:: มิงกาลาบา สวัสดีย่างกุ้ง ::

3-6 DEC 2009 ฤกษ์งามยามดีของเราไปเที่ยวพม่ากันเถอะ

ตอนแรกผู้ร่วมเดินทางของเราคือแกงค์ลูกหมู 3 ชีวิตค่ะ แต่อุปสรรคบังเกิด ทำให้ พี่คนนึง มิสามารถไปกับเราด้วยได้
แง๊....เรา 2 ชีวิต จึงต้อง เผชิญชะตากรรมกันเพียงลำพังค่ะ เช้าตรู่มากๆ ของวันที่ 3 ธันวาคม เราทำเว็บเช็คอินกันล่วงหน้า 
แล้วไปที่ช่อง D แถวท้ายๆ เค้าถามเราว่า ไปกี่วัน และมีเงินเท่าไหร่ด้วยนะคะ เราบอกว่า 200 ดอลล่าห์
เค้าก็ ให้เราผ่านไปแต่โดยดี (ไม่รู้มากไปหรือน้อยไปแหะ) 
จริงๆเราไปแลกที่ซุปเปอร์ริชประตูน้ำมา 2 คนประมาณ 400 เหรียญ
แต่ไม่ได้บอกหมด 
(ตอนแรก ย้ำแทบตาย ว่าขอแบงค์ใหม่ๆ เคยอ่านในกระทู้นึง เค้าว่า แบงค์เก่ากว่าปี 2006 พม่าไม่รับ) 
ผ่าน ตม. เรียบร้อยแล้ว จะได้ไปพม่าแล้ว เย้ๆๆ



แวะไปหาอะไรใส่ท้อง (แน่นอนว่าฟรี) ก่อนออกเดินทางค่ะ
ขออะไรเบาๆ เช่นข้าวต้ม และ แซนวิช มารองท้องนิดนึงงงงงง 



เกทเราไกลมากค่ะ บินโลวคอสต้องอดทน กว่าจะไปถึงก็เลยไม่ได้ชอปปิ้งอะไรเลย 
(จริงๆไม่มีตังค์ซื้อ แต่พยายามสร้างภาพว่าไม่มีเวลามากกว่า) กึ่งเดิน กึ่งวิ่ง ไปขึ้นเครื่องค่ะ แน่นอนว่า
ไฟนอลคอล เช่นเดิม สบายใจ 555 
พอขึ้นไปนั่งแล้ว วาก็โดนจับนั่งแยกกันผู้ร่วมเดินทางค่ะ แต่ไม่เป็นไร
เดี๋ยวก็ถึงและ 
อ้อ ลืมบอกไปว่า ผู้ร่วมเดินทางก็ คือ พี่ NiToRiA ใน BP นี่เองค่ะ

ขึ้นไปซ้ายมือเป็นคุณยายท่านนึง อายุเยอะมาก เค้ามากับทัวร์กับลูกๆหลานๆ 
ทัวร์เค้าประมาณ 7 วันค่ะ
ส่วนขวามือเป็นผู้ชายวัยหนุ่มมาคนเดียว 
เค้ามาตั้ง 10 วันแหน่ะ แบคแพคสุดๆ ไม่ได้แพลนอะไร
ไปหาเอาข้างหน้า โอ้วว 
เห็นกระเป๋ากล้องใหญ่มาก เล่น BP รึเปล่าก็ไม่รู้ค่ะ ^^

รูปล่างสุดนี่ เค้าแจกมาค่ะ เขียนอะไร เยอะแยะไปหมด มีช่องนึงเค้าถามว่า 
มีเงินเกิน 2000 เหรียญไม๊?
โธ่! ถ้ามีขนาดนั้น คงไม่มาแล้วพม่าเนี่ย ขอไปที่อื่นก่อน 55555 



หลับไป เมาท์กะชาวบ้านไป แปปเดียวก็ถึงแล้วค่ะ สนามบินมิงกาลาดง 
(ชื่อสนามบิน แล้วแต่จะอ่านค่ะไม่เหมือนกันซักกะชื่อ - -") ก็มีรถมารับ เอามาหย่อนเข้าไปข้างใน
รถเค้าคลาสสิกมากๆค่ะ เหอๆ 
ในตัวอาคารดูใหม่เอี่ยมดีค่ะ แต่ ตม. ช้ามากกกกกกก รอกันเหงือกแห้งทีเดียว



ก่อนมา เราทุลักทุเล หน่อยๆ สำหรับทริปเที่ยวของเราครั้งนี้ ถึงกะต้องตั้งกระทู้ถาม เกี่ยวกับการเช่ารถ
การเดินทางต่างๆ เพราะเอเย่นเสนอมาที่ 210 เหรียญ 
สำหรับเราเช่า พร้อมคนขับ (ที่เป็นไกด์ในตัว)
3 วัน ทริปที่เราต้องการคือ
ย่างกุ้ง - หงสา - พระธาตุอินทร์แขวน - ย่างกุ้ง (แวะไปสิเรียม ถ้ามีเวลา) 
ซึ่งมันโหดร้ายมาก จนต้องหาทางเลือกอื่น

ก็มีท่านนึงใน BP แนะนำคนขับรถมาค่ะ ชื่อโทนี่ พี่นิก็จัดการ 
e-mail คุยกันเสร็จสรรพ ได้ในราคา 150 เหรียญ เริ่ด!.. 
เรานัดเจอเค้าที่ ที่พักของเราช่วงเช้าเลย เมื่อเราไปถึง ค่ะ รอดแล้ว ทริปเรา ที่พักวันแรกของเรา คือ Motherland inn ค่ะ
พี่นิไปเสริชเจอก่อนเดินทางไม่นาน 
แถมในหนังสือท่องเที่ยวก็มีแนะนำ ที่เริ่ดสุดๆ ก็คือ มีรถรับส่งสนามบินด้วยค่ะ
มีชาวต่างชาติ พักที่นี่เยอะพอสมควร วันที่เราไปก็มีคนไปพร้อมเราเพียบเลยค่ะ รถที่มารับเก๋มากๆ พาวนรอบเมืองก่อน
แล้วก็ไปที่พักค่ะ มาถึงห้องยังไม่เสร็จดี 
ก็เลยให้เราไปทานอาหารเช้ากันก่อนเลย



แวะทานอาหารเช้ากันก่อนค่ะ มีเท่าที่เห็นนี่แหล่ะค่ะ เป็นบุฟเฟ่ต์นะคะ 
แต่ก็ถือว่าโอเคมากในเวลานี้ มาเหนื่อยๆ เหอๆ 




ผ่านไปหลายนาทีค่ะ เราก็ได้ที่พักของเราซ๊ากกกกที เราเลือกห้องพัดลม 
ห้องน้ำในตัวค่ะ ราคา 13$
ถือว่าใช้ได้ทีเดียว ห้องอยู่ชั้น 3 ห้อง 304 
สะอาดพอประมาณ ที่นอนนิ่มมากค่ะ นิ่มเกิน นิ่มไปไหนเนี่ย โอ๊ยย ปวดหลัง!




ที่นอนชัดๆค่ะ นิ่มมาก นอนที เหมือนตกลงไปในบ่อ อะไรซักอย่าง 
ห้องน้ำมีน้ำอุ่นด้วยนะคะ
(แต่วาทำไม่เป็น อาบน้ำเย็นตลอดซะงั้น!) 
ลายผ้าห่มเค้าสวยดีเนอะ 



มองออกไปนอกหน้าต่าง ก็เจอวิว .... อู่ซ่อมรถ! (- -) แถมมี ที่ตากผ้า ของใครก็ไม่รู้เต็มเลย
รู้สึกบริเวณโดยรอบ 
จะออกแนวโรงกลึงหน่อยๆค่ะ ผู้ชายฉกรรจ์เพียบบบบบเลยล่ะ เอิ๊กก




เปลี่ยนเป็นวิวไกลๆดีกว่า จะได้มองอะไรที่ เจริญหูเจริญตากันบ้าง
.
.
.

(- -") 



เวลาผ่านไป ตาโทนี่ ก็ยังไม่ติดต่อมาเลยค่ะ ไม่เห็นมารับเราที่นี่ซักที 
ก็มีพนักงานที่ Motherland inn นี่แหล่ะ
ให้ข้อมูลต่างๆทั่วๆไปคร่าวๆกับเรา ระหว่างรอ 
แล้วก็แนะนำเราหลายๆเรื่องค่ะ ถามอะไรตอบได้ เป็นอับดุลเลยทีเดียว 

คนที่แนะนำเยอะที่สุดก็คือ คนนี้ค่ะ เค้าชื่อ Zaw Zaw (โซว โซว) 
มารู้ทีหลังตอนเห็นนามบัตร ว่าเค้าเป็น GM ของที่นี่ค่ะ 
เค้าดูแลเราดีเป็นพิเศษ อาจจะเป็นเพราะ เค้าบอกว่า พี่นิ หน้าเหมือน ดาราที่นั่น ที่ชื่อ มิมิเกล อะไรซักอย่าง
โชคดีจัง ที่เรามากับดารา 
ฮ่าฮ่าฮ่า แต่จริงๆแล้วเค้าแนะนำให้ทุกๆคนดีมากเลยค่ะ ให้เรายืมหนังสือ Lonely Planet ด้วย



หลังจากที่มันจะเที่ยงอยู่แล้ว ไร้วี่แวว ตาโทนี่ค่ะ พี่มิมิเกล เอ้ย พี่นิ (*.*) ก็ตัดสินใจวางทริปใหม่ทันที
ด้วยความที่ทำการบ้านมาดีมาก (เชื่อมั๊ย อิอิ) เราพก หนังสือเที่ยวพม่าที่พี่เมย์ MiniBelle ฝากมาเที่ยวด้วย
และข้อมูลที่ปริ๊นคร่าวๆ(ก่อนมา 1 วันถ้วน) เราเลยออกเดินทางกันด้วยเท้าเปล่าทันทีค่ะ ก่อนจะหมดวันไปเปล่าๆ 

ยืมแผนที่จากโรงแรมมาด้วย 1 แผ่น แผนที่ดูง่ายมากค่ะ แต่มันแค่ไม่เหมือนของจริงเลย และถนน
จริงๆก็ไม่มีป้ายบอกทางอะไรเลยด้วย (งามไส้!) ซึ่งถ้ามันมีป้ายบอกจริงๆ มันก็มีเป็นภาษาพม่าเท่านั้นค่ะ
ภาษาอังกฤษไม่มีซักนิด แต่ในที่สุด เราก็งมทาง จนมาถึง วัดอะไรซักอย่างตามแผนที่จนได้ 
ปรบมือให้ผู้หญิง 2 คนนี้เดี๋ยวนี้ค่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า
ในรูปที่วาเขียน ซิมการ์ดมือถือ นั่นไม่ใช่นะคะ เพราะที่นั่นไม่มีสัญญาณมือถือเลย
เขียนไปได้ยังไง - -" มันคือ หวยพม่า อ่ะค่ะ มีคนอัพเดทมา 



พอเราไปถึง เราก็ต้องจ่ายค่าเข้าชมก่อนค่ะ ส่วนใหญ่แล้วจะมีค่าเข้าชม 
แล้วก็ค่ากล้องถ่ายรูปนะคะ ทุกที่เลย
ที่นี่ค่าเข้าคนละ 2$ ค่ากล้อง คนละ 1$ ค่ะ




จ่ายเงินรวมเป็น 6 เหรียญ ได้ใบเสร็จรับเงินมาอลังกาลมากๆ ยังกับใบอนุโมทนาบัตรบริจาคเงินแหน่ะ
(ควรจะพกเงินใบปลีกๆย่อยๆมาด้วยนะคะ เราแลกแบงค์ 10$ มาจำนวนนึง)
เราก็นั่งดูข้อมูลคร่าวๆจากที่เราเตรียมมา พยายามเทียบภาษาอังกฤษกับแผนที่เอาค่ะ
เพราะแถวนั้นก็ใช่จะมี ภาษาอังกฤษบอกนะนั่น!! ก็ทำให้รู้ว่า ที่นี่คือ เจดีย์โบดาทาวน์ นั่นเอง 




ตอนแรกอ่านหนังสือ ก็เพิ่งจะรู้ว่า ที่นี่มี เทพทันใจ ที่เราตั้งใจจะมาสักการะ ขอพรอยู่ด้วยค่ะ 
กรี๊ดดด
เอาฤกษ์ เอาชัยด้วยการขอพร ทันใจกันเลยทีเดียว แล้วก็เดินเข้าไปข้างในกันดีกว่า 
ครั้งแรกที่เห็นก็คือ ทองค่ะ ทอง ทั้งน๊านนนนนน อะไรอยู่ในเจดีย์น๊า แว๊บไปดูกันหน่อย



เข้าไปก็จะเจอ กำแพง ที่เป็นลายเหมือนดินปั้น ทาด้วยสีทองทั้งหมด อลังการมากๆเลยค่ะ 
ด้านบนนี่เหมือน รังต่อ รังแตน หรือ จอมปลวกอะไรซักอย่าง แปลกดีค่ะ แต่ไม่รู้จริงๆ เพราะอ่านอะไรไม่ออกเลย เง้ออออ... 


พอเดินเข้าไปส่องดูเหมือนที่คนอื่นทำ ก็ถึงได้รู้ว่า ที่นี่มีพระเกศาธาตุ อยู่ด้วยค่ะ ที่อเมซิ่งมากๆคือ
เราสามารถเห็นได้เอง ด้วยตาเปล่า โอ้ ขนลุกค่ะ! แต่จริงๆก็ไม่ได้เห็นเป็นเส้นๆนะคะ ค่อนข้างไกลมาก
แต่ก็เป็นที่เดียว ที่มีให้เหห็น สิ่งที่บรรจุอยู่แบบนี้เลย (แอบคิดเองว่า น่าจะเป็นทองแท้ซะด้วยล่ะค่ะ)
ก็กราบไหว้ขอพรกันไปตรงนี้เลยค่ะ มีรั้วกั้นอยู่ แถมด้านในก็เป็นเหมือนเหวลึกนะคะ ถึงจะเข้าไปได้
ก็ไปแตะต้องถึงพระเกศาธาตุไม่ได้อยู่ดีค่ะ



ด้านในของเจดีย์ จะเป็นช่องๆ มีของมีค่าอยู่มากมาย และมีร่องๆกำแพงอยู่ 
จะมีชาวพม่า
มานั่งสมาธิกันเยอะมากค่ะ คนที่นี่เค้า ศรัทธากันมาก 
ดูจากการที่เจอคนเยอะแยะไปหมด นั่งสมาธิ สวดมนต์ตามที่ต่างๆ 




เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นเงินของพม่าค่ะ อยู่ในตู้บริจาค เรายังไม่ได้แลกเงินจั๊ดกันเลย 
ตอนแรก เข้าใจว่าเรียกว่า เงินจ๊าด ตามรีวิวคนอื่น แต่พอไปฟังคนพม่าออกเสียง
เค้าออกเสียงสั้นมาก เลยขอเรียกว่า เงินจั๊ด นะคะ




ออกมาด้านนอก เราก็ได้เห็น เจดีย์เสื่อ (- -) แบบเต็มๆค่ะ ช่วงนี้น่าจะเป็นช่วง
ซ่อมแซมบูรณะ
เลยมีเสื่อคลุมๆอยู่แบบนี้ค่ะ ก็สวยไปอีกแบบ น่าจะดีกว่า 
สแลน ปลูกต้นไม้สีเขียวบ้านเราโขอยู่ค่ะ แหะๆ 




ตอนแรกก่อนเข้ามา เราพยายามสอบถามว่า เราจะซื้อของบูชา เทพทันใจได้ที่ไหน 
เค้าก็บอกว่า เดี๋ยวเอาไปให้
แล้วชี้ไปข้างในตลอด ระหว่างที่เราเดินอยู่ในนั้น 
คนที่มาพาเราไปจ่ายเงินครั้งแรก ก็มาพูดคุยกับเราอย่างน่ารำคาญ
ให้เราซื้อให้ได้ 
โดยจะพูดว่า โบโบยี โบโบยี จนวาหลอนเสียงนั้น จนบัดนี้เลยค่ะ (- -")
ก่อนเข้าไป จะมีบ่อเต่าอยู่ค่ะ เต่าเยอะมากกกกก มีที่ขายอาหารเลี้ยงเต่าด้วยค่ะ




เดินตามทางเข้าไป เราก็จะเจอกับ นัตโบโบยี หรือ เทพทันใจ ที่มีชื่อเสียงโด่งดังค่ะ 
(จะบอกว่า วาเพิ่งรู้จักก่อนมาไม่กี่วัน ว่าเทพทันใจ คืออะไรยังไง แป่ววว) 
หน้าตารูปปั้น น่าเกรงขาม
และแฝงความใจดีไว้ด้วย อย่างบอกไม่ถูกค่ะ 




วิธีการ สักการะเทพทันใจ จะใช้ผลไม้ค่ะ ที่มีขาย ส่วนใหญ่จะเป็นมะพร้าว และกล้วย 
แต่เรา ไม่มีเงินจั๊ด
ตอนนี้ มีแต่ดอลล่าห์ เลยไม่เอาดีกว่า เดินไปเดินมา ก็มีคุณลุงตรงนั้น 
มาอธิบายให้ฟังว่า วิธีไหว้ ขอพร
จะต้องเอาเงินใส่ในมือ ของ นัตโบโบยี 2 ใบ 
แล้วเอาหน้าผากไปแนบ ที่นิ้วของนัตโบโบยี แล้วก็อธิษฐานค่ะ
เสร็จแล้ว ก็ให้เก็บเงิน ออกมา 1 ใบ เก็บเอาไว้ เป็นสิริมงคลแก่ตัวเราเอง 

เราก็ควักแบงค์เงินบาทออกมา แล้วจัดแจงทำตามทันทีค่ะ :)



วัดนี้กว้างมากค่ะ มากๆเลยล่ะ เดินไป มีนู้นนี่เต็มไปหมด แต่ที่ลำบากคือ มีแต่ภาษาพม่า
เราก็เลยถ่ายรูปไหว้พระไปเรื่อยเปื่อย มีคนขายของด้วยค่ะ เป็นขนมขบเคี้ยว อาทิเช่น พุทรากวน พุทราเชื่อม
 ประมาณนั้น ถ้าเป็นที่ไทย วาคงกระโดดไปซื้อแล้ว ชอบมาก หาซื้อยาก (ขนมต่างจังหวัดมากๆค่ะวา บ่งบอก 555)
 แต่ของที่พม่านี่ ขอบายแล้วกันแหะๆ แต่ก็อยากกินไอติมนะ ร้อนจัง โคนแบบสมัยโบราณด้วย 


ตรงนี้มีเหมือนตู้บริจาคเงิน แล้วก็โอ่งน้ำดื่มค่ะ เห็นเค้า ดื่มกันทุกโอ่งเรียงกันไปจนครบเลยนะ
แล้วก็ต้องกินปากต่อปาก เพื่อความเป็นสิริมงคลใช่มั๊ยนั่น (- -)? เห็นเค้าก็มากินกันใหญ่เลยนะ
สงสัยจะเป็นน้ำมนต์ ประมาณนั้นค่ะ (มั่วเอา 555)


เดินไปเรื่อยๆก็เจอรูปปั้น และหอต่างๆที่สวยงาม มีพระพุทธรูปอยู่มากมาย สวยๆทั้งนั้นค่ะ ที่สังเกตุได้คือ
ทุกอย่างจะใหญ่โต และโดดเด่น อลังกาลมากๆค่ะ เดินกันจนเหนื่อย และหิวน้ำมากๆเลย กรี๊ดดด ร้อนเท้าด้วยค่ะ
เพราะเราต้องถอดรองเท้า ตั้งกะตอนจ่ายตังค์นู้นแหน่ะ มาเที่ยวพม่า ไม่ต้องเอารองเท้ามาก็ได้นะคะเนี่ย (- -) 

ตรงนี้มีพระองค์ใหญ่มากๆ ตอนแรกนึกว่า นี่แหล่ะคือ พระพุทธรูปทองคำ แต่ก็ใหญ่ไปนะ
 มันจะเปลืองทองไปนิดนึง เหอๆๆ แต่ก็ไม่เข้าใจว่าคืออะไร ค่ะ แต่ที่เห็นๆคือ องค์ใหญ่ อลังการมากๆ


เหมือนจะทำด้วย เงินหรือเหล็กหว่า? แต่เวลาถ่ายรูป สะท้อนกันวูบวาบ รูปเลย งงๆหน่อยนะคะ เหอๆ 


ตรงนี้ มีป่าๆหน่อย มีรูปปั้น พระแม่ธรณี บีบมวยผมอยู่ด้วยค่ะ ร่มรื่นดี มีคนไปนั่งสมาธิหลายคน
แอบหลงรักรูปปั้น เทวดา หน้าตาดีมากๆค่ะ จ้องนานๆ มีเคลิ้มเลยทีเดียว รูปปั้นเด็กๆก็น่ารักดีค่ะ
 ทาแป้ง ทานาคา ด้วย แอบคิดเอาไว้ว่า มาพม่าทั้งที เราน่าจะลองทาแป้งแบบ สาวพม่าดูมั่ง งุงิ งุงิ



ตอนนี้เริ่มจะเหนื่อยอ่อน ปวดขา และหิวน้ำมากค่ะ แต่เราไม่มีเงินจั๊ด เพราะกะว่าจะไปแลกที่ตลาดสก็อต
ตามลายแทงคนอื่น แถมตอนนี้ วัดแรก ก็แทบจะหมดเวลาไปทั้งวันเลยนะ เหนื่อยจริงๆ มีอะไรให้ดูเยอะเกินจะบรรยาย
ไหนๆก็มาแล้ว เลยวนไปดูอีกฝั่งของเจดีย์กันบ้างค่ะ ตอนแรกเห็น หอสีเขียวๆนี่ก็สวยดีนะ แต่ก็ไม่ได้คิดว่า
ข้างในจะมีอะไร รู้แต่ว่า สีสวยน่ารักมากๆ เหอๆ เพิ่งรู้ตอนกลับมานี่แหล่ะค่ะว่า มีพระเขี้ยวแก้ว(จำลอง)
อยู่ในหอนี้ด้วย พลาดแล้วไง เง้อออ

แล้วเดินตรงไปอีกนิด ก็จะเจอ พระพุทธรูปทองคำค่ะ มีคนมานั่งสมาธิเยอะมาก เราก็กราบ แล้วก็ขอพร
นั่งพักซักแปป ก็ ออกจากวัดเจดีย์โบดาทาวน์แห่งนี้ค่ะ จุดหมายต่อไป ไปแลกเงินที่ตลาดสก็อต ค่ะ



เดินออกมา ใส่รองเท้า แล้วก็มองไปฝั่งตรงข้ามวัดเจดีย์ โบดาทาวน์ เราก็เห็นว่าน่าจะมีอะไรแหงๆ เลยเดินเข้าไปค่ะ
แล้วก็มีจริงๆด้วย ที่นี่คือที่ตั้งของ " เทพกระซิบ " รูปปั้นสาวสวยขนตางอน ที่ชาวพม่านับถือกันมากนั่นเอง
ก่อนไปเห็นในรายการ 168 ชม. แล้วก็ ข้อมูลที่ปริ๊นมาก็มีบอกพอดี ก็เลยได้เดินเข้าไปไหว้กัน
วิธีของพร จากเทพกระซิบนี้ คือ เราจะต้องไปกระซิบ ที่หูของรูปปั้นค่ะ รูปปั้นจะนั่งอยู่
เราจะเดินเข้าไปด้านในได้เลย หรือจะนั่งไหว้อยู่ด้านนอกก็ได้




มีคนเข้ามาขายของสำหรับบูชาเทพกระซิบ คือมีผ้าบางๆ 1 ผืน พร้อมน้ำขาวๆ แก้วนี้ แล้วก็มี อะไรน๊า กรอย ? หรืออะไรซักอย่างนี่ล่ะค่ะ หน้าตาเหมือนข้าวโพดคั่ว วิธีทำก็คือ เอาเทใส่แก้ว แล้วก็เอาไปไหว้ แล้วก็เอาผ้าไปคลุมที่ไหล่ของเทพกระซิบ แล้วก็กระซิบขอพร 




เราไม่มีเงินจั๊ด และมีแบงค์ 20 อยู่ 2-3 ใบ เค้าบอกว่า เงินบาทก็ได้ สรุปเราเลยได้ น้ำมาคนละแก้ว แล้วก็ไหว้ขอพร
แต่ไม่กล้ากระซิบนะคะ ไม่เห็นมีใครเค้าทำกันเลย แอบเขิน แต่จริงๆก็อยากกระซิบนะ คงตื่นเต้นดี แต่ขอสารภาพว่า
กลัวรูปปั้นขยับมากกว่า ณ จุดนี้ วานั่งจ้องอยู่ซักพัก กลัวเค้าจะเงยหน้าขึ้นมามากๆ ก่อนที่จะคิดพิเรนไปมากกว่านี้
ขอตัวไปที่อื่นต่อก่อนแล้วกันนะค๊า  ^^

(รูปมืดไปหน่อย วาเข้าไปด้าน ย้อนแสงพอดี)




ออกจากที่นี่ เราก็กางแผนที่ออกมาดูจุดหมายของเราอีกครั้ง ก็พบว่า ระหว่างทาง เราสามารถแวะที่วัดๆนึงได้ค่ะ
นั่นก็คือ SULE PAGODA ค่ะ โอเค ออกเดินเท้ากัน แบบชิลๆ ไปเรื่อยเปื่อย ระหว่างทางก็มีคนพม่าเดินทางไปมา
บ้างก็ทำงาน บ้างก็ขึ้นรถโดยสาร บ้างก็ขายของ ตามรายทางนี่ มีร้านขายหมาก แบบเป็น คำๆ เพียบเลยทีเดียว
ไม่กล้าถ่ายรูป กลัวเค้าด่าเอา เง้อออ 

รถเมล์ของที่นี่ ใช้เลขแบบพม่าค่ะ จะขึ้นก็คงลำบาก ไม่ได้ ฝึกเลขมาด้วยเลย รถสองแถวก็แน่นมากๆ
ชีวิตมีแต่การเดินทางจริงๆ ถ่ายรูปไปเรื่อยเปื่อย อยู่ๆก็มี คนแต่งตัวแบบ เจ้าหน้าที่อะไรซักอย่าง วิ่งข้ามถนน
ตรงมาที่วาค่ะ เค้าบอกว่า ให้ลบรูป ออกเดี๋ยวนี้ วาก็ งง แหง่ะ รูปไรว๊า กล้องตูนาเฟ้ยยย พอเค้าชี้ให้ดู
ก็เห็นป้ายห้ามถ่ายรูป เง้อออ พอดีสายตาสั้น ขอโทษทีค่ะ ถ้าจำไม่ผิด น่าจะเป็น สถานที่อะไรซักอย่าง
ของ อังกฤษ เป็นตึกขาวๆ มีธงชาติ ก็รีบลบๆด่วนๆค่ะ เค้ากลัวแล้วววววว

เราเลยเดินข้ามถนนไป เพื่อจะได้ไม่ต้องถ่ายรุปติดอะไรอีก แต่อยู่ๆก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดอีกแล้ว
เดินไปเรื่อยๆ เจอตึกอะไรไม่รู้ จะถึงแยกที่เราจะเลี้ยวไปที่เจดีย์ซูเล แล้ว ก็เดินดุ่มๆๆๆเลย

อยู่ๆก็มี ทหาร หรือ ตำรวจไม่รู้ค่ะ กั้นไม่ให้เราเดิน บอกว่าทางนี้ไปไม่ได้ ทั้งๆที่ไม่มีอะไรเลยนะ
ก็แต่ ฟุตบาท กับตึกเก่าๆ แต่มีรถตำรวจใหญ่ๆ จอดอยู่ เค้าบอกน่ะไม่เท่าไหร่ ถึงเราจะ งงแค่ไหนก็ตาม


เราก็ไม่เดินฝ่าไปอย่างแน่นอน เพราะเค้า ถือปืนกระบอกใหญ่มากอยู่ในมือด้วยไง (- -)
(แน่นอนว่า ไม่กล้าถ่ายรูปด้วยค่ะ) เค้าบอกให้เราเดินข้ามถนนไปเดินฝั่งโน่น แล้วก็ข้ามถนนตรงแยกเอา
เพื่อไปเจดีย์ ซูเล เพิ่งข้ามมาเลยต้องข้ามกลับซะงั้น ทำไมต้องลำบากขนาดนั้นด้วยเนี่ย
จะเอาชีวิตมาทิ้งที่พม่ารึเปล่าเนี่ยตู พอข้ามแยกแบบ ลำบากลำบน เราก็เห็นแว๊บๆแล้วค่ะ เย่ๆ 




เรามาถึง SULE PAGODA หรือ เจดีย์ซูเล กันแล้วใช่มั๊ยค๊า ที่นี่เป็นวัดที่ตั้งอยู่กลางเมือง กลางวงเวียนเลยค่ะ
เวลาข้ามไปก็ระวังรถกันหน่อย เราใช้ทางเข้าที่เชื่อมกับสะพานลอย เพราะสะดวกที่สุด
เข้าไปก็ต้องจ่ายค่าเข้าก่อน คือคนละ 2$ แล้วก็ค่ากล้องคนละ 1$ แต่ครั้งนี้เค้าคงเห็นแต่กล้องที่วาสะพายคอ
แล้วก็ไม่เห็นกล้องเล็ก ของพี่นิ ในกระเป๋า เลยเก็บเรารวมกัน 5$ เท่านั้น 

เจดีย์ที่นี่ ข่าวว่าเป็นเจดีย์หินอ่อนที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ว่าอย่างงั้นค่ะ เหมือนจะเป็นวัดที่เล็กๆกว่าที่อื่นมากๆ
แต่ความอลังการก็ยังมีให้เห็นอยู่นะนี่ เราหิวน้ำปากคอแห้งกันมากค่ะ เจอที่ให้กินน้ำฟรีในวัดเพียบ
แต่สภาพแก้วนี่สิ (- -) คราวหน้าถ้ามาอีก อาจจะต้องพกแก้วมา แล้วไม่ต้องเอารองเท้ามาแทน




หลังจากถ่ายรูปได้เพียงแค่ ทางเข้า 2 ทิศ เราก็ออกจากที่นี่กันอย่างรวดเร็ว ค่าเข้าก็เสียดายนะ
แต่หิวน้ำและร้อนมากกว่าค่ะ เลยรีบออกไปข้างนอก หาซื้อน้ำก่อน จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเรา ไหว้พระกันตรงไหนหว่า เหอๆๆๆ



เดินออกมา ทิศที่จะไปต่อที่ตลาดสก็อตได้ ก็ไปเจอกับ ชุมชนที่แลดูในเมืองมากๆค่ะ คนเดินกันขวักไขว่
มีของกินอะไรเยอะมากๆ ตามข้างทาง ที่เห็นเด่นๆก็เป็นพวก เนื้ออะไรซักอย่าง ที่ไม่กล้ามองมาก
เหมือน เครื่องในสัตว์ต้มพะโล้ เสียบไม้ แล้วก็มีหม้อวางตรงกลาง ซึ่งมันดูเหมือนไม่ค่อยสะอาดเอาซะเลย
ที่เห็นเยอะๆ ก็พวกแอ๊ปเปิ้ลสด วางกับพื้น แล้วก็พุทรากวน อีกแล้ว เราก็เดินหาร้านขายน้ำดื่ม(ที่ดูสภาพดีกว่าที่เจอ)ต่อไปค่ะ 




แล้วเราก็หันไปเจอ ร้านขายเบเกอรี่ ร้านหนึ่งที่ดูหรูหราพอประมาณ เหมาะกับฐานะ 555
ก็ลองเสี่ยงเข้าไปดู ปรากฏว่า มีน้ำขาย และเค้าก็รับเงินดอลล่าด้วยค่ะ เย่ รอดแล้ววว แต่สนนราคาจะแพงหน่อย
ข่าวว่าน้ำดื่มโพลาลิสปกติข้างทาง ขวดละ 150 จั๊ด 
ที่นี่ขาย 200 จั๊ดค่ะ ให้แบงค์ดอลล่าหืไป
เค้าก็ทอนเป็นเงินจั๊ดให้ด้วย เริ่มจะ งงๆดีค่ะ 

ได้น้ำแล้วก็มีแรงเดินต่อ ก็เห็นว่าแถวๆนั้น มีโรงหนังด้วยค่ะ 2012 กำลังฉาย คนเพียบบบบบบบบ 
เดินไปเรื่อยๆ จนถึง สี่แยก เราก็จะเจอโรงแรมขนาดใหญ่มากๆ ที่เรา(ไม่มีปัญญา)มาพัก TRADERS HOTEL ค่ะ
เดินไปอีกนิดก็ Central Hotel ยอดฮิต คิดว่าน่าจะติดกันเลยด้วยซ้ำ




มองไปข้างหน้าก็เจอแล้วค่ะ ตลาดสก็อต หรือตลาด บ๊กจ๊ก อองซาน 
ประมาณนี้นะคะ เรียกกันไม่เหมือนกันเลย
เอาเป็นว่า เสียงคล้ายๆกันนี้ 
แต่เราหันไปเห็นร้านนี้ก่อนค่ะ โสร่งนั้นเอง เรารู้ทีหลังว่า ผ้านุ่งผู้หญิงเรียก ทะเม็ง 
ของผู้ชาย เรียก พะโซ แต่ถ้าบอกว่า โสร่ง คนพม่าก็เข้าใจนะคะ แต่จริงๆแล้วเค้ามีชื่อเรียก
รวมๆกันไม่แยกเพศว่า " longyi " หรือ ลองจี นั่นเองค่ะ 

ในรูปนี่เป็นลายน่ารักมากๆ ของผู้หญิง ส่วนของผู้ชายจะเป็นลายตารางเล็กๆ สีสุภาพมากกว่า 
ราคาก็ประมาณนึง
แต่เราไม่มีเงินจั๊ด แล้วก็ยังไม่รู้ราคากลาง เลยคิดว่ามันอาจจะมีถูกกว่านี้ 
เลยไม่ซื้อค่ะ ร้านนี้ราคา 2000 จั๊ด ต่อผืนนะคะ



เดินขึ้นสะพานลอยข้ามถนนไปก็ แลเห็น ตลาดสก็อตหน้าตาเป็นแบบนี้ค่ะ
เราก็พยายามเดินหาที่แลกเงินจั๊ด อย่างเหนื่อยอ่อนกันต่อไป ปวดขาจัง เดินตั้งไกล เง้อ



ในตลาดจะมีพวก เสื้อผ้ารองเท้าขายมากมาย พอลงข้างล่างก็จะเจอพวก เครื่องประดับ ไม้แกะสลัก อะไรพวกนั้นค่ะ
เราเดินแบบลวกๆ รีบๆ เมื่อยๆ ไปเรื่อยๆ ก็ยังไม่เจอ บูทแลกเงินกันซักที พอเราถามคนแถวนั้นว่าจะแลกเงินได้ที่ไหน
เค้าก็จะพาเราไปหา ร้านขายของข้างๆกันแล้วชี้ให้ไปแลกกันอยู่เสมอ 

ร้านด้านล่างโดยรอบ สังเกตุได้ว่าจะมีร้านแบรนด์เนม เยอะเลยนะคะ เป็น shop เล็กๆ แต่ก็ดูโดดเด่นกว่าสภาพบ้านเมือง
ทั่วไปเค้ามากๆ คือแบบว่า มันจะขายได้เหรอ ใครเค้าจะซื้อเนี่ย เค้านุ่งโสร่งกัน 



ส่วนร้านนี้เป็นร้านขายของเสริมความงามค่ะ สกินแคร์ แล้วก็พวกเครื่องสำอางค์
แต่ส่วนใหญ่สาวพม่าหน้าโบ๊ะแป้งทานาคากันทั้งนั้น สรุป ขายได้บ้างมั๊ยล่ะน๊อ



ที่ตลาดนี่ แอบเจอเป็น คนแลกให้เงินด้วยนะคะ แต่เหมือนจะเป็นพวกที่แลกเงินตลาดมืด ก็ไม่กล้าไปแลก แถม โซว โซว
บอกว่าพวกนี้จะโกงเรา ให้ระวัง เราเลยเดินไปเรื่อยๆ เราไปเจอร้านนี้ขายขอนไม้เล็กๆอยู่ค่ะ แล้ววาก็เพิ่งรู้ว่า
มันคือสิ่งที่คนพม่า ใช้ทำเป็นแป้งทาหน้านั่นเอง ตอนแรกคิดว่าแป้งพม่าที่ทากัน จะเป็นกระปุกๆ แบบที่เคยเห็นตามชายแดนซะอีก 

ราคาก็แตกต่างกันออกไปค่ะ บางอันเล็กมาก แต่ขายแพงซะอย่างงั้น เราเลยถามเค้าว่า ทำไมอันนี้ถึงแพงกว่าอันนั้น
 เค้าเลยบอกว่า เปลือกไม้มันเหลือน้อยกว่า เราเลยเพิ่งถึงบางอ้อ ว่าส่วนที่เค้าใช้ กลับเป็นเปลือกไม้
 ไม่ใช่แกนกลาง ของไม้ แต่อย่างใดค่ะ 




วิธีใช้คือ เอาข้างๆ ของเปลือกไม้ ไปถูกๆกับแผ่นหินกลมๆ (ในรูปด้านบน) 
แล้วก็ใช้น้ำช่วย แล้วก็เอามาทาที่หน้าค่ะ
แต่เราไม่ไหวจะซื้อแผ่นหินแบบนั้น 
เราเลยหันมาพึ่งพาผลิตภัณฑ์ สำเร็จรูปแทน แบบกระปุกนี่ ควักออกมา
ผสมน้ำ ใช้ได้เลย ราคามาตรฐาน 500 จั๊ด ต่อกระปุกค่ะ 
เลยได้มากันคนละกระปุก อันนี้แบบผสมอื่นๆด้วย
น้ำหอมด้วย จะเป็น ทานาคาที่ไม่บริสุทธิ์ 
เหมือนใช้เปลือกไม้นะคะ



เดินไปต่ออีกซักพัก เราก็หยุดถามคนแถวนั้น ว่าแลกเงินได้ที่ไหน เค้าก็เลยพาไปร้านขายพลอยร้านนึง
คราวนี้ ขี้เกียจหาแล้ว และก็คิดได้ว่า มันอาจจะต้องแลกแบบนี้จริงๆ คงไม่มีบูทแลกเงินเหมือนบ้านเราแน่ๆ
เราเลยตัดสินใจแลกเงินกันค่ะ 

ถ้าใช้แบงค์ใหญ่ๆแลกจะได้เรตดีกว่าใช้แบงค์ย่อย 1 ดอลล่าแลกได้ประมาณ 960 จั๊ด
(แบงค์ 50 ดอลล่าขึ้นไป แลกได้เรต 990 จั๊ด) แต่เรามีแบงค์ 10$ เลยยอมๆไป 
แลกไป 50$ ได้กลับมา 48000 จั๊ดค่ะ เรตดอลล่าที่แลกไป เราได้มาที่ 1$ = 33.18 บาท
ตีกันง่ายๆเลยว่า 1000 จั๊ด จะเท่ากับ เงินไทยเราๆ 34-35 บาท ค่ะ 




เงินมีแล้ว ตอนนี้เราแบ่งติดตัวไว้คนละครึ่ง จะได้ไม่งง มีอะไร ควักเท่ากัน 
จะได้คิดค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้ค่ะ เดินออกมาที่ถนน ก็เจอตลาดนัดริมทางเพียบเลย
มีตั้งแต่ เสื้อผ้า เครื่องประดับ อาหาร ผัก กระเทียม มีหมด



ตอนนี้ ปวดขามากมาย จุดหมายต่อไปของเราคือ เจดีย์ ชเวดากองค่ะ กางแผนที่ออกมา
ก็ค้นพบว่า มันไกลจากตรงนี้เยอะเลย ลองเสี่ยงเรียก Taxi กันดูดีกว่า เงินจั๊ดพร้อม ก็จัดการโบกซะ 

แล้วเราก็ต้องตกใจกับ รถ Taxi ที่จอดรับเราอย่างมาก กรี๊ดดดด สภาพหรูหรา กว่าคันอื่นมากๆ แล้วก็มีแอร์ซะด้วย
ที่เราต้องตกใจกันก็เพราะว่า รถที่ประเทศพม่าหาสภาพดีได้น้อยมากค่ะ คิดเป็น 5% ของทั้งหมดได้มั๊ง
เก่าๆทั้งนั้นเลย อันนี้ถือว่าดีเลิศสุดๆ ค่าโดยสาร 2000 จั๊ด ที่เราคิดว่ามันไม่ได้แพงเท่าไหร่ในนาทีนี้
เพราะปวดขามากๆ ค่ะเดินไม่ไหวแล้วล่ะค่า 



Taxi มาจอดส่งเราที่ ลิฟทางขึ้นด้านหนึ่ง ที่เราไม่รู้ว่ามันคือทิศไหน เดินเข้าไปก็จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียม
สำหรับนักท่องเที่ยวค่ะ ที่นี่ จะต้องจ่ายคนละ 5$ ไม่เสียค่ากล้อง ถอดรองเท้าเอาไว้ตรงนี้แล้วก็ เดินขึ้นลิฟไปเลยค่ะ



ที่นี่ห้ามใส่กระโปรงสั้น หรือขาสั้นเกินไปเข้านะคะ ก็มีใส่ขาสั้นกันบ้าง แต่ไม่สั้นมากค่ะ วาใส่กางเกงยีนส์
ขายาวประมาณครึ่งแข้ง ก็เข้าได้นะคะ ได้บัตรเข้ามาแล้ว ก็เดินเข้าไปข้างในค่ะ เข้าไปถึง มีผู้ชายคนนึง
บอกว่าเค้าเป็นไกด์ จะพาชมรอบๆ ใช้เวลาประมาณ 1 ชม. กว่าๆ คิดราคา 5000 จั๊ด (ไกด์พูดภาษาอังกฤษ)
ไหนๆเราก็ไม่รู้อะไรเลย เราก็เลยตกลง แต่ขอต่อราคาเหลือ 4000 จั๊ด ซึ่งเค้าก็ไม่อยากให้เราต่อเท่าไหร่ แต่ก็ยอมแต่โดยดีค่ะ



แว๊บแรกที่เห็น ก็รู้สึกว่า เจดีย์ใหญ่มากกกกกกกกก ค่ะ แต่พิจารณาไปมาแล้วก็พบว่า ที่เจดีย์ดูแปลกๆตาไปซักนิด
ก็เพราะว่า ที่ชเวดากอง วันนี้ก็เป็นเจดีย์เสื่อค่ะ  แง๊ๆๆๆ จะมาปรับปรุงอะไรทุกวัดเลยล่ะค๊าพี่น้องค๊า



ไม่เป็นไรๆ เจดีย์ก็ยังดูสวยอยู่นะคะ เรามาถึงก็แดดร่มลมตกพอดี 
หวังลึกๆว่าวันนี้ เราจะได้เห็น แม่หญิงพม่า กวาดลานวัดพร้อมๆกันแบบที่เคยเห็นในรีวิวคนอื่น 



แล้วก็ไม่ผิดหวังค่ะ เราได้เห็นภาพนั้นจริงๆด้วย เค้าจะกวาดกันตอนเย็นๆก่อนพระอาทิตย์ตกนะคะ ทุกวัน
คนที่มากวดนี่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ แต่อย่างใดนะคะ เป็นอาสาสมัคร ประจำวันนั้นๆ ที่มาช่วยกันกวาดค่ะ 
เหมือนกับว่า ใครมีความประสงค์จะมากวาดในแต่ละวัน ก็จะเข้ามากวาดได้ทุกคน โดยจะมีที่ให้ติดต่ออยู่ค่ะ
เค้าถือว่าได้บุญเยอะเลยทีเดียว


หลังจากที่เห็นสาวๆกวาดลานวัดกันไปแล้ว ไกด์ก็พาเราเดินไปเรื่อยๆ แล้วก็ไปดูนั่น ดูนี่ ที่สำคัญๆ
เช่นต้นโพธิ์ต้นนี้ค่ะ  เหมือนจะเคยเป็นที่ๆ พระพุทธเจ้ามานั่งสมาธิอยู่อะไรแบบนั้นค่ะ



แล้วไกด์ก็พาไปชม เจดีย์ชเวดากองจำลองค่ะ มีการลอคแน่นหนามาก เพราะเจดีย์อันนี้ไม่ธรรมดาค่ะ
ทำจากทองคำหนักประมาณ 40 กิโลกรัม แก้วแหวนเงินทอง เพชรพลอย อีกเพียบ! แถม เพชรเม็ดบนสุดนั้นก็เป็นเพชรแท้
เม็ดเบ่อเริ่มซะด้วยค่ะ โอ้วกรี๊ดดดดดดด นี่แค่จำลองนะคะเนี่ยยย รวยเกิ๊น



มาดูใบยืนยันการันตี วาอันนี้ ของแท้หนักเท่าไหร่ ยังไง เห็นแล้วก็นะ ตอนนั้นทองบาทละเกือบ 2 หมื่นแล้วนะคะ (-O-) 


หลังจากที่วาตะลึงงัน อ้าปากค้าง มือเกาะลูกกรงดู เจดีย์ชเวดากองจำลองได้ไม่นาน ไกด์ก็ชี้ไปที่
เจดีย์ขนาดใหญ่ของจริงค่ะ แล้วพูดว่า อันนี้ ทำจำลองมาจากอันนั้น แล้วข้างบนสุดเนี่ย
ก็มีเพชรเม็ดใหญ่เหมือนกัน น่าจะราวๆ 73 กะรัต (  *O*  ) . . . . .

วารีบวิ่งออกไปโผล่หัว มองไปที่เจดีย์ทันทีค่ะ 73 กะรัตนี่มันใหญ่ขนาดไหน
ไกด์ก็ให้คำตอบว่า ประมาณเท่าไข่ไก่ นั่นเองค่ะ แอร๊กกกกก!!!


เค้าเลยเล่าต่อให้เรา อ้าปากค้าง จ้องแต่เจดีย์ชเวดากองค่ะ เค้าว่า ทองที่ใช้สร้างเจดีย์นี้หนักหลายสิบตัน
จำไม่ค่อยได้ เพราะได้รับสารมาเป็นภาษาอังกฤษ มันเลยไม่ค่อยได้จำอะไรแม่นๆนะ สมองทำงานหนัก เอิ๊กกกก 
ตรงฉัตรด้านบนมีการเปลี่ยนลงมาแล้วเอาขึ้นไปใส่ใหม่นะคะ อันเก่าเป็นเหล็ก แต่อันใหม่นี่ ทองแท้ทั้งอันค่ะ กรี๊ดดดดดดดดด
ส่วนตรงองค์พระเจดีย์นั้น จะมีการหล่อขึ้นด้วย ซีเมนต์ กับ ปูน (เค้าบอกมางี้นะ) แล้วก็เอาแผ่นทองที่คุณภาพต่ำกว่าทอง
(อาจจะผสมด้วยวัสดุอื่นเล็กน้อย) มาแปะๆๆลงไปรอบองค์พระเจดีย์ ขันด้วยสกรู แล้วก็เชื่อมแผ่นทองเข้าด้วยกันด้วย เรซินค่ะ

ที่เราเห็นเค้าเอาเสื่อคลุมไว้ ก็เพราะว่า อยู่ในช่วง รอให้เรซินแห้งค่ะ เค้าจะเริ่มทำตอนที่ ไม่มีฝน แล้วก็เป็นช่วงอากาศหนาว
เพราะ เรซินจะได้แห้งไว เลยเห็นว่าเค้าเลย บูรณะซ่อมแซม เจดีกันหลายที่ช่วงเวลานี้ แล้วจะต้องรอให้เรซินแห้ง
เป็นเวลาร่วมๆ 3 เดือนเชียวค่ะ อ้อ 3-4 ปี จะบูรณะครั้งนึง นะคะ แหม๋ เรานี่ ทำไม แจคพอต ขนาดนี้น๊า 



เค้าบอกว่า มีภาพถ่ายจากด้านบนให้ดูด้วยค่ะ ว่าตรงยอดเนี่ย มีเพชรเม็ดใหญ่ แล้วก็มีแก้วแหวนเงินทองมากมายขนาดไหน
เราก็แบบ อยากเห็นขึ้นมาทันที จริงๆมันต้องเดินไปอีกไกลเลย แต่วาเอาภาพมาให้ดูก่อน จะได้ ชอคตาตั้งพร้อมๆกัน 555 

ภาพขยายจากด้านบนเป็นรุปค่ะมีไฟส่อง ถ่ายยากมากๆ แต่ก็พอเห็นใช่มั๊ยค๊า ทองเป็นเส้นๆ แหวนทอง แหวนเพชร
ร้อยกันเป็นวงๆ อลังการมากมาย กรี๊ดกร๊าดๆ ขนลุกกกกกกกกกกกก ! 



ก่อนที่จะเริ่มเดิน ไกด์ถามวันเกิดเราก่อนค่ะ เค้าบอกว่า จะพาไปไหว้พระประจำวันเกิด
 เดินไปเจอ วัดประจำวันเกิดพี่นิก่อน ก็แวะไหว้กันค่ะ นี่ถ้ามาเองจะรู้ม๊ายย ไม่มีภาษอื่นใด นอกจาก ภาษาพม่า (- -)


แล้วเค้าก็พาไปดูพระพุทธรูปหินอ่อนค่ะ องค์ไม่ใหญ่มาก แต่เป็นหินก้อนใหญ่ก้อนเดียว
แล้วเอามาแกะสลักเลยค่ะ ในนี้มีกล้องวงจรปิด ติดด้วยนะคะ สงสัยจะแพงงงง ^^


เดินไปไม่นานก็เจอ พระประจำวันเกิดวันเสาร์ค่ะ วาก็ไปไหว้ แล้วก็สรงน้ำพระกันซักนิดนึงง สาทุ๊



ตรงนี้ไกด์พาเดินวนอยู่นานมาก พร้อมกับเล่านู้นนี่นั้น ให้พี่นิฟังไปด้วย พี่นิปรึกษา เรื่องทริปที่เหลือ ของเราด้วย
เค้าก็เล่าๆ ให้คำแนะนำ แล้วก็สอนภาษาพม่าเราด้วยค่ะ ได้ความรู้บ้างไม่ได้บ้าง (เพราะวาฟังไม่ออกเองแหล่ะ)
ก็ถ่ายรูปนั่นนี่ไปเรื่อย จนฟ้ามืดลงค่ะ วัดที่นี่ จะเปิดถึงตอนมืดๆ ราวๆ 4 ทุ่มโน่นเลย คนก็ยิ่งเยอะเข้าไปอีกค่ะ
เจอคนไทย เยอะเหมือนกัน ระหว่างที่เดินก็มีคนพม่า พูดสวัสดี กับเราไปตลอดทาง หน้าตาเราบ่งบอกสัญชาติ ขนาดนั้นเลยรึ? 



เดินไปเรื่อยๆ ก็จะเป็นเจดีย์น้อยใหญ่ แล้วก็ พระพุทธรูปค่ะ แต่ละอย่าง ใหญ่โต แย่งซีนกันสุดๆ
แต่ก็ยังเล็กกว่า เจดีย์ชเวดากอง ที่เด่นเป็นสง่าอยู่ตรงกลาง เราก็เดินกันจนฟ้ามืด แหน่ะ กว่าจะครบรอบ ที่เราขึ้นมา


เรื่อง อาหาร บอกไว้ก่อนว่าเราไป ชิมอาหารพม่ากันเหมือนกัน แต่ขออุบไว้ก่อน เพราะเป็นมื้อเดียวที่ไปลองมา
แล้วก็ไม่คิดจะลองอีกเลยค่ะ 55555555 เดินมาเรื่อย จนถึง ลานกว้างๆ มององค์พระเจดีย์ได้ชัดเจนมากๆ
เค้าก็บอกว่า ตรงนี้เป็นลานอะไรซักอย่าง ลืมแหะ ลานอธิษฐาน หรือ ลานสวดมนต์ อะไรนี่ล่ะค่ะ
คนมานั่งกันเยอะมากๆ กึ่งๆ นั่งสมาธิ กึ่งๆปิกนิคเลยทีเดียว 



ด้านหลัง ของลานด้านบน จะเป็นที่แขวนรูปภาพนะคะ จะเป็นรูปเจดีย์ทั้งหมด แล้วก็ภาพขยาย
ยอดเจดีย์ด้านบน ที่วาเอาลงไปแล้วที่ คห.8 นั่นเอง ถ้าเอาเสื่อ ออก เราก็คง จะได้เห็นภาพนี้จ้า



ไกด์พาเราไปดู ฉัตรอันเก่าที่ยกลงมา ตั้งเอาไว้ แล้วเอาอันใหม่ ที่เป็นทองแท้ขึ้นไปไว้แทน
(สงสัยขี้เกียจทาสีทองบ่อยๆ เลยเอา ทองแท้ ทำซะเลยโน๊ะ) *.* พอเดินเข้ามาแล้ว ก็แบบ ขนลุกเลยค่ะ
ฉัตรอันใหญ่มากๆ ไม่อยากจะคิดเลยว่า ฉัตรยอด 7 ชั้น ที่ทำด้วยทองแท้ด้านบนนั้น ใช้ทองหนักเท่าไหร่ในการทำ (-O-)

ด้านในนี้ไม่ได้มีเพียงฉัตรอันเก่าให้ดู แต่มีพระพุทธรูปแกะสลักด้วยไม้ สวยงามมากๆค่ะ มีอยู่หลายองค์ด้วยค่ะ 



ในระหว่างที่เดินอยู่ตอนฟ้ามืด ไกด์ก็ชี้ให้เราดูที่ยอดของเจดีย์ค่ะ เค้าบอกว่า ไฟสาดไปที่ยอด เราจะเห็น แสงไฟ ระยิบระยับ
ออกมาเลยทีเดียว โอ๊ยยย แค่นี้ก็อิจฉา ตาโต จะแย่แล้ว มีเรียก อวดเป็นระยะๆอีกด้วยแหน่ะ แถมรูปที่ถ่ายออกมา
ก็จะมี รอยเหมือนแสงเลอะๆแบบนี้หลายรูปนะคะ แต่บางรูปก็ไม่มี ทั้งๆที่เป็น จุดเดียวกัน
เลยนึกได้ว่า ต้องเป็นเพราะ ประกายเพชรแน่ๆ โอ้ยยยย รู้แล้วจ้า ว่าเพชรใหญ่มาก 73 กะรัตโน่นนนนน เอิ๊กกกก



แล้วก็ครบรอบพอดีค่ะ ก็ขอบคุณไกด์มากๆที่ให้ความรู้เรา ถ้าไม่ได้ไกด์ เราก็คงไม่รู้อะไรเลย เดินมาเป็นชั่วโมงๆ
เค้าก็พูดจาดี แนะนำดี เราเลยใจป้ำ ให้ไป 5000 จั๊ดเลย นี่ถึงจะจนแต่ก็ไม่แล้งน้ำใจนะจ๊ะ โหะๆๆๆ (แลดูดีมั๊ยน่ะ)
รู้สึกว่า จะไม่ได้ถามชื่อไกด์มาแหะ เค้ามีป้ายชื่อด้วยนะคะ สงสัยเป็นไกด์ที่ถูกกฏหมาย หรือได้ใบอนุญาต
ว่างั้นเถอะ ถ้าไปกันเองแล้วมีคนเดินมาบอกว่า เค้าเป็นไกด์ ให้พี่เค้าพาเที่ยวก็ได้อะไรอีกเยอะเลยค่ะ แนะนำๆ 



เที่ยวชเวดากองมานานมากชักเหนื่อย เดี๋ยวไปหาข้าวเย็นทานที่เรือการเวกค่ะ
แต่ Blog เริ่มยาวแล้ว โพสต่อไมไ่ด้ เดี๋ยวไปเที่ยวกันต่อ Blog หน้านะค๊า โปรดติดตามตอนต่อไป




Create Date : 07 กรกฎาคม 2554
Last Update : 7 กรกฎาคม 2554 17:00:46 น. 7 comments
Counter : 4686 Pageviews.

 
ขอบคุณสำหรับรีวิว ป้าแหม่มขอเก็บข้อมุลตามรอยไปปีหน้านะคะ อาจารย์


โดย: ป้าแหม่ม IP: 223.207.204.92 วันที่: 7 กรกฎาคม 2554 เวลา:18:13:49 น.  

 
ขออีเมล์ติดต่อไกด์จะได้ไหมค่ะ ป้าแหม่มไปปีหน้าค่ะ


โดย: ป้าแหม่ม (Pa~Mam@Andaman ) วันที่: 7 กรกฎาคม 2554 เวลา:18:18:33 น.  

 
น่าไปจัง
แต่ที่น่ากว่า
คือขนมข้างทางงิ แง้่บๆ


โดย: itoursab วันที่: 7 กรกฎาคม 2554 เวลา:19:49:53 น.  

 
แวะมาทักทายครับ ขอตามไปเที่ยวพม่าด้วยคน

อยากมีโอกาสไปบ้างจังครับ


โดย: กัปตันลูกชุบ วันที่: 7 กรกฎาคม 2554 เวลา:21:54:01 น.  

 
รูปสวยจังเลยค่ะ


โดย: mookmukค่ะ วันที่: 7 กรกฎาคม 2554 เวลา:22:03:20 น.  

 
ป้าแหม่มค๊า ถ้าไกด์ ที่ชเวดากอง เค้าเดินมาหาเราเองเลย
ส่วนไกด์ที่พาไปพระธาตุอินทร์แขวน วาติดต่อทัวร์ที่ Motherland inn เลยอ่ะค่ะ GM ที่นั่นเค้าแนะนำให้ อ่ะค่ะ เลยไม่มีที่ติดต่อตรงเลยอ่า


โดย: นังนู๋วา IP: 125.25.136.56 วันที่: 8 กรกฎาคม 2554 เวลา:7:08:17 น.  

 
เป็น blog พม่า และแปลภาษาพม่าได้ดีจริงๆครับ


โดย: ต้าโก่ว วันที่: 12 กรกฎาคม 2554 เวลา:9:39:52 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

นังนู๋วา
Location :
นนทบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]













Blog date ล่าสุด ..



Google+



วิธีสั่งซื้อไอเฮิร์บคลิ๊ก


cool hit counter <-- My Blog Stat




Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2554
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
7 กรกฏาคม 2554
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add นังนู๋วา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.