เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆ



เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆ
เขียนโดย อรุณธตี รอย (Arundhati Roy)
พิมพ์โดย สำนักพิมพ์มูลนิธิเด็ก (โครงการสรรพสาส์น)


เมื่อพูดถึงวรรณกรรมอินเดีย ก่อนหน้านี้ผมจะรู้จักและเคยอ่านแต่งานที่เป็น “แบบแผน” ของรพินทรนาถ ฐากูร, ภวานี ภัฏฏาจารย์, ร.ก. นารยัน ฯลฯ

หลังจากนั้นก็ไม่ได้อ่านงานของนักเขียนอินเดียใหม่ๆ เลย จนกระทั่งได้อ่าน “ความตายของวิษณุ” (The Death of Vishnu) ที่เขียนโดย มานิล ซูรี (Manil Suri) เมื่อปีที่แล้ว

และเมื่อไม่กี่วันก่อน ส.น.พ. มูลนิธิเด็ก ก็ส่งหนังสือเล่มนี้มาให้ เนื้อเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวอินเดียในเมืองเค-ราลา ครอบครัวหนึ่งที่เป็นชนชั้นเจ้าของโรงงาน อันประกอบไปด้วยสองฝาแฝดไข่คนละใบอย่างราเฮล (หญิง) และเอสธา (ชาย) กับอัมมู (แม่) จักโก (ลุง) มัมมาจี (ยาย) เบบี้ โกจัมมา (น้องสาวของตา) และเวลุธา (จัณฑาลผู้เป็นคนงาน)

เรื่องเปิดฉากที่ราเฮลกับเอสธากลับมาเยี่ยมบ้านหลังจากใช้ชีวิตในต่างประเทศเสียหลายปี ราเฮลได้พบความเปลี่ยนแปลงของผู้คนและสถานที่ที่เธอคุ้นเคยมานาน

เหตุการณ์ในปัจจุบันตัดสลับกับเหตุการณ์ในอดีตเมื่อยี่สิบสามปีที่แล้ว เมื่อเธอกับเอสธายังเป็นเด็ก 7 ขวบ ชะตาชีวิตของเธอและครอบครัวต้องพลิกผันตั้งแต่การมาเยือนของมาร์กาเร็ต และโซฟี อดีตภรรยาและลูกสาวของจักโก ที่เดินทางมาพักผ่อนที่อินเดีย

เนื้อเรื่องคร่าวๆ มีดังนี้ แต่ผู้เขียนใช้วิธีการตัดสลับเหตุการณ์ในอดีต ทั้งเหตุการณ์เมื่อ 23 ปีที่แล้ว เหตุการณ์ที่เป็นปูมหลังชีวิตของตัวละครแต่ละตัว และเหตุการณ์ในปัจจุบัน (เมื่อเอสธาและราเฮลกลับมาบ้านอีกครั้ง) จนทำให้ผู้อ่านแทบจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าเนื้อเรื่องเรียงลำดับอย่างไร

ใครที่เคยดูหนัง Pulp fiction อาจพอนึกสไตล์ออก แต่นวนิยายเรื่องนี้รุนแรงกว่านั้นมากนัก ในบทเดียวกันอาจประกอบไปด้วยเหตุการณ์หลายช่วงเวลา แต่เมื่ออ่านจบเล่ม เราจะร้อยเรียงเหตุการณ์ทั้งหมดแล้วลำดับเส้นเรื่องได้

เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆ เสนอทัศนะว่าด้วยความขัดแย้งทางสังคมหลายระดับ ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่างท้องถิ่นกับกระแสโลกาภิวัตน์ ความขัดแย้งระหว่างจัณฑาลกับไม่ใช่จัณฑาล ความขัดแย้งระหว่างการยึดธรรมเนียมประเพณีกับการปล่อยให้ชีวิตดำเนินไปตามความรู้สึกของปัจเจกบุคคล ฯลฯ

ความขัดแย้งเหล่านี้ต่างยึดโยงกับระบบความเชื่อที่สำคัญของระบบสำคัญ 4 ระบบที่เป็นตัวขับเคลื่อนเรื่องราวในเล่ม (และสังคมอินเดียทั่วไป) นั่นคือศาสนาคริสต์นิกายซีเรียน ลัทธิคอมมิวนิสต์ โลกาภิวัตน์ และที่สำคัญที่สุดคือระบบวรรณะในศาสนาฮินดู

เอสธากับราเฮลจึงเป็นตัวแทนของหนุ่มสาวอินเดียรุ่นใหม่ที่เติบโตท่ามกลางความขัดแย้งหลายระดับของสังคมอินเดียดังที่กล่าวมา

นอกจากนี้ผู้เขียนยังกล่าวโจมตีอารยธรรมมนุษย์อย่างรุนแรง โดยสร้างความหมายนัยลบและความเป็นอำนาจนิยม ดังที่กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า “ประวัติศาสตร์ได้ต่อรองเรียกร้องให้คนที่ทำลายกฎของมันต้องชดใช้” (หน้า 62) และ “มนุษย์ยินดีที่จะทำลายสิ่งซึ่งเขาไม่อาจปราบให้เชื่อง และสิ่งที่เขาไม่อาจเชิดชูเป็นพระเจ้า” (หน้า 342)

เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆ จัดว่าเป็นนวนิยายแบบ “บริติชอินเดีย” คือไม่ได้กล่าวถึงสังคมอินเดียในแบบงานของรพินทรนาถ ฯลฯ แต่เป็นสังคมอินเดียที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมโลก (โดยเฉพาะวัฒนธรรมอังกฤษผู้เป็นเจ้าอาณานิคมเดิมและอเมริกาผู้เป็นเจ้าโลกในปัจจุบัน)

เป็นนวนิยายเล่มหนึ่งที่ผมชอบและแนะนำให้คอวรรณกรรมอ่านกัน

(หมายเหตุ ผมเขียนบทวิจารณ์หนังสือเล่มนี้ จะตีพิมพ์ลงในนิตยสารสารคดี ฉบับเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ เนื้อหาบางส่วนในบล็อกนี้ก็ตัดมาจากบทความดังกล่าว)




 

Create Date : 20 กรกฎาคม 2550    
Last Update : 20 กรกฎาคม 2550 10:58:19 น.
Counter : 1346 Pageviews.  

การแสวงหาความสุขใน นกสีฟ้า



เรื่อง : นกสีฟ้า (The Children’s Blue Bird)
ผู้เขียน : Maurice Maeterlinck (แปลงเป็นนวนิยายโดย Georgette Leblanc)
ผู้แปล : “น้ำค้าง”
สำนักพิมพ์ : เรือนปัญญา
รางวัล-เกียรติคุณ : (ผู้เขียน) รางวัลโนเบล ปี 1911


เรื่องนกสีฟ้าฉบับดั้งเดิมเป็นบทละคร หลังจากนั้นจึงนำมาแปลงเป็นนวนิยาย เรื่องราวเกี่ยวกับทิลทิล เด็กชายอายุสิบขวบกับ มิททิล น้องสาวอายุหกขวบ ทั้งสองเป็นลูกคนตัดไม้ยากจน ในคืนก่อนวันคริสต์มาส ทั้งคู่ต้องออกผจญภัยตามหานกสีฟ้าเพื่อนำมาช่วยชีวิตเด็กหญิงใกล้บ้าน โดยมีผู้ร่วมขบวนคือ น้ำ ไฟ แสงสว่าง หมาทิลโล แมวทิลเล็ต นม ขนมปัง และ น้ำตาล ซึ่งล้วนได้รับชีวิตจากหมวกวิเศษที่นางฟ้าเบรีลุนมอบให้

ทิลทิล กับ มิททิล พร้อมพลพรรคต้องเดินทางผจญภัยในดินแดนต่างๆ อาทิเช่น ดินแดนแห่งความทรงจำ ซึ่งทำให้พวกเขาได้พบปู่ย่าและพี่น้องที่เสียชีวิตไปแล้ว อาณาจักรแห่งอนาคตซึ่งพวกเขาได้พบหมู่เด็กสีฟ้าที่รอวันไปเกิด หรือป่าที่เต็มไปด้วยต้นไม้และสิงสาราสัตว์ที่ต้องการแก้แค้นมนุษย์

ระหว่างการผจญภัย ทิลทิลและมิททิล ได้พบนกสีฟ้าอยู่หลายครั้งหลายคราว แต่น่าเสียดายที่ไม่สามารถรักษาไว้ได้ตลอดรอดฝั่ง กระทั่งเมื่อครบหนึ่งปี เด็กๆ ก็ได้กลับบ้านอีกครั้ง

เรื่องนี้เรียกได้ว่าเป็นยุคต้นของวรรณกรรม (และบทละคร) แบบสัญลักษณ์นิยม ซึ่งต่อต้านแนวคิดสัจนิยม (Realism)

ปรัชญาแบบสัญลักษณ์นิยมเกิดขึ้นจากความเชื่อที่ว่าโลกมีอำนาจเร้นลับมหัศจรรย์บางอย่าง ซึ่งมนุษย์ไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยหลักเหตุผลทั่วไป

ศิลปะแนวนี้โดยเฉพาะวรรณกรรมและการละครต้องการนำคุณค่าทางสุนทรียศาสตร์แบบสมัยโบราณมาใช้ ด้วยเหตุนี้เรื่องราวในสกุลสัญลักษณ์นิยมแต่เริ่มแรกจึงเดินเรื่องในท่วงทำนองเดียวกับเทพนิยาย เรื่องเล่าเชิงจินตนาการ รวมทั้งนำสัญลักษณ์มาใช้เพื่อถ่ายทอดความคิดและอารมณ์ โดยผ่านทางฉาก ชื่อสถานที่ เครื่องแต่งกาย คำพูดของตัวละคร เป็นต้น

การตามหานกสีฟ้าในเรื่องก็คือสัญลักษณ์แทนการแสวงหาความสุขนั่นเอง

นอกจากนี้เรื่องนี้น่าจะเป็นวรรณกรรมเรื่องแรกๆ ของโลกตะวันตกที่เสนอแนวคิดเรื่อง “เป้าหมายไม่สำคัญเท่ากระบวนการ”

นกสีฟ้า ต้องการบอกผู้อ่านว่าความสุขภายในเป็นสิ่งที่สามารถพบได้ทุกอณูแห่งชีวิต เวลาใดที่ตั้งใจคิดว่าจะหาความสุข เมื่อนั้นเราจะไม่พบความสุข แต่เมื่อใดที่ใช้ชีวิตอย่างตระหนักในความสุข เมื่อนั้นความสุขก็จะอบอวลอยู่รอบกาย

นกสีฟ้าที่โบยบินอยู่ทั่วทุกหนทุกแห่ง ราวกับเป็นวัจนะของเมเตอร์ลิงก์ที่บอกเรามาร้อยปีแล้วว่า ความสุขมิได้ขึ้นอยู่กับสถานภาพทางสังคมหรือเศรษฐกิจ

แท้ที่จริงแล้วพวกเราล้วนใช้ชีวิตอยู่ในโลกแห่งสัญลักษณ์ สิ่งสำคัญอยู่ที่ว่าเราจะทำอย่างไรกับ ‘นกสีฟ้า’ ที่พบเห็นตามรายทางของชีวิต ความลับของชีวิตที่เปี่ยมด้วยความสุขล้วนมีเพียงเท่านี้เอง

คำคมจากเล่ม

“ยามที่เจ้าตามหานกสีฟ้า เด็กน้อยเอ๋ย จงฝึกตนให้คุ้นเคยต่อการรักบรรดานกสีเทาที่เจอระหว่างทางด้วย” (หน้า 71)

“จงรักบ่อน้ำ ฟังเสียงของสายธาร...ข้าจะอยู่ในนั้นเสมอ และตอนเย็นๆ เมื่อเจ้านั่งลงข้างน้ำพุ จงพยายามเข้าใจว่ามันกำลังพูดอะไร...จงนึกถึงข้านะเวลาที่เจ้าเห็นขวดน้ำ...เจ้าจะเจอข้าเสมอในคนโท ในกระป๋องน้ำ ในถังเก็บน้ำ แล้วก็ก๊อกน้ำ...” (หน้า 169)

“อย่าลืมว่าเรากำลังพูดกับเจ้าอยู่ในแสงจันทร์ที่ส่องฉายในแสงกระพริบของดวงดาว ในแสงอรุณรุ่งของทุกวัน ในตะเกียงทุกดวงที่มีคนจุด และในทุกความคิดอันดีงามใสสว่างในจิตใจของพวกเจ้า...” (หน้า 174)




 

Create Date : 01 มิถุนายน 2550    
Last Update : 1 มิถุนายน 2550 14:58:16 น.
Counter : 2072 Pageviews.  

บันทึกคนเขียนช้า (รายการหนังสือที่ซื้อในงานสัปดาห์หนังสือฯที่ผ่านมา)

ไม่รู้ว่าจนถึงทุกวันนี้แล้วยังมีคนอ่านบล็อกคุณปรีดาซักกี่คน ก็ขนาดเจ้าของบล็อกเองยังเบื่อที่จะเข้ามาเลย (ความจริงไม่ใช่เบื่อที่จะเข้ามาหรอก แต่เบื่อที่เข้ามาแล้วก็พบว่าตัวเองไม่มีอะไรจะอัพต่างหาก) ไอ้ครั้นจะแค่แวะไปทักทายสหายบล็อกก็รู้สึกกระดากซะงั้น

นี่ถ้าไม่ใช่ว่าเป็นวันหยุดสงกรานต์ ก็คงไม่ได้แวะมาหรอก

เข้าเรื่องเลยละกัน

สัปดาห์หนังสือที่ผ่านมา คุณปรีดาไปมาสองวัน คือวันที่ 31 กับวันที่ 8 มีหนังสือหลายเล่มที่ตัดใจไม่ซื้อ และมีหลายเล่มที่เล็งๆ ไว้จากร้านหนังสือ ตั้งใจว่าจะมาซื้อในงาน แต่กลับหาไม่เจอ สรุปก็คือทำให้คุณปรีดาหมดเงินค่าหนังสือน้อยกว่างานที่ผ่านๆ มา

รายชื่อหนังสือที่ซื้อได้แก่ (ขออนุญาตไม่บอกรายละเอียดของหนังสือนะครับ แค่จะบอกว่าทำไมถึงซื้อหนังสือเล่มนั้นๆ เท่านั้น)

หมวดหนังสือเด็ก

1. ปราสาทเวทมนตร์ของฮาวล์ เล่มนี้เห็นปุ๊บก็หยิบปั๊บด้วยเหตุผลเดียวเพราะเป็นนิยายที่สตูดิโอจิบลิเอามาทำหนัง (แต่ก็ยังไม่ได้ดูหนังซะที ทั้งที่ซื้อดีวีดีมาตั้งนานแล้ว)

2. เกาะป้า ถ้าบอกว่าเหตุผลที่ซื้อเล่มนี้เพราะลด 50 % (ของ สนพ.มติชน) จะน่าเกลียดมั้ย? ความจริงเห็นหนังสือเล่มนี้มาตั้งนานแล้ว แต่ก็อยู่ในระดับ "ยังไม่เห็นความสำคัญที่จะต้องรีบซื้อ" มาตลอด พอเห็นว่าลดเยอะก็เลยหยิบติดมือมา

3. โดโรธีกับพ่อมดแห่งออซ คุณปรีดาเดินย้อนกลับมาที่บูธของเรือนปัญญาทั้งที่ออกจากตัวงานไปแล้ว แต่เหตุผลไม่ใช่เพราะหนังสือเล่มนี้หรอก ที่ย้อนกลับมาเพราะนึกได้ว่ายังไม่ได้ซื้อหนังสือที่จะกล่าวถึงในรายการต่อไปต่างหาก ส่วนเล่มนี้ติดมือเป็นของแถม สาเหตุเพราะชอบเรื่องชุดพ่อมดออซ ความจริงควรจะต้องซื้อตอนอื่นด้วย แต่เป็นเพราะคุณปรีดาจำไม่ได้ว่าตัวเองขาดเล่มไหนบ้าง ก็เลยเลือกมาแต่เล่มนี้ เพราะคนขายบอกว่าเพิ่งออก

4. นกสีฟ้า นี่ตะหากเป็นเหตุผลที่ทำให้คุณปรีดาต้องเดินย้อนกลับมาบูธเรือนปัญญา ความจริงแล้วฉบับออริจินอลของนิยายเด็กเล่มนี้เป็นบทละคร (เขียนโดย Maurice Materlynk) และถือเป็นบทละครคลาสสิค ซึ่งใครที่เรียนการละคร หรือศึกษาประวัติศาสตร์วรรณกรรมการละครจะต้องรู้จักบทละครเรื่องนี้ คุณปรีดาหาบทละครเรื่องนี้มานานแล้วแต่ก็หาไม่ได้ (ไม่ว่าจะฉบับภาษาอังกฤษหรือไทยก็ตาม) พอเจอหนังสือเล่มนี้ในร้านหนังสือไม่นานก่อนหน้านี้ ก็คิดว่า ไม่ได้อ่านฉบับบทละคร ได้อ่านฉบับนิยายก็ยังดี อ้อ ลืมบอกไปว่าคน "แปร" เรื่องนี้จากบทละครมาเป็นวรรณกรรมก็คือภรรยาของผู้เขียนฉบับบทละครนั่นเอง

5. เมืองมหัศจรรย์แห่งหุบเขาสายหมอก ซื้อหนังสือเล่มนี้ด้วยเหตุผลคล้ายๆ กับหนังสือในรายการที่ 1 นั่นคือ หน้าปกมีคำโปรยว่าเป็น "แรงบันดาลใจของแอนิเมชันชื่อดัง Spirited Away" ของจิบลิสตูดิโอ...นี่ก็มีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้คุณปรีดาควักเงินจ่ายให้ สนพ.บลิส ได้แล้ว

6. 100 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับมหาสมุทร และ

7. 100 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโจรสลัด ทั้ง 2 เล่มเป็นหนังสือประกอบภาพสำหรับเด็ก ซึ่งโดยปกติคุณปรีดาไม่นิยมซื้อหนังสือประเภทนี้ สาเหตุเพราะ 1. แพง 2. อ่านแป๊บเดียวก็จบ (ยืนอ่านในร้านก็ได้) แต่บังเอิญว่างานเขียนเรื่องที่คุณปรีดากำลังเขียนอยู่ตอนนี้ (ความจริงลงมือเขียนมา 5 ปีแล้วแต่ยังไม่สำเร็จซะที) เป็นเรื่องเกี่ยวกับท้องทะเล ก็เลยซื้อไปเพื่อหาวัตถุดิบบางอย่างมาเขียน

หมวดวรรณกรรมอื่น

8. เริงระบำแดนสนธยา และ

9. แดนฝันปลายขอบฟ้า สองเล่มนี้ซื้อด้วยเหตุผลสองประการคือ 1.ลดห้าสิบเปอร์เซนต์ (ของมติชน) และ 2. (ซึ่งเป็นเหตุผลที่มีน้ำหนักกว่าเหตุผลแรก) คือ เป็นนิยายของมูราคามิ...นักเขียนผู้สร้างความจำเริญใจให้คุณปรีดาเป็นอย่างมากในช่วงต้นปีนี้ (ถ้าบอกว่าเพิ่งจะมาอ่านมูราคามิ สาวไกด์เต้ยกับคุณพี่แป๊ดgrappa คงหัวเราะฟันโยก) ส่วนเรื่องที่น่าเจ็บใจก็คือ มีหนังสือของมูราคามิอีก 2 เล่มที่อยู่ในรายการลด 50 เปอร์เซนต์ แต่คุณปรีดาดันซื้อจากร้านหนังสือไปแล้วตั้งแต่ต้นปี

10. คาฟกา วิฬาร์ นาคาตะ เล่มนี้ก็ของมูราคามิอีกเหมือนกัน แต่ไม่ได้ซื้อพร้อมกับสองเล่มก่อนหน้านี้ เพราะว่าวันแรกที่ไป หนังสือเล่มนี้ตั้งตระหง่านอยู่ในโซนลด 15 % คุณปรีดาซึ่งเห็นแก่ของถูกเป็นสำคัญก็เลยหลบสายตาแมวบนปกหนังสือซะงั้น ด้วยหวังว่ามาอีกทีคราวหน้า มันจะถูกลดชั้นไปอยู่ในโซนลด 50% แต่พอมาวันที่สอง มันก็ยังตระหง่านอยู่ที่เดิม คราวนี้คุณปรีดาเผลอไปสบสายตาแมวบนหน้าปกเข้าแล้วสิ ในที่สุดก็เลยต้องหยิบมาด้วย แม้จะลดน้อย (ไปนิด) ก็ตาม

11. ความเข้าใจผิด และ ผู้บริสุทธิ์ รวมบทละคร 2 เรื่องของอัลแบร์ กามูส์ เล่มนี้ออกมาซักโกฎิปีได้แล้วมั้ง แต่คุณปรีดาเข้าใจว่าตัวเองมีแล้วมาโดยตลอด พอตระหนักว่ายังไม่เคยมีอยู่ในความครอบครองก็เลยจัดการสอยมาในราคาลด 50% (เรื่องลดเยอะนี่ล่ะ ถนัดนัก)

หมวดวารสาร

12-14. OPEN DRAGON เล่ม 1-3 ความจริงวารสารเรื่องจีนและเอเชียตะวันออกศึกษาชุดนี้ คุณปรีดาเล็งมานานแล้ว แต่ก็ไม่ได้ซื้อซะที เพิ่งจะมาได้ฤกษ์เอาคราวนี้

หมวดสารัตถคดี

15. จากดินสู่บ้าน สร้างบ้านด้วยดิน คุณปรีดาก็เป็นเหมือนคุณอนันต์ในนิยายเรื่องนาครเขษม ของ คอยนุช ที่ชอบถอนหายใจพร้อมกับบ่นว่า "อยากมีบ้านเล็กๆ ที่บ้านนอก" แต่ก็ไม่เคยตั้งใจทำจริงๆ ซะที ขณะที่คุณปรีดานอกจากจะอยากมีบ้านเล็กๆ ที่บ้านนอกแล้ว ก็ยังอยากให้บ้านเล็กๆ นั้นเป็นบ้านดินด้วย...ยังทำไม่ได้ไม่เป็นไร ซื้อหนังสือมาอ่านนอนฝันหวานก่อนก็ยังดี

16. ผู้ชายที่หลงรักตัวเลข หนังสือเล่มนี้ออกมานานแล้ว แต่คุณปรีดาไม่ได้สนใจนัก เพราะเราแม้จะไม่ถึงขั้น "เกลียด" ตัวเลข แต่ก็อยู่ห่างไกลจากคำว่า "รัก" อยู่หลายขุม แต่ที่ซื้อก็เพราะพี่สาวที่เป็นครูสอนสถิติในมหาวิทยาลัยฝากซื้อ แต่พอกลับบ้านแล้วกลับเป็นหนังสือที่คุณปรีดาอ่านก่อนหนังสือเล่มอื่นๆ ที่ซื้อให้ตัวเองซะอีก...ชีวิตของผู้ชายที่หลงรักตัวเลขอย่างพอล แอร์ดิช นั้นน่าจะเรียกว่าอุทิศชีวิตทั้งชีวิตเพื่อความก้าวหน้าทางคณิตศาสตร์ของโลกก็ว่าได้

17. รามานุจัน หนังสือออกใหม่ของมติชนซึ่งเกี่ยวข้องกับเล่มรายการก่อนหน้านี้ เห็นคำโปรยในโฆษณาที่อ้างว่านักคณิตศาสตร์ชาวอินเดียผู้นี้เป็นแรงบันดาลใจให้กับนักคณิตศาสตร์ผู้มีผลงานมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของโลกคณิตศาสตร์อย่างพอล แอร์ดิช ก็เลยซื้อมาฝากพี่สาวอีกเล่มเป็นของแถมโดยที่เจ้าตัวไม่ได้ออร์เดอร์

จบรายงานการซื้อหนังสือ (มาดอง) แต่เพียงเท่านี้ เข้าใจว่าสหายบล็อกหลายคนคงเขียนบล็อกรายงานฯมาเยอะแล้ว จะรีบตามเข้าไปอ่านโดยพลัน

ส่วนรายชื่อหนังสือต่างๆ ที่คุณปรีดาพาดพิงถึง ถ้าใครสนใจก็ถามได้นะครับ คุณปรีดาจะแจ้งรายละเอียดให้ทราบอีกที




 

Create Date : 16 เมษายน 2550    
Last Update : 16 เมษายน 2550 22:47:36 น.
Counter : 340 Pageviews.  

ความสุขมวลรวมประชาชาติ



ความสุขมวลรวมประชาชาติ
มุ่งสู่กระบวนทัศน์ใหม่ในการพัฒนา


รวมบทความเกี่ยวกับแนวคิดความสุขมวลรวมประชาชาติ
เรียบเรียงโดย : ศูนย์ภูฐานศึกษา
แปลโดย : เจษณี สุขจิรัตติกาล
จัดพิมพ์โดย : สำนักพิมพ์สวนเงินมีมา
จำนวนหน้า : 174 หน้า
ราคา : 185 บาท

ผ่านพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบรอบ 60 ปีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปแล้ว คาดว่าคงมีคนจำนวนไม่น้อย (โดยเฉพาะสาวๆ) เป็นปลื้มกับเจ้าชายจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก มกุฏราชกุมารแห่งภูฐาน (หรือภูฏาน)

เผอิญคุณปรีดานึกได้ว่าได้ซื้อหนังสือเล่มหนึ่งมาเมื่อตอนงานสัปดาห์หนังสือที่ผ่านมา และเป็นหนังสือที่เกี่ยวข้องกับประเทศภูฐาน ก็เลยอยากเอามาแนะนำ

“ความสุขมวลรวมประชาชาติ” เป็นแนวคิดการพัฒนาประเทศของพระราชาธิบดีจิกเม ซิงเย วังชุก กษัตริย์แห่งภูฐานองค์ปัจจุบัน ที่มุ่งมั่นพัฒนาประเทศของพระองค์โดยให้ความสำคัญกับ “ความสุข” ของประชาชน มากกว่าจะให้ความสำคัญกับ “ผลิตภัณฑ์” หรือตัวเลขการผลิตการส่งออกในภาคเศรษฐกิจ

แนวคิดความสุขมวลรวมประชาชาติ (Gross National Happiness) จึงเป็นแนวคิดที่ท้าทายแนวคิดการพัฒนาเพื่อผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (Gross National Products) โดยตรง

ฯพณฯ เลียงโป จิกมี วาย ธินเลย์ ประธานคณะรัฐมนตรี คณะรัฐบาลหลวงแห่งประเทศภูฐานกล่าวถึงพระราชาธิบดีว่า

“ทรงเป็นผู้ริเริ่มปรัชญา แนวคิดและนโยบายการพัฒนาของประเทศมาเกือบสามทศวรรษ พระองค์ทรงสำนึกอยู่เสมอว่า จุดมุ่งหมายสูงสุดของรัฐบาลคือความสุขของประชาชน ความเชื่อนี้เองที่บันดาลพระทัยให้พระองค์ทรงระบุว่า ความสุขมวลรวมประชาชาติสำคัญยิ่งกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ ความสุขต้องมาก่อนความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ...”

อ่านข้อความตรงนี้แล้วนึกถึงทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราไหมครับ?

ภายในเล่มประกอบไปด้วยบทความเกี่ยวกับแนวคิดดังกล่าว แน่นอนว่าเมื่อเป็นแนวคิดใหม่ที่ท้าทายกระบวนทัศน์การพัฒนาแบบกระแสหลัก ก็ย่อมถูกตอบโต้ทางความคิด ดังนั้นบทความในเล่มจึงมิได้มีเพียงฝ่ายที่เห็นด้วย แต่ก็ยังมีบางคนที่มองว่าแนวคิดGNH นี้เป็นเรื่องของสังคมยูโทเปีย (หรือพูดง่ายๆ ก็คือยากที่จะทำให้เป็นจริงได้ และดูลอยๆ ไม่เป็นรูปธรรม)

ส่วนเนื้อหาเกี่ยวกับบทความทั้งเก้าจะมีอะไรบ้าง หรือว่าที่แท้แล้วทฤษฎีความสุขมวลรวมประชาชาติจะเป็นอย่างไรนั้น คุณปรีดาจะไม่ขอสาธยายในที่นี้ ได้แต่บอกว่าอยากให้คุณๆ ทั้งหลายซื้อหามาอ่านกัน แล้วค่อยมาแลกเปลี่ยนทัศนะกัน

สำหรับคุณปรีดา หลังจากที่อ่านหนังสือเล่มนี้ และได้เห็นพระจริยวัตรอันนอบน้อมงดงามขององค์มกุฎราชกุมารแห่งภูฐานช่วงที่เสด็จมาเป็นพระราชอาคันตุกะในประเทศไทยแล้วก็ยิ่งบอกตัวเองว่าจะต้องหาทางไปเยือนภูฐานให้ได้สักครั้งในชีวิต




 

Create Date : 17 มิถุนายน 2549    
Last Update : 17 มิถุนายน 2549 18:24:15 น.
Counter : 477 Pageviews.  

Time Patrol Bon : สายตรวจเหนือเวลา



พิมพ์โดย Ants Comic Group

ราคาเล่มละ 40 บาท 5 เล่มจบ

วันนี้ขอเปลี่ยนบรรยากาศมาเขียนถึงการ์ตูนญี่ปุ่นบ้าง

คุณปรีดาสมัยเด็กนั้นเป็นแฟนการ์ตูนญี่ปุ่นอย่างเหนียวแน่น แต่พอโตมาแล้วก็เริ่มอ่านน้อยลง จนปัจจุบันแทบไม่ได้ติดตามการ์ตูนร่วมสมัยในท้องตลาดเลย

แต่บังเอิญวันก่อนเจอเรื่อง Time Patrol Bon หรือ สายตรวจเหนือเวลา อันเป็นการ์ตูนที่เคยชื่นชอบสมัยเด็กๆ (สมัยนั้นใช้ชื่อภาษาไทยว่า ตำรวจกาลเวลา) ก็เลยรีบซื้อมาอ่านและสำหรับเก็บสะสม

ผู้เขียนคือ Fujiko F Fujio เจ้าของผลงานอมตะอย่างโดเรมอน และเรื่องอื่นๆ เอกลักษณ์ของผู้เขียนคนนี้คือลายเส้นที่ดูง่ายๆ สะอาดตา แต่สวยงาม และจินตนาการเหลือล้น

สำหรับเรื่องนี้เป็นเรื่องของเด็กหนุ่มชื่อ “บง” (ฟังดูประหลาด เพราะในฉบับที่เคยอ่านสมัยเด็กจำได้ว่าเขาแปลว่า “ปอง” ใครรู้ภาษาญี่ปุ่นโปรดชี้แจง) ซึ่งเข้าไปพัวพันโดยบังเอิญกับการทำงานของ Time Patrol หน่วยงานซึ่งมีหน้าที่ช่วยชีวิตผู้คนในประวัติศาสตร์ โดยที่ตรวจสอบแล้วว่าการช่วยชีวิตดังกล่าวจะไม่ส่งผลให้ประวัติศาสตร์เปลี่ยนแปลง (คุณปรีดารู้สึกว่าประเด็นนี้ออกจะผิดหลักเหตุผลไปหน่อย ตรงที่พฤติกรรมใดๆ ก็ตาม แม้เป็นเรื่องเล็กๆ ก็น่าจะส่งผลกระทบต่ออนาคตเป็นลูกโซ่ไป)

เมื่อหนุ่มบงเข้าไปรู้เห็นการทำงานของ “รีม” สาวน้อยตำรวจกาลเวลา ทำให้จะต้องถูกใช้ฟอร์เก็ทเตอร์ เพื่อลบความจำ แต่จากการตรวจสอบกับสำนักงานใหญ่กลับพบว่า หากความทรงจำของเขาในช่วงที่เข้ามาพัวพันกับตำรวจกาลเวลาถูกลบไป จะส่งผลต่อประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นอย่างใหญ่หลวง ในที่สุดพระเอกของเราก็เลยได้รับแต่งตั้งให้เป็น Time Patrol กับเขาด้วย

เรื่องราวใน Time Patrol นี้ก็เป็นตอนๆ ไม่ต่างจากงานเขียนอื่นๆ ของผู้เขียนคนเดียวกัน เพียงแต่ว่าแม้จะเป็นเรื่องจบในตอน แต่ก็มีพัฒนาการของเรื่องและตัวละคร จากวันที่หนุ่มบงเป็นเพียงตำรวจฝึกหัดคอยติดตามรีม กระทั่งวันหนึ่งเขาได้ทำงานตามลำพังและมีผู้ช่วยในที่สุด

คุณปรีดาคิดว่าเรื่อง Time Patrol นี้มีข้อดีคือเป็นการกระตุ้นความสนใจและสร้างทัศนคติที่ดีต่อเด็กๆ ในการเรียนประวัติศาสตร์ ในเรื่องเราจะได้พบกับการผจญภัยของพระเอกในประวัติศาสตร์โลกบทต่างๆ ไม่ว่าจะสงครามที่ทุ่งมาราธอน, สงครามโลกครั้งที่สองในญี่ปุ่น, ตำนานแดร็กคูล่า, การสร้างปิรามิดในอียิปต์, ความเชื่อเรื่องแม่มดในยุโรปสมัยกลาง ฯลฯ คุณปรีดาคิดว่าการที่ตัวเองชอบประวัติศาสตร์ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะคุณูปการของการ์ตูนเรื่องนี้แหละครับ

ขอยืนยันตรงนี้ได้เลยว่าการ์ตูนไม่ได้เป็นยาพิษสำหรับเด็กเสมอไป

หมายเหตุ – ความจริงยังมีอีกสำนักพิมพ์หนึ่งซึ่งพิมพ์ออกมาในเวลาไล่เลี่ยกัน (และเป็นฉบับละเมิดลิขสิทธิ์ทั้งคู่) แต่คุณปรีดาคิดว่าผลงานการผลิตของสำนักพิมพ์นี้ประณีตกว่าทั้งเรื่องการแปล การทำเชิงอรรถเพิ่มเพื่ออธิบายเรื่องราวต่างๆ




 

Create Date : 23 เมษายน 2549    
Last Update : 23 เมษายน 2549 18:27:52 น.
Counter : 1086 Pageviews.  

1  2  3  

Aka Prita
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add Aka Prita's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.