Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2557
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
4 พฤศจิกายน 2557
 
All Blogs
 
Timeline เจาะเวลาผ่าจักรวาล (New Version) ตอนที่ 2

ประมาณ 2,600 ปีที่แล้ว

เจ้าหญิงรูปนันทาพระขนิษฐาของเจ้าชายสิทธัตถะ ทรงมองมาที่หน้าต่างทรงเห็นพระนางพิมพายังทรงยืนรอเจ้าชายสิทธัตถะที่หน้าพระราชวัง ทรงสังเวชพระทัยแต่อีกพระทัยหนึ่งก็ทรงเข้าพระทัย เนื่องจากทรงเป็นหญิงด้วยกัน

เจ้าชายนันทะกลับมาสู่ห้องทรงพระสำราญพอเจ้าหญิงรูปนันทาทรงเห็นจึงตรงรี่เข้าไปหาเจ้าชายนันทะ

“เสด็จพี่เสด็จพ่อกับเสด็จแม่ทรงเป็นอย่างไรบ้าง”

เจ้าชายนันทะกล่าวกับพระน้องนางว่า“เมื่อเสด็จพ่อได้ทราบความจากฉันนะแล้ว ก็ทรงตกพระทัยมากเสด็จแม่จึงทรงปลอบโดยไม่ให้คลาดสายตา”

เมื่อเจ้าหญิงรูปนันทาทรงทราบว่าพระเจ้าสุทโธทนะทรงได้รับการดูแลอย่างดีจากพระนางมหาปชาบดีโคตมีก็ทรงเบาพระทัย เจ้าหญิงทรงเห็นว่าพระเจ้าสุทโธทนะน่าจะเตรียมพระทัยไว้แล้วเพราะได้มีการพยากรณ์มาก่อนหน้าว่าเจ้าชายสิทธัตถะจะทรงออกผนวชอย่างแน่นอน

เจ้าชายนันทะได้ถามขึ้นบ้าง“แล้วพระพี่นางพิมพาล่ะ ทรงเป็นอย่างไรบ้าง”

เจ้าหญิงรูปนันทาทรงมองไปที่หน้าต่าง“ตั้งแต่พระพี่นางทรงทราบความ ก็ทรงไม่แตะต้องสิ่งใด ทรงไปยืนรอเสด็จพี่ตรงหน้าวังใครทัดทานก็ไม่ทรงฟัง ทรงพระกรรแสงอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะทรงยืนรออย่างเงียบๆน้องได้ไปเชิญให้เสด็จกลับขึ้นมา พระพี่นางพิมพาก็ทรงไม่กล่าวสิ่งใด น้องเลยกลับขึ้นมาเพราะไม่รู้ว่าจะทำประการใดได้”

เจ้าชายนันทะทรงเอ่ยขึ้นว่า“ตอนนี้กรุงเทวทหะยังไม่ทราบเรื่องว่ามีเรื่องแบบนี้เกิดที่กบิลพัสดุ์ถ้าความทราบไปถึง ไม่รู้ว่าพระเจ้าสุปปพุทธะจะทรงว่าอย่างไร”

เจ้าชายนันทะทรงนิ่งไปชั่วครู่ก่อนที่จะกล่าวว่า“ถึงพระเจ้าสุปปพุทธะไม่ทรงเอาเรื่อง แต่เจ้าชายเทวทัตต์คงไม่ปล่อยเราแน่”

เจ้าหญิงรูปนันทาทรงเดินไปมาสักพักก่อนจะหันมาหาเจ้าชายนันทะอีกครั้ง

“น้องว่าไม่หรอกเสด็จพี่เสด็จแม่เองก็เป็นชาวเทวทหะ รวมทั้งเสด็จแม่ของเจ้าพี่สิทธัตถะด้วยเจ้าชายเทวทัตต์ไม่น่าจะมาหาเรื่องเราถึงกบิลพัสดุ์”

เจ้าชายนันทะเริ่มกังวลในหลายสิ่งหลายอย่างเวลานั้นพระองค์เองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเจ้าชายสิทธัตถะต้องเสด็จออกผนวชทั้งๆที่พระองค์ทรงมีทุกอย่างพร้อมไม่ว่าจะเป็นพระราชวังพระมเหสี และพระโอรส เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงตัดสินพระทัยเยี่ยงนี้ แน่นอนว่าจะต้องมีเหตุการณ์หลายเหตุการณ์รอทุกคนอยู่เบื้องหน้า

ไม่มีใครรู้ว่าพระนางพิมพาจะเศร้าจนตรอมใจหรือไม่ไม่มีใครรู้ว่าเสด็จพ่อจะทรงคิดการอย่างไรต่อไปและก็ไม่มีใครรู้ว่าเสด็จพี่สิทธัตถะจะทรงบรรลุผลตามที่พระองค์ทรงตั้งมั่นไว้หรือไม่การที่เราไม่รู้อะไรเลยนั้น ทำให้ความเครียดเกิดแก่เจ้าชายนันทะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เจ้าชายนันทะรู้ดีว่าเมื่อเจ้าชายสิทธัตถะไม่อยู่ก็เหลือตนที่จะต้องคอยช่วยเสด็จพ่อดูแลราชกิจต่างๆถึงแม้สองกัลยาณีอย่างพระนางพิมพาและเจ้าหญิงรูปนันทาจะปรีชาสามารถเยี่ยมยอดอย่างไรก็ตามแต่เพลานี้สองพระนางคงไม่สามารถจะติดตามราชกิจใดๆได้เพราะสิ่งเดียวที่พระนางพิมพาจะระลึกอยู่ตอนนี้ก็คือเสด็จพี่สิทธัตถะและสิ่งเดียวที่เจ้าหญิงรูปนันทาจะระลึกอยู่ในตอนนี้ก็คือพระนางพิมพา

เมื่อคิดไปคิดมาความเครียดทั้งหลายก็วิ่งพล่านอยู่ในหัวสมองของเจ้าชายนันทะ เหตุการณ์ทุกอย่างมันดูวุ่นวายเกินกว่าที่จะใช้พระสติปัญญาในการแก้ปัญหาต่างๆได้เมื่อคิดได้ดังนั้น เจ้าชายนันทะจึงกล่าวออกไปว่า

“น้องรูปนันทา เดี๋ยวพี่จะมาอีกทีฝากเจ้าเฝ้าดูพระพี่นางพิมพาด้วยนะเจ้า”

ยังไม่ทันที่เจ้าหญิงรูปนันทาจะขานรับเจ้าชายนันทะก็ทรงรีบออกจากห้องพระสำราญไปและทรงตรงดิ่งมุ่งไปยังห้องบรรทมของพระองค์ เมื่อทรงเข้าห้องบรรทมส่วนพระองค์แล้วเจ้าชายนันทะทรงนำเพนดูลัมส่วนพระองค์ออกมาจากที่ซ่อน มันเป็นสายสร้อยเพียงเส้นเดียวที่มีเพชรรูปหยดน้ำอยู่ด้านล่าง

พระองค์ทรงถือปลายสายสร้อยเพื่อให้สายสร้อยนิ่งทรงมองที่เพชรรูปหยดน้ำ แล้วทรงพูดว่า

“ถ้าเจ้าพี่สิทธัตถะจะบรรลุธรรมเป็นพระศาสดาจริงของให้เพนดูลัมจงแกว่งจากหน้าไปหลัง”

หลังจากสิ้นเสียงของพระองค์เพนดูลัมก็แกว่งจากหน้าไปหลัง สีหน้าของเจ้าชายนันทะจึงค่อยแช่มชื่นขึ้นมาบ้างเมื่อทรงรู้ว่าสิ่งที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงทำจะไม่สูญเปล่าเจ้าชายนันทะก็ทรงโล่งพระทัย และพร้อมรับกับเหตุการณ์ต่างๆที่จะเกิดขึ้นในอนาคตและก็ไม่ทรงลืมที่จะหาหนทางใช้เพนดูลัมติดต่อกับคนในอนาคตในอีกหลายพันปีข้างหน้า

ประมาณ 12,000 ปีที่แล้ว

“อีกสองอาทิตย์ข้างหน้า”โอซิลิสทวนคำพูดของเจ้าหญิงไอซิส

“เจ้ารู้ได้อย่างไร”

เจ้าหญิงไอซิสตอบเพียงว่า “ท่านไม่ต้องรู้หรอกว่าข้ารู้ได้อย่างไรเพียงแต่เราต้องเตรียมการ ท่านจะช้าอยู่ไม่ได้”

โอซิลิสพูดว่า “เจ้าอย่าห่วงไปเลยเรื่องพวกนี้ข้าไม่เคยประมาท เจ้าตามข้ามาสิข้าจะให้เจ้าดูในสิ่งที่เป็นความลับของข้า”

โอซิลิสพาเจ้าหญิงไปในห้องลับของห้องใต้ดินนั้นและพานางลงลิฟท์ไปยังข้างใต้ของมหาวิหารในที่ๆไม่เคยมีใครได้ย่างกรายเข้ามาและเมื่อประตูลิฟท์เปิดออก สิ่งที่เห็นทำให้เจ้าหญิงต้องตกตะลึง

“เรือดำน้ำ”

โอซิลิสพูดกับเจ้าหญิง

“ใช่แล้วไอซิสนี่คือเรือดำน้ำที่เราจะใช้ลี้ภัย”

เจ้าหญิงตื่นเต้นมาก

“ท่านสร้างมันได้อย่างไร ใครช่วยท่าน”

โอซิลิสยิ้ม “พรรคพวกของข้าเองพวกเขาบรรลุถึงจุดสุดยอดของประดิษฐกรรมชิ้นใหม่ที่ทุกคนต่างภูมิใจ”

เจ้าหญิงได้แต่ยืนมองเรือดำน้ำอย่างตกตะลึงไอซิสหันหน้าไปหาโอซิลิส

“ข้านึกว่าท่านจะเก่งเฉพาะเรื่องสร้างยานบินกับพีระมิด”

โอซิลิสตอบมาว่า“เจ้าอย่างลืมสิว่าความรู้ด้านประดิษฐกรรมที่พวกเราสั่งสมมามันมากมายมหาศาลไหนจะวัตถุดิบที่มีอยู่มากบนทวีปนี้”

สีหน้าของไอซิสแปรเปลี่ยนจากความตกตะลึงมาเป็นความตระหนก

“อีกแค่เพียงสองอาทิตย์เท่านั้นนะหลังจากนั้น แอตแลนติสจะจมหายตราบนิรันดร์ และจะไม่มีใครได้ค้นพบมันอีก”

โอซิลิสกล่าวอย่างมั่นใจว่า “ไม่ว่าจะอีก 3เดือนหรือ 2 อาทิตย์ ข้าก็มั่นใจว่าข้าได้ตระเตรียม ทุกอย่างไว้พร้อมสรรพแล้ว เสียดายก็แต่ว่าเราไม่สามารถที่จะช่วยคนทุกคนให้รอดพ้นจากมหันตภัยนี้”

ไอซิสโอบกอดโอซิลิส

“ท่านจงช่วยได้เฉพาะคนที่ท่านเลือกสรรแล้วท่านอย่ากังวลไปเลย ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้าจะอยู่เคียงข้างท่านเสมอ”

โอซิลิสหันหน้ามาหาเจ้าหญิงไอซิสทั้งคู่สวมกอดกันและต่างหวังว่าพวกเขาจะก้าวข้ามมหันตภัยครั้งใหญ่ของแอตแลนติสไปได้ด้วยผลสำเร็จ

ประมาณ 1,000 ปีที่แล้ว

หลังจากได้เข้าเฝ้าพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2แล้ว พิษณุพอจะเข้าใจงานที่พระองค์ได้มอบหมายให้เขาทำแต่สิ่งที่พิษณุยังสงสัยคืองานใหญ่ขนาดนี้เพราะเหตุใดพระเจ้าสุริยวรมันถึงมอบหมายให้เขาเป็นถึงผู้คุมงานใหญ่การสร้างมหาปราสาทอย่างที่พระองค์ต้องการถือเป็นงานที่ใหญ่มาก และแท้ที่จริงแล้วไม่น่าจะตกมาถึงชายหนุ่มอย่างเขาได้เลย

แต่พิษณุเองคิดว่าคงเป็นเพราะเจ้าเหนือหัวทรงรับรู้มาว่าตัวเขาเองคร่ำหวอดในการช่วยสร้างปราสาทหินมาตั้งแต่เด็กและยังช่วยแก้ปัญหาต่างๆมากมายจากการสร้างปราสาทหินก่อนหน้าอีกทั้งแบบมหาปราสาทที่เขาได้วาดขึ้นคงล่วงรู้ถึงพระเนตรพระกรรณเขาจึงกลายเป็นตัวเลือกที่ผ่านการสอบประวัติมาอย่างโชกโชน

อีกเหตุผลหนึ่งที่ฟังดูเข้าท่าคือการที่เขายังอายุไม่มากพระองค์ทรงทราบดีว่าการสร้างมหาปราสาทต้องใช้เวลายาวนานองค์เหนือหัวคงไม่อยากให้นายกองต้องเปลี่ยนมือ เพราะจะทำให้งานยิ่งล่าช้าออกไปอีก

หลังจากเข้าเฝ้าองค์เหนือหัวแล้วทหารได้นำพิษณุมาพำนักในอีกมุมหนึ่งของพระราชวังหลวงเขากลายเป็นแขกคนสำคัญนับแต่นั้น เขาทราบดีว่างานครั้งนี้จะมีอุปสรรคใดๆบ้างอีกทั้งการยอมรับจากอำมาตย์ฝ่ายในทั้งหลายและสิ่งที่ต้องรับทำคือการเรียกประชุมหัวหน้าช่างกับหัวหน้าคนงานเขารู้สึกว่าภาระหนักอึ้งได้ตกอยู่กับเขาซะแล้ว นี่ยังไม่นับเรื่องการวางแผนต่างๆนานาอีกร้อยแปด

งานนี้เป็นงานที่ใหญ่มากถ้าเขาจะปฏิเสธงานนี้ก็ไม่แน่ว่าองค์เหนือหัวอาจพิโรธถึงขั้นเอาชีวิตเขาได้สิ่งที่ควรทำต่อไปได้แก่การเดินหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง

พิษณุแน่ใจว่าชีวิตเขาทั้งชีวิตต้องอยู่ในพระราชวังหลวงเพื่อทำงานนี้เป็นแน่

ค.ศ. 2014

ภันดรพาแพทมาที่ร้าน Ace of Cupsแถวๆนาคนิวาส 27 แพทตื่นเต้นมากที่ได้มาที่ร้านนี้เพราะบรรยากาศในร้านตกแต่งไม่เหมือนที่อื่น ภันดรแนะนำให้แพทรู้จักกับบารอนและบรีเจ้าของร้าน เขาทั้งคู่คือลูกครึ่งไทย-อังกฤษที่หลงใหลร้านในลักษณะนี้

ชั้นล่างของร้านจะขายเบเกอรี่พร้อมเครื่องดื่มแปลกๆที่บารอนปรุงเองกับมือชั้นลอยจะมีเคาท์เตอร์ให้ลูกค้ามาสั่งทำขวดเวทมนต์ซึ่งถึงแม้จะไม่เป็นที่นิยมกันในสมัยนี้ แต่ก็พอมีลูกค้าบ้างประปรายชั้นสองจะเป็นที่นั่งคล้ายๆสนามหญ้าซึ่งตกแต่งมาได้น่านั่งมากและเป็นชั้นที่มีลูกค้ามาใช้บริการมากที่สุด ส่วนชั้นสามเป็นห้องพิธีซึ่งถือว่าเป็นห้องลับของที่นี่ คนน้อยคนมากที่จะได้ขึ้นไปที่ชั้นสาม

ขณะที่แพทนั่งคุยกับบารอนอยู่ชั้นล่างภันดรอยู่กับบรีตรงชั้นลอย จุดประสงค์สำคัญที่ภันดรมาวันนี้คือเขาจะมาสั่งทำขวดเวทมนต์เขาบอกความต้องการของเขากับบรี บรีตั้งใจฟังอย่างละเอียดถี่ถ้วน ก่อนจะบรรจงปรุงขวดเวทมนต์ให้กับภันดร

ขณะรอบรี ภันดรแอบมองลงไปชั้นล่างเขาเห็นแพทกับบารอนคุยกันอย่างสนิทสนม เขาดีใจมากที่ทั้งคู่สนิทสนมกันอย่างรวดเร็วจนเขาเองก็แทบนึกไม่ถึงแพทเองเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เก่งมากๆ ก่อนจะชวนแพทมาที่นี่บารอนเป็นกังวลมากๆว่าแพทจะชอบที่นี่หรือไม่ จะสามารถเข้ากับบารอนได้ไหมแต่พอเห็นทั้งคู่คุยกันอย่างออกรสออกชาติ ภันดรก็แน่ใจว่าทั้งคู่ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้และเข้าอกเข้าใจซึ่งกันและกัน

ภันดรรู้จักกับบารอนและบรีเมื่อสองปีที่แล้วพวกเขาเจอกันครั้งแรกในงานนิทรรศการเกี่ยวกับเทพกรีกและอียิปต์ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งภันดรรู้สึกแปลกใจที่เขากับบารอนสนิทกันเร็วมาก ส่วนบรีเอง เขาก็มีความรู้สึกว่าบรีเป็นผู้หญิงที่เหมือนมีอะไรพิเศษ ไม่นานนัก บารอนกับบรีก็พาเขามาที่นี่พามาให้รู้จักร้าน Ace of Cupsหลังจากวันนั้นภันดรก็ดูเหมือนจะเป็นลูกค้าคนสำคัญของที่นี่

สักพัก ภันดรหันไปมองที่ชั้นล่างอีกครั้งเขาไม่เห็นทั้งแพทและบารอน เขารู้สึกไม่ค่อยสบายใจและรู้สึกแปลกๆ ทันใดนั้นเขาได้ยินเสียงดังตรงหน้าร้าน เป็นเสียงเหมือนอุบัติเหตุอะไรสักอย่างภันดรรีบวิ่งไปดู เมื่อเขาออกไปหน้าร้าน เขาแทบทรุดสิ่งที่เขาเห็นตรงหน้าคือแพทนอนอยู่กลางถนนหน้ารถคันหนึ่งที่ดูเหมือนจะชนเธออย่างแรง ภันดรวิ่งเข้าไปประคองแพทหูเขาอื้อเหมือนกับว่าไม่ได้ยินสิ่งใด เขาเขย่าตัวแพท โดยที่เขาเองก็ไม่รู้เลยว่าแพทได้สิ้นใจแล้ว

ค.ศ. 3014

พอได้เวลา โรเบิร์ตก็ออกจาก Viking BusStation เพื่อเดินทางไปที่ท่าเรือเฟอร์รี่ที่อยู่ไม่ไกลมากนักแน่นอนว่ามีผู้ชายคนหนึ่งตามโรเบิร์ตไปด้วย และคนๆนั้นก็สามารถขึ้นเรือเฟอร์รี่ได้แสดงว่าเขาได้จองตั๋วไว้ล่วงหน้าเหมือนที่โรเบิร์ตทำการที่เขามีนัดกับปีเตอร์ที่ลอนดอนอายนั้นคงไม่ใช่เรื่องที่รู้กันแค่สองคนอีกต่อไป

พอโรเบิร์ตขึ้นไปบนเรือเฟอร์รี่และหาที่นั่งเจอแล้วเขาก็เดินสำรวจภายในเรือ เขารู้สึกว่าเรือลำนี้ใหญ่มากแน่นอนว่ามันน่าจะใหญ่กว่าที่เขาคิดไว้ ภายในเรือมีทั้งร้านอาหาร ตู้เกมส์ โรงหนังห้องนั่งเล่น ห้องจิบชา และเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆมากมายหลังจากเขาเดินสำรวจจนพอใจแล้ว เขาก็ตรงไปที่ร้านอาหารเพื่อที่จะหาอะไรรองท้องสักหน่อยพออิ่มแล้วเขาก็ขึ้นไปบนดาดฟ้าเรือ เพราะใกล้จะถึงเวลาที่เรือจะออกแล้ว

ตอนนั้นบนดาดฟ้ามีคนอยู่ไม่มากโรเบิร์ตแทบไม่ได้สังเกตอะไร และเขาก็ไม่รู้เลยว่ามีคนแอบสะกดรอยตามเขามาเขาแค่รู้สึกว่า ตอนขึ้นมาอยู่บนนี้ เขาผ่อนคลายมากๆ เขาหาที่นั่งบนดาดฟ้าเรือรอเวลาที่เรือจะออกจากท่า ใจเขารู้สึกหวิวๆเหมือนกันเพราะเขาไม่เคยจากเกาะนี้ไปไหน เรียนก็เรียนที่นี่ และเขาก็เติบโตบนเกาะนี้มาตลอดการออกจากเกาะในวันนี้จึงมีความหมายต่อเขามากแต่เขาเองก็ไม่มีวันรู้ว่ามีภารกิจใดรอเขาอยู่ข้างหน้า

ณ สรวงสวรรค์แห่งโบม

แพทรู้สึกเหมือนเธอได้เกิดใหม่รู้สึกตัวอีกครั้ง แพทก็มาอยู่ในห้องแคบๆที่แทบจะพอดีตัวของเธอ เธอรับรู้ได้ถึงกลิ่นหอมที่ขจรขจายไปทั่วมันเป็นกลิ่นหอมที่แพทไม่เคยได้กลิ่นมาก่อน พอสติกลับคืนมาอีกครั้งเธอก็รู้สึกได้ว่า ห้องๆนี้ไม่เหมือนกับวัสดุที่อยู่บนโลกเธอเริ่มคิดแล้วว่าตอนนี้เธออยู่ที่ไหน

ห้องเล็กๆห้องนี้ก็ถูกออกแบบมาเหมือนเป็นห้องพักชั่วคราวพอเริ่มสังเกตสังกา เธอก็พบว่าตัวเองอยู่ในชุดที่งามวิจิตรเธอค่อยๆนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้า แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกสิ่งเดียวที่พอจะจำได้คือเธอมีชื่อว่าแพท

ไม่นานนักประตูห้องเล็กก็เปิดออกมีผู้หญิงนางหนึ่งยืนรอเธออยู่เบื้องหน้า เธอเป็นผู้หญิงที่งดงามมากการแต่งกายดูแปลกตา แต่ก็สวยงามราวเทพธิดาผู้หญิงคนนี้สวยกว่าผู้หญิงทุกคนที่เธอเคยเห็นบนโลกสาวงามผู้นั้นยิ้มให้เธอพร้อมกับพูดว่า “ขอต้อนรับพระนางสู่สรวงสวรรค์แห่งโบม”

เธอรู้ว่านั่นไม่ใช่ภาษาบนโลกมนุษย์แต่เป็นภาษาที่ไพเราะน่าฟังและมีความละเอียดอ่อน สักพักก็เหมือนมีเสียงของผู้หญิงอีกคนหนึ่งก้องเข้ามาในหูเสียงนั้นกล่าวข้อความเกี่ยวกับเธอมากมาย หญิงสาวตรงหน้าเธอได้พูดกับเธออีกว่า“ตอนนี้เทพพยากรณ์กำลังสื่อสารกับพระองค์อยู่ ขอพระองค์โปรดทรงนิ่งสดับฟังและพระองค์จะทราบถึงความเป็นมาต่างๆ”

แพทนิ่งฟังสักพักก็พอจับความได้ หญิงสาวผู้นั้นจึงค่อยเริ่มแนะนำตัว

“ข้าคือลักษมีเทวี เทพีแห่งโบมพระศิวะมอบหมายให้ข้าเป็นผู้นำทางของท่านในระยะแรกที่ท่านได้มาจุติที่โบม”

ขณะที่พระนางลักษมีเทวีพูดอยู่นั้นเทพพยากรณ์ได้สื่อสารกับแพทไปด้วย จนแพทเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้ พระนางลักษมีเทวีได้เชิญเธอให้เดินไปข้างหน้าแพทเพิ่งสังเกตว่าเท้าของเธอไม่ได้สัมผัสกับพื้น ประตูตรงหน้าได้เปิดออกอีกครั้งเบื้องหลังคือเหล่าเทพ เทพีที่มารอต้อนรับแพท ทุกคนให้ความเคารพเธอและยินดีที่เธอได้มาจุติที่นี่ ... สรวงสวรรค์แห่งโบม

ตอนนี้แพทเริ่มรู้สึกถึงอะไรบางอย่างเธอเริ่มมีคำถามในใจ เสียงที่ก้องในหูหายไป และเธอรู้สึกว่าตอนนี้เทพที่เธออยากพบมากที่สุดคือพระศิวะ

อีกประมาณ 300,000 ปีข้างหน้า

หลังจากลงลิฟท์มาจากดวงจันทร์และต่อยานอวกาศมาอีกคำรพหนึ่งรอนก็มาถึงอินโนว่า พิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ณ เวลานั้นเรเชลรอต้อนรับรอนอยู่เพราะคนที่พระราชวังวิคตอเรียได้แจ้งมาแล้วว่ารอนจะมาในวันนี้เรเชลและคนในพิพิธภัณฑ์อินโนว่าก็รอต้อนรับเขาเป็นพิเศษ

เรเชลพารอนขึ้นไปบนทางเลื่อนเพื่อเดินทางไปยังแคปซูลเพื่อเยี่ยมชมสิ่งมหัศจรรย์ของโลกระหว่างทาง เรเชลถามรอนว่า “ท่านไม่กลัวเหรอที่จะเดินทางไปยังอดีต”

รอนยิ้มก่อนจะตอบว่า “ไม่หรอกเพราะผมฝึกฝนเรื่องทางนี้มาเป็นอย่างดี”

“แต่ฉันเคยได้ยินมาว่าเคยมีคนเดินทางไปแล้วกลับมาไม่ได้ท่านไม่กังวลเรื่องนี้บ้างเลยเหรอ”

รอนนิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะตอบว่า “ไม่หรอกเพราะผมเชื่อมั่นว่าผมฝึกฝนมาดีพอ”

“แล้วเรื่องภาษาล่ะ” เรเชลถามในส่วนที่เธอข้องใจ

“ผมพูดได้ 11 ภาษานะ”

เรเชลยิ้มเธอไม่ได้ถามอะไรอีกเพราะหายสงสัยแล้ว

ทางเลื่อนมาสุดตรงทางที่จะต้องเข้าแคปซูลพอเข้าแคปซูลเสร็จ เรเชลถามย้ำกับรอนว่า “ท่านต้องการชมเพียงแค่ 3สิ่งใช่ไหม”

“ใช่ พีระมิด สโตนเฮนส์ และนครวัด”




Create Date : 04 พฤศจิกายน 2557
Last Update : 4 พฤศจิกายน 2557 2:26:00 น. 0 comments
Counter : 210 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Maxim de Winter at Manderley
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add Maxim de Winter at Manderley's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.