไว้อย่างชัดแจ้ง

แต่ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญเป็นบทบัญญัติที่มีผลผูกพันระหว่างรัฐหรือองค์กรของรัฐเท่านั้น หาได้มีผลผูกพันกับเอกชนประการใดไม่ ประชาชนจึงไม่สามารถยกหลักความเสมอภาคตามรัฐธรรมนูญขึ้นมาอ้างเพื่อเรียกร้องให้เอกชนปฏิบัติต่อตนเอกอย่างเท่าเทียบกับบุคคลอื่นได้ ซึ่งนั่นย่อมหมายความได้ว่า รัฐธรรมนูญนั้นออกมาใช้เป็นปทัษฐานเพื่อใช้บังคับระหว่างความสัมพันธ์ของ "รัฐ" กับ "เอกชน"เท่านั้นมิใช่กรณีที่ "เอกชน" กระทำกับ "เอกชน" ด้วยกัน สังเกตจาก มาตรา 26 ได้ขีดกรอบไว้อย่างชัดเจน ดังนี้

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550
มาตรา 26
"การใช้อำนาจโดยองค์กรของรัฐทุกองค์กร ต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพ ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้"


ในปัจจุบัน เมื่อเทคโนโลยีได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินชีวิตของคนในสังคม "สิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัวเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล" ย่อมเป็นสิ่งมีคนกล่าวถึงและให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก และมีตัวอย่างเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลหรือมีการเปิดเผนข้อมูลส่วนบุคคลไปในทางที่มิชอบให้เห็นอยู่มากมาย ยกตัวอย่างเช่น (โดย พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ)

ตัวอย่างที่ 1 กรณีมีผู้แอบอ้างชื่อผู้อื่นที่มีชื่อเสียง พร้อมข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ เช่น ชื่อ ตำแหน่ง ที่อยู่ อายุ สถานะทางสังคม ฯลฯ ไปใช้สมัครฟรีอีเมล์ แล้วใช้อีเมล์นั้นในการติดต่อสื่อสารกับบุคคลอื่น ทำให้บุคคลอื่นเข้าใจว่า ตนเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงที่ตนแอบอ้างก็ได้

ตัวอย่างที่ 2 กรณี Loxinfo ได้ทำการจัดเก็บข้อมูลบัตรเครดิต ของลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ e-Commerce แล้วต่อมาได้ถูกนักเจาะระบบข้อมูลชาวอังกฤษเจาะระบบ และนำข้อมูลดังกล่าวไปเผยแพร่บนอินเทอร์เน็ต ปัญหาคือ ใครเป็นเจ้าของข้อมูล ระหว่างผู้ถือบัตร ธนาคารผู้ออกบัตร หรือ Loxinfo

ตัวอย่างที่ 3 กรณีการนำหมายเลขโทรศัพท์ของบุคคลอื่นไปเผยแพร่บนอินเทอร์เน็ต ว่าบุคคลนั้นต้องการขาย ทีวี โทรศัพท์ พระเครื่อง เครื่องเพชร ราคาถูก ทำให้มีผู้โทรศัพท์มาติดต่อเป็นจำนวนมาก ก่อความเดือดร้อนรำคาญ

ตัวอย่างที่ 4 กรณีธนาคารได้ขายข้อมูลชื่อและที่อยู่ของลูกค้าให้กับผู้อื่น โดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ของธนาคารประมวลผลจากข้อมูลลูกค้าที่ใช้บริการ ตามที่เจาะจงตามกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ เช่น ใครบ้างที่มีบัตรเครดิตสีทอง เคยใช้วงเงินจำนวนเท่าไรต่อเดือนเคยใช้บัตรที่ต่างประเทศหรือไม่ หรือผู้ใช้มีช่วงอายุเท่าใด ฯลฯ แล้วธนาคารจะพิมพ์เป็น Label ขายให้กับผู้อื่นเพื่อให้ส่งเอกสารขายสินค้ามาให้เรา

ตัวอย่างที่ 5 กรณีโรงแรมม่านรูด จดหมายเลขทะเบียนรถของผู้มาพัก หรือโรงแรม 5 ดาวทั่วไป จดบันทึกข้อมูลผู้พักตามกฎหมาย(แบบ รร.17) แล้วนำไปเผยแพร่ให้ผู้อื่นที่ไม่ใช่เจ้าพนักงาน

ปัญหาหลายๆประการข้างต้น นำไปสู่นโยบายในการออกกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลขึ้น คือ"ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ...." แต่ขณะนี้ ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวยังไม่ได้ประกาศใช้เป็นกฎหมายในประเทศไทย

ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ...." สามารถดูเนื้อหาคร่าวๆ ได้ที่นี่ครับ
http://www.decha.com/main/topic_img/news10837.pdf

ร่างพระราชบัญญัติฯ ฉบับข้างต้นได้ให้ความหมายของ "ข้อมูลส่วนบุคคล" เอาไว้ ดังนี้

ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ....
มาตรา 3
""ข้อมูลส่วนบุคคล" หมายความว่า ข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งเฉพาะตัวบุคคล เช่น การศึกษา ฐานะการเงิน ประวัติสุขภาพ ประวัติอาชญากรรม ประวัติการทำงาน หรือประวัติกิจกรรมบรรดาที่มีชื่อของบุคคลนั้นหรือมีเลขหมาย รหัส หรือสิ่งบอกลักษณะอื่นที่ทำให้รู้ตัวบุคคลนั้นได้ เช่น ลายพิมพ์นิ้วมือ แผ่นบันทึกลักษณะเสียงของคน หรือรูปถ่าย และให้ความหมายรวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งเฉพาะตัวของผู้ที่ถึงแก่กรรมด้วย"


เพราะฉะนั้น ปัจจุบัน การให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในปัจจุบันที่กฎหมายให้การรับรอง ก็จะมีเพียงแค่ "รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย" , พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารทางราชการ พ.ศ.2540" (ใช้กับหน่วยงานของรัฐเท่านั้น) , ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ , ประมวลกฎหมายอาญา และอย่างมากก็จะมีการนำ "พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550" มาโยงด้วย

เกริ่นมาซะเยอะ เข้าเรื่องกันดีกว่า

ในการสมัครเข้าในบริการเว็บไซต์ต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น เว็บไซต์พันทิป (www.pantip.com) นั้น ขั้นตอนในการสมัครสมาชิกแบบทั่วๆไป จำเป็นที่จะต้องใช้หลักฐานส่วนบุคคล เช่น "สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน" ที่จะปรากฎ "ชื่อ นามสกุล และที่อยู่" ของเจ้าของข้อมูล และ "อีเมลแอดเดรส (E-Mail)" ประกอบในการสมัคร เพราะฉะนั้น ในส่วนนี้แหละ คือ "ข้อมูลส่วนบุคคล"

เมื่อเป็นข้อมูลส่วนบบุคคลของใคร คนนั้นย่อมมีสิทธิเหนือข้อมูลนั้น หากทางเว็บไซต์หรือผู้ให้บริการต่างๆ เปิดเผยข้อมูลในส่วนนี้

"นามแฝง" ล่ะ เป็นข้อมูลส่วนบุคคลหรือไม่?
ถ้าดูตามนิยามของคำว่า "ข้อมูลส่วนบุคคล" ตามร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.... นั้น ตามความเห็นส่วนตัวเห็นว่า "นามแฝง" เป็นสิ่งซึ่งบอกลักษณะที่ทำให้รู้ตัวบุคคลนั้นได้ คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า "นามแฝง" นั้น เป็นข้อมูลส่วนบุคคลเช่นกัน

"IP Address" และ "ข้อมูลการโหวตลบกระทู้" ล่ะ เป็นข้อมูลส่วนบุคคลหรือไม่?
ถ้าดูตามนิยาม "IP Address" และ "ข้อมูลการโหวตลบกระทู้" น้ัน ข้อมูล 2 อย่างนี้ ไม่ได้เป็นสิ่งที่ทำให้รู้ตัวบุคคลนั้นได้ หากแต่เป็นเพียง ข้อมูลที่เกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารระหว่างระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็น "ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์" ตามนิยามใน พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 เท่านั้น

นอกจากนี้ ข้อมูลในส่วนนี้ ไม่ได้เป็นข้อมูลที่ได้จากผู้หนึ่งผู้ใด หากแต่เป็นข้อมูลที่เกิดขึ้นจากระบบที่ทางเว็บไซต์นั้นๆ ได้สร้างขึ้นมา ข้อมูลในส่วนนี้ ผู้เขียนเห็นว่าน่าจะมิใช่ข้อมูลส่วนบุคคล หากแต่เป็นข้อมูลของทางเว็บไซต์ผู้ให้บริการ

พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550
มาตรา 3
"“ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์” หมาย ความว่า ข้อมูลเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารของระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งแสดงถึงแหล่งกำเนิด ต้นทาง ปลายทาง เส้นทาง เวลา วันที่ ปริมาณ ระยะเวลาชนิดของบริการ หรืออื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อสื่อสารของระบบคอมพิวเตอร์นั้น.."


การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล อาทิ ชื่อ นามสกุล ที่อยู่ หลายเลขโทรศัพท์ อีเมล์แอดเดรส ใหแก่ผู้อื่นสามารถที่จะทำได้หรือไม่?
โดยหลักแล้ว การเปิดเผยข้อมูลในส่วนนี้นั้น หากไม่มีเหตุผลอันสมควร และการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวได้สร้างความเสียหายโดยตรงให้แก่เจ้าของข้อมูลไม่ว่าในทางหนึ่งทางใด การกระทำดังกล่าว ย่อมเป็นการใช้สิทธิโดยที่กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจเอาไว้ หากมีความเสียหายไม่ว่าในทางหนึ่งทางใดแก่เจ้าของข้อมูล ย่อมเป็นการกระทำละเมิด ซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 420
“ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น”


แล้วถ้าในกรณีที่ "เว็บมาสเตอร์" หรือ "ผู้ให้บริการ" เปิดเผยข้อมูลในส่วนนี้ล่ะ ผิดมั๊ย?
ก็จะต้องดูว่า "เว็บมาสเตอร์" หรือ "ผู้ให้บริการ" มีอำนาจที่จะเปิดเผยได้หรือไม่ หากไม่มีอำนาจ ย่อมเป็นความผิดได้เช่นกัน แต่ถ้ามีอำนาจก็สามารถเปิดเผยได้

แล้ว "เว็บมาสเตอร์ (Web Master)" หรือ "ผู้ให้บริการ" มีอำนาจเปิดเผยข้อมูลมั๊ยล่ะ?
ก็ต้องย้อนกับไปดูว่าเขามีสิทธิหรือไม่ ซึ่งสิทธินี้ อาจเกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายหรือผลของสัญญาก็ได้

ในส่วนนี้ เห็นว่า "ผู้ให้บริการ" น่าที่จะมีสิทธิ เพราะ ในขั้นตอนการสมัครสมาชิก มีข้อตกลงให้คนที่ประสงค์จะสมัครสมาชิกได้อ่านก่อนยืนยันสมัครสมาชิกอยู่แล้ว ดังนี้

"ข้อมูลของสมาชิก จะถูกเก็บเป็นความลับอย่างสูงสุด ทีมงาน Pantip.com จะไม่เปิดเผยข้อมูลของท่านก่อนได้รับอนุญาต เพื่อประโยชน์ทางการค้า หรือเพื่อประโยชน์ในด้านอื่นๆ ทั้งสิ้น นอกจาก Pantip.com จะได้รับหมายศาล หรือหนังสือราชการ จากหน่วยงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ"

"ผู้ร่วมกิจกรรมที่ปฏิบัติผิด กฏ กติกา ของเว็บไซต์แห่งนี้ พึงตระหนักว่าจะต้องรับผิดชอบต่อความผิดนั้นด้วยตัวเอง และข้อความหรือข้อมูลที่เสนอดังกล่าว อาจนำมาซึ่งการเปิดเผยที่มาและรายละเอียดส่วนตัวของผู้เสนอข้อความนั้นได้ โดยไม่ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล"


หลัก 2 ข้อข้างต้นนี่ละ เป็นข้อตกลงตามสัญญาที่กำหนดให้ "ผู้ให้บริการ" สามารถที่จะเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลได้

นอกจากนี้ "IP Address" และ "ข้อมูลการโหวตลบกระทู้" ซึ่งเป็นข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ ไม่ใช่ ข้อมูลส่วนบุคคล เหตุใดจะเปิดเผยไม่ได้ล่ะ??

ข้อตกลงที่ว่านี่ ทำได้ด้วยหรอ แล้วจะเปิดเผยได้แค่ไหนล่ะ?
จริงๆ ข้อตกลงหน้าเว็บไซต์ก่อนการสมัครสมาชิกนั้น เป็นข้อตกลงที่ทางเว็บไซต์กำหนดขึ้น ตลอดจนใส่ข้อจำกัดความรับผิด (disclaimer) เอาไว้นัั้น จริงๆ มันเข้าข่ายเป็น "สัญญาสำเร็จรูป" ซึี่งจะต้องพิจารณาตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาอันไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 8 ต่อไป

พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาอันไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540
มาตรา 8
"ข้อตกลง ประกาศ หรือคำแจ้งความที่ได้ทำไว้ล่วงหน้า เพื่อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดเพื่อละเมิด หรือผิดสัญญาในความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของผู้อื่น อันเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือ
ประมาทเลินเล่อของผู้ตกลง ผู้ประกาศ ผู้แจ้งความ หรือของบุคคลอื่นซึ่งผู้ตกลง ผู้ประกาศ หรือผู้แจ้งความ ต้องรับผิดชอบด้วย จะนำมาอ้างเป็นข้อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดชอบไม่ได้
ข้อตกลง ประกาศ หรือคำแจ้งความที่ได้ทำไว้ล่วงหน้าเพื่อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดชอบในกรณีอื่นนอก
จากที่กล่าวในวรรคหนึ่ง ซึ่งไม่เป็นโมฆะ ให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น"


กรณีที่เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่นไปโดยไม่มีเหตุผลหรือความจำเป็นอันสมควร ข้อจำกัดความรับผิดแค่นี้ ใช้จำกัดความรับผิดไม่ได้นะ แต่ตามกระทู้พิพาท มีการกล่าวอ้างว่าทาง "เว็บมาสเตอร์" ดำเนินการในลักษณะที่ไม่เป็นกลาง การเปิดเผยข้อมูลในส่วนนี้ ย่อมอาจเข้าข้อยกเว้นที่สามารถกระทำได้ และไม่เป็นการใช้สิทธิที่จะมีแต่ให้เกิดเสียหาย ย่อมไม่ใช่ การใช้สิทธิโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วยนะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 421

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 421
"การใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดเสียหายแก่บุคคลอื่นนั้น ท่านว่าเป็นการอันมิชอบด้วยกฎหมาย"


อีกอย่าง ทะเลาะกันในเว็บไซต์ ไม่ถือว่าเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายด้วยนะ ดูคำพิพากษาฎีกานี้ครับ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 78-79/2502 "โจทก์จำเลยทะเลาะกันแล้วต่างคนต่างด่ากัน จำเลยด่าก่อนโจทก์จึงด่าตอบ โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหาย ฟ้องจำเลยว่าดูหมิ่นซึ่งหน้าไม่ได้"

แล้วการที่ผู้ให้บริการนำข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ (อาทิ IP Address หรือ ข้อมูลการโหวตลบกระทู้) มาเปิดเผยล่ะ ผิด พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มั๊ย?

พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 เป็นบทบัญญัติกฎหมายที่มีโทษทางอาญา ดังนั้น พระราชบัญญัตินี้จึงเป็นพระราชบัญญัติที่จะต้อง "ตีความอย่างเคร่งครัด"

ที่ว่า "เคร่งครัด" หมายความว่า ต้องตีความทั้งตามตัวอักษรและเจตนารมณ์ของกฎหมายไป จะตีความกฎหมายเกินตัวบทไม่ได้ เพราะกฎหมายอาญาเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จะอนุโลมกฎหมายอื่นมาใช้ (Analogy) ไม่ได้

โดยหลักการพื้นฐานทางฎหมายอาญา การกระทำที่จะเป็นความผิดตามกฎหมายได้นั้น จะต้องเป็นการกระทำที่ "กฎหมายบัญญัติไว้ว่าเป็นความผิด" และ "กฎหมายได้กำหนดโทษเอาไว้อย่างชัดแจ้ง" ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2

ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 2
"บุคคลจักต้องรับโทษในทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้และโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้น ต้องเป็นโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย
ถ้าตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป ให้ผู้ที่ได้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด และถ้าได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษแล้ว ก็ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดนั้น ถ้ารับโทษอยู่ก็ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลง"


ก็ต้องไปดูกันว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ได้กำหนดข้อห้ามเอาไว้หรือไม่?

ซึ่งเมื่อเปิดตัวบทกฎหมายดังกล่าวดู พบว่า มีเพียงมาตราเดียวเท่านั้นที่กำหนดบทลงโทษในกรณีที่เปิดเผยข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์เอาไว้ คือ มาตรา 22 ดังนี้

พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550
มาตรา 22
"ห้ามมิให้พนักงานเจ้าหน้าที่เปิดเผยหรือส่งมอบข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลของผู้ใช้บริการที่ได้มาตามมาตรา 18 ให้แก่บุคคลใด
ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับกับการกระทำเพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ หรือเพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดีกับพนักงานเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ หรือเป็นการกระทำตามคำสั่งหรือที่ได้รับอนุญาตจากศาล
พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ ใดฝ่าฝืนวรรคหนึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"


มาตราดังกล่าวได้ระบุไว้อย่างชัดแจ้งว่า "ห้ามมิให้พนักงานเจ้าหน้าที่..." ดังนั้น บุคคลที่จะกระทำความผิดฐานนี้ได้นั้น จะต้องเป็น "พนักงานเจ้าหน้าที่" ดังนั้น "สถานะของผู้กระทำความผิด" จึงเป็นสาระสำคัญของความผิดฐานนี้

แล้วเว็บมาสเตอร์หรือผู้ให้บริการ เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 หรือไม่?

คำตอบนี้ ต้องไปดู "ประกาศกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เรื่อง แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550" ว่าได้กำหนดให้ใครบ้างที่เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ ก็เฉพาะบุคคลนั้นเท่านั้นแหละ ที่จะกระทำความผิดฐานนี้ได้

และเมื่อ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 กำหนดบทลงโทษไว้เฉพาะกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่เปิดเผยข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ที่ได้มาไว้ เป็นความผิด แต่ไม่ได้กำหนดบทลงโทษกรณีที่ผู้อื่นเปิดเผยไว้ว่าเป็นความผิด การตีความพรบ.คอมพ์ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษทางอาญา ย่อมต้องตีความโดยเคร่งครัด ดังนั้น หาก "ผู้ให้บริการ" เปิดเผยข้อมูลในส่วนนี้ ย่อมไม่เป็นความผิดตาม พรบ.ฉบับนี้

มีความคิดเห็นอย่างไร มาแชร์กันได้นะครับ ความแตกต่าง ย่อมก่อให้เกิดความรู้ใหม่ๆเสมอ เนอะๆๆ

ขอบคุณทุกๆท่านที่เข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นนะครับ โดยเฉพาะคุณ denarius , คุณ leonnoom , คุณ วรินทร์รตา และคุณ แมวเหมียวพุงป่อง ที่เข้าแชร์มุมมองที่หลากหลายครับ

หากบทความนี้มีข้อบกพร่องประการใด ข้าน้อยขอรับไว้แต่เพียงผู้เดียว แต่หากบทความนี้จะมีประโยชน์แก่ท่านไม่มากก็น้อย ขอคุณความดีนี้ จงบังเกิดแก่คณาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทความรู้ให้แก่ข้าน้อย ตลอดจนวงการนิติศาสตร์สืบไป

@Onizugolf Smiley

อ้างอิง
- สื่อมวลชนกับการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล, http://mail.chiangmai.ac.th/~narinn/_private/mc_400/mc400_20.html
- สุริยา ปานแป้น และอนุวัฒน์ บุญนันท์, คู่มือสอบกฎหมายรัฐธรรมนูญ , สำนักพิมพ์วิญญูชน, 2553.

บทความนี้ สามารถนำไปใช้ได้โดยไม่ต้องขออนุญาต แต่กรุณาแสดงที่มาและแนบลิ้งไว้ด้วย (เพราะอาจมีการแก้ไขเพิ่มเติมเนื้อหาเป็นระยะ) และต้องไม่ใช้เพื่อการแสวงหาประโยชน์ในทางธุรกิจ




 

Create Date : 02 กุมภาพันธ์ 2554   
Last Update : 4 กุมภาพันธ์ 2554 16:16:02 น.  


เล็กๆน้อยๆ เกี่ยวกับ พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551

เห็นช่วงนี้ กระทรวงวัฒนธรรมสั่งแบนหนัง "Insects In The Backyard" ที่มีฉากร่วมเพศกันระหว่างชายกับชาย, มีการค้าประเวณีของเยาวชนในชุดเครื่องแบบนักเรียนและมีฉากตัวละครฝันว่าฆ่าบิดาของตัวเอง และตัวอย่างหนัง "Love จุลินทรีย์ : รักมันใหญ่มาก" ซึ่งมีฉากเด็กน้อยจูบปากกันในเครื่องแบบนักเรียน

มาตรการในการจัดการกับภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องดังกล่าว เป็นเหตุให้ผู้เขียนเกิดความสนใจขึ้นมาว่า จริงๆแล้วมันเหมาะสมแล้วหรือไม่ที่จะต้อง "แบน" หนังหรือตัวอย่างหนัง? ไม่มีการจัด "เรตหนัง" กันหรืออย่างไร? หรือว่ามีแต่คิดจะแบนก็แบน? ก็เลยลองค้นข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต ได้ข้อมูลเบื้องต้นที่อาจจะมีประโยชน์และเกี่ยวข้องกับกฎหมายดังนี้ครับ



ในต่างประเทศ ก็มีการจัดเรตหนังแตกต่างกันไปตามแต่สภาพสังคมในประเทศนั้นๆ แต่โดยสากล ที่เขาใช้กันอยู่ทั่วไป ก็คงเป็น "เรตหนังของ The Motion Picture Association of America หรือ MPAA" ซึ่งเป็นเรตหนังที่เห็นได้ทั่วไปตามหนังที่เข้าโรงภาพยนตร์ ซึ่ง จัดเรตไว้ ประมาณ 5 ประเภท ดังนี้

เรต G (General Audiences) - All Ages Admitted ซึ่งเป็นเรตหนังที่เหมาะกับผู้ชมทุกเพศทุกวัย ดูได้ตั้งแต่เด็กแบเบาะยังไม่หย่านมแม่จนกระทั่งถึงผู้เฒ่าผู้แก่อายุเกือบร้อยปี

เรต PG (Parental Guidance Suggested) - Some Material May Not Be Suitable For Children ซึ่งเป็นเรตหนังที่เหมาะกับผู้ชมทุกเพศทุกวัยเช่นกัน แต่อาจมีเนื้อหาบางส่วนที่ไม่เหมาะสำหรับเด็กเล็ก เช่น อาจมีคำพูดหรือการกระทำที่ออกจะไม่สุภาพ ไม่สมควร เป็นต้น

เรต PG-13 (Parents Strongly Cautioned) - Some Material May Be Inappropriate For Children Under 13 ซึ่งเป็นเรตหนังที่มีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะกับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 13 ปี ความรุนแรงอยู่ในระดับกลางๆ เช่น อาจมีฉากโป๊เปลือย, ยาเสพติด, การต่อสู้, คำหยาบ สมควรที่ผู้ปกครองจะดูร่วมกับกับเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี และให้คำชี้แนะ

เรต R (Restricted) - Under 17 Requires Accompanying Parent Or Adult Guardian ซึ่งเป็นเรตหนังที่รู้จักกันทั่วไปว่า "หนังเรท R" ส่วนใหญ่จะเป็นหนังที่เหมาะสำหรับผู้ใหญ่ และอาจมีฉากที่ไม่เหมาะสมหรือมีความรุนแรงในระดับที่สูงกว่า เรท PG-13 หนังที่ได้รับเรต R นั้นส่วนใหญ่จะห้ามไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 17 ปีเข้าชมโดยลำพังยกเว้นจะมีผู้ปกครองมาด้วย

เรต NC-17 (No One 17 And Under Admitted) - No One 17 And Under Permitted ซึ่งเป็นเรตหนังที่จะเรียกว่า "ฮาร์ดคอร์" ที่สุดก็ว่าได้ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นหนังปลุกใจเสือป่่าซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับเพศ หรือมีเนื้อหาที่รุนแรงค่อนข้างจะมาก หรือกระทบต่อความเชื่อ เช่น ศีลธรรม ศาสนา เป็นต้น ซึ่งห้ามมิให้ผู้ชมที่อายุต่ำกว่า 17 ปีเข้าชมอย่างเด็ดขาด

แล้วของประเทศไทยล่ะ มีกฎหมายใดที่พูดถึงเรื่องนี้ไว้บ้างมั๊ย?

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550
มาตรา ๔๕ "บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น
การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัวหรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชน
การสั่งปิดกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้ จะกระทำมิได้
การห้ามหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเสนอข่าวสารหรือแสดงความคิดเห็นทั้งหมดหรือบางส่วน หรือการแทรกแซงด้วยวิธีการใดๆ เพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้ จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายซึ่งได้ตราขึ้นตามวรรคสอง
การให้นำข่าวหรือบทความไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจก่อนนำไปโฆษณาในหนังสือ พิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่น จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะกระทำในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม แต่ทั้งนี้จะต้องกระทำโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายซึ่งได้ตราขึ้น ตามวรรคสอง
เจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย
การให้เงินหรือทรัพย์สินอื่นเพื่ออุดหนุนกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นของเอกชนรัฐจะกระทำมิได้"


การทำภาพยนตร์ เป็น การใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็ในรูปแบบของ “การสื่อความหมายโดยวิธีอื่น” ตามี่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ได้ให้การรับรองและคุ้มครองให้สามารถที่จะกระทำได้

แต่ทั้งนี้ ไม่ใช่ว่าจะสร้างภาพยนตร์อย่างไรก็ได้ตามใจฉัน แต่จะสร้างได้โดยมีโดยมีข้อยกเว้น กล่าวคือ รัฐสามารถที่จะจำกัดเสรีภาพในเรื่องดังกล่าวได้ “เฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัวหรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชน” เท่านั้น

นอกจากนี้ การที่จะจำกัดสิทธิในการสร้างภาพยนตร์ มันจะต้องพิจารณาถึงกฎหมายเฉพาะที่เกี่ยวข้องด้วย ซึ่ง กฎหมายฉบับที่ว่านั้น คือ "พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551" ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ.2551

กฎหมายฉบับนี้ มีสาระสำคัญหลักๆ ดังนี้

"พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551"

มาตรา 4 "ในพระราชบัญญัตินี้
“ภาพยนตร์” หมายความว่า วัสดุที่มีการบันทึกภาพหรือภาพและเสียงซึ่งสามารถนำมาฉายให้เห็นเป็นภาพที่เคลื่อนไหวได้อย่างต่อเนื่อง แต่ไม่รวมถึงวีดิทัศน์
“วีดิทัศน์” หมายความว่า วัสดุที่มีการบันทึกภาพ หรือภาพและเสียงซึ่งสามารถนำมาฉายให้เห็นเป็นภาพที่เคลื่อนไหวได้อย่างต่อ เนื่องในลักษณะที่เป็นเกมการเล่น คาราโอเกะที่มีภาพประกอบหรือลักษณะอื่นใดตามที่กำหนดในกฎกระทรวง..."


มาตรา 4 คือ บทบัญญัติที่กำหนดว่า สิ่งใดเป็น "ภาพยนตร์" สิ่งใดเป็น "วีดิทัศน์"

มาตรา 18 "คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(1) อนุญาตการสร้างภาพยนตร์ต่างประเทศในราชอาณาจักร
(2) ตรวจพิจารณาและกำหนดประเภทภาพยนตร์ที่จะนำออกฉาย ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายในราชอาณาจักร
(3) อนุญาตการนำวีดิทัศน์ออกฉาย ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายในราชอาณาจักร
(4) อนุญาตการนำสื่อโฆษณาออกโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ในราชอาณาจักร
(5) อนุญาตการส่งภาพยนตร์หรือวีดิทัศน์ออกไปนอกราชอาณาจักร
(6) ปฏิบัติการอื่นตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการพิจารณา ภาพยนตร์และวีดิทัศน์หรือตามที่รัฐมนตรีหรือคณะกรรมการมอบหมาย"


มาตรา 25 "ภาพยนตร์ที่จะนำออกฉาย ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายในราชอาณาจักรต้องผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะ กรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์
"

จากมาตรา 18 และมาตรา 25 นั้น คือ บทบัญญัติที่กำหนดอำนาจของคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งในมาตรานี้ ได้กำหนดหน้ที่หนึ่งของคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ไว้ประการหนึ่ง คือ มีอำนาจในการตรวจพิจารณาและกำหนดประเภทภาพยนตร์ที่จะนำออกฉายได้ พูดง่ายๆ ก็คือ เป็น ผู้ตัดสินชะตาชีวิตของหนังว่าเรื่องได้จะอยู่ เรื่องใดจะไป นั่นเอง

ในการตรวจพิจารณาภาพยนตร์นั้น กฎหมายได้มีการกำหนดจัดประเภทภาพยนตร์ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า "การจัดเรตติ้ง" ไว้อย่างชัดเจนในมาตรา 26 ดังนี้

มาตรา 26 "ในการตรวจพิจารณาภาพยนตร์ตามมาตรา 26 ให้คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์กำหนดด้วยว่าภาพยนตร์ดังกล่าวจัด อยู่ในภาพยนตร์ประเภทใด ดังต่อไปนี้
(1) ภาพยนตร์ที่ส่งเสริมการเรียนรู้และควรส่งเสริมให้มีการดู
(2) ภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
(3) ภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับผู้มีอายุตั้งแต่สิบสามปีขึ้นไป
(4) ภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับผู้มีอายุตั้งแต่สิบห้าปีขึ้นไป
(5) ภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับผู้มีอายุตั้งแต่สิบแปดปีขึ้นไป
(6) ภาพยนตร์ที่ห้ามผู้มีอายุต่ำกว่ายี่สิบปีดู
(7) ภาพยนตร์ที่ห้ามเผยแพร่ในราชอาณาจักร
ความใน (6) มิให้ใช้บังคับแก่ผู้ดูซึ่งบรรลุนิติภาวะโดยการสมรส
หลักเกณฑ์ในการกำหนดว่าภาพยนตร์ลักษณะใดควรจัดอยู่ในภาพยนตร์ประเภทใดให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง"




ตามมาตรา 26 แสดงให้เห็นแล้วว่า ประเทศไทยนั้น ก็มีการจัดเรตติ้งภาพยนตร์ เช่นดียวกับในต่างประเทศ แม้ว่าจะมีความแตกต่างกันในรายละเอียดบ้างเล็กน้อย

สำหรับกฎกระทรวงที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 26 เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ว่าภาพยนตร์เรื่องใดควรจัดให้อยู่ในเรตติ้งใดนั้น ตามนี้ครับ

กฎกระทรวง กำหนดลักษณะของประเภทภาพยนตร์ พ.ศ.2552



ข้อ 1 "ภาพยนตร์ที่ส่งเสริมการเรียนรู้และควรส่งเสริมให้มีการดู มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้
(1) เนื้อหาส่งเสริมการศึกษา จริยธรรม ศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี หรือศีลธรรมอันดีของชาติ
(2) เนื้อหาส่งเสริมความรู้หรือความเข้าใจในการพัฒนาสังคม ครอบครัว หรือคุณภาพชีวิตหรือการรักษาทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม
(3) เนื้อหาส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ ความรับผิดชอบ หรือจิตสำนึกเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือประวัติศาสตร์ของชาติ"




ข้อ 2 "ภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป มีลักษณะ ดังต่อไปนี้
(1) เนื้อหาที่ให้ความรู้หรือก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชนหรือให้ความบันเทิงเป็นการทั่วไป
(2) ไม่มีลักษณะของภาพยนตร์ตามข้อ 3 ข้อ 4 และข้อ 5"




ข้อ 3 "ภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับผู้มีอายุตั้งแต่สิบสามปีขึ้นไป ต้องไม่มีลักษณะ ดังต่อไปนี้
(1) เนื้อหาที่น่ากลัวสยองขวัญ หรือแสดงการกระทำที่รุนแรง ทารุณโหดร้าย หรือขาดมนุษยธรรม
(2) เนื้อหาที่แสดงพฤติกรรมทางเพศที่ส่อไปในทางลามกอนาจาร
(3) เนื้อหาที่แสดงวิธีการก่ออาชญากรรมหรือใช้อาวุธซึ่งอาจชักจูงหรือส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบ
(4) เนื้อหาที่แสดงวิธีการใช้สารเสพติด
(5) เนื้อหาเกี่ยวกับลัทธิหรือคำสั่งสอนที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดีหรือขนบธรรมเนียมประเพณี ซึ่งอาจชักจูงให้ผู้ชมหลงเชื่อ
(6) ใช้ภาษาที่ไม่เหมาะสมในลักษณะของคำหยาบคายหรือลามก"




ข้อ 4 "ภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับผู้มีอายุตั้งแต่สิบห้าปีขึ้นไป ต้องไม่มีลักษณะ ดังต่อไปนี้
(1) เนื้อหาที่สยองขวัญ หรือแสดงการกระทำที่รุนแรง ทารุณโหดร้าย หรือขาดมนุษยธรรม
(2) เนื้อหาที่แสดงพฤติกรรมทางเพศที่ส่อไปในทางลามกอนาจาร
(3) เนื้อหาที่แสดงวิธีการก่ออาชญากรรมหรือใช้อาวุธซึ่งอาจชักจูงหรือส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบ
(4) เนื้อหาที่แสดงวิธีการใช้สารเสพติด
(5) เนื้อหาเกี่ยวกับลัทธิหรือคำสั่งสอนที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดีหรือขนบธรรมเนียมประเพณี ซึ่งอาจชักจูงให้ผู้ชมหลงเชื่อ"




ข้อ 5 "ภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับผู้มีอายุตั้งแต่สิบแปดปีขึ้นไป ต้องไม่มีลักษณะ ดังต่อไปนี้
(1) เนื้อหาที่แสดงการมีเพศสัมพันธ์ที่เห็นอวัยวะเพศ
(2) เนื้อหาที่แสดงวิธีการก่ออาชญากรรมที่มีผลกระทบต่อสังคมอย่างรุนแรง และอาจชักจูงหรือส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบ
(3) เนื้อหาที่แสดงวิธีการใช้สารเสพติดซึ่งอาจชักจูงใจให้ผู้ชมเกิดพฤติกรรมเลียนแบบ"




ข้อ 6 "ภาพยนตร์ที่ห้ามผู้มีอายุต่ำกว่ายี่สิบปีดู มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้
(1) เนื้อหาที่แสดงการมีเพศสัมพันธ์ที่เห็นอวัยวะเพศหรือการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองหรือผู้อื่น
(2) เนื้อหาที่แสดงวิธีการก่ออาชญากรรมซึ่งอาจชักจูงหรือส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบ
(3) เนื้อหาที่แสดงวิธีการใช้สารเสพติด
(4) เนื้อหาเกี่ยวกับลัทธิหรือคำสั่งสอนที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดี หรือขนบธรรมเนียมประเพณีซึ่งอาจชักจูงให้ผู้ชมหลงเชื่อ"




ข้อ 7 "ภาพยนตร์ที่ห้ามเผยแพร่ในราชอาณาจักร มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้
(1) เนื้อหาที่กระทบกระเทือนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
(2) สาระสำคัญของเรื่องเป็นการเหยียดหยามหรือนำความเสื่อมเสียมาสู่ศาสนาหรือไม่เคารพต่อปูชนียบุคคล ปูชนียสถาน หรือปูชนียวัตถุ
(3) เนื้อหาที่ก่อให้เกิดการแตกความสามัคคีระหว่างคนในชาติ
(4) เนื้อหาที่กระทบกระเทือนต่อสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศ
(5) สาระสำคัญของเรื่องเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์
(6) เนื้อหาที่แสดงการมีเพศสัมพันธ์ที่เห็นอวัยวะเพศ"

ในกรณีที่คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ เห็นควรว่าภาพยนตร์เรื่องใด ไม่เหมาะสมอย่างกับสภาพสังคมไทยอย่างมาก ก็มีอำนาจตามมาตรา 29 ดังนี้

มาตรา 29 "ในการพิจารณาอนุญาตภาพยนตร์ตามมาตรา 25 ถ้าคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์เห็นว่าภาพยนตร์ใดมีเนื้อหาที่เป็นการบ่อนทำลาย ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรืออาจกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของรัฐและเกียรติภูมิของประเทศไทยให้คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์มีอำนาจสั่งให้ผู้ขออนุญาตแก้ไขหรือตัดทอนก่อนอนุญาตหรือจะไม่อนุญาตก็ได้"

กรณีที่ภาพยนตร์เรื่องใดถูก "แบน" แล้ว ใครก็ตามที่นำภาพยนตร์ดังกล่าวออกเผยแพร่ ไม่ว่าจะฉายในโรงภาพยนตร์ ส่งต่อ โพสในเว็บ ฯลฯ มีความเสี่ยงเป็นความผิดตามกฎหมายนะครับ

แต่ถ้าไม่พอใจคำสั่งของคณะกรรมการฯ ก็สามารถอุทธรณ์คำสั่งได้นะ

มาตรา 66 "คำสั่งไม่อนุญาตตามมาตรา 20 มาตรา 25 มาตรา 33 มาตรา 34 มาตรา 47 มาตรา 49 หรือมาตรา ๔๗ ซึ่งได้นำมาใช้บังคับโดยอนุโลมตามมาตรา ๕๒ คำสั่งเพิกถอนการอนุญาตหรือคำสั่งห้ามสร้างภาพยนตร์ต ามมาตรา ๖๓ ของคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ผู้ได้รับคำสั่งมีสิทธิอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการได้ภายใน สิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง
ให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้ แล้วเสร็จภายในสามสิบ วันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ถ้าพิจารณาไม่เสร็จภายใ นกำหนดระยะเวลาดังกล่าวให้ถือว่าเห็นด้วยกับคำอุทธรณ์
คำวินิจฉัยของคณะกรรมการให้เป็นที่สุด"

เมื่อคณะกรรรมการฯทบทวนคำสั่งที่อุทธรณ์แล้ว มีคำสั่งอย่างไร ให้ถือเป็นที่สุด ถ้าไม่พอใจ ไปฟ้องศาลปกครองเพิกถอนคำสั่งเอาเองภายใน 90 วัน

มาตรา 77 "ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๒๓ วรรคหนึ่ง หรือนำภาพยนตร์ตามมาตรา 26(7) ออกเผยแพร่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"

โห... โทษเยอะขนาดนี้ งั้นไม่เอาภาพยนตร์ไปให้คณะกรรมการฯ จัดเรตติ้งได้มัย จะได้เอาออกเผยแพร่ได้.... ไม่ได้นะครับ มีโทษเหมือนกัน

มาตรา 78 "ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 25 วรรคหนึ่ง มาตรา 28 วรรคสอง มาตรา 34 วรรคหนึ่ง หรือมาตรา 49 วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท"

รายละเอียดเพิ่มเติม พรบ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 โหลดได้จากที่นี่นะครับ
http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2551/A/042/116.PDF

เมื่อดูข้อกฎหมายแล้ว ลองมาดูข้อเท็จจริงกันดีกว่า



ตามจดหมายตอบจากกระทรวงวัฒตธรรมกรณีแบน "Insects in The Backyard" มีการกล่าวว่า ภาพยนตร์เรืองนี้ มีฉากที่...

1. “เนื้อหาโดยรวมเป็นการถ่ายทอดลักษณะเนื้อหาเกี่ยวกับการร่วมเพศระหว่างชายกับชาย หญิงกับหญิง และชายกับหญิง”
2. "มีการสูบบุหรี่ ดื่มสุราในขณะแต่งกายเครื่องแบบนักเรียนอยู่หลายตอน”
3. “มีการเสนอขายบริการทางเพศในขณะที่แต่งกายเครื่องแบบนักเรียน”
4. “มีการแสดงออกไปในทางที่ไม่ถูกต้อง เช่น การที่ให้เด็กหญิงและเด็กชายประกอบอาชีพขายตัวหรือโสเภณี แทนที่จะแก้ปัญหาโดยหาทางออกด้วยวิธีการอื่น”
5. “มีการนำเสนอการฆ่าพ่อซึ่งแม้จะเป็นความฝันแต่ก็ไม่สมควรจะมีฉากเหล่านี้”
6. “มีฉากให้เด็กขายบริการทางเพศในชุดนักเรียน มีการสอนให้เด็กสูบบุหรี่ ดื่มสุรา และสอนวิธีการเล้าโลม . . . อาจทำให้สังคมและผู้ชมแม้จะมีอายุเกิน ๒๐ ปีก็ตาม เกิดความเข้าใจผิดและเกิดการเลียนแบบ”


ด้วยเหตุผลดังกล่าว ภาพยนตร์เรื่องนี้ จึงถูก "แบน" ด้วยเหตุผลที่ว่า "ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี"

ส่วนภาพยนตร์เรื่อง "Love จุลินทรีย์ : รักมันใหญ่มาก" ที่ถูกแบนทีเซอร์ มีสาเหตุมาจาก...

"มีการฉายให้เห็นภาพที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพของนักแสดงซึ่งเป็นวัยรุ่น ทำท่าเหมือนจะจูบกันแบบปากชนปาก" ซึ่งขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน

จึงเกิดคำถามและการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในวงการภาพยนตร์ว่า การแบน เหล่านี้ ถูกต้องชอบธรรมแล้วหรือไม่?

แล้วไอ้คำกว้างๆที่ว่า "ความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดีของประชาชน" นี่ล่ะ มันแปลว่าอะไร?

ความสงบเรียบร้อยของประชาชน (Public Order) หมายถึง ภาวะความเป็นอยู่ของประชาชนที่อยู่ร่วมกันในสังคม โดยมีความปลอดภัยในชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สิน และในการดำเนินชีวิตโดยปรกติสุข

ศีลธรรมอันดีของประชาชน (Public Morals) หมายถึง มาตรฐานทางศีลธรรมและจริยธรรมซึ่งนิยมกันอยู่ในสังคมหนึ่ง ๆ ไม่ว่าจะโดยความนับถือเช่นจารีตประเพณีทั่วๆไป เรียกว่าเป็น "แรงกดดันจากสังคม" (Social Pressure) หรือโดยการบังคับใช้ผ่านกฎหมายหรือผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย เรียก "แรงกดดันจากบ้านเมือง" (Legal Pressure) ทั้งนี้ เพื่อเป็นปทัสถานหรือแนวที่สมาชิกในสังคมพึงปฏิบัติต่อสังคมนั้นๆ

ในแง่มุมเชิงกฎหมายนั้น คำว่า "ความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน" นั้น เป็นถ้อยคำที่มีความหมาย "กว้างมากกกกกกกกกกกกก" ) และเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ไม่สามารถที่จะระบุไว้อย่างชัดเจนและครอบคลุมได้ในตัวบทกฎหมาย ซึ่งเรื่องนี้ โดยปรกติ เป็นเรื่องที่ศาลจะเป็นผู้ตีความเป็นรายกรณีๆไป อย่างไรก็ดี ตาม พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนแล้วว่าให้ "คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และ วีดิทัศน์" เป็นผู้ชี้ขาดได้ และในกรณีที่ไม่เห็นชอบกับคำสั่งของคณะกรรมการฯ ก็สามารถอุทธรณ์คำสั่งได้

ข้อสังเกตในเบื้องต้น จากข้อกฎหมาย ก็พบว่า ไอ้ถ้อยคำที่ว่า "เนื้อหาเกี่ยวกับลัทธิหรือคำสั่งสอนที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดี หรือขนบธรรมเนียมประเพณี ซึ่งอาจชักจูงให้ผู้ชมหลงเชื่อ" นั้น จริงๆ มัน ปรากฎอยู่ใน ลักษณะที่เข้าข่ายเรตหนัง ฉ.13+, ฉ.18+, ฉ.20+ ได้ทั้งนั้นเลยนะ อย่างนี้ก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของคณะกรรมการฯ น่ะสิ

เมื่อเรื่องเหล่านี้ อยู่ในดุลพินิจของคณะกรรมการฯ สิ่งที่น่าจะเหมาะสมที่สุดก็ คือ ไม่ใช่ว่า สิ่งที่เราเห็น แล้วเราไม่ชอบนั้น เป็นสิ่งที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนด้วย แต่จะต้องพิจารณาถึงสภาพสังคมในปัจจุบันด้วยว่า มีลักษณะเป็นอย่างไร จะเอามาตรฐานที่ใช้บังคับในสมัยก่อน มาตัดสินข้อเท็จจริงในปัจจุบัน มันก็อาจไม่ค่อยเหมาะสมก็ได้

ในกรณีที่จะต้องตัดสินว่าจะ "แบน" ภาพยนตร์เรื่องใด สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้น ก็คงจะต้องเป็นเรื่อง "การใช้ดุลพินิจในการตัดสินโดยอยู่บนมาตรฐานเดียวกันโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ" ซึ่งโดยส่วนตัว ผมก็ยอมรับนะว่า ภาพยนตร์เรื่อง "Insects In The Backyard" นั้น มีหลายฉากที่สุ่มเสี่ยงที่จะมีผลกระทบต่อขนบธรรมเนียมประเพณีของสังคมไทยที่มีอยู่ในปัจจุบัน แต่สำหรับฉากจูบกันในภาพยนตร์เรื่อง "Love จุลินทรีย์ : รักมันใหญ่มาก" นั้น ยังไม่น่าจะถึงขนาดที่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชนนะ เพราะสังคมปัจจุบันนี้ คงปฏิเสธไม่ได้หรอกว่า วัยรุ่นไทย ไม่เคยมีหรือรับไม่ได้กับพฤติกรรมในลักษณะนี้ (อย่าบอกนะว่า ไม่เคยเห็นเด็กเค้าจูบกัน...แล้วที่มันท้องกันตั้งแต่เล็กแต่น้อยแล้วไปทำแท้งนี่มันอะไร)

ทำความเข้าใจแะยอมรับกันซักนิดเถอะครับ ว่าสังคมเราในปัจจุัน มันเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อมและได้รับกระแสจากต่างประเทศมาเยอะมากๆ สังคมมันเปลี่ยนไปแล้ว กฎหมายมันก็เปลี่ยนตามแล้ว เราก็ควรจะต้องเปลี่ยนทัศนคติให้ก้าวตามสิ่งต่างๆให้ทันด้วยนะครับ

นอกจากนี้ ในการใช้ดุลพินิจของคณะกรรมการฯ ไม่ได้มีการให้เหตุผลไว้อย่างชัดเจนเท่าที่ควร จึงเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า ความเห็นของคณะกรรมการฯ นั้น เป็นธรรมหรือไม่ และสอดคล้องกับสภาพสังคมตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมของไทยในปัจจุบันแล้วหรือไม่

ทางที่ดี ถ้าจะสั่งแบนภาพยนตร์เรื่องใด ถ้าความเห็นที่ออกมานั้นมีเหตุผลรองรับ มันน่าจะดีกว่าที่เป็นอยู่อย่างทุกวันนี้ คนเขาจะได้ไม่วิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่โปร่งใสและมีอคตินะครับ

อีกประเด็นหนึ่ง ที่ภาพยนตร์เรื่อง "Insects in The Backyard" ถูกแบนนั้น ด้วยเหตุผลที่ว่าเป็น "สื่อลามกอนาจาร" ความผิดฐานนี้ ต้องไปดู ฐานความผิดใน ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287 ดังนี้ครับ

ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 287 "ผู้ใด
(1) เพื่อความประสงค์แห่งการค้า หรือโดยการค้าเพื่อการแจกจ่ายหรือเพื่อ การแสดงอวดแก่ประชาชน ทำ ผลิต มีไว้ นำเข้าหรือยังให้นำเข้าในราชอาณาจักร ส่งออก หรือยังให้ส่งออกไปนอกราชอาณาจักรพาไปหรือยังให้พาไปหรือทำให้แพร่หลายโดยประการใด ๆซึ่งเอกสารภาพเขียน ภาพพิมพ์ ภาพระบายสี สิ่งพิมพ์ รูปภาพภาพโฆษณา เครื่องหมาย รูปถ่าย ภาพยนตร์ แถบบันทึกเสียงแถบบันทึกภาพหรือสิ่งอื่นใดอันลามก
(2) ประกอบการค้า หรือมีส่วนหรือเข้าเกี่ยวข้องในการค้าเกี่ยวกับวัตถุหรือสิ่งของ ลามกดังกล่าวแล้ว จ่ายแจกหรือแสดงอวดแก่ประชาชนหรือให้เช่าวัตถุหรือสิ่งของเช่นว่านั้น
(3) เพื่อจะช่วยการทำให้แพร่หลาย หรือการค้าวัตถุหรือสิ่งของลามกดังกล่าวแล้ว โฆษณาหรือไขข่าวโดยประการใด ๆ ว่ามีบุคคลกระทำการอันเป็นความผิดตามมาตรานี้ หรือ โฆษณาหรือไขข่าวว่าวัตถุหรือสิ่งของลากดังกล่าวแล้วจะหาได้จากบุคคลใด หรือโดยวิธีใด
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ"

โดยปรกติ กรณีที่จะเป็นการกระทำที่เข้าข่ายเป็นความผิดทางอาญานั้น ผู้กระทำจะต้องมี "เจตนา" ซึ่งในส่วนนี้ เข้าใจว่าทางผู้กำกับ ทำภาพยนตร์เรื่องนี้ออกมา คงไม่ได้เอามาใช่ในลักษณะที่จะสื่อถึงแต่เรื่องลามก แต่กลับมุ่งประสงค์ที่จะตีแผ่ถึงสภาพสังคมในอีกมุมมองหนึ่งที่อาจจะไม่มีใครรู้ ซึ่งส่วนตัว คิดว่าคงยังไม่ถึงขนาดเป็นความผิดตามกฎหมายข้อนี้

เอาเป็นว่า ถ้าหนังเรื่องไหนมันถึงขนาดที่มีเนื้อหา ฆ่าพ่อ ล่อแม่ หมิ่นสถาบัน หรือการกระทำอื่นใดในลักษณะเดียวกันนี้ ส่วนตัว ผมก็เห็นด้วยนะถ้าหนังประเภทนั้นจะถูกแบน แต่ถ้าหนังมันไม่ได้โหดขนาดนั้น การจัดเรตติ้งหนังให้เหมาะสมกับสภาพสังคมและบังคับใช้อย่างเคร่งครัด ไม่ต้องถึงขนาดแบนกันก็ได้ มันก็ไม่ต่างอะไรกับการที่ผู้หญิงตั้ังครรภ์ ท้องแก่จะคลอดแล้ว ดันมาแท้งในตอนสุดท้าย มันน่าเศร้าใจนะครับ สำหรับหัวอกของคนทำภาพยนตร์

หรือคุณเห็นว่ายังไงครับ?

หากบทความนี้มีข้อบกพร่องประการใด ข้าน้อยขอรับไว้แต่เพียงผู้เดียว แต่หากบทความนี้จะมีประโยชน์แก่ท่านไม่มากก็น้อย ขอคุณความดีนี้ จงบังเกิดแก่คณาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทความรู้ให้แก่ข้าน้อย ตลอดจนวงการนิติศาสตร์สืบไป

@Onizugolf Smiley

อ้างอิง
- กก.วัฒนธรรมฯลงดาบแบนทีเซอร์ "เลิฟเลิฟ จุลินทรีย์ รักมันใหญ่มาก" อ้างมีฉาก "จูบ" ในชุด น.ร., http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1294800567&grpid=00&catid&subcatid
- เรตของภาพยนตร์, http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C
- 'เรทหนัง" คืออะไร แล้วเค้าแบ่งกันยังไง, http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=xymm&date=14-02-2005&group=4&blog=1
- เสรีภาพที่ขัดต่อศีลธรรมอันดี: สำรวจข้อกฎหมายในกรณีไม่อนุญาตให้ฉาย INSECTS IN THE BACKYARD, http://onopen.com/node/5689
- "Insects In the Backyard" กับคำสั่ง "ห้ามฉาย"!!, http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1289987097&grpid=01&catid=08

ขอขอบคุณ ลูกพี่ @JEDIYUTH ที่เอื้อเฟื้อข้อมูลประกอบครับ

บทความนี้ สามารถนำไปใช้ได้โดยไม่ต้องขออนุญาต แต่กรุณาแสดงที่มาและแนบลิ้งไว้ด้วย (เพราะอาจมีการแก้ไขเพิ่มเติมเนื้อหาเป็นระยะ) และต้องไม่ใช้เพื่อการแสวงหาประโยชน์ในทางธุรกิจ




 

Create Date : 12 มกราคม 2554   
Last Update : 13 มกราคม 2554 16:12:05 น.  


กฎหมายเบื้องต้น กับ อุบัติเหตุรถตู้

เมื่อวันก่อน (27 ธันวาคม 2553) ได้ทราบข่าวน่าสลดใจเกี่ยวกับอุบัติเหตุรถตู้ชนกับรถเก๋งบทโทลล์เวย์ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตหลายคน

ลองนั่งนึกๆดูแล้วก็พบว่า... อุบัติเหตุในลักษณะนี้ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งในสังคมปัจจุบัน แล้วเหตุไม่คาดฝันในลักษณะอย่างนี้นั้น ใครจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบภายใต้กฎหมายกันล่ะ หรือว่าผู้ขับรถโดยประมาทจะไม่มีความผิดอะไรเลย?

งั้นขอถือโอกาสนี้ นำเสนอกฎหมายที่น่าจะเกี่ยวข้องกับเหตุน่าสลดใจนี้สักนิดนะครับ



การขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย กฎหมายไทยได้กำหนดให้การกระทำดงกล่าวเป็นความผิดต่อกฎหมายหรือไม่ และมีโทษอย่างไร?

โดยหลักการ การกระทำความผิดที่จะต้องรับโทษทางอาญานั้น สิ่งที่ขาดไม่ได้อย่างแรกคือ การกระทำดังกล่าวจะต้องมี "เจตนา" แต่ในบางกรณี แม้จะไม่ได้เจตนา แต่กระทำไปด้วย "ความประมาท"

ประมวกฎหมายอาญา
มาตรา 59 "บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำ โดยเจตนาเว้นแต่จะได้กระทำความโดยประมาท ในกรณีที่กฎหมาย บัญญัติให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทำโดยประมาท หรือเว้นแต่ในกรณี ที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดให้ต้องรับผิดแม้ได้กระทำโดยไม่มี เจตนา
กระทำโดยเจตนา ได้แก่กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำและ ในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการ กระทำนั้น
ถ้าผู้กระทำมิได้รู้ข้อเท็จจริง อันเป็นองค์ประกอบของความผิดจะ ถือว่าผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำ นั้นมิได้
กระทำโดยประมาท ได้แก่กระทำความผิดมิใช่โดยเจตนา แต่ กระทำโดยปราศจากความระมัดระวัง ซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่
การกระทำ ให้หมายความรวมถึงการให้เกิดผลอันหนึ่งอันใดขึ้น โดยงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลนั้นด้วย"

ดังนั้น ในการที่จะพิจารณาว่า คนที่ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายได้รับโทษตามกฎหมายหรือไม่นั้น ก็ต้องดูว่า มีกฎหมายฉบับใดหรือไม่ กำหนดให้การกระทำดังกล่าวเป็นความผิด

ซึ่งในกรณีนี้ กฎหมายได้บัญญัติเอาไว้อย่างชัดเจนว่า แม้จะไม่เจตนา แต่กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายนั้น เป็นความผิดตามกฎหมาย ตามประวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ดังนี้

ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 291 "ผู้ใดกระทำโดยประมาทและการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปีและปรับไม่เกินสองหมื่นบาท"

จากมาตราข้างต้น ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย โทษสูงสุด คือ จำคุกไม่เกิดสิบปีและปรับไม่เกินสองหมื่นบาท"

แล้วขับรถยังไงล่ะที่เรียกได้ว่าประมาท? ลองดูตัวอย่างแล้วกันครับ

คำพิพากษาฎีกาที่ 4151/2536 "ที่จำเลยฎีกาว่าผู้ตายขับรถจักรยานยนต์โดยประมาทเลี้ยวตัดหน้ารถจักรยานยนต์ที่จำเลยขับในระยะกระชั้นชิดขณะจำเลยขับรถแซงขึ้นหน้ารถของผู้ตายนั้น เห็นว่า การที่จำเลยขับรถด้วยความเร็วสูงตามหลังรถผู้ตายโดยไม่เว้นระยะให้ห่างพอที่จะหยุดหรือหลบหลีกได้ทันเมื่อมีเหตุจำเป็น และขณะแซงก็มิได้ให้สัญญาณ จนเป็นเหตุให้รถจำเลยพุ่งเข้าชนรถผู้ตายขณะเลี้ยวขวาข้ามถนนตัดหน้ารถจำเลย ย่อมถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยประมาทปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในฐานะจำเลยจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และจำเลยอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้แต่หาได้ใช้เพียงพอไม่ จำเลยจึงมีความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายดังฟ้อง"

คำพิพากษาฎีกาที่ 127/2503 "การขับรถยนต์ตามหลังรถคันอื่นนั้น ควรต้องเว้นระยะให้ห่างมากพอ ที่จะหยุดรถได้ทันโดยไม่ชนรถคันหน้า ยิ่งถนนมีฝุ่นตลบ ก็ย่อมจะต้องระมัดระวังเว้นระยะให้ห่างมากขึ้น เมื่อจำเลยไม่เว้นระยะดังกล่าวแล้ว รถของจำเลยไปชนรถคันหน้า ป็นเหตุให้คนตาย ย่อมถือได้ว่า จำเลยขับรถยนต์โดยประมาททำให้คนตาย ตามมาตรา 291"

คำพิพากษาฎีกาที่ 2082/2517 "จำเลยขับรถยนต์ แซงรถบรรทุกดิน ซึ่งจอดอยู่ที่ของถนนด้านซ้าย ในเส้นทางของรถจำเลย ซึ่งเข้าไปในเส้นทางของรถ โจทก์ร่วมที่กำลังสวนทางมา และตรงที่เกิดเหตุ มีเส้นแบ่งแนวจราจร เป็นเส้นทึบ คู่ท้ายขับรถไปตามเส้น หรือออกนอกเส้นทางไปทางขวา เป็นเหตุให้รถทั้งสองคันชนกัน ในเส้นทางของรถโจทก์ร่วม จำเลยชอบที่จะให้ความระมัดระวัง ให้เพียงพอกับวิสัย และพฤติการณ์ โดยมองไปข้างหน้าว่า มีพยานพาหนะอื่นใด สวนทางมาหรือไม่ หรือหากมองไม่เห็น เพราะมีส่วนโค้งของถนน หรือสะพานบังอยู่ ก็ชอบที่จะชะลอรถ เมื่อเห็นว่าปลอดภัยดีแล้ว จึงค่อยแซงรถ ที่จอดอยู่ขึ้นไป เมื่อจำเลยมิได้ใช้ความระมัดระวังดังว่านี้ จึงนับว่า เป็นความประมาทของจำเลย หาใช่อุบัติเหตุไม่

คำพิพากษาฎีกาที่ 280/2518 "จำเลยขับรถยนต์บรรทุกหิน ประมาณ 70 ไมล์ต่อชั่วโมง ผ่านทางแยกซึ่งมีคนพลุกพล่านและแซงรถยนต์บรรทุกซึ่งจอดริมถนนห่างทางแยกประมาณ 5 วา เป็นการขับรถโดยความประมาท แม้จะปรากฏว่า รถยนต์โฟล์คสวาเกน ซึ่งล้ำเข้ามา เฉี่ยวชนรถจำเลย ในเส้นทางของรถจำเลย ก็ไม่ทำให้จำเลยพ้นผิดไปได้ ความผิดตาม พระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2508 มาตรา 7 ไม่จำต้องเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น" เป็นต้่น

กรณีมีผู้เสียชีวิต บุพการี (โดยทางสายเลือด), ผู้สืบสันดาน (โดยทางสายเลือด หรือ สามีภริยา (โดยทางกฎหมาย) สามารถดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดดังกล่าวได้ ตามที่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 กำหนดไว้

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 5 "บุคคลเหล่านี้จัดการแทนผู้เสียหายได้
(1) ผู้แทนโดยชอบธรรม หรือ ผู้อนุบาล เฉพาะแต่ในความผิดซึ่งได้กระทำต่อผู้เยาว์หรือผู้ไร้ความสามารถซึ่งอยู่ในความดูแล
(2) ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยา เฉพาะแต่ในความผิดอาญาซึ่งผู้เสียหาย ถูกทำร้ายถึงตาย หรือบาดเจ็บจนไม่สามารถ จะจัดการเองได้
(3) ผู้จัดการ หรือ ผู้แทนอื่นๆของนิติบุคคล เฉพาะความผิดซึ่งกระทำลงแก่ นิติบุคคล นั้น"

แม้ตามปรกติ คดีเกี่ยวกับการขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นนั้น พนักงานสอบสวนสามารถที่จะเปรียบเทียบปรับได้ ไม่ต้องนำเรื่องไปถึงชั้นศาล แต่ในกรณีที่ ความประมาทเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตนั้น พนักงานสอบสวนไม่สามารถเปรียบเทียบปรับได้ เรื่องต้องขึ้นถึงชั้นศาลแน่นอน

แล้วในกรณีที่อ้างว่า คนขับรถที่ขับรถโดยประมาทมีอายุ 17 ปี ล่ะ? มีผลในทางกฎหมายหรือไม่ อย่างไร?

กรณีที่อ้างว่า อายุ 17 ปี... แน่ๆ ต้องไม่มีใบขับขี่ ก็ผิด "พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522" ด้วยสิ กฎหมายเค้าว่าไว้อย่างนี้

พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522
มาตรา 46 "ผู้ขอใบอนุญาตขับรถตามมาตรา 43 (1) ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
(1) มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์..."

มาตรา 64 "ผู้ใดขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"

ดังนั้น ถ้าข้อเท็จจริงปรากฎว่า คนขับรถอายุไม่เกิน 18 ปีบริบูรณ์ ย่อมไม่มีใบขับขี่ ต้องระวางโทษตามพรบ.รถยนต์ พ.ศ.2522 เพียงจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

แต่แค่ไม่มีใบขับขี่นี่ ยังไม่ถือว่าขับรถโดยประมาทนะ!!!!! ลองดูคำพิพากษาฎีกานี้ครับ

คำพิพากษาฎีกาที่ 294/2501 "จำเลยขับรถไม่มีใบขับขี่ แต่จำเลยขัยรถเป็นและเคยขับรถคันที่เกิดเหตุนี้มาแล้ว จำเลยขับรถวิ่งมาตามปกติธรรมดาไม่ปรากฏว่ามีการประมาทแต่อย่างใด แม้จะทับคนตายดังนี้ เพียงแต่จำเลยไม่มีใบขับขี่อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย และข้อบังคับเท่านั้น หาเป็นการกระทำโดยประมาทไม่ ทั้งประมวลกฎหมายอาญามาตรา 59 ก็มิได้บัญญัติไว้ว่าเป็นการประมาท ฉะนั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานทำให้คนตายโดยประมาท"

เมื่อกล่าวอ้างว่าเป็นเยาวชนที่มีอายุไม่ถึง 18 ปีบริบูรณ์ เมื่อมีการกระทำความผิดอาญาขึ้น จะต้องอยู่ในอำนาจของ "ศาลเยาวชนและครอบครัว" ในการที่จะพิจารณาพิพากษาดำเนินคดีต่อไป ตามที่ "พระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534" บัญญัติไว้ ดังนี้

"พระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534"
มาตรา 11 "ศาลเยาวชนและครอบครัวมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่ง ในคดี ดังต่อไปนี้
(1) คดีอาญาที่มีข้อหาว่าเด็กหรือเยาวชนกระทำความผิด..."

ซึ่งเมื่อคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลเยาวชนฯแล้ว กรณีที่เยาวชนขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ส่วนใหญ่ศาลจะให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจก่อนแล้วจึงตัดสิน

โดยในการสืบเสาะและพินิจนั้น ก็เป็นดลพินิจของศาลที่จะสั่งให้สืบเสาะในเรื่องใด แต่ส่วนใหญ่แล้ว ศาลจะสั่งให้พนักงานคุมประพฤติไปสืบเสาะและพินิจเกี่ยวกับประวัติ สถานะครอบครัว ฐานะและสภาพแวดล้อมของผู้ขับรถประมาทหรือจำเลย รวมทั้งการเยียวยาบรรเทาความเสียหายและพฤติการณ์แห่งคดีด้วย โดยในระหว่างสืบเสาะและพินิจนั้น เยาวชนผู้ขับรถประมาทหรือจำเลยต้องถูกขังไว้ หากไม่อยากถูกขังก็ต้องเตรียมหลักประกันไปขอประกันตัวต่อศาล

นอกจากนี้ สิทธิพิเศษที่จะได้รับกรณีที่ผู้กระทำความผิดเป็นเยาวชน คือ....

พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546
มาตรา 27 "ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาหรือเผยแพร่ทางสื่อมวลชนหรือสื่อสารสนเทศประเภทใด ซึ่งข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็กหรือผู้ปกครอง โดยเจตนาที่จะทำให้เกิดความเสียหายแก่จิตใจ ชื่อเสียง เกียรติคุณ หรือสิทธิประโยชน์อื่นใดของเด็ก หรือเพื่อแสวงหาประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ"

"พระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534"
มาตรา 93 "ห้ามมิให้ผู้ใดบันทึกภาพ แพร่ภาพ พิมพ์รูป หรือบันทึกเสียงแพร่เสียงของเด็กหรือเยาวชนซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิด หรือโฆษณาข้อความซึ่งปรากฏในทางสอบสวนของพนักงานสอบสวนหรือในทางพิจารณาคดีของศาลที่อาจทำให้บุคคลอื่นรู้จักตัว ชื่อตัว ชื่อสกุล ของเด็กหรือเยาวชนนั้น หรือโฆษณาข้อความเปิดเผยประวัติการกระทำความผิด หรือสถานที่อยู่ สถานที่ทำงาน หรือสถานศึกษาของเด็กหรือเยาวชนนั้น"

จากกฎหมายทั้งสองข้อดังกล่าว ส่งผลให้ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของเด็กออกสื่อไม่ได้นะครับ

นอกจากการกระทำดังกล่าว จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาแล้ว ยังเป็นความผิดตามกฎหมายฉบับอื่นด้วยนะ

กฎหมายฉบับที่ว่าก็คือ "พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522" ผิดหลายฐานความผิดมากๆ ดังนี้

1. ความผิดฐานขับรถโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย

"พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522"
มาตรา 43 "ห้ามมิให้ผู้ขับขี่รถ
(1) ในขณะหย่อนความสามารถในอันที่จะขับ
(2) ในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น
(3) ในลักษณะกีดขวางการจราจร
(4) โดยประมาทหรือน่าหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือ ทรัพย์สิน
(5) ในลักษณะที่ผิดปกติวิสัยของการขับรถตามธรรมดา หรือไม่อาจแลเห็นทางด้านหน้าหรือด้านหลัง ด้านใดด้านหนึ่งหรือทั้งสองด้านได้พอ แก่ความปลอดภัย
(6) คร่อมหรือทับเส้นหรือแนวแบ่งช่องเดินรถ เว้นแต่เมื่อเปลี่ยนช่อง เดินรถ เลี้ยวรถ หรือกลับรถ
(7) บนทางเท้าโดยไม่มีเหตุอันสมควร เว้นแต่รถลากเข็นสำหรับทารถ คนป่วยหรือคนพิการ
(8) โดยไม่คำนึ่งถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น"

มาตรา 160 "ผู้ใดไม่ปฏิบัติตาม มาตรา 78 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน สามเดือน หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าการไม่ปฏิบัติตาม มาตรา 78 เป็นเหตุให้บุคคลอื่นได้รับอันตรายสาหัส หรือตาย ผู้ไม่ปฏิบัติตามต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับตั้งแต่ ห้าพันบาทถึงสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม มาตรา 43 (1) (2) (5) หรือ (8) ต้อง ระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือนหรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"

ดังนั้น ผู้ใดขับรถโดยประมาทอันอาจเกิดอันตรายต่อบุคคล โทษสูงสุด จำคุกไม่เกินสามเดือนหรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

2. ความผิดฐานขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

"พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522"
มาตรา 67 ผู้ขับขี่ต้องขับรถด้วยอัตราความเร็วตามที่กำหนดในกฎกระทรวงหรือตามเครื่องหมายจราจรที่ได้ติดตั้งไว้ในทางเครื่องหมายจราจรที่ติดตั้งไว้ตามวรรคหนึ่ง จะกำหนดอัตราความเร็ว ขั้นสูงหรือขั้นต่ำก็ได้ แต่ต้องไม่เกินอัตราความเร็วที่กำหนดในกฎกระทรวง"

มาตรา 152 "ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม มาตรา 7 มาตรา 10 ทวิ มาตรา 13 วรรคหนึ่ง มาตรา 15 วรรคหนึ่ง มาตรา 16 มาตรา 21 มาตรา 22 มาตรา 23 (1) มาตรา 24 มาตรา 25 มาตรา 26 มาตรา 29 มาตรา 49 มาตรา 50 มาตรา 56 มาตรา 64 มาตรา 67 วรรคหนึ่ง มาตรา 73 วรรค 1 หรือวรรค 3 มาตรา 77 วรรค 1 มาตรา 85 มาตรา 86 มาตรา 89 วรรค 1 มาตรา 90 มาตรา 91 มาตรา 92 มาตรา 93 มาตรา 94 วรรค 1 มาตรา 95 มาตรา 99 มาตรา 127 มาตรา 128 มาตรา 130 หรือไม่ปฏิบัติตามประกาศที่อธิบดีกำหนด ตามมาตรา 15 วรรค 2 หรือไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงที่ออกตาม มาตรา 77 วรรค 2 หรือมาตรา 96 วรรค 2 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท"

ดังนั้น การขับรถเร็วกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด โทษสูงสุด คือ ปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท

มาดูตัวอย่างกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5188/2549 "ความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายแก่กายจำเลยมีความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี"

คำพิพากษาฎีกาที่ 114/2537 "ภายหลังจากเกิดเหตุรถชนกันแล้ว มีผู้นำผู้ตาย และโจทย์ร่วมส่งโรงพยาบาล ผู้ตายถึงแก่ความตายในคืนนั้น ส่วนจำเลยอยู่ในที่เกิดเหตุประมาณ 2 นาทีแล้วหลบหนีไป ต่อมาอีก 6 วันจำเลยเข้ามอบตัวสู้คดีดังนี้ การที่จำเลยไม่ให้ความช่วยเหลือตามสมควร ไม่แสดงตัว และแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที่ เป็นเหตุให้โจทย์ร่วมได้รับอันตรายสาหัส และผู้ตายถึงแก่ความตาย การกระทำของจำเลย จึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ ม.160 วรรคสอง"

แต่ความผิดตาม "พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522" นั้น โดยปรกติเป็นความผิดต่อรัฐ ซึ่ง "รัฐ" เท่านั้น เป็นผู้เสียหาย เว้นแต่ กรณีที่มีผู้ได้รับความเสียหายจาการกระทำนั้นโดยตรง กฎหมายให้ถือว่า ผู้นั้นเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายเช่นเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6235/2551 "คดีอาญาในความผิดฐานขับรถยนต์บรรทุกโดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้ อื่นได้รับความเสียหายตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 ซึ่งความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวรัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย เมื่อโจทก์ไม่ได้เป็นผู้เสียหายหรือคู่ความในคดีอาญา ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาจึงไม่ผูกพันโจทก์ในคดีนี้ การพิพากษาคดีส่วนแพ่งในคดีนี้ศาลไม่จำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำ พิพากษาคดีส่วนอาญา เหตุสุดวิสัยจะต้องเป็นเรื่องที่ไม่อาจป้องกันได้แม้จะได้ใช้ความระมัดระวัง ตามสมควรแล้วก็ตาม อุปกรณ์ต่างๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นตัวรถย่อมมีทั้งที่อยู่ภายนอกและภายใน อุปกรณ์บางชิ้นตรวจสอบได้ด้วยสายตา บางชิ้นเสื่อมสลายไปตามสภาพการใช้งาน ซึ่งล้วนแต่ต้องตรวจตราจากผู้ใช้งานทั้งสิ้น เมื่อเหตุเกิดขึ้นจากอุปการณ์ในตัวรถ จึงไม่เหตุสุดวิสัย"

แล้วอย่างนี้ ผู้เสียหายจะเรียกค่าเสียหายได้มั๊ย??

ในส่วนของค่าเสียหายนั้น ต้องไปว่ากันในทางแพ่ง ซึ่ง ต้องพิจารณาตาม "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" ซึ่งมีการกำหนดไว้อย่างชัดเจนดังนี้

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 420 "ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น"

มาตรา 438 "ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด
อนึ่ง ค่าสินไหมทดแทนนั้นได้แก่การคืนทรัพย์สินอันผู้เสียหาย ต้องเสียไปเพราะละเมิด หรือใช้ราคาทรัพย์สินนั้น รวมทั้งค่าเสียหาย อันจะพึงบังคับให้ใช้เพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันได้ก่อขึ้นนั้นด้วย"

กรณีขับรถโดยประมาท ถือเป็นการกระทำละเมิด ซึ่งสามารถเรียกค่าเสียหายตามกฎหมายได้ ส่วนค่าเสียหายจะเรียกได้มากน้อยเพียงใดนั้น โดยทั่วๆไป ศาลจะพิจารณาจากหลักฐานต่างๆ ถ้าไม่เคยทำความผิด ไม่เมา และมีคนอื่นร่วมในการประมาทนั้นด้วยหรือไม่ และต้องดูความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วย ซึ่งก็ต้องไปว่ากันต่อไปในชั้นศาล

แล้วพ่อแม่ของเด็กล่ะ ต้องร่วมรับผิดหรือไม่?

ในส่วนความรับผิดของบิดามารดานั้น ในทางอาญา มิได้เป็นผู้กระทำความผิด ย่อมไม่ต้องรับผิดในทางอาญาแต่อย่างใด แต่ในส่วนความรับผิดทางแพ่ง ซึ่งเป็นเรื่องชดใช้ค่าเสียหายนั้น ต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ต่อไปว่าประมาทในการดูแลบุตรของตนหรือไม่?

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 429 "บุคคลใดแม้ไร้ความสามารถเพราะเหตุเป็นผู้เยาว์หรือวิกลจริต ก็ยังต้องรับผิดในผลที่ตนทำละเมิด บิดามารดาหรือผู้อนุบาลของบุคคลเช่นว่านี้ย่อมต้องรับผิดร่วมกับเขาด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลซึ่งทำอยู่นั้น"

แต่นอกจากความรับผิดทางแพ่งแล้ว บิดามารดาอาจต้องรับผิดตาม "พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546" ด้วย

พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546
มาตรา 25
"ผู้ปกครองต้องไม่กระทำการดังต่อไปนี้
(1) ทอดทิ้งเด็กไว้ในสถานรับเลี้ยงเด็กหรือสถานพยาบาลหรือไว้กับบุคคลที่รับจ้างเลี้ยงเด็กหรือที่สาธารณะ
หรือสถานที่ใด โดยเจตนาที่จะไม่รับเด็กกลับคืน
(2) ละทิ้งเด็กไว้ ณ สถานที่ใด ๆ โดยไม่จัดให้มีการป้องกันดูแลสวัสดิภาพหรือให้การเลี้ยงดูที่เหมาะสม
(3) จงใจหรือละเลยไม่ให้สิ่งที่จำเป็นแก่การดำรงชีวิตหรือสุขภาพอนามัยจนน่าจะเกิดอันตรายแก่ร่างกายหรือ
จิตใจของเด็ก
(4) ปฏิบัติต่อเด็กในลักษณะที่เป็นการขัดขวางการเจริญเติบโตหรือพัฒนาการของเด็ก
(5) ปฏิบัติต่อเด็กในลักษณะที่เป็นการเลี้ยงดูโดยมิชอบ"

มาตรา 26 "ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งกฎหมายอื่น ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการ ดังต่อไปนี้
(1) กระทำหรือละเว้นการกระทำอันเป็นการทารุณกรรมต่อร่างกายหรือจิตใจของเด็ก
(2) จงใจหรือละเลยไม่ให้สิ่งจำเป็นแก่การดำรงชีวิตหรือการรักษาพยาบาลแก่เด็กที่อยู่ในความดูแลของตน
จนน่าจะเกิดอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจของเด็ก
(3) บังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิด
(4) โฆษณาทางสื่อมวลชนหรือเผยแพร่ด้วยประการใด เพื่อรับเด็กหรือยกเด็กให้แก่บุคคลอื่นที่มิใช่ญาติของเด็ก เว้นแต่เป็นการกระทำของทางราชการหรือได้รับอนุญาตจากทางราชการแล้ว
(5) บังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริม ยินยอม หรือกระทำด้วยประการใดให้เด็กไปเป็นขอทาน เด็กเร่ร่อน หรือใช้เด็กเป็นเครื่องมือในการขอทานหรือการกระทำผิด หรือกระทำด้วยประการใดอันเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากเด็ก
(6) ใช้ จ้าง หรือวานเด็กให้ทำงานหรือกระทำการอันอาจเป็นอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโต หรือขัดขวางต่อพัฒนาการของเด็ก
(7) บังคับ ขู่เข็ญ ใช้ ชักจูง ยุยง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กเล่นกีฬาหรือให้กระทำการใด เพื่อแสวงหาประโยชน์ทางการค้าอันมีลักษณะเป็นการขัดขวางต่อการเจริญเติบโตหรือพัฒนาการของเด็กหรือมีลักษณะเป็นการทารุณกรรมต่อเด็ก
(8) ใช้หรือยินยอมให้เด็กเล่นการพนันไม่ว่าชนิดใดหรือเข้าไปในสถานที่เล่นการพนัน สถานค้าประเวณี หรือสถานที่ที่ห้ามมิให้เด็กเข้า
(9) บังคับ ขู่เข็ญ ใช้ ชักจูง ยุยง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กแสดงหรือกระทำการอันมีลักษณะลามกอนาจาร ไม่ว่าจะเป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าตอบแทนหรือเพื่อการใด
(10) จำหน่าย แลกเปลี่ยน หรือให้สุราหรือบุหรี่แก่เด็ก เว้นแต่การปฏิบัติทางการแพทย์
ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งมีโทษตามกฎหมายอื่นที่หนักกว่าก็ให้ลงโทษตามกฎหมายนั้น"

มาตรา 78 "ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 26 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินสามหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"

ข้อมูลเบื้องต้น เป็นข้อเท็จจริงที่จะต้องไปสืบต่อไปในชั้นศาล แต่ก่อนที่จะพิสูจน์ได้ว่าใครเป็นผู้กระทำความผิด "บุคคลทุกคน" ย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน จึงได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะพิพากษาถึงที่สุดว่าได้กระทำผิดจริง

ประมวลกฎหมายวิธิพิจารณาความอาญา
มาตรา 227 "ให้ศาลใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงอย่าพิพากษาลงโทษจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำผิดจริงและจำเลย เป็นผู้กระทำความผิดนั้น
เมื่อมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำผิดหรือไม่ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลย"

ดังนั้น ก่อนที่จะมีการพิสูจน์กันในทางกฎหมาย อย่าเพิ่งรีบไปตัดสินใครเลยนะครับ การวิพากษ์วิจารณ์โดยขาดสติ อาจส่งผลกระทบต่อใครหลายๆคนก็ได้นะครับ (เช่น ตอนนี้ มีผู้ที่ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นคนก่อเหตูขึ้นมา โดนด่าเสียหายหมด ทั้งๆที่ไมเกี่ยวอะไรเลยแท้ๆนา)

เอาล่ะ กฎหมายหลักๆที่เกี่ยวข้อง ก็น่าจะประมาณนี้ ก่อนจะจบบล๊อกนี้ ก็ขอยกพุทธศาสนสุภาษิต ขึ้นประกอบซักหน่อย...



"ปมาโท มจฺจุโน ปทํ : ความประมาทเป็นทางแห่งความตาย"


พุทธศาสนสุภาษิต ท่านว่าไว้ว่า ความประมาทเป็นหนทางแห่งความตาย ไม่ได้บอกว่า คนที่ประมาทจะต้องตาย แต่ความตายที่ว่า... มันอาจจะเกิดกับผู้อื่นก็เป็นได้ ทางทีดี ถ้าจะไม่ให้เกิดความเสียหายไม่ว่าจะต่อตนเอง ต่อคนอื่น เราควรครองตนด้วยความไม่ประมาทน่าจะเป็นสิ่งที่ดี แต่เมื่ออุบัติเหตุมันเป็นเรื่องไม่คาดฝัน บางครั้งก็ยากแก่การที่จะป้องกันได้ ดังนั้น เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นแล้ว เราก็ควรมีมนุษยธรรมและมีน้ำใจที่จะช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยอาจเข้าไปให้ความช่วยเหลือ, ช่วยแจ้งความหรือเรียกรถพยาบาล, ยอมรับผิดเข้ามอบตัวเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

ในการรับรู้รับฟังข่าวสารก็เช่นเดียวกัน อยากให้ทุกท่านรับฟังข้อมูลอย่างมี "สติ" การวิพากษ์วิจารณ์โดยใช้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล ไม่ได้ก็ให้เกิดผลดีกับผู้ใดเลยนะครับ

โดยส่วนตัว ลึกๆผมเชื่อว่า คนไทยใจดี ไม่มีใครอยากทำผิดหรอก แต่ในเมื่อมันเกิดขึ้นไปแล้ว หากผู้กระทำความผิดยอมรับผิดและยอมปล่อยให้กฎหมายเป็นเครื่องพิสูจน์ความจริง สังคมให้อภัยเสมอแหละครับ สังเกตได้จาก ข่าวดาราขับรถชนคนตายที่ผ่านๆมา ยอมรับผิด ดำเนินคดีตามกฎหมาย เยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น เรื่องก็จบอย่าง Happy Ending เกือบทุกครัั้งไป

เหตุการณ์ในครั้งนี้ คงเป็นเครื่องเตือนใจได้อย่างดีว่า "ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม การมี "สติ" ควบคุมการกระทำเอาไว้ ย่อมเป็นทางออกที่ดีที่สุด"

ขอไว้อาลัยกับผู้สูญเสียทุกท่านมา ณ ที่นี้ครับ

@Onizugolf Smiley

อ้างอิง
เปิดคลิปชนสยองบนทางด่วนตายเกลื่อน!, http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryID=419&contentID=112446
'วันชัย'เผยสาว16ขับเก๋ง พ่อแม่ต้องรับผิดด้วย, http://www.thairath.co.th/content/region/137929

บทความนี้ สามารถนำไปใช้ได้โดยไม่ต้องขออนุญาต แต่กรุณาแสดงที่มาและแนบลิ้งไว้ด้วย (เพราะอาจมีการแก้ไขเพิ่มเติมเนื้อหาเป็นระยะ) และต้องไม่ใช้เพื่อการแสวงหาประโยชน์ในทางธุรกิจ




 

Create Date : 29 ธันวาคม 2553   
Last Update : 6 มกราคม 2554 7:49:33 น.  


ทำยังไงดี เมื่อมีคนมาละเมิดสิทธิของท่านบนโลกอินเทอร์เน็ต?


ในโลกอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นพื้นที่ไร้พรมแดนและควบคุมได้ยาก ประกอบกับการที่คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า เรามีสิทธิที่จะพูดหรือแสดงความคิดเห็นอะไรก็ได้ ให้ตายยังไงก็จับไม่ได้หรอก ความเข้าใจในลักษณะนี้ย่อมส่งผลให้ ในโลกอินเทอร์เน็ตซึ่งเป็นสังคมออนไลน์ เกิดความไม่สงบและมักเกิดการกระทบกระทั่ง ทะเลาะเบาะแว้ง และละเมิดสิทธิของผู้อื่น เช่น การหมิ่นประมาท การละเมิดลิขสิทธิ์ ให้เห็นอยู่เสมอ

งั้นจะทำยังไงดีล่ะ ถ้าวันหนึ่ง ท่านนั่งอยู่เฉยๆ แล้วพอมาเล่นเน็ตกลับพบว่า ท่านโดนละเมิดสิทธิในสังคมออนไลน์ เช่น โดนตั้งกระทู้ด่าในเว็บไซต์ เป็นต้น ท่านจะตามล่าตัวผู้ที่ก่อความเสียหายให้เราได้ยังไง?

นี่คือขั้นตอนคร่าวๆ ครับ

1. ตั้งสติให้มั่น และใช้ความนิ่งสยบความเคลื่อนไหว ปล่อยให้เขาพูดไป เข้าตำรา “หมากัดอย่ากัดตอบ” เพราะเมื่อท่านลดตัวลงไปต่อล้อต่อเถียงกับอีกฝ่ายหนึ่ง ในทางกฎหมายอาจถือว่าท่านไม่ใช่ “ผู้เสียหาย” เพราะ ผู้เสียหายที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายนั้น “จะต้องไม่เป็นผู้ที่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๗๘-๗๙/๒๕๐๒ "โจทก์จำเลยทะเลาะกันแล้วต่างคนต่างด่ากัน จำเลยด่าก่อนโจทก์จึงด่าตอบ โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหาย ฟ้องจำเลยว่าดูหมิ่นซึ่งหน้าไม่ได้"

2. เมื่อตั้งสติได้แล้ว ให้ทำการ Save ข้อมูลทั้งหมดที่ปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ที่ท่านอ้างว่า ถูกผู้อื่น ละเมิดสิทธิของท่าน ไม่ว่าจะเป็น การถูกกล่าวพาดพิง, การถูกละเมิดลิขสิทธิ์ เป็นต้น ออกมา เพื่อเอาไปใช้ประกอบการแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

กรณีที่เป็นการถูกกล่าวพาดพิง เป็นเรื่องของหมิ่นประมาท ท่านจะต้องเข้าใจในเบื้องต้นว่า ใครกล่าวพาดพิงอะไรถึงท่านแล้วทำให้ท่านรู้สึกว่า ได้รับความเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นต่อชื่อเสียง เกียรติคุณ หรือทางอื่นใด หากท่านมิได้เป็นฝ่ายเริ่ม เช่น ท่านไม่ได้เป็นคนไปท้า... เป็นต้น ท่านย่อมถือเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายได้

กรณีที่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ท่านจะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายก็ต่อเมื่อ ท่านเป็นผู้มีสิทธิในผลงานของท่านเท่านั้น

2.1 แม้ว่าท่านจะใส่ข้อความในทำนองว่า...

“บทความ ภาพถ่าย และงานสร้างสรรค์ ภายในเว็บไซต์ อันเป็นผลงานของสมาชิก ถือเป็นงานที่มีลิขสิทธิ์ โดยชอบด้วยกฏหมาย ห้าม มิให้ผู้ใดคัดลอก ดัดแปลง ทำซ้ำ ลอกเลียนแบบ เพื่อนำไปใช้งานในเชิงธุรกิจ เช่น ประกอบสื่อสิ่งพิมพ์ ข่าว สื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ สื่อโทรทัศน์ สื่ออินเทอร์เน็ต ฯลฯ โดยไม่ได้รับอนุญาต จากเจ้าของผลงาน หรือเว็บไซต์ฯ เป็นลายลักษณ์อักษร แม้แต่การนำไปเผยแพร่ต่อในสื่อประชาสัมพันธ์อื่นๆ เว็บไซต์ หรือกระดานข่าวใดๆ ที่ไม่ได้เป็นในเชิงธุรกิจก็ตาม ก็จะต้องทำการอ้างอิงถึงที่มา และชื่อเจ้าของผลงานด้วยทุกครั้ง"

ไอ้ประโยคแนวๆนี้นี่ ไม่ได้หมายความว่า งานของท่านเป็นงานที่มีลิขสิทธิ์นะ อย่าเข้าใจผิด

2.2 งานของท่านจะต้องเกิดจากการสร้างสรรค์ของท่านขึ้นมาใหม่ และต้องมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในระดับหนึ่งด้วย การที่ท่านนำเอางานของคนอื่นมา ต่อเติม ดัดแปลง แก้ไขใหม่ แม้จะมีงานใหม่เกิดขึ้น ก็ไม่แน่เสมอไปว่าท่านจะมีลิขสิทธิ์ในงานของท่านนะ

Ex. ท่านเปิดร้านค้ารับสั่งซื้อสินค้าจากเมืองนอกบนเว็บไซต์ ท่านได้สรรหารูปจากเว็บไซต์ต่างๆ เอามาดัดแปลง แต่งเติม สร้างความสวยงามให้แก่เว็บไซต์ของท่าน โดยที่การนำรูปภาพเหล่านั้นมา ไม่ได้ขออนุญาตจากเว็บไซต์เจ้าของ... ท่านไม่มีลิขสิทธิ์ในงานนั้นนะครับ

3. นำข้อมูลที่ Save ไว้ พร้อมกับ หลักฐานแสดงตัวตนของท่าน และ หลักฐานการติดต่อกับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง (กรณีซื้อขายสินค้าในอินเทอร์เน็ต) เข้าดำเนินการแจ้งความดำเนินคดีกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในพื้นที่ที่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น (ที่ที่ท่านเห็นการกระทำความผิด) หรือ พื้นที่ที่ผู้กระทำผิดมีภูมิลำเนา หรือ ต่อกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (MICT) พร้อมให้รายละเอียดหลักฐานให้ครบถ้วน เช่น ไฟล์กระทู้ เป็นต้น เพราะถ้าเอกสารเหล่านี้มีไม่ครบถ้วน เจ้าหน้าที่ตำรวจอาจเห็นว่าท่านไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมาย และไม่รับแจ้งความได้ในที่สุด

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเบื้องต้น ตามนี้เลยครับ

กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
ที่ตั้ง : เลขที่ 120 ม.3 ชั้น 6-9 อาคารรวมหน่วยราชการ บี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ถ.แจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพ 10210
E-Mail : PR@MICT.MAIL.GO.TH
โทรศัพท์ : 02-141-6747
FAX : 02-143-8019
Website : http://www.mict.go.th
แจ้งเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสม ได้ที่นี่ครับ
http://123.242.139.201/main.php?filename=index_complaint

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ที่ตั้ง : ถนนพระราม 1 แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330
Website : http://www.royalthaipolice.go.th/

สำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (สทส.)
ที่ตั้ง : อาคาร 33 ชั้น 4 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถนนพระรามที่ 1 แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330
โทรศัพท์ : 02-205-2627
FAX : 02-205-1889
Website : http://ecybercrime.police.go.th/

4. แจ้งให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการส่งจดหมายขอข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไปยัง “ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (Internet Service Provider หรือ ISP)" ที่มีอำนาจดูแลเว็บไซต์ที่มีการพาดพิงเกิดขึ้น ซึ่งผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตดังกล่าว อาจจะเป็นผู้ที่ได้รับสัมปทานจากรัฐ, หน่วยงานเอกชน, หน่วยงานการศึกษา หรือหน่วยงานราชการก็ได้ เพื่อให้ได้ให้ได้มาซึ่ง “ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์” ซึ่งได้แก่ IP Address หรือ Log File เป็นต้น

พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐
มาตรา ๓ “ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์” หมายความว่า ข้อมูลเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารของระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งแสดงถึงแหล่งกำเนิด ต้นทาง ปลายทาง เส้นทาง เวลา วันที่ ปริมาณ ระยะเวลาชนิดของบริการ หรืออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อสื่อสารของระบบคอมพิวเตอร์นั้น”

หมายเหตุ
- เวลาที่ปรากฏในกระทู้ จะเป็นเวลาตาม server ของเว็บไซต์นั้นๆ ซึ่งอาจจะคลาดเคลื่อนกับเวลาตาม server ของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ดังนั้น ต้องนำหลักฐานการลงความเห็นไปเทียบหา user ใน Log File ของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต
- ให้รีบติดต่อไปที่ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตโดยเร็วที่สุด เพราะ Log File นั้น โดยปรกติ ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตจะดำเนินการจัดเก็บเอาไว้เพียง 90 วัน ซึ่งเป็นขั้นต่ำสุดที่กฎหมายกำหนดไว้เท่านั้น และเมื่อเวลาดังกล่าวผ่านพ้นไปแล้วอาจไม่สามารถหาข้อมูลมาตรวจสอบได้

พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐
มาตรา ๒๖ “ผู้ให้บริการ เช่น อินเทอร์เน็ตคาเฟ่ ผู้ให้บริการสัญญาณอินเทอร์เน็ต กลุ่มผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ช รวมถึงมหาวิทยาลัย ต้องเก็บข้อมูลการเข้าใช้งานระบบคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้บริการไม่น้อยกว่าเก้า สิบวัน เพื่อใช้ติดตามผู้กระทำความผิดมาลงโทษ หากผู้ให้บริการไม่ปฏิบัติตามนี้ ปรับสูงสุดถึงห้าแสนบาท”

ทั้งนี้ ในการติดต่อประสานงานกับทางผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเพื่อขอให้ทางหน่วยงานดังกล่าวดำเนินการระงับการเผยแพร่ข้อมูลที่พาดพิงท่าน ท่านควรแจ้งผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ถึง หน้าเว็บ หรือ กระทู้ที่มีการพาดพิงเกิดขึ้น พร้อมทั้งส่งหลักฐานที่เกี่ยวข้อง พร้อมหลักฐานแสดงตนว่าเป็นเจ้าทุกข์ตัวจริงไปด้วย ซึ่งอาจจะเป็นสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน (กรณีเป็นบุคคลธรรมดา) หรือ สำเนาหนังสือรับรองบริษัท (กรณีเป็นนิติบุคคล) เพื่อให้ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต เชื่อถือว่าท่านเป็นผู้มีส่วนได้เสียในเรื่องดังกล่าวจริง

5. อย่าลืมขอให้ทางผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตทำการลบเว็บไซต์หรือกระทู้นั้นออกจากระบบ เพื่อเป็นการจำกัดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่ตัวท่านด้วยนะ

6. เมื่อทางผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตได้ดำเนินการลบหน้าเว็บไซต์ที่มีการพาดพิงออกไปแล้ว อย่าลืมแจ้งทาง Google เพื่อให้ดำเนินการลบ Cache ออกจากระบบด้วย เพราะถ้าไม่ทำอย่างนี้ เวลาทำการสืบค้นใน Google มันยังอาจปรากฏชื่อท่านอยู่ก็ได้ โดยในการแจ้งลบ Cache กับทาง Google ท่านสามารถแจ้งได้เข้าหน้าเว็บนี้ครับ

http://www.google.com/support/websearch/bin/topic.py?hl=th&topic=13926

โดยดูทางด้านขวาล่าง จะเห็นคำว่า "เครื่องมือขอลบหน้าเว็บ" ให้คลิ๊กเข้าไปแล้วนำ link ที่ท่านต้องการลบใส่ไว้ในช่องว่าง หลังจากนั้นก็รอสัก 2-3 วัน

ทั้งนี้ ทาง Google จะลบเว็บไซต์พิพาทออกจากระบบต่อเมื่อ link นั้น ได้ถูกลบออกไปแล้วโดย Webmaster ของเว็บหลักแล้วเท่านั้น

7. นำข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ที่ได้ เช่น IP Address ( หมายเลขอินเทอร์เน็ต หรือ หมายเลขประจำตัวของคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะมีหมายเลขไม่ซ้ำกันเลย ประกอบด้วยตัวเลข 4 ชุด ที่คั่นกลางด้วย “.” โดยตัวเลขในแต่ละชุดจะมีค่าได้ตั้งแต่ 0 จนถึง 255) ไปตรวจสอบในเบื้องต้นว่าผู้ให้บริการรายใดเป็นผู้กำหนดหมายเลข IP Addressนั้นๆ โดยอาจทำได้ด้วยวิธีง่ายๆ คือ เอาหมายเลข IP Address ไปกรอกใส่ใน

http://www.ip-th.com/ หรือ http://www.checkdomain.com

ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ IP Address คลิ๊กที่นี่เลยครับ
http://www.varietypc.net/main/archives/692

8. เมื่อได้ชื่อหน่วยงานของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตที่กำหนดค่า IP Address แล้ว ให้ทางพนักงานเจ้าหน้าที่ประสานงานกับหน่วยงานดังกล่าวอีกชั้นหนึ่ง เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลของผู้ใช้บริการ อาทิ ชื่อ นามสกุล ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์

เท่านี้ ท่านก็ได้ข้อมูลในเบื้องต้นเพียงพอที่จะดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่มาละเมิดสิทธิของท่านแล้วครับ



สำหรับผู้ที่สนใจหลักเกณฑ์เบื้องต้นเกี่ยวกับ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 เชิญกดที่นี่ครับ

http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=onizugolf&date=22-10-2010&group=1&gblog=3

หากบทความนี้มีข้อบกพร่องประการใด ข้าน้อยขอรับไว้แต่เพียงผู้เดียว แต่หากบทความนี้จะมีประโยชน์แก่ท่านไม่มากก็น้อย ขอคุณความดีนี้ จงบังเกิดแก่คณาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทความรู้ให้แก่ข้าน้อย ตลอดจนวงการนิติศาสตร์สืบไป

ด้วยความปรารถนาดี

@Onizugolf

บทความนี้ สามารถนำไปใช้ได้โดยไม่ต้องขออนุญาต แต่กรุณาแสดงที่มาและแนบลิ้งไว้ด้วย (เพราะอาจมีการแก้ไขเพิ่มเติมเนื้อหาเป็นระยะ) และต้องไม่ใช้เพื่อการแสวงหาประโยชน์ในทางธุรกิจ




 

Create Date : 24 ธันวาคม 2553   
Last Update : 1 มกราคม 2554 17:33:46 น.  


"รู้อวตาร์ แต่ไม่รู้ใจ" กฎหมายกับกรณีเทพไอทีถูกแจ้งความดำเนินคดี

ไม่ได้เข้ามาตามข่าวสารในทวิตเตอร์เสียนาน พอได้มีโอกาสเข้ามาตามข่าว ก็เจอข่าวใหญ่อลังการกระจายเต็ม Timeline เลย คือ กรณีสุดยอดเทพไอทีท่านหนึ่ง ถูกแจ้งความดำเนินคดีจากการที่ทวีตเชิญชวนเพื่อนร่วมทวิตภพให้มาร่วมลงทุนในธุรกิจและโกงเงินไปกว่า 14 ล้านบาท (ขออนุญาตไม่เอ่ยนามนะครับ ละไว้ในฐานที่เข้าใจแล้วกัน)



เนื้อหาตามข่าวโดยสรุป คือ เทพไอทีท่านหนึ่ง ได้ทวีตเชิญชวนเพื่อนๆในทวิตเตอร์มาร่วมลงทุนในกิจการแล้วตกลงว่าจะแบ่งเปอร์เซ็นต์ที่ได้ให้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปซักระยะหนึ่ง กลับไม่ได้นำเงินที่ได้ไปมาแบ่งคืนให้แก่เจ้าของเงินผู้ร่วมลงทุน จึงเกิดเป็นคดีความขึ้นตามหน้าหนังสือพิมพ์ เลยขอถือโอกาสนี้ นำเสนอหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องตามข่าวซักนิด

กรณีที่มีการหลอกลวงจริงตามที่เป็นข่าว จะเป็นอย่างไร?

กรณีที่ท่านเทพไอทีตามข่าว ได้กระทำการหลอกลวงจริงตามที่ถูกแจ้งความดำเนินคดีนั้น กฎหมายที่เกี่ยวข้องในกรณีนี้คือ เรื่อง “ฉ้อโกง” ซึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา ได้บัญญัติหลักเกณฑ์และบทลงโทษเอาไว้ดังนี้





ความผิดฐานฉ้อโกง

มาตรา 341 “ผู้ใดโดยทุจริตหลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควร บอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวง หรือบุคคลที่สาม ถอนหรือทำลายเอกสารสิทธิ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

องค์ประกอบของความผิด โดยสรุป มีดังนี้

1.ต้องมีการกระทำ คือ การหลองลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือ ปกปิดข้อเท็จจริงซึ่งควรบอกให้ผู้ถูกหลอกลวงทราบโดยชัดแจ้ง ซึ่งกรณีที่ปรากฎตามข่าว คือ ข้อความที่อ้างว่า ท่านเทพไอทีได้ทวีตเชิญชวนให้ผู้อื่นเอาเงินมาร่วมลงทุนในธุรกิจ โดยแจ้งว่า พอดำเนินธุรกิจได้กำไรแล้วจะแบ่งกำไรครึ่งหนึ่งมาจ่ายเป็นผลตอบแทนให้

2.ข้อความที่แสดงนั้น จะต้องเป็นเท็จและต้องเป็นเหตุการณ์ในอดีตหรือปัจจุบัน ไม่ใช่เหตุการณ์ในอนาคต เว้นแต่เหตุการณ์ในอนาคตนั้นพออนุมานได้ว่าเป็นการแสดงถึงเหตุการณ์ในปัจจุบันรวมอยู่ด้วย เช่น การหลอกลวงขอเงินผู้เสียหายไปทำอะไรซักอย่าง แต่ในความเป็นจริงไม่เคยมีการดำเนินการตามคำที่บอกไว้เลย เป็นต้น

3.ผู้กระทำความผิดจะต้องรู้ว่า ข้อความที่กล่าวนั้นเป็นเท็จและจะต้องเป็นการกล่าวในลักษณะที่ยืนยันข้อเท็จจริง ไม่ใช่เป็นเพียงการคาดคะเนหรือความคิดเห็น

4.การแสดงข้อความเท็จนั้น ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นเท็จทั้งหมด อาจเป็นเท็จแค่บางส่วนก็ได้

5.การหลอกลวงนั้น จะต้องเป็นเหตุให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินจากผู้ที่ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม คือ จะต้องมีการหลอกลวง “ก่อน” ที่จะได้รับทรัยพ์สินจากผู้ที่ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ถ้าครอบครองทรัพย์สินนั้นอยู่ก่อนแล้วค่อยหลอกลวง ไม่ใช่ฉ้อโกง ซึ่งกรณีตามข่าว ได้มีการทวีตเชิญชวนให้มาร่วมทุนก่อนที่จะมีการโอนเงินให้ภายหลัง

6.การแสดงข้อความอันเป็นเท็จนั้น ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นการกระทำโดยทางวาจาเท่านั้น แต่อาจกระทำได้โดยทาง กิริยาท่าทาง ลายลักษณ์อักษร เครื่องขยายเสียง การโพสในเว็บไซต์ หรือแม้แต่การทวีตก็ได้

7.การหลอกลวง จะต้องเป็นการที่ทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหลงเชื่อและส่งมอบทรัพย์สินหรือทำให้เขาทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ ให้ด้วยความเต็มใจ หากกระทำไปเพียงเพราะความสงสารหรือเพื่อจะเอาไว้เป็นพยานหลักฐานในการฟ้องร้องดำเนินคดีหรือไม่เชื่อจึงไม่ยอมทำตามคำหลอกลวงนั้น การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดเพียงฐานพยายามฉ้อโกงเท่านั้น

8.การปกปิดความจริงที่ควรบอกให้แจ้ง กล่าวคือ ผู้กระทำความผิดจะต้องรู้ข้อเท็จจริงแล้วนิ่งเสียไม่บอกให้เขาทราบ อันเป็นเหตุให้ได้มาซึ่งทรัพย์สิน

นอกจากความผิดฐานฉ้อโกงแล้ว กฎหมายยังได้กำหนดบทลงโทษที่หนักยิ่งขึ้นกว่าเดิม ในกรณีที่เป็น "การฉ้อโกงประชาชน" ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้

ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน

มาตรา 343 “ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 341 ได้กระทำด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน หรือด้วยการปกปิดความจริง ซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชนผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าการกระทำความผิดดังกล่าวในวรรคแรก ต้องด้วยลักษณะดังกล่าวในมาตรา 342 อนุมาตราหนึ่งอนุมาตราใดด้วย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท”


องค์ประกอบของความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนนี้จะอิงกับความผิดฐานฉ้อโกงข้างต้น แต่จะมีรายละเอียดที่แตกต่างออกไป โดยสรุป ดังนี้

1. การกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนนั้นผู้กระทำจะต้องมีการกระทำความผิดฐานฉ้อโกง "ก่อน" และการกระทำนั้นเป็นการกระทำ "ต่อประชาชนโดยทั่วไปมิใช่เฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง" หากมีผู้หลงเชื่อแม้เพียงคนเดียวจนผู้ฉ้อโกงได้รับทรัพย์สินไป ก็เป็นการฉ้อโกงประชาชนแล้ว

2. การฉ้อโกงประชาชน ไม่ได้พิจารณาถึงเฉพาะถึงจำนวนผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวงมากหรือน้อยเป็นเกณฑ์ แต่ถือตาม “เจตนา” ของผู้กระทำความผิด

คำพิพากษาฎีกาที่ 6645-6646/2548 “การแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชนในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ตาม ป.อ. มาตรา 343 ไม่ได้ถือเอาจำนวนผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวงว่ามากหรือน้อย แต่ถือเอาเจตนาแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชนเป็นสำคัญ โดยจะพิจารณาจากวิธีการในการหลอกลวง จำนวนผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวงมาประกอบด้วยเท่านั้น”

คำพิพากษาฎีกาที่ 1663/2535 “จำเลยมีเจตนาหลอกลวงบุคคลทั่วไปโดยไม่จำกัดตัวผู้ถูกหลอกลวงว่าเป็นผู้ใด จำเลยมีเจตนาหลอกลวงทุกคนที่ทราบเรื่องแล้วมาสมัครงานกับจำเลยโดยมิได้มีเจตนาที่จะหลอกลวงเฉพาะผู้เสียหายบางคนที่จำเลยเป็นผู้ชักชวนให้ไปทำงานที่ประเทศอังกฤษ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ตามมาตรา 343”

คำพิพากษาฎีกาที่ 340/2512 “จำเลยวางแผนประกาศทางหนังสือพิมพ์รายวันเปิดรับสมัครบุคคลมาทำงานกับบริษัทเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อมาสมัครทำงานโดยวางอัตราเงินเดือนสูง วางระเบียบให้ต้องซื้อหุ้นอย่างน้อย 1 หุ้นเป็นเงิน 900 บาท บริษัทตั้งขึ้นแล้วจำเลยก็มิได้ดำเนินกิจการการค้าดังวัตถุประสงค์แต่อย่างใด สินค้าในบริษัทก็ไม่มี ถือได้ว่าจำเลยก่อตั้งบริษัทดำเนินกิจการด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน เพื่อหลอกลวงประชาชน ผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343”

คำพิพากษาฎีกาที่ 870/2549 “การโฆษณาหรือประกาศให้ปรากฏต่อประชาชนหรือการกระทำด้วยประการใดๆ ให้ปรากฏแก่บุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไป อันจะทำให้เป็นความผิดสำเร็จฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ไม่จำเป็นที่จำเลยที่ 1 จะต้องกระทำการดังกล่าวต่อผู้เสียหายแต่ละคนด้วยตนเองตั้งแต่ต้นทุกครั้ง เป็นคราวๆไป เพียงแต่จำเลยที่ 1 แสดงข้อความดังกล่าวให้ปรากฏแก่ผู้เสียหายแม้เพียงบางคน แต่เป็นผลให้ประชาชนหลงเชื่อและนำเงินมาให้จำเลยที่ 1 กู้ยืม ก็ถือว่าเป็นการกระทำความผิดแล้ว ข้อสำคัญที่ทำให้ความผิดสำเร็จอยู่ที่ในการนั้นเป็นเหตุให้ตนหรือบุคคลใดได้ เงินกู้ยืมไปจากผู้ถูกหลอกลวง ดังนั้นการที่ผู้เสียหายแต่ละคนนำเงินมาให้กู้ยืมและจำเลยที่ 1 รับไว้ ถือว่าเป็นความผิดสำเร็จสำหรับผู้เสียหายแต่ละคน จึงเป็นความผิดหลายกรรมตามจำนวนผู้เสียหาย”

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 563/2531 “จำเลย โฆษณาหลอกลวงนักศึกษาของมหาวิทยาลัยรามคำแหงเพื่อขายข้อสอบที่จำเลยเขียน ขึ้นเองเพื่อให้นักศึกษาที่ซื้อข้อสอบจากจำเลยหลงเชื่อว่าเป็นข้อสอบจริงที่ จะออกสอบ การกระทำของจำเลยไม่เป็นการหลอกลวงประชาชนทั่วไป จำเลยจึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 คงมีความผิดตามมาตรา 341 เท่านั้น”

คำพิพากษาฎีกาที่ 1051/2510 “ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 บัญญัติให้ลงโทษผู้กระทำผิดฐานหลอกลวงประชาชน โจทก์ฟ้องว่าจำเลยหลอกลวง ช.กับพวก รวม 10 คนไม่ได้ฟ้องว่าหลอกลวงประชาชน จำเลยคงมีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341 เท่านั้น แม้จะมิได้มีฝ่ายใดฎีกาขึ้นมาศาลฎีกาก็ชอบที่จะปรับบทลงโทษที่ถูกได้”

ข้อแตกต่างที่สำคัญของความผิดฐานฉ้อโกงและฉ้อโกงประชาชนนั้น อยู่ที่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 348

มาตรา 348 “ความผิดในหมวดนี้ นอกจากความผิดตามมาตรา 343 เป็นความผิดอันยอมความได้”

กล่าวคือ ความผิดฐานฉ้อโกงนั้น เป็น "ความผิดอันยอมความได้" ซึ่งผู้เสียหายจะต้องแจ้งความดำเนินคดีภายใน 3 เดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องกระทำความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด มิฉะนั้น คดีขาดอายุความ และหากแม้ผู้เสียหายแจ้งความดำเนินคดีแล้ว ต่อมาไม่ติดใจเอาเรื่องต่อไปแล้วถอนแจ้งความหรือถอนฟ้อง คดีเป็นอันระงับลงทันที แต่ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนนั้น เป็น "ความผิดอันยอมความไม่ได้" แม้ผู้เสียหายจะไม่ติดใจเอาความแล้วก็ตาม รัฐต้องดำเนินการสืบสวนสอนสวนคดีจนถึงที่สุด และอายุความของคดีนี้ นานถึง 10 ปี นับแต่วันที่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น

จากข้อเท็จจริงที่ปรากฎตามข่าว เมื่อมีการทวีตเชิญชวนให้คนอื่นมาร่วมลงทุนแล้วไม่ยอมทำตามที่ตกลงกันไว้ ย่อมสุ่มเสี่ยงที่การกระทำดังกล่าวจะเข้าข่ายเป็นการฉ้อโกงประชาชนได้ ซึ่งในกรณีที่มีการนำคดีขึ้นสู่ศาล ฝ่ายโจทก์ จะต้องนำสืบให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยให้ได้ว่า มีเจตนาที่จะหลอกลวงเอาเงินจากโจทก์ไปจริงตั้งแต่ต้น ซึ่งการพิสูจน์ถึง "เจตนา" ซึ่งเป็นเรื่องภายในจิตใจของคนนั้น อย่างรู้กันว่ามันทำได้ "ยากมาก"

อย่างไรก็ดี เรื่องที่เกิดขึ้น อาจตีความได้ว่าเป็นการขอกู้ยืมเงินมาลงทุนในกิจการหรือการร่วมกันลงทุนในกิจการเพื่อหากำไรร่วมกันก็ได้ ซึ่งมันอาจเข้าข่ายเป็น "สัญญาทางแพ่ง" ไม่ใช่คดีอาญา โดยหากตีความดังนี้ ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าฉ้อโกง ก็อาจหลุดพ้นจากความรับผิดในทางอาญา ตำรวจก็จะไม่มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการใดๆ ก็ต้องไปฟ้องร้องกันในทางแพ่งต่อไป

ซึ่งในทางแพ่ง มันก็ต้องแยกดูเป็นกรณีๆด้วยว่า กรณีตามข่าวนี้ มันเป็นเรื่อง "ผิดสัญญากู้ยืมเงิน" หรือ "เป็นการร่วมกันลงทุนหากำไรในลักษณะเป็นหุ้นส่วนกัน" เพราะผลในทางกฎหมายและวิธีการตั้งเรื่องพิสูจน์ในศาลมันแตกต่างกัน (ต้องไปดูข้อเท็จจริงตอนที่มีการทวีตว่ามีเนื้อหาว่าอย่างไร)

ในกรณีที่เป็นการผิดสัญญากู้ยืม อาจต้องใช้พยานหลักฐานเป็นหนังสือด้วย ตามที่บัญญัติไว้ใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653

มาตรา 653 การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไป นั้น ถ้า มิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ อย่างใดอย่างหนึ่ง ลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่
ในการกู้ยืมเงินมีหลักฐานเป็นหนังสือนั้น ท่านว่าจะนำสืบการใช้เงินได้ต่อเมื่อ มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมมาแสดง หรือเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมนั้นได้เวนคืนแล้ว หรือได้แทงเพิกถอนลงในเอกสารนั้นแล้ว"

แต่ถ้าเป็นการร่วมกันลงทุนในลักษณะหุ้นส่วนบริษัทเพื่อหากำไร ไม่จำต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ แต่ใช้แค่พยานบุคคล ก็น่าจะเพียงพอแล้ว

กรณีที่ข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นไปอย่างที่ปรากฎในข่าวล่ะ แจ้งความกลับได้มั๊ย?

ในทางกลับกัน หากข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นไปตามที่ได้ยินได้เห็นตามข่าวล่ะ? กฎหมายที่อาจใช้เล่นงานอีกฝ่ายหนึ่งกลับ ก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่อง “แจ้งความเท็จ” ซึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา ได้บัญญัติหลักเกณฑ์และบทลงโทษเอาไว้หลายมาตรา ดังนี้


ความผิดฐานแจ้งความเท็จ

มาตรา 137 “ผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ซึ่ง อาจทำให้ ผู้อื่น หรือ ประชาชน เสียหาย ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกิน หกเดือน หรือ ปรับไม่เกิน หนึ่งพันบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ”

มาตรา 172 “ผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มี อำนาจสืบสวนคดีอาญา ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ”

มาตรา 173 “ผู้ใดรู้ว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แจ้งข้อความแก่พนักงานสอบสวน หรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาว่าได้มีการกระทำความผิด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินหกพันบาท”

องค์ประกอบของความผิดฐานแจ้งความเท็จทั้งสามมาตรา มีรายละเอียดโดยสรุป ดังนี้

1.การแจ้ง คือ “ให้ทราบ” จะต้องมีการกระทำอันเป็นการแจ้ง และการกระทำนั้นทำให้เจ้าพนักงานได้ทราบข้อความที่แจ้ง เป็นผล องค์ประกอบนี้จึงเป็นความผิดสำเร็จที่อาศัยผล คือ เจ้าพนักงานจะต้องทราบการแจ้ง หากแจ้งแล้ว แต่เจ้าพนักงานยังไม่ทราบ เพราะหูหนวก ไม่ได้ยิน หรือเสียงบริเวณนั้นดังมาก เป็นพยายามแจ้งความเท็จได้ / การนิ่ง คือ ไม่พูด ไม่ถือเป็นการแจ้งตามมาตรานี้

คำพิพากษาฎีกาที่ 1076/2551 "การกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 172 และมาตรา 174 วรรคสอง เป็นความผิดสำเร็จเมื่อพนักงานสอบสวนได้ทราบข้อความที่จำเลยแจ้ง พนักงานสอบสวนจะทราบว่าข้อความที่จำเลยแจ้งเป็นความเท็จหรือไม่ คดีที่ผู้ต้องหาถูกฟ้องว่ากระทำความผิดเนื่องจากการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ ของจำเลยนั้นศาลจะมีคำพิพากษาอย่างไร และถึงที่สุดแล้วหรือไม่ มิใช่ข้อสำคัญที่จะฟังว่าจำเลยกระทำความผิดหรือไม่"

2.การแจ้งความเท็จจะต้องเป็นการแจ้งความเท็จเฉพาะในข้อเท็จจริงเท่านั้น ไม่ใช่แจ้งความเท็จในข้อกฎหมาย ดังนั้น แม้ตอนไปแจ้งความตามความเป็นจริง จะแจ้งฐานความผิด ผิดไปก็ไม่ใช่สาระสำคัญ

คำพิพากษาฎีกาที่ 5236/2549 "ข้อความที่จำเลยแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนตรงตามสภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กรณีจึงเป็นเรื่องที่จำเลยแจ้งความตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ส่วนการกระทำของโจทก์ทั้งสองจะเป็นความผิดต่อกฎหมายตามที่จำเลยแจ้งหรือไม่ ไม่สำคัญ เพราะการแจ้งข้อความย่อมหมายถึงแจ้งเฉพาะข้อเท็จจริงไม่เกี่ยวกับข้อกฎหมาย แม้ต่อมาพนักงานสอบสวนจะได้ดำเนินคดีแก่โจทก์ทั้งสองตามที่จำเลยแจ้งและ พนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีโจทก์ทั้งสองก็ตาม ก็ยังถือไม่ได้ว่าข้อความที่จำเลยแจ้งนั้นเป็นความเท็จ"

3.ไม่จำเป็นต้องเกิดความเสียหายขึ้นจริง เพียงแค่อาจอำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหายก็เป็นความผิดแล้ว

4.ข้อความอันเป็นเท็จนั้น จะต้องเป็นข้อสำคัญในคดี

5.จะต้องมี “เจตนา” ผู้แจ้งจะต้องรู้ข้อเท็จจริงว่า ข้อเท็จจริงนั้นจะไม่ตรงหรือไม่เป็นความจริงตามที่แจ้ง แต่ถ้าเชื่อโดยสุจริตว่า สิ่งที่นำมาแจ้งนั้น เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ย่อมไม่เป็นความผิด

คำพิพากษาฎีกาที่ 1489/2530 "ความผิดตาม มาตรา 173, 174 ผู้แจ้งจะต้องมีเจตนาที่จะให้เจ้าพนักงานสอบสวน ดำเนินการสอบสวนเอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษในทางอาญา แต่การที่จำเลยทำหนังสือร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาของโจทก์นั้น จำเลยมีเจตนาให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัยแก่โจทก์ มิได้เจตนาที่จะให้ดำเนินการเอาความผิดแก่โจทก์ในคดีอาญา จึงไม่มีมูลเป็นความผิดตาม มาตรา 173, 174"

คำพิพากษาฎีกาที่ 205/2508 "เมื่อเจ้าหน้าที่ของกรมที่ดินได้ตรวจสอบเขตตามที่เจ้าของที่ดินหรือตัวแทนนำชี้ และการออกโฉนดก็ได้ปฏิบัติตามระเบียบเช่นนี้ ย่อมเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามสมควรแล้ว หากเขตเนื้อที่ในโฉนดไม่ถูกต้อง จะถือว่าเป็นความผิดของเจ้าหน้าที่กรมที่ดินย่อมไม่ได้ ผู้ซื้อที่ดินมีโฉนดมาโดยสุจริตและจดทะเบียนโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ไม่อาจได้กรรมสิทธิ์เพราะที่ดินเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เช่นนี้ ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้กรมที่ดินต้องรับผิด อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจสั่งเพิกถอนโฉนดที่ไม่ถูกต้องได้ ไม่ว่าเป็นโฉนดที่ออกมาก่อนหรือภายหลังวันใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน"

6.ผู้เสียหายในความผิดฐานแจ้งความเท็จนั้น ปรกติ คือ เจ้าพนักงาน แต่ถ้าผู้ใดได้รับความเสียหายโดยตรง บุคคลดังกล่าวถือเป็นผู้เสียหายด้วยเช่นกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2625/2536 "เสียหายในความผิดฐานแจ้งความเท็จและ ฐานเบิกความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172 และ 177 ไม่ใช่จะมีแต่เฉพาะเจ้าพนักงานเท่านั้น ราษฎรที่ได้รับความเสียหายโดยตรงเนื่องจากการกระทำความผิดดังกล่าวก็เป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4)"

ข้อแตกต่างระหว่างมาตรา 137 มาตรา 172 และมาตรา 173
1. กรณีตามมาตรา 137 เป็นการแจ้งความเท็จต่อพนักงานในเรื่องทั่วๆไป ซึ่งไม่ได้จำกัดว่าแจ้งความเรื่องใด หรือแจ้งต่อเจ้าพนักงานในตำแหน่งใด แต่ความผิดตามมาตรา 172 จะต้องเป็นการแจ้งความเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่เจ้าพนักงานที่ระบุไว้ในมาตรานั้น โดยความเท็จที่แจ้งนี้ จะต้องเป็นกรณีที่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แต่ไปแจ้งความอันเป็นเท็จที่ผิดไปจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ส่วนมาตรา 173 นั้น ก็ต้องแจ้งต่อเจ้าพนักงานตามที่ระบุไว้เช่นกัน แต่กรณีนี้ จะต้องไม่ได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แต่ไปแจ้งความแกล้งว่าเขากระทำความผิด

2. ระหว่าง มาตรา 137 และ มาตรา 172 ม.137 เป็นบททั่วไป ส่วนม.172 เป็นบทเฉพาะ ซึ่งเมื่อเป็นความผิดบทเฉพาะแล้ว ไม่เป็นความผิดตามบททั่วไปอีกบทหนึ่ง

คำพิพากษาฎีกาที่ 2249/2515 "ก. ถูกคนร้ายฆ่าตาย จำเลยเห็น ส. กับ ฮ. ร่วมกันฆ่า ก. ตาย โดยมิได้เห็น ท. ร่วมกระทำความผิดด้วยแต่จำเลยได้แจ้ง แก่เจ้าพนักงานตำรวจผู้ออกไปสืบสวน และให้การต่อพนักงานสอบสวน ว่าเห็น ท. ร่วมกับ ส. และ ฮ.ฆ่า ก. จึงเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ เกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวน และเจ้าพนักงาน ผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา ตามมาตรา 172 เมื่อการกระทำของ จำเลยต้องด้วยมาตรา 172 ที่บัญญัติเป็นความผิดไว้โดยเฉพาะแล้ว ย่อมไม่เป็นความผิดตามมาตรา 137 ซึ่งเป็นบทบัญญัติโดยทั่วไปอีก กรณีที่จำเลยแจ้งความกล่าวหา เป็นเรื่องมีคนร้ายฆ่านายกวงตาย ซึ่งได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นจริง มิใช่แจ้งความกล่าวหาโดยมิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น จำเลยจึงไม่มีความผิดตามมาตรา 173"

3. ระหว่างมาตรา 137, มาตรา 172 และมาตรา 173 นั้น มาตรา 137 และ 172 เป็นบททั่วไป ส่วนมาตรา 173 เป็นบทเฉพาะ กรณีที่เป็นความผิดตามมาตรา 173 แล้ว ย่อมเป็นความผิดตามมาตรา 137 และมาตรา 172 ด้วยเสมอ แต่ไม่ต้องปรับบทลงโทษซ้ำอีก เช่น ( วินิจฉัยว่าเมื่อผิด 173 แล้ว ใช่ว่าจะไม่ผิด 137 , 172 เพียงแต่เมื่อผิดบทเฉพาะแล้ว จึงไม่ต้องปรับบททั่วไปอีก

4. กรณีที่ผิดตามมาตรา 172 แล้วอาจไม่ผิดตามมาตรา 173 ก็มีได้ เช่น แจ้งความเท็จว่ามีความผิดอาญาเกิดขึ้น (ต่อพนักงานอัยการ) ผิด 137 ผิด 172 แต่เมื่อ 172 เป็นบทเฉพาะแล้วจึงไม่จำต้องปรับบท 137 ซึ่งเป็นทั่วไปอีก
เหตุที่ไม่ผิดตามมาตรา 173 นั้น เนื่องจากตามมาตรา 173 ไม่ได้บัญญัติกรณีที่แจ้งต่อ “พนักงานอัยการ” ไว้ว่าเป็นความผิดแต่อย่างใด

5. โทษตามมาตรา 137 และมาตรา 172 มี จำคุก, ปรับหรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ มาตรา 173 มีโทษจำคุกและปรับ

คือถ้า ท่านเทพไอที รู้สึกว่าสิ่งที่ถูกแจ้งความดำเนินคดี ไม่เป็นความจริง ไม่มากก็น้อย ก็สามารถแจ้งความดำเนินคดีฐานแจ้งความเท็จแก่คู่กรณีได้เช่นกัน (แต่จะต้องแน่ใจนะว่าสิ่งที่แจ้งความเป็นความจริง ไม่งั้นจะยิ่งไปกันใหญ่กว่าเดิม)

ไม่ว่าใครจะแจ้งความ แจ้งความฐานไหน มันเป็นเรื่องที่จะต้องไปพิสูจน์ในศาลอีกชั้นหนึ่ง แต่สิ่งหนึ่งที่ค่อนข้างแน่นอน คือ ไม่ว่าเขาจะทำจริงหรือไม่จริง เป็นเรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของเรา การที่เรานำเรื่องนี้ไปพูดต่อ ไม่ว่าจะโพสในกระทู้ อัพ Facebook หรือทวีตก็ตาม ย่อมอาจเสี่ยงที่จะเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทได้ ซึ่งหากผู้ใดสนใจในรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องหมิ่นประมาทนั้น สามารถตามอ่านได้ที่นี่

http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=onizugolf&month=19-10-2010&group=1&gblog=2

ทางที่ดี เรานั่งติดตามข่าวอยู่เงียบๆ ใช้สติและวิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสารจากสื่อต่างๆ ปล่อยให้เวลาและกฎหมายเป็นเครื่องพิสูจน์ความจริงน่าจะดีที่สุด.....จริงมั๊ยครับ?

ขอให้ทุกอย่างคลี่คลายโดยเร็วนะครับ เป็นกำลังใจให้ทุกฝ่ายครับ


บทความนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของข้าน้อย โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หากบทความนี้มีข้อบกพร่องประการใด ข้าน้อยขอรับไว้แต่เพียงผู้เดียว แต่หากบทความนี้จะมีประโยชน์แก่ท่านไม่มากก็น้อย ขอคุณความดีนี้ จงบังเกิดแก่คณาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทความรู้ให้แก่ข้าน้อย ตลอดจนวงการนิติศาสตร์สืบไป

ด้วยความปรารถนาดี

@Onizugolf

อ้างอิง
1. เมื่อคนดังในเน็ตโกงเงินคนไม่ดัง (ภาค 1), http://www.blogkore.com/2010/12/22/เมื่อคนดังในเน็ตโกงเงิ/
2. แจ้งจับ "เซเลปไอที"คนดัง ฉ้อโกงเงิน, http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=485959
3. คนดังบนทวิตเตอร์งานเข้าถูกฟ้องโกงเงินร่วม 14 ล้านบาท, http://www.thairath.co.th/content/tech/136260
4. [กระทู้สอนใจ] เมื่อผมถูกคนดังในเน็ตโกงเงิน, http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/topic/I10055981/I10055981.html

บท ความนี้ สามารถนำไปใช้ได้โดยไม่ต้องขออนุญาต แต่กรุณาแสดงที่มาและแนบลิ้งไว้ด้วย (เพราะอาจมีการแก้ไขเพิ่มเติมเนื้อหาเป็นระยะ) และต้องไม่ใช้เพื่อการแสวงหาประโยชน์ในทางธุรกิจ




 

Create Date : 23 ธันวาคม 2553   
Last Update : 1 มกราคม 2554 17:33:31 น.  


1  2  
onizugolf
 
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 0 คน [?]




[Add onizugolf's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com