พฤษภาคม 2550

 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
14
15
16
18
19
20
21
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
ไร้ขา ขอล่าฝัน..."มาร์ค อิงกัลส" หนุ่มขาขาดผู้พิชิตเอเวอร์เรสต์
ช่วงนี้ไฟมอดเล็กน้อย เลยชอบอ่านบทความอะไรที่ให้กำลังใจค่ะ ประกอบกับเป็นความฝันตั้งแต่สาวๆ แล้วว่าครั้งหนึ่งในชีวิตอยากเห็น (อยากเห็นนะค่ะ ยังไม่อยากปีน เพราะรู้ว่าไม่มีปัญญาค่ะ ^_^) ยอดเขาเอเวอร์เรสต์สักครั้งหนึ่ง

เวลามีสารคดีอะไรที่เกี่ยวกับเอเวอร์เรสต์จะชอบดูมากๆ เลยค่ะ เพราะรู้สึกทึ่งในความตั้งใจจริงในการทำอะไรสักอย่าง แม้จะเสี่ยงด้วยชีวิตก็ตาม

ถ้าใครเคยอ่านหนังสือ INTO THIN AIR (A Personal Account of the Mount Everest Disaster By Jon Krakauer) จะยิ่งเห็นภาพของชีวิตของนักปีนเขาที่เต็มไปด้วยความฝันที่จะได้ขึ้นไปบนยอดเขาได้ชัดเจนขึ้นค่ะ

ในหนังสือเล่มนี้ขึ้นปีนเขาขึ้นไปหลายคน แต่ลงมาไม่ครบค่ะ ตายระหว่างทางลงหลายคนเพราะพายุหิมะค่ะ จำเรื่องราวแม่นๆ ไม่ได้ ต้องกลับไปอ่านอีกรอบ


สำหรับบทความข้างล่างนี้เป็นบทความที่คัดลอกมาจากเว็บคมชัดลึกค่ะ ลองอ่านดูนะคะ อ่านจะเห็นวิธีคิดๆ อะไรแปลกๆ ดีที่ทำให้เรามองโลกในแง่ดีขึ้นเยอะเลย





//www.komchadluek.net/2007/05/15/s001_116087.php?news_id=116087


เมื่อปี 2525 มาร์ค อิงกัลส หนุ่มวัย 23 ปี ชาวนิวซีแลนด์ผู้รักการปีนเขาเป็นชีวิตจิตใจ ประสบพายุบนเมาท์คุกยอดเขาสูงสุดของนิวซีแลนด์อยู่นานถึง 14 วัน ทำให้เขาต้องถูกตัดขาทั้งสองข้างตั้งแต่ใต้หัวเข่าลงมา เพราะถูกน้ำแข็งกัดอย่างสาหัส




แต่ถึงกระนั้น ความมุ่งมั่นในตัวเขาหาได้ลดน้อยลงไม่ เมื่อพักรักษาตัวรักษาใจจนหายดีแล้ว เขากลับไปปีนยอดเขาเมาท์คุกอีกครั้ง และสามารถพิชิตเอเวอร์เรสต์ จุดสูงสุดของโลกด้วยความสูง 8,848 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลได้สำเร็จเมื่อเดือนพฤษภาคม 2549 ขณะอายุได้ 46 ปี

มาร์ค อิงกัลส



เรื่องราวของเขาและเพื่อนร่วมทีมพิชิตเอเวอร์เรสต์รวม 11 คน ได้รับการบันทึกไว้ในสารคดีชุดพิเศษของดิสคัฟเวอรี่ แชนแนล "เอเวอร์เรสต์: บียอนด์ เดอะ ลิมิต" ออกอากาศทุกวันอังคาร เวลา 21.00 น. เริ่มตอนแรกวันที่ 22 พฤษภาคมนี้ ทางทรูวิชั่นส์ ยูบีซี 47 ออกอากาศซ้ำในวันที่ 7 กรกฎาคม เวลา 12.00-18.00 น.

มาร์ค เล่าว่า หลงใหลการปีนเขามาแต่ไหนแต่ไร ด้วยความที่มีคุณครูเป็นนักปีนเขา ซึ่งในสายตาเด็กชายตัวเล็กๆ เช่นเขา คุณครูคือวีรบุรุษ

"เมื่อผมอายุได้ 12 ปี ภูเขาลูกแรกที่ผมปีนเป็นภูเขาสูงประมาณ 500 เมตร ความรู้สึกในตอนนั้นคือเหมือนได้พิชิตยอดเขาเอเวอร์เรสต์"

เมื่อมีภูเขาลูกแรกก็ย่อมมีลูกต่อๆ มา ถึงมาร์คจะนิยมการออกกำลังกายกลางแจ้งหลายๆ อย่าง แต่กิจกรรมการปีนเขาคือสิ่งที่เขารักที่สุด แม้จะมีครอบครัวไปเมื่ออายุ 22 ปี มาร์ค ก็ยังคงปีนเขาต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงที่ยอดเขาเมาท์คุกนั่นเอง

"ตอนนั้นผมยังเป็นเพียงเด็กหนุ่ม ชีวิตที่ผ่านมาไม่เคยต้องพึ่งพาใคร เมื่อมาเจอแบบนี้ก็รู้สึกเสียใจ แต่ผมก็เศร้าได้ไม่นาน มาตระหนักได้ว่าถึงจะเสียขาไปแล้ว แต่ผมยังมีชีวิตอยู่ มีทางให้เลือกสองทาง คือผมควรจะอยู่เฉยๆ หรือใช้ชีวิตให้คุ้มค่า ซึ่งผมเลือกอย่างหลัง"

มาร์ค ฟันฝ่าจนได้ทำอะไรหลายๆ สิ่งที่มนุษย์อวัยวะครบ 32 ต้องซูฮก ไม่ว่าจะเป็นนักปีนเขาที่สูญเสียขาทั้งสองข้าง มัคคุเทศก์นำเล่นสกี และยังเรียนจบการศึกษาเกียรตินิยมอันดับ 1 สาขาชีวเคมีมนุษย์ ทำให้เขาได้เป็นนักวิจัยวิทยาศาสตร์ที่ได้ร่วมงานกับบริษัทผลิตไวน์ชั้นนำของนิวซีแลนด์

หนุ่มนักสู้ได้รับเกียรติให้แข่งสกีระดับนานาชาติเมื่อช่วงประมาณปี 2533 ได้รับเหรียญเงินในการแข่งจักรยานพาราลิมปิกปี 2543 ที่ซิดนีย์ ออสเตรเลีย จวบจนมนต์ขลังแห่งขุนเขาส่งเสียงเรียกเขาอีกครั้ง มาร์ค กลับมาพิชิตยอดเขาเมาท์คุก เมื่อปี 2545 ในวันเกิดครบรอบ 45 ปี ปี 2547 เขาสามารถพิชิตยอดเขาโชโอยูที่สูงเป็นดับ 6 ของโลก และเป็นผู้สูญเสียขาสองข้างคนที่สองที่อยู่เหนือยอดเขาระดับ 8,000 เมตรนี้ได้ จากนั้นเขาก็เริ่มมุ่งมั่นในสิ่งที่ทุกคนบอกว่าเป็นไปไม่ได้ คือ พิชิตยอดเขาเอเวอร์เรสต์

ยอดเขาเอเวอร์เรสต์




มาร์ค และทีมผจญภัย เริ่มจากทดสอบร่างกายกันก่อนว่าไหวหรือไม่ จากนั้นก็ต้องปรับสภาพร่างกาย ฝึกหายใจรับออกซิเจนบนที่สูง ซึ่งความสูงของเอเวอร์เรสต์ จะแบ่งเป็น 4 ระดับ ระดับแรกคือ "เบส แคมป์" ระดับต่อมาคือ "เอ บี ซี เบส แคมป์" สูงราวๆ 6,400 เมตร ระดับที่สามคือ "เดธ โซน" ที่อันตรายอย่างยิ่งเพราะสภาพอากาศแปรปรวน และระดับสุดท้ายคือยอดเขานั่นเอง ยิ่งสูงเท่าไร อากาศก็ยิ่งน้อยเท่านั้น

"เวลา 07.00 น. วันที่ 15 พฤษภาคม ความฝันของผมก็กลายเป็นจริง ผมเป็นผู้สูญเสียขาสองข้างคนแรกที่ได้ยืนบนหลังคาโลก ผมได้เห็นว่าโลกกลม ท้องฟ้าเป็นรอยโค้ง แต่ผมและทีมใช้เวลาแค่ 10 นาทีบนนั้น เพราะอุณหภูมิ -38 องศาเซลเซียส สภาพอากาศเบาบาง ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจและใส่หน้ากากออกซิเจนไว้ตลอดเวลา เวลา 10 นาที เหมือน 3 นาที เรามาถึงกันแค่ครึ่งทางเท่านั้น ยังเหลือช่วงทางลงซึ่งยากกว่าตอนปีนขึ้นมามาก เพราะว่าปลายขาที่ขาดทั้งสองข้างของผมจะต้องรับน้ำหนักตัว ซึ่งเจ็บมาก เหนืออื่นใด ความสำเร็จสูงสุดในการปีนเขาของผมก็คือ ต้องกลับไปหาครอบครัวที่ผมรัก"

ช่วงขาลงนี่เองที่มาร์คประสบอุบัติเหตุ กลิ้งหกล้มจนขาเทียมหัก แต่กระนั้น มาร์คยังมีอารมณ์ขันมองว่านี่คือข้อดีของการไม่มีขา เพราะอย่างมากเขาก็แค่เปลี่ยนขาเทียมใหม่เท่านั้น แต่กระนั้นในการปีนเขาครั้งนี้ เขาต้องเสียนิ้วมือไปทั้ง 5 นิ้ว เพราะน้ำแข็งกัด และขาที่กุดด้วนอยู่แล้วก็ต้องถูกตัดให้สั้นลงไปอีก

"นิ้วของผมที่ต้องตัดออกไป เวลาไปตัดเล็บที่ร้านจะได้ส่วนลดอีกต่างหาก ขาเทียมยังทำให้ผมสูงขึ้นอีกเท่าไรก็ได้ที่ต้องการ ผมมองมันอย่างมีอารมณ์ขัน เพราะชีวิตคือเป็นกำไรและทางเลือก การที่สูญเสียขาไปอาจเป็นเรื่องสำคัญ แต่มันก็เป็นโอกาสที่ทำให้ผมได้ใช้ชีวิตในอีกรูปแบบหนึ่ง"

ทุกวันนี้ หนุ่มนักสู้ยังคงทำกิจกรรมอีกหลายอย่างเช่นเคย ทั้งเขียนหนังสือ เป็นประธานก่อตั้งกองทุนการกุศล พร้อมสนับสนุนกองทุนอีกหลากหลาย รวมทั้งกองทุนในกัมพูชาที่เขาเคยไปทำงานออกแบบขาเทียมให้ผู้ถูกตัดขา พร้อมพยายามเปลี่ยนทัศนคติของคนเหล่านั้น นอกจากนี้มาร์คยังเป็นเจ้าของธุรกิจอาหารเพื่อนักกีฬา และเป็นคุณพ่อที่น่าภูมิใจของลูกๆ ด้วย

"เมื่อเกิดเป็นมนุษย์แล้ว ถ้าตั้งใจทำอะไรสักอย่างอย่างจริงจัง ก็ต้องประสบความสำเร็จ ขอเพียงให้มีความปรารถนาอย่างแรงกล้า ไม่ว่าความฝันของคุณจะเป็นอะไร ขอให้คุณมีเป้าหมาย มียอดเขาเป็นของคุณเอง อย่าหยุดฝัน" มาร์ค ให้กำลังใจทิ้งท้าย




Create Date : 17 พฤษภาคม 2550
Last Update : 17 พฤษภาคม 2550 12:32:38 น.
Counter : 641 Pageviews.

1 comments
  
ครับ ถ้าไม่ยอมแพ้แล้ว คนเรามักจะทำอะไรได้ทุกอย่างเลยครับ เป็นกำลังใจให้ทุกๆคนนะครับ
โดย: sak (psak28 ) วันที่: 17 พฤษภาคม 2550 เวลา:17:36:18 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

zuling68
Location :
คาวาซากิ ใกล้โตเกียวกะโยโกฮาม่า  Japan

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 15 คน [?]



สัพเพ ธัมมา นาลัง อะภินิเวสายะ - สิ่งทั้งหลายทั้งปวงอันบุคคลไม่ควรยึดติดถือมั่น
ส่งหลังไมค์ที่นี่