สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นดีเสมอ
Group Blog
 
All Blogs
 

หลงกาแฟ

"กาแฟ"เป็นผลผลิตทางการเกษตรที่มีการซื้อขายกันมากที่สุดในโลก และเป็นสินค้าส่งออกที่สร้างรายได้สำคัญให้กับหลายประเทศทั่วโลก ในบ้านเราเองตลอดช่วงหลายปีมานี้ ความนิยมดื่มกาแฟเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ร้านกาแฟกลายเป็นธุรกิจในฝันยอดนิยมของคนรุ่นใหม่

 

                "บราซิล"เคยเป็นประเทศที่มีการส่งออกกาแฟมากที่สุดในโลก แต่ในช่วงไม่กี่ปีมานี้เองที่ "เวียดนาม"ได้กลายเป็นผู้ผลิตเมล็ดกาแฟโดยเฉพาะ "โรบัสตา"รายใหญ่ติดอันดับโลก

 

                ประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงกับเราอีกประเทศที่อยู่ในกลุ่มผู้ส่งออกกาแฟรายสำคัญ (อันดับ 3 ของโลก) คือ อินโดนีเซีย (โคลัมเบียอันดับ 2 )

 

                กาแฟที่ได้ชื่อว่า มีรสชาติล้ำลึก และแพงที่สุดในโลก คือกาแฟขี้ชะมด (Kopi Luwak) ก็มีถิ่นกำเนิดจากประเทศอินโดมีเซียเช่นกัน

 

                Luwak เป็นชะมดสายพันธุ์หนึ่งอาศัยอยู่ในอินโดนีเซีย ได้ยินว่า ในบ้านเราเองก็เริ่มกาแฟขี้ชะมดของเราเองเหมือนกัน ราคาแพงไม่แพ้ของต้นตำรับ

 

                ว่ากันว่า ที่กาแฟขี้ชะมดมีราคาแพงมาก เพราะมีขั้นตอนการผลิตที่ซับซ้อนกว่ากาแฟทั่วไป ด้วยว่า ชะมดเป็นสัตว์ที่กินยากจึงเลือกกินกาแฟเฉพาะผลที่สุกดีแล้วเท่านั้น เมื่อชะมดกินผลกาแฟเข้าไปจะไปทำปฏิกิริยากับเอนไซม์และสารบางอย่างที่อยู่ในกระบวนการย่อยของมันส่งผลให้กาแฟมีกลิ่นและรสเฉพาะตัว

 

                ร้านกาแฟยี่ห้อดังในบ้านเราก็มีกาแฟขี้ชะมดให้คอกาแฟได้ลิ้มลองรสชาด สนนราคาตั้งแต่แก้วละ 500 กว่าบาท-1,000 กว่าบาท

 

                ประสาคนที่ชมชอบกาแฟ เมื่อมีโอกาสไปเที่ยวบาหลี ฉันจึงไม่พลาดที่จะลองซื้อกาแฟขี้ชะมดของอินโดนีเซียมาลิ้มลองบ้าง ไม่ได้เลือกยี่ห้อแค่ดูราคาไม่ถูกไม่แพงมากไป แต่ละยี่ห้อราคาก็ต่างกัน ที่ซื้อมา 100 กรัม  500 กว่าบาท แต่ต้องสารภาพตรง ๆ ว่า ยังเข้าไม่ถึงรสชาติที่ว่าล้ำลึก (ซื้อแบบคั่วบดมาแล้วชงด้วย French Press )

 

                อ่านเจอที่ไหนจำไม่ได้บอกว่า ตอนนี้กาแฟขี้ชะมดเสียแชมป์ให้กับ "กาแฟลิง"ไปแล้วเรียบร้อย (เมล็ดกาแฟที่ลิงพันธุ์หนึ่งในอินเดียบ้วนออกมา)

 

                แต่ถึงนักชิมชั้นยอดจะพากันให้คะแนน"กาแฟลิง"ท่วมท้น แต่ฉันเองกลับไม่นึกอยากลองชิมกาแฟลิง 

 

                วันนี้ชะมดเสียแชมป์ให้ลิง แต่ลิงจะเสียแชมป์ให้ใครอีกยังไม่รู้ อนาคตไม่แน่ไม่นอน หรือเมล็ดพันธุ์กาแฟที่ว่า สุดยอดทั้งหลายจะว่าไปต้องผ่านกระบวนการปรุงแต่งโดยอะไรอื่นที่ซับซ้อนกว่าถึงจะมีรสชาติที่แตกต่างไป (เหมือนกาแฟไทยยี่ห้อหนึ่งที่บอกว่า ปลูกในดงลูกท้อเวลาดื่มจึงได้กลิ่นอ่อนๆ ของดอกท้อติดปลายจมูก)

 

                ฉันเองหลง "กาแฟ"เช่นกัน แต่มากกว่าเมล็ดพันธุ์ที่ว่ากันว่าให้รสชาติดีเยี่ยม น่าจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับกาแฟทั้งเมล็ดพันธุ์ อุปกรณ์ต่างๆ และกระบวนการในการชง   กว่าจะดื่มได้มีขั้นตอนไม่น้อย เริ่มตั้งแต่การทำความรู้จักกับชนิดของกาแฟ การเลือกเมล็ดกาแฟ รู้จักเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ การบด และกรรมวิธีในการชงที่มีหลากหลายมาก และอื่นๆ อีกมากมาย

 

                ตอนเริ่มต้นชงกาแฟดื่มเอง ยังก็เลือกซื้อแต่กาแฟยี่ห้อดัง ๆ เพื่อรับประกันความผิดหวังไว้ก่อน เลือกซื้อแบบที่บดมาแล้วโดยสังเกตุจากข้างห่อว่าเหมาะกับเครื่องชงแบบไหน เพราะความละเอียดของกาแฟมีผลต่อรสชาติ

 

                แต่ถ้าอยากสนุกขึ้นอีกนิดต้องบดกาแฟเอง แนะนำเครื่องบดกาแฟมือหมุน มีทั้งแบบโบราณ (รูปทรงสวยคลาสสิกกล่องทำจากไม้ ฟันบดทำจากเหล็ก) และแบบทันสมัย (ฟันบดทำจากเซรามิก) มีหลากหลายยี่ห้อ เดี๋ยวนี้เริ่มหาร้านขายเครื่องไม้เครื่องมือสำหรับชงกาแฟดื่มเองที่บ้านง่ายขึ้น มีให้เลือกหลายระดับราคา ค่อย ๆ เลือกค่อยเรียนรู้ด้วยตัวเองก็สนุกดี

 

                ว่ากันว่ารสชาติกาแฟขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลัก ๆ คือเมล็ดกาแฟ การบด น้ำ และเครื่องชง สำหรับฉันขอเพิ่มอีกอย่าง คือ ความชอบ

 

                โดยส่วนตัวเริ่มชงกาแฟดื่มเอง ด้วย"โมกา พ็อต" (Moka Pot) หม้อต้มกาแฟทำจากอลูมิเนียม ชอบรูปร่างหน้าตาที่สวยคลาสสิก แต่ดูบึกบึนสมบุกสมบันดี ต้นตำรับก็ต้องของอิตาลียี่ห้อ Bialetti  ในอิตาลีเกือบทุกบ้านจะมีเครื่องชงกาแฟแบบ MOKA ติดบ้าน

 

                หม้อต้มกาแฟ MOKA มี 3 ส่วน ส่วนบนสุดคล้ายกาไว้รองรับกาแฟ ตรงกลางเป็นฟิลเตอร์และถ้วยใส่ผงกาแฟ ส่วนล่างสุดไว้ใส่น้ำ

 

                วิธีชงก็แสนง่าย ใส่น้ำที่ส่วนล่างสุด (กาแฟต้องบดให้หยาบนิดนึง) ใส่ถ้วยกาแฟและผงกาแฟลงไปตรงกลางแล้วประกอบส่วนบน ยกขึ้นตั้งไฟอ่อน ๆ รอจนเดือด พอน้ำเริ่มเดือดจะดันตัวเองจากล่างขึ้นบนผ่านผงกาแฟที่อยู่ตรงกลางขึ้นไปกลายเป็นน้ำกาแฟข้างบน

 

                ชงเสร็จจะได้เอสเพรสโซ่รสเข้มข้นกลิ่นหอมกรุ่น (ถ้าบดกาแฟละเอียดผงกาแฟจะขึ้นไปปนในน้ำกาแฟ)

 

                นอกจาก  Moka Pot แล้ว เครื่องชงที่ใช้บ่อย ๆ อีกแบบคือ "เฟรนช์ เพรส" (French Press) สะดวกกว่า Moka เพราะไม่ต้องต้ม และยังดึงรสชาติและเอกลักษณ์ของกาแฟออกมาได้ไม่แพ้เครื่องชงอื่นๆ

 

                อีกแบบที่เริ่มลองเป็นการชงแบบ Drip ก็ได้อีกรสชาติ คลีนกว่า (ผงกาแฟโดนกรองโดยกระดาษกรอง) แต่รสชาติอ่อนกว่า Moka และเฟรนช์เพรสจึงเหมาะกับการดื่มยามบ่าย

 

               

เครื่องชงอันดับถัดไปที่อยากลองเป็นแบบ "ไซฟ่อน" (Siphon) ใครเคยนั่งร้านกาแฟญี่ปุ่น"UCC"คงพอเคยเห็น เป็นกระเปาะแก้วคล้ายหลอดทดลองทางวิทยาศาสตร์ คล้าย Moka ตรงที่ต้องนำมาตั้งไฟ

 

คอกาแฟบางคนบอกว่า สิ่งที่โดดเด่นชัดเจนของการชงแบบ Siphon คือ สามารถดึงความหอมของกาแฟออกมาได้เต็มที่ กลิ่นหอมฟุ้งขจรกระจาย และได้รสชาติที่แตกต่างไปจากวิธีอื่น แต่ขั้นตอนการชงค่อนข้างยุ่งยาก และมีตัวแปรเยอะทั้งปริมาณกาแฟ, ปริมาณน้ำ, อุณหภูมิของน้ำ, ความละเอียดความหยาบของกาแฟ, การคนกาแฟ

 

ทั้งหลายทั้งมวลล้วนมีผลกับรสชาติกาแฟ

 

ถ้าเริ่ม"ดริป"จนอยู่ตัวแล้วคงต้องเริ่มหา Siphon มาลองบ้าง คนไม่ชอบอาจรู้สึกว่า ยุ่งยาก และเยอะไปไหมสำหรับหนึ่งถ้วยกาแฟ

แต่ถ้าชอบ มากกว่ารสชาติคือความสุข

 

 




 

Create Date : 03 สิงหาคม 2555    
Last Update : 3 สิงหาคม 2555 8:28:39 น.
Counter : 3193 Pageviews.  

ลอนดอนชั่ววูบ

บางครั้งระหว่างทาง สำคัญกว่าปลายทางข้างหน้า ถ้าเรามีโอกาสเหลียวมองสถานที่ ผู้คน ก้าวช้า ๆ และหยุดพักสายตาบ้าง ไม่จำเป็นต้องเร่งดุ่มเดินไปให้ถึงจุดหมาย เราจะพบเห็นและเก็บบางสิ่งบางอย่างระหว่างทางเอาไว้ได้ แม้จะไม่ตั้งใจก็ตาม

วีคที่แล้ว มีภารกิจต้องเดินทางไกลไปลอนดอน บรรยากาศและผู้คนไม่ต่างจากเมื่อแปดปีที่แล้วมากนัก หลายที่มีความทรงจำของเมื่อวาน

นักท่องเที่ยวบนรถเมล์2 ชั้นสีแดงแจ๋ จตุรัสพิกคาเดลลียังคราค่ำไปด้วยผู้คน หน้าโรงละคร รถไฟใต้ดิน พิพิธภัณฑ์ และสวนสาธารณะ

ยังจำความรู้สึกที่ได้หยุดยืนมองดอกทานตะวันสีเหลืองสดใสของศิลปินคนโปรดได้ดี พลังจากปลายพู่กันที่ปาดป้ายลงบนผืนผ้าใบยังให้ความรู้สึกสดใหม่

ทุ่ง cypress สีฟ้า กระดองปูสีส้มแจ๊ด...

ชีวิตแสนสั้น ศิลปะยืนยาว...

ชั่วขณะหนึ่ง ถ้าจะเปลี่ยนบรรยากาศมาใช้ชีวิตที่นี่สักพักจะยังสงบนิ่ง อิ่มเอม เหมือนที่ได้ใช้จ่ายวันเวลาช่วงสั้นๆ ไหม

สถานที่และความทรงใจของเมื่อวาน และใครบางคน

ความรู้สึกที่ได้กลับไปลอนดอน เหมือนสูดอากาศยามเช้าต้นฤดูใบไม้ร่วง สดชื่น สงบเงียบ เหมือนเวลาเดินช้าลง

จนเมื่อนึกถึง ละครเพลง "the phantom of the opera" ที่สร้างจากวรรณกรรมฝรั่งเศสของ "กาสตง เลอรูซ์"



รักสามเส้าระหว่างชายอัปลักษณ์ชื่ออีริค (แฟนธ่อม) คริสตีน ดาเอ้ ผู้เป็นนักร้องอุปรากรสาวลูกศิษย์ของเขา และราอูล

ท่อนอินโทรเพลง Nightwish ฉุดดึงความรู้สึกให้ดำดิ่งสู่ความหม่นมืด เงียบงันเหมือนชะตากรรมของปิศาจแห่งโรงละครการ์นิเย่


...In all your fantasies, you always knew That man and mystery...


ลอนดอนให้ความรู้สึกต่างจากสต็อกโฮมมาก

สต็อกโฮมเหมือนยามเช้าในฤดูใบไม้ผลิ สดชื่นและมีพลังบางอย่างที่ทำให้รู้สึกอยากทอดเวลาที่มีออกไปเรื่อยๆ อิ่มเอมและคุ้นเคย

แต่ทั้งสต็อกโฮม และลอนดอน ยังคงเป็นหมุดหมายของพรุ่งนี้ ถัดจากโคเปนเฮเกน และปารีส...




 

Create Date : 01 ตุลาคม 2554    
Last Update : 1 ตุลาคม 2554 21:10:36 น.
Counter : 331 Pageviews.  

ลืมอะไรไว้ที่ stockholm

นั่นซิ ลืมอะไรไว้มั่ง

ทริปนี้ใช้เวลาสั้นมาก ภารกิจที่เป็นเหตุให้ต้องเดินทางอีกครั้งกินเวลาไปเกือบหมด เวลาที่ว่างจริงๆ เผลอๆ น้อยว่าการเดินทางบนเครื่องบิน
เดิมตั้งใจว่าจะอยู่เที่ยวต่ออีก 2 วัน แต่ชีวิตมักไม่เป็นไปอย่างที่ต้องการเสมอ

ในที่สุดก็ไม่ได้ยืดทริปออกไป ไปทำงานเสร็จปั๊ปก็ิต้องเดินทางกลับทันที น่าเสียดายมาก เพราะสต็อกโฮมช่วงนี้อากาศดีมาก เป็นช่วงหน้าร้อน

เวลากลางวันจึงยาวนานกว่ากลางคืนมาก ห้าทุ่มแล้วฟ้าเพิ่งเริ่มมืด นอนได้แป๊ปเดียวก็สว่างจึงเหมือนแทบไม่ได้นอน หลับๆ ตื่นๆ ตลอดคืน ตีสี่ก็สว่างโร่แล้ว

สต็อกโฮมสวยเหมือนที่คิดไว้ ตึกรามบ้านช่องและผู้คน มีโอกาสไปมาหลายประเทศ เที่ยวนี้ต้องบอกว่า คนแถบแสกนดิเนเวียนี่หน้าตาดีที่สุด ผู้หญิงผมบล็อนด์ สูงโปร่ง ผิวสวย หน้าใส ผู้ชายก็หล่อมากกกกก

เจริญตาเจริญใจไปหมด ทุกๆ สิบคนที่เดินผ่าน หน้าตาดีมาก 3 คน ดีพอใช้ 2 ธรรมดาค่อนไปทางดีอีก 3 ที่เหลืออีก 2 งั้นๆ

อาจเพราะย่านที่ไปอยู่เป็นย่านดาวน์ทาวน์จึงมีแต่สิ่งเจริญหูเจริญตา
ทุกเวลาที่เหลืออยู่จึงได้แต่คิดว่า จะต้องกลับไปอีก

แม้ในบางช่วงในระหว่างทางจะรู้สึกเหงาๆ ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่เราคุ้นเคย บางขณะจึงรู้สึกเหมือนเป็นคนแปลกหน้า แต่ก็ยังรู้สึกว่าจะกลับไปอีก

เหมือนมีบางสิ่งบางอย่างหายหกตกหล่นไประหว่างทาง
แล้วอะไรกันล่ะที่หายไป

ที่นี่มีทุกอย่าง แต่บางครั้งเราก็ต้องพาตัวเองไปอยู่ในที่ที่ไม่คุ้นเคยเพื่อที่จะได้รู้ว่าความไม่มีเป็นอย่างไร

สิ่งที่เราต้องการจริงๆ อาจไม่ใช่สิ่งที่เราคิดไว้จนกว่าเราจะได้เจอสิ่งนั้นจริงๆ

คงเหมือนคนที่ใช่ เมื่อไรที่เจอก็จะรู้ได้เอง









 

Create Date : 11 มิถุนายน 2554    
Last Update : 11 มิถุนายน 2554 0:23:47 น.
Counter : 218 Pageviews.  

สิ่งที่ทำให้คนเราแตกต่างกัน

วีกเอนด์ที่ผ่านมา มีโอกาสเข้าอบรมในโครงการปั้นนักข่าวเป็นนักเขียน ครั้งที่ 4 ของสมาคมนักข่าวที่อัมพวา ได้รับความรู้มากมายจากนักเขียนระดับซีไรท์ และนักข่าวอาวุโสฝีมือเอกอุหลายท่าน อาทิ อ.เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์, คุณรุ่งมณี เมฆโสภณ, คุณชมัยภร แสงกระจ่าง (ไพลินต์ รุ่งรัตน์), คุณอุทิศ เหมะมูล (นักเขียนซีไรท์ปี 2552), คุณประชาคม ลุนาชัย เป็นต้น

"การเขียนหนังสือถ้าไม่มีความสุขอย่าทำ หนังสือเล่มไหนเป็นเล่มแรกที่คุณซื้ออ่านเอง เล่มไหนที่คุณร้องไห้ไปกับมัน" คำพูดของคุณชมัยภร แสงกระจ่างทำให้ฉันนึกถึงพลนิกรกิมหงวน, เวลาในขวดแก้ว, คู่กรรม และอยู่กับก๋ง นิยายที่เคยอ่านสมัยเด็ก

"แต่ละคนมีเคมีในตัวต่างกัน บนเส้นทางเดินไปสู่การเป็นนักเขียน วิธีคิด องค์ประกอบต่าง ๆ ความสำเร็จเราเลือกได้เหมือนระยะทางจากกรุงเทพฯถึงเชียงใหม่ เราอาจอยากไปแค่อัมพวาก็ได้"

"การเป็นนักเขียนต้องชอบเขียนต้องรู้สึกว่าไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย ลืมกินข้าวปลา ถ้าเราไม่มีแรงขับเคลื่อนแบบแปลก ๆ ยากจะประสบความสำเร็จ ถ้าอยากเป็นนักเขียนต้องแสดงอภินิหาร ไม่ชอบหัวหน้าแทนที่จะด่าแล้วเดินออกจากโรงพิมพ์ให้เขียนเป็นนิยายเลย ใช้ประสบการณ์บรรยายออกมา" รุ่งมณี เมฆโสภณ

"คุณอยากเป็นอะไร สุดยอดของคุณคืออะไรจงลงมือทำ เหมือนที่ อ.สุกรี เจริญสุข บอกว่า พรสวรรค์สร้างได้ไม่ต้องรอเทวดา" เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์

"เมื่อมีแรงบันดาลใจจงไล่ต้อนเข้ามาสู่โลกที่เราคุ้นเคย มองให้กว้าง คิดให้ลึก ศึกษาให้ละเอียด และบีบให้แคบ" ประชาคม ลุนาชัย

คมความคิดข้างต้น ทั้งกระแทกใจ และปลุกเร้าความรู้สึกที่หลับใหลภายในใจของนักข่าว (อยาก) เป็นนักเขียนทั้งหลายให้ตื่นขึ้น

มากกว่าเทคนิคของนักเขียนแต่ละท่านในการสร้างสรรค์ผลงาน คือการมองเห็นความจริงที่ทุกมืออาชีพจำเป็นต้องมี สิ่งนั้นคือความมุ่งมั่นตั้งใจ ขยันและอดทน โดยทั้งหมดมีความรักและแรงบันดาลใจเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ

"อย่าแค่คิดแต่ต้องลงมือทำ" นักเขียนหลายท่านตอกย้ำคล้ายกัน พร้อมกับบอกเล่าประสบการณ์ในการเขียนงานส่งไปยังสำนักพิมพ์ต่าง ๆ เริ่มจากชิ้นแรก ชิ้นที่ 2 บ้างนับ 10 ซึ่งอาจได้เพียงแค่ลงตะกร้า ขอเพียงอย่าท้อ

วัฒนธรรมแดกด่วนที่ทำให้เราส่วนใหญ่คุ้นชินกับความสำเร็จกึ่งสำเร็จรูปจนหลงลืมไปว่าไม่มีความสำเร็จใดได้มาโดยง่าย เรามองเห็นเพียงส่วนยอดของภูเขาน้ำแข็ง

ในฐานะนักอ่านคนหนึ่งที่เติบโตมากับการอ่านงานเขียนของนักเขียน นักแปลระดับตำนานทำให้ฉันไม่กล้าคิดฝันถึงการมีอาชีพเป็นนักเขียน ที่ผ่านมาจึงภักดีกับการอ่าน และการเป็นนักอยากเขียนมาโดยตลอด

หลังเสร็จการอบรมเทคนิค วิธีการเขียนเรื่องสั้นและได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนมุมมองกับนักเขียนระดับแถวหน้าของเมืองไทยตลอด 1 วันเต็มแล้ว ในวันรุ่งขึ้นเราต้องฝึกภาคปฏิบัติด้วยการเขียนเรื่องสั้นคนละหนึ่งเรื่อง มีเวลา 3 ชั่วโมงเต็ม

คุณชมัยภร แสงกระจ่าง อีกหนึ่งนักเขียนชื่อดังตั้งโจทย์โดยให้เริ่มต้นเรื่องสั้นด้วยการเติมคำในประโยคที่ว่า ถ้า?.(สรรพนามบุรุษที่ 3) รู้ว่า...ฉัน (สรรพนามบุรุษที่ 1)...

เมื่อเข้าใจโจทย์ตรงกันแล้ว นักข่าวอยากเป็นนักเขียนกว่า 30 ชีวิต บ้างปลีกวิเวก บ้างจับกลุ่มนั่งเขียนเรื่องสั้นเรื่องแรกของตนเองอย่างขะมักเขม้น หลายคนคิดพลอตเรื่องสั้นมาล่วงหน้า

สำหรับฉันคิดว่าการมาอบรมในโครงการ "ปั้นนักข่าวเป็นนักเขียน" ก็เพื่อซึมซับความรู้ เทคนิคการเขียนเรื่องสั้นของบรรดานักเขียนมากฝีมือ เผื่อสักวันหนึ่งจะกล้า และมีความมุ่งมั่นพอที่จะลงมือขีดเขียนเรื่องสั้นหรือนวนิยายเรื่องแรกกับเขาบ้าง

บรรยากาศแห่งความจริงจังของพี่เพื่อนน้องผู้เข้าร่วมอบรมทำให้ความเครียดก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ

เวลาที่โชว์บนหน้าจอโทรศัพท์มือถือเดินล่วงหน้าไปอย่างรวดเร็ว ความว่างเปล่าตรงหน้ากลายเป็นหินหนักอึ้งในใจ กว่าจะจดดินสอเริ่มเขียนเรื่องสั้นตามโจทย์ได้ เวลาก็ล่วงเลยมาถึงชั่วโมงสุดท้าย และเสร็จลงแบบฉิวเฉียด

ลายมือแสนหวัด 4 หน้ากระดาษเอ 4 คงทำให้คณะกรรมการปวดเศียรเวียนเกล้ากับการอ่านผลงานชิ้นนั้น

สำหรับฉัน เป้าหมายไม่ใช่ความสำเร็จจากการได้รับคำชมเชย หรือมีผลงานติด 1 ใน 10

แม้คำว่า "เสร็จ" จะห่างไกลจากคำว่า "สำเร็จ" แต่ทำให้ความหนักอึ้งขึงเครียดหายวับไปในทันที

นึกถึงคำพูดของพี่รุ่งมณี "เป็นนักเขียนต้องชอบเขียน ต้องรู้สึกว่าไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย เขียนจนลืมกินข้าวปลา"

คล้ายกับว่าเริ่มเข้าใจขึ้นมาบ้าง

ผลงานยอดเยี่ยมหรือยอดแย่ ถ้าไม่ลงมือทำย่อมไม่มีวันเสร็จ ยิ่งมิต้องพูดถึงความสำเร็จ

คนส่วนใหญ่ปรารถนาความสำเร็จ แต่ความสำเร็จอาจไม่ได้มาพร้อมความสุข สำหรับบางคนจุดหมายในการเดินทางจึงไม่ใช่การพิชิตยอดเขาสูงชันที่น้อยคนนักจะไปถึง ขอแค่มีโอกาสสูดอากาศบริสุทธิ์บนเนินเขาลูกเล็ก ๆ ที่มีลมเย็น ๆ พัดบ้างก็พอ

ชั้น5ประชาชาติ วันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4255




 

Create Date : 21 ตุลาคม 2553    
Last Update : 21 ตุลาคม 2553 12:09:15 น.
Counter : 285 Pageviews.  

ระหว่างที่ไหน..กับใคร

ระหว่างดุ่มเดินสำรวจย่านเมืองเก่าในโคเปนเฮเก้น
เรา 4 คนแยกย้ายไปตามทางเดินเท้าขนาดไม่แคบไม่กว้าง
บ้านที่ปลูกเรียงรายอยู่ 2 ข้างทาง เหมือนไม่มีคนอยู่...
น่ารัก สงบ เงียบ และสะอาด
ลมเย็นๆ กับแสงแดดอ่อนยามบ่ายทำให้การเดินถ่ายรูปเล่น
ในช่วงเวลาสั้นๆ ที่นี่..สุขใจชะมัด



ชอบนะ ตั้งใจว่าจะกลับมาอีก ไม่รู้เมื่อไร แต่เร็วๆ นี้ล่ะ ....

ผ่านบ้านเล็กหลังหนึ่ง สายตาเหลือบไปเห็นหมาน้อยทำด้วยแผ่นโลหะติดอยู่ตรงบันไดทางเข้าบ้าน น่ารักดีเลยหยุดถ่ายรูป

ยังไม่ทันเสร็จเหลือบไปเห็นเจ้าของบ้านตัวจริงยืนถือกุญแจกรุ๊งกริ๊งเตรียมเข้าบ้าน แต่คุณป้าท่าทางใจดีก็พยักเพยิดเปิดทางให้เราถ่ายรูปได้ตามสบายพร้อมอธิบายว่า ตุ๊กตาหมาทำจากเหล็กแผ่นที่อยู่หน้าบ้าน เป็นที่ขูดหิมะออกจากรองเท้า

พูดเสร็จก็ถามเราขึ้นมาบ้างว่ามาจากไหน พอว่า"ไทยแลนด์" เธอก็ยิ้มอย่างใจดี และพูดต่อว่ามาเที่ยวเมืองไทยทุกปี ปีละหลายหน เพราะชอบเมืองไทย ชอบอาหารไทย และมีเพื่อนสนิทเป็นคนไทย

คนไทยอย่างเราเลยยิ้มหน้าบานเท่านั้นเอง...

เราเดินถ่ายรูปต่อไปอีกหน่อย คุณป้าคนเดิมก็เปิดประตูออกมากวักมือเรียกเราอีกครั้ง และว่ายินดีพาเยี่ยมชมบ้านถ้าเราอยากดู

จะเหลือเรอ เสียดายที่กล้องแบตหมดไปแล้วเรียบร้อย

คุณป้าแต่งบ้านได้เรียบเก๋ ดูดี โต๊ะ เก้าอี้ โคมไฟดูดีมีสไตล์ (สแกนดิเนีเวียน) ครัวเล็กๆ สีขาวสะอาดตา แสงแดดจากสวนหลังบ้านส่องผ่านหน้าต่างมาที่เคาน์เตอร์ครัวตกกระทบที่คั้นน้ำผลไม้สวยเก๋เข้าพอดี

โอ้ว ไอ้แมงมุมของ "ฟิลิป สตาร์ก"นั่นเอง (ฉันเรียกที่คั้นน้ำผลไม้ที่ออกแบบโดยฟิลิปสตาร์ว่าไอ้แมงมุม)

เดินแว่บไปหลังบ้าน มีสวนเล็กๆ น่ารักมากๆ อีกเช่นเคย ด้านหลังเป็นห้องนอนแขกด้วย มีซุ้มไม้น่ารัก มีต้นแอปเปิลต้นไม่ใหญ่ แต่ลูกดกเต็มต้น

คุณป้าเจ้าของบ้านบอกว่า เรียกว่า paradise apple แต่กินสดไม่ได้ เหมาะที่จะนำไปทำแยมมากกว่า

ก่อนจากกันเราแลกอีเมลล์ และต่างบอกกันว่า อย่าลืมเขียนอีเมล์มาหา


ยังมีเวลาอีกนิดหน่อย ก่อนที่จะต้องกลับบ้านไปจัดกระเป๋าเพื่อเดินทางไปสนามบิน ...กลับบ้าน

กล้องแบตหมดเลยไม่ได้ถ่ายรูป ได้แต่เดินเล่นซึมซัมบรรยากาศ เดินไปอีกนิดเดียวก็มองเห็นทะเล มีเรือยอร์ชจอดเรียงราย

มีร้านไอติม ร้านกาแฟกับผู้คนประปรายบ้างนั่ง บ้างยืน ถ้ามีเวลาคงได้นั่งละ
เลียดบรรยากาศ ...เสียดายชะมัด

ชอบจริงๆ น่าอยู่มากๆ ไปมาหลายที่ มีไม่กี่ที่ที่รู้สึกว่าอยากอยู่ น่าอยู่ และชอบไปหมด ไม่รู้ทำไม


แต่ถึงชอบไปหมดอย่างนั้นก็อดคิดถึงคำพูดของคุณป้าใจดีเจ้าของบ้านหลังสวยไม่ได้ที่บอกว่า อยู่คนเดียว...

(สามีคุณป้าเสียแล้ว ส่วนลูกๆ 2 คนก็แต่งงานแยกครอบครัวไปแล้วเช่นกัน)

สวย สงบ เงียบ เรียบง่าย แต่ถ้าต้องอยู่คนเดียว

ระหว่างที่ไหน หรือกับใคร อันไหนสำคัญกว่ากัน(นะ) คิดวนเวียนไปมา ยังไม่ได้คำตอบที่พอใจ นอกจากคิดแค่ว่าคงเทียบกันไม่ได้ (มั้ง)

ยังรู้สึกอยากกลับไปอีก

"เมื่อไร และกับใคร"มากกว่าหนึ่งคนถามคำถามเดียวกัน

...





 

Create Date : 16 กันยายน 2552    
Last Update : 16 กันยายน 2552 11:41:29 น.
Counter : 257 Pageviews.  

1  2  3  4  

cherydnk
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add cherydnk's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.