ดินแดนแห่งจินตนาการ...
จินตนาการแห่งสายลม...
Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2553
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
20 สิงหาคม 2553
 
All Blogs
 

เงารักซ่อนแค้น...ตอนที่ 16


16...หลุดพ้น

เสียงหวีดร้องของฉัตรนภาดังขึ้นจากในห้อง กำนันชัยวัฒน์ที่เพิ่งจะออกมาต้องตกใจหยุดชะงักเงี่ยหูฟัง เมื่อแน่ใจว่าเป็นเสียงของบุตรสาวของตัวเองกำนันเฒ่าจึงรีบเปิดประตูโผเข้าไปในห้องในทันที ใบหน้าของเด็กสาววัยรุ่นแดงก่ำ ไร้เลื่อนลอย ในมือกำมีดไว้แน่นเตรียมจะกระทำการใดการหนึ่งกับร่างกาย แต่ผู้เป็นบิดาได้เข้ามาแย่งมีดไว้เสียก่อนเด็กสาวจึงหยุดความคิดนั้นไว้เพียงชั่วขณะ

“ลูกฟ้า ทำอย่างนี้ทำไมลูก...”

กำนันเฒ่าเอ่ยขึ้นอย่างเป็นห่วง ดึงมีดไปซ่อนไว้ที่กระเป๋าเสื้อตนเอง

“อะไร...อะไร ฟ้าทำอะไร...ไม่เห็นมีเลย...”

สาววัยรุ่นทำหน้าไร้เดียงสาเหมือนกับว่าเหตุการณ์ที่ผ่านไปเมื่อครู่มันไม่ได้เกิดขึ้นกับหล่อน

“เมื่อกี้ลูก...เอ่อ ช่างมันเถอะ...”

“ไป...ไป...พ่อจะไปไหนก็ไปเถอะ...ฟ้าเบื่อ...เบื่อขี้หน้าพ่อ...ไป้”

ฉัตรนภาออกปากไล่บิดา ก่อนจะหันมาเล่นกับตุ๊กตาที่วางไว้ข้างๆ ตัว พูดพร่ำรำพันเหมือนกับมันมีชีวิต

“เนอะ ลูกเนอะ...เรามาเล่นกันเถอะนะ...”

หญิงสาววัยรุ่นยกตุ๊กตาขึ้นเล่นอย่างสนุกสนานเปิดยิ้มส่งให้กับเจ้าตุ๊กตาตัวนั้นอยู่ตลอดเวลา ขณะที่กำนันชัยวัฒน์ก็เบาใจเมื่อลูกสาวไม่อาละวาดเหมือนที่ผ่านมาเขาจึงรีบเลี่ยงออกจากห้องนั้นไป....เขาชินกับมันเสียแล้วกับอาการเช่นนี้ของบุตรสาว

เมื่อลับตาของบิดาใบหน้าที่เปื้อนยิ้มของฉัตรนภาก็เปลี่ยนไป ดวงตาแดงก่ำริมฝีปากซีดสนิท เธอหงายหน้าขึ้นหัวเราะอย่างสาแก่ใจในผลงาน

“ไอ้โง่ ไอ้เฒ่าหน้าโง่เอ้ย...”

เสียงพร่ำพูดที่แหลมเล็กดังออกจากปากของเด็กสาว เธอหงายหน้าขึ้นหัวเราะอีกครั้งก่อนจะสอดมือเข้าไปใต้หมอนดึงมีดอีกเล่มออกมาจ้องมองมันอย่างพอใจ...ใบมีดปอกผลไม้สะท้อนแสงไฟเข้าตาของเธอบ่งบอกว่ามีดเล่มนี้คมขนาดไหน

“หึ...หึ...หึ”

ฉัตรนภาหัวเราะก้องเป็นคำรบที่สามจ้องมองใบมีดที่ถืออยู่ในมือด้วยใบหน้าที่เลื่อนลอย เธอยกแขนอีกข้างขึ้นอย่างเชื่องช้าก่อนจะค่อยๆ บรรจงกรีดมีดปลายแหลมลงที่เนื้อของตนบนข้อมืออย่างเลือดเย็น สาแก่ใจและสะใจเป็นที่สุด หาได้แสดงอาการแห่งความเจ็บปวดออกมาสักน้อยนิด เลือดสีแดงสดค่อยๆ ไหลรินออกจากปากแผลที่เปิดกว้างหยดลงสู่ผ้าห่มและผ้าปูที่นอนสีขาว แผลเหวอะหวะจากคมมีดถูกกรีดอย่างต่อเนื่อง สาววัยรุ่นสติไม่เต็มเต็งหงายหน้าขึ้นหัวเราะชอบใจในการกระทำของตน...ไร้ความเจ็บปวด

“หึ...หึ...หึ”

เสียงหัวเราะของเด็กสาวดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง...ขณะที่เลือดสีแดงเข้มจนหน้ากลัวไหลออกมาจากแผลที่เหวอะหวะไม่ยอมหยุดหยดลงสู่ที่นอนเป็นวงกว้าง...หล่อนดีใจ...ดีใจที่ได้เห็นเลือด ดีใจที่เห็นตัวเองเจ็บ ดีใจที่ได้สร้างปัญหาต่างๆ นาๆ ให้กับคนรอบข้าง นี่แหล่ะคือผลงานที่สาวสติแตกต้องการและพอใจในขณะนี้...

ความเสียใจของคนรอบข้างเท่านั้นเป็นสิ่งที่ฉัตรนภาต้องการเป็นที่สุด...

ขณะนั้นประตูห้องก็เปิดออก เสียงนางพยาบาลที่เข้ามาให้ยาร้องขึ้นอย่างตกใจเมื่อเห็นเลือดที่ไหลจากที่นอนนองลงพื้น

“ตายแล้ว...นี่มันอะไรกัน”

นางพยาบาลสาวรีบโผไปที่ร่างของสาววัยรุ่นที่นอนหายใจโรยรินอยู่บนเตียงด้วยเพราะขาดเลือดมาก ใบหน้าซีดเผือด ในร่างกายมีเลือดน้อยเต็มทีที่จะหล่อเลี้ยงหัวใจ ข้าวของภายในห้องตกกระจาย พยาบาลสาวรีบเข้าไปถึงตัวเด็กสาวจับแขนขึ้นมองดูแผลก่อนจะตั้งสติรีบกดออดหัวเตียงเรียกพยาบาลคนอื่นๆให้เข้ามาช่วย

“เมวิการีบเรียกอาจารย์หมอด่วน คนไข้อยู่ในอาการโคม่าต้องการเข้าห้องฉุกเฉินด่วน...ย้ำห้องสามหกหนึ่ง...คนไข้ห้องสามหกหนึ่งค่ะ...”

ความชุลมุนวุ่นวายเริ่มเกิดขึ้นอีกครั้ง เหล่าพยาบาลต่างทำงานกันอย่างวุ่นวาย ประตูห้องสามหกหนึ่งเปิดออกพร้อมกับเตียงที่ถูกเข็นออกมาพร้อมกับร่างของฉัตรนภาที่นอนไร้สติอยู่บนนั้น เตียงล้อลากถูกเข็นมุ่งตรงสู่ห้องฉุกเฉินในทันที...!

****
“อะไรนะพ่อ อีบ้านั่นมันกรีดแขนตัวเอง ฮึ...มันตายรึเปล่าละ”

น้ำเสียงของดารารัตน์เอ่ยประชดดังขึ้น พิมพ์จันทร์ที่กำลังนั่งมองเล็บมือเล็บเท้าตัวเองอยู่ในห้องนั้นด้วย ต้องหยุดความสนใจในตัวเองมาสนใจการสนทนาของเพื่อนสาว...รู้สึกว่าข่าวใหม่นี้จะเป็นข่าวใหญ่ที่มาแรงซะด้วย...น้องสาวของแม่นางร้ายสาวคิดฆ่าตัวตาย...

“ไม่คะพ่อ หนูไม่ไปหรอก...วันนี้หนูมีประชุมไม่มีเวลาว่างจะไปเฝ้านังบ้านั่นหรอก...”

“โธ่ลูก มาดูน้องมันสักนิดเถอะ วันนี้อาการน้องมันหนักมากเลยนะ”

เสียงจากปลายสายขอความเห็นใจ แต่ดารารัตน์ไม่เห็นด้วยจึงกล่าวปฏิเสธ

“ไม่ค่ะพ่อ...รอให้มันตายก่อนหนูค่อยไป...และถ้านักข่าวรู้ว่าหนูมีน้องสาวเป็นบ้า เรตติ้งของหนูจะต้องตกแน่เลย ไม่เอาคะวันนี้หนูมีงานจะต้องทำ เท่านี้ก่อนนะคะ...”

ดาราสาวเจ้าบทบาทชิงตัดบทและกดวางสายในทันทีโดยไม่สนคำขอร้องของบิดาที่ตามมาอีกหลายคำ

“เบื่อ...เบื่อ...”

ดารารัตน์สบถลั่นห้อง ขว้างโทรศัพท์ไปที่เตียงแล้วสาวเท้าไปนั่งไขว่ห้างที่โต๊ะเครื่องแป้ง

“เป็นอะไรอีกละยะ ยัยด้า”

พิมพ์จันทร์ถามขึ้นด้วยความสงสัย ทั้งๆ ที่เธอพอจะรู้อะไรบ้างแล้ว

“ก็อีบ้าน้องสาวฉันนะสิ วันนี้เกิดบ้าอะไรไม่รู้ดันเอามีดมากรีดแขนตัวเองเล่น ตอนนี้เลยถูกหามเข้าห้องไอซียู...”

ดารารัตน์กล่าวเสียงเยาะ ลูบไล้เส้นผมดำสลวยของตัวเองเบาๆ

“ว้ายถึงขนาดนั้นเลยหรือยะ...ดาด้า”

พิมพ์จันทร์แสร้งร้องขึ้นอย่างตกใจ แต่ในใจนั้นนึกสะใจอยู่ในที

“แล้วอาการเป็นยังไงบ้างละ”

“คงตายล่ะมั้ง...”

นางแบบสาวกล่าวประชดคำพูดนั้น...ทั้งๆ ที่ได้ยินการสนทนาของเธอและบิดาอยู่แล้วกลับดันถามมาได้...

“เออดาด้า...วันนี้ไม่ใช่เหรอที่คุณสุรชัยนัดพบเธอ...”

พิมพ์จันทร์เอ่ยขึ้นลอยๆ ไม่จริงจัง แต่ดารารัตน์ก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าวันนี้สุรชัยนัดพบคณะใหญ่จริงๆ ไม่ใช่แค่คำที่เธอเพิ่งโกหกบิดาไปเมื่อสักครู่นี้

“จริงด้วยสิ...เฮ้อฉันต้องได้เจอนังนิรัชฌาอีกแล้วพิมพ์...และนี่ก็ยังไม่รู้ว่าอีกระเทยปากหมานั่นจะพ่วงมาด้วยหรือเปล่า”

“งั้นเราจะช้าทำไมไปเตรียมตัวกันเถอะ จะได้ไม่เสียเวลา...”

พิมพ์จันทร์เป็นฝ่ายเสนอโดยที่มีความลับอยู่ในใจเก็บซ่อนไว้อย่างดี

****
เข้มเปิดเปลือกตาขึ้นก็พบกับแสงสว่างที่แยงเข้าตา ร่างกายปวดร้าวระบม รอบกายว่างเปล่า ไร้สิ่งกีดขวางไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตทั้งมวล...เอาอีกแล้ว บรรยากาศเดิมๆ เงียบเหงา ไร้ผู้คน...นี่เขาอยู่ที่ไหนกันแน่ โลกอนาคต โลกอดีตหรือว่าโลกแห่งวิญญาณ...เมื่อคิดมาถึงตอนนี้กระแสบางอย่างที่เขาสัมผัสได้ยิ่งเพิ่มความกลัวให้แก่เขามากยิ่งขึ้น...เขาตายแล้ว...นี่เขาตายไปแล้วจริงหรือนี่

ความกลัวยิ่งก่อตัวขึ้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะในจิตใจของเขาในขณะนี้มีห่วงคล้องคออยู่หลายห่วง...ห่วงทุกอย่าง ห่วงคนรอบข้าง ห่วงผู้ที่ชุบเลี้ยงเขามา เขายังไม่ได้ตอบแทนบุญคุณของหลวงตาบุญเลย นี่เขาจะต้องมาตายเสียแล้วหรือ...

มิน่าล่ะเขาถึงได้มองเห็นเหล่าวิญญาณ เหล่าภูตผีปีศาจที่ต้องการจะมารุมทึ่งฆ่าเขา...นี่มันบ่วงกรรมของเขาที่ลิขิตให้เป็นไปก็ยากจะหยั่งรู้ได้ ที่รู้ในขณะนี้เขาจะต้องตามหาผู้คนให้พบเสียก่อนว่าตรงจุดที่เขายืนอยู่นี้มันที่ไหนกันแน่

“...สัพเพสัตตา...สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์...”

ขณะที่ดวงจิตของเข้มกำลังสับสนวุ่นวายอยู่นั้น พลันโสตหูของเขาก็แว่วได้ยินเสียงที่คุ้นเคย จากกระแสเสียงที่เบาบางลอยมากับอากาศรอบตัวกลับดังชัดขึ้น...ชัดขึ้น จนเขาสามารถสัมผัสได้ว่ากระแสเสียงนั้นเป็นเสียงจากคนที่คุ้นเคย ชุบเลี้ยงเขามา...คล้ายดั่งต้นไม้ที่แห้งเหี่ยวได้รับน้ำที่ชุ่มฉ่ำ จิตใจที่ห่อเหี่ยว เดียวดายก็พลันมีกำลังใจขึ้นมา

...กระแสเสียงนั้นยังดังขึ้นอยู่ต่อเนื่อง เชื่องช้า...

“เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น...”

เข้มรู้สึกสดชื่นขึ้นมามากกว่าเดิม ถึงแม้จะไม่พบเจอผู้คนแต่ก็ดีที่ยังมีกระแสเสียงจากหลวงตาบุญดังขึ้นมันทำให้เขาไม่ว้าเหว่ อ้างว้าง เหมือนโลกนี้มีแต่เขาเพียงผู้เดียว...

เสียงนั้นคล้ายนำทางให้เขาได้เดินไปสู่จุดหมายปลายทางที่ต้องการ...ชายหนุ่มเดินไป...เดินต่อไปเรื่อยๆ เดินไปตามกระแสเสียงที่คอยนำทาง

ช่วงเวลาที่เขาเลือกเดินตามกระแสเสียงที่คุ้นเคยนั้นดั่งมีความหวัง พลันสติทั้งหมดก็พลันดับวูบลง เมื่อแสงสีขาวบริสุทธิ์ได้พุ่งปราดเข้ามาอย่างรวดเร็ว...นาทีนั้นดวงจิตที่อ่อนล้าเต็มทีของเขาก็ถูกกลืนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของลำแสงนั้นในทันที...

...เข้มลืมตาขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันแตกต่างจากคราวแรกๆ ที่ผ่านมา ร่างกายที่เบาหวิวกลับหนักอึ้ง รอบๆ ตัวคล้ายถูกคลุมด้วยสิ่งหนึ่ง การหายใจไม่สะดวกมันรู้สึกคล้ายดั่งถูกครอบด้วยอะไรบางอย่าง เสียงรอบข้างดังอื้ออึงวุ่นวาย รอบข้างมีแต่ความสับสนว้าวุ่น

แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขาสัมผัสได้ว่าชุ่มเย็น ลื่นไหลดั่งสายน้ำ ก็ต่อเมื่อเขากลอกลูกตามองไปรอบๆ ตัวพลันนั้นกระแสแห่งความปีติ อิ่มเอิบก่อเกิดขึ้นภายในจิตใจ เมื่อเห็นแสงสีเหลืองจากจีวรของหลวงตาบุญปลิวไสวอยู่ตรงหน้า

“หลวงตา...”

น้ำเสียงของเขาแหบโหยยากนักที่จะลอดผ่านจากลำคอมาได้ เขาพยายามขยับตัวลุกขึ้นเพื่อจะกราบท่าน แต่มืออันอบอุ่นก็มาแตะลงที่แขนของเขาเบาๆ เป็นการห้ามปราม

“เอ็งอย่าเพิ่งขยับตัวเลย ในตอนนี้...เอ็งปลอดภัยแล้ว เอ็งหมดทุกข์แล้ว พ้นทุกข์เวรเสียทีนะเอ็ง”

“...หลวงตา”

เขาอยากจะกล่าวคำขอบคุณแต่ยากนักที่ใจจะกลั่นมันออกมาได้ในเวลานั้น มันคล้ายมีก้อนหินอันหนักอึ้งคอยถ่วงความคิดและคำพูดของเขาไว้ แม้พยายามเท่าไหร่ก็ยากที่จะทำได้

“...เอ็งอย่าเพิ่งฝืนสังขารของเอ็งในตอนนี้เลย...ไอ้เข้ม เอ็งจงพักผ่อนเสียเถิด...”

น้ำเสียงนั้นเริ่มห่างหาย พร้อมๆ กับเปลือกตาของเขาก็มีอันหนักอึ้งขึ้นมาอีกครั้ง สติสัมปชัญญะที่มีอยู่ก็ค่อยๆ ดับวูบลงอีกครั้งอย่างเชื่องช้า สงบ...

โรงแรมชื่อดังแห่งหนึ่งในตัวจังหวัดลำพูน ที่ห้องประชุมอันกว้างขวางถูกจัดให้เป็นสถานที่รวมตัวกันของเหล่านักแสดงและทีมงานของผู้กำกับหนุ่มสุรชัย เหล่าดาราและทีมงานต่างพากันมาจนแน่นขนัดเต็มงาน เวลานั้นดารารัตน์ว่าที่นางเอกสาวของละครเรื่องใหม่นี้ก็ปรากฏตัวขึ้นที่หน้างานพร้อมกับแม่นักแสดงตัวประกอบเพื่อนสาว...พิมพ์จันทร์ ทั้งสองเดินเฉิดฉายชูคอเคียงคู่กันเข้ามาภายในงาน ส่งผลให้เหล่าตากล้องสื่อมวลชนต่างเก็บภาพเธอทั้งสองไม่แพ้กันจนแทบไม่ทัน

“...สวัสดีค่ะ สวัสดีค่ะพี่ๆ สื่อมวลชนทั้งหลาย เชิญเลยคะ เชิญถ่ายรูปของดาด้าให้เต็มที่เลยนะคะ”

ดารารัตน์ใส่จริตมารยายกมือไหว้ดะทุกคนอย่างนอบน้อม

เมื่อเห็นสุรชัยเดินออกมาจากข้างในคุณเธอเลยละทิ้งเรื่องการถ่ายภาพเดินโยกย้ายส่ายสะโพกไปหาเขาในทันที ทิ้งให้พิมพ์จันทร์ยืนแอ็กท่าแต่เพียงลำพัง

“สวัสดีคะ คุณสุรชัย...มาเมื่อไหร่คะแหม...ไม่บอกดาด้าเลยนะคะ”

นางแบบสาวสุดเซ็กซี่ถามผู้กำกับละครหนุ่มท่าทางกันเอง

“ผมมาเมื่อห้าวันที่แล้วครับคุณดาด้า มาถึงก็ไปดูสถานที่เลย ที่คุ้มเรือนแก้วนะครับ...”

“คุ้มอะไรนะคะ ชื่อคุ้นๆ”

“คุ้มเรือนแก้วครับ มรดกตกทอดของคุณทัศทระนง ที่นี่แหล่ะครับเราจะใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำละครของเราตลอดทั้งเรื่องกัน”

“อ้อ...อ๋อ คุ้มเรือนแก้ว...”

คุณเธอทำสีหน้ารับทราบและเข้าใจ “...คุณมาถึงแล้วทำไมไม่โทรบอกด้าล่ะคะ...ดาด้าจะได้ไปต้อนรับ”

แม่คุณฉายแววตาผิดหวังเมื่อเขามาถึงตั้งนานแล้วแต่ยังไม่ยอมโทรบอกเธอเลยสักนิด

“ต้องขอโทษจริงๆ ครับ ผมต้องยุ่งกับเรื่องเตรียมงานอยู่หลายวัน เลยไม่ค่อยมีเวลาโทรบอกคุณหรอกครับ...ว่าแต่ว่าน้องสาวคุณหายดีหรือยังครับ...”

ผู้กำกับละครหนุ่มหาทางแก้ตัวกล่าวขอโทษ ก่อนจะถามหาสาเหตุที่ดารารัตน์รีบบึ่งรถกลับบ้านก่อนโดยไม่ยอมเข้าร่วมงานบวงสรวงละครครั้งใหญ่

ดารารัตน์หน้าเผือดลง...จะให้บอกเขาได้ยังไงก็ตอนมาถึงเธอไปเยี่ยมแม่น้องสาวตัวดีแค่ครั้งเดียวเองก็เจอดีเข้าเลย แม่นั่นขว้างกล่องใส่กระดาษชำระใส่หน้าหล่อนโดยไม่นึกถึงคำว่าพี่สาว...ข่าวล่าสุดที่บิดาโทรมาบอกเธอเมื่อชั่วโมงที่ผ่านมาว่าแม่น้องสาวของหล่อนเพิ่งถูกหามเข้าห้องฉุกเฉิน

“ยัยฟ้านะหรือคะ ตอนนี้อาการดีขึ้นแล้วคะ”

ดารารัตน์รีบเอ่ยขึ้นอย่างรวดเร็วไม่มีคำว่าจะยั้งคิดสักนิด

เวลานั้นพิมพ์จันทร์ที่ยืนยิ้มให้ช่างภาพถ่ายภาพอยู่ก็มีอันหันกลับมามองเพื่อนสาวในทันที...อีตอแหล เมื่อกี้พ่อเธอโทรมาว่ายัยนั่นเข้าห้องไอชียูไม่ใช่รึ พอตอนนี้กลับบอกทุกคนว่าสบายดี... แววตาที่พิมพ์จันทร์ส่งมาให้เพื่อนสาวมันแฝงไว้ด้วยความขยะแขยงต่อคำพูดของดารารัตน์และรังเกียจที่แม่คนนี้ไปได้แบบน้ำขุ่นๆ

“ใช่ค่ะ...คุณสุรชัย น้องสาวของดาด้าเธอดีขึ้นแล้วคะ”

พิมพ์จันทร์กล่าวเสียงลอดไรฟัน เน้นคำว่า ‘ดีขึ้นแล้ว’ คล้ายจะประชดเพื่อนสาวให้รู้สึกตัว

เวลานั้นการสนทนาของทุกคนก็มีอันยุติลงไปชั่วขณะด้วยการปรากฏตัวของนิรัชฌา เจซี่และกิตติยา สายตาหลายคู่จับจ้องไปที่นางเอกสาวอย่างชื่นชมและดีใจที่นางเอกระดับแถวหน้าอย่างนิรัชฌาได้มาปรากฏโฉมที่นี่ ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าหญิงสาวจะมาในวันนี้ แต่เหล่าทีมงานและช่างภาพสื่อมวลชนต่างก็ยังพากันยืนตะลึงมองความสง่างามและความอ่อนหวานของหญิงสาวคล้ายถูกมนต์สะกด

จะมีสายตาอยู่สองคู่เท่านั้นที่มองนิรัชฌาแตกต่างจากคนอื่น ทั้งรังเกียจ ริษยา ต่างๆ นาๆ สายตาทั้งคู่นั่นก็คือ ดารารัตน์และพิมพ์จันทร์สองนางแบบสาวศัตรูของนิรัชฌานั่นเอง

นางเอกสาวเดินนำชาวคณะเข้ามาภายในงานแห่งนั้นก่อนจะยกมือไหว้ทุกๆ คนด้วยความอ่อนน้อม ถ่อมตน

“สวัสดีพี่ๆ ทุกคนคะ”

กิริยาอาการทั้งหมดของหญิงสาวมาจากใจจริงหาได้เสแสร้งแกล้งทำเหมือนดั่งที่ดารารัตน์และพิมพ์จันทร์ทำไม่

ช่างภาพสื่อมวลชนทั้งชายหญิงต่างพากันกรู่เข้ามาถ่ายภาพและสัมภาษณ์นางเอกสาวกันเสียยกใหญ่ทิ้งให้พิมพ์จันทร์ที่กำลังแอ็กท่าให้ถ่ายภาพต้องทำท่าเก้อไปเสียงอย่างนั้น

“อ๊าย...อีบ้า เสือกมาตอนที่ฉันกำลังจะถ่ายภาพสวยๆ”

พิมพ์จันทร์สบถด้วยเสียงที่ไม่พอใจ ไฟริษยาลุกโชนขึ้นในแววตาทั้งสองข้าง

“สวัสดีตอนเช้าคะ คุณสุรชัย”

นางเอกสาวเดินเข้ามาทักทายผู้กำกับละครหนุ่มใหญ่หลังจากที่ยืนให้เหล่าสื่อมวลชนสัมภาษณ์กันจนอิ่มหนำเต็มที่แล้ว

“สวัสดีครับ คุณนิรัชฌา”

สุรชัยทักทายกลับไปด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม

“สวัสดีคะคุณดาด้า สบายดีนะค่ะ”

หญิงสาวหันไปทักทายดารารัตน์ที่ยืนเกาะแขนทำท่าหยิ่งทระนงอยู่ข้างๆ กับสุรชัย

“สวัสดี...”

ดารารัตน์กล่าวทักทายกลับไปด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความประชด ขณะที่นิรัชฌาหน้าถอดสีที่การทักทายของเธอเก้อไปเสียแล้ว เมื่อการตอบรับกลับมาจากเพื่อนร่วมงานคนนี้ดูจะไม่ราบรื่นเสียเท่าไหร่

“การเดินทางเป็นยังไงบ้างครับ คุณนิรัชฌา คุณกิตติยา”

สุรชัยถามถึงการเดินทางของนางเอกสาว และเลยไปทักทายผู้จัดการส่วนตัวของเธอที่ตามมาข้างหลัง

“ก็ดีนะคะ สะดวกสบายดีไม่ขวางหูขวางตาเหมือนใครบางคน”

เป็นเสียงจากดีไซเนอร์กระเทยสาวที่ดังแทรกขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของเจ้าหล่อน สายตาที่มองจับจ้องไปที่ดารารัตน์และพิมพ์จันทร์นั้นมันแฝงไว้ด้วยความเยาะเย้ย รังเกียจผสมปนกันไป

“อ้าวคุณเจซี่มาพอดี ผมกำลังจะติดต่อไปอยู่พอดีเลยครับ”

“ไม่ต้องห่วงเจซี่หรอกค่ะ คุณสุรชัย ยังไงงานนี้คงขาดเจซี่ไม่ได้หรอก...ใช่มั้ยค่ะคุณน้องดาด้า”

กระเทยร่างอ้อนแอ้นหันมาทำเสียงประชดประชันใส่ดารารัตน์ จนเจ้าหล่อนเกือบจะเก็บอาการเอาไว้ไม่อยู่...ถึงวีนแตกตอนนี้หล่อนคงลำบากแน่ ขณะนี้นักข่าวก็ล้อมหน้าล้อมหลังอยู่นี่...หล่อนกลั้นใจตอบไปแบบไม่เต็มเสียงนัก...

“ใช่คะ...ยังไงงานนี้ คงขาดพี่เจซี่ไม่ได้หรอก”

เธอเน้นคำว่า ‘คงขาด’ ด้วยเสียงที่ลอดไรฟัน

สุรชัยยกข้อมือขึ้นมองดูนาฬิกาเมื่อเห็นว่าได้เวลาแล้วจึงเชื้อเชิญให้ทุกๆ คนเข้าไปร่วมโต๊ะประชุมเพื่อแจ้งผลการดำเนินงานการแสดงละครครั้งนี้

“ได้เวลาแล้วครับ ผมขอเชิญทุกๆ คนเข้าไปข้างในห้องประชุมได้แล้วครับ”

“คุณชัยค่ะ ว่าแต่คุณกรวิชญ์มารึยังคะ”

ดารารัตน์ทำสายตาหยาดเยิ้ม มองไปที่ผู้กำกับละครหนุ่ม ถามถึงพระเอกหน้าใหม่ของเรื่องนี้...เธอเพิ่งรู้ความจริงว่ากรวิชญ์พระเอกรุ่นน้องที่เธอแอบปลื่มอยู่ในใจว่าเขาได้มาเป็นพระเอกคู่กับเธอจากโทรทัศน์เกี่ยวกับข่าวงานบวงสรวงละคร ภาพของนิรัชฌาและกรวิชญ์บนจอมันทำให้เธอแทบคลั่งเมื่อเห็นภาพของทั้งสองยืนเคียงข้างกัน...มันยิ่งเพิ่มไฟริษยาภายในดวงตาของดารารัตน์เข้าไปอีก รายการเกลียดชังนางเอกสาวก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น

“น้องเขาติดถ่ายละครอีกเรื่องครับ กว่าจะได้ขึ้นมาคงอีกสองหรือสามวันครับ...”

สุรชัยกล่าวไปตามความเป็นจริง ดารารัตน์มีสีหน้าผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด
“ว้า...เสียดายจัง ถ้าอย่างนั้นดิฉันคงเหงาแย่”

เป็นเสียงของเจซี่ดังแทรกประชดขึ้นอีกครั้ง ดารารัตน์กำหมัดไว้แน่นพยายามทำสีหน้าให้เป็นปกติ ก่อนจะเป็นฝ่ายชวนให้สุรชัยเข้าไปในงาน

“เราเข้าไปข้างในกันเถอะคะ คุณชัย”

หล่อนคล้องแขนสุรชัยไว้แน่นเดินนำพาเขาเข้าไปที่ห้องประชุมก่อนใคร ทิ้งให้พิมพ์จันทร์ยืนทำหน้าเหลอหลาไร้ที่พึ่ง ดังนั้นมันจึงเป็นโอกาสของกระเทยจอมหาเรื่องแขวะเข้าไปอีกคน

“ไปสิยะ เพื่อนเธอส่ายตูดไปโน้นแล้ว...”

พิมพ์จันทร์เชิดหน้าทำท่าหยิ่งยะโสก่อนจะเดินสับเท้าตามเพื่อนสาวเข้าไปภายในห้องประชุมท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะเย้ยของเจซี่ จนนิรัชฌาทนไม่ได้เธอจึงปรามคุณหล่อนเบาๆ

“อย่าเสียมารยาทคะพี่เจซี่ ดูซินักข่าวตากล้องก็เต็มไปหมด พี่ไม่อายพวกเขาหรือคะ”

กระเทยสาวรู้สึกตัวทำหน้าเจื่อน

“ขอโทษคะพี่ลืมไป สำหรับแม่สองตัวนั่นพี่ไม่ยอมจริงๆ นะคะ”

“นิเข้าใจคะ...แต่มันยังไม่ใช่เวลานี้นะคะ...ไปค่ะพี่เจซี่ พี่กิ๊ฟเราเข้าไปในห้องประชุมกันเถอะคะ ทุกคนคงมากันพร้อมแล้ว”

พูดจบหญิงสาวจึงเดินนำทุกคนเข้าไปภายในห้องประชุมของตัวโรงแรมที่จัดเตรียมไว้สำหรับนักแสดงและเหล่าทีมงานของสุรชัยโดยเฉพาะ

….โปรดอ่านต่อในตอนต่อไป...




 

Create Date : 20 สิงหาคม 2553
0 comments
Last Update : 20 สิงหาคม 2553 19:35:12 น.
Counter : 391 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


ภีมภูริ...
Location :
พะเยา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ข้อตกลง
1. กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะเป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาตจากผู้ลงผลงาน

2. กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลงผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

3. ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานที่ละเมิดลิขสิทธิ์ โปรดแจ้งเจ้าของบล็อกทันที




Friends' blogs
[Add ภีมภูริ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.