[REVIEW] สเต็มเซลล์ ดีเอ็นเอ และชีวจริยธรรม
เรื่องของเรื่องคือ เจ้าของ blog เพิ่งจะอ่านหนังสือเล่มนี้มา



(เปล่าหรอก อันที่จริงอยากอ่านอีกเล่มหนึ่ง ที่ว่าด้วยความมหัศจรรย์ของการใช้สเต็มเซลล์เพื่อรักษาโรค แต่พอดีมันเป็นหนังสือใหม่ที่ห้องสมุดเขายังไม่ให้ยืม เจ้าของ blog เลยไปหาหัวข้อคล้าย ๆ กันมาอ่านแทนแก้ขัดไปก่อน

ไม่รู้เหมือนกันว่าดีหรือเปล่า กับการที่มาอ่านข้อมูลเกี่ยวกับข้อโต้แย้งและความไม่สมควรของวิทยาการหนึ่ง ๆ ก่อนที่จะได้รู้จักกับวิทยาการนั้น ๆ ดีพอ (กล่าวคือ อาจจะทำให้อินกับบางประเด็นไม่ได้เต็มที่) แต่มองในอีกแง่หนึ่ง ก็อาจจะดีเหมือนกัน เวลาไปอ่านข้อมูลมหัศจรรย์ชวนอุว้าอุว้าวจากหนังสือเล่มอื่น จะได้มีสติยับยั้งชั่งใจเอาไว้ ไม่เพริดไปกับมันเสียหมด)

สเต็มเซลล์ ดีเอ็นเอ และชีวจริยธรรม โดย นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์...ชื่อนี้คงคุ้นหูสำหรับคอการ์ตูน เพราะนายแพทย์ท่านนี้ได้เขียนรีวิวการ์ตูนหลายเรื่องโดยใช้แง่มุมทางจิตวิทยามาวิเคราะห์ และได้รวมเล่มออกมาแล้วหลายเล่ม ใครสนใจลองไปหาอ่านกันได้

สเต็มเซลล์ ดีเอ็นเอ และชีวจริยธรรม เป็นเรื่องของ สเต็มเซลล์ ดีเอ็นเอ และชีวจริยธรรม...ไม่ได้กวนนะ แต่เนื้อหาในเล่มเกี่ยวข้องกับสามหัวข้อนี้จริง ๆ กล่าวคือ มีการให้ข้อมูลของสเต็มเซลล์ มีประเด็นเกี่ยวกับการโคลนนิ่ง วิทยาการที่เกี่ยวข้องกับดีเอ็นเอ (อาทิ การใช้รหัสพันธุกรรมในการระบุตัวบุคคล การรักษาโรคในระดับดีเอ็นเอ การคัดเลือกลักษณะทางพันธุกรรมของทารกที่ต้องการ ฯลฯ) และจริยธรรมที่จะนำมาตัดสินว่า เราควรทำการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้หรือไม่

และเนื่องจากเจ้าของ blog สนใจแต่เรื่องของสเต็มเซลล์ เพราะงั้น blog นี้จึงมีประเด็นเฉพาะเรื่องของเสต็มเซลล์กับชีวจริยธรรมเกี่ยวกับการวิจัยโดยใช้สเต็มเซลล์ เท่านั้น ท่านที่สนใจเรื่องอื่น กรุณาไปหาหนังสือมาอ่านเอง (ฮา)

เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกัน ขอเกริ่นคร่าว ๆ สำหรับท่านที่ไม่ได้เรียนสายวิทย์...มนุษย์ปกติทุกคนมีโครโมโซม 48 แท่ง มาจากเซลล์ไข่ของแม่ 24 แท่ง จากเซลล์อสุจิของพ่อ 24 แท่ง เมื่อเซลล์ไข่และเซลล์อสุจิผสมกัน จะเกิดเป็นเซลล์แรกของลูกที่เรียกว่าไซโกตขึ้นมา ไซโกตจะแบ่งตัวจากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสี่ ทวีคูณอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งมากพอก็จะม้วนเป็นวงกลมกลวง แบ่งออกเป็นสามชั้น หลังจากนั้น เซลล์ในแต่ละชั้นจึงจะพัฒนาเป็นอวัยวะส่วนต่าง ๆ ในร่างกายมนุษย์ต่อไป

สเต็มเซลล์ คือเซลล์ที่อยู่ในระยะที่กำลังม้วนตัว เป็นเซลล์ต้นกำเนิดที่ยังไม่ถูกแบ่งชั้น ยังไม่ถูกกำหนดว่าจะเจริญเป็นอวัยวะใดต่อไป มันมีพลังในการเจริญเติบโตสูงมาก มีความสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงเป็นเนื้อเยื่อประเภทไหน ของอวัยวะอะไรก็ได้ทั้งนั้น และด้วยคุณสมบัตินี้แหละที่ทำให้มันถูกนำไปวิจัยเพื่อรักษาโรคต่าง ๆ ที่ร่างกายมนุษย์ที่โต ๆ แล้วไม่สามารถเยียวยารักษาได้

ยกตัวอย่างเซลล์ประสาท...เซลล์ประสาทเป็นเซลล์ที่มีขีดจำกัดในการเพิ่มจำนวน มันจะแบ่งเซลล์ เพิ่มจำนวนขึ้นในช่วงอายุที่จำกัด เมื่อผ่านพ้นช่วงวัยนั้นไปแล้ว มันจะไม่แบ่งเซลล์อีกต่อไป ดังนั้น ถ้ามีความเสียหายเกิดขึ้น ก็จะเป็นความเสียหายถาวร ไม่สามารถรักษาได้ (จริง ๆ แล้วเซลล์ประสาทบางชนิดสามารถสร้างแขนงประสาทเพิ่มขึ้นและอาการบางอย่างก็อาจดีขึ้นได้ แต่เราจะไม่พูดถึงมันในที่นี้) แต่ถ้ามีการให้สเต็มเซลล์เข้าไป สเต็มเซลล์อันแสนมหัศจรรย์และเต็มไปด้วยพลังชีวิตจะแบ่งตัวและเปลี่ยนเป็นเซลล์ประสาท ทำให้อาการป่วยดีขึ้น

ด้วยเหตุนี้เอง สเต็มเซลล์จึงเป็นวัตถุดิบในการวิจัยและการรักษามวลมนุษยชาติที่มีค่ามหาศาลทีเดียว

ทว่า...คุณเองก็คงเห็น สเต็มเซลล์เป็นเซลล์ที่ได้จากไซโกตที่แบ่งตัว เป็นเซลล์ที่หากปล่อยให้เจริญเติบโตต่อไปในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม มันจะกลายเป็นเด็กทารก เป็นมนุษย์คนหนึ่ง และนั่นแหละเป็นเหตุผลที่การใช้สเต็มเซลล์เพื่อการวิจัยและการรักษาถูกต่อต้าน...ก็มันเป็นการเอาชีวิตเล็ก ๆ ชีวิตหนึ่งมาใช้ในการต่อชีวิตเก่าที่ควรจะหลุดร่วงโรยไปตามสังสารวัฏนี่นา

(อนึ่ง ในความเป็นจริง เราสามารถเก็บเสต็มเซลล์จากไขกระดูกได้ด้วย แต่สเต็มเซลล์ที่ได้จะมีจำนวนและคุณภาพไม่ดีเท่าสเต็มเซลล์ที่ได้จากตัวอ่อนมนุษย์)

อ่านจบแล้ว เจ้าของ blog แอบคิดอะไรหลายอย่าง

จริงหรือที่ว่า สเต็มเซลล์ที่สามารถเติบโตเป็นมนุษย์คนหนึ่งได้ในวันข้างหน้า มีคุณค่าเทียบเท่ากับมนุษย์ที่โตแล้วคนหนึ่ง? และคนเราควรจะยอมรับความป่วยไข้หรือความตายโดยสงบ มากกว่าที่จะทำลายชีวิตหนึ่งเพื่อบรรเทาอาการป่วยของตนอย่างนั้นหรือ?

หากพิจารณาโดยคุณค่าในเชิงชีววิทยา โดยส่วนตัวเจ้าของ blog ไม่คิดว่ามนุษย์มีค่ามากกว่าสัตว์ อาจจะน้อยกว่าด้วยซ้ำ ด้วยเหตุผลที่ว่า สัตว์บางชนิดมันมีหน้าที่อันสำคัญยิ่งในการรักษาสมดุลของระบบนิเวศน์ (ในขณะที่มนุษย์ส่วนใหญ่มีชีวิตอยู่ได้ด้วยการเบียดเบียนสัตว์อื่น ระบบนิเวศ และโลก) แต่ในสายตามนุษย์ มนุษย์ย่อมมีคุณค่าในฐานะ 'สิ่งมีชีวิตร่วมสปีชีส์ ' ในฐานะ 'พวกเดียวกัน' และคุณค่านั้นก็จะมากยิ่งขึ้น หากมนุษย์ที่เรากล่าวถึงคนนั้น เป็น 'พรรคพวกใกล้ชิด' เป็น 'ญาติสืบสายเลือด' เป็น 'เพื่อน' หรือเป็น 'คู่ชีวิต'

ดังนั้น หากจะพิจารณาตามหน่วยทางชีววิทยา มนุษย์คนหนึ่ง สเต็มเซลล์กลุ่มหนึ่ง สัตว์ตัวหนึ่ง เจ้าของ blog ไม่เห็นว่าแตกต่างกันมากนัก แต่หากพิจารณาตาม 'คุณค่า' ที่มนุษย์ได้สมมติขึ้น ด้วยความรู้สึกเป็นพวกพ้อง ด้วยสังคมและวัฒนธรรม มนุษย์ตัวเป็น ๆ คนหนึ่ง ที่มีความทรงจำอันล้ำค่าเหลือเกินร่วมกับเรา จึงมีคุณค่ายิ่งกว่าสเต็มเซลล์ที่ไม่เคยมีความผูกพันร่วมกันอย่างมหาศาล

คน ๆ หนึ่งที่ยืนร่วมป้ายรถเมล์เดียวกันกับคุณ ไม่มีความหมายหรอก หากเขาไม่ได้จับมือคุณ รอรถเมล์พร้อมคุณ โบกมือให้คุณเมื่อคุณก้าวขึ้นรถเมล์ แล้วรอเวลาที่จะร่วมโต๊ะกินข้าวกันในตอนเย็น

คนๆ หนึ่งที่นั่งอยู่ข้าง ๆ คุณในห้องเรียนที่น่าเบื่อหน่ายในคาบบ่าย ไม่มีความหมายหรอก ถ้ามันไม่ได้เคยนั่งกินข้าวถาดหลุมมากับคุณ ชวนกันมุดรั้วโดดเรียนมากับคุณตั้งแต่สมัยยังกระโปรงบานขาสั้น

คุณอาจจะคิดว่าเจ้าของ blog เห็นแก่ตัว ถ้าจะบอกว่า เจ้าของ blog เห็นคุณค่าของชีวิตเก่า ๆ แก่ ๆ ของญาติพี่น้องและคนรัก สำคัญกว่าชีวิตใหม่ที่ยังไม่ได้เกิดมา ถึงแม้ชีวิตนั้นจะขาดวิ่น ผุพัง หรือรู้ว่าอีกไม่นานจะลาลับ...เจ้าของ blog เข้าใจประเด็นจริยธรรมที่ฝ่ายต่อต้านยกมาโต้แย้ง แต่เชื่อเหมือนกันว่าคนเราจะพูดถึงศีลธรรมความถูกต้องได้ก็ต่อเมื่อตัวเองท้องอิ่มแล้วเท่านั้นแหละ

(ตอนที่อ่าน ในหนังสือพูดถึงการบริจาคไข่เพื่อการเอาไปทำสเต็มเซลล์ ว่าใครจะยอมบริจาค เจ้าของ blog อยากบอกว่า เจ้าของ blog ยอมนะ ถ้ากฏหมายอนุญาตให้ทำได้ เจ้าของ blog ยินดีบริจาคเท่าที่จะเอาไปได้เลยละ แต่ไม่รู้สิ ผู้หญิงบางคนอาจจะคิดมาก ประมาณว่าเซลล์ไข่ของตัวเอง เท่ากับสิ่งที่ต่อไปจะเป็นลูกของตัวเอง แต่สำหรับเจ้าของ blog ต่อให้เป็นลูกตัวเอง ก็อาจจะยอมสละเพื่อพ่อแม่ได้ แต่เจ้าของ blog อาจจะพูดแบบนี้เพราะยังไม่เคยมีลูก ไม่รู้จักความรักที่ตัวเองจะสามารถมีให้เด็กที่ตัวเองให้กำเนิดได้ละมั้ง อยากรู้เหมือนกันว่าผู้หญิงที่มีลูกแล้วทั้งหลาย คิดว่าตัวเองรักใครมากกว่ากัน ระหว่างแม่กับลูกของตัวเอง...ในประวัติศาสตร์ก็เคยมีทั้งแนวคิดที่ว่า ลูกน่ะจะมีอีกเมื่อไหร่ก็ได้ ให้เลือกแม่ก่อน และแนวคิดที่ว่า คนแก่ควรเสียสละ เพื่อเก็บอาหารไว้ให้เด็ก ๆ กินในยามข้าวยากหมากแพงเหมือนกัน)

อย่างไรก็ตาม เจ้าของ blog ก็ยังคิด ไม่ว่าจะในฐานะลูกคนหนึ่งที่มีพ่อแม่แก่เฒ่า และอาจต้องใช้บริการวิวัฒนาการเกี่ยวกับสเต็มเซลล์นี้ในอนาคต หรือในฐานะนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่ง สเต็มเซลล์ก็เป็นวิทยาการที่น่าสนใจยิ่ง entry นี้อาจจะมีภาคสอง หลังจากได้หนังสือที่เล็งไว้เล่มนั้นมาอ่านก็ได้นะ

by : Carousal
First Published : canine@exteen



Create Date : 29 มกราคม 2555
Last Update : 29 มกราคม 2555 21:31:13 น.
Counter : 1116 Pageviews.

0 comments
ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 17/6 ขุนแผนขึ้นเรือนขุนช้าง ได้นางแก้วกิริยา 0000
(14 ต.ค. 2564 11:18:05 น.)
:: กะว่าก๋าแนะนำหนังสือ - รักเกินร้อย :: กะว่าก๋า
(7 ต.ค. 2564 05:32:27 น.)
กิจกรรมชายโสด : สุวรรณี สุคนธา สามปอยหลวง
(4 ต.ค. 2564 08:52:53 น.)
บาปหวาน : ชูวงศ์ ฉายะจินดา สามปอยหลวง
(30 ก.ย. 2564 08:20:01 น.)
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Carousal.BlogGang.com

carousal
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 192 คน [?]

บทความทั้งหมด