ผู้เฒ่าเล่าอดีต (๑๔) ขนมครกที่ราชประสงค์
ผู้เฒ่าเล่าอดีต (๑๔)

ขนมครกที่ราชประสงค์

เมื่อเราได้อ่านเรื่องชุด เงาอดีต ตอน ขนมฮิโรชิมา ของเพื่อนนักเขียนหนุ่มน้อยของเรา ซึ่งพยายามผันตนเองจากการเขียนเรื่อง ตื่นเต้นหวาดเสียว สยองขวัญ หรือเพ้อฝันแบบ ที่คนดี ๆ คิดไม่ถึง มาเป็นเรื่องของอดีต เมื่อครั้งยังเยาว์วัย แล้วเราก็อยาก จะขัดคอว่า เราไม่ชอบกินขนม แต่บังเอิญหวนนึกถึงเรื่องของเรา กับขนมที่เคยกิน แล้วก็ได้ข้อคิดมาเล่าไว้นานแล้ว

โดยปกติเราไม่ชอบกินขนม แต่ในกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เราไปเยี่ยมคนไข้ผ่าตัดตา ที่โรงพยาบาลตำรวจ สี่แยกราชประสงค์ ในสมัยที่ยังไม่มีชื่อเสียงโด่งดังอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองยุคปัจจุบัน แต่ยังเยี่ยมไม่ได้เพราะคนไข้อยู่ในห้องพักฟื้นหลังผ่าตัด

เราจึงไปอ่านหนังสือในสวนลุมพินีอยู่พักหนึ่ง ก็ถึงเวลาอาหารกลางวัน จึงย้อนมาหาของกินที่ย่านสี่แยกราชประสงค์ ที่ยาวเหยียดไปจนถึงสี่แยกประตูน้ำ เราซื้อขนมครกใส่กล่องโฟมหนึ่งกล่องแล้วก็หิ้วไปหาเครื่องดื่ม ซึ่งตั้งเป็นซุ้มอยู่ไม่ไกลนัก เขาขายน้ำชากาแฟ และเครื่องดื่มแช่เย็นทั้งขวดและกระป๋อง แทบจะทุกยี่ห้อ เราสั่งเบียร์กระป๋องหนึ่งและน้ำแข็งแห้งแก้วหนึ่ง นั่งลงบนม้ากลมหน้าซุ้ม เพื่อจัดการกับอาหารกลางวันมื้อนั้น

ทันใดสายตาก็เหลือบไปเห็นแผ่นกระดาษแผ่นหนึ่ง เขียนตัวหนังสือด้วยปากกาลูกลื่น ลายมือสวยเป็นระเบียบเรียบร้อย ดีกว่านักเรียนในยุคปัจจุบันมาก ตัวอักษรโตพอที่คนสวมแว่นสายตาอย่างเราจะอ่านออกได้สบาย มันเป็นคำคมที่น่าสนใจมากสำหรับเรา

เมื่อเรากินขนมครกหมดไปครึ่งกล่อง และเบียร์พร่องไปครึ่งกระป๋องแล้ว เราจึงขออนุญาตเจ้าของซุ้มซึ่งเป็นหญิงสาว คัดลอกข้อความเหล่านั้น เพื่อจะเอามาเผยแพร่ในกระทู้ ของเรา ซึ่งเธอก็อนุญาตโดยไม่อิดเอื้อน

เราติดใจอยู่หลายบททีเดียว เช่น

*จงเลี้ยงดูพ่อแม่เมื่อยังมีชีวิต ป่วยการคิดเซ่นไหว้เมื่อตายแล้ว

* ภัยธรรมชาติอาจหนีได้ กรรมที่ตนทำไว้นั้นหนียาก

* จงทำความถูกต้อง อย่าทำเพราะความถูกใจ

* คนหวังพึ่งโชคชะตา เป็นคนปัญญาอ่อน

* หวังได้ทรัพย์จากการพนัน เป็นคนเพ้อฝันอย่างสิ้นคิด

เราจดไปกินขนมครกและดื่มเบียร์ไปจนหมดสิ้นทั้งสามอย่าง จึงชำระเงินและลุกขึ้นเดินออกจากซุ้ม โดยไม่ลืมที่จะขอบคุณเจ้าของสาวน่ารักผู้นั้น และคิดในใจว่าคงจะได้มีโอกาสแวะเวียนมาอุดหนุนอีก แม้ราคาจะแพงกว่าร้านหน้าบ้านของเรา หลายเปอร์เซ็นต์ก็ตาม

ระหว่างที่เดินข้ามสะพานลอย กลับไปยังโรงพยาบาลตำรวจ เพื่อเยี่ยมคนไข้ซึ่งป่านนี้คงจะออกจากห้องพักฟื้นแล้ว ก็สวนกับชายชราผู้หนึ่ง ซึ่งมีหน้าตาและเครื่องแต่งกายเป็นคนชนบท ร้อยเปอร์เซ็นต์ แววตาของแกแห้งแล้งหม่นหมอง เหมือนกับที่เห็นทั่วไปในโรงพยาบาลเมื่อเช้านี้ แกบอกกับเราเบา ๆ ว่า

“ ลุง...........ขอตังกินข้าวหน่อยนะ “

ความจริงดูลักษณะทั่วไปแล้ว แกน่าจะมีอายุมากกว่าเราหลายปี แต่เอาเถอะถึงจะเรียกลุงก็ไม่ว่าอะไร เราเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงด้วยความเคยชิน แม้จะยังข้องใจคำคมข้อสุดท้ายที่คัดมาเมื่อกี้ว่า

* คนดีพอกินเหล้าลงท้อง ก็กลายเป็นคนเลว แต่ยังไม่เคยเห็นคนเลว กินเหล้าแล้วเป็นคนดีเลย

เราไม่อยากจะเชื่อแฮะ.

############

จากคุณ : เจียวต้าย
เขียนเมื่อ : 1 เม.ย. 55 09:37:40





Create Date : 15 เมษายน 2555
Last Update : 15 เมษายน 2555 5:05:40 น.
Counter : 908 Pageviews.

3 comments
ธรรมะ กะว่าก๋า
(16 ม.ค. 2565 06:47:31 น.)
L'absent by Charles Gounod ปรศุราม
(15 ม.ค. 2565 11:31:12 น.)
คนละฟากฟ้า - บทที่ 44 ดอยสะเก็ด
(15 ม.ค. 2565 23:49:26 น.)
ไฮกุ กะว่าก๋า
(12 ม.ค. 2565 06:33:08 น.)
  
อ่านข้อเขียนนี้ด้วยความกระหาย ใคร่รู้
ชื่นชอบ และปิติทุกครั้งที่อ่านจบครับ
โดย: Insignia_Museum วันที่: 15 เมษายน 2555 เวลา:6:21:28 น.
  
ชอบคำสอนทุกประโยคเลยค่ะ ขอบพระคุณมากที่นำมาตักเตือน
โดย: Maeboon วันที่: 15 เมษายน 2555 เวลา:13:59:00 น.
  
ขอบคุณ คุณ Insignia_Museum

และคุณ Maeboon

เมื่อผมเห็นผมก็ชอบใจ จึงคัดเอามาเผยแพร่นะครับ

แต่ข้อสุดท้ายน่าคิดมากครับ.
โดย: เจียวต้าย วันที่: 17 เมษายน 2555 เวลา:5:02:39 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Pn2474.BlogGang.com

เจียวต้าย
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 44 คน [?]

บทความทั้งหมด