Group Blog
 
 
ธันวาคม 2555
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
18 ธันวาคม 2555
 
All Blogs
 
นักองค์มี ราชินีนครวัด ตอนที่ 1

ปี พ.ศ.2377 ณ พระราชวังที่บันทายแก้ว (พนมเปญ) สมเด็จพระอุทัยราชา พระมหากษัตริย์ของกัมพูชาเริ่มมีพระอาการประชวร ทำให้ฝ่ายสยามและญวณที่มีอิทธิพลต่อกัมพูชาเริ่มมองว่าใครจะมาครองอาณาจักรกัมพูชาคนต่อไป

เนื่องจากสมเด็จพระอุทัยราชาไม่มีพระโอรส มีเพียงพระธิดาอยู่ 4 พระองค์คือพระองค์หญิงแบน พระองค์หญิงมี พระองค์หญิงเพาและพระองค์หญิงสงวน ทำให้พระอนุชาของสมเด็จพระอุทัยราชาได้แก่ นักองค์อิ่มและนักองค์ด้วงที่ประทับอยู่ ณ กรุงเทพฯ คิดวางแผนอ้างสิทธิในราชบัลลังก์เพราะถือว่าตนเป็นชาย

ในเวลานั้นสิ่งที่หลายคนกำลังสนใจคือความรู้สึกของพระองค์หญิงทั้ง 4 คน ในช่วงนั้นองค์หญิงสงวน พระธิดาองค์สุดท้องได้แสดงความวิตกกังวลโดยถามพี่ๆของพระองค์ว่า “ต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น ใครจะครองราชย์ต่อจากท่านพ่อ” องค์หญิงแบนในฐานะของพระธิดาองค์โตได้กล่าวตอบว่า “น้องสงวนไม่ควรพูดอย่างนั้น ท่านพ่อยังไม่ถึงแก่พิราลัย การพูดอย่างนั้นไม่ต่างกับเป็นการสาปแช่ง”

แต่องค์หญิงสงวนไม่เห็นด้วย

“ท่านพี่ทุกคนควรยอมรับความจริงได้แล้ว หลวงแพทย์แจ้งกับน้องแล้วว่าท่านพ่อหมดทางที่จะเยียวยา แท้จริงแล้วน้องไม่ได้คิดอกตัญญูแต่อย่างใด แต่ท่านพี่ลองคิดดูถึงความวุ่นวายที่กำลังจะเกิดขึ้นสิ เสียมกับญวนกำลังจะล้อมกรอบเรา อนาคตเราขึ้นอยู่กับกษัตริย์องค์ต่อไป”

“เรายังมีอนาคตด้วยเหรอ” พระองค์หญิงมีกล่าวขึ้น ทำให้องค์หญิงแบนไม่พอใจอย่างมาก “น้องมีทำไมกล่าวเยี่ยงนั้น กัมพูชาต้องมีอนาคตสิ”

“น้องแค่รู้สึกว่ามันเหมือนอนาคตของเสียมกับญวณมากกว่า” องค์หญิงมียังตอบโต้องค์หญิงแบนอย่างไม่ลดละ

“พี่ไม่ชอบคำพูดของเจ้าเลยน้องมี คำพูดแบบนั้น มันทำให้เจ้าดูห่างเหินจากการเป็นคนกัมพูชา”

“พี่แบนอย่ากล่าวเยี่ยงนั้น เพราะตัวของน้องมีสายเลือดกัมพูชาอยู่เต็มเปี่ยม แต่การมีสายเลือดของน้องมันไม่ได้เกี่ยวกับการที่จะบอกว่าเรามีอนาคตหรือไม่มีอนาคต เพราะนั่นมันเป็นเรื่องการเมือง นั่นคือสิ่งที่น้องกำลังจะบอกว่าเรายังหาอนาคตไม่ได้”

ทุกคนนิ่งเงียบราวกับโลกไร้มนุษย์ ทันใดนั้น สาวใช้ของทั้ง 4 องค์หญิงได้เข้ามาทำลายความเงียบเสียสิ้น “ทหารคนสนิทของนักองค์อิ่มกำลังมาทางนี้เพคะ”

องค์หญิงทั้ง 4 ลุกขึ้นต้อนรับทหารคนสนิทของนักองค์อิ่ม เมื่อทหารคนสนิทของนักองค์อิ่มเดินเข้ามา องค์หญิงแบนเป็นตัวแทนขององค์หญิงทั้ง 4 กล่าวทักขึ้น “ท่านแม่ทัพ”

ทหารคนสนิทของนักองค์อิ่มกล่าวว่า “ข้ามาเยี่ยมพระอุทัยราชา เลยแวะมาเยี่ยมพระองค์หญิงทั้ง 4 พระองค์อย่าวิตกกันไปเลยเรื่องอนาคตของกัมพูชา พวกเราต้องมีอนาคตแน่ …เสียดายก็เพียงแต่ว่าพระอุทัยราชาไม่มีโอรสสืบทอดราชบัลลังก์ เห็นทีจะต้องมีคนเสียสละ ถ้าไม่ใช่นักองค์อิ่มก็คงเป็นนักองค์ด้วง”

“แล้วผู้หญิงเป็นกษัตริย์ไม่ได้เหรอ” นั่นคือคำพูดประโยคแรกขององค์หญิงเพาที่กล่าวขึ้นในเช้าวันนี้ท่ามกลางความตกตะลึงขององค์หญิงทั้ง 3 เพราะองค์หญิงเพามักจะเป็นคนเงียบๆไม่มีปากเสียงใดๆ
ทหารคนสนิทของนักองค์อิ่มมองหน้าพระองค์หญิงเพาอย่างมีเลศนัย พร้อมกับกล่าวคำพูดที่เยือกเย็น “ถ้ากัมพูชาจะมีกษัตริย์ผู้หญิงก็คงไม่ใช่พระองค์อยู่ดีนั่นแหละ”

องค์หญิงเพายิ้มและกล่าวตอบอย่างเยือกเย็นเช่นกัน “ไม่ว่าใครจะเป็นกษัตริย์กัมพูชาองค์ต่อไป มันก็ไม่ได้หมายความว่าเราเป็นเราอยู่ดี ตอนนี้เสียมกับญวนก็แทรกแซงเรามาก เราไม่สามารถเป็นตัวของเราเองได้เลย”

เสียงผู้ชายอีกคนดังลั่นมาทางด้านหลัง “พ่อยังไม่ตาย ลูกสาว 4 คนมาคุยอะไรกันอยู่แถวนี้เนี่ย”

ทุกคนหันไปตามเสียงนั้นและรู้พร้อมๆกันว่านั่นคือเสียงของนักองค์ด้วง

คนที่เดินออกจากห้องไปเป็นคนแรกคือองค์หญิงเพา โดยมีองค์หญิงสงวนเดินตามไปติดๆ องค์หญิงแบนหันมากล่าวทักทายนักองค์ด้วง “ท่านอา หลานนึกว่าวันนี้จะมีแต่ทหารคนสนิทของท่านอาอิ่มที่มาหาเรา ไม่นึกว่าท่านอาด้วงจะเด็จด้วย”

นักองค์ด้วงกล่าวว่า “หญิงเพาดูเก็บกดมากขึ้นทุกวัน หญิงสงวนก็ดูร่าเริงไปวันๆ เห็นจะไม่มีใครสนใจการบ้านการเมืองไปกว่าหลานแบนเลย หลานสมกับเป็นกษัตริย์ เพียงแต่เวลานี้ชาวกัมพูชาทั้งมวลคงไม่ได้ต้องการผู้นำที่เป็นผู้หญิงหรอก เขาต้องการผู้นำผู้ชาย”
องค์หญิงมีกล่าวขึ้น “ไม่มีใครบอกได้หรอกว่าผู้นำต้องเป็นชายเท่านั้น”

นักองค์ด้วงนิ่งเงียบ เขามองหน้าขององค์หญิงมีอย่างใจเย็น “พูดตรงๆก็ได้ เมื่อตัดทุกคนที่ไม่เกี่ยวข้องทิ้งไปให้หมดก็มีเพียงแต่ฉัน อิ่ม และหลานแบนเท่านั้นที่มีสิทธิในราชบัลลังก์ เธอไม่เกี่ยวหรอกนะมี นักองค์มีคงเป็นได้แค่ผู้หญิงที่มีหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์ แต่คงไม่มีวันเป็นกษัตริย์ได้จริงๆหรอก”

“ที่น้องมีพูดก็ไม่ได้หมายความแบบนั้นตั้งแต่แรกอยู่แล้ว” องค์หญิงแบนพยายามจะพูดปกป้องน้องสาว

“อย่าเพิ่งตัดใครไปง่ายๆสิท่าน เพราะถ้าพระองค์หญิงแบนเป็นอะไรไป พระองค์หญิงมีนั่นแหละที่จะได้เป็นกษัตริย์องค์ต่อไป ถ้ากัมพูชาต้องการกษัตริย์ผู้หญิงจริงๆ” ทหารคนสนิทของนักองค์อิ่มพูดขึ้นมา นักองค์ด้วงดูมีสีหน้าไม่สบายใจกับคำพูดของทหารคนสนิทของนักองค์อิ่ม แต่ยังไม่ทันจะพูดอะไรออกมา แม่ทัพนายนั้นก็ชิงตัดหน้าพูดก่อนว่า

“1 ใน 4 คนนี้แหละที่จะได้เป็นพระเจ้ากรุงกัมพูชาคนต่อไป”

องค์หญิงสงวนตามองค์หญิงเพาไปจนมาหยุดยืนอยู่ด้วยกันอีกมุมหนึ่งของพระราชวัง “พี่หญิงไม่กลัวอาด้วงเหรอเพคะ” องค์หญิงสงวนกล่าวขึ้นแบบเสียงสั่นเครือ
“ทำไมพี่จะต้องกลัวเขาด้วย” องค์หญิงเพาพูดเหมือนตัดพ้อ
“ก็อาด้วงเป็นพันธมิตรกับเสียมเหนียวแน่นมาก”
“แล้วทำไมพี่จะต้องกลัวคนที่เป็นพันธมิตรกับเสียมด้วย พี่ไม่เข้าใจ”
องค์หญิงสงวนตัดพ้อ “พี่หญิงเพาเลิกโกหกตัวเองเสียทีเถอะเพคะ ตอนนี้อะไรๆมันก็กระจ่างชัดอยู่แล้วว่าเสียมมีอิทธิพลเหนือเรามาก อาด้วงคงทำได้ทุกอย่างเพื่อให้เสียมพอใจ พี่หญิงแบนกับพี่หญิงมีหาใช่จะมีอำนาจสมกับที่เป็นหน่อเนื้อกษัตริย์”

องค์หญิงเพากล่าวอย่างดุดัน “แต่เรายังมีญวณมาคานอำนาจเสียม น้องสงวนอย่าลืมสิว่าตอนนี้จักพรรดิญวณก็เถลิงอำนาจไม่แพ้เสียม ถ้าอาด้วงจะไปซบอกเสียมจริงๆ เราก็ต้องซบอกญวณ”
องค์หญิงสงวนไม่กล่าวอะไรเพิ่มเติม นางได้แต่คิดถึงพี่อีก 2 คน

ทหารคนสนิทของนักองค์อิ่มและนักองค์ด้วงได้กลับไปแล้ว องค์หญิงแบนทำสีหน้าเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรสักอย่าง จนองค์หญิงมีอดไม่ได้ที่จะไถ่ถาม “พี่หญิงกำลังคิดอ่านการใดหรือเพคะ”

“พี่กำลังคิดถึงหมาก”

พระองค์หญิงมีมีสีหน้าสงสัย “ใครกัน ใครเป็นหมากของใคร”
พระองค์หญิงแบนหันมามองหน้าของน้องสาว “อาอิ่มกับอาด้วงย่อมเป็นหมากของเสียม และแน่นอนว่าอีกไม่นานเราคงกลายเป็นหมากของญวณ”

พระองค์หญิงมีคิดอีกแบบจึงกล่าวว่า “แต่แท้จริงทั้งเสียมและญวณต่างรอคอยวันเวลาที่กัมพูชาไร้กษัตริย์ปกครอง บางทีอาจไม่มีใครเป็นหมากของใครเลยก็ได้”
“น้องมีคิดว่าพวกเราจะถูกฆ่าเหรอ”
“อาจเป็นได้ แต่พวกเราก็อาจจะรอด สมัยนี้คนเลิกคิดเข่นฆ่ากันแล้ว แต่ก็ไม่แน่ ตอนนี้ล้วนไม่มีอะไรแน่นอน ญวณก็มีอิทธิพลเหนือเรามาก ญวณอาจถือโอกาสเข้ามาครองอำนาจเลยก็เป็นได้”

“แต่น้องมีอย่าลืมว่าเสียมมักจะคิดว่า เราเป็นของเสียม ท่านพ่อเองก็เป็นพระเจ้ากรุงกัมพูชาได้ก็เพราะกษัตริย์ของเสียม ถ้าท่านพ่อถึงแก่พิราลัยจริงๆ เสียมก็ต้องถือสิทธิ์ในการแต่งตั้งกษัตริย์ของกัมพูชาเป็นแน่ เสียมคงไม่ยอมแพ้พวกญวณหรอก”

นักองค์มีอยากจะวางทุกเรื่องเอาไว้เบื้องหลังแต่ก็ยากนักที่จะทำอย่างนั้น ความจริงก็คือวันนี้กัมพูชาเปลี่ยนไปมาก ไม่ได้ยิ่งใหญ่เหมือนสมัยยุคพระนคร มีหลายครั้งที่นักองค์มีนึกถึงพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 กับพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ความยิ่งใหญ่แบบนั้นคงไม่มีอีกแล้ว ลางบอกเหตุร้ายต่างๆเริ่มขึ้นเมื่อเสียมตีนครธมแตก ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะเลวร้ายลงเรื่อยๆ จนระยะหลังต้องมีการย้ายเมืองหลวงบ่อยครั้ง ถ้าต้องการหนีญวณก็จะย้ายเมืองหลวงมาใกล้เสียมที่อุดงมีชัย แต่ถ้าต้องการหนีเสียมเหมือนในตอนนี้ท่านพ่อก็ย้ายเมืองหลวงมาใกล้ญวณที่บันทายแก้ว (กรุงพนมเปญ) แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเราก็กลับไปยังเมืองพระนครไม่ได้อีกแล้ว

นครวัดที่พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ทรงสร้างโดยอยากให้เป็นเมืองหลวงของอาณาจักรพระนครก็ถูกทิ้งร้าง มีผู้คนอาศัยแทบไม่กี่คน ถ้ามีโอกาสนักองค์มีอยากจะไปประทับที่นครวัดสักครั้ง เพื่อถวายความเคารพแด่พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 แต่โอกาสคงมีเพียงน้อยนิด อีกไม่นานบุเรจะกลับมาพร้อมกับขุนนางหลายท่านหลังจากเดินทางไปเฝ้าพระจักพรรดิของญวณ ใจหนึ่งพระองค์หญิงมีก็อยากเจอหน้าของขุนศึกอย่างบุเร แต่อีกใจหนึ่งนางก็อยากให้วิญญาณของนางล่องลอยไปยังนครวัดเพื่อสืบสร้างจิตวิญญาณแห่งกัมพูชาต่อไป

แต่สิ่งที่แน่นอนที่สุดในเวลานี้คือนางคือสายเลือดของกษัตริย์กัมพูชาที่มีหน้าที่ดูแลไพร่ฟ้าประชาราษฏร์ให้มีความสุข ถ้าท่านพ่ออุทัยราชาถึงแก่พิราลัยจริงๆ เหตุวุ่นวายที่ซุ่มรออยู่เบื้องหน้าคงจะปรากฏชัดขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ.



Create Date : 18 ธันวาคม 2555
Last Update : 18 ธันวาคม 2555 13:24:27 น. 0 comments
Counter : 1121 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Valentine's Month


 
Maxim de Winter at Manderley
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add Maxim de Winter at Manderley's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.