tag จากเจ้าชายไร้เงา

บล็อกนี้เอาใจเจ้าชายไร้เงาโดยเฉพาะ (ขออำภัยที่ตอบล่าช้าไปเป็นเดือน จนบล็อกเกอร์ทั้งหลายเลิกฮิตกันไปแล้วมั้ง)

หลังจากถูก tag แบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวจากคุณเจ้าชายไร้เงาเรื่องดาราคนโปรด คุณปรีดาก็กลับมานั่งคิด นอนคิด ว่าเอ ดาราคนโปรดของเรามีใครมั่งหว่า หลังจากเวลาผ่านไปหลายวัน (ความจริงแล้วคิดเรื่องอื่น ไม่ได้คิดเรื่องดารานี่เล้ยย) คุณปรีดาก็สรุปดาราคนโปรดของตัวเองได้ดังนี้

1. ดัสติน ฮอฟฟ์แมน
คงไม่ต้องสาธยายถึงความสามารถของดาราออสการ์สองตัวคนนี้ หนังของเขาที่คุณปรีดาชอบก็อย่างเช่น Kramer vs Kramer (เรื่องนี้จัดเป็นหนังโปรดเรื่องนึงของผมเลยทีเดียว) Rainman , Tootsie, Accedental Hero, Wag the Dog ฯลฯ ชอบบุคลิกของฮอฟฟ์แมนในหนังหลายเรื่องที่ดูเหมือนเป็นผู้ชายไม่ได้เรื่องที่ละเลยคนสำคัญในชีวิตที่อยู่รอบข้าง (เช่นเรื่อง Kramer, Accedental Hero)

2. เมอรีล สตรีพ
ดาราเจ้าบทบาท ผู้ทำสถิติเป็นนักแสดงที่เข้าชิงรางวัลออสการ์มากที่สุด ผมชอบคุณป้าเมอรีลตรงที่ไม่ว่าแกเล่นบทไหนก็ดูสมบทบาทเสมอ ไม่ว่าจะเป็นคนสวย หรือเป็นผู้หญิงชั้นต่ำ

3. เรเน่ เซลวีเกอร์
ชอบเธอมาตั้งแต่ตอนที่ดู Jerry Mcguire แล้วครับ ยิ่งพอมาดู Bridget Jone's Diary ก็ยิ่งรู้สึกว่าเธอมีเสน่ห์แม้จะเล่นเป็นสาวอ้วนที่แสนจะไม่สวย

4. เจียงเหวิน
มีใครรู้จักดาราจีนคนนี้บ้างมั้ยครับ เจียงเหวินเป็นนักแสดง-ผู้กำกับจากจีนแผ่นดินใหญ่ที่เรียนจบมาจากที่เดียวกับก่งลี่และจางจื่ออี๋ (ก็จางซิยี่นั่นแหละ) แต่อาวุโสกว่านางเอกคู่บุญทั้งสองของจางอี้โหมวหลายปีนัก เจียงเหวินเคยได้รางวัลจากการประกวดหนังนานาชาติมากมาย เรื่องที่สำคัญก็คือ In the Heat of the Sun จากเทศกาลหนังเมืองคานส์ เขาได้ชื่อว่าเป็น "จักรพรรดิแห่งวงการภาพยนตร์จีน" แต่น่าแปลกที่แม้เขาจะได้รับรางวัลจากนานาชาติมามากมาย แต่เจียงเหวินกลับไม่เคยได้รับรางวัลจากการประกวดหนังในประเทศเลย ผมรู้สึกว่าบุคลิกของเจียงเหวินในหนังหลายๆ เรื่องจะคล้ายกับบุคลิกของดัสติน ฮอฟฟ์แมน ตรงที่เป็นผู้ชายซื่อๆ ทื่อๆ ดูไม่ได้เรื่องในสายตาคนรอบข้าง

5. ก่งลี่
ผมรู้จักเธอครั้งแรกก็จากที่เธอเล่นหนังของจางอี้โหมว (ท่าจำไม่ผิดเรื่องแรกที่ได้ดูเธอเล่นน่าจะเป็น Judou) ชอบตรงที่เธอคล้ายเมอรีล สตรีพ ตรงที่เล่นให้เป็นคนสวยก็ดูสง่า เล่นเป็นชาวบ้านก็ดูเป็นคนธรรมดาที่ไม่ต้องห่วงสวย ผมว่าเรื่อง The story of Qiuju น่าจะเป็นผลงานมาสเตอร์พีซในการแสดงของเธอนะครับ

ความจริงยังมีอีกหลายคนที่อยู่ในลิสต์ที่ชอบ อาทิเช่น ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ (ทึ่งกับฝีมือการแสดงในเรื่อง What's Eating Gilbert grape ที่แสดงตั้งแต่ยังเป็นเด็กๆ และเล่นเหมือนเด็กปัญญาอ่อนจริงๆ จนได้เข้าชิงออสการ์) ส่วนดาราจีนคนอื่นๆ ที่ชอบก็อย่างเช่นหลิวเย่ (ที่เคยเล่นหนังเกย์เรื่อง Lanyu) เลสลี่ จาง ดาราที่ทั้งหล่อและสวยในเวลาเดียวกัน ฯลฯ




 

Create Date : 29 พฤษภาคม 2550    
Last Update : 29 พฤษภาคม 2550 0:39:07 น.
Counter : 378 Pageviews.  

ก้านกล้วย : ดูได้แบบไม่ลงตัว


เพิ่งไปดูก้านกล้วยมา แบบที่ตั้งใจเอาไว้ก่อนดูว่าจะไม่คาดหวังอะไร และจะไม่ไปเปรียบเทียบกับอนิเมชั่นของต่างชาติอย่างฮอลลีวู้ด (แต่พอลงมือเขียนบล็อกนี้แล้วก็อดไม่ได้แฮะ)

ขอไม่เล่าเนื้อเรื่องแล้วกัน เพราะคิดว่าหลายๆ คนคงรู้อยู่แล้วว่าเป็นเรื่องของช้างที่ต่อมาได้กลายเป็นช้างทรงของสมเด็จพระนเรศวรในการทำยุทธหัตถีกับสมเด็จพระมหาอุปราชาแห่งหงสาวดี

ผมรู้สึกว่าเรื่องนี้มีทั้งจุดดีและจุดด้อยที่พอประมวลได้ดังนี้ (ตามความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ คนอื่นอาจเห็นขัดแย้ง)

จุดดี
อย่างแรก คือ ภาพแบ็คกราวด์สวย ดูเหมือนจริง โดยเฉพาะพวกฉากป่า ต้นไม้ใบไม้ทั้งหลายดูงดงาม จากที่เคยคุยกับคนทำอนิเมชั่นมา เขาก็บอกตรงกันว่าภาพแบ็คกราวด์ต่างๆ ถือเป็นจุดเด่นด้านภาพของหนังเรื่องนี้

อย่างที่สอง ผมชอบรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งเป็นแก๊กของหนังเรื่องนี้ ไม่ว่าจะการที่ก้านกล้วยมุดหัวลงไปซ่อนอยู่ใต้ใบบัวแต่ก้นโผล่ดุ๊กดิ๊กออกมาขณะเล่นซ่อนหากับเพื่อนๆ ชาวกบ (หรืออึ่งอ่าง หรือคางคก?)

ตอนที่พวกช้างเด็กอันธพาลจับเอาน้องอึ่งอ่าง (หรือคางคก หรือกบ?) มาสูบลมจนตัวพอง แล้วเอามาเล่นต่างลูกบอล

หรือตอนที่เจ้านกจิ๊ดริดดึงขนตัวเองมาทำเป็นนามบัตรส่งให้เหล่าช้างเพื่อแนะนำตัว เห็นแว้บๆ ว่าช้างตัวนึงเอาขนนกไปแคะหู ลักษณะมุกเหล่านี้พบได้ในอนิเมชั่นของฮอลลีวู้ดทั่วไป ซึ่งผมก็คิดว่าเขาทำได้น่ารักดี

อย่างที่สาม ผมชอบแคแร็กเตอร์ตัวละครเด็กฟันหลอที่อยู่กับช้างชบาแก้ว โผล่มาทีไรก็ฮากันได้เมื่อนั้น แม้จะไม่ได้มีส่วนสำคัญต่อเรื่อง (คือไม่มีก็ไม่เสียหาย) แต่ผมก็คิดว่าหนังเรื่องนี้ควรต้องมีตัวสร้างสีสันแบบนี้ (นอกจากตัวละครนี้แล้ว ผู้สร้างยังจัดให้มีนกจิ๊ดริด กับฝูงช้างอันธพาล แต่ผมรู้สึกเฉยๆ กับตัวละครพวกนั้น) เสียดายแต่มีบทเจ้าหนูนี่แค่นิดเดียว ตัดไปอีกทีก้านกล้วยก็กลายเป็นหนุ่ม พร้อมๆ กับเจ้าหนูหน้าเอ๋อฟันหลอที่พอโตแล้วก็ไร้เสน่ห์โดยสิ้นเชิง

อย่างที่สี่ ผมชอบเสียงพากย์ของนักพากย์มืออาชีพในเรื่องนี้ (ขณะที่เสียงพากย์ของตัวละครที่ใช้ดารามาพากย์ถือว่าสอบไม่ผ่าน เพราะไม่อาจถ่ายทอดอารมณ์ต่างๆ ของตัวละครได้ ไม่ว่าจะบทพระเอก ตัวตลก ฯลฯ)

เสียงของนันทนา บุญหลง ที่พากย์เป็นแสงดา แม่ของก้านกล้วย ทำได้ยอดเยี่ยม ทั้งที่ก่อนหน้านี้ผมออกจะไม่ชอบเสียงพากย์ของเธอในยามพากย์หนังฝรั่งหรือการ์ตูนของช่องเจ็ด (ไม่รู้ว่าเป็นเพราะพอพากย์ในหมู่นักพากย์สมัครเล่นแล้วเลยทำให้การพากย์ของเธอดูเด่นขึ้นมาหรือไงก็ไม่ทราบ)

เสียงพากย์ของรอง เค้ามูลคดีก็ทำได้ไม่มีที่ติ สงสัยแต่จะต้องมีบทบาทของช้างซึ่งเป็นเพื่อนเก่าของภูผา พ่อของก้านกล้วยเพื่ออะไร แค่โผล่มาบอกสาเหตุการตายและศัตรูของภูผาเท่านั้นหรือ? ดูจะเป็นการใช้ตัวละครที่ไม่คุ้มค่าเอาเลย

เสียงพากย์ของนักพากย์อีกคนที่ผมชอบคือ สุเมธ องอาจ ที่พากย์เสียงสมเด็จพระนเรศวร ผมไม่รู้ว่าสุเมธเป็นนักพากย์มืออาชีพหรือเปล่า แต่เสียงของเขาก็ช่างทรงพลัง และเชื่อว่าเจ้าของเสียงนี้คือ “ขัตติยชาต” หรือคนที่ born to be the great จริงๆ

ส่วนเสียงพากย์ของ “ป้าจุ๊” จุรี โอศิริ นั้นก็ไม่ได้มีข้อกังขาอะไร เสียแต่ว่าบทบาทของเธอมีเพียงเล็กน้อย และไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการเป็นช้างแก่ๆ ธรรมดา

พยายามนึกอยู่ว่ามีอะไรที่ชอบอย่างอื่นบ้างหรือเปล่าเกี่ยวกับอนิเมชั่นเรื่องนี้ แต่นึกไม่ออกในตอนนี้ ก็เลยขอข้ามไปยังส่วนที่คิดว่าเป็นจุดด้อยของหนังเรื่องนี้เลยละกัน

อย่างที่หนึ่ง แม้รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ จะถือว่าทำได้ดี แต่จุดที่เป็นปัญหาใหญ่สุดของเรื่องนี้ก็คือ “บท” ซึ่งเป็นแกนหลักของภาพยนตร์ อนิเมชั่นเรื่องนี้พยายามเล่นกับมิติสองด้านซึ่งดูจะขัดกัน นั่นก็คือ ความเป็นโลกสมมติ กับ ข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์

ในส่วนแรก ผู้สร้างทำให้ช้างแต่ละตัวมีลักษณะเป็น “ตัวการ์ตูน” งวงอ้วนกว่าปกติบ้าง มีสีแตกต่างกันบ้าง รวมถึงพฤติกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะช้างเล่นซ่อนหา ช้างเตะบอล (ซึ่งทำจากกบ) ซึ่งถ้าพิจารณาเฉพาะส่วนนี้แล้วก็ถือว่าอยู่ในระดับ “เอาตัวรอดได้”

แต่ในเมื่อโจทย์ที่ตั้งไว้ มันมีส่วนเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ และเป็นประวัติศาสตร์หลวง (หรืออีกนัยหนึ่งคือส่วนที่เกี่ยวกับกษัตริย์) และทุกครั้งของการทำหนังทำละครไทย เมื่อไหร่ก็ตามที่เข้ามาอยู่ในปริมณฑลของประวัติศาสตร์แบบนี้ เราก็สร้างมันให้ออกมาอยู่ในรูป “การเทิดทูนบูชา” โดยอัตโนมัติ และโลกสมมติก็หายวับไปในทันที

สังเกตได้จากพระบรมมหาราชวังซึ่งเหมือนจริงเสียจนนึกว่าเป็นภาพถ่าย ภาพจิตรกรรมฝาผนังซึ่งช้างในภาพเป็นคนละเรื่องกับช้างก้านกล้วย ตัวละครคนที่ทำให้ดูเป็นคนแบบเหมือนจริงมีเพียงตัวละครพระนเรศวร พระเอกาทศรถ (ซึ่งเห็นแว้บๆ อยู่ด้านหลังพระนเรศวรขณะจะยกทัพ) กับพระมหาอุปราชาเท่านั้น ขณะที่ตัวละครที่เป็นคนตัวอื่นๆ ดูเป็นตัวการ์ตูนทั้งสิ้น ไม่ว่าจะบรรดาทหาร ชาวบ้านต่างๆ

และเมื่อถึงช่วงท้ายเรื่อง (หลังจากที่ก้านกล้วยตัดสินใจกลับมาหาพระนเรศวรขณะที่อยุธยาเตรียมยกทัพ) อนิเมชั่นเรื่องนี้ก็แทบกลายเป็นภาพยนตร์ “นเรศวรมหาราช” ไปซะเฉยๆ ก้านกล้วยกลายเป็นช้างในแบบ realism ที่หมดปัญญาจะพูดหรือแสดงพฤติกรรมแบบตัวการ์ตูนดังที่เป็นมาตลอดทั้งเรื่อง

ผมนึกถึงอนิเมชั่นเรื่อง Pom Poko ของจิบลิสตูดิโอแห่งญี่ปุ่น ซึ่งเป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับตัวทานูกิ (แร็คคูน) ซึ่งกำลังถูกรุกรานจากการขยายเมืองของมนุษย์ ในเรื่องนั้นผู้สร้างได้วาดภาพตัวทานูกิเป็นสามแบบ คือแบบแรก ทานูกิในแบบภาพเหมือนจริง ซึ่งใช้ในมุมมองของมนุษย์ที่มองมา (คือเป็นภาพแบบที่มนุษย์เห็น) แบบที่สองเป็นภาพทานูกิซึ่งยังคงมีใบหน้าและรูปร่างเป็นแบบเหมือนจริง เพียงแต่กิริยาอาการต่างๆ นั้นเป็นแบบมนุษย์ ไม่ว่าจะยืนสองขา แต่งตัวเหมือนคน อาศัยอยู่ในบ้าน ฯลฯ ซึ่งใช้ภาพแบบนี้เมื่อเป็นมุมมองหรือเรื่องราวภายในชุมชนของทานูกิ (แสดงนัยว่าเมื่อปลอดจากมนุษย์แล้ว พวกเขาก็มีชีวิตอีกแบบหนึ่ง หรือที่จริงแล้ว พวกเขาก็มีอารมณ์ มีความต้องการในชีวิตไม่ต่างจากมนุษย์) ส่วนภาพแบบที่สามนั้นเป็นภาพสองมิติแบบการ์ตูนซึ่งมีลักษณะไม่เหมือนจริง ภาพแบบนี้จะใช้เมื่อเป็นมุกของเรื่อง คือ ในฉากที่ทานูกิถูกคนตีหัวก็จะกลายเป็นตัวการ์ตูนตลกๆ ไป

จะเห็นได้ว่าเรื่องปอมโปโกะนี้ใช้ภาพตัวการ์ตูนในหลายมิติ หลายแบบ แต่ทั้งนี้เกิดจากความตั้งใจ และใช้ในการสื่อความหมายบางอย่าง ซึ่งต่างจากเรื่องก้านกล้วยที่ภาพมีหลายมิติแต่ไม่ได้บอกความหมายอะไร (ยกเว้นจะบอกว่าเรื่องเกี่ยวกับกษัตริย์และประวัติศาสตร์นั้นเป็นเรื่องจริง จะเอามาทำเล่นๆ ไม่ได้) และทำให้คนดูรู้สึกขัดแย้งว่าตัวเองกำลังอยู่ในโลกแห่งความฝันหรือโลกแห่งความเป็นจริงกันแน่

ผมไม่ได้จะบอกว่าอนิเมชั่นเรื่องนี้สมควรเอาสมเด็จพระนเรศวรมาล้อเล่นเป็นตัวการ์ตูน เพียงแต่จะบอกว่าโจทย์ของเรื่องบีบให้ผู้สร้างต้องทำให้เรื่องมีทั้งมิติ “โลกสมมติ” และ “โลกจริง” และผู้สร้างก็ตีโจทย์ไม่แตก ไม่สามารถแก้ปมนี้ได้

มิหนำซ้ำยังไปกันใหญ่ เมื่อยกเอาข้อความในพงศาวดารที่ว่าขณะเคลื่อนพลนั้นเมฆบนท้องฟ้าปรากฏเป็นฉัตร รวมทั้งพระราชดำรัสที่ตรัสแก่ก้านกล้วย (โดยใช้เสียงพากย์แบบที่พบได้จากการชมการแสดงแสงสีเสียงเรื่องอยุธยา หรือพระนเรศวร ในโอกาสสำคัญต่างๆ )

ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีความลงตัวระหว่าง “จินตนาการ” กับ “ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์”

จุดด้อยอย่างที่สอง ก็เป็นอย่างที่ผมเคยได้ยินผู้คนพูดถึงก่อนที่ตัวเองจะได้ไปดูหนัง นั่นคือเรื่องที่ว่ามีตัวละครเยอะแยะ (บรรดาเพื่อนและช้างเกเรในวัยเด็กของก้านกล้วย) ซึ่งบทจะหายก็หายไปเฉยๆ แล้วบทจะกลับมาก็มาโผล่ตอนท้ายเรื่องซะงั้น ตัวละครช้างบางตัวผมยังจำชื่อไม่ได้ด้วยซ้ำ

อย่างที่สาม บทหนังเหมือนจะเกริ่นๆ เรื่องความผูกพันระหว่างคน(ไทย) กับช้าง โดยเฉพาะในส่วนที่ก้านกล้วยไปคลุกคลีอยู่กับชบาแก้ว ผมไม่รู้ว่านี่เป็นสารที่พยายามจะซ่อนไว้ให้คนตีความหรือเปล่า (ถ้าคิดในแง่ร้ายก็คือเพื่อจะบอกคนดูต่างชาติในยามที่อนิเมชั่นเรื่องนี้ได้โกอินเตอร์) ว่าคนไทยมีความผูกพันกับช้างมายาวนาน ซึ่งหากผู้สร้างต้องการจะสื่อประเด็นนี้ก็ถือว่าทำได้ไม่ชัด น่าเสียดายอยู่ตรงที่ก้านกล้วยตอนที่ถูกชาวบ้านจับตัวไปแล้วได้เห็นพวกช้างถูกจับให้ลากซุง จนทำให้ก้านกล้วยเกลียดมนุษย์ แต่แล้วเมื่อได้รู้ว่าที่ตนถูกจับแขวนนั้นที่แท้ก็เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บที่เท้า เท่านี้ก้านกล้วยก็หมดข้อสงสัยเกี่ยวกับช้างที่ถูกจับลากซุงไปโดยสิ้นเชิง

อย่างที่สี่ เห็นฉากโรแมนติคระหว่างก้านกล้วยกับชบาแก้วแล้วก็อดนึกถึงเรื่อง Lion King ไม่ได้ เพียงแค่เปลี่ยนจากสิงโตเป็นช้างเท่านั้นเอง ทำให้ผมสงสัยว่าชบาแก้วมีความจำเป็นแค่ไหนต่อหนังเรื่องนี้

จะบอกว่าเพื่อให้ก้านกล้วยซึ่งเป็นช้างป่าได้เห็นแง่งามของมนุษย์หรือก็เปล่า

จะบอกว่าเป็นตัวละครที่ทำให้ก้านกล้วยได้ตระหนักในพลังแห่งความรักหรือก็ไม่ใช่ เพราะบทบาทนี้ตกอยู่แก่แสงดาผู้เป็นแม่เสียมากกว่า (ซึ่งต่างจากเรื่องไลออน คิงส์ ที่นางเอกมีบทบาทนี้ โดยการขับเน้นอย่างยิ่งเมื่อถึงเพลง Can You Feel the Love Tonight)

หรือจะบอกว่าก็เป็นธรรมเนียมของหนังที่ต้องมีทั้งพระเอกและนางเอกหรือก็ไม่น่าจะใช่ เพราะโดยปกติหนังที่ต้องมีพระเอกและนางเอกนั้นก็เพื่อดึงดูดคนดู หรือว่านางเอกช้างในเรื่องสามารถดึงดูดคนดูได้?

อาจดูเหมือนมีข้อติติงมากมาย แต่โดยความสัตย์จริงแล้ว ผมก็ยังรู้สึกดีใจที่ได้ดูอนิเมชั่นเรื่องนี้ ไม่ได้เสียดายตังค์ค่าตั๋วแต่อย่างใด และหวังว่าผู้สร้างอนิเมชั่นของไทย (ทั้งบริษัทกันตนาและบริษัทอื่น) จะยังคงทำภาพยนตร์อนิเมชั่นแบบไทยๆ ให้คนไทยดูอีก




 

Create Date : 27 พฤษภาคม 2549    
Last Update : 27 พฤษภาคม 2549 15:07:38 น.
Counter : 1040 Pageviews.  

ออสการ์ ##78

บล็อก "ดูหนังหลังม่านไม้ไผ่" วันนี้ไม่เกี่ยวกับหนังจีน แต่อยากชวนคุยเรื่องออสการ์ที่ประกาศผลเมื่อวาน (เข้าใจว่าสหายบล็อกหลายคนคงเขียนถึงเรื่องนี้กันเยอะแยะแล้ว คุณปรีดาจะหาโอกาสตามอ่านหลังจากอัพบล็อก)

คุณปรีดาไม่ได้ดูถ่ายทอดสด เนื่องจากต้องทำงาน (อันที่จริงลืมไปด้วยซ้ำว่ามีประกาศผล) ได้ดูก็อีตอนที่ยูบีซีเอาเทปมารีรัน แต่ก็ดูไม่จบ (ตามข่าวอีกทีตอนเช้า)

สารภาพตามตรงว่าปีนี้ไม่ค่อยมีอารมณ์ร่วมกับการประกาศผลออสการ์เท่าไหร่ เพราะว่าไม่ค่อยได้ดูหนังที่เข้าชิงออสการ์ ในบรรดาเรื่องที่เข้าชิงหนังยอดเยี่ยมได้ดูแค่ Brokeback Mountain เรื่องเดียว (ก่อนหน้านี้มีคนแนะนำว่าห้ามพลาดเรื่อง Crash แต่คุณปรีดาก็พลาดจนได้ แล้วเป็นไงล่ะ คว้าออสการ์ไปจนได้)

ต่อไปนี้เป็นความรู้สึกเล็กๆ น้อยๆ แบบไม่ปะติดปะต่อของเจ้าของบล็อกเกี่ยวกับการประกาศผลออสการ์ครั้งนี้

ดีใจกับอั้งลี่ (หรือเรียกแบบจีนกลางว่า "หลี่อัน") ที่เป็นชาวเอเชียคนแรกที่ได้รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม ก่อนหน้านี้อั้งลี่เคยได้ออสการ์จากเคราชิ่งไทเกอร์ แต่นั่นก็เป็นรางวัลหนังต่างประเทศยอดเยี่ยม

ดีใจเป็นการส่วนตัวกับนาร์เนีย ถึงจะเข้าชิงสามรางวัล และได้มารางวัลเดียว แต่ก็เอาเถอะ ความจริงแล้วไม่ได้ถึงกับปลื้มหนังเรื่องนี้เท่าไหร่ แต่ด้วยความเป็นสาวกนาร์เนีย และ ซีเอส ลูอิส เพราะฉะนั้นถึงยังไงก็ต้องตามเชียร์

เสียดายกับมิยาซาว่า ที่พลาดรางวัลอนิเมชั่นยอดเยี่ยม ถึงแม้จะยังไม่ได้ดูผลงานใหม่สุดนี้ของเขา แต่คุณปรีดาไม่เคยพลาดกับผลงานก่อนๆ หน้านี้ (รวมถึงงานของทาคาฮาชิแห่งสุสานหิ่งห้อยด้วย) และรู้สึกอย่างเดียวกับที่นักวิจารณ์ชาวตะวันตกจำนวนไม่น้อยที่เชื่อว่าจิบลิสตูดิโอเป็นสตูดิโอผลิตอนิเมชั่นที่ดีที่สุดในโลกนี้ไปแล้ว

เหล่านี้เป็นแค่ความรู้สึกส่วนตัวเท่านั้นนะครับ (ย้ำว่าเขียนด้วย "ความรู้สึก" ล้วนๆ ไม่มีหลักการใดๆ)

อยากทราบความคิดเห็นของสหายบล็อกนักดูหนังทั้งหลาย มีใครแอบเชียร์หนังเรื่องไหน ปลื้มใจ เสียดายกับหนังหรือดาราคนไหนบ้าง?





 

Create Date : 07 มีนาคม 2549    
Last Update : 7 มีนาคม 2549 12:13:55 น.
Counter : 186 Pageviews.  

Electric Shadows : การเฉลิมฉลองหนึ่งศตวรรษภาพยนตร์จีน



ปีที่แล้ว (๒๐๐๕) นับเป็นวาระครบรอบหนึ่งร้อยปีแห่งประวัติศาสตร์ภาพยนตร์จีนแผ่นดินใหญ่ นับแต่เรื่อง ติ้งจวินซาน (Dingjun Mountain) เป็นต้นมา

แน่นอนว่าเวลาหนึ่งศตวรรษย่อมนานพอที่จะจารึกเรื่องราวต่างๆ ลงไปได้มากมาย ผ่านช่วงเวลาที่รุ่งเรืองและซบเซา ผ่านยุคที่ภาพยนตร์มีสถานะเป็นศิลปะ การโฆษณาชวนเชื่อ และพาณิชยกรรม

หากจะกล่าวว่า Cinema Paradiso เป็นปริทรรศน์แห่งประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ตะวันตก Electric Shadows (เตี้ยนอิ่งหวั่งซื่อ หรือ Dianying wangshi 电影往事
) ก็เป็นปริทรรศน์แห่งประวัติศาสตร์ภาพยนตร์จีนแผ่นดินใหญ่



เหมาต้าปิง (แสดงโดยเซี่ยอวี่) หนุ่มคนส่งน้ำตามบ้านขี่จักรยานล้มและถูกหญิงสาวสติไม่ดี (แสดงโดยฉีจงหยาง) ฟาดศีรษะจนสลบ เมื่อไปพบเธอขณะถูกตำรวจควบคุมตัว เขาก็ตกปากรับคำของเธอที่ขอให้ช่วยให้อาหารปลาในห้องพัก

ภายในห้องพักซึ่งแต่งเป็นห้องฉายหนังส่วนตัวนั้น เหมาต้าปิงได้พบบันทึกเล่มหนึ่ง และจากบันทึกเล่มนั้นเองที่ทำให้เขาได้ย้อนรำลึกถึงอดีตอันแสนสุขในวัยเยาว์

ในหมู่บ้านเล็กๆ ที่หนิงเซี่ย ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีนอันเต็มไปด้วยทะเลทรายสุดลูกหูลูกตาในยุคทศวรรษที่ ๗๐ อันเป็นยุคปฏิวัติวัฒนธรรม เจียงสเว่หัว (แสดงโดยเจียงอี้หง) ผู้หลงใหลในการแสดงและภาพยนตร์ได้คลอดลูกสาวออกมาโดยไร้พ่อของเด็ก

ชีวิตของหลิงหลิงผู้เป็นลูกสาว (แสดงโดยกวนเสี่ยวถง) เริ่มมีสีสันมากขึ้นเมื่อเหมาเสี่ยวปิง (แสดงโดยหวังเจิ้งเจีย) เด็กชายจอมแก่นย้ายเข้ามาอยู่ในหมู่บ้าน และเข้ามาพัวพันกับชีวิตของเธอ แต่ชีวิตสนุกสนานนั้นก็แปรเป็นความอ้างว้างหม่นเศร้าหลังจากที่เขาถูกส่งไปอยู่กับญาติที่ต่างเมือง และยิ่งเศร้ามากขึ้นเมื่อแม่ของเธอแต่งงานใหม่กับลุงพาน (แสดงโดยหลี่ไห่ปิน) คนฉายหนัง จนทั้งคู่มีลูกด้วยกัน

เมื่อเกิดเหตุร้ายแรงโดยไม่คาดฝัน หลิงหลิงผู้แสนร่าเริงก็เปลี่ยนไป เธอหนีออกจากบ้านและใช้ชีวิตตามลำพังจนกลายเป็นหญิงสาวผู้เศร้าสร้อยและยังคงถวิลหาชีวิตในวัยเยาว์ด้วยการสร้างโรงฉายหนังไว้ในห้องพัก



คำว่า Electric Shadows ที่เป็นชื่อหนังนั้นแปลตรงตัวมาจากคำในภาษาจีนที่ว่า ‘เตี้ยนอิ่ง’ (dianying) ซึ่งแปลว่าภาพยนตร์ โดยที่ ‘เตี้ยน’ แปลว่าไฟฟ้า ส่วน ‘อิ่ง’ แปลว่าเงา

ภาพยนตร์เรื่องนี้จัดอยู่ในแนว Nostalgia หรือการโหยหาอดีต ทั้งโหยหาถึงอดีตอันสนุกสนานเต็มไปด้วยความสุขในวัยเยาว์ของตัวละคร และอดีตของภาพยนตร์ในแต่ละยุค ดังนั้นเราจึงได้เห็นหนังคลาสสิคของยุคทศวรรษที่ ๓๐ อย่าง Street Angel (หม่าลู่เทียนสื่อ) หนังยุคทศวรรษ ๖๐ อย่าง Zhang Ga the Soldier Boy (เสี่ยวปิงจางก่า) จนกระทั่งหนังยุคทศวรรษ ๘๐ อย่าง Xiaohua (เสี่ยวฮวา) และ The Alley (เสี่ยวเจีย)

ตัวละครสำคัญอย่างสเว่หัว หลิงหลิง และเหมาเสี่ยวปิง (หรือเหมาต้าปิงในตอนโต) ล้วนมีโชคชะตาที่ถูกร้อยรัดไว้กับภาพยนตร์อย่างไม่อาจแยกจากกันได้ สเว่หัวผู้เป็นแม่ของหลิงหลิงมีความฝันที่จะได้เป็นนักแสดง ฮีโร่ของเธอคือ โจวเสวียน ดาราสาวผู้โด่งดังแห่งยุคทศวรรษ ๓๐ ซึ่งหนังที่เธอแสดงล้วนกลายเป็นหนังต้องห้ามในยุคทศวรรษ ๗๐ ด้วยข้อหาว่าสนับสนุนความเชื่อเรื่องศักดินาและการแบ่งชนชั้นในสังคม

แม้จะมีความฝันและดูเหมือนว่าเธอมีความสามารถเพียงพอที่จะเจริญรอยตาม “แม่แบบ” ของเธอได้หากโอกาสและสถานการณ์อำนวย (เห็นได้จากฉากที่เธอร้องเพลงและแสดงละครบนเวที) แต่ทุกอย่างก็ต้องพังทลายลงเมื่อเธอตั้งท้องก่อนแต่งงาน และไอ้หนุ่มที่ทำเธอท้องก็หายไปจากชีวิตเธอในบัดดล

ส่วนหลิงหลิงนั้น โชคชะตาเล่นตลกให้เธอมีชะตาชีวิตเช่นเดียวกับโรงหนังกลางแปลงของลุงพาน นอกจากเกิดที่โรงหนังแล้ว เธอยังได้รับการปลูกฝังความรักในภาพยนตร์จากผู้เป็นแม่ เมื่อถูกคนอื่นล้อว่าไม่มีพ่อ แม่ของเธอก็จัดแจงสร้างเรื่องว่าเธอไม่เพียงมีพ่อเหมือนคนอื่นเท่านั้น แต่พ่อของเธอยังเหนือกว่าพ่อของเด็กคนอื่นเพราะว่าเขาไม่ใช่ผู้ชายธรรมดา หากเป็นถึงดาราหนังผู้โด่งดัง

เมื่อโรงหนังกลางแปลงเป็นที่นิยมของชุมชน ชีวิตเธอก็สดใสเบิกบาน เมื่อหนังกลางแปลงเสื่อมความนิยม ชีวิตเธอก็โดดเดี่ยวอ้างว้าง และเมื่อโรงหนังกลางแปลงของหมู่บ้านถึงคราวต้องยุติลง มันก็ได้พรากเอาความสดใสร่าเริงไปจากเธอด้วยเช่นกัน

สำหรับเหมาเสี่ยวปิง (แปลว่าทหารน้อยแซ่เหมา แต่อาจตีความชื่อของเขาไปไกลกว่านั้นได้ว่าหมายถึงทหารน้อยของประธานาธิบดีเหมาเจ๋อตง) เด็กชายจอมแก่นผู้ปรากฏตัวในชุดทหารพร้อมรอยยิ้ม เขามุ่งมั่นและมีความสุขกับการได้เล่นเป็นทหารสู้กับกองทัพญี่ปุ่น ปัจจัยหนึ่งที่หล่อหลอมให้เด็กชายในยุคนั้นเกิดความฝันเช่นนี้ได้ก็เป็นเพราะภาพยนตร์ที่รัฐบาลใช้เป็นโฆษณาชวนเชื่อ และเมื่อรู้จักกับหลิงหลิง เขาก็ได้เดินเข้าสู่โลกแห่งภาพยนตร์อย่างจริงจัง

เสี่ยวปิง (เปลี่ยนเป็นเรียกว่าต้าปิง หรือ ทหารใหญ่ เมื่อเป็นหนุ่ม) เป็นตัวละครที่รู้จักวิธีเอาตัวรอดและยอมผ่อนปรนให้กับเรื่องต่างๆ เช่นยอมลงให้กับเด็กเกเรที่เป็นเจ้าถิ่น ขณะที่หลิงหลิงซึ่งเป็นเด็กหญิงกลับแข็งกร้าว และไม่ยอมโอนอ่อนให้กับสิ่งใด ดังนั้นเธอจึงไม่สนใจแม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นเด็กผู้ชายและมีจำนวนมากกว่า

เมื่ออะไรๆ ไม่เป็นดังที่เธอหวัง รวมถึงการเกิด “เหตุการณ์ร้ายแรง” บางอย่างซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่อง วิธีที่จะทำให้เธออยู่รอดได้ในสภาพจิตใจอันบอบช้ำนั้นก็คือการโหยหาถึงอดีตที่เป็นวันชื่นคืนสุข หลิงหลิงในวัยสาวจึงสร้างห้องฉายหนังที่มีอุปกรณ์ครบครัน ทั้งม้วนหนัง เครื่องฉาย จอหนัง ฯลฯ

แต่น่าเสียดายว่าบรรยากาศในห้องฉายหนังส่วนตัวของเธอกลับดูหม่นหมองและเดียวดาย ไม่เหมือนโรงหนังกลางแปลงของลุงพานผู้เป็นพ่อเลี้ยงที่แสนคึกคักมีชีวิตชีวา

เนื้อหาของหนังกล่าวถึงยุคปฏิวัติวัฒนธรรม (ค.ศ. ๑๙๖๖-๑๙๗๖) อันเป็นยุคที่สังคมสับสนวุ่นวาย และคนจีนต่างปวดร้าวกับประวัติศาสตร์ช่วงเวลานี้อย่างมาก เกี่ยวกับด้านภาพยนตร์นั้น การเรียนการสอนและการผลิตภาพยนตร์ถือเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับคนทั่วไป คงสงวนไว้เฉพาะผู้สร้างจำนวนน้อยเท่านั้น และเนื้อหาก็หนีไม่พ้นการโฆษณาชวนเชื่อให้รักชาติ ต่อต้านศัตรู (ญี่ปุ่น) เชิดชูบทบาทสตรี เชื่อมั่นในผู้นำและพรรคคอมมิวนิสต์ รวมถึงพลังของมวลชน
แม้เนื้อหาจะถูกจำกัด แต่ผู้คนก็ยังยินดีเสพย์สื่อบันเทิงเพียงหนึ่งเดียวของยุคสมัย

เมื่อประธานฯเหมาเสียชีวิตและแก๊งค์สี่คนผู้เป็นเจ้าของนโยบายปฏิวัติวัฒนธรรมถูกกำจัดไป การเมืองจีนก็เข้าสู่ยุคของเติ้งเสี่ยวผิงที่มีนโยบายเปิดประเทศ ข้อห้ามต่างๆ เกี่ยวกับศิลปะถูกยกเลิก

เสี่ยวเจียง (Xiao Jiang) ผู้กำกับสาวซึ่งเป็นอีกหนึ่งผลผลิตของ Beijing Film Academy เธอสร้างตัวละครหลิงหลิงให้เกิดร่วมยุคเดียวกับเธอ และนำเอาความทรงจำวัยเยาว์มาใช้กับภาพยนตร์เรื่องแรกของตัวเอง ภาพยนตร์ที่กล่าวถึงหนังในยุคและชุมชนที่ไม่มีดีวีดี หรือแม้แต่โทรทัศน์ โทรศัพท์ และอินเตอร์เน็ต

ความที่เป็นเรื่องของ “หนังกลางแปลง” นี้เองที่ทำให้หนังเรื่องนี้มีเสน่ห์เฉพาะตัว และหลุดพ้นไปจากคำครหาที่ผู้คนมักนำไปเปรียบเทียบกับ Cinema Paradiso ของผู้กำกับจุยเซ็ปเป้ ทอร์นาทอร์เร (Guiseppe Tornatore) อันเป็นต้นฉบับของหนังที่เล่าถึงคนรักหนังและประวัติศาสตร์หนัง
ความที่เป็นเรื่องของ “หนังกลางแปลง” นี้เองที่แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมการชมมหรสพแบบจีน (รวมถึงมหรสพของชาวบ้านแบบไทยอย่างเช่นลิเกหรือลำตัดด้วย) อันแตกต่างไปจากวัฒนธรรมการชมมหรสพแบบตะวันตกที่มากพิธีรีตอง

หากจะวิเคราะห์ตามแนวคิดของศาสตราจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ก็ต้องบอกว่ามันเป็นโรงหนังในบริบทของสังคมที่ผู้ชมไม่ได้มีเป้าหมายเพียงการมาชม หากยังได้มาพบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูง ได้ตรวจสอบข้อมูลว่าตนตกข่าวร้อนประเด็นใดของหมู่บ้านไปหรือไม่ และเก้าอี้นั่งก็มิได้ติดตรึงกับพื้นอย่างโรงหนังสมัยใหม่

มันเป็นโรงหนังในบริบทของสังคมที่การเข้าโรงหลังจากหนังฉายไปแล้วถือเป็นเรื่องปกติ ไม่เป็นเหตุให้ผู้ชมคนอื่นจ้องเขม็งหรือก่นด่าสาปแช่ง การส่งเสียงดังในขณะชมก็เป็นคนละเรื่องกับการ “ไม่มีวัฒนธรรมในการชมภาพยนตร์” และการชมภาพยนตร์ไม่มีเรื่องของ “ชนชั้น” เข้ามาเกี่ยวข้อง

โรงหนังกลางแปลงในเรื่อง Electric Shadows นี้จึงมีบทบาทในฐานะการเป็น “ศูนย์กลางชุมชน” ซึ่งมิได้มีค่าเพียงแค่เป็น “สถานที่ฉายหนัง” เฉกเช่นหนังจีนเรื่อง Shower ที่โรงอาบน้ำสาธารณะแบบดั้งเดิมมิได้เป็นแค่ “สถานที่อาบน้ำ” การเปลี่ยนแปลงโรงอาบน้ำให้ทันสมัยมากขึ้น อำนวยความสะดวกมากขึ้น มิได้แปลว่าลูกค้าที่มาอาบน้ำจะมีความสุขมากขึ้น

โรงหนังกลางแปลงใน Electric Shadows ก็เป็นเช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นอารมณ์เดียวกับเรื่อง Cinema Paradiso ฉากที่ลุงอัลเฟรโด้หันเครื่องฉายหนังไปยังกำแพงตึก เพื่อให้ชาวบ้านได้ชมภาพยนตร์ ณ เวลานั้นโรงภาพยนตร์จึงมีสถานะเป็นสมบัติของชุมชนอย่างแท้จริง

หากพิจารณาในแง่นี้แล้วก็หมายความว่าถ้าสื่อบันเทิงชนิดอื่นสามารถดำรงบทบาทเป็น “ศูนย์กลางชุมชน” ได้อย่างที่โรงหนังกลางแปลงเป็น ก็หมายความว่าสื่อบันเทิงชนิดนั้นจะมีบทบาทและสถานะเท่าเทียมกับภาพยนตร์ทุกประการเช่นนั้นหรือ?

แน่นอนว่าคำตอบก็คือ “ไม่”

นอกจากบทบาทการเป็นศูนย์กลางชุมชนแล้ว โรงหนังกลางแปลงยังมีเสน่ห์เฉพาะตัวที่สื่อบันเทิงชนิดใหม่อย่างโทรทัศน์ไม่มี

นอกจากจอใหญ่กว่ากันอย่างเทียบไม่ติดแล้ว การฉายด้วยเครื่องฉาย เห็นม้วนเซลลูลอยด์ค่อยๆ หมุนพร้อมกับเสียงเครื่องทำงาน รวมไปถึงการที่ผู้ชมเล่นเงาบนจอหนัง ก็ยังเป็นสีสันของสื่อบันเทิงประเภทนี้

หนังกลางแปลงยังมีความยืดหยุ่นโดยการรอให้ผู้ชมหนาตาก่อนค่อยฉาย สามารถเปลี่ยนโปรแกรมได้ตามคำเรียกร้องของผู้ชม นี่จึงทำให้หนังกลางแปลงเป็นสื่อที่คนดูมีความใกล้ชิดกับคนฉายหนัง และไม่ได้ตกอยู่ในฐานะผู้ถูกกระทำ (passive) เพียงอย่างเดียว นี่เป็นลักษณะต่างจากที่ผู้ชมโทรทัศน์ไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากเตรียมพร้อมรอเวลารายการมา และไม่อาจเลือกได้ว่าทางสถานีจะนำรายการใดมาออกอากาศ

ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อภาพยนตร์หมดบทบาทการเป็นสื่อบันเทิงของชุมชน โดยมีโทรทัศน์เข้ามาแทนที่ ความสุขของหลิงหลิงจึงดับสลายตามไปด้วย

สิ่งที่ควรกล่าวถึงอีกประการหนึ่งเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ก็คือการแสดงและการคัดเลือกตัวแสดง เซี่ยอวี่ซึ่งรับบทเป็นเหมาต้าปิงจัดว่าเป็น “เบอร์หนึ่ง” ในบรรดาดาราจีนแผ่นดินใหญ่รุ่นเดียวกัน และนอกจาก Electric Shadows แล้ว ก่อนหน้านี้เขายังเคยเล่นหนังที่เกี่ยวข้องกับวงการภาพยนตร์มาก่อน นั่นคือเรื่อง Shadow Magic ที่เล่าเรื่องชีวประวัติของคนจีนคนแรกในประวัติศาสตร์การถ่ายและฉายหนัง



เขาโด่งดังขึ้นมาจากภาพยนตร์เรื่องแรกของตัวเองคือ In the Heat of the Sun ในปี ค.ศ.๑๙๙๔ ซึ่งกำกับโดยเจียงเหวิน ดาราและผู้กำกับที่ได้ชื่อว่าเป็น “จักรพรรดิแห่งวงการภาพยนตร์จีน”

เซี่ยอวี่แสดงหนังเรื่องดังกล่าวตั้งแต่ยังเป็นนักเรียนมัธยม และได้รับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์ที่เมืองเวนิส ความที่เขาแสดงเป็นตัวละครหม่าเสี่ยวจวินในช่วงวัยรุ่น ขณะที่เจียงเหวินรับบทเป็นตัวละครเดียวกันในช่วงวัยกลางคน ประกอบกับฝีมือการแสดงที่โดดเด่นทำให้เซี่ยอวี่ได้รับคำยกย่องว่าเป็น “เจียงเหวินน้อย”

อย่างไรก็ตาม แม้เซี่ยอวี่จะโดดเด่นมากจากภาพยนตร์เรื่องก่อนๆ หน้านี้ แต่สำหรับ Electric Shadows (ซึ่งเขามีบทไม่มากเท่าไหร่) แทบจะเรียกว่าเขาถูกบทบาทการแสดงของพ่อหนูหวังเจิ้งเจียที่แสดงเป็นเหมาเสี่ยวปิงกลบเสียหมด

โลกของเหมาเสี่ยวปิงที่ถูกถ่ายทอดผ่านพ่อหนูคนนี้ คือโลกของเด็กชายที่แม้จะพบพานความทุกข์โศกจากพ่อจอมโหดและแม่เลี้ยงใจร้าย แต่โลกของเขาก็ยังเป็นโลกที่สวยงาม และสามารถหาความสุขจากสิ่งอื่นรอบข้างได้เป็นการชดเชย ไม่ว่าจะโดยการสมมติตัวเองเป็นทหาร หรือการชมภาพยนตร์และมองสิ่งต่างๆ ผ่านกล้องส่องทางไกล
ความน่าทึ่งอีกอย่างเกี่ยวกับพ่อหนูคนนี้ก็คือ เขาช่างมีหน้าตาละม้ายเซี่ยอวี่เสียเหลือเกิน จนน่าตกใจว่าฝ่ายคัดเลือกนักแสดงไปหาเด็กมาจากที่ไหน

แม้จะไม่ควรได้รับคำชื่นชมในแง่ความเป็น “ต้นฉบับ” (original) และความลึกซึ้งบางประเด็นเมื่อเทียบกับ “สวรรค์ของหนัง” ในฉบับอิตาลี แต่ “เงาไฟฟ้า” ในฉบับจีนก็มีค่าควรแก่การชมเชยในฐานะการเล่าเรื่องของภาพยนตร์ในบริบทของตะวันออก
และที่สำคัญมันคือการเฉลิมฉลองในโอกาสที่ภาพยนตร์จีนแผ่นดินใหญ่มีอายุครบหนึ่งศตวรรษ




 

Create Date : 03 มีนาคม 2549    
Last Update : 3 มีนาคม 2549 23:56:26 น.
Counter : 244 Pageviews.  

Cell Phone : ที่แท้แล้วคือโทรศัพท์หรือระเบิดมือ?

เมื่อ 2 ปีก่อน (ปี 2004) แวดวงแผ่นฟิล์มในประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ เห็นจะไม่มีภาพยนตร์จีนเรื่องใดที่กระแสแรงทั้งในช่วงก่อนออกฉาย และทำให้ผู้ชมเกิดปฏิกิริยาในวงกว้างหลังจากเข้าโรงได้เท่ากับเรื่อง Cell Phone อีกแล้ว

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ภาพยนตร์ Cell Phone หรือ “โส่วจี” (Shou ji) เป็นที่กล่าวขานกันในวงกว้าง นอกเหนือไปจากการโปรโมทของบริษัทผู้ผลิตแล้ว น่าจะเป็นเพราะประเทศจีนโดยเฉพาะเมืองใหญ่อย่างมหานครปักกิ่งก็ไม่ต่างอะไรจากกรุงเทพฯ ที่โทรศัพท์มือถือกลายเป็นปัจจัยที่ห้าของชีวิต

โทรศัพท์มือถือไม่เพียงแต่เป็นอุปกรณ์สื่อสาร หากยังเป็นวิถีชีวิตของคนจีน เด็กมัธยมต้นในกรุงปักกิ่งจำนวนมากมีโทรศัพท์มือถือใช้ นอกจากนี้แฟชั่นส่ง SMS, ดาวน์โหลดริงโทน, แต่งมือถือด้วยอุปกรณ์เสริม, บันทึกภาพและวิดีโอด้วยโทรศัพท์มือถือ รวมไปถึงตลาดซื้อ-ขายมือถือก็มีอยู่หลายย่าน

โทรศัพท์มือถือหลากหลายรุ่นนอกจากยี่ห้อฝรั่งและเกาหลีที่รู้จักกันดีในระดับนานาชาติแล้ว ยังมีโทรศัพท์ยี่ห้อจีนอีกนับสิบยี่ห้อมาแย่งส่วนแบ่งตลาด ธุรกิจอันเกี่ยวเนื่องกับโทรศัพท์มือถือเป็นตลาดใหญ่ทั้งที่เป็นธุรกิจที่ได้รับการพัฒนามาเพียงไม่กี่ปี

ในเมื่อโทรศัพท์มือถือกลายเป็นวัฒนธรรมใกล้ตัวของคนจีนเช่นนี้แล้ว การมีภาพยนตร์เนื้อหาเกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือออกสู่ตลาดมาสักเรื่อง จึงได้รับความสนใจจากชาวจีนได้ไม่ยาก

เฝิงเสี่ยวกัง (Feng Xiaogang) ชื่อผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้อาจไม่เป็นที่คุ้นเคยของคอหนังจีนในระดับนานาชาติเท่ากับจางอี้โหมวหรือเฉินไข่เกอ แต่ภายในประเทศแล้วชื่อเสียงของเฝิงเสี่ยวกังก็ไม่เป็นสองรองใคร แม้เพิ่งจะมีผลงานกำกับภาพยนตร์มาไม่ถึงสิบปี แต่เขาก็สร้างชื่อเสียงจากการทำงานในวงการโทรทัศน์มายาวนาน และผลงานการกำกับภาพยนตร์ในอดีตของเขาก็ขึ้นทำเนียบหนังทำเงินของประเทศมาแล้วหลายต่อหลายเรื่อง

บทภาพยนตร์นั้นเขียนโดยหลิวเจิ้นอวิ๋น (ภายหลังเขียนบทภาพยนตร์แล้ว เขายังเขียน Cell Phone ในรูปแบบของนวนิยายอีกด้วย) เนื้อหาแบ่งเป็นสองภาค โดยภาคแรกซึ่งเป็นช่วงสั้นๆ กล่าวถึงเหตุการณ์ปลายทศวรรษ ’60 ของศตวรรษที่แล้ว เหยียนโส่วอี เด็กหนุ่มวัยสิบสาม พาพี่สะใภ้เข้าตัวเมืองเพื่อโทรศัพท์หาญาติผู้พี่ซึ่งทำงานอยู่ในเหมืองแร่ ในยุคที่สายโทรศัพท์เพิ่งเข้าถึงตัวเมือง การต่อสายไม่ใช่เรื่องง่าย นอกจากนี้ก็ต้องเข้าแถวรอกันครึ่งค่อนวัน

เมื่อถึงคิวของตนแล้ว สิ่งที่พี่สะใภ้ต้องการสื่อสารไปยังสามีก็เพียงอยากรู้ว่าช่วงนี้เขาจะกลับบ้านไหม?


ส่วนภาคสองเป็นเหตุการณ์ 30 ปีต่อมา เมื่อเหยียนโส่วอี (แสดงโดยเก๋อโยว นักแสดงคู่บุญที่เล่นหนังของเฝิงเสี่ยวกังมาแทบทุกเรื่อง) กลายเป็นพิธีกรรายการทอล์คโชว์ทางโทรทัศน์ชื่อดัง



ในการทำงานนั้นเหยียนโส่วอีพยายามเรียกร้องให้ผู้คนพูดความจริง แต่ในภาคชีวิตส่วนตัวแล้ว เขากลับเต็มไปด้วยคำโกหก โดยผ่านอุปกรณ์สำคัญอย่างโทรศัพท์มือถือ

เมื่อเหวินเจวียน ภรรยาของเหยียนโส่วอี จับได้ว่าสามีแอบไปมีความสัมพันธ์กับอู่ยเว่ บรรณาธิการสำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง (แสดงโดยฟ่านปิงปิง) จึงขอหย่า แต่ชีวิตหลังการหย่าร้างของเหยียนโส่วอีกลับไม่ราบรื่น เมื่อเขายังเอาตัวไปพัวพันกับหญิงสาวอีกคนคือ เสินสเว่ (แสดงโดยสวีฟาน) ครูสาวผู้มาอบรมเรื่องการออกเสียงและการพูดสำเนียงปักกิ่งให้บรรดาพิธีกรรายการโทรทัศน์ อันมีเหยียนโส่วอีรวมอยู่ในนั้นด้วย





แม้จะมีรักใหม่กับเสินสเว่ แต่เหยียนโส่วอีก็ยังคงไม่ยุติความสัมพันธ์กับอู่ยเว่ เขาใช้โทรศัพท์มือถือเป็นเครื่องมือ “สับราง” ความรักไม่ว่าจะโดยการปิดเครื่อง เปิดให้เครื่องเป็นระบบสั่น จงใจไม่รับสายหรือวางหู ลบข้อความที่ส่งเข้ามา รวมถึงการแกล้งบอกคู่สนทนาว่าไม่มีสัญญาณหรือฟังไม่รู้เรื่องแล้วก็วางหูไปเสียเฉยๆ

โทรศัพท์มือถือแม้จะถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้หลากหลายเพื่อตอบสนองความสะดวกสบายและความบันเทิงของผู้ใช้ แต่ขณะเดียวกันก็ยังส่งผลเหนือความคาดหมาย เมื่ออู่ยเว่บันทึกภาพวิดีโอบนเตียงของตัวเธอเองกับเหยียนโส่วอีด้วยโทรศัพท์มือถือ แล้วส่งมายังเครื่องของเหยียนโส่วอี จนถูกเสินสเว่พบเข้าในที่สุด

ระหว่างนั้นเหยียนโส่วอีถูกตามให้กลับบ้านเดิมที่ต่างจังหวัด เนื่องจากย่าซึ่งเป็นผู้เลี้ยงดูเขามาจนโตเสียชีวิตลงกะทันหัน เมื่อจัดงานศพย่าแล้ว เหยียนโส่วอีก็โยนโทรศัพท์ตัวเองเข้ากองไฟ เมื่อกลับปักกิ่งก็เลิกใช้มือถือ ความสัมพันธ์ของเขากับเสินสเว่ก็ขาดสะบั้นลง เหยียนโส่วอีป่วยและไม่มีเสียงพูด ในขณะที่อู่ยเว่ได้แทนที่ของเขาในตำแหน่งพิธีกรรายการโทรทัศน์

หญิงสาวสามคนที่เข้ามาพัวพันกับเหยียนโส่วอี ไม่ว่าจะเหวินเจวียน ผู้ซึ่งกลายเป็นอดีตภรรยาในเวลาต่อมา อู่ยเว่ บรรณาธิการสำนักพิมพ์ผู้เจ้าเล่ห์ และเสินสเว่ ครูสาวผู้อ่อนโยน ทั้งสามต่างคาดหวังความจริงใจจากชายหนุ่ม และพยายามตรวจสอบเขาทุกวิถีทาง แม้นั่นจะเป็นเรื่องละเมิดสิทธิส่วนบุคคลก็ตาม

แต่สิ่งที่เขาปฏิบัติต่อพวกเธอกลับเป็นการหลอกลวง ปิดบัง ปราศจากความซื่อสัตย์ ชื่อของเหยียนโส่วอีที่แปลว่า “ปฏิบัติตาม (กฎเกณฑ์) อย่างเคร่งครัด” นั้นดูจะขัดแย้งกับพฤติกรรมของเขาอย่างสิ้นเชิง

ก่อนที่เหยียนโส่วอีจะตัดสินใจโยนโทรศัพท์เข้ากองไฟในงานศพย่า เขาเป็นตัวละครที่เชื่อมั่นในโทรศัพท์มือถือมาตลอด ตอนต้นเรื่องเขาซื้อโทรศัพท์มือถือให้ย่าไว้ใช้โทรหาเขาเมื่อมีธุระสำคัญ เช่นเดียวกัน ในคราวไปเยี่ยมเหวินเจวียน ผู้เป็นอดีตภรรยาที่โรงพยาบาลในคราวคลอดลูก เขาก็เอาโทรศัพท์ให้เธอพร้อมคำพูดว่าโทรศัพท์ของเขาเปิดเครื่องตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อเธอ ทั้งที่หลังจากนั้นเขาก็ยังไม่เลิกพฤติกรรมเลี่ยงรับสาย และพูดโกหกผ่านโทรศัพท์มือถือจนเป็นเรื่องธรรมดา



จนถึงท้ายเรื่องนั่นเอง เหยียนโส่วอีจึงได้ตระหนักว่าแม้โทรศัพท์มือถือจะนำความสะดวกสบายต่างๆ มาให้ แต่ในเวลาเดียวกันก็นำความยุ่งยากและก่อให้เกิดวิกฤติเช่นกัน นอกจากชีวิตสมรสของเขาจะอับปางแล้ว ความรักครั้งใหม่กับเสินสเว่ก็พลอยพังทลายไปด้วย

แม้ Cell Phone จะไม่ใช่ภาพยนตร์ตลกสนุกสนานแนวถนัดของผู้กำกับเฝิงเสี่ยวกัง และออกจะจัดอยู่ในประเภท “น่าเบื่อ” เมื่อเปรียบเทียบกับผลงานก่อนๆ หน้าของผู้กำกับคนเดียวกันนี้ แต่เนื้อหาในเรื่องก็ยังไม่วายสอดแทรกอารมณ์ขันด้วยการเสียดสีพฤติกรรมต่างๆ เกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือ ไม่ว่าจะการกล่าวถึง จวนโถว ญาติผู้พี่ของเหยียนโส่วอี ซึ่งแม้จะอยู่ในชนบทและไม่มีความจำเป็นที่จะใช้โทรศัพท์มือถือ แต่ก็ยังไม่วายเอาเงินที่ได้จากการขายหมูมาซื้อโทรศัพท์กับเขาเครื่องหนึ่งเพราะกลัวตัวเองจะตกยุค

หรือในขณะประชุมทีมงานรายการโทรทัศน์ที่เหยียนโส่วอีเป็นพิธีกร ขณะที่ เฟ่ยม่อ (แสดงโดยจางกั๋วลี่) ซึ่งเป็นคนเขียนบทรายการกำลังพูดอยู่ ก็มีสัญญาณโทรศัพท์ของคนในทีมงานดังขึ้นเป็นระยะๆ ส่วนธุระที่โทรเข้ามาก็ไม่พ้นเรื่องว่าฉันคิดถึงเธอ เธอคิดถึงฉันไหม!

นอกจากนี้ Cell Phone ยังนำมายาของสื่อมาล้อเลียนและใช้เป็นตัวเปรียบเทียบกับโทรศัพท์มือถือ ขณะบันทึกรายการซึ่งเป็นเวลากลางวัน แต่เหยียนโส่วอีกลับเตี๊ยมกับผู้ชมในห้องส่งว่าไม่ให้หัวเราะเมื่อเขาพูดเข้ารายการว่า “สายัณห์สวัสดิ์” เนื่องจากรายการออกอากาศในช่วงกลางคืน

การบันทึกเทปโทรทัศน์สามารถ “ลวง” ให้ผู้ชมเข้าใจผิดในมิติของเวลาได้ โทรศัพท์มือถือก็ไม่ต่างกันสักเท่าไหร่ เมื่อเหยียนโส่วอีใช้มัน “ลวง” ให้คู่สนทนาเข้าใจผิดในมิติของสถานที่ ข้ออ้างที่พบได้บ่อยและดูขลังที่สุดก็คือ “กำลังประชุมอยู่!”



เฟ่ยม่อ เป็นตัวละครสำคัญอีกตัวหนึ่ง แม้ที่สุดแล้วเขาจะหนีไม่พ้นวังวนของรักนอกสมรสอย่างที่ที่เหยียนโส่วอีเผชิญ แต่ขณะเดียวกัน บุคลิกที่ดูทรงภูมิ จริงจังกับการทำงาน ก็ถูกผู้เขียนบทและผู้กำกับใช้เป็นที่ระบายความรู้สึกบางอย่างเกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือ

ภายใต้สำเนียงเหน่อแบบเสฉวน แต่สิ่งที่เขาพูดออกมาล้วนซ่อนความหมายต่างๆ ไว้มากมาย คำพูดที่ดูทรงพลังที่สุดของเขาก็คือคำพูดที่กล่าวกับทีมงานในที่ประชุมว่า

“โทรศัพท์มือถือนั้นเชื่อมต่อกับปาก ปากนั้นก็เชื่อมต่อกับหัวใจของพวกแก แกถือโทรศัพท์แต่คำพูดกลับไม่ตรงกับใจ ในโทรศัพท์ของพวกแกล้วนมีแต่เรื่องที่บอกใครไม่ได้ ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป โทรศัพท์ของพวกแกก็จะไม่ใช่โทรศัพท์แล้ว มันเป็นอะไรงั้นเหรอ? ก็ระเบิดมือไง!”

สำหรับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ภาพยนตร์เรื่องนี้ภายหลังเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ ก็เป็นไปอย่างกว้างขวางทั้งในหมู่ผู้ชมทั่วไป ศิลปิน และคนวงการโทรทัศน์ ปัญหาของเหยียนโส่วอีก็เป็นปัญหาที่ผู้ชมจำนวนมากมีความรู้สึกร่วม ผู้ที่เข้าไปชมหนังเรื่องนี้ออกโรงกล่าวเตือนผู้ที่ยังไม่ได้ชมว่า นี่เป็นภาพยนตร์ที่ ‘ไม่ควรไปดูกับคนรัก’ เพราะได้กระชากหน้ากากคนมีพฤติกรรมหลอกลวง โป้ปด โดยใช้โทรศัพท์มือถือเสียยับเยิน

แม้ นักประพันธ์ชื่อดังของจีนอย่างหวังเหมิง (ผู้เขียนเรื่อง "ผีเสื้อ" ซึ่งสมเด็จพระเทพฯ ทรงแปล) จะกล่าวชื่นชม Cell Phone ทั้งฉบับนวนิยายและฉบับภาพยนตร์ว่ายอดเยี่ยมไม่แพ้กัน แต่ปฏิกิริยาที่ดุเดือดรุนแรงที่สุดเห็นจะเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์ชื่อดังคนหนึ่งของจีนออกโรงวิจารณ์หนังเรื่องนี้อย่างสาดเสียเทเสีย ในข้อหาว่าผู้สร้างภาพยนตร์จงใจสร้างความเสื่อมเสียให้แก่คนอาชีพพิธีกรโทรทัศน์ ด้วยการโน้มน้าวใจให้เชื่อว่าพิธีกรรายการโทรทัศน์ทุกคนล้วนเป็นอย่างเหยียนโส่วอี เหตุการณ์นี้ก็ไม่ต่างอะไรกับในบ้านเราเมื่อหลายปีก่อนที่บรรดาผู้ว่าฯออกโรงมาประท้วงโฆษณาเบียร์ดังยี่ห้อหนึ่งว่าหมิ่นศักดิ์ศรีผู้ว่าฯ

ที่สุดแล้ว Cell Phone ไม่ได้เป็นเพียงแค่ภาพยนตร์ที่อาศัยโทรศัพท์มือถือเป็นโครงเรื่อง หากประเด็นนำเสนอกลับเป็นเรื่องระบบความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล

ในช่วงภาคแรก แม้จะยังไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับโทรศัพท์มือถือ แต่ตัวหนังก็ชี้ให้เห็นถึงความยากลำบากในการติดต่อกับผู้ที่อยู่ในดินแดนห่างไกลออกไป แต่เมื่อถึงปัจจุบัน การสื่อสารกับใครๆ เป็นเรื่องง่ายเหมือนปอกกล้วย

แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า “ความง่าย” ในการสร้างความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นนั้น เรียกได้ว่าเป็นข้อดีดังที่บริษัทผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือหลายเจ้าโฆษณากันจริงหรือ?

ที่สุดแล้ว ผู้กำกับและผู้เขียนบทก็อาศัยปากของเฟ่ยม่ออีกครั้ง ในการให้เขารำพึงกับตัวเองถึงสังคมเกษตรกรรมว่าแม้การคมนาคมและการสื่อสารจะไม่เจริญ แต่ชีวิตก็ดำเนินไปโดยไม่เกิดปัญหาเท่ากับยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีเจริญก้าวหน้าทำให้คนอยู่ใกล้กัน...ใกล้กันเกินไป




 

Create Date : 24 กุมภาพันธ์ 2549    
Last Update : 24 กุมภาพันธ์ 2549 22:20:12 น.
Counter : 1393 Pageviews.  

1  2  

Aka Prita
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add Aka Prita's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.