:: ถ้าไม่มีก้อนเมฆ...ก็ไม่มีน้ำชา ::
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์





สิ่งที่หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ กล่าว หาใช่อภิปรัชญา แต่เป็นความจริงของชีวิตและสรรพสิ่ง


เมื่อพูดถึงการภาวนาคอร์สครูในการจาริกธรรมของหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ จากหมู่บ้านพลัม ประเทศฝรั่งเศส ที่ผ่านมา ในวันสุดท้ายท่านได้บรรยายธรรมเรื่อง พุทธศาสนาประยุกต์ที่นำมาใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ครูนำไปใช้ในห้องเรียน และคนทั่วไปนำไปใช้กับชีวิต"เรามีวิทยาลัยพุทธศาสนามากมายที่เราเข้าไปเรียนจนถึงปริญญาเอก แต่การศึกษาเหล่านั้นไม่ใช่พุทธศาสนาประยุกต์ แม้เราจะมีปริญญาทางพุทธศาสนา แต่เราก็ไม่รู้วิธีที่จะรับมือกับความทุกข์ของเรา ถ้าเธอไม่รู้วิธีสร้างความเบิกบานให้กับตัวเองและสร้างความเบิกบานให้คนรอบข้าง ก็ไม่ถูกต้องนัก เราจึงใช้คำว่าพุทธศาสนาประยุกต์"

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ พยายามนำหลักคำสอนทางพุทธศาสนามาสอนคนทั่วไป ไม่เว้นแม้กระทั่งคนที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงพุทธ ท่านจึงสอนคนมากมายหลายประเทศ ทั้งนักการเมือง นักธุรกิจ คุณครู ฯลฯ เพื่อให้การปฎิบัติได้รับการยอมรับมากขึ้น ท่านจึงเปลี่ยนพุทธศาสนาประยุกต์ให้กลายมาเป็นจริยธรรมประยุกต์ โดยแปลคำสอนพุทธศาสนา ไม่ให้มีกลิ่นอายพุทธศาสนาอยู่ในนั้น



ถอดถอดความเครียด

"เราไม่ใช้คำศัพท์ คำสอนที่มาจากพุทธศาสนา แต่เรารู้ดีว่าคำสอนเหล่านั้นมาจากพุทธศาสนา เพื่อทำให้ทุกคนร่วมฝึกปฎิบัติกับเราได้ง่ายขึ้น และนำไปใช้กับชีวิต ไม่ว่าจะเป็นคริสต์ พุทธหรือยิว หรือแม้กระทั่งคอมมิวนิสต์ก็นำคำสอนไปใช้ได้ " หลวงปู่เล่า โดยท่านพยายามใช้คำสอนง่ายๆ แต่ยังคงรักษาแก่นของพุทธศาสนาโดยเฉพาะเรื่องอริยสัจ 4 และมรรคมีองค์แปด หลวงปู่ บอกว่าในเรื่องอริยสัจ 4 ข้อที่ 1 คือ ความทุกข์ ซึ่งเป็นความไม่สบาย ความเครียดในร่างกายของเรา ก่อให้เกิดความเจ็บปวด นำมาซึ่งโรคภัยไข้เจ็บ เราต้องฝึกปฎิบัติเพื่อถอดถอนความเครียด และแปรเปลี่ยนความเจ็บปวดเหล่านั้น

"อารมณ์ที่เจ็บปวด อาทิ ความโกรธ ความกลัว ความสิ้นหวัง เราต้องฝึกปฎิบัติเพื่อให้เราตระหนักรู้ว่า เพราะเรามีสิ่งเหล่านี้อยู่ในตัว จึงสร้างความทุกข์ให้กับตัวเองและอีกฝ่ายหนึ่ง เวลาเรามองหน้ากัน เราก็คิดว่า ความทุกข์ที่เกิดขึ้นนี้ มาจากอีกฝ่ายหนึ่ง ดังนั้นเธอต้องเลิกที่จะตำหนิ ตัดสิน นั่นก็คือเหตุผลที่ทำให้การสื่อสารสองฝ่ายเป็นไปอย่างยากลำบาก"

อีกความหมายของคำว่า ทุกข์ หลวงปู่บอกว่า ก็คือ ความสัมพันธ์ที่ยากลำบาก และการสื่อสารที่ยากลำบาก การฝึกปฎิบัติที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์เพื่อความปรองดอง คำสอนเหล่านี้สามารถใช้ได้กับทุกคน เราเรียกคำสอนว่า จริยธรรมของโลก

"ถ้าเรามองเห็นความทุกข์ เราก็จะเห็นอริยสัจ4 ข้อ 2 สมุทัย คือ สิ่งที่ประกอบขึ้นมาเป็นความทุกข์ มีการเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้่งระหว่างข้อ 1 และข้อ 2 ถ้าเธออยากเข้าใจข้อสอง เธอต้องมองอย่างลึกซึ้่งในอริยสัจ4 ข้อ 1 แต่ในสังคมของพวกเรา เราไม่ชอบมองกลับไปที่ความทุกข์ เรามีแนวโน้มวิ่งหนีความทุกข์ บางคนเจ็บปวด แต่แสร้งเป็นไม่เจ็บปวด คนๆ นั้นก็จะไม่ได้รับการเยียวยา ตามความคิดอันนี้ เธอต้องตระหนักรู้ว่า มีความทุกข์อยู่ในเธอ และต้องมีความตั้งใจที่จะทำอะไรสักอย่างกับความทุกข์อันนี้ สิ่งแรกที่จะต้องทำคือ กลับไปมองที่ตัวเธออย่างลึกซึ้ง แล้วค้นหาความทุกข์ว่ามีรากอยู่ที่ไหน เพราะส่วนใหญ่จะมีความคิดเห็นที่ผิด ในมรรคมีองค์แปด พระพุทธเจ้าได้สอนในเรื่อง ความคิดเห็นที่ถูกต้อง"



เราไม่ได้เกิดมาโดดๆ
ในเรื่องความสุข หลวงปู่บอกว่า พวกเราหลายคนมักจะเชื่อว่า ถ้าไม่มีเงินทอง อำนาจ ชื่อเสียง ความสัมพันธ์ทางกามารมณ์ ความสุขไม่สามารถเกิดขึ้นได้ คนส่วนใหญ่ในสังคมก็มักจะมีความคิดเห็นที่ผิด เพราะเราเชื่อว่า ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้แล้ว เราก็ไม่สามารถที่จะมีความสุขได้

"เราลองสังเกตว่า คนรอบข้างเราที่ไม่มีชื่อเสียง เงินทอง อำนาจ แต่เขาก็มีความสุข ถ้าเธอไปหมู่บ้านพลัม นักบวชและฆราวาสหลายร้อยคนไม่มีอำนาจ เงินทอง ชื่อเสียง แต่เรามีความสุข ที่หมู่บ้านพลัมไม่มีใครเลยที่มีรถยนต์ส่วนตัว ไม่มีใครที่มีบัญชีส่วนตัวในธนาคาร ไม่มีใครที่มีบ้านของตัวเอง ไม่มีใครมีโทรศัพท์มือถือ และไม่มีใครมีเงินเดือน แต่เราก็มีความสุขและยิ้่มได้ทั้งวัน เราควรมีความคิดเห็นที่ถูกต้องเกี่ยวกับความสุข มันเป็นไปได้ง่ายที่เราจะมีชีวิตอย่างเรียบง่ายและสร้างความรักฉันพี่น้อง และมีชีวิตอย่างมีความสุข"

เพราะฉะนั้น หลวงปู่ บอกว่า เธอจะไม่สามารถมีความสุขได้ ถ้าเธอไม่มีความรักและความเข้าใจในตัวเธอ ซึ่งสามารถฝึกปฎิบัติและบ่มเพาะได้ตามหลักคำสอนจริยธรรมประยุกต์

"ถ้ามีใครสักคน พูดร้ายๆ กับเรา ถ้าเธอเข้าใจความทุกข์ของคนนั้น เธอก็จะไม่ถูกกระทำด้วยคำพูดเหล่านั้น เธอก็จะไม่เป็นทุกข์ ความเข้าใจตรงนี้หมายถึงความเข้าใจเกี่ยวกับความทุกข์ ถ้าเธอเข้าใจความทุกข์ของตัวเอง เธอจะมีความทุกข์น้อยลง ถ้าเธอเข้าใจความทุกข์ของพ่อเธอ เธอก็ไม่โกรธท่าน การบ่มเพาะความเข้าใจเป็นสิ่งที่ทำได้โดยการบ่มเพาะการเจริญสมาธิ ความเข้าใจนั้นจะมาซึ่งความเมตตากรุณา ความรัก คนที่ไม่มีความรักอยู่ในตัวเองนั้น เขาไม่สามารถที่จะมีความสุขได้ คนบางคนที่ไม่มีความรักนั้น เขาจะรุู้สึกตัดขาดอย่างสิ้้นเชิงกับโลกกับสังคม เขาไม่สามารถเป็นบุคคลที่มีความสุขได้"

นอกจากความเห็นที่ถูกต้อง หลวงปู่ บอกว่า ต้องปราศจากการแบ่งแยก เพราะตัวเราเองไม่มีตัวตนที่แยกออกมาโดดเดี่ยว นั่นก็คือ อนัตตา คำสอนอันลึกซึ้งของพระพุทธเจ้า

"เมื่อเธอมองไปที่ตัวเธออย่างลึกซึ้ง เธอจะเห็นว่า เธอไม่ได้เป็นอะไรที่แยกออกมาจากพ่อแม่ คุณพ่อปรากฎอยู่ในทุกอณูเซลล์ในร่างกายของเธอ เธอคือผู้สืบทอดคุณพ่อของเธอ เหมือนสายฝนสืบทอดก้อนเมฆ ไม่ได้มีตัวตนแยกออกมาอย่างเด็ดขาดจากก้อนเมฆ ถ้าเธอมองเข้าไปในสายฝนอย่างลึกซึ้ง เธอก็จะเห็นสายฝนในก้อนเมฆนั้นด้วย เมื่อเธอดื่มชาอย่างมีสติ เธอสามารถที่จะเห็นน้ำชาที่สืบเนื่องมาจากก้อนเมฆ ถ้าไม่มีก้อนเมฆ ก็ไม่มีสายฝน ถ้าไม่มีสายฝน เราก็ไม่มีน้ำชา เพราะฉะนั้นการทำสมาธิก็คือ การมองอย่างลึกซึ้ง ทำให้เราเห็นความเชื่อมโยงสัมพันธ์อย่างลึกซึ้่ง ระหว่างก้อนเมฆกับน้ำชา คุณพ่อกับลูกชายและลูกสาว เมื่อฉันดื่มน้ำชา ฉันตระหนักรู้ว่า ฉันกำลังดื่มก้อนเมฆ ถ้าคุณพ่อและลูกชายมีความเห็นที่ถูกต้องเช่นนี้ เขาก็จะไม่ก่อให้เกิดความทุกข์ต่อกัน เพราะเขาจะรู้ว่า เธอก็อยู่ในฉัน ฉันก็อยู่ในเธอ มันไม่มีการแบ่งแยกระหว่างคุณพ่อกับลูกชาย อะไรก็ตามที่ทำให้ท่านมีความสุข ฉันก็มีความสุขด้วย ความทุกข์ของท่านก็คือ ความทุกข์ของฉัน ความสุขและความทุกข์ไม่ใช่เรื่องปัจเจกบุคคล"



เราเป็นดั่งกันและกัน
นอกจากความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงซึ่งกันและกัน หลวงปู่ บอกว่า "เวลาที่ฉันมองเข้าไปในเสื้่อแดง ฉันก็เห็นเสื้อเหลืองด้วย ตราบใดที่เสื้่อเหลืองมีความทุกข์อยู่ เสื้อแดงก็ไม่สามารถมีความสุขได้ เราร่วมกันแบ่งปันประเทศชาติ แบ่งปันผืนโลกเดียวกัน เราต้องมองเห็นความสัมพันธ์อันลุ่มลึก และหยุดการกระทำที่ทำให้เป็นทุกข์ซึ่งกันและกัน และความเห็นที่ถูกต้องและปัญญารู้แจ้งเช่นนี้ เราก็จะถอดถอนความโกรธ ความเกลียด และความแบ่งแยก"

"ความไม่มีตัวตนหรืออนัตตาเป็นคำสอนอันประเสริฐของพระพุทธเจ้า เรามองกระดาษแผ่นนี้มีทั้งด้านซ้ายและด้านขวา ตามคำสอนพระพุทธองค์ ถ้าด้านซ้ายไม่ได้อยู่ตรงนั้น ด้านขวาก็ไม่สามารถอยู่ตรงนั้นด้วย ในจิตของการแบ่งแยกของเรา เราก็คิดว่า ขวาก็เป็นแค่ขวา ซ้ายก็เป็นแค่ซ้าย แต่ตามคำสอนพระพุทธองค์ ด้านซ้ายก็ประกอบขึ้นได้ เพราะมีด้านขวา ด้านขวาก็ประกอบขึ้นได้เพราะมีด้านซ้าย และนี่คือ คำสอนของพระพุทธเจ้าคือ ความเป็นดั่งกันและกัน คือ ปฏิจจสมุปบาท คำสอนนั้นลึกซึ้่ง แต่พระพุทธองค์ใช้คำว่า สิ่งนี้เป็น เพราะสิ่งนั้นเป็น ความเห็นที่ถูกต้อง ก็คือ ปัญญารู้แจ้งที่ข้ามพ้นระหว่างความเป็นอยู่และความไม่เป็นอยู่"

อย่างไรก็ตาม หลวงปู่ บอกว่า เพราะพวกเรายึดติดกับความเห็นที่ผิด พระพุทธเจ้ากำลังช่วยเราให้หลุดพ้นออกมาจากความเห็นที่ผิด

"เราคิดว่า การเกิดนั้น เราเกิดจากสิ่งที่ไม่มีอะไรเลย กลายมาเป็นอะไรอย่างหนึ่ง หรือการที่ไม่เป็นใครเลย กลายมาเป็นใครสักคน เราอาจจินตนาการว่า ก่อนจะมาสู่จุดเกิด ไม่มีภาวะอะไรอยู่ เราข้ามพ้นจากความมี ความเป็น กลายเป็นสู่ความไม่มี ไม่เป็น แล้วเธอก็รักษาภาวะที่เรียกว่า ความมีความเป็นไปจนถึงจุดที่เรียกว่า ความตาย"

"เพราะฉะนั้นความเห็นเกี่ยวกับเรื่องการตายของเรา ก็คือ จากการเป็นใครสักคนกลายเป็นสิ่งที่ไม่เหลือแล้ว ความเห็นเช่นนี้ทำให้เราเกิดความกลัวและความสิ้นหวัง ความเห็นที่ถูกต้องก็คือ ความเห็นที่เราจะข้ามความคิดที่แบ่งออก ไม่ยากที่จะเข้าใจ ขอให้เรามองรอบๆ เพื่อจะค้นหาว่า อะไรบ้างที่เกิดขึ้นจากสิ่งที่ไม่มี ไม่เป็นอะไรเลย นักวิทยาศาสตร์จึงค้นพบความจริงที่ว่า ไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นและตายไป ทุกสิ่งทุกอย่างมีการแปรเปลี่ยนในตัวของมันเอง เราอาจถามว่า ก้อนเมฆนั้นจะสามารถตายไปได้ไหม เป็นไปได้ไหมที่ก้อนเมฆจะกลายเป็นสิ่งที่ไม่เป็นอะไรเลย คำตอบก็คือ ไม่ได้"  และในช่วงที่ผ่านมาทางวงการพุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์ หลวงปู่ บอกว่า เห็นพ้องต้องกันว่า ไม่มีการเกิดอย่างแท้จริงและไม่มีการตายอย่างแท้จริง



"การเกิดและการตายนั้นเกิดขึ้นความคิดของเรา มากกว่าที่เกิดขึ้นในความเป็นจริง"





Create Date : 11 พฤษภาคม 2556
Last Update : 11 พฤษภาคม 2556 17:23:07 น.
Counter : 1624 Pageviews.

3 comments
  
สวัสดีครับคุณนัทธ์

ชอบคำนี้จัง

ถ้าเธอเข้าใจความทุกข์ของตัวเอง เธอจะทุกข์น้อยลง

อ่านหลาย ๆรอบ คิดหลาย ๆตลบ ทุกข์บางเรื่องของผมขณะนี้เริ่มคลายลงแล้วครับ


ขอบคุณนะทั้งคุณนัทธ์ที่นำสิ่งดี ๆมาเผยแพร่ครับ กราบขอบคุณหลวงปู่ติชที่ผมก็มีติดตามอ่านเรื่องของท่านมาบ้างหลายครั้งแล้วครับ


มีความสุขกับทุกวันครับ



โดย: find me pr วันที่: 12 พฤษภาคม 2556 เวลา:11:36:20 น.
  
ชอบอ่านแนวคำสอนของท่านติชนัทฮันห์ค่ะ
ลุ่มลึกแต่อ่อนโยน
สัมผัสได้ถึงความจริงใจในทุก ๆ คำสอน
จนเราคล้อยตามและมีกำลังใจในการที่จะเข้าให้ถึงซึ่งคำสอนนั้น ๆ โดยการปฏิบัติตาม

ว่าแต่คุณนัทธ์...ประโยคสุดท้ายปลายบล็อกเราว่ามันตกอะไรไปหรือเปล่า...
"การเกิดและการตายนั้นเกิดขึ้นความคิดของเรา มากกว่าที่เกิดขึ้นในความเป็นจริง"

น่าจะเป็น..."การเกิดและการตายนั้นเกิดขึ้นในความคิดของเรา มากกว่าที่เกิดขึ้นในความเป็นจริง"
หรือเปล่า...?





โดย: แม่ไก่ วันที่: 15 พฤษภาคม 2556 เวลา:11:13:10 น.
  
คุณ fine me pr >> ขอบคุณที่แวะมาค่ะ

คุณแม่ไก่ >> เราชอบแนวของท่านค่ะ ชอบผ่านการอ่านหนังสือที่คนอื่นเขียนถึง แต่หนังสือของท่าน ยังอ่านไม่จบเลย สำหรับบทความนี้ copy-paste ทั้งหมด คลิกย้อนไปดูต้นทางแล้ว พิมพ์อย่างที่ปรากฎจริงๆ ก็รู้สึกว่าแปลกๆ อยู่เหมือนกันนะ
โดย: นัทธ์ วันที่: 15 พฤษภาคม 2556 เวลา:22:20:00 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

BlogGang Popular Award#13



นัทธ์
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 35 คน [?]




รักที่จะอ่าน รักที่จะเขียน
เปิดพื้นที่ไว้ สำหรับแปะเรื่องราว
มีสาระบ้าง ไม่มีสาระบ้าง ณ ที่นี้



สงวนลิขสิทธิ์
ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์
พ.ศ.2539

ห้ามผู้ใดละเมิด
โดยนำภาพถ่ายและ/หรือข้อความต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นส่วนใดส่วนหนึ่ง
หรือทั้งหมดใน Blog แห่งนี้ไปใช้
และ/หรือเผยแพร่โดยมิได้รับอนุญาต
เป็นลายลักษณ์อักษร

Share |
Instagram Follow Me on Pinterest my read shelf:
Natt's book recommendations, liked quotes, book clubs, book trivia, book lists (read shelf)

2014 Reading Challenge

2014 Reading Challenge
Natt has read 0 books toward her goal of 52 books.
hide

2015 Reading Challenge

2015 Reading Challenge
Natt has read 0 books toward her goal of 52 books.
hide

2016 Reading Challenge

2016 Reading Challenge
Natt has read 1 book toward her goal of 132 books.
hide

2017 Reading Challenge

Natt has read 0 books toward her goal of 100 books.
hide
New Comments
พฤษภาคม 2556

 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog
MY VIP Friend