มีนาคม 2564

 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
🍓 เล่าประสบการณ์ชีวิต T1D เบาหวานที่รัก - -❀
รีวิว : ❀- -❀- -❀- -❀ รีวิวชีวิต T1D อยู่กับเบาหวานยังไงให้เป็นสุข ❀- -❀- -❀- -❀
#T1D #เบาหวาน #Diabetes ︷εїз︷ (◕‿◕
- - - ✿ "My Life with T1D (Type 1 Diabetes)" ✿ - - -

41 แพทเขียนเกี่ยวกับ สมุดจดการนับคาร์บ ของแพทตี้นะคะ เรียนมาจาก คลีนิกคาร์บของรามา ผสมกับแนวทาง+ประสบการณ์การนับคาร์บของตัวเอง และก็ไปหาเอาจากในเนตด้วย
ของแพทจะเป็นสไตล์แบบญี่ปุ่นที่เขานิยมทำกัน คือการใช้ววิธีชั่งอาหารที่จะกิน
ในบล๊อกนี้น้า450เผื่อสนใจ
https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=pinkyprettypatty&month=01-04-2021&group=15&gblog=1

อ่ะมาเล่ากัน เท้าความนิดหน่อยว่า 
  163 T1D คือ อะไร
Type 1 Diabetes = เบาหวานชนิดที่ 1 ต้องพึ่งพาการฉีดอินซูลินตลอดชีวิต


163  คำถามที่คนมักจะถาม
ฉันเป็นเมื่อไหร่ : วันที่ 19 มกราคม 2561
แล้วจะหายไหม : ไม่หายจ้า ต้องฉีดยา (อินซูลินนั่นแหล่ะ) ตลอดชีวิต นอกเสียแต่ว่า ผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายค่อยข้างสูง ชั้นไม่มีเงินมากมายขนาดนั้น
เกิดจากอะไร : ขนาดหมอที่ดูแลยังให้คำตอบไม่ได้เลย แต่เชื่อว่าตับอ่อน ย้ำว่า "ตับอ่อน" ถูกทำลายอย่างรุนแรง จึงทำให้ไม่สามารถผลิตอินซูลินเองได้
มันต่างจาก ชนิดที่ 2 ยังไง : ต่างตรงที่ชนิดที่ 2 ตับอ่อนสามารถผลิตอินซูลินมาใช้เองได้บ้าง จะไม่หนักเท่าชนิดที่ 1 ที่ชั้นเป็น ของชั้นนี่ ตับอ่อนนอนนิ่งไม่ไหวติงเลย 555
รู้สึกยังไงเมื่อรู้ว่าเป็น : งง + ตกใจเส้ ถามได้ 555
ตอนนี้จิตใจเป็นอย่างไรบ้าง : จิตใจดี มีกำลังใจ เห็นว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ ใช้ธรรมะบำบัด ฟื้นฟูจิตใจ ทุกอย่างขึ้นอยู่ที่เรามอง ถ้าเรามัวแต่ย่ำอยู่กับที่ มันก็ออกจากวงจรเดิม ๆ ไม่ได้ ก็มาเริ่มต้นกันใหม่ ใส่ใจตัวเองมากขึ้น กินอาหารที่ดี รักตัวเอง ออกกำลังกายให้มากขึ้น
อะไรคือสิ่งที่ให้กำลังใจ : คนในครอบครัวนะ แพทว่าสำคัญสุด ถ้าคนในครอบครัวอ่อนแอ ฟูมฟาย คนไข้จะยิ่ง Double ความเจ็บปวดทั้งกายและใจ โดยเฉพาะใจนี่แหล่ะ ยิ่งพ่อแม่มาร้องไห้ คนไข้นี่อาจจิตายได้เลย ไม่มีไม้หลักไว้ค้ำชูจิตใจ ดังนั้น หัวหน้าครอบครัวต้องเข้มแข็ง ให้กำลังใจ ปลอบใจพอ ไม่ต้องฟูมฟาย ตีโพยตีพาย โทษทุกสิ่งอัน
เล่าเหตุการณ์ให้ฟังหน่อยจิ ว่ามันเกิด/รู้ได้ยังไงว่าเป็นเบาหวาน : ได้สิ มานั่งล้อมวงกัน ขอใช้คำที่อ่านง่ายๆ สไตล์วัยรุ่นยุคนี้นะ ใช้คำแบบทางการอ่านแล้วไม่มันส์ ไม่อิน ประสบการณ์การอยู่ห้องฉุกเฉินของชั้น มีอยู่ว่า

8 ย้อนกลับไปเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 มกราคม 2561 ในวันทำงานวันหนึ่ง หลังเลิกประชุมเสร็จเที่ยง ๆ พนักงานสาวออฟฟิศผู้หิวโหย ก็กินผัดกระเพราทะเลรวมแบบจานใหญ่สุด ๆ แหม๋ ๆๆ มันช่างอร่อยสมใจการรอคอย กับชานมไข่มุกที่แสนจะอร่อย สุดจะฟินอะไรเช่นนี้นะ กินแล้วก็เอนตัวพิงพนักพิง พึ่งพุงอย่างสบายใจ อากาศช่วงมกราคมมันช่างดี แล้วในออฟฟิศก็เปิดแอร์เย็นฉ่ำทั้งวัน

35 บ่าย 2 รู้สึกพะอืดพะอม รู้สึกไม่ดีเลย สงสัยแพ้กุ้งแน่ ๆ หิวน้ำมาก ๆ อยากกินน้ำแล้วก็ฉี่วน ๆไป และก็พยายามจะอ้วกไป 2 รอบ เพราะท้องอืดมาก และก็กลับไปนั่งทำงานต่อไป รู้สึกกระหายและโหยหิวน้ำหวานอีกจัง เลยแวะซื้อน้ำเก็กฮวยดื่มให้ชื่นใจ เอ้า ทำไมถึงอ้วกอีกล่ะ แล้วมันก็ยิ่งโหยของหวานเข้าไปอีกเพราะเหมือนเริ่มมีอาการขาดน้ำ นั่งรถเมล์กลับบ้าน แม่ก็เตรียมอาหารเย็นรอ มี อาหารคาวหวานตามแบบเดิม ๆ มีผลไม้ (ลำไย) และไอติม ก็กินไปและก็นอนตามปกติ พอ 1 ทุ่มก็เริ่มมีอาการอยากอ้วกอีก เห้ย.. ชั้นท้องรึเปล่านะ 555 ไม่ใช่หรอก (ชั้นยังไม่มีแฟน) ก็อ้วกไปหลายรอบวน ๆ แบบนั้นแหล่ะ คิดว่าเด่วก็หาย กินยาคาร์บอนแก้ท้องเสียไป แต่ก็อ้วกออกหมด วนไปแบบนี้จนตี 2 แม่บอกว่า แบบนี้ไม่โอเคแล้วนะมันเกิดอะไรขึ้น!!!

6 แม่ก็เลยกดเรียกรถพยาบาล 1669 เพราะไม่สามารถจะแบกอิชั้นไหว อิชั้นตัวใหญ่มาก คงต้องใช้ผู้ชาย 2 คนแบกออกไปน่าจะเอาอยู่ แม่ก็เก็บกระเป๋าเอาเสื้อผ้า ของใช้จำเป็น และที่สำคัญ ชั้นขอที่ปิดตา เพราะติดที่ปิดตานอน จะได้สามารถนอนได้ทุกที่ทุกเวลาทุกสถานการณ์ ตัวจะตายและยังจะมาห่วงที่ปิดตาเพื่อ.... แม่ก็โทรเรียกรถพยาบาล ปลายทางก็จะสอบถามอาการว่าเกิดอะไรขึ้น อาการเป็นอย่างไร สอบถามอาการเบื้องต้น และถามที่อยู่บ้าน (เด่วนี้ดีแล้วมีระบบ GPS สามารถปักหมุดได้เลย สามารถโหลดแอ๊ป 1669 มาใช้ได้นะ) รถพยาบาล2คันก็มาเทียบจอดหน้าบ้านอย่างดี มาพร้อมเปลหาม (เด่วนะจะมาทำไม 2 คัน 555) ไม่ต้องใช้เปลหามก็ได้ เพราะเราก็สามารถเดินไปได้อยู่ เอาผู้ชายมาหามปีกไป 2 ข้างก็พอ

359 ก่อนขึ้นรถ ไปโรงพยาบาลไหนดีครับ เห้ย มันเลือกได้ด้วยแห่ะ เอาโรงพยาบาลที่ใกล้สุดละกันค่ะ ขอเป็นโรงพยาบาลของรัฐ เพราะเราจะได้เบิกได้ อ่ะรถก็ขับพาไป การบริการในรถดี สะอาดสะอ้าน ในรถก็วัดอ๊อกซิเจนที่ปลายนิ้ว ของชั้นนอนไปได้แปร๊บเดียวก็ลุกออกมาอ้วก ดีนะที่ในรถเตรียมถุงพลาสติกไว้ ในใจก็คิด อ้วกจนไส้จะหลุดออกมาทางปากและ จะอ้วกอะไรกันนักหนา โทษกุ้งเมื่อกลางวันอีกแหน่ะ (เลยพิมพ์เอาไว้ว่าถ้าเจอเหตุการณ์อะไรแบบนี้ไม่ต้องทนแบบแพทนะ)


319 ปุเรงปุเรง รถไม่ติดเลยตอนตี 2 จนมาถึงหน้าโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ 1669 ดีมาก ช่วยติดต่อประสานงานกับโรงพยาบาลให้เรียบร้อย โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆในการรับส่ง ขอขอบคุณทีมงาน 1669 เป็นอย่างมากนะคะ ที่บริการด้วยใจจริงๆ ก็ส่งต่อให้เจ้าหน้าที่บุรุษพยาบาล เข็นเตียงเราเข้าห้องฉุกเฉิน "ห้อง ER" ยังกะในหนังเลย เห็นแต่เพดานวืดๆไปไม่รู้จุดหมาย นางพยาบาลเข้ามาเจาะเลือด สอบถามอาการ แล้วก็เอาเลือดเราเดินหายไป...ตัดฉากกลับมาที่อิชั้น อ้วกต่อจ้า อ้วกจนมีแต่น้ำสีเขียวๆออกมา (หรือชั้นกลายเป็น Shrek ตัวเขียวแล้วไม่รู้ตัวนะ) นับ ๆ ดูอ้วกไปทั้งหด 18 ครั้ง จุกเสียดตรงหน้าอก แสบร้อน (เริ่มอ้วกตั้งแต่วันที่ 18 มกราคม อ้วกไปยันตี 3 ของวันที่ 19 มกราคม) มันช่างขมขื่นอะไรเช่นนี้

319 รู้สึกหิวกระหาย ปากแห้งมาก มาดามแม่ก็เอาสีผึ้งมาทาปากให้ แล้วนางก็เดินหายจากไปด้วยความสงสารกลัวลูกหิว นอนอยู่บนเตียงคนเดียวตอนนั้นจำได้ว่าหนาวมาก โรงพยาบาลไม่มีผ้าห่มให้ (หรือมีไม่เพียงพออะไรนี่ล่ะ) หมอ/พยาบาลนี่ล่ะก็มาตรวจเรื่อย ตรวจคลื่นหัวใจ ถอดเสื้อแล้วเอาที่จับชีพจรมาแปะๆไว้ตามตัว เราก็อ๊ายอายเน่อะ อย่างที่บอกแหล่ะ ผ้าปิดตาช่วยได้เสมอ ก็ปิดตาตัวเองไว้และกันจะได้ไม่เห็นคนอื่น เตียงข้าง ๆ ก็ถูกเข็นมาจอดข้าง ๆ (เป็นห้อง ER แบบรวมนะ) เหมือนจะโดนยิงหรือโดนฟันมานี่แหล่ะ นอนโอดครวญอยู่ข้างเตียงชั้น ณ ตอนนั้นความอายมันก็จางหายไป สักพักมาดามกลับมาพร้อมนมเปรี้ยวยี่ห้อดัง กะน้ำดื่ม 1 ขวด อิชั้นก็กินเข้าไปหมดด้วยความหิวโหย สักพักอิชั้นก็อาเจียนอีก และก็ฉี่แบบบ้าคลั่งมาก ฉี่ตลอดเวลา สักพักใหญ่ ๆ หมอเวรเดินมาพร้อมแฟ้มผลตรวจเลือดคุยกับมาดามแม่ ผลปรากฎว่า "ค่าน้ำตาลน้อง 558 น้ำตาลขึ้นสูงมาก น้องน่าจะเป็นเบาหวานนะครับ คุณแม่อาจจะต้องเซนต์ยินยอมให้เจาะคอน้องนะครับ" แม่เราก็ใจเสียมาก
"นี่หมอเข้าใจผิดอะไรรึเปล่า น่าจะเกิดจากอาหารเป็นพิษนะคะ ไม่น่าใช่เบาหวาน ตอนนั้นมีข่าวเรื่องอาหารทะเลเป็นพิษ ทำไมไม่ใช่อาหารเป็นพิษล่ะ" สารพัดอ้างและมโนไปแบบสับสนในชีวิต หมอก็สั่งให้น้ำเกลือ เข็มเจาะเต็มไปหมดทั้งแขน แล้วยกป้ายงดอาหารตัวโตให้ "ห้ามกินนะครับ นมเปรี้ยวนี่ก็กินอีกไม่ได้ งดอาหารด่วน" นางพยาบาลเดินมาพร้อมสายสวนปัสสาวะ เพราะเราเดินเซๆไปเข้าห้องน้ำตลอดเวลา แล้วหมอก็เดินหายไปในซอกหลืบแห่งความเค้วงคว้างงง ...  ...


319 ตะวันส่องแสง เข้าสู่รุ่งเช้าอีกวัน มาดามแม่ถูกให้ออกไปรอข้างนอก หลังจากหมอดูอาการ (นอนหนาวแบบนั้นทั้งคืน กับผ้าปิดตาอีก 1 อัน และปากที่แห้งผาก ตอนนั้นอยากแกะปากมาก) 6 โมงเช้า แม่ถึงเข้าไปเยี่ยมได้ มาพร้อมผ้าห่ม ถุงเท้า กับน้ำแร่ขวดใหญ่อีก 2 ขวด แม่เห็นว่าปากแห้งมาก ดีที่มีสีผึ้งติดมาด้วย เลยเอามาทา คือปากซีดแล้วแตกละเอียด ขาดน้ำอย่างแรง ลองจินตนาการตามได้เลยแบบในหนัง อิชั้นก็กินน้ำอย่างบ้าคลั่งอีก หมอเข้ามาบอกว่า "ไม่ต้องเจาะคอแล้วนะครับ" โหย... รอดตัวไป ทำไมต้องเจาะคอด้วย ไม่เข้าใจเหมือนกัน แต่แม่ก็ยินยอมเซนต์ไปเพราะกลัวว่าถ้าไม่เจาะลูกอาจจะเป็นอะไรรึเปล่า เราไม่มีความรู้ทางด้านนี้มาก่อน หมอให้ทำอะไรก็ทำหมด ใจเราก้กลัวนะ เจาะคอนี่เหมือนจะใส่ท่อช่วยหายใจรึเปล่า แต่ชั้นก็ปกติดีนี่ หายใจเองได้ หรือจะเป็นท่อให้อาหารกันแน่นะ แต่ชั้นก็กินเองได้นี่นา 
หลังจากนั้นก็อยู่ตรงนั้น อยู่ห้องรวมฉุกเฉินแบบนั้นเฝ้าดูอาการไปอีก 2 วัน เพราะไม่มีห้องแยกให้อยู่  ก็มีนางพยาบาลมาเช็ดตัว เปลี่ยนชุด ทาแป้งให้ทุกเช้า ชุดโรงพยาบาลบางมาก เป็นชุดสีฟ้าแบบผูก ๆ ข้างหน้า ด้วยความที่เขาให้น้ำเกลือ เลยไม่ได้กินข้าวตามปกติ 


319 วันที่ 3 มีโอกาสย้ายไปห้องพิเศษรวม เป็นห้องสำหรับผู้หญิงเท่านั้น (แต่ห้องก็อยู่ติดกับห้อง ER นั่นแหละ) มีเตียงว่างเหลืออยู่ 1 เตียง ซึ่งเตียงนี้ตั้งอยู่แถวๆทางสามแพร่งของทางเดินพอดี แหม่ มันช่างเหมาะเจาะจริง ๆ ได้บรรยากาศ แต่เราเองก็ไม่ได้กลัวอะไรหรอกนะ เพราะห้องนั้นสว่างไสวทั้งคืน นางพยาบาลเดินกันตลอด ในบางคืนตี 1 ตี 2 อาจจะได้ยินเสียงโหยหวนบ้างในบางครั้ง จากคนเจ็บที่เข็นมารักษาแถวห้อง ER ข้างๆ มองดูพยาบาลผลัดเปลี่ยนเวรกัน รู้สึกสงสารนะ เพราะไม่ใช่แค่เฝ้าไข้คนป่วย แต่ของเราทุก ๆ 3 ชั่วโมงนางพยาบาลก็จะเข้ามาเจาะเลือดวัดไข้ วัดชีพจรตลอด บางวันพี่ ๆ พยาบาลก็นั่งหลับสับปะหงกท่ามกลางแสงหลอดไฟ รู้สึกขอบคุณพวกเขามาก ๆ ที่ดูแลกันดีมาก บางวันเราก็ชวนพี่ ๆ เขาคุยบ้าง พี่เขาจะออกเวรก็ตอน 7 โมงเช้า แล้วก็เปลี่ยนนางพยาบาลชุดใหม่มาเฝ้าแทน ในห้องที่เราอยูนั้นมีเตียงหลาย ๆ เตียงรวมกัน ไม่เหงาเลย


เริ่มเบื่อ วันวันก็เกาะที่กั้นข้างเตียงห้อยหัวลงมา ก้มมองถุงฉี่อุ่น ๆ ของตัวเองว่าเมื่อไหร่มันจะเต็มน๊า (ว่างแหล่ะดูออก) อยู่ไปสัก 3-4 วันเริ่มเห้ยปวดฉี่ ทำไมฉี่ไม่ออก ไม่ลงถุง เหมือนจะมีตะกอนตรงสายฉี่ มันอาจจะอุดตันก็ได้ ก็อดทนไปดูก่อน เพราะนางพยาบาลไม่ให้ลุกออกไปเข้าห้องน้ำ เขาต้องให้กินน้ำที่ตวงไว้ให้ได้ตามที่วัด เพื่อจะได้ดูการทำงานของไตด้วย แต่สุดท้ายแล้ว หมอก็ให้ถอดสายฉี่ออก เพราะมันเริ่มจะมีเลือดออกมาปนกับฉี่แล้ว อะไรแบบนี้เราก้ต้องสังเกตตัวเราเองด้วย มีอะไรก็แจ้งพยาบาลไป เลยมีโอกาสได้เดินไปฉี่อย่างมนุษย์ปกติแล้วล่ะน้า



และเราก็เริ่มสังเกตการทำงานของพี่หมอและพยาบาล (ไม่ได้จะอะไรนะ แค่ว่างเฉย ๆ) การวัดไข้วัดความดัน ว่าวัดทุกกี่ชั่วโมง พี่พยาบาลเดินมาปลุกตอนตี 4 มาวัดไข้วัดความดัน ในทุก ๆ วันพี่พยาบาลจะฉีดยาฆ่าเชื้อเข้าไปในเข็มที่ถูกเจาะและฝังคาไว้ที่ข้อมือ มันเจ็บแสบมาก ปวดทุกเช้า ใครเขามาทำอะไรกับเราตอนไหนก็จดไว้หมด เจาะเลือดปลายนิ้วทุกครั้งก็จะถามพี่ ๆ เขาตลอดว่าได้เท่าไหร่ พี่หมอมาประมาณ 10 โมง หมอหล่อมาก ๆ แอบปลื้มอยู่เงียบ ๆ ในซอกเตียงเล็ก ๆ  ก็แอ๊บไปถามเค้าว่า ค่าเลือดควรได้เท่าไหร่คะพี่หมอ แล้วทำไมมันไม่เห็นจะเท่ากันทุกมื้อ ทำไมบางวันมันก็สูง 200 กว่า บางวันก็ต่ำ 40 ก็มี แต่ถ้าค่าเลือดต่ำมาก ๆ จะรู้สึกเวียนหัว เหงื่อแตกอย่างไร้สาเหตุ อยู่ ๆ หน้ามืด เป็นต้น ค่าเลือดควรอยู่ที่  90 - 150 (สำหรับคนเป็นเบาหวานอ่านะ) วันไหนต่ำพี่พยาบาลก็จะใจดีชงน้ำแดงมาให้กิน แอร๊ย... อยากน้ำตาลตกบ่อย ๆ จัง จะได้กินน้ำหวานด้วย (ในใจคิดแบบนั้นนะ ณ ตอนนั้น)


เขาก็เริ่มฉีดอินซูลินให้ เจ็บมากกกกกก ฉีดที่พุงเราทางฝั่งขวา จำได้แม่นเพราะ ฉีดด้วยไซลิงค์ปลอกสีส้ม (เข็มใหญ่ที่สุดและในตอนนั้น) บางวันโชคร้ายได้พี่บุรุษพยาบาลฉีดอินซูลินให้ก็จะเจ็บหน่อย เราไม่เข้าใจ ทำไมต้องฉีด แล้วจะต้องฉีดแบบนี้ไปอีกนานไหม มันเจ็บตลอดเวลา ทำไมเขาต้องฉีดหลังอาหาร ทำไมต้องเจาะปลายนิ้วมือ เจาะทุกทีก็สะดุ้งเจ็บทุกที มีหลาย ๆ คำถามที่สงสัยในหัว เขาจะเปิดให้ญาติมาเยี่ยมผู้ป่วยได้ 3 เวลาเท่านั้น คือ รอบ 6 - 7 โมงเช้า เที่ยว - บ่ายโมง และอีกทีก็ 6 โมงเย็นถึง 1 ทุ่ม แม่กลับบ้านไปเตรียมผ้าห่ม ชุดกันหนาว ถุงเท้า กางเกงวอร์มขายาวมาเพิ่ม และมีพวงมาลัยติดมาด้วย ทุกเช้าแม่จะมาเยี่ยมพร้อมทั้งอาหารติดมือมาเล็ก ๆน้อย ๆ ชั้นยอมรับว่ากินอาหารโรงพยาบาลไม่ได้เลย หมอจำกัดให้กินแค่ข้าวต้มทุกมื้อ ย้ำว่าทุกมื้อ มันก็ช่างน่าอนาจใจที่ตอนนั้นชั้นไปขอข้าวคนป่วยโรคไตเตียงข้างๆมากิน เพราะเราหิวมาก อาหารแค่ข้าวต้มนั้นไม่เพียงพอ ปกติเราใช้พลังงานเยอะมาก กินก็ต้องเบิ้ลตัลหลอดดด แต่ก็เพื่อเอาตัวรอดจริง ๆ ก็มิควรทำอ่านะ ภาพซ้ายเป็นน้ำเกลือไว้ล้างหลอดที่คาไว้บนมือสำหรับฉีดยาฆ่าเชื้อ ยาฆ่าเชื้อหลอดกลาง สำหรับชั้นนี้มันเยอะและใหญ่มากกฉีดที่หลังมือ (เขาคาเข็มไว้) หลอดขวา คือ ไซลิงค์สำหรับฉีดอินซูลินที่พุง อันนี้ขออนุญาตพี่พยาบาลถ่ายรูปแล้วไว้เป็นวิทยาทาน เพราะเราเองก็ไม่รุ้ว่ามันมีอะไรบ้าง เริ่มต้นจากศูนย์เลยจริง ๆ 


อยู่ที่นี่มา 5 วันและก็เริ่มเบื่อ ๆ จากคนที่แข็งแรงเดินทนทาน พลังเยอะ ออกกำลังกายหนักๆ อยู่ ๆ ให้มานอนติดเตียง ก็จะเฉา ๆ ซึม ๆ ไป เพราะห้ามลงจากเตียง พี่พยาบาลกลัวล้มหัวฟาดไปจะงานเข้า ไหนจะสายน้ำเกลือ ไหนจะสายฉี่ ก็แทบจะขยับตัวไม่ได้ แต่ก็นะ ด้วยความซนก็เลยค่อย ๆ เดินไปที่เคานเตอร์พี่พยาบาล อยู่ตรงข้ามเตียง 5 ก้าว 3 ทุ่มในคืนนั้น "พี่คะพี่คะ ... หนูขอกระดาษรียูสที่ไม่ใช้แล้วสักแผ่นกับปากกาสักแท่งได้ไหมคะ" ดีใจที่พี่เขาก็มีให้ด้วย และก็เดินลากอุปกรณ์ทั้งหลายกลับมาทำตาโต ๆ ที่เตียงตัวเองอย่างมีความสุข บรรจงพับครึ่งกระดาษ เพราะกลัวกระดาษหมด ค่อย ๆ เริ่มจดข้อมูลไป (มือซ้ายยังมีสายระโยงระยางเต็มไปหมด) ใช้มือข้างขวาเขียนได้อย่างเดียว เราก็เปลี่ยนจากการสังเกตพฤติกรรมพยาบาลเป็นการจดข้อมูลแทน (เริ่มมีอะไรทำและ) ก็จดว่าเจาะค่าเลือดได้เท่าไหร่ วัน ๆ นึง เจาะ 4 ครั้ง คือ 05.00 , 11.00 , 14.00 และ 20.00 น. อาจจะไม่เป๊ะทุกครั้งนะ แต่เฉลี่ยแล้วเจาะเลือดเวลาประมาณนี้ อาหารเป็นอาหารที่โรงพยาบาลจัดให้ เลือกไม่ได้ กินวันละ 3 เวลา คือ 05.00 , 11.50 และ 18.00 น. เวลาการเสริฟ์อาหารนี่ช่างเป็นเวลาที่รอคอยมาก ๆ ใจจดใจจ่อ เพราะหิว (กินแต่ข้าวต้มกับเครื่องเคียง)

หมอเริ่มมาดูแผลที่ให้น้ำเกลือและตัดสินใจเปลี่ยนฝั่งมือ เพราะผิวตรงที่มีรอยเจาะ เริ่มคัน ๆ บวม ๆ แล้ว เจาะให้ยาฆ่าเชื้อ (ให้ทุกเช้า เพราะในโรงพยาบาลมีแต่เชื้อโรค กลัวเราจะติดเชื้อในกระแสเลือด พี่พยาบาลเขาอธิบายมางั้นนะ) แพทก็พยายามจด ลายมืออย่าถาม จดว่าฉี่ไปกี่ครั้ง ก็ขีด ๆ ไว้ เขียนทีก็เจ็บที ก็ฝืน ๆ เขียนไป เป็นคนที่ชอบจดชอบวาด ชอบเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ อยู่ห้อง ER จะต้องควบคุมอาหารตามที่เขียนไว้ เขาบังคับให้กินอาหารอ่อน (ข้าวต้มทุกมื้อ) จำกัด 1500 แคลต่อวัน น้ำหนักลดลงฮวบๆ เลย ถามว่าหิวไหมก็หิวแหล่ะ จากคนกินเยอะ แข็งแรง เลยรู้สึกว่ามันไม่เพียงพอ

หันซ้ายแลขวา เตียงข้างๆ ทำไมเขากินไม่หมดนะ แอบเสียดาย เลยเดินไปขอเขากินต่อ แห่ะๆ ทำไมชั้นเป็นคนแบบนี้ แอร๊ย บางวันก็มีผลไม้ ก็แอบซุกๆไว้ กินตอนกลางคืน จะได้ประทังความหิวได้บ้าง หมอจะได้ไม่ว่า ว่ากินอาหารนอกโรงพยาบาย นี่คืออาหารในโรงพยาบาลของแท้ทรูนะจ๊ะ แค่แบ่งกินเอา ในบางวันที่น้ำตาลตกองุ่นนี่แหล่ะพอจะช่วยเราได้บ้าง วันไหนหนักๆ ก็จะเรียกพี่พยาบาลมาเจาะเลือกปลายนิ้วให้ ถ้าค่ามันต่ำมาก พี่เขาก็จะชงน้ำแดงให้กิน ก็จะเป็นแบบนี้วนๆ ไป ตอนแรกๆ เราก็ไม่เข้าใจหรอกนะว่าทำไมต้องเจ็บตัวตลอดเวลาที่อาหารต้องเข้าปาก ดีไม่ดี อาจจะต้องเจาะหลังอาหารด้วย (2 ชั่วโมงหลังอาหาร) เพื่อวัดค่าน้ำตาลในเลือด มันเป็นความเจ็บที่บอกไม่ถูกเจ็บแบบสะดุ้งๆ อ่ะ บางคนก็เจาะไม่เจ็บบางคนนี่ปวดเลย เหมือนถูกหนามตำตลอดเวลา (พยายามบรรยายความรู้สึกไม่รู้คนอื่นเป็นแบบเราไหม) อาหารที่โรงพยาบาลนี่จัดสวยงาม เป็นถาดหลุม แต่การให้กินข้าวตอนตี 5 นี่ทรมานที่สุดและ ความรู้สึกเราอ่านะ มันกลืนไม่ลง แต่ก็เข้าใจแหล่ะว่าพยาบาลต้องเปลี่ยนกะเปลี่ยนเวร คนป่วยเลยต้องมากินแต่เช้า เขาจะได้ปิดจ๊อบกลับบ้านกันได้ บางวันแม่ก็แอบทำซุบร้อนๆมาเสริมให้ด้วย ไม่ใส่น้ำตาลเลย 

เราก็ถามหมอว่า เราจะหายไหม เราจะต้องอยู่ในสภาพนี้อีกนานไหม เราอยากออกไปทำงาน อยากออกไปเจอเพื่อน เราต้องติดอยู่ในห้องฉุกเฉินอีกกี่วัน ซึ่งพี่หมอก็บอกว่า เขาเองก็ไม่รู้หรอกนะว่า จะหายไหม หรือสาเหตุมาจากอะไร ขั้นแรกต้องขอตรวจสอบดูก่อนว่า เรานี่เป็นเบาหวานประเภทไหน ห๊ะ!! เบาหวานมีประเภทด้วยหร๋อ แล้วมันมีกี่ประเภทอ่า แล้วเราเป็นแบบไหน เท่าที่จับใจความได้ หมอหล่อ ๆ ก็พยายามอธิบาย ด้วยภาษาหมอ เราก็เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง จับประเด็นได้ว่า เบาหวานมี 2 ประเภท คือ แบบที่น่าจะหายได้ และแบบที่ ไม่มีวันหายได้ เอ๊าาา อะไรยังไง จิตตก งง แพร๊บ 
เบาหวานชนิดที่ 1 (T1D) : ตับอ่อน ไม่ทำงาน แล้ว ไม่สามารถผลิตอินซูลินเองได้แล้ว ต้องพึ่งการฉีดยา เท่าที่ผ่านมาคนเป็นเบาหวานประเภทนี้ต้องฉีดยา/หรือ/อินซูลินนั่นล่ะ ฉีดตลอดชีวิต
เบาหวานชนิดที่ 2 (T2D) : ตับอ่อน พอที่จะผลิตอินซูลินได้บ้าง หมอเลยให้กินยาเม็ด ๆ 

เราก็ถามพี่หมอว่า
กินยาเม็ดดีกว่าการฉีดไหมอ่า : พี่หมอบอกว่าฉีดจะดีกว่าแบบกิน เพราะจะตกค้างและมีผลกระทบในระยะยาวอาจมีโรคอื่นร่วมด้วย
เราควรกินยาจีนหรือวิตามินอะไรเพิ่มไหม : พี่หมอบอกว่า อยากให้รักษาด้วยวิธีของหมอแบบแพทย์แผนปัจจุบันไปก่อน ยา/สมุนไพรบางตัวเราอาจจะแพ้ / กินไม่ถูกวิธีอาจจะทำให้แย่ได้


ชั้นมาอยู่ที่นี่สักระยะแล้ว เริ่มคันหัวมาก ๆ ด้วยสายที่เจาะระโยงรถยาง แม่เลยต้องมาสระผมให้ สงสารนางมากต้องนั่งรถเทียวไปเทียวมาหามาเยี่ยมทุกวัน และตอนนี้ก็มาสระผมให้ทุรักทุเรเปียกไปหมด เพราะต้องห้อยหัวลงแล้วสระ (รพ.ไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่นแล้วน้ำคือแบบหนาวมากก ๆ) ไม่ได้สระผมมาเกือบจะอาทิตย์แล้ว คือยังไงก็ต้องสระให้ได้ แล้วออกจากห้องฉุกเฉินไม่ได้ด้วย สระเสร็จแม่ก็มานั่งสางผมให้ และก็ถักเปียสองข้าง ใส่เสื้อกันหนาวอุ่น ๆ ที่เตรียมมาให้ ถุงเท้านุ่ม ๆ หลับสบายกับผ้าปิดตาฟู ๆ ขน ๆ สีชมพู 555 เลยทำให้เห็นว่าสุดท้ายแล้วใครจะมาดีเท่าคนครอบครัว ใครจะดีที่สุดกับเราในวันที่เราล้มเจ็บ ซุปไก่ที่แม่ต้มเคี่ยวมาตั้งกะตีสี่ แล้วใส่กระติกมาให้ทุกเช้าคือทำด้วยใจจริงๆ กลัวลูกหิว อย่างน้อยก็กินรองท้องไปก่อนได้ ถึงแม้ว่าจะเยี่ยมได้ครั้งละ 1 ชั่วโมงแต่ก็เป็นชั่วโมงที่มีค่าที่สุดเลยนะ


วันที่ 6 ที่อยู่โรงพยาบาลก็เริ่มเบื่อและก็เริ่มวาดรูปเท่าที่จะทำได้ นั่นคือ อิชั้นเอง นั่งบนเตียง กลางห้อง กลางคืนของคืนหนึ่ง...เราหลับก็ฝันเห็นเทวดาหน้าตาดี มายืนตรงนั้นแหล่ะตามภาพด้านล่าง ตัดผมสั่น ๆ เกรียน ๆ เลย แต่ดูผ่องใส ไม่น่ากลัว มีแสงสีทองรอบ ๆ ตื่นมาเราก็ไม่ได้อะไรนะ ไม่ได้รู้สึกกลัวอะไร ก็เลยแค่อยากเก็บความทรงจำกับฟีลลิ่งนี้เอาไว้ เลยวาดรูปใส่มือถืออีกมือก็เจาะเข็มคาไว้แบบนั้นเลยเรียกตัวเองว่า ศิลปินมือเดียว อยู่ที่นี่ไม่ค่อยจะมีเพื่อน ไม่มีใครคุยกับใครกันนัก บางคนก็นอนทั้งวัน บางคนก็ฟอกไตอยู่ข้างเตียงของชั้นทั้งซ้ายขวา เห็นพี่พยาบาลลากถุงเปลี่ยนน้ำล้างไตไปมา กองเต็มไปหมด บางเตียงก็มีญาติมาเยี่ยมซื้อองุ่นลูกใหญ่ ๆ มาเต็มเลย แอบอยากกิน เตียงเกือบท้ายซอยนู๊นน ถูกเข็นเข้ามากลางดึกคืนหนึ่ง เหมือนจะมาด้วยปัญหาเกี่ยวกับโรคทางหัวใจ นางก็บ่น ๆ เรื่องหมอนสูงไปต่ำไป นางพยาบาลก็เอาใจไม่ถูก แกคงปวดอะไรสักอย่าง ตกดึกในคืนนั้นประมาณตี 2-3 เราก็กึ่งหลับกึ่งตื่น อ้าว ทำไมแกถูกเข็นมาไว้ตรงปลายเท้าอิชั้นละ พยาบาลมุงดูกันใหญ่ เราก็เลยลุกมาเผือกกะเค้าด้วย เหมือนแกจะช๊อคไป แล้วก็ถูกเข็นไปห้องฉุกเฉิน แล้ว..แกก็ไม่กลับมาห้องนี้อีกเลย .. อีกทีก็มาญาติใส่ชุดดำมาเซ็นเอกสาร เก็บของแล้วก็จากไปอย่างเงียบ ๆ เออ ชีวิตเราก็แค่นี้เน่อะ ผู้ชนะเท่านั้นที่จะได้ไปต่อ เลยมาประติดประต่อเรื่องความฝัน เทวดาคนนั้นคงมาดูและรอรับคนเตียงนั้นอยู่ล่ะมั๊ง แหม๋ แล้วเตียงอิชั้นก็ดันมาอยู่แถวทางสามแพร่งอีก บางเตียงก็ถูกญาติเอามาทิ้ง (แบบนี้ก็มีด้วย) คือ เดินไปเข้าห้องน้ำทีก็จะเห็นแต่ละเตียงดูซึมดูโทรม เตียงตรงข้ามก็เป็นไข้หวัดใหญ่มา หมอก็ต้องมาฉีดยาฆ่าเชื้อให้ทุกคนทั้งห้องทุกวัน กลัวจะติดกัน

อีกสิ่งที่สำคัญ คือ พระเครื่อง ที่เราหลับได้อย่างสบายใจก็คงเพราะพระนี่แหล่ะนะ วางไว้บนหัวเตียงก็อุ่นใจดี บริจาคให้กับโรงพยาบาลแล้วเขาก็มีพระให้ เราไม่ใช่คนกลัวอะไรง่าย ๆ  แต่ก็ไม่หลบหลู่ เราก็เชื่อแหล่ะว่าสิ่งที่เรามองไม่เห็นก็ใช่ว่าจะไม่มีจริง ก็อยุ่ร่วมกันอย่างสันติวิธีโน๊ะ ฮ่าๆๆๆ

อีกสิ่งที่น่าตื่นเต้นสำหรับชั้น คือ สิ่งนี้ก่อนที่โรงพยาบาลจะยอมปล่อยอิชั้นคืนสู่สังคมมนุษย์ปกติ พี่หมอบอกว่า จะต้องอยู่ให้ได้ถ้าไม่มีคนดูแล ดังนั้น คนที่แพ้ก็ต้องดูแลตัวเองนะจ๊ะ อิชั้นถูกส่งไปเรียนรู้ด้านการฉีดยาให้ตัวเอง วิธีการใช้เข็ม การกินอาหาร หมอบอกว่าอาหารก็ต้องไปเรียนนับขาบนะ ห๊ะ อะไรนะ ? อะไรคือ นับขาบ นับตะขาบหร๋อ หรืออะไร น้องงง 555 คือ หมอก็ไม่มาอธิบายอย่างที่เล่าไปตอนแรก ๆ มีอะไรก็ต้องไปศึกษาเอาเอง การนับขาบ (จริงๆ มันน่าจะเขียนว่าการนับ คาร์บนะ แต่เขาออกเสียงกันแปลก ๆ ว่าขาบ คาร์บก็คือ คาร์โบไฮเดรต แหล่ะ อาหารที่เรากินเข้าไปจะมีคาร์บ (ขอใช้คำนี้และกันนะ) พี่หมอเตรียมสั่งของเซทใหญ่ใส่กระติกมาให้เลย อันนี้คือ อิชั้นเบิกได้ เลยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม มีปากกาฉีดยาแบบออโต้รุ่นใหม่ล่าสุดสีน้ำเงิน มันคืออะไรอ่า ปากกาฉีดยา คือ ทุกสิ่งแปลกใหม่สำหรับชั้นมาก ยังกะไปเรียนอยู่ฮอกวอส์ด ที่เค้ามีไม้คฑาเสกได้ อันนี้ก็เสกให้น้ำตาลลงได้นะ 555 ยา/อินซูลินต้องเก็บในความเย็น หมอเลยให้ยืมกระติกมาก่อน 

พร้อมออกเดินทางไปเรียนนับคาร์บกันค่ะ คนที่สอนเป็นนักโภชนาการประจำโรงพยาบาล เอาพุงปลอมมาสอนด้วย สอนใช้เข็มฉีดยา (แต่ยังไม่ทำจริงนะเป็นภาคทฤษฎี) การกินอาหารต้องกินให้ครบ 5 หมู่โดยเน้นกินผักและโปรตีนที่ดี ไขมันที่ดี ควรลดน้ำตาล คาร์บ/Carb/Carbohydrate คือ แป้งและน้ำตาล (กินแป้งมาสุดท้ายแล้วแป้งก็จะกลายเป็นน้ำตาลอยู่ดี) ตับอ่อนเรามีปัญหาคือ ไม่สามารถผลิตอินซูลินเองได้เลย เรียกชาวเราว่าชาว T1D : Type 1 Diabetes ดังนั้น การควบคุมน้ำตาลให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสมคือ สิ่งที่ควรปฏิบัติ และฉีดอินซูลินให้เหมาะสมกับร่างกายให้มันสัมพันธ์กับอาหาร

ฉีดอินซูลินตามภาพที่ขึ้นไว้ให้ด้านบนเลยนะ หลังจากที่เราเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลนั้น เกือบครึ่งเดือน หมอก็ยอมปล่อยแพทกลับคืนสู่สังคม เนื่องจากสามารถอยู่เองได้โดยพึ่งยา/อินซูลินแบบฉีด สามารถฉีดยาได้เองแล้ว ภาวะทางจิตปกติดีไม่ซึมเศร้า มีกำลังใจดีมากจนล้นเลยแหล่ะ ก็โชคดีที่มีคนรู้จักให้เบอร์ติดต่อพี่พยาบาลที่โรงพยาบาลรัฐแห่งนึงมา เลยได้มีโอกาสไปเรียนนับคาร์บและเริ่มมารักษาที่โรงพยาบาลนี้ ก็มีเข้าชมรมผู้ป่วยเบาหวานสำหรับคนโตด้วย มีเข้าค่ายทำกิจกรรมกลุ่มผู้เป็นเบาหวาน เป็นประโยชน์มาก แล้วเราเองก้ชอบไปช่วยเหลือคนป่วยที่โปรเจ็คนี้ เลยเป็นจุดเริ่มต้นของการเขียนไดอารี่ที่คุณกำลังอ่านอยู่นี่แหล่ะ เผื่อช่วยเหลือ และมาให้กำลังใจ ลดอัตราการเสียชีวิตจากอาการเบาหวาน เทคนิคการดูแลสุขภาพต่าง ๆ เท่าที่เราพอจะช่วยได้ เรื่องมันยาวมากๆ เลย อ่านไปก่อนนะ เด่วจะค่อยๆ พัฒนาและแบ่งหัวข้อการเขียนให้น่าสนใจมากขึ้น) 

ภาพบนเป็นวิธีการฉีดอินซูลิน วิธีหยิบหนังพร้อมไขมันขึ้นมา แบบนี้ฉีดจะไม่มีเลือดออกมาและไม่ค่อยเจ็บ
อินซูลินที่เราใช้ มี 2 แบบ (สำหรับที่เราใช้นะตามที่เขาสอนมา) คือ แบบระยะสั้น และ ระยะยาว (จริง ๆ มันมีหลายตัวแหล่ะ มีแบบผสมผสาน ออกฤทธิ์ช้า/เร็ว สาระพัดแบบเลย) แต่ ณ ที่นี้ แพทจะบอกง่าย ๆ แค่ 2 แบบไปก่อนสำหรับชาว T1D มือใหม่หัดขับ 
อินซูลินที่ "แพท" ใช้มีกี่ประเภท เราใช้ 2 แบบจ้า
ระยะสั้น (เราใช้ NoVoRapid) ออกฤทธิ์ระยะสั้น ใช้สำหรับฉีดหลังอาหาร ต้องนับมื้ออาหารให้เป้นก่อน มีในชมรมเบาหวาน คลีนิคคาร์บ ลอง Search หาดูได้ เด่วเราอาจจะแปะ ๆ ข้อมูลไว้ให้ในนี้
ระยะยาว (เราใช้ Toujeo) ออกฤทธิ์ระยะยาว 24 ชั่วโมง เป็นอินซูลินพื้นฐาน ห้ามขาดยาตัวนี้ ถึงแม้ว่าจะถูกสั่งให้อดอาหาร แต่ยาตัวนี้ต้องฉีดทุกครั้งอย่าได้ขาด อันนี้คือข้อสำคัญและต้องจำไว้เสมอนะ บอกพ่อแม่ผู้ปกครองด้วย เพราะ หมอบางท่านไม่ได้จบมาทางสายเบาหวานก็จะไม่รู้ในจุดนี้


อันนี้วาดระหว่างนอนเบื่อ ๆ ที่โรงพยาบาล ก็หาข้อมูลเกี่ยวกับโรคนี้ไป ทำไมถึงเรียกว่าเบาหวาน ชื่อมันส่อๆ ไปทางกินของหวานเยอะใช่ไหม จริง ๆ แล้วคือไม่ใช่ เบาหวานมีมานานตั้งแต่ยุคอียิปต์นู่น ฉี่มาแล้วมดมาตอม เลยเรียกว่า เบาหวาน (ทำให้คนเข้าใจผิดว่า คนเป็นโรคนี้จะกินน้ำตาลไม่ได้เลย) แต่มันคือ ภาวะตับอ่อนมีปัญหา ถ้าจะเรียกให้มันสื่อถึงอาการอ่านะ ก็ไปหาข้อมูลอ่านเอาเองบ้าง ฟัง ๆ เขาบ้างมาจดลงสมุดของตัวเอง ศึกษาเอง (ปล.เราไม่ใช่หมอ/พยาบาลนะ แต่เรียนรู้เอาเอง)

ภาพบนนี้เราวาดเองนะ ถ้าผิดก้ขออภัยด้วย
ชาวเรานี่เบต้าเซลล์มีปัญหา ทำให้ไม่มีกุญแจไปเปิดช่องที่รับน้ำตาล ที่จะไหลเข้าไปสู่เซลล์เพื่อนำไปใช้เป็นพลังงานได้ ดังนั้น จึงต้องฉีดอินซูลินเข้าไปเพื่อไปเป็นกุญแจปลดล๊อคให้เซลล์เปิดรับเอาน้ำตาลไปใช้ได้ การออกกำลังกายจึงเป็นการใช้พลังงานจากเซลล์ ซึ่งเซลล์นี้แหล่ะจะดูดเอาน้ำตาลที่เรากินๆ เข้าไปไปเปลี่ยนเป็นพลังงานในกล้ามเนื้อ (งงมั๊ยอ่า) ดังนั้น พี่หมอเลยบอกว่าให้สร้างกล้ามเนื้อขึ้นมาเยอะๆ จะได้เอาไว้ใช้ดูดน้ำตาลในเลือดออกไปจากระบบเลือด ถ้าน้ำตาลในเลือดเยอะไป ก็จะมีภาวะเลือดเป็นกรด DKI เราสามารถใช้แผ่นตรวจฉี่มาตรวจได้

หรือเราสามารถเจอะดูน้ำตาลในเลือดจากปลายนิ้วได้โดยตรงก็ได้ ซึ่งสามารถซื้อได้จากโรงพยาบาล แนะนำว่าควรมีติดตัวไว้ตลอด เวลาเป็นอะไรขึ้นมาหน้ามืดเป็นลมก็จะได้เอามาเจาะและแก้ไขให้ถูกต้อง
สูตร "เจาะ-นับ-ฉีด-กิน" เป็นสูตรหลักของชาว T1D เจาะเลือดปลายนิ้วก่อนการกินอาหารหลักทุกมื้อ นับคาร์บทุกมื้ออาหารก่อนกิน ฉีดอินซูลินตามที่คำนวณ และสุดท้ายคือ กินอาหารที่เราคำนวณไว้ อย่าทิ้งระยะห่างไว้นานเกินไป
เทคนิคการเจาะเลือดปลายนิ้ว เจาะไงไม่ให้เจ็บ/ปวดมาก : เจาะข้าง ๆ นิ้วนะคะ อย่างเจาะตรงกลาง เพราะมันจะปวดมาก แล้วเราก้สลับ ๆ นิ้วที่เจาะด้วย หมั่นเปลี่ยนหัวเข็มเจาะบ่อย ๆ  ก่อนเจาะล้างมือให้สะอาด จะถูจะเช็ดแอลกอฮอล์อะไรก้ทำไป แต่ต้องเจาะตอนมือแห้ง ๆ นะอย่างน้ำเปียกเยิ้ม เด่วได้ค่าเลือดไม่ตรง ้พราะมีส่วนของน้ำ/แอลกอฮอลผสมมาด้วย
อันนี้เราสังเกตเองนะ ดูจากสีเลือดถ้าเลือดสีเจ้มจ้นแดงน่ากินนี่เดาๆด้เลยว่าเลือดน่าจะหนืด ๆ น้ำตาลน่าจะสูง อาจจะมีไขมันด้วยแหล่ะ ฉะนั้นอย่ากินไขมันเยอะ เพราะจะทำให้น้ำตาลในเลือดค้างอยู่นาน ถ้าเลือดใสๆ สีจางๆ เหมือนน้ำ ก็ถือว่าโอเคอยู่นะ เลือดไม่หนืดไม่หวาน (คิดถึงเวลาคนชงชาเย็นแล้วมันหนืดๆ นี่แหม๋ มันคงหวานชื่นใจดีจัง มันคงเข้าไปในกระแสเลือดเรา อันนี้เตือนไว้อย่ากินเยอะ)


อาการน้ำตาลต่ำเป็นยังไงล่ะ (อันนี้ตอบจากสิ่งที่เราเป็นนะ) ค่าเลือด 90 ลงไป : สิ่งแรกคือ เหงื่อแตก อยู่ ๆ เหงื่อ ก็ออกมามาผิดปกติ (รูทวารทั้ง 5 เตรียมจะเปิดนั้นแหล่ะมั๊ง) ตาเริ่มจะมีสีขาว มองอะไรก็จะขาวไปหมด (คิดว่าม่านตาน่าจะขยายนะเปิดรับแสงเข้ามาหมดทุกทิศทาง) สมองจะเริ่มสั่งการว่า เรากำลังจะไม่ไหวแล้ว เหมือนเวลาเราวิ่งๆๆๆๆ หนักๆ แล้วเห็นท้องฟ้าเหลือง นั่นแหล่ะอาการเดียวกันเลย น้ำตาลหมด หมดแรง แขนขาจะค่อยๆเริ่มไม่มีแรง ช่วงนี้เสี่ยงการล้มหัวฟาดพื้นได้ อย่างอิชั้นชอบน้ำตาลตกเวลาสระผม เพราะผมยาวมากใช้เวลาในห้องน้ำนานๆ ต้องบอกคนที่บ้าน เปิดประตูห้องน้ำไว้อย่าล๊อคเด่วช่วยไม่ทัน

แก้ไขไงดี : ให้เตรียมของหวานที่พกพาง่ายที่สุด กินเข้าไป เช่น น้ำหวานเจ้มจ้น ลูกอมก็ อัดไปเลย 2 - 3 เม็ด เคี้ยว ๆ ให้แตก แล้วกลืน นั่งพักสักพักก็จะดีขึ้น เปิดระบายให้ลมผ่าน อย่างให้คนมารุมดูเรา เพราะเหงื่อจะออกมามากให้ลมพัดผ่านหรือไปหาที่นั่งเย็น ๆ ดื่มน้ำเย็น ๆ ก็ช่วยให้สดชื่น หรือจะกินน้ำหวาน แต่อย่าลืมว่าถ้ากินมาก็น้ำตาลขึ้นอีก ดูฉลากข้างกล่อง/กระป๋องก็พอจะช่วยได้ กล่องนึงประมาณ 2 คาร์บ ขึ้นอยู่กับว่า ร่างกายเราต้องการน้ำตาลมากน้อยขนาดไหน (เจาะเลือดดูเอา) สูตรการฉีดอินซูลินที่พี่หมอคำนวณให้ กรณีน้ำตาลตก ก่อนที่เราจะกินอาหารมื้อหลัก ให้ใช้วิธีลดอินซูลิน คือ ถ้าน้ำตาลต่ำ 90 ให้ลดการฉีดลง -0.5  75 ให้ลดการฉีดลง -1 
55 ให้ลดการฉีดลง -1.5  40 ให้ลดการฉีดลง -2  30 ให้ลดการฉีดลง -2.5 เป็นต้น
ทั้งนี้กรุณาปรึกษาหมอประจำตัวท่านด้วยนะคะ อันนี้เราเอาตัวเรามาเป้นตัวอย่างในการคำนวณการฉีดอินซูลินแต่ละครั้งตามที่พี่หมอแนะนำมา ของเราจะคำนวณตามอาหารที่เรากิน
ทำไมน้ำตาลตก : เกิดได้หลายสาเหตุ บางนี้เราออกกำลังกายมากไปเช่นวิ่งแล้ว เหงื่อมันออกเยอะ น้ำตาลที่เล่าไปข้างต้นก็จะถูกกล้ามเนื้อใช้ไปอย่างรวดเร็ว น้ำตาลในร่างเลยไม่พอ การเสียน้ำอย่างหนัก เช่น ท้องเสีย ดื่มชาบางอย่างเข้าไป อย่างที่เกริ่นไว้ข้างต้นว่า สมุนไพร/ชาบางตัวมีส่วนลดน้ำตาล แต่ๆๆๆ เราก็อย่าลืมนะว่าร่างกายเราต้องการน้ำตาลมาให้กล้ามเนื้อใช้ด้วย ถ้ากินชา ต้องระวังให้ดี ๆ ที่ขายๆในร้านขายปลีกชื่อดังก็มีให้เลือกมากมาย นั่นก็ต้องระวังด้วย เพราะบางตัวก็มีขับฉี่ด้วย อันนี้เคยมาแล้วเลยเล่าจากประสบการณ์ให้ฟังได้ 


อาการน้ำตาลสูงเป็นยังไง : เหมือนมีสิ่งที่มองไม่เห็นมาบีบคอ แอร๊ยย (พยายามเขียนให้เห็นภาพ) เหมือนกรดไหลย้อนมันแสบคือ เจ็บหน้าอก ฉี่ตลอดเวลา (ร่างกายพยายามจะขับเอาน้ำตาลส่วนเกินออก) และเลือดเป็นกรด จะมีคีโตนไหลปนมากับฉี่ เวลาตรวจด้วยแผ่นก็จะขึ้นเป็นแถบสี ตามภาพ ยิ่งสีแดงจนม่วงยิ่งอันตราย ตานี้ก็มีคนถามเรื่องคนป่วยเบาหวาน T1D กินอาหารคีโตนดีไหม ที่มุ่งเน้นกินแต่ไขมัน งดแป้งงดน้ำตาล บอกเลยว่าไม่ดีแบบไม่ต้องคิด ไม่ควรทำ เพราะอาหารมันจัดทำให้น้ำตาลในเลือดไม่ลง เอาไปใช้เข้าสู่เซลล์ได้ยากมันหนืดมันเหนียว พอน้ำตาลไม่เข้าเซลล์ เช่นกล้ามเนื้อก็จะอ่อนแรงลง อย่าลืมว่าตับอ่อนเราไม่ทำงานนะไม่เหมือนคนทั่วไป ที่สามารถผลิตอินซูลินเองได้ นอกจากนี้ ก็รุ้สึกอืดท้องง่าย ตอนแรกอิชั้นก็ไม่รู้หรอกว่าทำไมกินอะไรก็ท้องอืดบ่อยจัง เอ๊ะ หรือว่า อิ่มบุญนะกินนิดเดียวก็อิ่มยาว แต่ถ้ากินเยอะมันก็จะจุก เข้าใจคนมีลมในท้องเยอะๆแล้วมันระบายไม่ได้มั๊ย ตด ปวดท้อง ถ้าน้ำตาลสูงค้างไว้นานๆ ก็เกิดภาวะเลือดเป็นกรด แบบที่อิชั้นเล่าไปตอนต้นว่าอ้วกตลอดเวลาจนเข้าโรงพยาบาล นั่นแหล่ะ 

แก้ไขไงดี : แน่นอนล่ะว่าตอนนี้ร่างกายต้องการอินซูลินด่วน ๆ เราก้ต้องฉีดอินซูลินเข้าไปตามที่ได้แนะนำไปแล้วข้างต้น แต่ๆ ทั้งนี้ต้องปรึกษาหมอเบาหวานเฉพาะทางด้วย บางคนเป็นชนิดที่ 2 T2D บางคนใช้วิธีกินยา อันนี้ของเราใช้วิธีการฉีดเป็นหลักนะ หมอเบาหวานจะช่วยวิเคราะห์ให้ว่า เราควรใช้ยา/อินซูลินปริมาณเท่าไหร่ดี ซึ่งแต่ละคนจะต้องการอินซูลินที่ไม่เท่ากัน ทั้งน้ำหนักตัว ความสูง กิจกรรมที่ทำเป็นต้น อ่ะยกตัวอย่างของแพทนะ แพทสูง 178 น้ำหนัก 66 ทำกิจกรรมหนักเดินวิ่ง ออกกำลังกายบ่อย จะฉีดไงดี ถ้าน้ำตาลสูง 150 จะฉีด +0.5  180 จะฉีด+1  250 จะฉีด +2 300 จะฉีด +3  350 จะฉีด +4  400 จะฉีด +5  450 จะฉีด +6  500 จะฉีด +7 อินซูลินตามภาพด้านบน เป็นอินซูลินที่พอจะมีขายตามร้านขายยา ปกติเราใช้ NovoRapid ต้องไปซื้อตามโรงพยาบาลใหญ่ๆ เท่านั้น พอดี เรามีงานต่างจังหวัดแล้วยาเกิดหมดขึ้นมาพอดี พี่หมอเลยบอกว่าสามารถใช้ตัวนี้แทนได้ อันนี้เก็บมาเล่าให้ฟัง ดังนั้น การออกต่างจังหวัดไกล ๆ ต้องเตรียมตัวให้ดี ๆ ถ้ายาหมดจะต้องมีแผน 2 ร้านขายยาบางร้านยังไม่รู้จัก โนโว้แร๊บปิดเลย ยังถามเราอีกแหน่ะว่า มีอินซูลินออกฤทธิืเร็วแบบนี้ด้วยหร๋อ 555 ทางที่ดีมีเบอร์โทรคุณหมอประจำตัวเราติดมือไว้จะดีสุด Cinnamon บด/อบเชยบด อันนี้ก็ดีนะ แนะนำใช้ช่วยระบายลมในท้องสำหรับคนเป็นเบาหวานท้องมันคอยจะอืดถ้าไม่ได้ฉีดอินซูลิน อันนี้ก็พอช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่อย่างที่บอก มันจะไม่หายปวดท้อง/ปวดท้องเพราะลมจนกว่าจะฉีดอินซูลิน ฉีดปุ๊บ ลมระบายออกทันที เชื่อเลา เลาตดมาก่อน เรารู้ดี 555 ถ้าทำทุกอย่างที่ว่ามาแล้วมันไม่ดีขึ้นไปหาหมอเถ่อะ อย่าทนนะขอร้อง 

ทำไมน้ำตาลสูงล่ะ : เอ๊าาา ยัง..ยังจะกล้าถามอี๊กก 555 ก็กินของหวานน้ำตาลเยอะไงล๊า ไม่ก็ลืมฉีดอินซูลิน ขวดยา/อินซูลินแตกร้าวราน หรืออาจกินของที่มีไขมันสูง แค๊ปหมู ขนมทอด ๆ โรตีกรอบ ข้าวโพดคั่ว อันนี้ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ เราจะรู้ตัวเราเองแหล่ะว่า มันเกิดจากอะไร เราต้องวิเคราะห์ตัวเองได้ ตัวเราเองใช้วิธีถ่ายภาพอาหารทุกมื้อเลย ลงเฟสบ้าง ไม่ก็ลงใน IG เราสามารถเปิดดูได้ตลอดเวลาเลยว่า มันเกิดอะไรขึ้น ไปตามดูของเแพทก็ได้นะ ก็จะถ่ายรูปอาหาร แต่ละมื้อหลัก พร้อมเจาะเลือดวางลงไปในภาพนั้นด้วย เราสามารถวิเคราะห์เองได้เลยว่า อะไรคือปัญหาของมื้อนั้นๆ เป็นไปได้ที่ยา/อินซูลินเรามีปัญหา มันเสีย ฯลฯ

นอกจากนี้อยากพูดเรื่องสิ่งแวดล้อมอีกสักนิดนึง
ขยะที่เกิดจากโรคเบาหวาน เช่น หัวเข็มฉีดยา แผ่นตรวจเลือด เราอย่าทิ้งเรี่ยราด หาขวดเล็ก ๆ สักใบมาใส่ให้เรียบร้อย คนเก็บขยะจะได้ไม่เกิดอันตรายอันเกิดจากตัวเราเป็นคนสร้าง Harm Reduction
 
เด่วเราว่าจะเขียน Content เพิ่มมันก็น่าสนใจดี วิธีการเก็บอินซูลิน วิธีการดูอินซูลินที่ใช้งานได้ และไม่ควรใช้งาน หน้าามันเป็นยังไง ขวดอินซูลินร้าวรานก็ไม่ควรนำมาใช้เพราะลมมันเข้าไปทำปฏิกิริยา เอาเป็นว่า ฉบับนี้เป็นฉบับประเดิมไปก่อน เล่าแบบองค์รวม ถ้ามีเวลาจะค่อยๆใส่เนื้อหาและข้อมูลพร้อมภาพปลากรอบ เอ้ย ภาพประกอบ เพื่อให้เข้าใจมากขึ้น หวังว่าสิ่งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาตินะ ขอบุญคุณงามความดีนี้เกิดแก่ พ่อแม่ผู้ให้ชีวิต ครูบาอาจารย์ที่คอยสั่งสอน ทีมหมอพยายามผู้ประสิทธิประสาทวิชาให้ ข้าพเจ้าขอยกบุญนี้แก่ท่าน โปรดอนุโมทนารับบุญจากการให้ทานด้านความรู้โดยไม่ขอสิ่งใดตอบแทน

สามารถดูรูปอาหารที่มาดามแม่ทำให้กินได้ใน Instagram : patty_food_diary
พยายามลงรูปมา 3 ปีแล้วค่ะ เหมือนเป็นไดอารี่ คอยเอาไว้ตรวจดูน้ำตาลว่าเป็นยังไงบ้าง
อาหารที่กินโอเคหรือไม่โอเค จะได้ย้อนตามดูและแก้ปัญหาได้
พี่หมอก็สามารถมาดูย้อนหลังได้ เวลามีปัญหา
ถ้าน้ำตาลขึ้นสูง แสดงว่า อาหารมื้อก่อนหน้าอาจจะมัน และอาจจะคำนวณผิดพลาด
ถ้าน้ำตาลลงต่ำ แสดงว่า อาหารมื้อก่อนหน้าจะค่อนข้างคลีน ไม่มัน หรืออาจมีการออกกำลังกายหรืออาจมีปัจจัยอื่น 
284 Thanks for visiting my blog ka.
สามารถเข้ามาเม้าส์เข้ามาเม้นต์กันได้น่ะ
เผื่อได้ไอเดียไรติดไม้ติดมือกลับไปบ้าง ไม่มากก็น้อย
ด้วยรักและคิดถึง–With Love and Happyness,

284 ปล.ที่เขียนนี่ไม่ได้รับค่าคอมหรือค่าจ้างใดๆ
เขียนเพื่อเอามาแชร์ไว้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของคุณ
ในการสรรหาสิ่งดีเป็นแรงบันดาลใจให้กับคุณ
ไม่ได้มีเจตนาลบหลู่ใครอะไรแต่ประการใดเน้อ
เอาประสบการณ์มาเล่าให้ฟังล้วนๆเลยค่ะ
บางอย่างเราอาจจะเข้าใจผิดก็ได้ ก็อ่านเอาไว้เป็นข้อมูล
เพราะเราไม่ได้เรียนหมอ เราก็เลยจะใช้คำที่เข้าใจง่ายๆ

( /) ❤
( . .)/
c(”)(”)
- - - ✿ แพทตี้-Patty ✿ - --
..*...*...*...*...*...*...*...*...*...*...*...*...*...*...*...*...*...*...*...*..
.⋰⋱⋰⋱⋰⋱⋰♥ Patty ♥⋰⋱⋰⋱⋰⋱



Create Date : 12 มีนาคม 2564
Last Update : 27 กันยายน 2564 11:28:31 น.
Counter : 75 Pageviews.

2 comments
(โหวต blog นี้) 
  
อยากให้รักตัวเองมากๆนะ ไม่ต้องไปใส่ใจกับสิ่งกระทบรอบข้าง ทำวันนี้ให้ดีที่สุดจ้าทุกคน เป็นกำลังใจให้นะ
โดย: แพทตี้เอง (PinkyPrettyPatty ) วันที่: 19 มีนาคม 2564 เวลา:8:28:09 น.
  
น่าติดตามคะ ชีวิตจริงผ่านเรื่องเล่า
โดย: พี่พรทิพย์ IP: 202.28.177.126 วันที่: 22 มีนาคม 2564 เวลา:14:14:17 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

BlogGang Popular Award#17



PinkyPrettyPatty
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]



◕‿-。

\(o`з´o)/



◕‿-。
== สวัสดีชาวโลกทั้ง 3 โลก แพทตี้เอง ==
ตอนนี้พยายามจะเขียนภาษาอังกฤษนะ
มีอะไรก็แนะนำก็บอกกันได้
ชอบทำกิจกรรม ท่องเที่ยว ถ่ายรูปไปเรื่อยเปื่อย
ถ้ามีที่ไหนดีๆ เจ๋ง ก็บอกได้จะตามไปดู
ถ้าเขียนอะไรผิดพลาดหรือพาดพิงสิ่งใดก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ค่ะ
จะดีมากถ้าช่วยเขียนคอมเมนทต์เป็นกำลังใจให้ซี่เขียนต่อจะได้รู้ว่าอย่างน้อยก็ยังมีคนสนใจอ่านบล็อกของเราบ้าง อิอิ

Hello Friends,
I try to write my blog in English and also in Thai.
If I wrote something wrong can make any comment to me it would be very appreciated! to cheer me up to write it and share my experience more and more.

Have a nice day!
Cheers

Patty