Between the Line and Something in my Heart
Group Blog
 
 
พฤศจิกายน 2552
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
28 พฤศจิกายน 2552
 
All Blogs
 
ตามหารักในความทรงจำ (Finding love in Memory) : ตอนที่ 1



ฮ่องกง...ปี 2009



ร่างสูงใหญ่ในชุดสีดำตัวยาวมีสีหน้าเรียบเฉยดังรูปสลัก ดวงตาสีน้ำตาลเข้มจ้องมองร่างของหญิงชราที่นอนอยู่บนเตียงผู้ป่วยอยู่ชั่วขณะ สายน้ำเกลือและเครื่องช่วยหายใจระโยงระยางเกะกะ บ่งบอกว่าอาการของผู้ป่วยนั้นคงอยู่ในขั้นเพียบหนัก ลมหายใจของหญิงชรานั้นแผ่วเบา จังหวะการเต้นช้าลงๆ เห็นได้จากเส้นกราฟที่หน้าจอแสดงที่มีคลื่นความถี่ที่เกือบจะเป็นเส้นตรง ดวงตาของหญิงชราเหม่อมองคนตรงหน้าผู้มาเยือน มีรอยยิ้มขึ้นนิดนึง



อาการเจ็บปวดทรมานภายในอกของหญิงชราดูจะลดน้อยลง ใบหน้าเหี่ยวย่นนั้นคลับคล้ายอ่อนเยาว์ขึ้นไม่น้อย สีหน้าดูผ่อนคลายและดูสงบมากขึ้นคล้ายกับว่าสิ่งที่ติดข้องในใจได้มลายหายสิ้นไปแล้วทันทีที่มือใหญ่แข็งแรงนั้นสัมผัสแตะต้องหลังมือของหญิงชราอย่างแผ่วเบา



“คุณเป็นใครกัน?” เสียงดังแกมตกใจระคนสงสัยของหญิงสาวดังขึ้นพร้อมๆ กับที่เสียงประตูบานห้องนั้นปิดสนิท ร่างสูงในชุดดำนั้นหันกลับมามองยังต้นเสียง ทันทีที่เห็นผู้มาใหม่ ดวงตาสีน้ำตาลเข้มนั้นแปรเปลี่ยนไปวูบหนึ่งแล้วก็กลับสงบราบเรียบเช่นเดิม ร่างนั้นถอยห่างจากเตียงออกมายืนเยื้องออกไป ทีท่าเฉยเมยไม่มีคำกล่าวตอบใดๆ หญิงสาวที่เข้ามาใหม่จ้องมองอีกฝ่ายอย่างสำรวจตรวจตราก่อนจะเอ่ยเสียงดังไถ่ถามอีกฝ่ายพร้อมๆ กับต่อว่าไปด้วย



“คุณเป็นหลานคุณยายอู๋หรือคะ คุณเป็นหลานที่ใจจืดใจดำจริงๆ คุณยายคิดถึงคุณมากทำไมไม่มาเยี่ยมท่านบ้าง”



หญิงสาวจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้า หลานชายคุณยายอู๋ไม่มีเค้าหน้าคล้ายคุณยายสักนิด การแต่งตัวดูแปลกตา ไม่สิ ต้องบอกว่าดูคล้ายร็อกเกอร์หนุ่มที่ดูเถื่อนดิบเสียมากกว่า เสื้อแจ๊คเกตหนังสีดำยาวเกือบกรอมเท้า รองเท้าท็อปบู๊ทสูงหนาที่ทำให้ร่างที่สูงอยู่แล้วดูสูงขึ้นไปอีก แถมยังสวมโช้กเกอร์รูปไม้กางเขนสีเงิน ถ้าเขาไว้ผมยาวเธอต้องคิดว่าเขาเป็นร็อกเกอร์วงไหนสักวงแน่ๆ แต่ว่าหน้าตาของเขาดูดีกว่านักร้องวงที่เธอเคยเห็นเสียอีก



ผิวของเขาไม่ขาวตี๋อย่างที่เป็นเทรนด์นิยมในสมัยนี้ หากเป็นผิวสีแทนทำให้ดูคมเข้ม เครื่องหน้านั้นคมเข้มด้วยคิ้วยาวดกหนา จมูกโด่งเป็นสันมองคล้ายรูปสลักที่ถูกปั้นแต่งอย่างประณีต และที่สำคัญดวงตาสีน้ำตาลเข้มลึกล้ำคู่นั้น พระเจ้า เป็นดวงตาที่สวยและดึงดูดเอามากๆ นี่เธอกำลังคิดอะไรอยู่นะ หลิวเหวินเซียง ในโลกนี้จะมีผู้ชายคนไหนที่ดูดีมากไปกว่าพี่ตงจื้อกับจวินเทียนอีกหรือ หญิงสาวรีบสลัดความคิดฟุ้งซ่าน ก่อนจะเอ่ยต่อไปว่า



“แต่เอาเถอะ ไหนๆ คุณก็มาเยี่ยมท่านแล้ว งั้นฉันขอตัวไปก่อนดีกว่า คุณจะได้อยู่เยี่ยมท่านนานๆ” เหวินเซียงนึกในใจ หรือว่าหลานคุณยายจะเป็นดารามีชื่อเสียง เพราะอย่างนั้นถึงได้ไม่มีเวลามาเยี่ยม



ร่างสูงนั้นยืนนิ่งไม่ขยับเคลื่อนไหว ใช้เพียงสายตาตาคมดุจ้องมองมองหญิงสาวอย่างเงียบๆ รอยยิ้มประหลาดที่อีกฝ่ายหยักยิ้มไม่ทำให้หญิงสาวรู้สึกสบายใจสักนิด สีหน้าของชายหนุ่มดูเย็นชากระด้างขัดกับรูปลักษณ์งดงามที่เห็น ไม่มีคำพูดใดๆ หลุดจากปากของอีกฝ่าย ความเงียบทำให้หญิงสาวรู้สึกอึดอัด ฝ่ามือของเธอเย็นชื้นขึ้นมาโดยไม่รู้สาเหตุ บรรยากาศรอบตัวคล้ายกับความหมองหม่นลอยฟุ้งอบอวลไปทั่วห้อง



หญิงสาวหันหลังกลับ ร่างสูงใหญ่นั่นไม่ได้เหลือบแลมองเธอสักนิด ไม่...แม้กระทั่งเอ่ยปากใดๆ กับเธอ จนเมื่อหญิงสาวเอื้อมมือไปปิดประตูสีส้มของพระอาทิตย์ที่กำลังลาลับท้องฟ้าอาบไล้ไปทั่วห้องนั้น ร่างสูงที่ยืนอยู่ข้างเตียงผู้ป่วยนั้นดูสูงใหญ่อย่างประหลาด เงาที่ทอดยาวไปเบื้องหลังของเขาสะท้อนให้เห็นคล้ายปีกขนนกขนาดใหญ่มองดูแล้วน่าสะพรึงกลัวยิ่ง จนหญิงสาวเกือบจะร้องอุทานเสียงดังออกมา แต่เพียงแค่กะพริบตาภาพเหล่านั้นก็จางหายไป



มันไม่ใช่ภาพนิมิตใช่ไหม เธอตาฝาดไปเองหรือเปล่า คำถามอึงอลดังขึ้นในหัวของหญิงสาว หากบางอย่างในความรู้สึกทำให้หญิงสาวอยากจะบอกกับตัวเองว่า ขอให้สิ่งที่เห็นและสัมผัสได้เมื่อครู่เป็นแค่ความคิดมากของเธอเองเท่านั้น หญิงสาวรับรู้ถึงความเปียกชื้นที่ปลายตา ภาวนาในใจว่าขอให้เรื่องทั้งหมดไม่ใช่ความจริง



-------------------------------



ภายในห้องพักฟื้นคนไข้ ภาพของหญิงสาวร่างบางที่นอนหลับอยู่บนเตียงทำให้ผู้ก้าวเข้ามาใหม่อดรู้สึกสะท้อนใจไม่ได้ ดวงหน้าอ่อนใสนั้นซีดเซียวอยู่บ้าง ทำให้ผู้มาใหม่เอื้อมมือไปลูบศีรษะของอีกฝ่ายอย่างเบามือ หากสัมผัสออ่อนโยนนั้นก็ทำให้คนที่หลับอยู่นั้นขยับตัว ก่อนจะลืมตาขึ้นมองทันที่ที่เห็นคนตรงหน้า ใบหน้าหวานนั้นก็ส่งยิ้มจนตายิบหยี ร้องทักอย่างยินดี



นึกว่าจะไม่เห็นพี่ตงจื้อซะแล้ว” ประโยคนั้นทำให้อีกฝ่ายรีบเอามือปิดปากอีกฝ่ายแล้วทำหน้าดุ เสียงดุใส่อีกฝ่ายว่า



“อย่าพูดแบบนี้อีกนะเรา น้องสาวพี่ทั้งคนจะปล่อยไปได้ยังไง” ร่างบนเตียงนั้นหัวเราะเบาๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปกุมมือใหญ่หนานั้นอย่างจะประจบแล้วเอามือมาแนบแก้มของหญิงสาว เอ่ยปากเสียงใสว่า



“ไม่เอาๆ ไม่โกรธน้า พี่ตงจื้อคนดี ว่าแต่ว่ากลับมาจากอเมริกาเมื่อไหร่คะ งานเป็นไงบ้าง”



“ลงจากเครื่องปุ๊บก็ตรงมาหาเราเลย ยังไม่เข้าบ้าน นี่ถ้าพี่ไม่โทรคุยกับจวินเทียนคงไม่รู้สินะว่าเราต้องเข้าโรงพยาบาล” น้ำเสียงคนพูดบ่งบอกว่ายังมีอาการโกรธเคือง ใครๆ ก็รู้กันดีว่าหลิวตงจื้อ นักธุรกิจหนุ่มพันล้านรักน้องสาวเหมือนไข่ในหินขนาดไหน ไม่ว่าดาวหรือเดือนถ้าสอยลงมาได้เขาก็คงไม่รีรอที่จะนำมามอบให้ผู้เป็นน้องสาวคนเดียวคนนี้เป็นแน่



ได้ฟังคำตัดพ้อกลายๆ ของผู้เป็นพี่ชาย หลิวเหวินเซียงผู้น้องก็ถอนใจยาว เรื่องความรักและระดับอาการตามใจของพี่ชายเธอนั้นอยู่ในขั้นระดับสูงมากจนหญิงสาวยังอึ้ง เรื่องบางเรื่องผู้เป็นพี่ชายของเธอคงไม่สามารถช่วยเธอได้ด้วยซ้ำ แต่ถึงกระนั้นเธอก็รักตงจื้อผู้พี่อย่างมาก ก็เหลือกันแค่สองคนพี่น้องนี่นะ



“ฉันแค่ไม่อยากให้พี่เป็นห่วง แล้วอีกอย่างคราวนี้ก็แค่หายใจไม่ทันอึดอัดนิดหน่อยเอง คุณหมอก็ช่วยฉันไว้ได้ทันนี่นา เห็นไหมแข็งแรงแล้ว” หญิงสาวทำตาแป๋ว งอนง้ออีกฝ่ายเพียงแค่นั้นคนเป็นพี่ก็เหมือนจะหายโกรธเป็นปลิดทิ้ง แต่ยังไม่วายมีบ่นกระปอดกระแปด



“ถ้าลองอาการไม่ดีขึ้นสิ หมอก็หมอเถอะจะเอาให้น่วมเลย ว่าแต่ยอมบอกไอ้คุณหมอจวินเทียนแต่ไม่ยอมบอกพี่ พี่คงตกกระป๋องของจริงเสียล่ะมั้ง”



“ใครว่าล่ะ ไม่จริงซะหน่อย” หญิงสาวหน้าแดงขึ้นนิดหนึ่ง หากแท้จริงแล้วหญิงสาวรู้ดีแก่ใจว่าความจริงเป็นเช่นไร เรื่องอาการป่วยของเธอเองก็ไม่คิดจะบอกกล่าวใครอยู่แล้ว แต่เพราะวันนั้นจวินเทียนเข้าเวรกะดึก ถึงได้รู้ว่าเธอป่วยเข้าโรงพยาบาล หญิงสาวไม่เคยคิดใช้อาการเจ็บป่วยเพื่อเรียกร้องความสนใจจากใครสักนิด แต่ในใจก็อดเข้าข้างตัวเอง แอบดีใจอยู่บ้างที่เขายังให้ความใส่ใจเธออยู่บ้างแม้จะเป็นแค่ในฐานะน้องสาวของเพื่อน ในฐานะคนไข้ที่อยู่ในการดูแลของเขาก็ตาม



“ว่าแต่พี่เถอะกลับมาคราวนี้ หาพี่สะใภ้น่ารักๆ มาให้หรือเปล่า” หญิงสาวเปลี่ยนประเด็น กลบฝังความรู้สึกหมองหม่นในใจที่ก่อตัวขึ้น



“เหอะ ไม่มี แค่ดูแลเราคนเดียวพี่ก็เหนื่อยแย่แล้ว ไม่มีใครหล่นลงมาเป็นเนื้อคู่พี่สักนิด” คำตอบนั้นดูไม่มีแววทุกข์ร้อน แต่ผู้เป็นน้องสาวรู้ดีว่ามันไม่จริง เพราะเธอรู้ดีว่า พี่ชายมีใจจดจ่อถึงใคร หากว่าเขาคนนั้นไม่คิดจะหันมามอง สองพี่น้องตระกูลหลิวช่างอาภัพอับโชคเรื่องเนื้อคู่เสียจริงๆ เสียงเคาะประตูดังขึ้น พยาบาลสาวที่ประจำตึกนี้ก้าวเข้ามาพร้อมอุปกรณ์ครบครันเพื่อตรวจอาการคนไข้ ใบหน้ายิ้มแย้มทักทายผู้ป่วยอย่างมีอัธยาศัย



“คุณหลิวคะ ได้เวลาเช็คความดันแล้วนะคะ อาการดีขึ้นแล้วนะคะ” พยาบาลสาวจัดแจงทำหน้าที่ของตน ขณะที่หลิวตงจื้อถอยกลับไปนั่งที่โซฟาที่อยู่อีกด้านหนึ่งนั่งมองอยู่เงียบๆ



“เอ่อ...คุณชิงคะ คุณยายอู๋เป็นยังไงบ้างคะ เมื่อเย็นวานฉันเข้าไปเยี่ยมท่านมา เห็นหลานชายคุณยายมาเยี่ยมด้วย” หลิวเหวินเซียงเอ่ยปากถามพยาบาลสาวด้วยความอยากรู้ หากพยาบาลสาวกลับขมวดคิ้วนิดหนึ่ง สีหน้าคล้ายลำบากใจที่ต้องเอ่ยตอบ แต่ก็ตอบเสียงเครือเบา



“คุณยายเสียแล้วเมื่อคืนนี้ค่ะ วันนี้ทางโรงพยาบาลจะนำศพไปทำพิธีแล้ว” คำตอบนั้น พัดพาความหนาวเย็นเข้าสูกลางใจของเธอ ไม่น่ารวดเร็วเช่นนี้ แม้เธอจะรู้ว่าอาการป่วยของท่านนั้นจะทรุดหนักจนยากจะยื้อเอาไว้ก็ตาม ทั้งๆ ที่ท่านได้เจอกับหลานชายท่านแท้ๆ แต่ก็ถือว่าท่านไปอย่างหมดห่วง



“เมื่อวานนี้ไม่เห็นมีใครมาเยี่ยมคุณยายเลยนี่คะ หรือว่ามาแต่ฉันไม่เห็น แต่ท่านไม่มีญาติที่ไหนเลยนอกจากหลานที่บอกไว้ แต่นะก็ไม่เห็นชื่อที่ลงทะเบียนเยี่ยมเลยค่ะ ไม่งั้นทางเราจะได้ให้ทางญาตินำศพไปทำพิธี” ฉับพลันใจใจของหญิงสาวคล้ายสว่างวาบ เลือกที่จะบอกกับพยาบาลสาวว่า



“คุณชิงคะ ฉันรับจัดการเรื่องพิธีทำศพของคุณยายแทนละกันค่ะ อย่างน้อยก็เป็นการช่วยเหลือท่านวาระสุดท้าย”



“เอ่อ... แต่ว่ามัน” พยาบาลสาวลังเลใจ มีแววกังวล



“ทำตามที่เธอบอกเถอะครับคุณพยาบาล” หลิวตงจื้อเอ่ยปากทันทีที่ได้ยินการตัดสินใจของน้องสาว



“งั้นฉันจะไปดำเนินการให้ค่ะ ...ความดันปกตินะคะคุณหลิว คิดว่าคุณหมอว่านคงจะมาตรวจอีกทีและก็คงกลับบ้านได้แล้วล่ะค่ะ” พยาบาลสาวยิ้มให้อีกฝ่าย ด้วยรู้ดีว่าคนไข้สาวผู้นี้สนิทชิดเชื้อกับคุณหมออยู่ไม่น้อย อีกทั้งยังเป็นน้องสาวของหลิวตงจื้อนักธุรกิจพันล้านหากท่าทีและนิสัยใจคอของหญิงสาวทำให้พยาบาลสาวอดชื่นชมและเอ็นดูไม่ได้



คล้อยหลังพยาบาลผู้นั้นออกไปแล้ว หลิวตงจื้อจึงเอ่ยปากออกมาว่า “รู้จักคุณยายคนนั้นหรือ เอาเถอะ ท่านไปดีแล้วแหละ” ชายหนุ่มดูเหมือนจะไม่ซักไว้ไถ่ถามใดๆ กับการตัดสินใจของผู้เป็นน้องสาว ค่าที่รู้ดีว่าเหวินเซียงนั้นอ่อนไหวง่ายกัยคนสูงวัยคงเพราะเธอจะนึกถึงคุณปู่หลิวที่เธอรักเสมอ



“ใจหายนิดหน่อยค่ะ พูดแล้วอยากไปเยี่ยมคุณปู่” หญิงสาวไม่บอกสาเหตุที่มีมากกว่านั้นให้ผู้เป็นพี่รับรู้ ผู้เป็นพี่เอามือลูบศีรษะอีกฝ่ายเบาๆ เอ่ยเสียงเรียบๆ ว่า



“เอาเหอะเรื่องนั้นเดี๋ยวพี่เป็นธุระให้ เราก็พักซะเถอะ ไว้หายดีแล้วพี่จะพาไปเยี่ยม” ชายหนุ่มตัดบทก่อนจะประคองตัวผู้เป็นน้องให้นอนลง ก่อนจะก้าวเดินออกไป หากผู้ที่นอนอยู่นั้น ไม่อาจหลับตาได้ลง ในหัวสมองครุ่นคิดวกวนกับสิ่งที่ได้รับรู้ หรือนี่คือลางสังหรณ์ เพราะหลังจากที่เธอกลับมาจากห้องของคุณยายอู๋คืนนั้นก่อนท่านเสีย ท่านมาหาในฝันใบหน้ามีรอยยิ้ม หากเมื่อถามถึงหลานชายที่คุณยายเฝ้ารอใบหน้านั้นกลับหม่นเศร้า แล้วร่างหญิงชราก็จางหายไปเป็นผลทำให้หญิงสาวต้องสะดุ้งตื่นกลางดึก



หญิงสาวตัดสินใจสินออกมาจากห้อง บางทีการที่นอนเฉยๆ อยู่ในโรงพยาบาลทำให้เธอคิดฟุ้งซ่าน ออกไปเดินรับลมก็คงจะดี หญิงสาวคิดจะลงไปเดินไปที่สวนหย่อมของโรงพยาบาลข้างล่าง ระหว่างนั้นเธอผ่านห้องของคุณยายอู๋ หญิงสาวเอื้อมมือไปยังบานประตู ก่อนจะตัดสินใจเปิดเข้าไป ห้องทั้งห้องว่างเปล่า เตียงที่ตั้งอยู่และสายน้ำเกลือ เครื่องช่วยหายใจที่ตั้งอยู่เต็มนั้นหายไปหมดสิ้น ทุกอย่างจบสิ้นไปพร้อมกับลมหายใจของหญิงชรา หญิงสาวก้าวไปยังเตียงโล่งกลางห้อง เอื้อมมือไปจับราวเตียงเหล็กเบามือ นึกถึงตอนที่เธอเข้ามาคุยเป็นเพื่อน ฟังเรื่องราวที่อีกฝ่ายถ่ายทอดออกมาอย่างกับทารทบทวนความหลัง



ที่จริงแล้วเธอน่าจะเคยชินกับการพลัดพรากสูญเสีย แต่พอถึงเวลาแล้วก็ไม่อาจจะทำได้ จู่ๆ น้ำตาอุ่นๆ ก็ไหลออกมา เจ้าตัวเอามือขึ้นปาดมันทิ้งอย่างลวกๆ จะอ่อนแอไม่ได้นะเหวินเซียง แต่แล้วหญิงสาวก็พลันรู้สึกเย็นเฉียบไปทั่วร่าง ราวกับถูกสายตาบางคู่จับจ้องตรึงไว้อยู่กับที่ หญิงสาวหันขวับกลับไปมองยังประตูทางเข้าห้อง หากพบว่า...ว่างเปล่าไม่มีผู้ใด เธอคิดไปเองงั้นหรือ



หญิงสาวปัดความคิดหวาดกลัวฟุ้งซ่านออกไป ตัดสินใจเดินออกจากห้อง พลันสายตาก็เห็นร่างสูงสวมเสื้อดำที่คุ้นตา น่าแปลกที่จิตใจของเธอประหวัดนึกถึงเขาคนนั้น อีกทั้งรู้สึกคุ้นตาอย่างประหลาดทั้งๆ ที่เพิ่งพบหน้า เท้าไวเท่าความคิดหญิงสาวก้าวตามอีกฝ่ายไปติดๆ เธอเห็นหลังเขาไวๆ เลี้ยวผ่านหัวมุมตึกออกไปด้านนอก



หากพอพ้นหัวมุมตึกนั้น ร่างนั้นก็หายไป บริเวณนั้นว่างเปล่า ทางทอดยาวมองเห็นลานกว้างของสวนหย่อมที่เธอตั้งใจจะเดินมาแต่แรก เป็นเวลาบ่ายคล้อยที่แสงอาทิตย์กำลังจะลาลับจากท้องฟ้า ลมเย็นพัดกรูเข้ามาจนหญิงสาวต้องเอามือสวมกอดตัวเองหลวมๆ ในใจหงุดหงิด คนบ้าอะไรเดินเร็วชะมัด เสียงตะโกนของนางพยาบาลร้องเรียกหญิงสาวตามมา ทันทีที่เธอหันกลับมานางพยาบาลสาวผู้นั้นหยุดยืนหอบจนหายใจแทบไม่ทัน



“คุณพยาบาลมีอะไรกับฉันหรือคะ อ๊ะๆ ค่อยๆ พูดนะคะ ดูสิรีบวิ่งทำไมกัน” หลิวเหวินเซียงเลิกคิ้วนิดหนึ่งไถ่ถามอีกฝ่ายอย่างเป็นห่วง หากพยาบาลสาวผู้นั้นเริ่มสนิทคุ้นเคยกับหญิงสาวจึงเอ่ยปากว่า



“ก็แหม ฉันเห็นคุณหนูหลิววิ่งเร็วแบบนั้นก็เป็นห่วง ยังกับวิ่งตามใครงั้นแหละ”



“ก็วิ่งตามคนสิคะ เดินเร็วมากเลย คุณไม่เห็นหรือ” หญิงสาวเอ่ยย้อนกลับไปหากคำตอบทำเอาคุณพยาบาลสาวหน้าตาเลิ่กลั่ก เอ่ยเสียงสั่นๆ



“ไม่เอาน้าคุณหนูหลิว อย่าพูดแบบนี้สิ น่ากลัวนะเนี่ย ฉันไม่เห็นว่าจะมีใครเลย แล้วนี่มาเดินอะไรแถวนี้คะ มันจะมืดแล้วนะคะ”



“เอาเถอะค่ะ ฉันออกมาเดินยืดเส้นยืดสาย ว่าแต่มีเรื่องอะไรหรือเปล่าคะ” หญิงสาวส่ายหัวนิดๆ คร้านที่จะพูดต่อ



“จะมาบอกว่าเรื่องงานศพคุณยายอู๋ หัวหน้าจัดการให้เรียบร้อยแล้วนะคะ คุณยายคงต้องรู้สึกขอบคุณคุณหนูหลิวมากๆ เลยค่ะ คือฉันเก็บข้าวของคุณยายที่มีไว้แต่ก็ไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไรดี ในเมื่อคุณหนูหลิวช่วยเหลือแกขนาดนี้ งั้นฉันเอาของพวกนี้ไว้ให้คุณหนูนะคะ...ว่าแต่คุณหนูควรกลับไปนอนพักที่ห้องนะคะ ดึกๆ น้ำค้างจะแรงเกิดคุณหนูป่วยขึ้นมาคุณหมอสือเอาเรื่องฉันแย่เลย” พยาบาลสาวยื่นถุงผ้าใส่ข้าวของหญิงชราที่ล่วงลับส่งให้หญิงสาวก่อนรีบเดินออกไปจากที่นั่น



หลิวเหวินเซียงส่ายหัว แอบขำท่าทางกลัวของอีกฝ่าย พลางนึกในใจว่า ใครต่อใครพากันคิดว่าเธอเป็นคนสำคัญของว่าจวินเทียนกันไปหมด ทั้งๆ ที่จริงแล้วมันไม่ใช่สักนิดแค่คิดก็เจ็บจี๊ดไปถึงใจแล้ว หญิงสาวเปิดถุงผ้าเอามือล้วงเข้าไปก็พบข้าวของจุกจิกพวก สร้อย แหวน และรูปถ่ายที่ค่อนข้างซีดจางไปตามวันเวลาแต่เจ้าของคงรักษาไว้อย่างดี ด้านหลังเขียนว่า ‘หลานชายที่น่ารัก...อู๋หมิ่นเกา’ หญิงสาวพลิกภาพนั้นกลับมา ภาพที่ปรากฏทำให้ใบหน้าหญิงสาวถอดสี แววตาตื่นตะลึง



ในภาพเป็นภาพเด็กหนุ่มหน้าตาธรรมดาสามัญ หากไม่เป็นการพูดจาให้เสียน้ำใจต่อผู้ตาย หญิงสาวอยากบอกว่า คนในรูปไม่เห็นมีอะไรให้น่ารักน่าชื่นชมสักนิด ยิ่งเทียบกับพฤติกรรมที่ไม่ดูดำดูหญิงชราผู้นั้นแล้วด้วย ขอบอกเลยว่าจิตใจของอู๋หมิ่นเกาขี้เหร่พอๆ กับหน้าตาเลยจริงๆ



คราวนี้หญิงสาวก็เงียบงันแล้วเขาคนนั้น...เป็นใครกัน อยู่ในใจของเธอกลับค้านขึ้นมาเงียบๆ แน่ใจหรือเหวินเซียงว่าเขาเป็นมนุษย์เหมือนเธอ



“คุณตามผมมา มีเรื่องอะไรไม่ทราบ” น้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะกระด้างดังกังวาน คราวนี้หญิงสาวสะดุ้งสุดตัว เมื่อเห็นคนที่กำลังนึกถึงปากฎอยู่ตรงหน้า นี่เขามายืนอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่สำคัญเขาไม่ได้เป็นใบ้อย่างที่เธอเคยแอบคิด



“คุณ...” หญิงสาวพูดออกมาได้แค่นั้น ความคิดฉับไวที่มีหายไปทันทีที่เห็นสายตาดุคมฉายแววรำคาญจ้องมองเธออยู่ ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีใครใช้สายตาแบบนี้มองเธอสักนิด ทำไมเธอต้องรู้สึกหงุดหงิดแบบนี้ด้วยนะ ท่าทางของเขาทำท่าราวกับผู้ยิ่งใหญ่วางมาดเป็นที่สุด



“นายเป็นใคร นายไม่ใช่อู๋หมิ่นเกาหลานคุณยาย” หญิงสาวตั้งคำถามใส่อีกฝ่าย ครางนี้ร่างสูงนั้นขมวดคิ้วมุ่น คล้ายไม่สบอารมณ์ ริมฝีปากได้รูปนั้นกล่าวถ้อยคำเย็นชา มีแววดูแคลนผู้ที่ถูกกล่าวถึงไม่น้อย



“ไอ้เด็กอู๋หมิ่นเกานั่น ป่านนี้เมาเละเทะที่ไหนไปแล้วมั้ง อีกไม่นานก็คง....” คนพุดหยุดแค่นั้น ไม่กล่าวอะไรออกมาอีก คล้ายกับว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมควรจะเอ่ยออกมา แม้เธอไม่ชอบอู๋หมิ่นเกา แต่ก็ไม่เคยคิดที่จะพูดจาแดกดันใคร แต่คนตรงหน้าทำให้เธอรู้สึกหมั่นไส้เอามากๆ นายวิเศษกว่าคนอื่นหรือไงกัน หญิงสาวคิดในใจ



“คุณรู้จักเด็กนั่นหรือถึงได้พูดว่าเขาแบบนั้น เขาอาจมีธุระจำเป็นอะไรก็ได้” คราวนี้ร่างสูงเลิกคิ้ว ดวงตาคู่นั้นคล้ายจะย้อนถามเธอว่า แน่ใจงั้นหรือ อีตานี่ใช้สายตามากกว่าคำพูดเสียอีก ทำเหมือนกับรู้จักรู้ใจคนอื่นเสียอย่างนั้น



“คุณเป็นใคร แล้วเข้าไปหาคุณยายทำไมวันนั้น” หญิงสาวถามซ้ำเพราะเธอยังไม่ได้คำตอบที่พึงใจแม้แต่น้อย ทว่าน้ำเสียงเย็นชาแห้งแล้วนั้นดังสวนขึ้น



“แล้วคุณเป็นใคร จำเป็นที่ผมต้องตอบคำถามด้วยงั้นหรือ คนก็ตายไปแล้วคุณจะอยากรู้ไปทำไม” หญิงสาวแทบจะสะอึกกับคำตอบ หน้าตาและคำพูดของเขาช่างขัดกับรูปลักษณ์งดงามราวกับเทพบุตรนี่จริงๆ เธอบ้าหรือเปล่าที่ยืนพูดเสียเวลากับคนแบบนี้ แต่ว่าตาคู่นั้นคล้ายมีรอยยิ้มขบขันเธอ



“นี่คุณว่าฉันสอดไม่เข้าเรื่องงั้นสิ” หญิงสาวลืมตัวตวาดเสียงสูงใส่อีกฝ่าย แทบจะนับครั้งได้ที่หลิวเหวินเซียงจะมีอาการนอตหลุดสวิตช์ขาดกะทันหันแบบนี้



“เปล่า... แต่ว่านิสัยคุณก็ชอบตัดสินใจอะไรเองแบบนั้นอยู่แล้ว” คราวนี้อีกฝ่ายยักไหล่ ทำท่าไม่แยแสต่อท่าทางโกรธเกรี้ยวของเธอสักนิด ชายหนุ่มทำท่าคล้ายไม่อยากจะโต้ตอบอะไรกับเธอ หันหลังให้แล้วคิดจะเดินจากไป อ๊ะ ไม่ได้นะ จะมาทำท่ายโสเดินหนีไปได้อย่างไรกัน



“เดี๋ยวก่อน...นายคุยอะไรกับคุณยายก่อนที่ท่านจะเสีย” หญิงสาวถามคำถามที่ตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อมอีกต่อไป



“คุณนี่ช่างอยากรู้อยากเห็นไปทุกเรื่องเลยนะ ก็แค่คุยกับแกแล้วบอกว่า ความตายเป็นความกรุณาอย่างหนึ่ง จดจำภาพอู๋หมิ่นเกาที่เคยงดงามไว้ก็พอ” คนตอบเอ่ยเสียงยียวนกวนประสาท หากเมื่อเอ่ยถึงหญิงชราที่ล่วงลับน้ำเสียงนั้นอ่อนโยนลง



“ท่านไปดีแล้วใช่ไหม” คำถามนั้นทำให้ชายหนุ่มชะงักนิดหนึ่ง ก่อนจะย้อนกลับว่า



“ทำไมผมต้องตอบคุณด้วย อีกอย่างเรื่องแบบนี้ผมจะไปรู้ได้ยังไง” ความอดทนของหญิงสาวหมดลง เธอคิดไปเองหรือไงว่าคนตรงหน้าจะมีความกรุณา ดวงตากลมโตของหญิงสาววาวจ้า ดวงหน้าใสๆ นั้นเลียนแบบทีท่าเย็นชา รวมถึงรอยยิ้มเยาะหยันของอีกฝ่ายโต้ตอบดุจเดียวกัน



“ก็ถ้ากระทั่งยมทูตไม่รู้ว่าดวงวิญญาณที่ตนนำไปนั้นไปดีมีสุขอย่างไร ก็คงนับได้ว่าเป็นยมทูตที่หมดสภาพเต็มที” คำคอบของหญิงสาวเรียกโทสะให้อีกฝ่ายได้ไม่น้อย หญิงสาวเห็นแววตาสีน้ำตาลเข้มที่ลึกล้ำคู่นั้นคล้ายมีดวงไฟคุโชนอยู่ น้ำเสียงห้วนกระด้างดังขัดขึ้น



“ปากดีนักนะ หลิวเหวินเซียง มันธุระกงการอะไรของคุณด้วย พูดจาไม่อยู่กับร่องกับรอยแบบนี้ต้องให้คุณหมอเช็คสมองอีกทีท่าจะดีนะ” หญิงสาวเองก็ตกใจกับการกระทำของตัวเองเช่นกัน แต่เธอเองก็ไม่ชอบท่าทางเย็นชาที่เขาปฏิบัติกับเธอนี่นา เขารู้จักเธอด้วย ไม่ยุติธรรมนี่นา เธอไม่เห็นรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับยมทูตหนุ่มผู้นี้สักนิด สำหรับเธอแล้วเขาไม่พูดปฏิเสธก็เท่ากับเป็นคำตอบแล้ว อีกอย่างเธอเชื่อประสาทสัมผัสของเธอว่าแล้วหญิงสาวก็เอื้อมมือไปสัมผัสแขนของอีกฝ่ายเพื่อทดสอบอะไรบางอย่าง



หากทันทีที่สัมผัสแตะต้อง ร่างสูงนั้นก็เหมือนจะกระถดถอยหนี นี่เธอไปทำอะไรให้เขาเคืองโกรธงั้นหรือ กะอีแค่รู้ว่าเขาไม่ใช่มนุษย์เหมือนเธอ แต่สิ่งที่ชวนตกใจยิ่งกว่าสิ่งนั้นทำให้ใบหน้าของหญิงสาวซีดขาว ตัวเย็นจนแข็งไปทั้งตัว เธอสัมผัสได้ถึงความหมองหม่นอึมครึมและได้ยินเสียงทุ้มเกรี้ยวกราด เอ่ยถ้อยคำที่ทำให้หัวใจเธอเย็นชืดเจ็บปวดโดยไม่มีสาเหตุ



“ข้าเกลียดเจ้า...จงจื้อเหยียน ชิงชังเจ้าที่สุด ชาตินี้ชาติหน้าออย่าให้ข้าพบเจอเจ้าอีกเลย”



ชายหนุ่มตรงหน้าสบถเสียงดังอย่างหงุดหงิดใจทันทีที่เห็นใบหน้าหวานนั้นถอดสี ทีท่าคล้ายสะเทือนใจอะไรบางอย่าง ก่อนจะเอ่ยปากออกมา



“ให้ตายสิ... คุณยายนั่นท่านไปดีแล้ว คุณไม่ต้องห่วงหรอกท่านทำแต่สิ่งดีๆก็ไปที่ดีๆ นั่นแหละ รู้แค่นี้พอใจไหม” คำตอบนั้นทำให้หญิงสาวอึ้ง ลืมเลือนความรู้สึกที่ได้รับรู้เมื่อครู่ ก่อนจะเอ่ยเสียงใสส่งยิ้มประจบให้อีกฝ่ายตามความเคยชิน



“ก็โอเคล่ะนะ ที่จริงคุณก็ใจดีนี่นา ทำไมต้องทำหน้าเข้มมาดโหดด้วยล่ะ” รอยยิ้มของอีกฝ่ายทำให้ยมทูตหนุ่มชะงักงัน และแปรเปลี่ยนเป็นบึ้งตึง เย็นชาแข็งกระด้างราวกับก้อนน้ำแข็งในมหาสมุทรทั้งก้อนทันทีที่หญิงสาวเอ่ยปากถาม



“จงจื้อเหยียน นี่ใครกันหรือ คงไม่ใช่คนที่คุณจะไปเอาวิญญาณเขาหรอกนะ”



“อย่าเอ่ยชื้อนี้ออกมาให้ผมได้ยินอีก เด็กโง่งมอย่างคุณจะไปรู้อะไร นับจากนี้ลาขาดกันจริงๆ ซะที เราคงไม่ต้องพบเจอกันอีก...ลาก่อน” น้ำเสียงนั้นแฝงแววรวดร้าวจนหญิงสาวรู้สึกได้ แล้วร่างนั้นก็หายวับไปจากสายตา



แสงสว่างรำไรของแสงอาทิตย์ลับลาไปตั้งแต่เมื่อไหร่หญิงสาวก็สุดรู้ มารู้ตัวอีกทีก็เหลือแต่ความเยียบเย็นว่างเปล่า รอบด้านมืดมิด มีเพียงแสงสว่างจากโคมไฟที่เรียงรายตามเสาทางเดินส่องสว่างให้เห็นทางเดินเท่านั้น



‘ลาก่อน’ ทำไมคำๆ นี้ทำให้หญิงสาวรู้สึกว่าเหมือนมีใครเอาค้อนมาทุบหัวของเธอจนรู้สึกเจ็บร้าวและเจ็บหนึบไปทั้งใจขนาดนี้ การสัมผัสแตะต้องครั้งนี้ให้ผลลัพธ์ที่รุนแรงกับเธอเกินไป ยายหลิวเหวินเซียง เด็กโง่อย่างเธอไม่ควรรู้สึกหวั่นไหวไปกับกับยมทูตหนุ่มแปลกหน้าที่แค่หน้าตาดีกว่าพี่สือจวินเทียน บางทีนี่อาจเป็นแค่อารมณ์อ่อนไหวยามที่เธอรู้สึกอ่อนแอเท่านั้นเอง หญิงสาวบอกกับตัวเองซ้ำไปซ้ำมาราวกับจะสั่งตัวเองให้คิดแบบนั้นจริงๆ



----------------------------------



จบแล้ว 2 ตอนแบบเหนื่อยๆ รู้สึกว่านี่คืองานช้างอีกงานหนึ่ง ที่เหลือก็แค่อยากรู้ว่าคนอ่านรู้สึกอย่างไรบ้าง เม้นต์กันหน่อยนะคะ เป็นกำลังใจให้คนเขียนที่ขยันน้อยกันหน่อย 555 จะพยายามเข็นตอนต่อไปออกมาให้เร็วเท่าที่จะทำได้นะคะ รักคนอ่าน








Create Date : 28 พฤศจิกายน 2552
Last Update : 25 สิงหาคม 2556 20:56:48 น. 15 comments
Counter : 970 Pageviews.

 
โอววว อ่านช่วงแนะนำนักแสดงไปละ
พรุ่งนี้จะมาอ่านบทนำใหม่นะคะ ผกก.มามิ ตอนนี้ตาจะปิดแหล่วววว

ขอบคุณสำหรับฟิคเรื่องใหม่ค่ะ


โดย: หลินอี้ วันที่: 29 พฤศจิกายน 2552 เวลา:0:27:11 น.  

 
มาเจิมตอนแรกเป็นกำลังใจให้ผู้กำกับค่ะ ท่าทางเย็นชาของฟงมันสะท้านเข้าเส้นไปเลยค่ะ (ยังจำชื่อตัวละครไม่ได้ ครั้งหน้าจะจำให้ได้นะคะ)


โดย: จางงี้ (ChuengNgee ) วันที่: 29 พฤศจิกายน 2552 เวลา:0:33:33 น.  

 
มามิ..เข้าจำชื่อพี่จวินเทียนหมอหนุ่มรูปหล่อได้ขึ้นใจแล้วล่ะ ขนาดยังไม่มีบท แค่กล่าวถึงเฉยๆนะเนี่ย อยากไปเป็นคนไข้ของคุณหมอจังเลย อยากให้คุณหมอรักษาโรคหัวใจ อิอิ



โดย: ทับทิม IP: 125.26.37.4 วันที่: 29 พฤศจิกายน 2552 เวลา:8:37:14 น.  

 
กระโดดมาตะครุบฟิคเรื่องใหม่แล้วค่ะ . .
ขอแสดงความยินดีที่มามิคลอดลูกคนที่สองแล้วนะเนี่ย

MV แนะนำฟิคเลือกใช้เพลงเจย์ได้เข้ามากๆ เพลงเจย์นี่เหมาะกับฟิคย้อนยุคจริงๆ ค่ะ
เป็นเพลงในอัลบั้มไหนเหรอคะมามิ ใช่ Capricorn รึเปล่า
โครงเรื่องน่าสนมากๆ เลย แต่ก่อนอื่นต้องนั่งท่องตัวละครก่อนเวลาอ่านจะได้ไม่งง

55 ชื่อคนแรกเลยที่จำได้ก็คือ เทพธิดา “หวังเซียงเอ๋อร์” ก็ชื่อมาแนวเทพซะขนาดนี้
ถ้าพูดถึงนิสัยขี้เล่นล่ะก็นะ จิ้นไปถึงละครเรื่องใหม่ที่อาเส่กำลังจะถ่ายทำ
เรื่อง “Princess Marriage” เป็นละครโบราณที่ทำออกแนว Comedy
น่าทางอาเส่จะทั้งซ่าส์และแสบน่าดู เสียดายที่เค้ายังไม่ถ่ายทำ
ไม่อย่างนั้นล่ะก็ได้ใช้ภาพมาประกอบแน่ๆ ก็ถ้าจะใช้ภาพซามโหวก็ดูเรียบร้อยเกินเนอะ
แต่ก็ดีใจที่อาเส่บอกเองว่าอาเส่จะเล่นละครเรื่อง “Princess Marriage” ล่ะ วู้ฮู
ส่วนอิมเมจปัจจุบัน ถ้าบอกเป็นหมิวหมิวล่ะก็ ปลื้มสุดๆ ค่ะ รักหมิวหมิวมากๆ

(ระหว่างที่พิมพ์นี้ ก็คลิก MV ฟังเพลงเจย์อีกรอบ สร้างบรรยากาศสักติ๊ด)อ่านแล้วก็อดลุ้นไม่ได้ว่า ฟงต้องกลายเป็นยมทูต อาเส่เป็นเทพธิดา แล้วแบบนี้
ทั้งฟงกับอาเส่ จะสมหวังกับหนูหลี่และพี่ชายจางได้ยังไงล่ะเนี่ย
สำหรับคู่เฮียเคกับเจ๊เนีย คิดว่าสมหวังแน่ๆ เพียงแต่ต้องผ่านด่านหนักเอาการ
ก็นะคนเค้ารักกันอยู่ดีๆ โดนเทพและมารมาป่วนซะได้

สำหรับทาเวียในบทปีศาจ คงต้องใช้พลังจิ้นหนักหน่อย
ทั้งๆ ที่ดู BTROC ไปแล้ว แต่ก็ยังไม่ค่อยอินกับบทร้ายๆ ค่ะ
จริงๆ ทาเวียเล่นได้ดีนะ แต่ภาพที่มามิใช้ทำให้นึกถึงอิมเมจสาวใสซะมากกว่า
ต้องนึกภาพทาเวียปากแดงๆตอนที่เป็นสนมแล้วน่ะค่ะ ใช้การแต่งหน้าช่วยจะได้อิน




โดย: O-yohyo วันที่: 29 พฤศจิกายน 2552 เวลา:9:17:40 น.  

 
แป่ว . . ใส่เมนท์ผิดที่ค่ะ ส่วนข้างบนจะแปะในช่องแนะนำตัวละคร เดี๋ยววิ่งไปหน้านั้นก่อนนะ แล้วจะมาเมนท์บทที่ 1 ใหม่


โดย: O-yohyo วันที่: 29 พฤศจิกายน 2552 เวลา:9:18:49 น.  

 
เปิดฉากมายุคปัจจุบัน ท่านยมทูตมาดขรึม ทำให้นึกถึงเดมอส ใน เจ้าสาวของเดมอส
ไปค้นข้อมูลทวนความจำนางเอกชื่อมินาโกะ ที่เดมอสเล็งให้มาเป็นเจ้าสาว
ยิ่งอ่านยิ่งลุ้นว่า สุดท้ายเดมอสจะได้สมหวังมั้ย เพราะรู้สึกว่าเค้ารักนางเอกจริงๆ นะ
เดมอสเคยเป็นเทพบนสวรรค์แต่ต้องกลายมาเป็นปีศาจก็เพราะว่า
ไปรักกับเทพวีนัสซึ่งเป็นน้องสาวของตัวเอง ก็เลยโดนลงโทษ
เป็นเรื่องที่อ่านแล้วประทับใจมากๆ พอมามิแต่งเรื่องเกี่ยวกับยมทูตแบบนี้
พยายามจิ้นฟงในชุดดำ มีปีกสีดำ อูย . . อย่างเท่ห์ค่ะ

บทหลิวเหวินเซียงที่เป็นโรคหัวใจ บทนี้จิ้นง่ายค่ะ
เพราะหนูหลี่ตัวเล็กอยู่แล้ว ก็เลยทำให้จิ้นบทสาวบอบบางได้สบาย

พี่ตงจื้อกับพี่จวินเทียน อิมเมจนี้นึกไม่ยากค่ะ บทพี่ชายที่แสนอบอุ่น
จริงๆ คุ้นเคยกับพี่ชายจางในบทกำลังภายในมากกว่าค่ะ
เพราะนับไปนับมาดูพี่ชายจางในมาดกำลังภายในเยอะกว่า
นี่กำลังคิดว่าอยากจะเปิดดูมาดคุณพ่อขายาวสักกะทีเหมือนกัน
ส่วนบทคุณหมอใจดี อันนี้จิ้นจากบทคุณหมอใน Life Begins at Forty


โดย: O-yohyo วันที่: 29 พฤศจิกายน 2552 เวลา:9:27:15 น.  

 
ส่งมังกรมาพ่นไฟ ให้มามิมีไฟในการอัพเดท




โดย: O-yohyo วันที่: 29 พฤศจิกายน 2552 เวลา:9:33:17 น.  

 
มาแล้วค่ะ ช่วงต้นเรื่อง กำลังสับสนกับชื่อตัวละครค่ะ แบบว่าจำยากไปติ๊ด แต่พยายามจำได้หลายตัวละ อย่างอาฟง ก็จะมี คำว่า "เกา" น้องหลี่มีคำว่า "เซียง" พี่ชายจางก็จะมีคำว่า "จื้อ" ส่วน พี่เคก็จะมีคำว่า "จวิน" อาเส่ มีคำว่า "เอ๋อ" เหมาะกับคาแรคเตอร์ อิอิ

บทพระนาง กำลังพยายามสลัดให้หลุดจากบทในเรื่องเดิม ซึ่งยากเอาการอยู่ เพราะออกแนว ผู้ชายเย็นชาขี้เก๊กกับสาวน้อยหัวดื้อเหมือนกันล่ะ แต่เวลาต่อล้อต่อเถียงกันก็อ่านเพลินดีค่ะ

พี่ตงจื้อ พี่ชายใจดี๊ใจดี





โดย: หลินอี้ วันที่: 29 พฤศจิกายน 2552 เวลา:12:56:38 น.  

 
มังกรน้อยนี่ช่วยใส่ไฟใฟ้เยอะเลย


โดย: มิโดริ IP: 124.120.210.123 วันที่: 29 พฤศจิกายน 2552 เวลา:22:38:38 น.  

 
หลินกุ วิธีจำมันตั้งชื่อได้เลยนะคะไอเดียนี้
เกาเซียงจื้อจวินเอ๋อร์
ฟังดูเป็นชื่อจีนดีจัง
แต่ไม่รู้ว่าความหมายจะเป็นอย่างไร


โดย: มิโดริ IP: 124.120.210.123 วันที่: 29 พฤศจิกายน 2552 เวลา:22:41:12 น.  

 
มาให้กำลังใจ ผกก.มิโดริ ทำไมคนหล่อทั้งวงการว่างตรงกันขนาดนี้ เยี่ยม ๆ จ้า

แต่เจ๊โซเนีย เป็นพยาบาลเบื่อแล้วอ่ะ เป็นพยายามได้เป่า




โดย: ข้าน้อยคาราวะ (ข้าน้อยคาราวะ ) วันที่: 6 ธันวาคม 2552 เวลา:13:46:37 น.  

 
เย็นชาแข็งกระด้างราวกับก้อนน้ำแข็งในมหาสมุทรทั้งก้อน ขอตัวไปเปิดฮีทเตอร์ เผื่อจะได้กลายเป็นทะเลน้ำจืดซักสองชั่วยาม


โดย: ข้าน้อยคาราวะ (ข้าน้อยคาราวะ ) วันที่: 6 ธันวาคม 2552 เวลา:13:54:34 น.  

 
มาเมียงมองเกาเอี้ยนเฟย......

มิทราบว่าจะรบกวนขอโค้ดแปะเพลงหน่อยค่ะ เอาแบบที่มิโดริมี ที่แปะอยู่หน้า บทนำ ตามหารักในความทรงจำ (ซึ้งจังเลยชื่อนี้)


โดย: ข้าน้อยคาราวะ (ข้าน้อยคาราวะ ) วันที่: 7 ธันวาคม 2552 เวลา:11:41:52 น.  

 
ขอบคุณสำหรับฟิคตอนนี้ค่ะ ท่านผู้กำกับ


โดย: ทะเล (ปิงหวิน ) วันที่: 5 มกราคม 2553 เวลา:22:37:04 น.  

 
อยากอ่านต่อจัง

พล็อตเก๋มากเลยค่ะ


โดย: oosuan IP: 1.47.183.74 วันที่: 21 ธันวาคม 2553 เวลา:13:16:27 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

momoka
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ลิขสิทธิ์งานเขียนทุกชิ้นในบล็อกแห่งนี้เป็นของผู้เขียนตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือนำไปเผยแพร่ต่อ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดๆ ก็ตามโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของผลงาน
Friends' blogs
[Add momoka's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.