ดินแดนแห่งจินตนาการ...
จินตนาการแห่งสายลม...
Group Blog
 
 
กรกฏาคม 2553
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
9 กรกฏาคม 2553
 
All Blogs
 
ลิขิตรัก ลวงใจ...ตอนที่ 6



ตอนที่ 6

เสียงเพลงคลออย่างเชื่องช้าและเป็นจังหวะ คิมหันต์เอื้อมมือเข้าไปจับมือของเจนจิราและโอบกอดร่างบางระหงเอาไว้...หัวใจของหญิงสาวเต้นแรงเพราะปกติเธอไม่เคยใกล้ชิดกับผู้ชายมากขนาดนี้

ความตื่นเต้นส่งผลให้เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นบนใบหน้าสวยหวาน สายตาอันคมคมกล้าของเขาเมื่อมองสบมาช่างอบอุ่นจนเธอรู้สึกได้

“ตื่นเต้นหรือครับ...”

คิมหันต์กระซิบผ่านซอกหูผ่อง รับรู้ถึงอารมณ์ที่เปลี่ยนไปของหญิงสาว

“เอ่อ...คะ”
เจนจิราตอบด้วยหัวใจที่เต้นแรง

“...ฉันไม่เคยเต้นรำแบบนี้มาก่อน จะเคยก็แค่ไปงานปาร์ตี้กับเหล่าเพื่อนๆ เท่านั้น ขอโทษด้วยนะคะที่ทำให้คุณหมดสนุก”
หญิงสาวเอ่ยขอโทษด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมก็เต้นไม่ค่อยเก่งเหมือนกัน เอาเป็นว่าเราค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปก็แล้วกันนะครับ”
ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจของเจนจิราเมื่อได้เต้นรำคู่กับคิมหันต์คือความอบอุ่นที่ได้ใกล้ชิดเขา

“ขอบคุณนะคะ...”
ทั้งสองอยู่ในห้วงแห่งความสุขอยู่นาน เจนจิราจึงเอ่ยขึ้นด้วยสายตาขอบคุณ

“...ขอบคุณที่คุณให้โอกาสฉันได้ขึ้นไปพูดบนเวที ขอบคุณนะคะในสิ่งที่คุณได้ช่วยครอบครัวของเราเอาไว้ในวันนั้น”

สายตาที่อ่อนโยนของหญิงสาวมองนิ่งอยู่ที่ใบหน้าอันคร้ามคมของชายหนุ่ม จนทำให้กิริยาชนิดหนึ่งที่เขาเกือบจะแสดงมันออกมาต้องเก็บมันไว้อย่างมิดชิดเช่นเดิม

“...ครับ”

คิมหันต์กลั้นใจเอ่ยเสียงตอบอย่างยากเย็น เก็บซ่อนความรู้สึกชนิดหนึ่งไว้ในใจโดยไม่ยอมให้อีกฝ่ายรับรู้ในเวลานั้น
หญิงสาวเงยหน้ามองเขาอีกครั้ง ส่งสายตาที่อ่อนโยนไปให้เขาจนทำให้หัวใจของชายหนุ่มเกือบละลายไปกับสายตาคู่นั้น ความอ่อนไหวที่ได้รับจากหญิงสาวทำให้หัวใจของเขาชุ่มชื่น หลังจากที่มันได้ห่อเหี่ยวอ้างว้างมานานแสนนาน

*****

เสียงเพลงขับคลอไปตามจังหวะอย่างได้อารมณ์ เช่นเดียวกับอีกหลายๆ คู่ที่ปล่อยให้อารมณ์ทั้งหมดล่องลอยไปกับความหฤหรรษ์ที่ลอยผ่านเข้ามา พวกเขาและเธอต่างรีบเอื้อมมือไปคว้ามันเอาไว้อย่างไม่อิดเอื้อน อารมณ์ที่บรรเจิดถูกปลดปล่อยออกมาด้วยท่วงท่าที่อ่อนหวาน และเร่าร้อนสลับกันไป

“คุณสิ...วันนี้คุณรู้ตัวไหมว่าคุณทำให้ผมมีความสุขมาก”

เสียงนุ่มทุ้มของเหมันต์กระซิบบอกรังสิยา จนหญิงสาวใบหน้าแดงจัดด้วยความขวยเขิน แต่กระนั้นเธอก็ยังพยายามข่มอารมณ์ทั้งหมดแล้วถามเขากลับไปด้วยน้ำเสียงที่แข็งกระด้าง

“มันเกี่ยวอะไรกับฉัน...ฮึ”

“ไม่เกี่ยวได้ยังไงครับ คุณสิเป็นคนที่ทำให้ผมมีความสุขในวันนี้ ผมคงไม่สนุกถ้าหากไม่มีคุณมาเต้นรำด้วย”
ชายหนุ่มเอ่ยบอกเสียงอ่อนโยนจนหญิงสาวแอบยิ้มอยู่ในที

“คุณมี แต่ฉันไม่...”
พูดจบเธอจึงก้าวขาไปตามจังหวะของเสียงเพลงจนเผลอพลาดไปเหยียบเท้าของชายหนุ่มแบบเต็มๆ

“โอ้ย...”

เหมันต์ร้องลั่น แต่ในเวลานั้นเขาก็ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์พยายามข่มความเจ็บปวดให้มากที่สุด

“คุณเหมันต์...ฉันขอถามหน่อยเถอะ ฉันอยู่ของฉันดีๆ แท้ๆ คุณมาดึงให้ฉันมากับคุณทำไมฮึ”

หญิงสาวกลบเกลื่อนกิริยาทั้งหมดเอาไว้ในใจไม่อยากจะแสดงให้ชายหนุ่มรู้ว่าบัดนี้หัวใจของเธอก็สุขใจไม่แพ้กัน

“ทำไมละครับ คุณรังสิยา”
เหมันต์ส่งสายตากรุ่มกริ่มจนทำให้หญิงสาวนึกรำคาญกับท่าทีที่แสดงออกมาของเขาเป็นยิ่งนัก

“เลิกตีหน้าซื่อได้แล้วคุณเหมันต์ ฉันไม่แฮฟปี้กับคุณเลยนะ”

“ไม่แฮฟปี้ คุณก็ทำให้มันแฮฟปี้สิครับ”

ชายหนุ่มยังทำท่าล้อเลียน จนรังสิยาเริ่มเบ้หน้าด้วยความรำคาญ และหยุดยืนอยู่กลางฝูงชนในที่สุด

“ทำไมไม่เต้นต่อครับ หรือว่าคุณไม่ชอบ”
เหมันต์ถามด้วยคำถามที่เขาไม่อยากจะถามเลย คำถามนี้เขากลัวเหลือเกิน...กลัวว่ามันจะทำให้เขาผิดหวัง

“ใช่ฉันไม่ชอบ และรำคาญคุณด้วยคุณเหมันต์”

รังสิยาเม้นริมฝีปากสนิทพยายามเก็บกดอารมณ์ทั้งหมดไว้อย่างยากเย็น...เธอจะให้เขารู้ไม่ได้ว่าเธอก็มีความรู้สึกที่ดีเช่นกันที่ได้ใกล้ชิดเขา ถ้าหากเธอแสดงมันออกมาเช่นนั้นชายหนุ่มก็อาจจะหาว่าเธอง่ายเกินไป และจะเปรียบเทียบเธอในทางที่ไม่มีค่าอะไรเลย

เมื่อพูดในสิ่งที่ตรงข้ามกับตัวเองแล้วรังสิยาจึงหันหลังเพื่อจะเดินหนีความเป็นจริงเพราะเธอเกรงว่าถ้าหากเธออยู่เช่นนี้นานจนเกินไปเธออาจจะแสดงอาการชนิดใดชนิดหนึ่งออกมา

“อย่าเพิ่งไปเลยครับ สงสารผมเถอะ”
และแล้วประโยคอันนุ่มหูจากชายหนุ่มที่ดังเว้าวอนก็ทำให้เธอหยุดชะงัก...
‘เธอจะทำให้เขาผิดหวังงั้นเหรอ กับคนที่รักเธอเช่นนี้รังสิยา’ หญิงสาวถามใจตัวเอง ก่อนหันมาช้าๆ ด้วยสายตาที่เห็นใจเขา

“มีอะไรอีก...”

แต่ทิฐิในจิตใจก็ทำให้เธอถามเขาไปเช่นนั้น เมื่อเธอหันมาเจอสายตาที่ยียวนของชายหนุ่ม

“อยู่เต้นรำกับผมสักนิดนะครับ...”

เหมันต์เดินเข้ามาจับแขนของหญิงสาวอย่างนุ่มนวล ขณะที่รังสิยาได้แต่ยืนกระพริบตามองชายหนุ่มคล้ายต้องมนต์

“ไม่...”

หญิงสาวพยายามสะบัดตัวออกห่าง แต่ในเวลานั้นข้อเท้าของเธอเกิดพลาดจึงทำให้เซถลาเข้าไปในอ้อมกอดของเขาที่ยืนรอรับอย่างรวดเร็ว

ความอบอุ่นที่เธอโหยหามานานบังเกิดขึ้นเมื่อเธอได้เข้ามาอยู่ในอกหนาของชายหนุ่ม...หัวใจที่ร่ำร้องและอ้างว้างมานานต้องการความรู้สึกเช่นนี้มาเติมเต็ม เธอยอมรับมันแล้ว แต่ไม่รู้ว่าหัวใจของเขาจะเปิดอ้ารับเธอให้เข้าไปหรือเปล่า หรือเขาจะเห็นเธอเป็นเพียงดอกไม้ที่ประดับอยู่ริมทางเพื่อที่เขาจะเด็ดดมเล่ม เมื่อเชยชมจนสมใจอยากแล้วก็หนีหายไป

...เธอจะให้เป็นเช่นนั้นไม่ได้ เพราะสิ่งที่เธอหวงแหนมากที่สุดก็คือศักดิ์ศรีของลูกผู้หญิงที่ควรจะเก็บไว้ให้เฉพาะคนที่เธอรักมากที่สุดในคืนวันแต่งงานเท่านั้น...

ถ้าหากเขาคิดจะชิมเธอก่อนเวลาเธอก็ไม่ยอมเหมือนกัน...เมื่อคิดเช่นนั้นรังสิยาก็พยายามข่มใจตัวเองแล้วรีบขยับออกห่างจากอ้อมกอดของชายหนุ่มอย่างเสียดาย

“คุณสิ...คุณรู้ไหมว่าคุณคือคนที่จะเข้ามาเติมเต็มให้กับหัวใจของผม”
ชายหนุ่มเอ่ยเสียงหวานจนรังสิยารู้สึกชาวาบไปทั่วโครงหน้า ความรู้สึกต่างๆ ไหลเวียนวนสลับกันเข้ามาจนทำให้เธอสับสน

“นี่คุณ...”
หญิงสาวแก้เขินด้วยน้ำเสียงที่เข้มจัด

“คุณจะมาบอกฉันทำไมตอนนี้หา...คนตั้งเยอะตั้งแยะคุณไม่อายพวกเขาบ้างหรือยังไง ขอถามทีเถอะรสนิยมความโรแมนติกของคุณมีแค่นี้เหรอ”

รังสิงยาเอ่ยเสียงเขียวปัด รู้สึกหูร้อนฉ่าคล้ายมีไฟพุงปี๊ดออกมาทั้งสองข้าง นึกเขินและโกรธเขาอยู่ในที...

‘ผู้ชายอาไร้ไม่มีความโรแมนติดเสียเลย จะบอกทำไมตรงนี้ยะ’
หญิงสาวต่อว่าเขาอยู่ในใจก่อนจะตัดสินใจดินหนีออกไปเสียดื้อๆ

ทางด้านของชายหนุ่มก็มีความรู้สึกเหมือนถูกไม้หน้าสามตีลงบนใบหน้าคมจนรู้สึกเจ็บแปลบ คำถามของหญิงสาวที่มีความหมายลึกซึ้งนั้นเหมือนบอกความนัยอะไรสักอย่าง ในเวลานั้นชายหนุ่มก็เปิดยิ้มขึ้นมาได้ แววตาที่มองตามร่างของหญิงสาวเต็มไปด้วยประตาแห่งความหวัง

‘นายเหมันต์เอ้ย จะโง่อีกทำไมว่ะ ผู้หญิงเปิดทางให้แล้วทำไมไม่ตามไป...ไปสิวะ...’

******

แสงไฟจากในงานส่องออกมาไม่มากนัก แต่บริเวณแห่งนั้นก็สว่างได้ด้วยหลอดไปนีออนที่ติดอยู่กับเสาไฟฟ้าห่างออกไป ต้นไม้ยามค่ำคืนตั้งตระหง่านเงื้อมง้ำให้ร่มเงาในความมืด กลิ่นหอมของหมู่ไม้ดอกนาๆ ชนิดลอยโชยมาตามสายลมที่พัดรำเพย

รังสิยาเดินเข้ามานั่งที่ม้าหินอ่อนสีขาวสะอาดตาด้วยหัวใจที่ชุ่มชื่นดื่มด่ำไปกับค่ำคืนยามราตรี ส่งผลให้ใบหน้าของหญิงสาวอวบอิ่มและแดงซ่านไปด้วยความรู้สึกจากส่วนลึกของหัวใจที่พุดพรายขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว

“คุณสิ...”

เหมันต์เดินตามหญิงสาวเข้ามาในที่นั้นพร้อมกับขยับเข้าไปนั่งข้างๆ กับหญิงสาว

แต่ด้วยความละอายต่อใจตัวเองที่บอกว่าเป็นผู้หญิงไม่ควรจะนั่งเคียงชายในเวลาเช่นนี้จึงทำให้เธอขยับออกห่างจนไปสุดอยู่ที่ปลายม้านั่งอีกด้านหนึ่ง

“ทำไมละครับ...”

ชายหนุ่มเอ่ยเสียงแผ่ว ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยคำถาม

ทางด้านของหญิงสาวเธอไม่ยอมตอบคำถามของเขาในเวลานั้น แต่เธอได้แหงนมองออกไปที่ท้องฟ้ายามราตรีเบื้องหน้าอย่างไร้จุดหมาย

นานเท่านานหญิงสาวจึงเอ่ยขึ้นมาลอยๆ
“วันนี้ท้องฟ้าสวยจังนะคะ...”

ชายหนุ่มแหงนมองตามคำบุ้ยใบ้ของหญิงสาว สายตาของเขาจับจ้องไปที่ดาวดวงหนึ่งเบื้องหน้าที่ส่งแสงพราวระยิบอย่างสวยงาม ก่อนจะรู้สึกไม่แพ้กับหญิงสาว

“ครับ...”

เขาตอบคำถามของหญิงสาวแต่เพียงสั้นๆ ก่อนจะเปิดยิ้มแล้วหันมาทางหญิงสาวที่นิ่งอยู่

“คุณสิ...คุณอยากจะได้ดาวดวงนั้นไหมครับ”

“ถ้าเป็นไปได้ก็ดีสิคะ...ว่าอีกทีมันก็เป็นไปไม่ได้หรอกคะ มันเป็นเพียงเรื่องเฟ้อฝันเท่านั้น เราไม่มีวันที่จะเอามันมาได้หรอกคะ ดวงดาวมันสวยงามอยู่ที่ปลายฟ้าก็ปล่อยให้มันอยู่เช่นนั้นเถอะคะ อย่าเอามันลงมาพบกับความวุ่นวายบนโลกมนุษย์ของเราเลย”

หญิงสาวร้องบอกเขาเสียงอ่อนโยนก่อนจะตกเข้าไปสู่วังวนของความเงียบอีกครั้ง เช่นเดียวกับชายหนุ่มที่นั่งจ้องอยู่ที่วงหน้าสวยของหญิงสาวจนเธอเริ่มรู้สึกตัวแล้วหันมาทางเขา

“มองอะไรหรือคะ...”
น้ำเสียงของหญิงสาวดังขึ้นอย่างสงสัย

“เปล่าครับ...”
เหมันต์บอกปัดพร้อมกับรอยยิ้มอบอุ่นที่ลอยกรุ่นขึ้นมา

“...ผมแค่อยากจะทำความฝันของคุณให้เป็นจริงก็เท่านั้น คุณอยากจะได้ดาวดวงนั้นใช่ไหมครับ”
“ทำไมคะ...”
รังสิยาถามเขาอีกครั้งด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม

“ทำอย่างไรละคะคุณ”
ไม่พูดเปล่าแต่หญิงสาวได้ส่งสายตาแหงนขึ้นไปมองบนท้องฟ้า มองดวงดาวดวงนั้นกำลังทอแสงระยิบระยับท้าทายล่อตาของเธอ

“มาครับผมจะช่วย”
เหมันต์ขยับเข้าไปจนชิดกับหญิงสาวก่อนจะเอื้อมมือไปจับมือบางของหญิงสาวให้ยกขึ้น

“ค่อยๆ หลับตาลงข้างหนึ่ง แล้วใช้สายตาอีกข้างเล็งไปที่ดาวดวงนั้นผ่านมือของเรา...แบบนี้ครับ เท่านี้ดาวดวงนั้นก็เข้ามาอยู่ในมือของเราแล้ว”

ในเวลานั้นใบหน้าของชายหนุ่มก็แนบชิดกับแก้มผ่องของรังสิยา ความใกล้ชิดครั้งนี้มันทำให้หัวใจของหญิงสาวเต้นแรง...เธออยากจะบอกเขาว่าเธอมีความสุขเหลือเกินกับสิ่งที่เขาทำให้เธอในเวลานี้...

หญิงสาวค่อยๆ หันมาสบตากับสายตาที่อบอุ่นของเขาก่อนจะเปิดเสียงหัวเราะออกมากับท่าทีของชายหนุ่มที่ทำลงไป

“ขำอะไรครับ”

เหมันต์เปิดยิ้มตามพร้อมกับถามหญิงสาว

“ก็คุณสิคะ...ทำอะไรก็ไม่รู้”
น้ำเสียงของรังสิยาอ่อนหวาน จนเกือบจะทำให้หัวใจของชายหนุ่มละลายลงตรงนั้น

ใจสองใจตรงกันเปิดอ้ารับความชุ่มฉ่ำในหัวใจของเขาและเธอที่ส่งมอบให้แก่กัน ต้นไม้ที่กำลังเจริญเติบโตผลิบานดอกไม้แห่งความรักอย่างสวยงามเมื่อได้ปุ๋ยจากความเข้าใจ ความอบอุ่นที่มอบให้แก่กันและกัน

แววตาซุกซนจ้องนิ่งเข้าไปในดวงตาคู่สวย เนิ่นนานเขาจึงค่อยๆ กระชับร่างบางระหงของหญิงสาวให้เข้ามาอยู่ในอ้อมอกของเขาอย่างแผ่วเบา

มือที่ห้อยตกของรังสิยาค่อยๆ ยกขึ้นมาโอบกอดตอบเขาตามหัวใจที่เรียกร้องอยู่ข้างใน ถึงแม้ม่านแห่งศีลธรรมจะคอยปิดกั้นหัวใจของเธอและเตือนสติอยู่เสมอมา แต่ในเวลานี้เธอกลับปล่อยวางมันลง และปล่อยให้หัวใจหลุดลอยไปตามครรลองและเสียงเรียกร้องของหัวใจ

ความอบอุ่นที่ได้รับมอบจากเขาทำให้ในเวลานี้เธอสุขใจเป็นยิ่งนัก หัวใจที่อ้างว้างมานานถูกเขาเข้ามาเติมมันจนเต็ม...รังสิยาหลับตาพริ้ม อยากจะอยู่ในห้วงเวลานี้ให้นานๆ ไม่อยากจะขยับตัวไปไหนอีกเลย

*****
ภายในอ้อมกอดของฟ้ากว้างยามค่ำคืน แสงดาวสุกสกาวระยิบระยับอย่างสวยงาม สายลมยามดึกพัดพลิ้วเย็นสบาย ส่งผลให้เหล่าหนุ่มสาวทั้งสองที่อยู่ในห้วงแห่งโลกสีชมพูสดชื่นไปกับบรรยากาศที่เป็นใจและโรแมนติก

หากในเวลานั้นห้วงเวลาแห่งความสุขกลับถูกกระชากออกด้วยไฟริษยาของใครคนหนึ่ง

“มีความสุขกันจังนะคะ ไม่รู้สึกอายฟ้าอายดินกันเลยหรือยังไงคะ...นี่คุณเป็นผู้หญิงมานั่งกอดกับผู้ชายอยู่แบบนี้พ่อแม่ไม่เคยสั่งสอนหรือยังไงไอ้เรื่องศักดิ์ศรีนี่...ฉันนี่อายแทนพ่อแม่ของเธอจริงจริ้ง”

เป็นเสียงแหลมเล็กของพิมาลาที่หวีดแว้ดๆ อย่างขัดใจ ก่อนจะเดินเข้ามาจับหนุ่มสาวทั้งสองให้แยกออกจากกัน

“น้องพิมมี่...”

เหมันต์ร้องขึ้นอย่างไม่เชื่อในสายตาว่าผู้หญิงตรงหน้าจะเป็นญาติสาวของตน

“นี่คุณ...”

รังสิยาเริ่มเดือดปุดๆ ถึงการกระทำของเธอจะค่อนไปในทางที่เสื่อมเสีย แต่ที่เธอทำไปก็เพราะความรักที่เกิดขึ้นและเสียงเรียกร้องจากหัวใจ เมื่อถูกใครก็ไม่รู้เข้ามาด่าฉอดๆ อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ยิ่งค่อนขอดเธอไปถึงผู้ให้กำเนิดทั้งสองแล้วเธอยิ่งไม่ยอม และตอกกลับอย่างเจ็บแสบ

‘ด่าใครไม่ด่า มาด่าพ่อแม่ของฉันเดี๋ยวได้เห็นดีกัน’

“นี่คุณ ว่าแต่คนอื่นเคยก้มลงมองตัวเองบ้างไหมฮึ...เที่ยววิ่งไปกอดแขนคนโน้นทีคนนี้ที ฉันขอถามหน่อยเถอะกับไอ้การกระทำของฉันเมื่อกี้กับของเธออันไหนมันจะน่าอายกว่ากัน”

รังสิยาเท้าเอวพร้อมกับมองหน้าอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัว เมื่ออีกฝ่ายต่ำมาก่อนเธอจึงตอกกลับแบบต่ำๆ มันถึงจะสมกัน

“อ๊าย...อีบ้า บังอาจนักนะมาว่าฉัน พี่เหมันต์คะดูมันสิคะมาว่าพิมมี่”

เมื่อเห็นท่าทีของอีกฝ่ายว่าจะเอาจริง พิมาลาจึงหันมาทางชายหนุ่มพร้อมกับจริตมายาเพื่อขอให้เขาช่วย

“พิมมี่...พี่ว่าพิมมี่เข้าไปในงานก่อนเถอะ ดูสิกลิ่นเหล้าหึ่งเลย พิมมี่เมามากแล้วนะ”
เหมันต์แกะวงแขนของสาวนักเรียนนอกให้ห่างจากตนอย่างสุภาพ

“พิมมี่ไม่ได้เมา พิมมี่ยังมีสติดี พี่เหมันต์เชื่อพิมมี่สิคะ”
พิมาลาไม่ยอมท่าเดียว หล่อนได้กระทืบเท้าเร้าๆ คล้ายเด็กที่มักถูกคนเอาแต่ใจเสมอมา

“ถ้าพิมมี่ไม่ไป พี่กับคุณสิไปเองก็ได้”

พูดจบชายหนุ่มก็จูงมือรังสิยาเดินจากไปในทันที...เมื่อเดินผ่านหน้าของพิมาลา รังสิยาไม่วายทำหน้าล้อเลียนจนทำให้อีกฝ่ายหน้าแดงก่ำด้วยอารมณ์โกรธ ไฟริษยาลุกโชกโชนอยู่ภายในดวงตาคู่สวย สาวนักเรียนนอกกรีดร้องอย่างขัดใจ

“อ๊าย...ฝากไว้ก่อนเถอะ นัง...นัง...ฮึ้ย”

เมื่อนึกชื่อของอีกฝ่ายไม่ออกหญิงสาวจึงระบายอารมณ์ด้วยการสะบัดตัวไปมาอย่างขัดใจ

...โปรดอ่านต่อในตอนต่อไป...



Create Date : 09 กรกฎาคม 2553
Last Update : 9 กรกฎาคม 2553 14:05:04 น. 0 comments
Counter : 300 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ภีมภูริ...
Location :
พะเยา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ข้อตกลง
1. กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะเป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาตจากผู้ลงผลงาน

2. กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลงผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

3. ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานที่ละเมิดลิขสิทธิ์ โปรดแจ้งเจ้าของบล็อกทันที




Friends' blogs
[Add ภีมภูริ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.