ฉันคือใคร ใยฉันจึงมี : เรื่องราวของเด็กที่มีเชื้อเอชไอวี


ฉันเชื่อเสมอมาว่าเสน่ห์อย่างหนึ่งที่ทำให้ดาวดวงนี้น่าอยู่ก็คือผู้คนที่มีความหลากหลาย ไม่ว่าจะหลากหลายทางภาษา ชาติพันธุ์ วัฒนธรรม ค่านิยม ความเชื่อ เพศ รูปร่าง ฯลฯ

แต่ความร้ายกาจอย่างหนึ่งที่ทำให้ดาวดวงนี้กลายเป็นสิ่งโสมม ก็คือการที่คนจำนวนหนึ่งกีดกันคนอีกส่วนหนึ่งออกจาก “โลก” ของมนุษย์โดยรวม

เราพบคนที่ถูกกีดกันออกไปในหลายมิติ ไม่ว่าจะชาติพันธุ์ เพศ หรือแม้แต่สุขอนามัย

ฉันกำลังพูดถึงเด็กๆ ที่มีเชื้อเอชไอวี...

เย็นวันนี้ฉันได้ไปงาน “ฉันคือใคร ใยฉันจึงมี” ซึ่งภายในงานประกอบด้วยนิทรรศการแสดงภาพวาดและภาพถ่าย การแสดงดนตรีของจีวันและศิลปินรับเชิญ การแสดงดนตรีและละครโดยกลุ่มเด็กๆ ที่มีเชื้อเอชไอวีอายุระหว่าง 10-16 ปีจำนวน 26 คน

ฉันไม่ใช่นักดูงานศิลปะ และอยู่ห่างไกลจากการเป็นศิลปิน แต่ภาพวาด-ภาพถ่ายที่ตั้งแสดงอยู่รายรอบสถานที่จัดงานก็ทำให้ฉันตั้งข้อสังเกตได้บางอย่าง

เด็กๆ มักถ่ายทอดความคิดความรู้สึกของตนผ่านรูปต้นไม้ ดอกไม้ เทียน พระจันทร์ นก ผีเสื้อ ทะเล และดวงตา โดยเน้นใช้สีสันสดใส

สำหรับต้นไม้ ดอกไม้ เทียน พระจันทร์ นก ผีเสื้อ และทะเลนั้นไม่มีอะไรน่าประหลาด เนื่องจากต่างเป็นสัญลักษณ์ถึงความเบิกบาน ความหวัง ความร่มเย็น ความอิสระเสรี ดังนั้นจึงพบวัตถุเหล่านี้บนภาพวาดทั่วไป

แต่ที่น่าสนใจก็คือ “ดวงตา”

ภาพวาดของน้องหนึ่งชื่อ “ฉันคือเด็กคนหนึ่ง ที่รายล้อมไปด้วยฝูงชน” แสดงภาพด้วยดวงตาจำนวนมากมายแทน “ฝูงชน” คงพอจะบอกความหมายอะไรได้บ้างว่าเหตุใดเด็กๆ เหล่านี้จึงให้ความสำคัญกับดวงตาของผู้คนมากมายเพียงนี้

ฉันยืนชมภาพที่จัดแสดงพร้อมกับความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ถูก บางภาพมีคำอธิบายใต้ภาพที่ทำให้ฉันต้องรีบหาปากกามาจดบันทึก พวกเขาไม่เพียงวาดและถ่ายภาพ หากยังกลั่นความรู้สึกของตนเองผ่านตัวหนังสืออีกด้วย

ภาพถ่าย “ทะเลมีความลับ” ของน้องนกน้อยมีคำบรรยายว่า “ทะเลให้ความสุขกับทุกคน แต่เหมือนมีความลับอะไรซ่อนอยู่ใต้ทะเลลึกที่เราไม่รู้ไม่เห็น เหมือนเราก็มีความลับที่บอกใครไม่ได้”

การมีความลับที่บอกใครไม่ได้ไม่ใช่เรื่องน่าสนุกหรอก ข้อนี้ฉันรู้ดี หากเป็นไปได้เราย่อมอยากหาที่ระบาย หาใครสักคนที่ยินดีรับฟัง เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องทนทรมานเก็บงำมันไว้ด้วยความหวาดระแวงอีกต่อไป

แต่ใครจะรับประกันได้ว่าผู้คนจะไม่เปลี่ยนท่าทีหลังจากได้รู้ความลับของพวกเขาแล้ว

หลังจากการแสดงของจีวันผ่านไป ก็เป็นการแสดงดนตรีและละครของเด็กๆ ซึ่งทำให้ฉันรู้ว่าพวกเขาตั้งใจมากเพียงใด กับการเปิดเผยเรื่องราวบางอย่างซึ่งเป็นความลับในใจมาเนิ่นนาน

พวกเขาไม่แตกต่างจากเด็กและเยาวชนทั่วไปที่มีความฝัน ฉันอดขำไม่ได้กับเสียงของเด็กชายคนหนึ่งในวีดิทัศน์ที่บอกว่าเขาอยากเป็นช่างก่อสร้าง ขณะที่ในละครก็มีเด็กจำนวนหนึ่งเปิดเผยความฝันของพวกเธอออกมา บางคนอยากเป็นนักเขียน บางคนอยากเป็นนักร้อง

พวกเขาไม่แตกต่างจากเด็กและเยาวชนทั่วไปที่ต้องการความรักและความเข้าใจ ไม่ใช่แค่จากคนรอบข้างเท่านั้น แต่รวมถึงมนุษย์ทุกคนบนดาวดวงนี้

พวกเขาไม่แตกต่างจากเด็กและเยาวชนทั่วไปที่มีความกลัว เพียงแต่รายละเอียดของความกลัวนั้นอาจแตกต่างออกไป

ฉันยอมรับว่าตั้งแต่เกิดมาแม้ฉันจะทำอะไรคิดอะไรไม่ค่อยเหมือนใคร แต่ฉันไม่เคยกลัวถูกใครมองว่าเป็นตัวประหลาด

แม้ฉันจะเจ็บป่วยบ้าง แต่ฉันไม่เคยกลัวการต้องกินยาเม็ดโตๆ ทีละกำมือ และไม่เคยกลัวว่าหมอจะแทงเข็มผิดบ่อยๆ (ยกเว้นตอนเด็กๆ ที่ฉันพยายามเลี่ยงเข็มฉีดยาอยู่บ้าง)

แม้ฉันจะมีเพื่อนไม่มากนัก แต่ฉันไม่เคยกลัวว่าตัวเองจะไร้เพื่อน

ฉันมิได้ต้องการจะอวดอ้างว่าตัวเองกล้าหาญเก่งกาจกว่าพวกเขา การที่ฉันมิได้กลัวในสิ่งที่พวกเขากลัวนั้น เป็นเพราะสิ่งที่พวกเขากลัวคือสิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญหน้าตลอดเวลา และมันมีระดับความรุนแรงยิ่งกว่าสิ่งที่ฉันประสบเจอมาอย่างไม่อาจเปรียบกันได้

แม้การแสดงจะยอดเยี่ยม แต่ฉันไม่อาจชมการแสดงได้ชัดนัก เปล่าหรอก ไม่ใช่เพราะฉันลืมเอาแว่นตามาจากบ้านหรอก สายตาฉันยังไม่แย่ขนาดนั้น และไม่ใช่เพราะฉันถูกคนข้างหน้าบังหรอก เพราะฉันนั่งแถวหน้าสุด และไม่ใช่เพราะบนเวทีเปิดไฟสลัวหรอก เพราะถึงอย่างไรเด็กๆ ก็สวมหน้ากากพรางใบหน้าอยู่แล้ว

แต่สิ่งที่ทำให้ฉันชมการแสดงไม่ถนัดก็คือม่านน้ำชั้นบางๆ ที่เคลือบดวงตาฉันอยู่ต่างหาก

ระหว่างการแสดง มีผู้ชมคนหนึ่งพยายามจะถ่ายรูป อาจเป็นเพราะเธอเข้ามาช้าจนไม่ทันได้ยินประกาศจากพิธีกรให้งดถ่ายภาพด้วยอุปกรณ์ทุกชนิด เพราะเด็กๆ เหล่านี้อาจได้รับผลกระทบอันเนื่องจากถูกนำภาพไปเผยแพร่ และพลอยทำให้คนรอบข้างรู้ว่าพวกเขาคือใคร

โชคดีที่เจ้าหน้าที่คนหนึ่งตาไว รีบไปห้ามได้ทันก่อนที่เธอจะลั่นชัตเตอร์

เมื่อการแสดงจบลงก็มีการแนะนำเด็กๆ และเปิดโอกาสให้ผู้ชมซักถามและแสดงความรู้สึก ทุกคนล้วนชื่นชมนักแสดงตัวน้อย และอยากให้มีการแสดงเช่นนี้อีก มีผู้ชมบางคนเสนอแนะว่าหากนักแสดงได้มีการฝึกซ้อม ฝึกอบรมมากกว่านี้ ก็จะทำให้การแสดงออกมาดีกว่าที่เป็นอยู่

แต่ฉันกลับคิดว่าสิ่งสำคัญสำหรับการแสดงของพวกเขามิได้อยู่ที่ความเป็นมืออาชีพ หรือแสดงได้สมบทบาท หรือร้องเพลงได้ไพเราะ หากสิ่งสำคัญน่าจะอยู่ที่พวกเขาได้ใช้ “ใจ” ของตัวเองเป็นสื่อ ปล่อยให้การแสดงเป็นไปตามธรรมชาติที่สุด และเป้าหมายของการแสดงชุดนี้น่าจะอยู่ที่พวกเขาได้บอกเล่าเรื่องราวของตนเองอย่างมั่นใจและเปี่ยมด้วยพลัง พวกเขากล้าที่จะเดินออกมาจากหลืบมืดของสังคมเพื่อกวักมือเชื้อเชิญเราให้เข้าไปเยี่ยมเยือนโลกของพวกเขา

สิ่งนี้น่าจะสำคัญกว่าการแสดงระดับมืออาชีพอย่างที่บางคนต้องการมิใช่หรือ?

สำหรับคนที่ฝันอยากเป็นนักร้อง ฉันหวังจะได้ฟังเพลงของเธอในสักวันหนึ่ง ด้วยว่าผู้ที่ต้องการการปฏิบัติที่นุ่มนวลจากผู้อื่น ย่อมต้องเปล่งเสียงที่นุ่มนวลน่าฟังได้เป็นแน่

สำหรับคนที่ฝันอยากเป็นนักเขียน ฉันหวังจะได้อ่านเรื่องราวของเธอในสักวันหนึ่ง ด้วยว่าผู้ที่ต้องการความเข้าใจจากผู้อื่น ย่อมต้องเขียนเรื่องราวที่เต็มไปด้วยความเข้าอกเข้าใจได้เป็นแน่

สำหรับคนที่ฝันอยากเป็นช่างก่อสร้าง ฉันหวังจะได้อยู่ในบ้านที่เธอสร้างในสักวันหนึ่ง ด้วยว่าผู้ที่ต้องการความอบอุ่นจากผู้อื่น ย่อมต้องสร้างบ้านที่อวลไปด้วยไออุ่นเป็นแน่

ฉันหวังเช่นนี้จริงๆ

เมื่อเด็กๆ ลงจากเวทีและถอดหน้ากากอับเหงื่อที่พวกเขาต้องทนสวมมานานออก ฉันเห็นสีหน้าแฝงไปด้วยรอยยิ้ม บางคนยังนิ่งด้วยเกรงปฏิกิริยาตอบสนองจากผู้ชม

สายตายังไม่หายพร่ามัวของฉันเหลือบไปเห็นหญิงสาวผู้ชมคนหนึ่ง ถ้าจำไม่ผิดเธอน่าจะเป็นคนเดียวกับที่พยายามถ่ายภาพการแสดงเมื่อสักครู่ เธอเข้าไปพูดคุยกับนักแสดงตัวน้อยที่ทำหน้าที่ถือกล่องรับแบบสอบถามจากผู้ชม ฉันไม่รู้ว่าเธอไม่เข้าใจความหมายของสิทธิเด็กหรือการปกป้องอย่างพิเศษหรือไม่ ด้วยว่าเธอขอเด็กน้อยถ่ายภาพ ถึงแม้เจ้าหนูจะไม่มีทีท่าเขินอายหรือหวาดกลัวก็ตามที

คุณต้องการถ่ายภาพเด็กเป็นที่ระลึกกระนั้นหรือ? หากเป็นเช่นนั้นทำไมคุณไม่เลือกที่จะจดจำการแสดงของพวกเขาไว้ในความทรงจำ แล้วไปซื้อเสื้อยืด ภาพวาด หรือโปสการ์ดเป็นของที่ระลึกแทนเล่า?

ฉันได้แต่หวังว่าสิ่งที่ฉันเห็นอาจเป็นความเข้าใจผิดไปเอง

ฉันปฏิเสธการร่วมรับประทานอาหารกับเพื่อนๆ โดยขอตัวกลับบ้านก่อน เพราะรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างจุกแน่นอยู่ในลำคอ ซึ่งเป็นอาการที่ต้องบำบัดโดยการอยู่คนเดียวเงียบๆ แล้วดึงก้อนที่จุกอยู่ในลำคอออกมาเป็นตัวอักษร

ระหว่างทางกลับบ้าน ฉันเฝ้าคิดถึงแต่สิ่งที่ฉันได้พบจากงานนี้ ฉันนึกถึงแบบสอบถามซึ่งฉันตั้งใจตอบเป็นพิเศษยิ่งกว่าแบบสอบถามใดๆ ที่เคยตอบมาในชีวิตนี้

โดยปกติ เมื่อพบคำถามปลายเปิดอย่างเช่น “ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม” ฉันจะปล่อยเว้นว่างไว้อย่างไม่ใยดี แต่ไม่ใช่สำหรับแบบสอบถามครั้งนี้ ฉันพยายามตอบคำถามทุกข้อให้ดีที่สุดเท่าที่คิดว่าผู้จัดงานจะนำไปใช้ประโยชน์ได้

นั่นรวมไปถึงกรอบสี่เหลี่ยมส่วนล่างของกระดาษที่เปิดโอกาสให้บอกสิ่งที่อยากบอกกับเด็กๆ นักดนตรีและนักแสดง ซึ่งฉันเขียนลงไปดังนี้

“สิ่งหนึ่งที่ฉันอยากบอกพวกเธอก็คือ
แม้อะไรบางอย่างมันจะกัดกินร่างกายเธอ
แต่จงรู้ไว้เถิดว่ามันมิได้กัดกินชีวิตเธอไปด้วย
เธอถามฉันว่าเธอคือใคร ใยเธอจึงมี
ฉันอยากตอบเธอว่า เธอคือพลังแห่งดวงดาวดวงนี้
และเธอมีชีวิตอยู่เพื่อสอนให้คนอื่นๆ ได้รู้จักชีวิตอีกด้านหนึ่ง
เด็กๆ และเยาวชนในดวงดาวดวงนี้มีความงดงามและบริสุทธิ์เพียงไร
พวกเธอก็งดงามและบริสุทธิ์เพียงนั้น...มิได้แตกต่างกันเลย”


27 พฤษภาคม 2549







 

Create Date : 31 พฤษภาคม 2549    
Last Update : 31 พฤษภาคม 2549 9:27:57 น.
Counter : 544 Pageviews.  

รายการโทรทัศน์ในเมืองจีน : บทเรียนจากเด็กสอนผู้ใหญ่

สองปีที่แล้ว ช่วงที่อยู่ปักกิ่ง ได้ดูโทรทัศน์รายการหนึ่ง เขาเอาเด็กประมาณสี่ห้าขวบมาออกรายการที่ห้องส่ง ช่วงแรกเป็นช่วงที่เด็กแสดงความสามารถร่วมกับพ่อหรือแม่ บางคู่ก็ร้องเพลง บางคู่ก็เต้น ช่วงต่อมาเขาให้เด็กเปลี่ยนมาเล่นเกมผาดโผน ส่วนพ่อแม่นั่งเชียร์ โดยให้เด็กขึ้นไปที่สูงประมาณระดับศีรษะผู้ใหญ่ เดินไปตามทางที่เหมือนสะพานทำจากไม้กระดานเป็นแผ่นเล็กๆ เรียงต่อกัน ตรงกลางใต้ไม้กระดานก็เป็นเพียงเชือกเส้นโตๆ ที่เชื่อมไม้กระดานประมาณสิบแผ่นนั้นเข้าด้วยกัน แต่ว่าไม้กระดานแต่ละแผ่นนี้วางห่างกันพอสมควร ไม่ได้ชิดกัน ระหว่างสองข้างทางไม่มีราวให้จับ แต่มีแค่เชือกที่ห้อยดิ่งลงมาจากเพดานด้านซ้ายกับด้านขวาให้จับตามจุดไม้กระดานแต่ละแผ่นเท่านั้น

คุณลองนึกภาพตามนะ มันจะเหมือนกับให้เด็กเดินจากหน้าผาฝั่งหนึ่งไปยังอีกฝั่งโดยผ่านสะพานที่โยกเยก แต่เขาป้องกันความปลอดภัยไว้โดยให้เด็กสวมหมวกและที่ป้องกันตามตัว ศอก หัวเข่า แล้วก็มีสลิงห้อยติดไว้ คือถ้าเด็กพลาดยังไงก็ไม่ได้ตกไปจริงๆ (แหม ก็เด็กแค่ห้าขวบ)

วิธีการเดินก็คือต้องเริ่มจากจับเชือกที่ห้อยลงมาข้างหนึ่งก่อน สมมติว่าข้างซ้ายนะ จากนั้นก็ค่อยๆ ก้าวเท้าซ้ายลงไปบนไม้กระดานแผ่นแรก แต่จะวางเท้าตรงไหนล่ะ เพราะไม้กระดานมันโยกเยกได้ ก็มันถูกยึดข้างใต้ไว้ด้วยเชือกแบบที่เขาใช้แข่งชักเย่อเพียงเส้นเดียว ถ้าจะให้ยืนทรงตัวได้ก็ต้องวางเท้าไว้ตรงกลาง ซึ่งมีเชือกรองรับอยู่ข้างใต้ และมันไม่แกว่ง จากนั้นก็เอื้อมมือขวาไปจับเชือกทางขวาแล้วค่อยก้าวเท้าขวาตามมา แต่ทีนี้ปัญหามันก็จะเกิด คือ ในเมื่อเท้าซ้ายยืนสมดุลแล้ว แต่เท้าขวาล่ะจะไปวางตรงไหน เพราะถ้าวางเท้าทางขวา ไม้กระดานก็จะเสียสมดุลแล้วพลิกร่วงลงได้ ดังนั้นมือที่จับเชือกก็ต้องเกร็งเพื่อรับน้ำหนักร่างกาย พอทรงตัวได้แล้วก็ค่อยเดินสู่ไม้กระดานแผ่นต่อไปด้วยวิธีเดิม

ฟังดูเหมือนไม่น่ายากนะ แต่ลองนึกภาพว่าสำหรับเด็กห้าขวบ กระบวนการต่างๆ เหล่านี้ค่อนข้างซับซ้อน ลองนึกดู มือซ้ายจับเชือกซ้าย1 มือขวาจับเชือก1 ก้าวเท้าซ้าย ก้าวเท้าขวา จากนั้นก็มือซ้ายเลื่อนไปจับเชือกซ้าย 2 ก้าวเท้าซ้าย แต่ตอนนี้แหละที่น่ากลัว เพราะเด็กจะกลัวที่ต้องปล่อยมือออกจากที่จับ และเมื่อต้องยกเท้าซ้ายออกจากไม้กระดานแผ่นเดิม เท้าขวาที่เหลืออยู่เพียงข้างเดียวก็จะเสียสมดุลทันที แล้วยิ่งเมื่ออยู่กลางทาง เด็กก็ต้องใช้ความกล้าอย่างมหาศาล เพราะอยู่ตามลำพัง ใครมาช่วยก็ไม่ได้ (จะบอกว่านี่เป็นแบบฝึกหัดเรื่อง “ความโดดเดี่ยว” ที่เขาต้องเผชิญในภายภาคหน้าก็พอได้)

พ่อแม่ได้แต่ตะโกนร้องให้กำลังใจหรือแนะนำอยู่ตรงที่นั่งคนดู จนถึงปลายทางเขาก็มีถ้วยรางวัลสีทองเป็นรูปเด็กหัวโตให้เด็กที่เดินมาถึงได้ชูถ้วย พร้อมกับพูดตามธรรมเนียมว่า “หนูทำสำเร็จแล้ว!”
เด็กคนแรกเป็นเด็กผู้หญิงท่าทางกล้าๆ กลัวๆ พอเดินมาถึงกลางทางก็ร้องไห้ ผมว่าในความคิดเด็กเวลานั้นก็คงไม่ต่างจากผู้ใหญ่ที่อยู่บนสะพานข้ามหน้าผาเก่าๆ ที่เราสามารถตกลงมาตายได้ทุกเมื่อนั่นแหละ แม่ของเด็กก็น่ารัก เธอร้องตลอดเวลาว่าให้มองไปข้างหน้า อย่ามองไปข้างล่างเพราะจะยิ่งทำให้กลัว รวมทั้งคำพูดประเภทว่า “ไม่ต้องรีบก็ได้ ค่อยๆ ก้าวไปช้าๆ ไม่ต้องร้องไห้ แม่เชื่อว่าหนูทำได้” พอเดินไปถึงอีกฝั่งนึงได้ แม่หนูก็ชูถ้วยขึ้นพร้อมกับพูดเคล้าน้ำตาว่า “ถึงหนูจะร้องไห้ แต่หนูก็ทำสำเร็จแล้ว”

จากนั้นพิธีกรก็มาถามความรู้สึกผู้เป็นแม่ เธอก็บอกกับลูกว่า “ถึงหนูจะร้องไห้ก็ไม่เป็นไร แม่ภูมิใจในตัวหนู สิ่งที่หนูทำนั้นกล้าหาญมาก และแม่ก็คิดว่าตัวเองได้เรียนรู้อะไรจากหนูไม่ใช่น้อย”

ผมนึกทบทวนถึงคำพูดที่แม่เตือนลูกว่าให้มองตรงไปข้างหน้า อย่ามองลงไปข้างล่าง คำพูดนี้อาจดูเป็นคำพูดปกติ หรือเป็นตรรกะที่เรารู้กันดีอยู่แล้ว การมองไปข้างหน้าแท้ที่จริงก็คือการยืนยันกับตัวเองว่าเรายังเห็นเป้าหมายในสิ่งที่เรากำลังจะไป เห็นเส้นทางของตัวเอง ถ้าเรามองไม่เห็นเส้นทางที่เราจะเดินไป แล้วเราจะเดินไปไหน? ถ้าเรามัวแต่มองข้างล่าง มัวแต่วิตกว่านั่นเป็นหนทางที่อาจทำให้ชีวิตเราดับสูญ หรือไปไม่ถึงความฝัน เมื่อยิ่งมองก็ยิ่งกลัว เมื่อยิ่งกลัวก็ยิ่งไม่กล้าออกเดิน เมื่อไม่ออกเดินแล้วไหนเลยจะไปถึงปลายทางได้?

เด็กคนต่อมาก็เป็นเด็กผู้หญิง เป็นเด็กที่มีความมั่นใจในตัวเองสูงมาก ยุทธวิธีของเธอก็น่าสนใจ เธอรู้ว่าถ้าวางเท้าลงบนไม้กระดานมันจะโยกเยก แล้วยังไม่รู้ว่าควรวางเท้าลงบนตำแหน่งไหนถึงจะมั่นคง ดังนั้นเธอจึงเปลี่ยนไปวางเท้าบนเชือกที่โผล่มาระหว่างไม้กระดานแต่ละแผ่นซึ่งไม่ได้เชื่อมต่อกันสนิทแทน เท้าซ้ายก้าวไปวางตรงระหว่างไม้กระดานแผ่นแรกกับแผ่นที่สอง ส่วนเท้าขวาก็ก้าวไปวางตรงระหว่างไม้กระดานแผ่นที่สองกับแผ่นที่สาม การที่ไม่ได้วางเท้าทั้งสองข้างหยุดบนไม้กระดานทุกแผ่นอย่างเด็กคนแรก ทำให้เธอต้องก้าวเท้าแต่ละก้าวยาวกว่าปกติ เด็กคนนี้ค่อยๆ เดินไปอย่างมั่นใจและมีสมาธิดีมาก ไม่วอกแวก ไม่ร้องไห้ ไม่มองข้างล่าง ใช้เวลาเพียงไม่นานก็ไปถึงปลายทางแล้วก็ชูถ้วยได้

ผมไม่ได้ต้องการเปรียบเทียบว่าเด็กคนนี้เก่งกว่าเด็กคนแรก เพียงแต่นึกทึ่งในสมาธิอันแน่วแน่ และยุทธวิธีที่เธอใช้ก็แสดงให้เห็นว่าเรามีวิธีการมากกว่าหนึ่งวิธีเพื่อที่จะไปให้ถึงจุดหมายปลายทางเดียวกัน

เด็กคนที่สามเป็นเด็กผู้ชาย หน้าตาน่ารัก ท่าทางลุกลี้ลุกลนตามประสาเด็กผู้ชายทั่วไป ตอนก่อนจะออกเดินพิธีกรจะถามตามธรรมเนียมว่ากลัวไหม คิดว่าจะทำได้ไหม เด็กก็บอกว่า “ผมทำได้” พอพิธีกรถามต่อว่าทำไมถึงมั่นใจขนาดนั้น เด็กก็ตอบว่า “เพราะว่าผมเป็นเด็กผู้ชาย” (น่าหมั่นไส้ดีไหม!) พอพิธีกรถามว่ามีอะไรอยากพูดกับพ่อแม่ไหม เด็กก็ส่ายหน้า ในขณะที่เด็กคนอื่นๆ มักพูดทำนองว่า “แม่ หนูจะต้องทำได้” อะไรทำนองนั้น

เด็กคนนี้พอเริ่มเดินทีแรกผมว่าท่าทางจะไม่รอดแน่ เพราะแกรักษาสมดุลไม่เก่ง ก้าวเท้าแรกวางลงตรงกลางไม้กระดาน พอจะก้าวเท้าขวาก็ไม่รู้จะวางตรงไหน พอไปวางทางขวาไม้กระดานก็เอียงขวาทำท่าจะตกลงมา ต้องอาศัยดึงเชือกสองข้างพยุงร่างกายเอาไว้ แต่พอเดินไปได้สักสองก้าวเด็กก็เริ่มเปลี่ยนยุทธวิธีไปใช้แบบเด็กผู้หญิงคนก่อนหน้านี้ คือวางเท้าบนเชือกแทน สำหรับเด็กคนที่สองนั้นอาจคิดได้ว่าเธอเตรียมยุทธวิธีแบบนี้มาจากบ้านแล้ว แต่กับเด็กคนนี้ผมเชื่อว่าเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ในเมื่อวิธีการแบบหนึ่งไม่ประสบผล เราก็อาจเปลี่ยนไปใช้วิธีการอื่นได้

พอไปถึงปลายทาง ชูถ้วยแล้วก็พูดประโยคว่า “ผมทำสำเร็จแล้ว” พิธีกรก็ถามอีกครั้งว่ามีอะไรจะพูดกับพ่อแม่หรือเปล่า เด็กยังคงส่ายหน้า พิธีกรจึงเปลี่ยนไปถามว่า “นี่ก็ใกล้จะคริสต์มาสแล้ว หนูอยากได้ของขวัญอะไรจากคุณพ่อคุณแม่ล่ะ” เด็กกลับไม่มองหน้าพิธีกรหรือพ่อแม่ตัวเอง แต่มองไปทางที่ตัวเองเดินมาแล้วบอกว่า “ตอนนี้ผมคิดแค่ว่าอยากเดินกลับไปอีกรอบเท่านั้น”

พอได้ยินดังนั้นพิธีกรที่เป็นผู้ชายก็ตะลึงเพราะคิดไม่ถึงว่าจะเจอคำตอบแบบนี้ เขาอึ้งอยู่พักหนึ่งก่อนจะตอบว่า “ตกลง ถ้าหนูเดินกลับไปถึงฝั่งนั้นได้ ลุงจะให้ถ้วยหนูอีกใบ” แล้วก็ปล่อยให้เด็กได้เดินกลับไปยังจุดเริ่มต้นที่เดินมาอีกครั้งจริงๆ ระหว่างนั้นเด็กทำท่าเหมือนจะร่วงลงไปครั้งหนึ่ง จนพิธีกรต้องเอามือยันเท้าเด็กกลับขึ้นไป แต่เด็กก็เดินกลับไปถึงอีกฝั่งหนึ่งได้แล้วก็ชูถ้วยอีกใบขึ้น พิธีกรถามขึ้นอีกครั้งว่า “คราวนี้หนูมีอะไรจะพูดกับคุณพ่อคุณแม่หรือยัง”

รู้ไหมว่าเด็กทำยังไง คราวนี้เด็กกลับพูด...อย่างช้าๆ และชัดถ้อยชัดคำว่า “อีกสองวันก็จะถึงวันเกิดพ่อแล้ว ถ้วยรางวัลสองใบนี้ผมมอบให้เป็นของขวัญวันเกิดพ่อหมดเลย”
คุณเชื่อไหมว่าทันทีที่ได้ยินคำพูดนี้น้ำตาผมก็ไหลออกมาเป็นครั้งแรกในรอบสิบกว่าปี ในเวลานั้นความคิดหลายอย่างวนเวียนไปมาในหัว เด็กจะเตรียมคิดมาก่อนหรือเปล่าว่าจะขอเดินกลับไปอีกรอบ เด็กจะคิดมาก่อนหรือเปล่าว่าถ้าได้ถ้วยรางวัลจะเอาให้เป็นของขวัญวันเกิดพ่อ แล้วทำไมถึงให้พ่อทั้งสองใบแทนที่จะแบ่งกันคนละใบ ทั้งที่ด้วยวัยเพียงแค่นั้น ผมคิดว่านี่คงเป็นเกียรติยศครั้งแรกในชีวิตที่พ่อหนูได้รับ แล้วทำไมตอนที่พิธีกรถามสองครั้งแรกว่ามีอะไรจะพูดกับพ่อแม่ไหม ทำไมเด็กถึงไม่พูด ทำไมถึงค่อยพูดตอนสุดท้าย

ถ้าเกิดสิ่งที่เห็นในจอโทรทัศน์ตอนนั้นเป็นหนังเรื่องหนึ่ง เราคงวิเคราะห์ถึงเหตุผลได้ไม่ยาก แต่เผอิญนี่เป็นชีวิตจริง ผมไม่รู้ว่าเราจะใช้กระบวนการวิเคราะห์ตีความแบบเดียวกับที่ใช้เวลาดูหนังได้หรือเปล่า
ถึงจะมีความสงสัยมากมายที่ให้คำตอบแก่ตัวเองไม่ได้ แต่เวลานั้นผมเชื่อมั่นอย่างที่แม่ของเด็กคนแรกพูดกับลูกตัวเอง ผมเชื่อว่าเราสามารถเรียนรู้อะไรจากเด็กๆ ได้มากมาย ถ้าเพียงแต่เราใช้ใจของเรารับฟัง




 

Create Date : 24 พฤษภาคม 2548    
Last Update : 24 พฤษภาคม 2548 21:15:34 น.
Counter : 190 Pageviews.  


Aka Prita
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add Aka Prita's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.