Group Blog
 
 
ธันวาคม 2555
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
18 ธันวาคม 2555
 
All Blogs
 
นักองค์มี ราชินีนครวัด ตอนที่ 9-12

พอตั้งสติได้ นักองค์มีจึงถามขึ้น “ท่านเข้ามาในห้องนี้ได้อย่างไรหรือท่านหายตัวมา”
ซันตอบเพียงว่า “เรื่องนี้เป็นความลับของกระหม่อม”
นักองค์มียิ้ม “แต่สิ่งหนึ่งที่ข้าเอาผิดเจ้าได้คือชื่อเคียฟคือชื่อของข้า”
ซันตอบเพียงแต่ว่า “ข้าจึงเข้ามาขออนุญาตท่านถึงในห้องลับนี่ไง”
นักองค์มีถูกใจคำตอบของซันมาก พระองค์เชิญทั้งสองนั่งคุยเพื่อรำลึกความหลัง



“เวลาช่างผ่านไปเร็วจริงๆ ตอนนี้อะไรๆก็เปลี่ยนไปหมด บุเรได้เป็นทหารยศสูงขึ้น
ส่วนท่านก็ถือว่าเป็นพรานไพรมีฤทธิ์ผู้เก่งกล้า”
“แต่พระองค์ก็ทรงเป็นถึงพระเจ้ากรุงกัมพูชา” ซันกล่าวตอบ
นักองค์มีนิ่งไปชั่วครู่ “แต่ใครๆก็มองเราเป็นหุ่นเชิดของญวณ”
ซันพูดขึ้นว่า “ใครจะคิดว่าพระองค์เป็นหุ่นเชิดก็อีกเรื่อง แต่ตอนนี้พระองค์เป็น
พระเจ้ากรุงกัมพูชาโดยสมบูรณ์ ไม่ใช่องเลิ้งกุ๋น”



“ตอนท่านอยู่นอกวัง ท่านรู้ไหมว่าประชาชนรู้สึกอย่างไรกับเรา”
“ก็หลากหลายนะกระหม่อม” ซันตอบแบบตรงๆ
เขากล่าวเพิ่มเติมว่า “ด้วยเหตุการณ์เป็นอย่างนี้ไปแล้ว จะให้คนคิดไปทางเดียวกันนั้นยากยิ่ง
แต่พระองค์อย่าตกพระทัยไป ชาวเขมรส่วนใหญ่รักและเข้าใจพระองค์ดี”
บุเรช่วยเสริมว่า “โดยมากจะเห็นใจพระองค์ซะมากกว่า”

นักองค์มีนิ่งก่อนที่จะเปลี่ยนเรื่องพูด
“อืม แล้วสายลับที่ชื่อพนมวันล่ะ เขาไปอยู่ที่เวียงจันทน์นานแล้วเหรอ
ข้าไม่คุ้นหน้าเขาเลย”
บุเรตอบว่า “เขาเป็นสายลับจริงๆกระหม่อมคือไม่ค่อยจะเปิดเผยตนเองมากนัก
ตอนที่อยู่ในเขมรก็ไม่ค่อยเข้าวัง โดยนิสัยแล้วเขาก็เป็นแบบนี้ด้วย”



บุเรยังไม่อยากให้นักองค์มีรู้ว่าพนมวันนั้นแท้จริงแล้วคือทหารเสียมนามราชศักดิ์
บุเรยังเดาทางไม่ออกว่าถ้านักองค์มีรู้เรื่องนี้ พระนางจะรู้สึกอย่างไร
เขาเองก็แค่เชื่อมั่นในตัวของซัน จึงรับรองหนุ่มเสียมคนนี้ไปด้วยว่า
น่าจะเป็นคนที่ไว้ใจได้ เพียงแต่ต้องปกปิดเป็นความลับ
แม้กระทั่งนักองค์มีก็ให้ล่วงรู้ไม่ได้ว่าพนมวันเป็นคนของเสียม



เห็นท่าไม่ดี บุเรจึงเปลี่ยนเรื่องพูด
“ซันและกลุ่มของเขาได้ค้นพบปราสาทบรมพิษณุโลกแล้วนะท่าน”
นักองค์มีแสดงสีหน้าตื่นเต้นและดีใจเป็นอย่างมาก
“จริงเหรอท่าน ท่านลองเล่าให้เราฟังซิ”
ซันพยายามเล่าอย่างตั้งใจ



“จริงๆแล้วเป็นการยากมากที่จะเห็นตัวปราสาทบรมพิษณุโลกได้
เพราะต้นไม้ขึ้นปกคลุมเต็มไปหมด แถวนั้นกลายเป็นป่าทึบ
ที่คนธรรมดายากนักที่จะค้นพบ แต่ถึงแม้มองภายนอกจะกลายเป็นป่ารก
แต่ถ้าเข้าไปด้านใน ต้นไม้ก็ไม่ได้ทำลายทัศนียภาพเสียเลยทีเดียว
เพราะยังมีหลายส่วนที่ต้นไม้ไม่ได้บดบังไปเสียทั้งหมด
คนของหม่อมฉันเมื่อเห็นปราสาทนี้ครั้งแรกก็ตกใจมาก
เขาตื่นเต้นกับความงามวิจิตรที่เห็นอยู่ตรงหน้า
ช่างเป็นปราสาทใหญ่ที่งดงามมาก ที่สำคัญคือ
ยังมีชาวเขมรอาศัยอยู่ในนั้นด้วยนะกระหม่อม”
“อะไรนะ ยังมีคนอาศัยอยู่แถวนั้นอีกเหรอ” นักองค์มีถามด้วยความตกใจ
“ใช่แล้วกระหม่อม พวกเขาเรียกปราสาทบรมพิษณุโลกกันว่านครวัดอย่างที่พระองค์เรียก
ข้าเองถามพวกเขาแล้วว่าทำไมถึงเรียกกันแบบนี้ ก็ไม่ได้คำตอบแน่ชัด”
“อย่างไรก็ตามมันก็ถูกต้องตามที่จารึกนั้นบอกทุกประการ” นักองค์มีรำพึงกับตัวเอง
ทั้งสามคุยกันเรื่องปราสาทนครวัดที่ตอนนั้นยังไม่เป็นที่รู้จักของชาวเขมรเลยแม้แต่คนเดียว



ราชศักดิ์เองนอนพักอยู่ที่ห้อง เขาคิดถึงนักองค์กระมลมาก
ก่อนมานี่เขาบอกแค่ว่าเขาต้องกลับไปเวียงจันทน์อีก สุดท้ายนางก็เชื่อ
อย่างไรก็ตาม ราชศักดิ์ไม่สบายใจเลยที่ต้องโกหกนาง
แต่จะทำอย่างไรได้ เพราะตอนนี้เขาเองก็เลือกทำตามใจตัวเองไม่ได้
พอคิดหลายเรื่องก็ทำให่เขานอนไม่หลับ เขาจึงตัดสินใจ
เดินสำรวจพระราชวังหลวงเสียเลย


เขาเองรู้สึกว่าวังที่นี้ใหญ่โตโอฬารมากนัก แต่ก็ไม่น่าจะอยู่ได้นาน
เหมือนกับปราสาทหินเขมรที่เขาเคยรู้จัก เพราะองค์ประกอบส่วนใหญ่ทำจากไม้
เขารู้สึกโชคดีมากที่ได้เข้ามาเห็นความสวยงามของพระราชวังหลวงแห่งนี้

ราชศักดิ์ประทับใจพระราชวังหลวงแห่งนี้มาก และเห็นได้ชัดว่า
ต่างจากพระบรมมหาราชวังของสยามอย่างสิ้นเชิง
ราชศักดิ์คิดว่าวังแต่ละที่ก็ต่างมีอัตลักษณ์ของตน
อย่างวังที่เวียงจันทน์ก็จะเป็นอีกแบบ ราชศักดิ์ชื่นชอบสถาปัตยกรรมเป็นทุนเดิม
เขาจึงชอบมากที่ได้มีโอกาสเห็นสถาปัตยกรรมที่หลากหลายในแต่ละเมือง
ในพระราชวังหลวงแห่งนี้เขาชอบทั้งฝั่งโพธิพระบาทและฝั่งบันทายแก้ว
ทั้งสองฝั่งดูวิจิตรบรรจง แต่ให้ความรู้สึกที่ต่างกัน
ขณะกำลังชมวังในยามราตรีเพลินอยู่นั้น ราชศักดิ์ก็ได้พบกับสงคราม
เขานั้นสะดุ้งเล็กน้อย สงครามกล่าวทักขึ้นก่อน



“ออกมาชมวังยามค่ำเหรอท่าน”
“มิได้ท่านแม่ทัพ ข้าเองคิดถึงวังหลวงมากจึงแอบมาเดินชม
จนถึงเขตชั้นใน ข้าต้องขออภัยเป็นอย่างยิ่ง”
“ไม่เป็นไรหรอกท่านพนมวัน อย่างไรเสียบุเรก็เป็นคนที่พาท่านมา
ข้าเองไว้ใจเขามาก ข้าจึงไว้ใจท่านด้วย”



ได้ทีราชศักดิ์ก็เลยถามถึงสิ่งที่อยากรู้
“แล้วองเลิ้งกุ๋นล่ะ ท่านแม่ทัพก็ไว้ใจเขาด้วยเหรอ”
“ข้าคิดว่าเขายังน่าไว้ใจอยู่ถึงแม้เขากำลังพยายามจะทำให้เราเป็นญวณทุกวิถีทาง
แต่เขาก็ยังช่วยงานราชการซึ่งเป็นงานที่สมเด็จมีทรงไม่ถนัด”
“แล้วสมเด็จมีทรงอยู่ในฐานะไหน เป็นหุ่นเชิดขององเลิ้งกุ๋นเหรอท่าน”



“ใครจะคิดยังไงก็ช่างแต่ข้าคิดว่า สมเด็จพระราชินีมีทรงทำหน้าที่ของพระองค์ได้ดีแล้ว
การเป็นประมุขของประเทศไม่จำเป็นที่จะต้องว่าราชการเอง
ขุนนางหลายคนคงไม่ชินที่สตรีจะมาทำงานเยี่ยงนี้ เพราะมันเป็นหน้าที่ของบุรุษ”
ราชศักดิ์ไม่คิดที่จะถามอะไรอีก สงครามจึงคิดถามเขาบ้าง
“เจ้าเองเป็นทหารมานานแล้วเหรอ ข้าไม่คุ้นหน้าเจ้าเลย เจ้ารู้จักกับบุเรมานานแค่ไหนแล้ว”

เพื่อให้สมจริงพอสมควร ราชศักดิ์เลือกที่จะตอบไปว่า
“ข้าเองเป็นพวกพรานไพรเหมือนกับบุเร”
“พวกพรานไพรหรอกรึนี่ มิน่าล่ะเจ้าถึงดูไม่เหมือนกับทหารในวัง
จะอย่างไรก็ตามข้าก็ยังไว้ใจเจ้า เพราะข้าไว้ใจบุเร
และจากที่ดูรูปร่างหน้าตาของท่านก็ดูเป็นมิตรดี ข้าจึงไม่คิดอะไรมาก”
เขาสองคนพูดคุยกันอีกเล็กน้อยจึงต่างลากันไปพักผ่อน



แต่ในห้องขององค์เพานั้น องค์สงวนยังไม่ลาไปไหน
“พี่เพากำลังคิดอะไรอยู่เพคะ ดูสีหน้าไม่สบายใจเลย”
องค์เพาหันหน้ามามองน้องสาว
“คิดถึงความอยู่รอดของเราสองคนน่ะสิ”



“ความอยู่รอดของเราสองคน แล้วพี่แบนกับพี่มีล่ะคะ”
“เธอไม่ต้องไปห่วงสองคนนั้นหรอก ตอนนี้องค์แบนก็ดูแปลกๆ
ส่วนองค์มีก็แส่หาเรื่องเอง ซึ่งมันก็เป็นเรื่องของเขา
มองอีกมุมเขาอาจจะไม่เสี่ยงอะไรเลยก็ได้ แต่เราสองคน ถึงจะได้ชื่อว่าประมุขรอง
แต่เราสองคนนี่ตกอยู่ในฐานะที่เสี่ยงมากที่สุดเลย”



“อืม น้องเองก็ยังไม่เข้าใจที่พี่เพาพูด มันหมายความว่าอะไรคะ”
“เธอไม่ต้องเข้าใจอะไรหรอก แค่เดินตามรอยพี่ก็พอแล้ว
น้องหงวนต้องคิดอยู่เสมอนะว่าตอนนี้เรามีกันและกันแค่เพียงสองคนเท่านั้น”
องค์สงวนยังทำหน้างงๆอยู่ แต่องค์เพายังกล่าวต่อไป
“เราต้องเริ่มรุกบ้าง ปล่อยไว้แบบนี้ต้องไม่มีอะไรดีแน่ๆ
เราจะต้องรุกบ้าง แต่เราจะทำอย่างไรดีล่ะ”
องค์เพายังเดินไปเดินมา ท่ามกลางสายตาขององค์สวนที่จ้องตาพี่สาวไม่กระพริบ
ไม่นานนักองค์เพาก็ทำสีหน้าเหมือนจะคิดอะไรออกได้
“จริงสิ ทำไมถึงลืมเรื่องนี้ไปซะสนิท จริงๆสามารถที่จะใช้เรื่องนี้ในการ
กระชับสัมพันธ์ก็ได้นี่” องค์เพายิ้มแย้มท่ามกลางความสงสัยขององค์สงวน



เช้าวันรุ่งขึ้น องค์เพารีบไปเฝ้าผู้ว่าราชการกรุงพนมเปญ องเลิ้งกุ๋น
ตอนนั้นองเลิ้งกุ๋นรู้สึกงุนงงที่องค์เพามาหาตนแต่เช้า
“มีอะไรเหรอนักองค์เพา พระประมุขรอง”
“ไม่มีอะไรมากหรอกท่าน เพียงแต่ข้ากับน้องสงวนอยากจะเดินทาง
ไปเคารพศพท่านพ่อที่เขาพระราชทรัพย์ ท่านเห็นว่าอย่างไร”
องเลิ้งกุ๋นยิ้ม “จริงสิ” เขารีบเดินออกจากท้องพระโรงทันที



เขาเดินไปยังท้องพระโรงหลักที่นักองค์มีอยู่
โดยมีนักองค์เพาเดินตามไป เพียงแต่องค์เพายืนอยู่ตรงประตูไกลๆ
เพราะนางไม่กล้าเข้าไป ถึงแม้จะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประมุขรองก็ตาม
นักองค์มีงงที่องเลิ้งกุ๋นเดินยิ้มมาแต่ไกล
“วันนี้ทำไมท่านมาหาข้าด้วยสีหน้าระรื่นแต่หัววันล่ะ”
“ไม่มีอะไรมากหรอก เพียงแต่ข้าจะชวนเจ้าไปเคารพศพ
พระอุทัยราชาบนเขาพระราชทรัพย์”



“ทำไมท่านถึงคิดเรื่องนี้ขึ้นมาตอนนี้”
“ตั้งแต่ท่านเป็นกษัตริย์และข้าเป็นผู้ว่าราชการเมือง
เรายังไม่เคยเดินทางไปเคารพศพพระอุทัยราชาด้วยกันเลย
ข้าว่าเราควรจะทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นสิ่งที่ควรทำมากๆ”
องค์เพาได้ยินไกลๆว่าองเลิ้งกุ๋นพูดว่าอะไรกับนักองค์มี องค์เพาคิดในใจว่า
“ทำไมถึงเอาความคิดของข้าไปชวนองค์มี องเลิ้งกุ๋น ตอนนี้เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่นะ”

นักองค์มี ราชินีนครวัด ตอนที่ 10

“ท่านหมายถึงการไปไหว้พระบรมอัฐิของท่านพ่อที่วัดพระธรรมเกร์หรือ”
องเลิ้งกุ๋นหยุดคิดนิดนึงก่อนจะตอบว่า “ใช่ ข้าใช้ภาษาผิดเหรอ”
“ไม่หรอก” นักองค์มีครุ่นคิดบางอย่างก่อนจะพูดกับองเลิ้งกุ๋นว่า
“จริงๆก็ดีนะที่จะไปไหว้พระบรมอัฐิของเสด็จพ่ออย่างเป็นทางการ
นี่ก็นานแล้วหลังจากถวายพระเพลิงพระบรมศพ”
“ถ้าเจ้าเห็นด้วย เราคงต้องมาช่วยกันร่างขบวนขึ้นเขาพระราชทรัพย์
เพื่อให้สมฐานะของเจ้า”
“งั้นข้าขอเป็นตอนเย็นนะ ท่านช่วยมาพบข้าใหม่อีกรอบ”
“ได้” องเลิ้งกุ๋นเดินออกจากท้องพระโรงใหญ่ เมื่อผ่านองค์เพา
เขาหยุดและหัดไปพูดว่า “ขอบใจเจ้ามาก พระประมุขรอง”

องค์เพาโมโหมาก นางกลับมาที่ห้อง ในห้องมีเพียงองค์สงวนรออยู่
“พี่เพา ทำไมหน้าตาหงุดหงิดขนาดนี้ละเพคะ”
องค์เพาหันหน้ามาหาน้อง “จะไม่ให้หงุดหงิดได้ยังไง ข้าไปหาองเลิ้งกุ๋นดีๆ
ชวนเขาไปเคารพศพท่านพ่อที่เขาพระราชทรัพย์ แต่เขากลับไปบอกพี่มี
และพยายามจะทำเรื่องนี้ให้เป็นทางการ”
“แล้วมันไม่ดีตรงไหนเพคะเจ้าพี่”
“มันจะดีได้อย่างไรล่ะ เพราะแผนของพี่ไม่ได้เป็นแบบนี้”

องค์หญิงสงวนหยุดคิดนิดนึงก่อนจะพูดว่า
“พี่กำลังคิดตีสนิทกับองเลิ้งกุ๋นเหรอ”
องค์เพาคงหายโมโหแล้ว จึงตอบด้วยเสียงธรรมดาว่า
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก แต่เจ้าต้องเข้าใจก่อนว่าตอนนี้คนที่มีอำนาจจริงๆในวังเรา
คือองเลิ้งกุ๋น การที่ทำให้เขาอยู่ฝ่ายเดียวกับเราจะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น”
“ไม่เห็นต้องทำถึงขนาดนั้นเลยนี่คะเสด็จพี่ ยังไงก็ตามพี่มีก็ต้องใหญ่ที่สุดอยู่แล้ว”

องค์เพาคิดว่าองค์สงวนน่าจะเข้าใจอะไรผิด “ไม่หรอก พี่มีไม่ได้มีอำนาจอันใด
อำนาจจริงๆตอนนี้คือองเลิ้งกุ๋น ซึ่งได้อำนาจมาจากพระเจ้ามินมาง
นั่นแหละคืออำนาจที่แท้จริง”
“เสียมอาจกำลังวางแผนช่วยพวกเราอยู่ก็ได้นะคะ” องค์สงวนเสนอความคิด
องค์เพาไม่เห็นด้วย “เจ้าคิดแบบนี้ก็ไม่ถูก เหมือนเอาจมูกคนอื่นมาหายใจ”
“แล้วการขึ้นเขาพระราชทรัพย์แบบเป็นทางการมันเป็นปัญหายังไงเหรอเพคะ”
องค์สงวนถามไปอย่างซื่อๆ

องค์เพาตอบอย่างที่นางคิด “มันน่าสงสัยว่าองเลิ้งกุ๋นคิดยังไงต่อพี่มีกันแน่
องเลิ้งกุ๋นผู้นี้เป็นคนที่ล้ำลึก เข้าถึงยาก ทุกการกระทำของเขายากที่เราจะรู้ได้ว่า
เขากำลังคิดอะไรอยู่ นั่นแหละคือสิ่งที่น่ากลัว ถ้าเขาจัดขบวนพิธี
อย่างเป็นทางการในการขึ้นเขาพระราชทรัพย์ มันอาจทำให้เกิดความยุ่งยากตามมา
หรือว่านั่นจะเป็นสิ่งที่เขาต้องการ”
องค์สงวนคิดตามองค์เพา “แสดงว่าองเลิ้งกุ๋นคนนี้ดูยากมากว่าเป็นคนยังไง”
แต่องค์เพาคิดในใจว่าจริงๆแล้วผู้ชายคนนี้ก็ดูไม่ยากหรอก

ช่วงเย็น ณ มุมหนึ่งของพระราชวังหลวงฝั่งบันทายแก้ว
องเลิ้งกุ๋นมาเข้าเฝ้านักองค์มีเพื่อปรึกษาเรื่องการขึ้นเขาพระราชทรัพย์
“ท่านบอกว่าควรจัดพิธีอย่างเป็นทางการเหรอ”
“ใช่แล้วพระองค์หญิง หลังจากเจ้าขึ้นครองราชย์ เจ้ายังไม่ได้ออกไปพบปะราษฏรของเจ้าเลยนี่
นี่เป็นโอกาสอันนี้ที่เจ้าจะได้ทำหน้าที่พระเจ้ากรุงกัมพูชานอกวัง”
แต่ในใจของนักองค์มีไม่คิดเช่นนั้น นางคิดแต่ว่าการได้ไปกราบพระบรมอัฐิของ
สมเด็จพระอุทัยราชาครั้งนี้คงทำให้ชีวิตที่น่าเบื่อดูมีสีสันมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม นักองค์มีสังเกตได้ถึงการกระตือรือร้นขององเลิ้งกุ๋น
นางคิดว่าเขากระตือรือร้นมากไปจนผิดสังเกต ทำไมองเลิ้งกุ๋นถึงอยากจะไปกราบอัฐิ
ของเสด็จพ่อนักหนา ไม่เห็นจะมีเหตุผลเลย พระเจ้ามินมางคงไม่โปรดเสด็จพ่อถึงขนาดนั้น
แล้วทำไม … นักองค์มีพยายามขบคิด แต่ก็ยังคิดไม่ออก

รุ่งเช้า ข่าวการวางแผนการขึ้นเขาพระราชทรัพย์ของพระเจ้ากรุงกัมพูชากับผู้ว่าราชการ
อย่างเป็นทางการก็ร่ำลือไปทั่ววัง ตกบ่ายก็ร่ำลือไปเกือบจะทั่วพนมเปญ
ตอนนั้นประชาชนหลายคนคิดเห็นไม่ตรงกันกับข่าวแบบนี้
มันจะมีทั้งที่ชอบและไม่ชอบ ส่วนคนในวังเองก็คิดกันไปต่างๆนานา
ท่านแก้ว ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ถึงขั้นเรียกประชุมขุนนางวาระพิเศษ

แต่คนที่เกรี้ยวกราดสุดๆคงเป็นองค์แบน
“มันคิดว่ามันเป็นใคร เดี๋ยวนี้องเลิ้งกุ๋นเริ่มที่จะกำแหงมากขึ้นแล้วนะ
องค์มีก็ตามใจมันเข้าไป มันเป็นญาติโกโหติกาอะไรกับเรา มันถึงบังอาจ
จะมาขึ้นเขาพระราชทรัพย์อย่างเป็นทางการ ชีวิตมันคงไม่ง่ายขนาดนั้นมั้ง”
องค์เพาถามขึ้น “แล้วพี่แบนจะทำยังไง ได้ข่าวว่าตอนนี้ในวังก็ได้ตระเตรียม
ขบวนพิธีนี้กันแล้ว ขนาดท่านแก้วก็ยังไม่กล้าขัด”

องค์แบนเปลี่ยนสีหน้ากะทันหันเป็นการกระหยิ่มยิ้มย่อง
“แต่คิดอีกแบบก็ดีนะ น้องมีจะได้รู้ว่าจริงๆแล้วประชาชนรู้สึกอย่างไรกับเรา”
องค์เพาสงสัย “หมายความว่าอะไรคะพี่แบน”
“ก็หมายความว่าตั้งแต่น้องมีครองราชย์ ไม่เคยเลยสักครั้งที่น้องมีจะเห็นกับตาของตัวเอง
ว่าประชาชนรู้สึกอย่างไรกับเรา ครั้งนี้จึงถือเป็นโอกาสอันดี มิใช่เหรอ”
องค์เพากล่าวต่อ “ดูพี่หญิงแบนจะเปลี่ยนความคิดเร็วนะเพคะ จากชังเป็นชอบขบวนพิธีแบบนี้”
“เอาเถอะ ฉันไม่อยากมาต่อปากต่อคำกับเธอ เอาเป็นว่าอะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด
เพียงแต่เราเป็นผู้เฝ้าดูสิ่งที่เกิดขึ้นก็แล้วกัน”
คืนนั้นนักองค์แบนยังลอบส่งข่าวต่างๆให้ทางเสียมรู้เพื่อเป็นการตัดสินใจว่าจะทำการใดต่อไป

คืนหนึ่ง สงครามกำลังนั่งคิดอะไรเพลินๆอยู่ ฮาลองเดินเข้ามาทักเขา
“เป็นไงบ้าง คิดอะไรอยู่ล่ะเพื่อน”
“ท่านน่าจะเดาได้นะว่าข้ากำลังคิดถึงวันขึ้นเขาพระราชทรัพย์”
สงครามตอบอย่างกังวล ฮาลองกล่าวต่อว่า
“ก็นับว่าเป็นเรื่องที่น่าคิดนะว่าทำไมองเลิ้งกุ๋นถึงคิดที่จะทำอะไรแบบนั้น”
“ข่าวลือมาจากในวังว่าจริงๆแล้วเป็นความคิดขององค์เพาที่จะชวนองเลิ้งกุ๋นขึ้นเขาพระราชทรัพย์”
ฮาลองตกใจมาก “ท่านหมายความว่าความคิดเรื่องพวกนี้มาจากองค์เพาเหรอ”
“ใช่ แต่องเลิ้งกุ๋นเอาความคิดนี้ไปทูลพระเจ้ากรุงกัมพูชา และในท้ายที่สุดพระองค์ก็ไม่ทรงขัดข้อง”

ฮาลองทำหน้าครุ่นคิด “เรื่องนี้มันแปลกๆอยู่นะทั้งองค์เพาและองเลิ้งกุ๋น
องค์เพาเป็นคนชวน แต่องเลิ้งกุ๋นเป็นคนที่ไปชวนนักองค์มีต่อโดยไม่สนใจองค์เพาเลย
แต่ละคนคิดอะไรกันแปลกๆ”
สงครามตอบกลับว่า “แต่ละคนมีจุดประสงค์ที่ต่างกันในการที่จะทำอะไรบางอย่าง”
“งั้นเราต้องมารอดูกันว่าวันนั้นแต่ละคนจะบรรลุจุดประสงค์ของตัวเองหรือไม่”

นักองค์มี ราชินีนครวัด ตอนที่ 11

และแล้วก็ถึงวันที่ขบวนพิธีพร้อมที่จะขึ้นเขาพระราชทรัพย์
วันนั้นในวังมีความเคลื่อนไหวสูง ทุกคนกำลังรอดูในสิ่งที่ตัวเองอยากดูหรือสิ่งที่
ตัวเองคาดการณ์ไว้ นักองค์มีได้เสด็จมาถึงขบวนพิธีและได้พบกับองเลิ้งกุ๋นซึ่งรอต้อนรับอยู่แล้ว
พระนางตกพระทัยมากกับการจัดขบวน เพราะเป็นขบวนที่พระนางกับองเลิ้งกุ๋นนั่งไปด้วยกัน
“ทำไมถึงเป็นแบบนี้ ทำไมเรากับท่านจึงนั่งคู่กันไป ดูแล้วมันแปลกๆนะ”

องเลิ้งกุ๋นทำท่าทีสงสัย “แปลกยังไงเหรอ ไม่เห็นมีอะไรผิดสังเกตนี่นา ท่านเป็นพระเจ้ากรุงกัมพูชา
เราเป็นผู้ว่าราชการของเมืองพนมเปญ นั่งขบวนเดียวกันมันจะแปลกได้ยังไง”
นักองค์มีมีสีหน้าโกรธมาก “แสดงว่าเป็นแผนของท่านแต่แรกในการที่อยากให้ขบวนเป็นแบบนี้
มิน่าล่ะถึงเข้ามาชวนข้าด้วยใบหน้ายิ้มระรื่น ที่แท้ก็มีเลศนัยนี่เอง”
“เจ้าจะดูแคลนข้ามากไปแล้วนะ ข้าก็สั่งให้ทุกคนเตรียมทุกอย่างตามความเหมาะสม
ทำไมเจ้าถึงคิดกับข้าแบบนี้ หรือเป็นเพราะว่าข้าเป็นคนของโดเวียต”

นักองค์มีโต้ตอบ “จะมาพูดอะไรตอนนี้ มันเป็นเรื่องที่เราเถียงกันไม่จบไม่สิ้นหรอก
มันคนละประเด็น”
“ถ้าคนละประเด็นจริง เจ้าควรจะหยุดคิดเรื่องอื่นและเตรียมขึ้นขบวนพิธีของเจ้าได้แล้ว”
นักองค์มีรู้สึกว่าตัวพระนางเองเริ่มจะทนองเลิ้งกุ๋นไม่ได้มากขึ้นทุกขณะ
แต่ในใจก็คิดว่าวันนี้วันดีที่จะได้มีโอกาสกราบพระบรมอัฐิของเสด็จพ่อ
พระองค์จึงไม่ควรคิดอะไรมาก

ขณะที่กำลังทรงตัดสินพระทัยอยู่นั้น องค์แบนได้เสด็จมาพอดี
องค์แบนพูดกับองเลิ้งกุ๋นว่า “ทำไมเจ้าถึงทำแบบนี้”
“ข้าไปทำอะไรเหรอ”
“เจ้าจัดขบวนพิธีโดยให้ข้ากับองค์เพาและองค์สงวนนั่งด้วยกัน”
“แล้วมันแปลกตรงไหนล่ะ”
“แต่ท่านไม่ควรทำแบบนี้นะ ท่านควรแยกเราออกมา เราเป็นพระธิดาองค์โตนะ
ท่านจะให้เราเบียดเสียดกันสามคนได้อย่างไร”
“แต่พวกท่านตำแหน่งเท่ากันนะ พระประมุขรอง คนที่ตำแหน่งเท่ากันก็ควรที่จะนั่งด้วยกัน
แล้วข้าไปตีความผิดตรงไหน”
“เจ้า” องค์แบนโมโหมาก เลยเดินกลับตำหนักไปโดยไม่ได้แยแสเลยว่าอะไรจะเกิดขึ้น

องเลิ้งกุ๋นไม่สนใจองค์แบน เขาหันมาหาองค์มี
“เชิญเสด็จเถอะ เดี๋ยวจะเสียฤกษ์ซะเปล่าๆ”
องค์มีขึ้นขบวนพิธีโดยนั่งคู่กับองเลิ้งกุ๋นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ขบวนถัดไปเป็นของพระประมุขรอง ซึ่งตอนนี้มีแค่สองคนคือองค์เพากับองค์สงวน
หลังจากนั้นจึงเป็นขบวนของขุนนางและข้าราชบริภาร
ส่วนบุเร ซัน ราชศักดิ์ ฮาลองและสงครามต่างขี่ม้าเดินคู่ไปกับขบวนของ
นักองค์มีและองเลิ้งกุ๋น
พวกเขาทั้งห้าคนเปรียบเหมือนกับทหารเอกที่คอยอารักขากษัตริย์ของกัมพูชา
บุเรคิดในใจว่าหลังเหตุการณ์นี้เขาคงต้องคุยกับสงครามในหลายเรื่อง
โดยเฉพาะเรื่องวันนี้ เขาคิดว่าองเลิ้งกุ๋นจัดขบวนแบบนี้ไม่ถูก
เพราะไม่น่าที่จะให้นักองค์มีกับองเลิ้งกุ๋นอยู่ขบวนเดียวกัน
บุเรไม่เข้าใจว่าทำไมสงครามถึงปล่อยผ่านเรื่องแบบนี้ไปได้

ส่วนขบวนของพระประมุขรอง องค์สงวนได้ถามขึ้น
“ทำไมพี่แบนถึงโมโหขนาดนั้นเพคะ”
องค์เพาตอบน้องสาว
“อย่าลืมนะว่าพี่แบนคือธิดาองค์โตของเสด็จพ่อ พี่แบนเองก็คงรู้สึกไม่ดี
ที่ถูกจัดขบวนให้อยู่กับเราสองคน เพราะมันคงดูเบียดเสียดยัดเยียดน่าดู
นี่ขนาดพี่แบนสละสิทธิ์ไปแล้วนะ เราสองคนยังรู้สึกว่านั่งเบียดกันเลย”
“แต่มันก็มีวิธีแก้ไขนี่เพคะ น้องเองไปนั่งกับเหล่าขุนนางก็ได้”
องค์เพารู้สึกรำคาญเลยพยายามจะตัดบท
“เอาเหอะ นั่งด้วยกันสองคนก็ดีไปอย่าง เราสองคนอย่าลืมว่าตอนนี้เราต้องสามัคคี
กันไว้ให้มากๆ สถานการณ์การเมืองในกัมพูชาเองใช่ว่าจะเรียบร้อย
และที่สำคัญมากกว่าอะไรทั้งหมดก็คือเรายังไว้ใจองเลิ้งกุ๋นไม่ได้
เราจึงจะต้องระวังตัวกันไว้ให้ดี”
องค์สงวนดูเหมือนจะเข้าใจในสิ่งที่องค์เพาพูด เพียงแต่นางไม่ค่อยสันทัดเรื่อง
การบ้านการเมือง และคิดว่าทำไมเรื่องพวกนี้ถึงได้ยุ่งยากซับว้อนขนาดนั้น

เมื่อขบวนพิธีไปถึงเกือบจะกลางทาง เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
เมื่อมีม้าของคนแปลกหน้าฝ่าเข้ามาในขบวน
คนบนหลังม้าเล็งธนูหมายสังหารองเลิ้งกุ๋น แต่พลาดธนูไม่โดนองเลิ้งกุ๋น
เพียงแค่นี้ขบวนพิธีก็แตกกระเจิง ฮาลองนำองเลิ้งกุ๋นกลับวังทันทีด้วยม้าของตัวเอง
ส่วนบุเรนำตัวนักองค์มีกลับวังด้วยม้าของตัวเองเช่นกัน

สงคราม ราชศักดิ์และซันได้ติดตามคนแปลกหน้าผู้นั้นที่พยายามลอบสังหาร
ผู้ว่าราชการเมืองพนมเปญ สองคนที่แทบจะไม่มีใครเหลียวแลเลยคือ
องค์เพาและองค์สงวน ท่านแก้วเห็นดังนั้นเลยต้องจัดให้ทหารคอยอารักขา
พระประมุขรองจนกว่าจะกลับเข้าวัง การลอบสังหารครั้งนี้ทำเอาองเลิ้งกุ๋นตกใจมาก
หลังจากกลับเข้าที่พักแล้ว ฮาลองได้เข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิด

“เป็นอย่างไรบ้างท่าน”
“ข้ายังไม่เป็นไรมาก แล้วสงครามล่ะ”
“สงคราม พนมวันและเคียฟไปตามล่าผู้ที่บังอาจลอบสังหารท่าน”
องเลิ้งกุ๋นได้ยินคำพูดของฮาลองเต็มสองหู
“มีชาวเขมรกล้าคิดที่จะสังหารเราด้วยเหรอ”
“หลังจากนี้ต่อไปท่านจะต้อระวังตัวให้มากขึ้น ข้าเองจะจัดทหารที่ไว้ใจได้คอยอารักขาท่านเป็นกรณีพิเศษ”
“สงสัยจะต้องขนทหารจากโดเวียตมาเพิ่มอีก”

เมื่อบุเรพานักองค์มีมาถึงตำหนักใน บุเรจึงพานางไปที่ห้องส่วนพระองค์เลย
“เป็นยังไงบ้างกระหม่อม”
นักองค์มียังหน้าซีดอยู่ “ตอนแรกข้าคิดว่าธนูจะมาปักที่อกข้าซะอีก
ข้าเห็นลูกธนูชัดมาก ชัดจนบอกไม่ถูก”
“พระนางหายตกพระทัยแล้วหรือยังกระหม่อม”
“ดีขึ้นมากแล้ว แต่ข้าไม่คิดเลยว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้น จริงๆต้องบอกว่าก็คิดอยู่เหมือนกัน
แต่ไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นเร็วขนาดนี้”
“ไม่แปลกหรอกพระองค์ที่จะมีคนเคียดแค้นองเลิ้งกุ๋นที่มันทำกับเราแบบนี้
เพียงแต่ไม่มีใครที่จะกล้าหาญเท่ามันผู้นั้น”
“ข้าเพียงแต่อยากรู้มากๆว่าผู้ลอบสังหารเป็นคนของเราหรือคนของเสียม”

นักองค์มีพูดยังไม่ทันจะขาดคำ สงครามก็เดินเข้ามายังห้องส่วนพระองค์
“ข้าแต่สมเด็จพระราชินีองค์มี ข้าพระพุทธเจ้าขอกราบทูลว่าบัดนี้ทางข้าพระองค์ พนมวัน
และเคียฟได้จับผู้ลอบสังหารได้ องเลิ้งกุ๋นสั่งให้ทหารเตรียมทรมานมันผู้นั้นเพื่อ
เค้นออกมาให้ได้ว่าใครอยู่เบื้องหลังของการลอบสังหารครั้งนี้


นักองค์มี ราชินีนครวัด ตอนที่ 12

องค์แบนรู้ข่าวลอบสังหารจากนางกำนัล พระองค์รู้สึกสะใจเป็นอย่างมาก
“ดีแล้ว องเลิ้งกุ๋นจะได้แง่คิดบ้างว่าคนกัมพูชาก็ใช่ว่าจะยอมใครง่าย”
“เพคะองค์หญิง ตอนนี้ประชาชนก็ลือกันไปทั่วเลยเพคะ หลายคนอยากรู้ว่ามันจะเป็นยังไงต่อไป
อยากรู้แม้กระทั่งว่าคนที่ลอบสังหารเป็นใคร”
“ถ้าจะให้ข้าเดาก็น่าจะเป็นพวกพรานไพร เพราะพวกอื่นไม่น่าที่จะกล้าลงมือ”

“ถ้าเป็นพรานไพรจริงก็ต้องเป็นพรานไพรที่กล้าหาญมากเลยนะเพคะ เพราะเขาน่าจะไม่รอดแน่”
องค์แบนเสียงแข็งมากขึ้น
“แต่เจ้าอย่าลืมนะว่าผู้ที่ถูกปองร้ายคือองเลิ้งกุ๋น ไม่ใช่กษัตริย์ซะหน่อย โทษคงไม่ถึงประหารหรอกมั้ง”
นางกำนัลไม่เห็นด้วยกับองค์แบน
“แน่ใจเหรอเพคะ แต่กระหม่อมคิดว่าองเลิ้งกุ๋นไม่น่าจะเอาไว้ องเลิ้งกุ๋นคนนี้ใจคอโหดเหี้ยมมากเลยนะเพคะ
เขาคงไม่ปล่อยคนที่ลอบสังหารเขาไปแน่ๆ”
“อืม ที่เจ้าพูดก็น่าคิดนะ ปัญหาอยู่ที่น้องมีจะเข้มแข็งแค่ไหน นั่นแหละคือสิ่งที่สำคัญที่สุด”


นางกำนัลยังกล่าวต่อ
“และอีกอย่างที่หลายคนสนใจคือขบวนพิธีขึ้นเขาพระราชทรัพย์จะมีอีกหรือไม่เพคะ
เพราะหลายคนรู้สึกว่ามันค้างๆคาๆยังไงพิกล”
องค์แบนเดินไปนั่งบนแท่น
“เรื่องแบบนี้ก็ขึ้นอยู่กับพระเจ้ากรุงกัมพูชาอีกนั่นแหละ พวกเราไม่มีอำนาจหรอก
และตอนนี้ก็ยากจะคาดเดาว่าเหตุการณ์จะเป็นยังไงต่อไป เอาอย่างนี้ดีกว่า
เจ้าจงเอาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ไปบอกทางเสียม ข้าว่าน่าจะดีที่สุด
เผื่อทางเสียมจะได้คิดอ่านประการใดออกบ้าง”

นางกำนัลยิ้มรับ
“ดีเพคะ หม่อมฉันเห็นด้วย และคิดว่าน่าจะเป็นวิธีที่เหมาะที่สุด”
องค์แบนจึงสั่งต่อ
“งั้นเจ้าไปเตรียมการได้แล้ว อย่าให้พลาดล่ะ เพราะเรื่องพวกนี้ ใครเร็วกว่าก็มีชัยไปกว่าครึ่ง”
“รับทราบเพคะ เดี๋ยวกระหม่อมจะไปจัดการให้ทุกสิ่งอย่างเลยเพคะ”
พอนางกำนัลออกไปหมดแล้ว นักองค์แบนก็รำพึงอยู่คนเดียว
“ชีวิตของเจ้าต่อจากนี้จะเป็นยังไงนะองค์มี”


ณ ที่คุมขังในตำหนัก ทหารจับศัตรูถอดเสื้อ และเอาไปมัดโยงไว้กับขื่อ
พร้อมกับซ้อมจนเลือดอาบไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง
ตอนนี้ทุกคนกำลังรอองเลิ้งกุ๋นมาที่ๆคุมขังแห่งนี้
ราชศักดิ์ (พนมวัน) กับ ซัน (เคียฟ) เดินเข้ามาก่อน พวกเขามารอองเลิ้งกุ๋นเหมือนกัน
ไม่นานนักองเลิ้งกุ๋นก็เดินเข้ามาพร้อมกับฮาลอง ทหารที่รอรายงานก็เอ่ยขึ้น
“คนที่ลอบสังหารท่านผู้ว่าราชการเมืองพนมเปญคือพนมดา พรานไพรจากเมืองกำปงธม
โดยที่พนมดาลงมือเพียงคนเดียวโดยไม่มีพรรคพวกอยู่เบื้องหลัง”

องเลิ้งกุ๋นมองหน้าพนมดาที่อาบเลือดไปทั้งหน้า
องเลิ้งกุ๋นยิ้มก่อนที่จะเดินไปหยิบแส้หนังขนาดยักษ์ที่อยู่บริเวณนั้น
เขาเอาแส้หนังมาฟาดแผ่นหลังของพนมดาอย่างแรง
ฟาดแต่ละครั้งทำให้มีรอยเลือดเกิดขึ้นบริเวณหลังของเขา


บุเรกับสงครามเดินเข้ามาพอดี พวกเขาเห็นองเลิ้งกุ๋นกำลังเอาแส้เฆี่ยนพนมดา
ด้วยความดุดัน ทั้งห้องยืนดูอยู่ด้วยความเงียบ
ราชศักดิ์ถามบุเรว่า “องค์ราชินีเป็นยังไงบ้างท่าน”
“พระองค์ดีขึ้น แต่ก็ยังตกใจอยู่ พระองค์ไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน”
“จริงสินะ พระองค์เพิ่งจะชันษาแค่ 20 เอง สำหรับผู้หญิงทั่วไป อายุขนาดนี้
ไม่ต้องมาเผชิญความกดดันและความกลัวต่างๆมากมาย ผิดกับพระองค์ที่
ต้องเผชิญมันอยู่ตลอดเวลา”


บุเรถามราชศักดิ์ต่อว่า “มันผู้นี้เป็นใครกัน”
“เป็นพรานไพรชื่อพนมดา เป็นชาวกำปงธม
มันลงมือคนเดียว ไม่มีพรรคพวกอยู่เบื้องหลัง จุดประสงค์ก็เพื่อที่จะสังหารองเลิ้งกุ๋น”
บุเรเข้าใจจุดประสงค์นั้นดี เพราะขณะนี้ไม่ใช่มีพนมดาคนเดียวที่อยากสังหารองเลิ้งกุ๋น
บุเรเองก็อยากสังหารทหารเอกของพระเจ้ามินมางคนนี้เหมือนกัน เพียงแต่ผู้ที่คิดลงมือทำแบบนี้
น่าจะคิดบ้างว่าถ้าองเลิ้งกุ๋นตายขึ้นมาจริงๆ พระเจ้ามินมางต้องยกทัพมาแน่
และคนที่จะเดือดร้อนก็คือชาวกัมพูชาทั้งมวล

บุเรหันไปถามสงคราม
“แล้วองเลิ้งกุ๋นจะประหารพนมดาไหม”
“เขาทำไม่ได้หรอก เพราะองเลิ้งกุ๋นไม่ใช่กษัตริย์ ไม่สามารถลงโทษประหารชีวิตใครได้”
สงครามแม่ทัพหนุ่มหล่อพูดอย่างมีสติ บุเรให้ความเห็นต่อว่า
“แต่องเลิ้งกุ๋นไม่น่าไว้ชีวิตมันแน่ ตอนนี้คงขอทรมานให้หนำใจก่อน
แต่เขาต้องหาทางประหารชีวิตหมอนี่แน่”
“ข้าก็คิดอย่างนั้นเช่นกัน” สงครามพูดอย่างราบเรียบ


พอองเลิ้งกุ๋นเอาแส้ฟาดหลังพนมดาจนสาแก่ใจแล้ว
เขาก็โยนแส้ลงกับพื้น แล้วก็เดินออกจากห้องไป
ซันเข้าไปคุยอะไรกับพนมดาบางอย่าง
ส่วนพนมดาเองเป็นชายหนุ่มที่แข็งแรงมาก โดนทรมานขนาดนี้ก็ยังทนไหว
ใจนึงบุเรก็เห็นใจพนมดา แต่อีกใจนึงก็คิดว่าเขาไม่น่าทำแบบนี้เลย
เพราะเวลาแบบนี้ เอาชีวิตองเลิ้งกุ๋นไปก็ไม่มีประโยชน์


ณ ห้องส่วนพระองค์ขององค์เพา องค์เพากำลังคุยกับองค์สงวนอยู่
“น้องเห็นหรือยังล่ะว่าตอนนี้กลิ่นไอแห่งความตายมันกำลังคืบคลานเข้ามาในวังทุกขณะ”
องค์สงวนมีสีหน้าที่เคร่งเครียด อาจเป็นเพราะพระนางยังอายุน้อย
และไม่สามารถจะทนเห็นเหตุการณ์แบบนี้ได้
“เมื่อไหร่เรื่องแบบนี้มันจะจบเสียทีเพคะพี่หญิงเพา น้องเริ่มจะทนไม่ได้
น้องรับไม่ไหวกับเหตุการณ์แบบนี้”

“จะรับไหวหรือไม่ไหวยังไงก็ต้องนิ่งไว้ก่อน หลังจากนี้น้องต้องเชื่อฟังพี่ทุกอย่าง
แล้วน้องจะรอด เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ก็ดีเหมือนกัน อย่างน้อยก็ทำให้พี่ได้สติว่า
เราไม่ควรไปตีสนิทกับคนแบบองเลิ้งกุ๋น เพราะลึกๆแล้วมันไม่มีประโยชน์เลย
แล้วอาจจะมีภัยมาถึงเราได้ ความจริงในวันนี้ก็คือใครๆก็เกลียดองเลิ้งกุ๋นกันทั้งนั้น
แต่ที่ไม่มีใครทำอะไรเลย เพราะทุกคนห่วงแผ่นดินกัมพูชามากกว่าอะไรอื่นทั้งหมด”

เห็นองค์สงวนนิ่ง องค์เพายังพูดต่อว่า “ตอนนี้คนที่น่าห่วงที่สุดก็คือองค์แบน
ครั้งนี้องค์แบนก็ไม่ยอมร่วมขบวนด้วย และสิ่งที่นางให้นางกำนัลติดต่อพวกเสียมนั้น
ป่านนี้คงรู้ถึงหูองเลิ้งกุ๋นแล้ว เพราะนางกำนัลดันไปถามทหารเกือบทั้งกองทัพว่า
ใครพอจะติดต่อกับเสียมได้บ้าง ทำเรื่องแบบนี้ทำเป็นความลับยังไม่เป็นเลย
ป่านนี้องค์แบนจะรู้หรือยังก็ไม่รู้ว่าที่ให้นางกำนัลส่งข่าวให้เสียมนั้น คนเขารู้กันไปทั่วแล้ว”

องค์สงวนพูดขึ้นหลังจากนิ่งไปนาน
“ถ้าเรื่องแบบนี้รู้ถึงหูองเลิ้งกุ๋น พี่แบนก็เสร็จแน่เลยสิเพคะ”
“ของแบบนั้นมันแน่นอนอยู่แล้วล่ะ เพียงแต่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น”
“แล้วองค์มีล่ะเพคะ นางจะเป็นอะไรไหม”
“องค์มีน่าจะพอเอาตัวรอดได้ และอีกอย่างองเลิ้งกุ๋นก็ดูจะสนใจนางไม่น้อย”
“ท่านพี่หมายความว่า”


“ใช่ พี่คิดว่าพี่ดูไม่ผิดหรอก องเลิ้งกุ๋นดูสนใจองค์มีมากๆ
มากเกินกว่าที่ใครๆจะคาดคิด”
องค์สงวนทำหน้าเบ้ “คาดว่าเรื่องที่น้องคิดอยู่ในหัวตอนนี้คงไม่เกิดขึ้นนะเพคะ”
“ไม่มีใครตอบปัญหาเรื่องนี้ได้หรอก ตอนนี้พวกเราไม่ต้องไปสนใจใครหรอก
แต่ต้องทำให้พวกเรารอดก่อน ต้องใช้อำนาจของพระประมุขรองให้เป็นประโยชน์
ถึงแม้ตอนนี้การไปสนิทกับองเลิ้งกุ๋นจะไม่เป็นผลดี แต่เราก็ควรแสดงความมีน้ำใจกับเขา
อย่าทำกระด้างกระเดื่อง เพราะมันจะไม่เกิดประโยชน์กับใครทั้งสิ้น”
“น้องเบื่อเรื่องพวกนี้จังเลยเพคะ เมื่อไหร่มันจะจบสักที”

องค์เพาพูดอย่างเกรี้ยวกราด
“เลิกคิดอะไรที่ไม่เป็นประโยชน์ได้แล้ว ที่เรากำลังเผชิญอยู่นี่แหละคือความจริง
น้องหงวนก็เลิกตระหนกตกใจได้แล้ว เตรียมตัวเอาไว้ให้ดี
เช้าพรุ่งนี้เราจะไปให้กำลังใจองเลิ้งกุ๋นกัน”


“พี่ว่าอะไรนะคะ น้อง ... น้องไม่อยากไปเลย”
องค์เพาหันมามองหน้าองค์สงวนและพูดเสียงแข็ง
“ไม่อยากไปก็ต้องไป เราควรเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส
ถ้าเรื่องแค่นี้นึกไม่ออกล่ะก็ เจ้าอาจจะไม่รอดเป็นคนต่อไปก็ได้”
พอพูดจบองค์เพาก็เดินออกไปจากห้องของตัวเอง
ทิ้งให้องค์สงวนงุนงงว่าดึกป่านนี้แล้วองค์เพาจะไปไหน



Create Date : 18 ธันวาคม 2555
Last Update : 18 ธันวาคม 2555 14:34:34 น. 0 comments
Counter : 467 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

อุรุเวลา
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add อุรุเวลา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.