เรื่องราวของการถูก tag

ไหนๆ ก็โดน tag มาจากหลายสาย ไม่ว่าจะเป็นคุณเจ้าชายไร้เงา และสาวไกด์ ใจซื่อ คุณปรีดาก็เลยขอนำเสนอเรื่องราวแบบสเปเชี่ยล ดังนี้

1. คุณปรีดากับชื่อ...

1.1 ชื่อ “ปรีดา” ที่เป็นชื่อจริงตามเอกสารทางราชการได้มาจากอาคนหนึ่งเป็นคนตั้งให้ ทำให้บ้านคุณปรีดา กลายเป็นครอบครัวตัว ป. ซึ่งพี่น้องเกือบทุกคนมีแต่ชื่อขึ้นต้นด้วย ป ปลา ทั้งที่พ่อกะแม่เรา รวมถึงคุณอาคนตั้งชื่อก็ไม่ได้มีชื่อขึ้นต้นด้วย ป ปลาซะหน่อย

ส่วนอาอีกคนหนึ่งก็เล่าว่าความจริงเขาอยากตั้งชื่อคุณปรีดาว่า “ปฏิภาณ” แต่พ่อไม่ซื้อไอเดียนี้ (ก็เลยรอดตัวไป ไม่ต้องถูกล้อว่าเป็น “มอส”)

1.2 คุณปรีดามีชื่อจีนว่า 曾昭铮(Zeng Zhaozheng) ซึ่งออกเสียงเป็นภาษาไทยว่า “เจิงเจาเจิง” “เจิง” ตัวแรกเป็นแซ่ ส่วน “เจาเจิง” ข้างหลังนั้นเป็นชื่อซึ่งต้องออกเสียงม้วนลิ้น (ซึ่งออกเสียงยากชะมัดเลย)

ความจริงเรื่องชื่อจีนนี้ไม่ใช่เรื่องลับอะไร (อย่างน้อยแพนด้ามหาภัยก็รู้คนนึงล่ะ) แต่ที่คุณปรีดาอยากเล่าก็คือเรื่องของสาแหรกตระกูลเจิง นี่ล่ะ

แซ่ 曾 (เจิง)ของคุณปรีดา ถือเป็นแซ่เล็กๆ ในเมืองไทยมีคนแซ่นี้แค่หลักหมื่น เทียบไม่ได้เลยกับแซ่หลิว (เล้า) แซ่หลี่ (ลี้) แซ่จาง (เตียว) ซึ่งแซ่เหล่านี้มีสมาชิกเป็นล้านๆ

แม้แต่ในเมืองจีนเองก็ถือว่าแซ่เจิงเป็นแซ่เล็กๆ โดยบรรพบุรุษคือกษัติรย์แห่งรัฐเจิง (ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากเซี่ยอวี่ ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์เซี่ย ซึ่งเป็นราชวงศ์แรกของประวัติศาสตร์จีน) รัฐเจิงที่ว่านี้ปัจจุบันคือเมืองชางซานซึ่งอยู่ในมณฑลซานตง จนกระทั่งถึงสมัยจ้านกว๋อ (ยุครณรัฐ) ในสมัยราชวงศ์โจว รัฐเจิงถูกรัฐจวี่กลืนเข้าเป็นส่วนหนึ่ง ทายาทกษัตริย์จึงต้องหลบหนีไปอยู่ที่รัฐหลู่

แม้จะเล่าย้อนมาไกลขนาดนี้ แต่ความจริงแล้วเมื่อพูดถึงบรรพบุรุษสกุลเจิง พวกเรามักนับถือ “เจิงเซิน” เป็นต้นตระกูลมากกว่าจะนับย้อนไปไกลกว่านั้น เจิงเซินที่ว่านี้เป็นหนึ่งในบรรดาศิษย์เอกของขงจื๊อ (ขงจื๊อมีศิษย์ทั้งหมดราวสามพันคน ศิษย์ที่เรียนจบ course workของขงจื๊อมีเจ็ดสิบสองคน แต่ศิษย์ที่ได้รับการกล่าวขานถึงมีเพียงประมาณสิบกว่าคน)

เจิงเซินที่ว่านี้มีชื่อเสียงในด้านความกตัญญู ได้เขียนคัมภีร์กตัญญุตาเป็นคัมภีร์สำคัญเล่มหนึ่งของปรัชญาขงจื๊อ ใครที่เคยอ่านนิทาน 24 ยอดกตัญญู อาจคุ้นเคยเรื่องเจิงเซินเข้าป่าไปตัดไม้ เมื่อมีแขกมาหาแม่ซึ่งอยู่ตามลำพัง และไม่คุ้นเคยกับการรับแขกที่เป็นพวกบัณฑิตคงแก่เรียน ก็เลยกัดมือตัวเองเพื่อเรียกลูกกลับมา ข้างฝ่ายเจิงเซินอยู่ในป่าก็พลันรู้สึกปวดแปลบที่มือ จึงสันนิษฐานว่าอาจเกิดเรื่องกับแม่ตัวเองแล้วรีบกลับบ้านไป

ส่วนตัว 昭 (เจา) นั้นที่แท้แล้วเป็นลำดับรุ่นเพื่อบอกให้รู้ว่าคนนี้เป็นรุ่นที่เท่าไหร่ของสกุล (โดยนับจากเจิงเซินเป็นรุ่นแรก) เมื่อเจอคนแซ่เดียวกันจะได้ลำดับญาติกันถูก คุณปรีดาถือว่าเป็นทายาทรุ่นที่ 73 และการนับลำดับรุ่นที่ว่านี้ ในประเทศจีนมีเพียง 5 แซ่เท่านั้นที่มีวัฒนธรรมการเรียกชื่อรุ่น ทำให้มีการลำดับรุ่นได้ นอกจากแซ่เจิงแล้วก็มีแซ่ข่ง (ก็ขงจื๊อนั่นไง) ส่วนอีก 3 แซ่คุณปรีดาลืมไปแล้ว

ส่วนชื่อ 铮(เจิง) ตัวสุดท้ายนั้นไม่มีความหมายอะไร เป็นแค่คำเลียนเสียงโลหะกระทบกัน เหมือนกับ “แกร๊ง” อะไรทำนองนั้น

1.3 คุณปรีดาเคยกระแดะสะกดชื่อตัวเองเป็นภาษาอังกฤษว่า “PRITA AGARACANDAJOTI” เพราะอยากสะกดให้ถูกตามหลักภาษาสันสกฤตเมื่อนำมาถ่ายเป็นภาษาอังกฤษ แต่ก็เลิกใช้ไปในที่สุดเพราะคนอื่นอ่านไม่ออก

นอกจากนี้การสะกดแบบประหลาดนี้ยังทำให้นามสกุลในพาสปอร์ตคุณปรีดาต่างไปจากคนอื่นในครอบครัว พอจะไปเมืองจีนกับพ่อ เจ้าหน้าที่สนามบินก็ไม่เชื่อว่าเราเป็นพ่อลูกกัน ส่วนชื่อ Prita นั้นคุณปรีดายังนำมาใช้ในบางโอกาส เช่นในอีเมล์ รวมถึงชื่อลงทะเบียนในบล็อกแกงค์ด้วย (ส่วน (Aka ก็มาจากนามสกุลนั่นแหละ แต่ที่ไม่ใช่ Aga ก็เพราะต้องการให้เป็นตัวย่อของ As Known As ด้วย)

2. คุณปรีดากับการไม่พูด...

ถ้าใครที่อ่าน “เจ้าชายไม่พูด” แล้วสังเกตว่าในบันทึกท้ายเล่ม คุณปรีดาเขียนข้อความประมาณว่า ถ้าอ่านหนังสือเล่มนี้สัก 100 หน้า จะพบว่ามีเรื่องราวจริงๆ ของผู้เขียนประมาณ 5 หน้า แต่คุณปรีดาก็ไม่เคยเฉลยว่าเรื่องราวที่เป็นจริงในอดีตนั้นคืออะไร ก็ขอเฉลยในที่นี้ว่าตอนอายุ 3 ขวบ คุณปรีดาเคย “ไม่พูด” มาก่อน เรื่องนี้คุณปรีดามารู้เอาตอนโตแล้ว เพราะแม่ถามว่าจำได้มั้ยว่าเราเคย “ไม่พูด” ไม่ส่งเสียงออกจากลำคอ (เอ้อ คือ ความจริงแล้วแม่ไม่ได้ใช้คำว่า “ไม่พูด” หรอก แต่ใช้คำว่า “เป็นใบ้” ต่างหาก)

แม่บอกว่าจู่ๆ วันหนึ่งคุณปรีดาก็ไม่พูดขึ้นมาเฉยๆ จนที่บ้านร้อนใจนึกว่าเราถูกผีเข้า ต้องพาไปหาหมอผีกันยกใหญ่ ส่วนญาติๆ ก็พากันโอ๋เอาใจ พาไปเที่ยว ซื้อของเล่นให้ คุณปรีดาตอบแม่ไปว่าจำไม่ได้หรอกว่าเราเคย “ไม่พูด” (ไม่ใช่ “เป็นใบ้” นะ) แต่จำภาพที่ตัวเองต้องนั่งเรือไปกับพ่อแม่ได้ (แต่ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่าไปหาหมอผี) แล้วก็จำเหตุการณ์ตอนที่น้าพาไปเที่ยวและยังจำของเล่นที่ได้มาจนกระทั่งทุกวันนี้ เพียงแต่จำไม่ได้ว่าเหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะมีสาเหตุจากการไม่พูดของตัวเอง

เมื่ออาการไม่ดีขึ้น พ่อกับแม่ก็หาทางอื่น อาทิเช่น หาจิตแพทย์ (ซึ่งให้คำแนะนำที่ดีกับแม่) และแม่เริ่มอ่านหนังสือ เล่านิทาน ให้คุณปรีดาฟัง ในขณะที่พี่ๆ อีกหกคนไม่เคยได้รับโอกาสนี้ ซึ่งคุณปรีดาคิดว่านี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ตัวเองเติบโตมาพร้อมหนังสือ และกลายเป็นนักเขียนได้อย่างทุกวันนี้

หลังจากนั้น (ตามคำบอกเล่าของแม่) คุณปรีดาก็เริ่มส่งเสียงออกจากลำคอบ้าง แต่ก็ยังไม่เป็นภาษาคนอยู่ดี จนในที่สุด หลายเดือนนับแต่ที่เริ่มไม่พูด คุณปรีดาก็กลับมาส่งเสียงอีกครั้ง เย็นวันหนึ่ง (ตามคำบอกเล่าของแม่อีกเช่นกัน) ขณะที่คุณปรีดาเล่นอยู่ตามลำพังบนบ้าน แม่ก็ให้พี่ชายคนโตขึ้นไปตามคุณปรีดาลงมากินข้าวเย็น แต่พี่ชายกลับมาแกล้งคุณปรีดาซะงั้น เราก็เลยโกรธ และแล้วคำพูดแรกที่ออกมาจากปากคุณปรีดาหลังจากที่ไม่พูดมาหลายเดือนก็คือคำด่าพี่ชายที่มาแกล้งนั่นเอง แต่แทนที่พี่ชายจะโกรธ กลับวิ่งหน้าตั้งด้วยความดีใจลงมาบอกแม่ว่าเราพูดได้แล้ว!

3. คุณปรีดากับชีวิตนักเรียน...

อันที่จริงชีวิตการเรียนหนังสือของคุณปรีดาก็ไม่ได้พิสดารอะไร เป็นแค่เด็กธรรมดาๆ ซึ่งเรียนได้ที่หนึ่งบ้าง เกือบโหล่บ้าง แล้วแต่ว่าเพื่อนสนิทในเวลานั้นเป็นใคร ถ้าเพื่อนเรียนอ่อน คุณปรีดาก็อ่อนตาม แต่ถ้าเพื่อนเรียนเก่ง คุณปรีดาก็เก่งตาม (เผลอๆ ผลสอบปลายเทอมอาจแซงหน้าเพื่อนซะงั้น)

ส่วนเรื่องความประพฤตินั้น คุณปรีดาก็แสนจะเป็นนักเรียนติ๋มๆ ที่ประพฤติตนอยู่ในกรอบของโรงเรียนทุกอย่าง (เอ้อ ยกเว้นเรื่องการไว้ผมยาวเกินกว่าระเบียบโรงเรียนนะ) แต่ก็มีเหตุการณ์บางอย่างซึ่งถือเป็นสีสันสำหรับชีวิตวัยเด็ก

คุณปรีดาเคยถูกทำทัณฑ์บนสมัย ม.3 พร้อมกับเพื่อนทั้งแกงค์ ด้วยเหตุที่เย็นวันหนึ่งขณะที่เราเตะบอลกันในสนามแล้วบังเอิญใครซักคนเตะไปถูกขวดน้ำของครูคนหนึ่งแตก พวกเราจึงถูกเรียกไปอบรมและเพื่อนต้องชดใช้เงินให้ครู หลังจากเกิดเรื่องพวกเราก็เลิกเล่นบอลแล้วกลับบ้านพร้อมกัน ขึ้นรถสองแถวคันเดียวกัน (ก็บ้านอยู่ใกล้ๆ กันทั้งนั้นน่ะ) เรื่องน่าจะจบแค่นั้น แต่กลับปรากฏว่าวันรุ่งขึ้นพวกเราถูกฝ่ายปกครองไปพบเพราะครูคนนั้นบอกว่ารถเก๋งคันงามของแกถูกขีดเป็นรอยตรงบริเวณประตูคนขับ และแกเชื่อว่าพวกเราคนหนึ่งคนใดอาฆาตแกจากเรื่องเมื่อวาน (ข้อนี้พวกเรายืนยันได้ เพราะว่าทุกคนออกจากโรงเรียนพร้อมกัน ขึ้นรถคันเดียวกัน)

ในที่สุดพวกเราก็ถูกเรียกผู้ปกครองมาพบ คุณปรีดาเล่าเรื่องให้คนที่บ้านฟัง พี่ชายคนโต (ก็คนที่ทำให้คุณปรีดากลับมาพูดอีกครั้งนั่นแหละ) อาสามาพบครูแทนแม่ก่อนจะไปเรียน แต่ด้วยความที่พี่ชายเป็นนักศึกษานิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ก็เลยหอบหนังสือเรียนที่เป็นประมวลกฎหมายแพ่งและอาญาติดตัวมาด้วยเพราะต้องเอาไปใช้เรียน ครูผู้ร้องทุกข์เห็นหนังสือกฎหมายในมือพี่ชายก็สะดุ้ง เพราะนึกว่าพี่ชายจะมาเอาเรื่อง ...

ในที่สุด เมื่อไม่มีหลักฐานยืนยัน (ว่าพวกเราไม่ได้เป็นคนทำ) เราทั้งหมดก็เลยถูกทำทัณฑ์บนตามระเบียบ

4. คุณปรีดากับการเล่นฟุตบอล...

คุณปรีดาไม่ใช่นักกีฬา ทั้งรูปร่าง ความสามารถ สมรรถภาพทางร่างกาย ก็ดูจะห่างไกลจากการเป็นนักกีฬา แต่คุณปรีดาก็ยังชอบเล่นฟุตบอล โดยตำแหน่งประจำคือการเป็นผู้รักษาประตู (ด้วยความสูงที่มากกว่าลูกหมาหน่อยนึงนี่แหละ)

คุณปรีดาไม่ได้เล่นเป็นโกล์เพราะถูกเพื่อนๆ โบ้ยตำแหน่งนี้ให้ แต่เพราะชอบเป็นโกล์เอง หลายคนอาจอยากเป็นกองหน้า ได้ยิงประตูเท่ห์ๆ แต่คุณปรีดากลับรู้สึกว่ากองหน้าอาจยิงประตูได้หลายลูกในเกมหนึ่ง แต่ไม่ได้หมายความว่าทีมของเขาจะเป็นฝ่ายชนะ ขณะที่หากผู้รักษาประตูไม่เสียประตู อย่างน้อยทีมก็ปิดประตูแพ้ (เวลาดูบอล คนอื่นอาจชอบดูลูกยิงประตูสวยๆ แต่คุณปรีดากลับชอบดูการป้องกันประตูสวยๆ ของโกล์มากกว่า ยกเว้นแต่ว่าทีมที่เราเชียร์จะเป็นฝ่ายยิงประตูนั้น) นอกจากนี้อีกเหตุผลหนึ่งก็เพราะ คุณปรีดาชอบบรรยากาศการอยู่ในสนามที่เราสามารถมองเห็นทุกคนได้ แต่ด้วยความที่เป็นโกล์ตัวเล็กนี่เอง ทำให้คุณปรีดาเจ็บตัวจากการเล่นบอลบ่อยเหลือเกิน

การเจ็บตัวครั้งสำคัญมีสองสามครั้งคือ

4.1 สมัยเรียนม.3 (ปีที่ถูกทำทัณฑ์บนนั่นแหละ) คุณปรีดารับลูกเรียดได้แล้ว แต่ยังไม่ทันเอาเข้าซอง ทันใดนั้นหัวเกือกของเพื่อนที่เป็นฝ่ายตรงข้างก็แหย่เข้ามาก่อนที่เจ้าตัวจะสะดุดอากาศหกล้ม ผลก็คือหัวเข่าของเพื่อนขยี้ลงมาที่นิ้วกลางข้างซ้ายของคุณปรีดาจนกระดูกแตกจนต้องเข้าเฝือก

4.2 สมัยเรียนมหาวิทยาลัยปี 1 ที่คณะของเรามีประเพณีแข่งฟุตบอลสี่ชั้นปี ในเกมที่แข่งกับปี 3 (ซึ่งเป็นนัดชี้ชะตาว่าใครจะเป็นแชมป์) คุณปรีดาวิ่งออกมาตัดบอล แต่ถูกรุ่นพี่ฝ่ายตรงข้ามซึ่งวิ่งมาฉกบอลจนแข้งกระแทกเข้าหน้าคุณปรีดา ผลก็คือใบหน้าซีกขวาชาไปทั้งแถบนานครึ่งเดือน จนต้องหาหมอและทำกายภาพบำบัด

4.3 สมัยเรียนปี 3 บอลชั้นปีเช่นเคย คราวนี้เจอรุ่นพี่ปี 4 ซึ่งสถิติสองปีก่อนหน้านั้น เราไม่เคยแพ้รุ่นพี่รุ่นนี้เลย จังหวะหนึ่งคุณปรีดาวิ่งออกไปจะตัดบอลแต่ถูกศูนย์หน้าฝ่ายตรงข้ามวิ่งชนจนน็อคและจำอะไรไม่ได้เลย มารู้สึกตัวอีกทีก็เช้าวันรุ่งขึ้นบนเตียงนอนตัวเอง

ตอนนั้นยังเข้าใจว่าบอลแข่งวันนี้ แต่ เอ๊ะ ไหงชุดโกล์และถุงเท้าเราถึงเลอะเทอะเปื้อนโคลนล่ะ เนื้อตัวก็เมื่อยเหมือนปีนเขามาซักสามลูกได้ แม้ไม่อยากเชื่อแต่ก็ต้องเชื่อว่าเราแข่งบอลนัดนี้ไปแล้ว หลังจากเข้าคณะไปถามเพื่อนๆ ถึงได้รู้ว่าหลังจากถูกชนคราวนั้นคุณปรีดายังลุกขึ้นมาได้ เพื่อนถามว่าเล่นต่อไหวมั้ย เราก็ตอบว่าเล่นได้ และอยู่จนจบเกม แต่คุณปรีดาเองจำอะไรไม่ได้เลย...ผลการแข่งขันคือ ทีมเราแพ้ไป 5:0 และคุณปรีดาถูกเพื่อนๆ ตราหน้าว่าล้มบอล!

5. คุณปรีดากับระบบความจำ...

คุณปรีดาเป็นคนที่มีความจำสั้นมากๆ และเป็นคนหลงทิศอย่างรุนแรง สามารถลืมเส้นทางได้แม้ว่าจะเป็นสถานที่ที่เคยไปหลายสิบครั้งแล้วก็ตาม นอกจากนี้ระบบแผนที่ในหัวยังเป็นหย่อมๆ ไม่สามารถเชื่อมโยงจุดต่างๆ เข้าด้วยกันได้ สมมติว่าถ้าเราอยู่จุด A ต้องการเดินทางไปจุด B คุณปรีดาก็จะศึกษาเส้นทางล่วงหน้าจนเดินทางได้สำเร็จ (แม้จะเสียเวลาหลงทางไปบ้าง) พอต้องการจะเดินทางไปจุด C คุณปรีดาก็จะทำวิธีเดียวกัน (แน่นอนว่าต้องเสียเวลาหลงทางไปด้วย) แต่ทีนี้ถ้าเราอยู่จุด A เดินทางไปจุด B แล้วต้องไปจุด C ต่อ สิ่งที่คุณปรีดาทำได้ก็คือต้องย้อนกลับมาจุด A ก่อนจะเดินทางจาก A ไป C อีกทอดหนึ่ง ทั้งที่ความจริงแล้วจุด B กับ C นั้นใกล้กันแค่คนละมุมถนน!

เฮ้อ กว่าจะเล่าหมด เหนื่อยชะมัด มีใครซักกี่คนทนอ่านมาถึงบรรทัดนี้ได้มั่งเนี่ย
ส่วนจะ tag ต่อไปให้ใครนั้น คุณปรีดาขอสำรวจตลาดก่อนว่ามีใครยังไม่โดนบ้าง


หลังจากสำรวจตลาดมาแล้ว ก็พบว่าคนที่คุณปรีดาอยาก tag บางคนถูก tag ไปแล้ว ถ้าเป็นคนที่อัพบล็อกไปแล้วคุณปรีดาก็จะข้ามไป แต่ถ้าเจ้าตัวยังไม่ได้เล่าเรื่องราวของตัวเอง คุณปรีดาก็จะขอร่วม tag ด้วย ขณะที่บางคนยังว่างอยู่ แต่สภาพจิตใจอาจยังไม่พร้อมจะเล่นอะไรแบบนี้

สรุปก็คือจากเชื้อโรคที่คุณปรีดาได้รับมาจากคุณเจ้าชายไร้เงา และสาวไกด์ใจซื่อ คุณปรีดาก็ขอส่งต่อไปให้บุคคลเหล่านี้

1. คุณหวัง -- WangAnJun
2. คุณนาย -- YuBing
3. คุณมัช -- มัชฌิมา
4. ครูเมาส์ -- mouse4006


ขอให้โชคดี และจะตามไปอ่านนะครับ



Create Date : 12 มกราคม 2550
Last Update : 12 มกราคม 2550 2:19:52 น. 11 comments
Counter : 524 Pageviews.

 


โดนกันทั่วหน้าเลยจ้า



โดย: icebridy วันที่: 12 มกราคม 2550 เวลา:7:34:35 น.  

 
โอ้
คนที่เกี่ยวข้องกับวรรณกรรมเยาวชนนี่ต้องมีอาการ
"ไม่พูด" เนอะ

พี่เอ๋ ก็เคยเล่าว่าไม่พูดอยู่นานเหมือนกัน


โดย: grappa วันที่: 12 มกราคม 2550 เวลา:8:44:27 น.  

 
โห..คุ้มจริงๆ

แท็กแล้วได้รู้จักคุณปรีดาเยอะขึ้นมากๆ


ไม่รู้มาก่อนนะว่าเล่นบอลด้วย ฮิ้ววววว ไม่น่าเชื่อจริงๆ

ชอบวิธีคิดเรื่องการเป็นประตู ยังไงก็ช่วยทำให้ปิดประตูแพ้จัง

คิดแบบสมเป็นคุณปรีด๊า..คุณปรีดาเลยแหละ



ข้อ ๕ นี่พอรู้แล้ว เพราะตอนอ่านแผนที่ของปรีดา เลยคิดว่าต้องเอาเรื่องจริงมาเขียนแหงๆ



ทำไมแท็กแค่ ๔ คนอ้ะ

แถมคุณมัชฯ เราก็แท็กแล้วด้วย ชิ


ไม่แท็กคุณม้ามด้วยเหรอ


โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 12 มกราคม 2550 เวลา:14:20:56 น.  

 
โอ้ อันซีนคุณปรีดา

กลับกันกับคุณปรีดา สมัยก่อนเราเป็นคนพูดมาก โตมาอยู่ ๆ ก็ขี้เกียจพูดซะงั้น

อ่านไปอ่านมา เพิ่งรู้ว่านอกจากชอบดูบอลแล้ว คุณปรีดายังชอบเล่นบอลอีกต่างหากแน่ะ

ส่วนข้อ 5 นี่เราก็เป็นเหมือนกันนะเนี่ย

(ปล. อ่านตั้งแต่ต้นจนจบ มึนไปเลย)


โดย: YuBing วันที่: 12 มกราคม 2550 เวลา:16:36:20 น.  

 
คุ้มมากเลยละ...ยาวเฟื้อยเลยทำให้ได้รู้เกือบทุกแง่ทุกมุมของคุณปรีดา...



โดย: fonrin วันที่: 12 มกราคม 2550 เวลา:18:12:11 น.  

 
อ้อๆ อีกเรื่องหนึ่ง

Aka น่ะเราเข้าใจว่าเป็นตัวย่อนามสกุลปรีดามาตลอดเลย

พอดีมีเพื่อนบล็อกที่เก่งภาษาอังกฤษคนหนึ่งบอกว่า อ้าว..ไม่ใช่ As Known as เหรอ เราถึงนึกได้ว่า เออ..หรือว่าใช่หว่า

แล้วก็ได้มารู้เฉลย ณ วันนี้เอง

ถ้าไม่ tag ก็ไม่รู้นะเนี่ยยยยยย


โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 12 มกราคม 2550 เวลา:18:34:55 น.  

 
มาดูตะขาบในท้องว่าตัวโตขนาดไหน


หายป่วยกลับมาอัพบล้อกล้าหลังชาวบ้านนี่ ว่าไปแล้วก็ดี...
ได้อ่าน tag ทายาทอสูรของคนอื่นๆ หมดแล้ว
เลยไม่ต้องคิดหา tag ใครต่อ โฮ่ะๆๆ


โดย: แพนด้ามหาภัย วันที่: 13 มกราคม 2550 เวลา:12:18:28 น.  

 
มารายงานตัวแล้วครับ รับtag ด้วยความตื้นตันครับผม

have a nice day ครับ


โดย: mouse4006 วันที่: 13 มกราคม 2550 เวลา:16:44:28 น.  

 

มาสวัสดีคุณปรีดาและรับภาระกิจ tag เพื่อชาติของเรา 555

แต่ขอติดคุณปรีดา คุณสาวไกด์และคนอื่นๆ ที่ tag มา
อีกสักไม่กี่วันคงได้เขียนค่ะ

ตอนแรกๆ ที่เห็นเชื้อ tag ระบาดไปตามเว็บต่างๆ รู้สึกไม่ได้อยากเขียนอะไรกะเค้า
เพราะไม่รู้จะเขียนอะไรเกี่ยวกับตัวเองค่ะ
แต่พอมาได้อ่านบล็อก tag ของเพื่อนๆ แล้ว อาการคึกคักหนุกหนานก็เกิดขึ้นทีละนิดๆ
ทีนี้แย่เลย เรื่องที่จะเขียนดันมีเยอะซะนี่
ต้องใช้เวลาคัดออกกันหน่อย
นี่คือเหตุผลที่ทำไมต้องติดไว้ก่อนค่ะ

ป.ล. เรื่องถูกกล่าวหาว่าล้มบอลนี่ เห็นใจจังค่ะ
ป.ล.2 เรื่องความจำสั้นของคุณปรีดา ประทับใจมากตั้งแต่ครั้งที่อ่านเรื่องแผนที่ของคุณปรีดาแล้วแหละ


โดย: มัชฌิมา วันที่: 13 มกราคม 2550 เวลา:20:12:20 น.  

 
คุณปรีดาไม่พูด...อาการนี้ผมก็เคยเป็นตอนเด็ก ๆ นะ แต่ตอนนี้ใคร ๆ ก็มักบอกผมว่า "เจ้าชาย...แกอย่าพูด(ได้ไหม)"

Aka ตอนแรกเข้าใจว่า as known as อ่ะครับ เพิ่งรู้ว่าจริง ๆ ตั้งใจไว้อีกอย่างอ่ะ


โดย: เจ้าชายไร้เงา วันที่: 13 มกราคม 2550 เวลา:22:31:02 น.  

 

แวะมาอ่านค่ะ เราก็อักษร ป. ทั้งชื่อจริงและชื่อเล่นค่ะ


โดย: p_tham วันที่: 18 มกราคม 2550 เวลา:2:39:24 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Aka Prita
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add Aka Prita's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.