เที่ยวเขาค้อ ขับเลยไปถึงเชียงคาน 3 วัน 2 คืน



วันเสาร์ที่ 20 - วันจันทร์ 22 ต.ค.55

ทริปนี้ไปแบบไม่มีแผน วันศุกร์แค่อยากขับรถไปเที่ยว วันเสาร์โยนเต้นท์ขึ้นรถแล้วขับไปตามใจที่อยากจะไป ตั้งใจจะหาที่นอนดูหมอกซักคืนแล้วไปยังไงถึงเลยไปเชียงคานได้ ติดตามได้เลยครับ

เวลา 06.00 น.ล้อหมุน น้ำมันเต็มถึง ตั้งไมล์ไว้ที่ 0 จากบ้าน (หน้าศาลากลางนนท์) รถพร้อม คนพร้อม ไปกับคนรู้ใจ 2 คนไม่ต้องคิดอะไรมาก จากแครายไปดอนเมือง เข้าเส้น 1 สระบุรี ผมใช้เส้นทางเลี่ยงเมืองสระบุรี ถึงแยกพุแค เลี้ยวขวาไปเพชรบูรณ์ ขับตรงไปเรื่อยๆ ใช้เส้น 21 ถึงวิเชียรบุรีเวลา 9.40 น.ระยะทาง 246 ก.ม.ผ่านเพชรบูรณ์ ขับตรงไปถึง กม.258 มีป้ายเลี่ยงเมืองไปพิษณุโลกตรงไปแคมป์สน จุดแรกที่ผมเที่ยว วัดพระธาตุผาแก้ว

ผมมาถึงวัดผาซ่อนแก้ว (วัดพระธาตุผาแก้ว) เวลา 11.40 น.ระยะทางจากบ้าน 409 ก.ม.พอดีครับ (รวมแวะกินข้าวพักรถที่ปั๊ม ปตท.สระบุรีประมาณครึ่งชั่วโมง)

แผนที่จากเวปคลิ๊กเลย




ทางเข้าวัดผาซ่อนแก้วแคบ จากทางเข้าวัดจะผ่านบ้านชาวบ้าน ผ่านทุ่งนา เริ่มขึ้นเขา ก็เริ่มพบชุมชน ขึ้นเขาไปอีก ไม่ชันมาก เรื่อยๆ สบายๆ ถนนคอนกรีตตลอดเส้นทาง ซักประมาณ 3 กม. ก็ถึงแล้ว วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ววันที่ผมไปนักท่องเที่ยวเยอะมากๆๆ แถมแดดแรงจัด แต่อากาศเย็นไม่ถึงกับหนาว ใครไปพกร่มพกหมวกไปด้วยนะครับ

ที่จอดรถในวัดไม่พอ ผมต้องลงไปจอดรถรับฝากของเอกชน ดีว่าราคาไม่แพง ค่ารถกระบะ เก๋ง คันละ 10 บาท รถตู้ 20 บาท









ประวัติความเป็นมา วัดพระธาตุผาแก้ว คลิ๊กเลย วัดพระธาตุผาแก้ว ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2547 ในนาม "พุทธธรรมสถานผาซ่อนแก้ว" ได้รับการอนุมัติจัดตั้งเป็นวัดในมงคลนามว่า"วัดพระธาตุผาแก้ว"เมืีอวันที่ 1 ก.ค. 2553 จากคณะกรรมการมหาเถรสมาคม โดยมีพระครูสังฆรักษ์ ปารมี สุรยุทโธ เป็นเจ้าอาวาส

วัดพระธาตุผาแก้ว ตั้งอยู่ในชัยภูมิธรรม ณ. บริเวณเนินเขาในหมู่บ้านทางแดง ต.แคมป์สน อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ โดย คุณภาวิณี และ คุณอุไร โชติกูล ได้มีจิตศรัทธาซื้อที่ดินถวายเริ่มแรกจำนวน 25 ไร่ เพื่อก่อสร้างเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมแก่พระสงฆ์ และพุทธศาสนิกชนทั่วไป ปัจจุบันมีผู้ร่วมถวายปัจจัยซื้อที่ดินเพิ่มรวมทั้งสิ้นมีที่ดินรวม 91 ไร่









จอดรถได้ก็ขึ้นไปชมความงามของวัดกัน

















วัดจะล้อมรอบด้วยภูเขา 













วัดจะเอาจานกระเบื้องมาประดับผนังเป็นลวดลายต่างๆ สีสันคัลเลอร์ฟูลมาก























อยากจะบรรยายแต่กลัวข้อมูลเพี้ยน ขอลงแต่รูปอย่างเดียวแล้วกัน













ผมออกจากวัด บ่ายโมงสิบนาที ขับไปทางแคมป์สนเลี้ยวซ้ายขึ้นเขาค้อ จะผ่านเขาค้อทะเลภู แวะกินข้าวมื้อเที่ยงที่นี่ครับ

ถึงเขาค้อทะเลภูเวลา 13.26 น.ระยะทาง 419 ก.ม.











อาหารที่สั่ง จะมี

ข้าวผัดหมู,ไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์,ทอดมันหัวปลี,แกงจืดทะเลภู,สลัดผักทะเลภู,น้ำมะขาม,ข้าวกล้อง 1 จานแถมกล้วยน้ำว้ากับงาดำ 1 ชุด อร่อยมาก เป็นอาหารสุขภาพ ราคาทั้งหมด 725 บาทครับ (กลับมาดูบิลเขียนแกงจืดทะเลภูเพิ่มเป็น 2 ถ้วย โดนไป 90 บาทฟรีๆ ฮือๆๆ ตอนจ่ายไม่ดูบิลก็อย่างนี้แหละเนอะ ไม่โทษใคร)



















อิ่มแปร้เลย เดินดูผลิตภัณฑ์ที่เขาค้อทะเลภูหน่อย 



















หลังจากอิ่มแล้วแฟนก็แวะทำสวยที่ร้านทำผมก่อนแล้วจึงค่อยวิ่งไปหาที่กางเต้นท์กัน ส่วนเรื่องห้องพักเต็มทุกทีเลยครับ ทั้งทับเบิกและเขาค้อ ส่วนผมเอาเต้นท์ไปกาง เล็งไว้สองที่ เขาค้อทะเลหมอกกับพรสวรรค์รีสอร์ท เอาแผนที่เขาค้อไปดูกัน

ขอขอบคุณแผนที่จาก KHAOKO.COM





ผมมาถึงจุดแรกเขาค้อทะเลหมอกเวลาสี่โมงยี่สิบ ระยะทาง 435 ก.ม. เข้าไปถามเจ้าหน้าที่ราคากางเต้นท์คนละ 150 รวมอาหารเช้า ตอนแรกว่าจะเอาที่นี้แล้ว เห็นทำเลดีเหมือนกัน แต่ต้องขับรถลงไปข้างล่างถึงจะเห็นหมอกเต็มๆ ส่วนข้างบนดูไม่ค่อยส่วนตัวเท่าไหร เลยลองขับไปอีกที่อยู่ติดกันนั้นแหละ





เขาค้อทะเลหมอก มีส่วนของบ้านพักด้วย





ส่วนอีกที่ พรสวรรค์รีสอร์ท จุดกางเต้นท์ใกล้ๆกัน ที่จอดรถสะดวกกว่า ผมเลยจองกางที่ พรสวรรค์ รีสอร์ท คนละ 100 บาท ถ้าเอาอาหารเช้าด้วย คนละ 200 จ่ายแพงกว่าทำไม แค่กางเต้นท์ก็พอแล้ว 

หลังจากกางเต้นท์เสร็จก็ขับรถไปชมจุดต่างๆบนเขาค้อ ถ้าขับจากที่พักผมขับมาเรื่อยๆจะมีรีสอร์ทเยอะมาก ผ่านศาลาชมวิวเขาค้อ จุดนี้ก็กางเต้นท์ได้ 





ขับไปอีกจะเป็นไปรณีย์เขาค้อ จุดนี้กางเต้นท์เห็นวิวไม่แพ้ที่ไหนเหมือนกันครับ

ถ่ายจากจุดกางเต้นท์ไปรณีย์เขาค้อ เห็นอ่างเก็บน้ำรัตนัย









เริ่มมืดแล้วผมขับไปถึงตลาด เขาค้อ ระยะทางจากรีสอร์ทไปกลับยี่สิบกว่ากิโล ผ่านหลายที่ ใครไปชอบจุดไหนก็แวะตามใจชอบเลยครับ 













ไปถึงตลาดไม่ค่อยมีอะไรกิน เจอชายสี่บะหมื่เกี๊ยวคนละชาม 60 บาท สบายไป

ตลาดเขาค้อเล็กครับไม่ค่อยมีอะไร แต่เดี๋ยวนี้มี 7/11 แล้วนะเมื่อก่อนไปยังไม่มีเลย นักท่องเที่ยวแวะกันเยอะเหมือนกัน ส่วนผมอิ่มเสร็จก็ขับรถกลับมานอนเล่นในเต้นท์ต่อ

…………………………………………………….


วันอาทิตย์ที่ 21 ต.ค.55

ตัดมาตอนเช้าเลย ตื่นมาตีห้า (ไม่รู้จะรีบตื่นทำไม เลยเข้าไปนอนต่อ) อากาศเมื่อคืนไม่ค่อยหนาวเท่าไหร แค่เย็นๆ ตอนเช้าก็ยังไม่หนาว หกโมงเช้าผมตื่นมาอีกที เจอสภาพนี้ครับ

















ยิ่งสาย คลานมาเป็นจูออนเลย





















นอนดูหมอกในเต้นท์บ้าง อิจฉาละสิ









สภาพเต้นท์ตอนเช้า เละเลย ลืมจัดให้เรียบร้อยว่าจะสร้างภาพซะหน่อย 







อย่าไปสนใจกองขยะในเต้นท์ มาดูหมอกหนาๆเป็นปุยกันดีกว่า ฟินสุดๆ

















ยิ่งสายหมอกยิ่งตรึม 





หลังจากชื่นชมความงามทะเลหมอกเสร็จ ตอนแรกว่าจะไปนอนที่ภูทับเบิกอีกคืน แต่ผมอยากไปนอนเชียงคาน เพราะอยากจะไปหลายครั้งแล้ว แต่ไม่มีโอกาสซักที อีกอย่างภูทับเบิกเคยไปนอนแล้วด้วย สรุปไปเชียงคานกัน แฟนก็โอเค ไปกับคนรู้ใจก็ดีอย่างนี้แหละ อิอิ

เก็บเต้นท์ อาบน้ำเสร็จออกจากพรสวรรค์รีสอร์ท เวลา 8.11 น.ระยะไมล์ที่ 461 ก.ม. ขับกลับมาลงทางแคมป์สน เมื่อคืนผ่าน พระบรมธาตุเจดีย์กาญจนาภิเษก ถ่ายรูปไม่ค่อยชัด เช้านี้ขอซ้ำอีกซักรูปนะครับ
พระบรมธาตุเจดีย์กาญจนาภิเษก คลิ๊กเลย





ถ่ายรูปเสร็จ ลงมาถึงไร่บีเอ็น แวะซื้อของนิดหน่อย ก่อนกลับ กินก๋วยเตี๋ยวมื้อเช้าที่ไร่บีเอ็นนั้นแหละ





















ผมลงจากไร่บีเอ็น 09.20 นาที ระยะทาง 480 ก.ม. ลงมาทางแคมป์สน เลี้ยวขวา ขับลงเขา จะเจอสี่แยกไฟแดงแรก (มีป้ายบอกเลี้ยวซ้ายไป อช.ภูหินร่องกล้า ทางขึ้นภูทับเบิก) ให้เลี้ยวซ้าย ตรงไปเรื่อยๆ เจอทางแยกไปหล่มเก่า ไม่ต้องเลี้ยวครับ ขับตรงไป จะเจอสี่แยก จะมีป้อมตำรวจอยู่ทางขวามือฝั้งตรงกันข้าม มีป้ายบอกตรงไปภูเรือ เลี้ยวขวาไปหล่มเก่า เราไม่ต้องเลี้ยวให้ตรงไปเลย ถนนจะเป็นสองเลนรถวิ่งสวนกัน ถนนลาดยาง ไม่ค่อยมีรถวิ่งหรอกครับ เส้นทางนี้จะลัดกว่า จะไปตัดตรงเส้น 203 ไป จ.เลย

ขับไปเรื่อยๆวิวสองข้างทางสวยดี มาถึงด่านซ้าย สะดุดตรงทางลงไปด่านซ้าย





จากแยกนี้ลงไปด่านซ้ายประมาณ 10 ก.ม. เลยลองลงไปดู ไหนๆก็มาแล้ว เส้นทางลงเขา ถนนกว้าง ขับสบาย แนะนำครับใครจะไปภูเรือผ่านเส้นนี้แวะได้เลย ระหว่างทางจะมีจุดชมวิว











ผมมาถึงด่านซ้าย เวลา 10.50 น.ระยะทาง 573 ก.ม.แวะไหว้พระธาตุศรีสองรัก คู่บ้านคู่เมืองจังหวัดเลยก่อนครับ

พระธาตุศรีสองรัก คลิ๊กเลย













ไหว้เสร็จขับเข้าตัวเมือง ( 1 ก.ม.) จะไปพิพิธภัณฑ์ผีตาโขน ทีวัดโพนชัย 

ออกจากพระธาตุฯให้เลี้ยวซ้ายตรงไปจะเจอสามแยกเลี้ยวขวา มีป้ายบอกไปภูเรือ 





เลี้ยวขวาขับตรงไปนิดนึงก็จะมีป้ายไปพิพิธภัณฑ์ผีตาโขน เลี้ยวซ้ายตามป้ายไป ไม่ไกลครับ วัดจะอยู่ทางขวามือ พิพิธภัณฑ์ผีตาโขน คลิ๊กเลย









ของยังไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ แต่เรื่องสีสันแสบทรวงไม่แพ้ใคร คิดว่าอีกหน่อยคงปรับปรุงให้มีความน่าสนใจมากกว่านี้ครับ



























มีผลิตภัณฑ์เป็นของฝากน่ารักๆไว้จำหน่ายนิดหน่อย













ชมเสร็จก็เข้าไปไหว้พระในโบสถ์ขอพร







หลังจากนั้นก็ขับออกจากด่านซ้าย ไม่ต้องย้อนกลับทางเดิม ออกจากวัดเลี้ยวซ้าย ถึงป้ายทางเข้าให้เลี้ยวซ้ายออกด่านซ้ายไปประมาณสิกกว่า ก.ม.จะเจอปั๊ม ปตท. ด่านซ้าย ปั๊มใหญ่ ผมแวะเติมน้ำมันเต็มถังทั้งหมด 44.87 ลิตร ทั้งหมด 588.4 ก.ม.





แวะพักรถเติมน้ำมันเสร็จประมาณเที่ยงพอดี ออกเดินทางต่อ ขับไปเรื่อยๆ จะผ่านไร่องุ่น ชาโต้ เดอ เลยอยู่ทางขวามือ ไม่ได้แวะ ส่วนทางซ้ายชาวบ้านจะเริ่มปลูกไม้ดอกขายช่วงหน้าหนาว เห็นเตรียมกระถาง ดินไว้หลายเจ้าอยู่เหมือนกัน ขับไปอีกหน่อยก็ถึงภูเรือ ผมแวะถ่ายรูปปรอทยักษ์สัญลักษณ์ภูเรือเค้าหน่อย ตรงนี้อยู่ตรงปากทางขึ้นภูเรือ 





ผมมาถึงภูเรือ 12.18 น.ระยะทาง 608 ก.ม. ส่วนมุมนี้ก็คิวแน่น รอไม่ไหว เห็นพี่ท่านเค้าโพสท่าแล้วชอบ เลยแอบมาหนึ่งแชะ อิอิ





ถ่ายรูปเสร็จก็ยิงยาว มาถึงอ่างเก็บน้ำหมานตอนบนหรือห้วยกระทิง ถ้าใครจะแวะให้สังเกตุป้าย อ่างเก็บน้ำหมานตอนบน แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าไปเลย จากปากทางไปถึงห้วยกระทิงประมาณ 4 ก.ม.

ผมมาถึงห้วยกระทิง 13.00 น.ระยะทาง 648 ก.ม. มาถึงมีแพจอดอยู่หลายเจ้า เขาไปถามกี่แพๆ ก็เต็มหมด มาได้เจ้าระเริงชล เข้าไปถามบอกว่ายังเหลืออีกแพ ถามว่ามากี่คน เหลือแต่แพเล็ก ช่วงนี้แพเล็กแพใหญ่ไม่สนแล้ว จองก่อนเลย ช้าเดี๋ยวหมดเพราะเห็นรถตามหลังผมมาอีกหลายคันเหมือนกัน 
อ่างเก็บน้ำห้วยกระทิง คลิ๊กเลย





ได้แพแล้วดีใจมาก สั่งอาหารไป หกอย่าง มีปลานิลเผา ส้มตำไทย ต้มยำปลาคัง ปลาคังรวก คอหมูย่าง ข้าวผัด อย่างหิวเลย อิอิ เจ้าของแพบอกถ้าลากแพไปด้วย +300 ผมก็โอเค งานนี้เตรียมหมอนไปนอนในแพ ให้ลากไปนอนกลางห้วยกระทิง แล้วค่อยตื่นมากินข้าว เรือยังไม่ทันลากไปเลยครับ ผมหลับกับแฟนในแพก่อนแล้ว  ลมเย็นมากกกก ขับรถมาหายเหนื่อยเลย ผ่านไปประมาณชั่วโมง ได้ยินเสียงเด็กเดินบนแพ ตื่นขึ้นมา อ้าว..แพยังอยู่ที่เดิมเลย อาหารที่สั่งไปก็มาแค่สองอย่าง ปลาเผากับข้าวผัด โอ้...แม่เจ้า ถามน้องบอกยังไม่ลากแพพี่ไปอีกเหรอ น้องบอกว่าช่วงนี้คิวเรือลากเต็มรออีกหน่อยนะครับ เดี๋ยวจะตามให้ หุหุ ผมเลยบอกไม่ต้องลากแล้ว เดี๋ยวพี่จะไปเที่ยวต่อ งั้นน้องคิดตังค์พี่เลย เดี๋ยวพี่กินเสร็จก็จะไปแล้ว (แต่วันที่ผมไปคนเยอะมากกกก แพที่มาก่อนผมเค้าก็ยังไม่ได้ลากไปเหมือนกัน เห็นบ่นกันอุบเลยทั้งเรื่องอาหารและเรือลาก













ผม ไม่ได้โกรธหรือโมโหอะไรหรอกครับ แต่เวลามีน้อย จะบ่ายสามอยู่แล้ว ยังไม่ถึงเชียงคานเลย ที่พักก็ยังไม่มี เลยรีบออกก่อน ผมว่าเค้าน่าจัดระบบการจัดการให้ดีกว่านี้ แต่ก็เข้าใจ ยังเป็นแค่ชาวบ้าน ทำกันแบบครอบครัว ระบบยังไม่รองรับนักท่องเที่ยวมากเท่าไหร่ แล้ววันที่ผมไปนักท่องเที่ยวเยอะจริงๆ แต่ก็ยังประทับใจกับห้วยกระทิง ไว้มีโอกาสจะแวะไปใหม่

ออกจากห้วยกระทิงเวลา 14.45 น.ระยะทาง 648 ก.ม. ขามาไม่ได้แวะจุดชมวิวขากลับซะหน่อย









ออกมาได้ก็ยิงยาวไปถึงเชียงคาน ถึงประมาณสี่โมงเย็นพอดี ระยะทาง 715 ก.ม. ขับไปเอารถไปจอดที่วัดท่าคก











จอดรถในวัดเสร็จก็เดินเล่นไปด้วย เดินหาที่พักไปด้วยตั้งแต่หน้าวัด ตรงถนนชายโขง นั้นแหละครับ







ตอนแรกก็เดินกันลั้นล้ามาก อยากจะบอกว่าที่พักเยอะมากกกกกกก ตื่นตาตื่นใจ เดินไปถึงกลางซอย ก็ยังเพลิดเพลินอยู่เลย 












บ้านพักริมโขงเต็มทุกที่แล้ว เดินจนเกือบสุดถนน ยังไม่ได้ที่พัก จากลั้นล้า กลายเป็นเมื่อยล้า  คืนนี้จะซุกหัวนอนที่ไหนดีละ ชั่วโมงนี้ที่ไหนก็ได้ ไม่ต้องติดริมโขงก็เอา ก็เริ่มเดินถามหาที่พักกันอย่างจริงจัง รูปไม่ถ่ายแล้ว เหมือนสวรรค์เป็นใจ เดินกลับมาถึงซอย 16 ได้ที่พัก เฮือนรัก รอดตายแล้วเรา เย้ๆ








บ้านพักเดินเข้าไปในซอยหน่อย เหลืออยู่ 2 ห้อง เป็นห้องพัดลม 1 เตียง 300 บาท กับ ห้องแอร์ 2 เตียงนอนได้ 4 คน 1,000 บาท ผมเลือกห้องแอร์ครับ ต่อได้ 800 บาทสบายใจไป 

ห้องไม่มีอะไรมีแค่เตียงกับแอร์แค่นั้นจริงๆ แต่เจ้าของ ครูนาง กับแฟน อัทธยาศรัยดีมาก ตั้งแต่เดินถามหาที่พัก ทุกที่เจ้าของน่ารักทุกท่าน ประทับใจ  ไม่แปลกใจแล้วทำไมเชียงคานถึงดัง 

ห้องผมครับ ไม่ต้องสนใจกองขยะบนเตียง เข้าห้องได้ก็โยนของไว้บนเตียงเลย







ได้ห้องก็มีเวลาลั้นล้าต่อ ขับรถไปเที่ยวที่แก่งคุดคู้กัน













จากเชียงคานไปแก่งคุดคู้ไม่ไกลครับ ประมาณ 5 ก.ม.ได้ ส่วนเส้นทางนี้ต่อไปยังภูทอกได้ครับ เอาแผนที่เชียงคานมาให้ดู

ขอบคุณแผนที่จากเวป //www.ooichill.com/





คนเยอะอีกเหมือนเคย เดินเล่นซักพักก็ขับรถกลับ แวะซื้อมะพร้าวแก้วกับกล้วยทอด ข้างทาง ทำสดๆ อร่อยดีครับ มีหลายเจ้าขายติดๆกันเลย ไม่รู้จะแนะนำร้านไหน เพิ่งไปครั้งแรกเหมือนกัน เลยไม่มีเจ้าประจำ  แต่แนะนำให้มาซื้อตรงทางผ่านก่อนถึงแก่งคุดคู้ ร้านเค้าจะทำกันสดๆจากเตา

ผมอุดหนุนเจ้านี้ (เจ้านี้ไม่ใส่สารกันบูด ผมถามว่าเก็บได้ประมาณ 3-4 วัน แนะนำซื้อมาแล้วกินเลย จะอร่อยมาก)









ขากลับแวะถ่ายรูปพระอาทิตย์ตกที่วัดอะไรก็จำไม่ได้แล้วครับ ของจริงสวยกว่าในภาพเยอะเลย







กลับมาถึงก็อาบน้ำผมนอนพักเอาแรงก่อน ส่วนแฟนผมดูรายการ The Voice พอจบแล้วถึงค่อยไปเดินตะลุยเมืองเชียงคานกัน โชคดีที่พักผมอยู่กลางซอยเลยเดินไม่ไกล ออกจากซอยก็มาเจอร้านแม่งาม ขายไข่กระทะ เส้นเปียก ข้าวต้ม โจ๊ก อร่อยมาก 











อิ่มแล้วก็เดินเล่นต่อ มีร้านค้า ร้านอาหาร มุมถ่ายรูปให้ชมตลอดถนน ส่วนอากาศปรกติ ไม่เย็นเท่าไหร่ อาจจะเพราะคนเยอะด้วยมั่ง ยิ่งตอนกลางวันแดดแรงมาก 













เจอปาท่องโก๋ ลองชิมหน่อย 







เดินต่อไป











































เดินจนถึงสี่ทุ่มก็ได้เวลาเข้านอน เกือบลืม ที่บ้านพักผมเค้ามีที่จอดรถให้ด้วยนะ ไม่ต้องไปจอดที่ วัดท่าคก คืนนี้สลบยาว

..........................................................................


วันจันทร์ที่ 22 ต.ค.55

ตอนเช้าตื่นมาหกโมง เดินออกจากซอยก็เจอชาวบ้าน-นักท่องเที่ยวเตรียมตัวใส่บาตรกันครับ





ส่วนผมไม่ได้ใส่บาตรอะไรกับเค้าหรอกครับ ตอนแรกว่าจะขับรถไปดูหมอกที่ภูทอก แต่เปลี่ยนใจเดินกลับทะลุซอยอีกด้านไปเดินตลาดสดไปหาของกินดีกว่า 









จากที่พักผมเดินไปตลาดสดไม่ไกลครับ 7/11 จะอยู่หน้าตลาดเลย เดินเข้าไปได้ทั้งสองซอย หน้าตลาดสดจะเป็นสถานีรถเชียงคาน สะดวกดี







ข้างตลาดจะมีตับไก่ย่าง ของโปรด 







เข้าไปดูข้างในตลาดกันบ้าง มีของขายเหมือนตลาดสดทั่วๆไป















เจอปาท่องโก๋ใส่ไส้เจ้าแรกด้วยครับ (ที่เชียงคานมีหลายร้าน) ลองชิมดูหนึ่งตัว คนกินเยอะมากกกก















เดินสำรวจตลาดจนเมื่อยก็ได้เวลากลับ แวะกินข้าวร้านนี้ก่อน ตอนเช้าเดินมาสำรวจเห็นคนกินเพียบ  ข้าวเปียกซอย 10 สายๆคนน้อยหน่อยลองแวะดู ต้มเลือดหมูกับไข่กระทะ รสชาดเฉยๆ อร่อยสู้ร้านเมื่อคืนไม่ได้เลย









อิ่มเสร็จก็เดินย่อยที่เชียงคาน นิดนึง



























เดินย่อยเสร็จก็ได้เวลาออกจากเชียงคานเวลา 10.28 น.ระยะทาง 730 ก.ม.

ขากลับผมไม่กลับทางเดิมครับ ผมวิ่งเส้น 201 ถึงแยกเลี้ยวซ้ายเข้าวังสะพุง 





ผ่านอุโมงค์ต้นไม้ ร่มรื่นดี









ขับไปตามทางเรื่อยๆ มีป้ายบอกไป อช.ภูกระดึง ขอแวะเข้าไปดูหน่อย 

ผมมาถึง อช.ภูกระดึง เวลา 12.40 น.ระยะทาง 826 ก.ม.





ผมไม่ได้ขึ้นหรอก พอดีเป็นทางผ่านเลยแวะเข้ามาเก็บบรรยากาศ ไว้มีโอกาสจะขอปีนขึ้นภูกระดึงอีกซักครั้ง 

จากด่านข้างบนขับไปประมาณซักพักก็ถึงตัว อช.ภูกระดึง









สำหรับใครที่เอารถยนต์ส่วนตัวมา จะมีลานจอดรถค้างคืนไว้อีกโซน สะดวกดี ส่วนใครที่นั่งรถสาธารณะก็จะมีรถสองแถวไว้บริการถึงที่ทำการ อุทยานด้วย







ใครที่จองเต้นท์ บ้านพักหรือจะจ้างลูกหาบก็มาติดต่อที่สำนักงานได้เลย













เดินหาข้อมูล รำลึกอดีตเสร็จก็ได้เวลาออกจากภูกระดึงแล้วครับ ผ่านผานกเค้า แวะกินข้าวราดแกงร้านเจ๊กิมเสร็จก็เดินทางต่อ ขับตรงมาเรื่อยๆ อีกไม่ไกล เจอ อช.ภูผาม่าน แวะซะหน่อยไม่เคยได้ยิน 

อช.ภูผาม่าน คลิ๊กเลย





เจ้าหน้าที่ต้อนรับขับสู้ดีทุกท่านเลยครับ เป้น อช.ทีเงียบสงบ บรรยากาศดีมากเลยครับ ไว่มีโอกาสจะแวะไปกางเต้นท์นอนซํกคืน











ยอมรับเลยครับว่าเพิ่งรู้จักครั้งแรก เข้าไปร่มรื่น ดูสบายตา ภายในมีบ้านพัก โฮมสเตย์ให้เลือกหรือจะกางเต้นท์นอนก็ได้ ไว้มีโอกาสจะพาครอบครัวไปนอนค้างซักคืนสองคืน



















ออกมาแวะน้ำตกพลาญทองไม่ไกลจาก อช.ภูผาม่าน จะมีน้ำตกพลาญทองด้วยแต่ต้องขับรถไปประมาณไม่เกิน 10 กม. เสียดายน้ำตกเล็กไปหน่อย ยังไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่









หลังจากนั้นก็ยิงยาว ผมออกจาก อช.ภูผาม่านเวลา 14.40 น.ระยะทาง 907 ก.ม.ขับผ่านชุมแพ-ภูเขียว-แก่งคร้อ-ชัยภูมิ-ด่านขุนทด-สี่คิ้ว เส้นทางสองเลนรถวิ่งสวนกันตลอด แต่ทางดี มีซ่อมทางเป็นบางจุด แล้วก็ตัดมาสระบุรี มาถึงแก่งคอยแวะกินข้าวที่ร้านบ้านนาปลาเผา (เจ้าถิ่นแนะนำ) จากแก่งคอยมาทางเลี่ยงเมือง สระบุรี จะมีป้ายบอกว่า ลพบุรี-เพชรบูรณ์ ขับขึ้นสะพานวนขวาตรงไปข้ามสะพาน ขับตรงไปหน่อยจะมีทางยูเทิร์น ร้านจะอยู่ตรงยูเทิร์นพอดี

ผมมาถึงร้านอาหารเวลา 19.40 น.







อาหารจานใหญ่มาก มาเร็วไม่ต้องรอนาน รสชาดปานกลาง ไม่แพง ไว้มีโอกาสจะพาครอบครัวไปกิน











ออกจากร้าน 20.30 น. ระยะทาง 1,270 ก.ม. ยิ่งยาวกลับบ้าน ขึ้นทางด่วนรัถยามาลงงามวงศ์วาน ถึงบ้าน 22.00 น.พอดี ระยะทางทั้งหมด 1385.5 ก.ม. หมดน้ำมันไปประมาณหนึ่งถังพอดีครับ





ทริปนี้ไปแบบไม่มีแผนอะไร แค่อยากขับไปไหนก็แวะไปเรื่อยๆ ไปกับคนรู้ใจสองคนไม่ต้องวุ่นวายไว้ไปไหนจะมาเล่าให้ฟังกันใหม่อีกครับ

ค่าเสียหาย

**วันแรก

- เดิมน้ำมันเต็มถังก่อนไป 740 บาท
- มื้อเช้าข้าวแกงปั๊ฒนำมันสระบุรี 125 บาท
- ทำบุญทีวัดผาซ่อนแก้ว 100 บาท
- ค่าจอดรถ 10 บาท
- ค่าอาหารกลางวันที่ เขาค้อทะเลภู 725 บาท
- ซื้อผลิตภัณฑ์เขาค้อทะเลภู 422 บาท
- ค่าสระผม 60 บาท
- ค่ากางเต้นท์ 200 บาท
- ก๋วยเตี๋ยวมื้อเย็น 60 บาท

รวมวันแรก 2,442 บาท


**วันที่สอง

- ค่าก๋วยเตี๋ยวมื้อเช้าที่ ไร่บีเอ็น 90 บาท
- ซ้อผักไร่บีเอ็น 190 บาท
- ทำบุญที่พระธาตุ 100 บาท
- เติมน้ำมันเต็มถังด่านซ้าย 1,340 บาท (ได้ 44.87 ลิตร ลิตรละ 30.42 บาท ดีเซล)
- แวะ 7/11 ซื้อยา-น้ำ-ขนม 91 บาท
- อาหารกลางวันที่แพห้วยกระทิง 320 บาท
- ค่าที่พักเชียงคาน 1 คืน 800 บาท
- ซื้อกล้วยฉาบ-มะพร้าวแก้ว-เขียง 610 บาท
- เดินซื้อของที่เชียงคาน 470 บาท
- เดินกินมื้อเย็นที่เชียงคาน 170 บาท

รวมวันที่สอง 4,181 บาท


**วันที่สาม

- เก้าอี้กาบมะพร้าว 1 ตัว 500 บาท
- ปาท่องโก๋-ตับย่าง 40 บาท
- อาหารมื้อเข้า เลือดหมู-ไข่กระทะ 85 บาท
- ไม้กวาด 4 อัน 100 บาท
- ข้าวกลางวันที่ผานกเค้า 170 บาท
- มื้อเย็นที่ร้านบ้านนาปลาเผา 655 บาท
- ค่าทางด่วน อุดรรัถยา 45 บาท
- ทางด่วนงามวงศ์วาน 15 บาท

วันที่สาม 1,610 บาท

***รวมทั้งทริป 8,233 บาท







Create Date : 05 พฤศจิกายน 2555
Last Update : 26 พฤษภาคม 2559 23:24:33 น. 15 comments
Counter : 80004 Pageviews.

 
ข้อมูลการเดินทางของ จ. เลย แนะนำการใช้งาน

เดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัว
การเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัว มีความสะดวกมาก ท่านสามารถเลือกเดินทางจากหลายเส้นทาง
- เส้นทางที่ 1 (550กม.)
กรุงเทพฯ - เพชรบูรณ์ (ประมาณ 350 กม.)
เพชรบูรณ์ - เขาค้อ - หล่มสัก - อ.ด่านซ้าย - ภูเรือ - เลย (ประมาณ240 กม.)

- เส้นทางที่ 2 (590 กม.)
กรุงเทพฯ - นครราชสีมา (ประมาณ 250 กม.)
นครราชสีมา - ชัยภูมิ - อำเภอชุมแพ (ประมาณ 220 กม.)
อำเภอชุมแพ - ผานกเค้า - ภูกระดึง - อ.วังสะพุง - เลย (ประมาณ 160กม.)

- เส้นทางที่ 3 (660กม.)
กรุงเทพฯ - ขอนแก่น (ประมาณ 450 กม.)
ขอนแก่น - อำเภอชุมแพ (ประมาณ 90 กม.)
อำเภอชุมแพ - ผานกเค้า - ภูกระดึง - อ.วังสะพุง - เลย (ประมาณ 160กม.)


====================================
รถไฟ
จังหวัดเลยไม่มีสถานีรถไฟ นักท่องเที่ยวต้องเดินทางไปลงที่สถานีอุดรธานีและต่อรถโดยสารประจำทางไปจังหวัดเลยได้ สอบถามตารางรถไฟได้ที่ หน่วยบริการเดินทาง การรถไฟแห่งประเทศไทย โทร.1690, 0 2233 7010, 0 2223 7020 หรือ สถานีอุดรธานี โทร. 0 4222 2061
สอบถามตารางรถไฟคลิ๊กเลย


===================================
รถโดยสารประจำทาง
บริษัท ขนส่ง จำกัด มีรถโดยสารประจำทางวิ่งระหว่างกรุงเทพฯ-เลย ทุกวัน ทั้งรถธรรมดาและรถปรับอากาศ ใช้เวลาประมาณ 10 ชั่วโมง รายละเอียดสอบถามที่สถานีขนส่ง หมอชิต 2 โทร.0 2936 2852-66
สถานีขนส่ง คลิ๊กเลย


บริษัท ขนส่งจำกัด 999
กรุงเทพฯ ++++++++ โทร. (0-2936-2841-8),(0-2936-0657)ต่อ605
เลย ++++++++ โทร. 0-4281-1706

บริษัท แอร์เมืองเลย จำกัด
กรุงเทพฯ ++++++++ โทร. 0-2936-0142
เลย ++++++++ โทร. 0-4283-2042

ห.จ.ก. ชุมแพทัวร์
กรุงเทพฯ ++++++++ โทร. 0-2936-3842
เลย ++++++++ โทร. 0-4283-2285

บริษัท เพชรประเสริฐ จำกัด
กรุงเทพฯ ++++++++ โทร. 0-2936-3230
อ.ภูเรือ ++++++++ โทร. 0-4289-9386
อ.ด่านซ้าย ++++++++ โทร. 0-4289-1908

บริษัท ภูกระดึงทัวร์
กรุงเทพฯ ++++++++ โทร. 0-2936-0159
เลย ++++++++ โทร. 0-4283-3684

บริษัท นครชัยขนส่ง
เลย ++++++++ โทร. 0-4281-4551
โคราช ++++++++ โทร. 0-4424-1725

การเดินทางโดยเครื่องบิน
คุณสามารถเดินทางจากท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ ปลายทางจังหวัดอุดรธานี มีบริการรถรับ-ส่ง จากสนามบินนานาชาติอุดรธานี ** (โดยรถแวน หรือ รถเก๋ง ขึ้นกับจำนวนผู้โดยสาร)

มีสายการบินที่บินไป ที่อุดรฯ
สายการบิน happyair คลิ๊กเลย
สายการบิน thaiairways คลิ๊กเลย
สายการบิน นกแอร์ คลิ๊กเลย
สายการบินแอร์เอเซีย คลิ๊กเลย

มีบริการรถค่าบริการรถรับ-ส่ง จากสนามบินนานาชาติอุดรธานี สู่เมืองเลย กรุณาสอบถามทางโทรศัพท์ เบอร์ (042) 243222, 246697 ก่อนเดินทาง

บ้านพักเชียงคาน คลิ๊กเลย

รวมที่พัก จ.เลย คลิ๊กเลย

ที่เที่ยวยอดนิยม จ.เลย คลิ๊กเลย


โดย: nongmalakor วันที่: 6 พฤศจิกายน 2555 เวลา:14:00:40 น.  

 
การเดินทางไปเขาค้อ

1.รถยนต์ส่วนตัว
ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 21 (สระบุรี-หล่มสัก) ถึงสามยกนางั่ว ระยะทางประมาณ 13 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายไปตามทางหลวง หมายเลข 2258 จะผ่านเนินมหัศจรรย์ จุดชมวิวตลาดพืชผลทางการเกษตร จนถึงสี่แยก สะเดาะพง ถ้าตรงไปจะเห็นทางแยกเข้า พระตำหนักเขาค้อ แต่ถ้าเลี้ยวขวา ไปตามทางหลวง หมายเลข 2196 จะผ่านแยกทางขวา เข้าหอสมุด นานาชาติเขาค้อ ตรงไป ถึงสามแยกรื่นฤดี แล้วเลี้ยวซ้าย ผ่านพิพิธภัณฑ์อาวุธ และอนุสรณ์ผู้เสียสละเขาค้อ เมื่อตรงไปจะผ่าน ที่ว่าการอำเภอเขาค้อ หน่วยราชการต่างๆ และผ่านพระบรมธาตุเจดีย์กานจนาภิเษกและไร่ บี.เอ็น

2.รถประจำทาง
รถสองแถว
จาก อ.เมืองนั่งรถสองแถวสายเพชรบูรณ์-เขาค้อ ค่ารถโดยสารประมาณ 50-60 บาท จะผ่านเนินมหัศจรรย์ จุดชมวิวตลาดพืชผล ทางการเกษตร สามแยกรื่นฤดี หอสมุดนานาชาติเขาค้อ ไปสุดสายที่ตลาดพัฒนาเยื้องที่ว่าการ อำเภอเขาค้อ หากต้องการเที่ยวทั่ว บริเวณเขาค้อ ควรเหมารถสองแถวเที่ยวจะสะดวกกว่า ราคาประมาณ 700-800 บาท/วัน

จาก อ.หล่มสัก-เขาค้อ
นั่งรถสองแถวสายหล่มสัก-แคมป์สน ไปลงที่สามแยกแคมป์สน ค่ารถประมาณ 35-40 บาท แล้วต่อรถสองแถวสายแคมป์สน-เขาค้อ ค่ารถประมาณ 10-20 บาท รถจะผ่านไร่ บี.เอ็น. ไปสุดสายที่ว่าการอำเภอเขาค้อ หากต้องการเที่ยวทั่วบริเวณเขาค้อ ควรเหมา รถสองแถวเที่ยวจะสะดวกกว่า ราคาเหมาประมาณ 700-800 บาท/วัน

การเช่ารถ
สามารถเช่ารถสองแถวได้ที่ตัวเมืองเพชรบูรณ์ (หน้าวัดมหาธาตุ) สามแยกนางั่ว หรือปากทางแคมป์สน กิโลเมตรที่ 100 รถสองแถว จะนำท่องเที่ยวบนเขาค้อ โดยนำชมจุดต่าง ๆ ที่สำคัญ ราคาประมาณ 600-900 บาท (ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลง) บรรทุกได้ประมาณ 10-12 คน/คัน

พาหนะที่ใช้เดินทาง
พาหนะที่จะขึ้นเขาค้อ กรุณาอย่านำรถยนต์โดยสารขนาดใหญ่ ขึ้นเขาค้อเพราะมีทางโค้งมาก ถนนค่อนข้างเล็กเป็นทางลาดชัน ทำให้ยากต่อการ บังคับ และไม่ปลอดภัย การเดินทางควรใช้รถเก๋ง รถปิคอัพหรือรถตู้ ทำการตรวจสอบสภาพรถให้อยู่ในสภาพดี โดยเฉพาะระบบเบรก สภาพยาง คลัตซ์ และเครื่องยนต์ต้องมีกำลังสูงเพียงพอ

*******************************************************************

สถานที่ท่องเที่ยวบนเขาค้อ

1.พระตำหนักเขาค้อ
พระตำหนักเขาค้อ ตั้งอยู่บนบริเวณเขาย่า ตำบลทุ่งสมอ อำเภอหล่มสัก จุดมุ่งหมายที่สร้างพระตำหนักเขาค้อขึ้นก็เนื่องมาจาก เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๗ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้เสด็จ ฯ มาทรงทำพิธีเปิดอนุสรณ์สถานผู้เสียสละที่เขาค้อ ทรงปรารภว่าในขณะนั้นว่าบริเวณเขาย่ามีพื้นที่สวยงาม น่าจะจัดทำโครงการอะไรสักอย่างเพื่ออนุรักษ์ป่า ดังนั้นพระตำหนักเขาค้อ จึงถูกสร้งขึ้น เพื่อนำน้อมเกล้าฯ ถวายแด่องค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ สำหรับใช้ประทับแรมในโอกาสที่พระองค์ท่านเสด็จ ฯ ตรวจเยี่ยมงานในโครงการพระราชดำริ และทรงเยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่ และจังหวัดใกล้เคียง ลักษณะตัวอาคารเขาค้อ เป็น อาคารชั้นเดียวสร้างติดต่อกันเป็นรูปครึ่งวงกลม มีอาคารบางส่วนสร้างเป็นสองชั้นตรงห้องพระบรรทม ระยะทางขึ้นพระตำหนัก ประมาณ ๕ กิโลเมตร จากสามแยกรื่นฤดี ที่ตั้งพระตำหนักอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล ประมาณ ๑,๐๕๐ เมตร


2.พระบรมสารีริกธาตเขาค้อ
เจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ที่ยอดเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ ที่ได้อัญเชิญมาจาก ประเทศศรีลังกา เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2536 สร้างขึ้นเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในวโรกาส ทรงครองราชย์ 50 ปี และเป็น ที่สักการะบูชาของพุทธศาสนิกชน ตลอดนักท่องเที่ยว ในวันสำคัญทางศาสนาจะมีประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมกัน ประกอบพิธี ทางศาสนาเป็นประจำ เช่น พิธีเวียนเทียน มีหลวงพ่อทบขนาดเท่าของจริงเกจิอาจารย์ ที่นับถือของชาว จังหวัดเพชรบูรณ์ ประดิษฐานใกล้กับเจดีย์ บริเวณโดยรอบพระบรมสารีริกธาตุยังเต็มไปด้วยดอกไม้ และพืชเมืองหนาว นา นา พันธุ์ สวยงามยิ่งนัก


3.ฐานอิทธิ (พิพิธภัณฑ์อาวุธ)
เป็นจุดหนึ่งที่มองเห็นทิวทัศน์ เป็นฐานสำคัญฐานหนึ่งในการเข้ายึดพื้นที่ ปัจจุบันทางการได้จัดให้เป็นพิพิธภัณฑ์อาวุธ เปิดให้คน ได้เข้าชมทุกวัน โดยการนำอาวุธปืนใหญ่ ซากรถถัง และอาวุธที่ใช้สู้รบในการรบที่บนเขาค้อมากมาย รวมทั้งการจัดห้อง บรรยายส รุป แก่ผู้เข้าชมเป็นหมู่คณะด้วย คิดค่าชมคนละ10 บาท การเดินทางตามทางหลวงหมายเลข 2196เลยกม. 28 ไปเล็กน้อย แล้วแยกเข้าทางหลวงหมายเลข 2323 ไปประมาณ 3 กม. รวมระยะทางประมาณ 31 กม.


4.อนุสรณ์สถานผู้เสียสละเขาค้อ
บนยอดสูงสุดของเขาค้อ สร้างขึ้นเพื่อเทอดทูนวีรกรรมของพลเรือน ตำรวจ ทหาร ที่ได้พลีชีพในการสู้รบเพื่อปกป้องพื้นที่ใน เขตรอยต่อ 3 จังหวัด คือ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และเลย ตั้งแต่ปี พ.ศ.2511-2525โดยสร้างเป็นรูปสามเหลี่ยมเป็นหินอ่อนทั้งหมด หมายถึงการปฏิบัติการร่วมกันระหว่างพลเรือน ตำรวจ ทหาร ฐานอนุสรณ์กว้าง 11 เมตร หมายถึง ปี พ.ศ.2511 อันเป็นปีที่เริ่ม ปฏิบัติการรุนแรงของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์(ผกค.) ความสูงจากแท่นบูชาถึงยอดอนุสรณ์สถานสูง 24 เมตร หมายถึง ปี พ.ศ.2524 อันเป็นปีที่เริ่มยุทธการครั้งใหญ่ ความสูงจากฐานถึงยอดอนุสรณ์สถาน 25 เมตร หมายถึง ปี พ.ศ.2525 อันเป็นปีสิ้น สุดการรบ ความกว้างฐานสามเหลี่ยมด้านละ 2.6 เมตร หมายถึง ปี พ.ศ.2526 ซึ่งเป็นปีที่สร้างอนุสรณ์สถานแห่งนี้ ผนังภายในบันทึก ประวัติอนุสรณ์ผู้เสียสละ และรายชื่อวีรชนผู้เสียสละชีวิตเพื่อประเทศชาติ


5.พระบรมธาตุเจดีย์กาญจนาภิเษก
ตั้งอยู่บริเวณบนยอดเขาค้อ ติดกับสำนักสงฆ์วิชมัยบุญญาราม อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่ยอดเจดีย์ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ จากประเทศศรีลังกา ที่ได้รับพระราชทานจากพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วย ส่วนราชการ พลเรือน และประชาชนชาวไทย ได้ร่วมจัดสร้างน้อมเกล้าถวาย เพื่อเป็นการ เฉลิมฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ในปี พ.ศ.2539 และเฉลิมพระเกียรติเนื่องใน วโรกาสมหามงคล เฉลิมพระชนพรรษา 6 รอบ ในวันที่ 5 ธันวาคม 2542 โดยสมเด็จ พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนิน และทรงประกอบพิธีเปิด เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2543 หากใครได้มาเที่ยว เขาค้อควรแวะสักการะพระพุทธรูปภายใน เพื่อเป็นสิริมงคลแต่ตัวเองและครอบครัว ตีระฆังที่เป็นราวแนวยาว บริเวณด้านข้าง พระบรมธาตุเจดีย์กาญจนาภิเษก อายุจะยืนยาวอีกหลายปี (ต้องตีให้ครบทุกใบ)


6.สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาค้อเพชรบูรณ์ (สวนสัตว์เปิดเขาค้อ)
เป็นสถานีวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาค้อ (โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ) ครอบคลุมพื้นที่ 20 ตร.กม. ในตำบลเขาค้อ ตำบลสะเดาะพง และตำบลหนองแม่นา อำเภอเขาค้อ สัตว์ป่าที่เพาะเลี้ยงและขยายพันธ์ภายในสถานนีแบ่งแบ่งออกเป็น 3 จำพวก ได้แก่ สัตว์ป่าจำพวกเลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์ป่าจำพวกสัตว์ปีก สัตว์ป่าจำพวกเลื้อยคลานและสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก สถานีเพาะเลี้ยง สัตว์ป่าเขาค้อเพชรบูรณ์มีบ้านพักไว้สำหรับนักท่องเที่ยวจำนวน 3 หลัง พักได้หลังละ 10 คน หากผู้ที่เข้าชมเป็นหมู่คณะ ต้องการ เจ้าหน้าที่บรรยายและนำชมให้ความรู้เกี่ยวกับสัตว์ป่า ต้องทำหนังสือล่วงหน้าถึงหัวหน้าสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาค้อ อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ 67270โทร. 068 877393 และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มวิจัยการเพาะเลี้ยงสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช บางเขน กรุงเทพฯ โทร. 02 561 4292 ต่อ 713, 02 579 9630


7.เนินมหัศจรรย์
อยู่ตรงกลางกม.ที่ 17.5 ถนนสายนางั่ว-สะเดาะพง (หมายเลข 2258) เมื่อขับรถ มาถึงตรงนี้แล้ว และดับเครื่องรถจะถอยหลังขึ้น เนินได้ ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดจากภาพลวงตา เนื่องจากวัดระดับความสูงของเนิน ช่วงที่มองเห็นเป็นยอดเนินจะมี ระดับต่ำ กว่าช่วงที่เป็นทางขึ้นเนิน


8.ไร่บีเอ็น
จากบ้านแคมป์สน กม.ที่ 100 ( ทางหลวงหมายเลข 12 ) มีทางหลวงหมายเลข 2196 เข้าไปอีก 3 กม. จะเห็นป้ายชี้ทางเข้าไร่ อีก ประมาณ 3 กม. ในบริเวณไร่มีการเพาะปลูกพืชผัก และผลไม้เมืองหนาวนานาชนิด เช่น บรอคเคอรี่ หอมห่อ ฟักแม้ว ผักกาดแก้ว สตรอเบอรี่ ลิ้นจี่ ฯลฯ ดอกไม้ เช่น คาร์เนชัน แกลดิโอลัส แอสเตอร์ ฯลฯและมีการขายผลิตผลหลาก หลายประเภททั้งของ สดและ ของแปรรูป


9.น้ำตกศรีดิษฐ์
เป็นน้ำตกหินชั้น มีน้ำตกตลอดทั้งปี เคยเป็นที่อยู่ของผกค. มาก่อน มีครกตำข้าวที่ ผกค. สร้างขึ้นโดยใช้พลังน้ำตก และที่นี่เป็นที่ พักผ่อนรับประทานอาหารและเล่นน้ำได้ การเดินทางใช้ทางหลวงหมายเลข 2196 ถึงหลักกม.ที่ 17 แล้วเข้าทางหลวงหมายเลข 2325 อีกประมาณ 10 กม.แล้วแยกขวาเข้าน้ำตก

ข้อมูลจากไปด้วยกันดอทคอม คลิ๊กเลย

ที่พักบนเขาค้อ คลิ๊กเลย


จุดกางเต้นท์บริเวณเขาค้อ

1. จุดกางเต็นท์ ใกล้จุดชมวิว และใกล้เคียง อยู่บริเวณ ริมเส้นทางสาย 2196 เยื้องกับที่ว่าการอำเภอเขาค้อ จุดนี้เป็นจุดที่อยู่บนสันเขาเหนืออ่างเก็บน้ำรัตนัย ตรงนี้มีจุดสำหรับกางเต็นท์หลายแห่ง เช่นชุมสายโทรศัพท์เขาค้อ, ศาลาชมวิวเขาค้อ และไปรษณีย์เขาค้อ ไล่เรียงกันไปจนถึงริมเส้นทาง 2196 ที่มักมีเต็นท์มาปักกางจองพื้นที่กันจำนวนมาก พื้นที่ตรงนี้ค่อนข้างกว้างขวาง และเป็นที่นิยมมาปักหลักกางเต็นท์กัน เพราะสามารถชมทะเลหมอกได้ในตอนเช้าทันที แต่กรณีที่นักท่องเที่ยวมีจำนวนมาก พื้นที่อาจรองรับได้ไม่หมด อาจต้องหาพื้นที่อื่นๆ ใกล้เคียง ซึ่งมีพื้นที่ของรีสอร์ทเอกชนหลายแห่งใกล้ๆ กัน เช่นเขาค้อทะเลหมอก พรสวรรค์รีสอร์ท รุ่งอรุณรีสอร์ท ภูอาบหมอก ภูชิดหมอก ฯลฯ รวมถึงฝั่งตรงข้ามกับชุมสายโทรศัพท์ ก็มีเอกชนเปิดให้บริการกางเต็นท์เหมือนกัน ถือเป็นทำเลที่ใกล้ชิดที่สุด สำหรับการชมทะเลหมอกในตอนเช้า นอกจากนี้สถานที่ราชการบริเวณใกล้เคียงก็ สามารถเข้าไปกางเต็นท์พักแรมได้ด้วย
นอกจากพื้นที่ทำเลทอง ตรงชุมสายโทรศัพท์ ศาลาชมวิว และไปรษณีย์เขาค้อแล้ว ยังมีที่กางเต็นท์บริเวณ หอสมุดนานาชาตเขาค้อ เปิดให้บริการกางเต็นท์ด้านหลังด้วยเหมือนกัน พื้นที่ค่อนข้างกว้างขวาง และมีลานดอกไม้เมืองหนาวสวยงามมาก หากทำเลที่เล็งๆ ไว้ ไม่ว่าง ก็สามารถแวะไปที่หอสมุดนานาชาติได้


2. จุดกางเต็นท์ทุ่งแสลงหลวง (หนองแม่นา) อยู่ห่างจากจุดชมวิวทะเลหมอกเขาค้อประมาณ 15 กม. ซึ่งหากมีรถยนต์ส่วนตัวแล้วจะใช้เวลาเดินทางขึ้น-ลง เพื่อชมทะเลหมอกประมาณ 10 นาทีเท่านั้น จุดกางเต็นท์ที่นี่ค่อนข้างกว้างขวาง และสะดวกสบาย เนื่องจากเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ที่มีการจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวไว้แล้ว หากต้องการตื่นเช้าเพื่อชมทะเลหมอกที่เขาค้อ ก็สามารถขับรถขึ้นไปชมได้ในช่วงเช้า หรือจะชมทะเลหมอก จากทุ่งหญ้าในทุ่งแสลงหลวงในยามเช้าก็มีความสวยงามไม่แพ้กัน และยังสามารถเดินทางเข้าชมความงามของทุ่งแสลงหลวง ทุ่งนางพญา ทุ่งโนนสน อย่างไรก็ตามการเข้าพักค้างแรมในอุทยานฯทุ่งแสลงหลวงต้องชำระค่าเข้าอุทยานฯ เหมือนกับค่าเข้าชมอุทยานแห่งชาติทั่วประเทศ
ส่วน นักท่องเที่ยวที่ต้องการกางเต็นท์ในบรรยากาศป่าสน สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่อุทยานฯ เพื่อขอเข้าไปกางเต็นท์ที่ทุ่งนางพญา กลางป่าสนได้ แต่ควรเป็นนักท่องเที่ยวที่เตรียมพร้อม และรักการแค้มปิ้งจริงๆเท่านั้น เนื่องจากมีสิ่งอำนวยความสะดวกข้างในน้อย และสภาพป่ามีพืชที่ค่อนข้างเปราะบาง ต้องการการอนุรักษ์จากผู้เข้าไปเยี่ยมชม


3. จุดกางเต็นท์ตามรีสอร์ทของเอกชน เกือบทุกรีสอร์ทบนเขาค้อ จัดที่กางเต็นท์และสิ่งอำนวยความสะดวกไว้รองรับนักท่องเที่ยวพร้อมสรรพ เช่น เต็นท์ให้เช่า อุปกรณ์เครื่องนอนป้องกันหนาว อาหารเช้า ห้องอาบน้ำ ห้องน้ำ เนื่องจากรีสอร์ทส่วนใหญ่เป็นรีสอร์ทขนาดเล็ก มีจำนวนบ้านพักน้อย แต่มีลานสำหรับการกางเต็นท์เตรียมไว้แทน การกางเต็นท์กับรีสอร์ทจึงเป็นทางเลือกที่ดี ค่อนข้างสะดวก และปลอดภัย ยิ่งหากได้เลือกสรรรีสอร์ทที่มีทำเลที่ตั้งอยู่บนภูมิประเทศที่สวยงาม บนภูเขาสูง หรือสามารถชมวิวได้ในตอนเช้าๆ จะยิ่งสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวได้มาก ลองคลิกดูรายละเอียดรีสอร์ทที่พักแต่ละแห่ง จาก หน้ารีสอร์ทที่พัก คลิ๊กเลย และโทรสอบถามรายละเอียดกับรีสอร์ทก่อนตัดสินใจได้


4. จุดกางเต็นท์ภูทับเบิก บนภูทับเบิก มีบ้านพักอยู่ไม่มากนัก ส่วนใหญ่ได้จัดสรรเป็นพื้นที่สำหรับการกางเต็นท์ เป็นลักษณะขั้นบันไดกว้างๆ ไล่เรียงลงมาจากจุดชมวิวสูงสุด จนถึงไร่กะหล่ำปลีด้านล่าง ที่นี่มีเต็นท์ให้เช่าพร้อมเครื่องนอน หรือสามารถนำเต็นท์ไว้กางเองได้ โดยเสียค่าใช้จ่ายเพื่อบำรุงรักษาสถานที่ และสำหรับการให้บริการห้องน้ำ เพียงเล็กน้อยเท่านั้น บนลานกางเต็นท์มีการจัดเตรียมห้องน้ำสำหรับนักท่องเที่ยวประมาณ 20 ห้อง มีจุดบริการอาหาร และของที่ระลึกเล็กๆน้อยๆ ซึ่งอาจไม่เพียงพอกรณีที่มีนักท่องเที่ยวใช้บริการจำนวนมาก จึงแนะนำให้มีการเตรียมอาหารและน้ำดื่มสำรองไว้เองจะกว่า

นอกจากนี้ยังมีจุดกางเต็นท์บนจุดชมวิว ก่อนถึงยอดภูทับเบิกอีก 2-3 แห่ง ซึ่งมีสิ่งอำนวยความสะดวกเตรียมไว้รองรับด้วยเช่นกัน ส่วนด้านในภูทับเบิกที่เลยจุดชมวิว ขึ้นไปทางหมู่บ้านทับเบิก ก็มีสถานที่กางเต็นท์ของเอกชนด้วยเช่นเดียวกัน ในกรณีที่นักท่องเที่ยว ไม่ต้องการแย่งพื้นที่กางเต็นท์ ณ จุดชมวิว ลองเปลี่ยนบรรยากาศ กางเต็นท์ที่จุดอื่นๆ จะได้ภาพบรรยากาศที่สวยแปลกไม่เหมือนกับจุดชมวิว ซึ่งรับรองว่า ได้บรรยากาศหนาวสั่น และทะเลหมอกเหมือนกัน เพราะจุดกางเต็นท์ที่ว่ามาทั้งหมด อยู่บนระดับความสูงที่ใกล้เคียงกัน


5. จุดกางเต็นท์อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวงด้านพิษณุโลก อยู่บริเวณกม.ที่ 80 บนถนนพิษณุโลก-หล่มสัก ห่างจากแยกแคมป์สนไปทางพิษณุโลกอีกประมาณ 20 กม. ใช้เวลาเดินทางจาก เขาค้อประมาณ 30 นาที จุดกางเต็นท์จุดนี้ เป็นจุดที่อยู่ริมลำธาร ลำน้ำเข็ก ที่ไหลลงมาจากเขาค้อ ซึ่งทางอุทยานฯจัดจุดกางเต็นท์ไว้ทั้ง 2 ฝั่งลำน้ำ ทำให้ได้บรรยากาศกางเต็นท์ในหุบเขาริมลำธาร สามารถลงเล่นน้ำริมลำธารได้ โดยมีสิ่งอำนวยความสะดวกเตรียมไว้ด้วย เช่นห้องน้ำ ร้านค้าเล็กๆน้อยๆ เป็นต้น


6. จุดกางเต็นท์อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว อยู่ ห่างจากเขาค้อประมาณ 80 กม.ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง ลานกางเต็นท์ที่นี่กว้างขวางมาก มีการจัดลานพร้อมห้องน้ำไว้ 3-4 ลาน มีร้านอาหาร เต็นท์ให้เช่าพร้อมเครื่องนอน มีสิ่งอำนวยความสะดวกค่อนข้างมาก เนื่องจากเป็นพื้นที่สำหรับการกางเต็นท์โดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวก แนะนำการเข้าพัก การชมวิว ตลอดจนดูแลความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวอย่างดีด้วย

ข้อมุลจากเขาค้อดอทคอม คลิ๊กเลย



โดย: nongmalakor วันที่: 6 พฤศจิกายน 2555 เวลา:14:07:43 น.  

 
ขอบคุณมากๆครับ
เห็นแล้ว มีความสูขมากเหลือเกิน


โดย: ป้อม IP: 110.168.97.192 วันที่: 11 มิถุนายน 2556 เวลา:8:39:47 น.  

 
ขอบคุณมากนะค่ะ สำหรับข้อมูล


โดย: โซดา IP: 110.164.236.162 วันที่: 15 ตุลาคม 2556 เวลา:14:57:52 น.  

 
ขอบคุณค่ะ สำหรับภาพความประทับใจ อ่านเพลินเลยค่ะ มีความสุขไปด้วยเลย :)


โดย: เปรียว IP: 27.55.152.124 วันที่: 21 พฤศจิกายน 2556 เวลา:14:52:06 น.  

 
ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆ ค่ะ ทำให้รู้สึกอยากไปเที่ยวมากขึ้น


โดย: phanet IP: 171.4.126.160 วันที่: 15 ธันวาคม 2556 เวลา:19:47:41 น.  

 
ได้อ่าน ชมภาพแล้ว ประทับใจ ...ขอบคุณครับ


โดย: ส.นามฯ IP: 171.7.88.143 วันที่: 28 ธันวาคม 2556 เวลา:8:42:04 น.  

 
ขอบคุณมากนะคะ ข้อมูลเป็นประโยชน์มากมาย ^^


โดย: NiNa Zhang IP: 58.8.132.140 วันที่: 5 มกราคม 2557 เวลา:1:08:47 น.  

 
ขอบคุณข้อมูลมากๆค่ะ ตุลาเจอกัน เชียงคาน


โดย: ข้าวหอม IP: 14.207.243.29 วันที่: 25 สิงหาคม 2557 เวลา:14:56:57 น.  

 
ขอบคุณกับข้อมูลดีๆ ซึ่งอยากจะไปคิดว่าอีกไม่นานไปแน่ๆค่ะ


โดย: พันธ์ธารา แซ่ชี IP: 110.169.21.89 วันที่: 20 พฤศจิกายน 2557 เวลา:17:10:51 น.  

 
ขอบคุณมากสำหรับข้อมูลค่ะ


โดย: บิว IP: 1.10.223.13 วันที่: 19 มกราคม 2558 เวลา:9:54:58 น.  

 
กำลังหาข้อมูลอยู่เลยค่ะ ขอขอบคุณมากนะคะ เป็นแนวทางที่ดู สยายๆ ชิวๆ ดีค่ะ แล้วจะตามลอยไปเที่ยว ด้วยคนนะค่ะ


โดย: pamiga IP: 202.91.23.4 วันที่: 29 ตุลาคม 2558 เวลา:16:24:15 น.  

 
ขอบคุณค่ะ ข้อมูลจัดเต็มเลย กำลังหาข้อมูลเตรียมไปเลยอยู่ค่ะ


โดย: baifern IP: 171.99.102.194 วันที่: 3 พฤศจิกายน 2558 เวลา:23:21:03 น.  

 
ขอบคุณครับ ข้อมูลเพียบ ขอตามรอยหน่อยครับ


โดย: จตุพร IP: 203.148.162.194 วันที่: 8 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา:12:15:58 น.  

 
ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีีๆครับ


โดย: ต้น IP: 182.53.91.182 วันที่: 9 พฤศจิกายน 2559 เวลา:15:21:00 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

nongmalakor
Location :
นนทบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 120 คน [?]




ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง
Google
Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2555
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
5 พฤศจิกายน 2555
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add nongmalakor's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.