การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรสังเกตุ คำเตือนบนฉลากก่อนดื่มทุกครั้ง
Group Blog
 
All Blogs
 

จีนประกาศขึ้นดอกเบี้ย แล้วยังไง?

ก่อนอื่น จีนมีนโยบายคงดอกเบี้ยมาตั้งแต่ปี 2007 และนักวิเคราะห์ทุกสำนัก ก็คาดว่าจนถึงสิ้นปีนี้ จีนน่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับนี้ต่อ โดยการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ ประกาศเพิ่มขึ้นจากเดิม 2% เป็น 2.25% การขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ มี 2 นัยที่สำคัญ

1.จังหวะของการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ จีนเลือกจังหวะที่ตลาดหุ้นฝั่งเอเชียปิดตลาดแล้ว โดยปล่อยให้ตลาดหุ้นฝั่งอเมริกาและยุโรปรับข่าวเพื่อดูท่าทีก่อน ซึ่งท่าทีของนักลงทุนฝั่งอเมริกาไม่ตอบรับว่าการขึ้นดอกเบี้ยเป็นข่าวดี
2. เลือกขึ้นดอกเบี้ยในช่วงจังหวะที่ตลาดไปให้ความสนใจกับผลการดำเนินงานบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 3 และทั่วโลกหันไปจับตาการประชุม G20 และคาดหวังกับ QE รอบสองที่อเมริกา ทำให้ตลาดหุ้นอาจยังมีแรงรับจากผลการดำเนินงานบริษัทที่ดูดี คาดว่าน่าจะทำให้ภาพรวม ตลาดไม่รับว่าเป็นข่าวร้ายในระยะกลาง หรือระยะยาวมากเกินไป

ทำไมต้องขึ้นดอกเบี้ย?
จาก Statement ของแบงก์ชาติจีน บอกไว้ว่า Real Interest Rate ติดลบมาตั้งแต่ไตรมาส 2 จากการที่ Inflation เริ่มปรับตัวขึ้นตามแนวโน้มเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวดีตาม ดังนั้น การขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ก็เพื่อไม่ให้เกิด Asset Bubble จากการที่ผู้ฝากเงินได้ผลตอบแทนต่ำเกินไป และนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเกินความเสี่ยงที่ตัวเองรับได้

จาก Statement ก็ดูเหมือนมีเหตุผล แล้วทำไมตลาดไม่ตอบรับ?
จากข้อความที่แบงก์ชาติกล่าวออกมา มี Hidden Message ที่นักลงทุนรายใหญ่คิดกันอยู่อีกแบบคือ “หรือว่า แบงก์ชาติจีน เห็นว่า Bubble ที่กังวลตั้งแต่ 4Q09 ยังมีอยู่ และไม่อยากปล่อยให้แย่ก่อน แล้วค่อยมาแก้ไข?” พอเป็นแบบนี้ ใครอยู่ในสินทรัพย์เสี่ยง และมีกำไรอยู่ ก็ขายทำกำไรออกมาดูท่าทีกันก่อน ตอนนี้ก็ต้องมาดูว่า แรงขายหนักแค่ไหน และจะหมดที่แนวรับเท่าไหร่ เมื่อนั้นก็ได้เวลาหุ้นสะสมเข้าพอร์ตอีกครั้ง

ทำไมให้สะสมหุ้นเข้าพอร์ตอีกครั้ง ถ้าตลาดหุ้นลงมารอบนี้ ไม่คิดว่าจะแรงหรือ?
ในระยะกลางถึงระยะยาวแล้ว การที่จีนสามารถออกมาตรการอะไรได้โดยเร็ว ปราศจากการคัดค้านในสถาอย่างระบบประชาธิปไตย (เช่นบ้านเรา) ทำให้การทำงานของมาตรการต่างๆมีประสิทธิภาพสูงกว่า เชื่อว่า การขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ จะทำให้ธนาคารระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ซึ่งดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจในระยะยาว

มีความเสี่ยงอะไรไหม?
ความเสี่ยงจาก Action ของจีนครั้งนี้คือ ไม่มีอะไรการันตีตลาดได้ว่า หากเศรษฐกิจจีนกำลังดูดี หุ้นกำลังวิ่งแรงๆอีกครั้ง รัฐบาลจีนจะไม่ออกมาตรการอะไรมาชะลอการก่อตัวของราคาสินทรัพย์อีก เพราะดูจากวิธีการทำงานของรัฐบาลจีนที่ผ่านมานั้น ไม่ได้หวังผลจากกำไรหรือขาดทุนในตลาดหุ้น แต่หวังผลใน Real Sector มากกว่า
และหากมาตรการอะไรก็ตาม ออกมาในอนาคต ก็จะทำให้จังหวะการขึ้นของตลาดหุ้นอาจสะดุดบ้าง ตรงนี้จึงขึ้นอยู่กับว่า นักลงทุนต่างชาติให้น้ำหนักความเสี่ยงในการลงทุนในประเทศจีนตรงนี้มากน้อยแค่ไหน แต่สุดท้าย ในระยะยาว เรายังเชื่อว่า ตลาดจีน ยังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น แค่ไม่ร้อนแรงเท่าเก่า หรือเท่ากับตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมา

------------------------
โชคดีในการลงทุนครับ




 

Create Date : 20 ตุลาคม 2553    
Last Update : 20 ตุลาคม 2553 10:36:45 น.
Counter : 2334 Pageviews.  

Dow Jones ยังยืนแถวๆ 11,000 จุด แนวรับนี้แข็งแรงพอไหม?

สัปดาห์ที่ผ่านมา ผลประกอบการของบริษัทใน US ออกมาเป็นที่น่าพอใจ แต่ Dow Jones และ S&P500 ก็ยังไม่ได้ไปไหนไกลจาก 11,000 จุด สาเหตุก็เพราะตัวเลขเศรษฐกิจที่ประกาศออกมา ยังคงอ่อนไหวต่อเนื่อง ยิ่งเข้าใกล้การประชุม FOMC วันที่ 2 พ.ย. นี้ ทุกคนก็ยิ่งเชื่อว่า QE รอบสองจะออกแน่ๆ แล้วเงินจะไปอยู่ไหน... ใครตอบได้ ก็หมายถึงกำไรเป็นกอบเป็นกำ

มาดูกราฟรายวัน Dow Jones

MACD และ RSI ไม่มี Bearish Divergence เกิดขึ้น ก็ถือเป็นสัญญาณที่ดี แต่ปัญหาคือดูเหมือน Indicator ก็พร้อมตัดลงมาเป็น Sell Signal เช่นเดียวกัน

ลองดู Uptrend Channel แล้ว ยิ่ง Dow Jones ยืนแถวนี้ ก็ยิ่งกดดัน และเจอแรงขายหนัก จนอาจไม่สามารถวิ่งขึ้นไปทดสอบ High เดิมได้ใน Wave เดียว
ดังนั้น ณ ระดับนี้ มองว่าโอกาสปรับฐานยิ่งสูงขึ้น โดยให้แนวรับสำคัญ 10,700 จุด ไม่ควรหลุดลงมาอย่างยิ่ง


ประเด็นสำคัญคือ สัปดาห์ที่จะถึงนี้ บริษัทจดทะเบียนไม่ใช่แค่อเมริกาจะทยอยออกผลการดำเนินงานกันถ้วนหน้า นำโดยกลุ่มสถาบันการเงิน ซึ่งจะมีผลต่อมุมมองด้าน Fndamental และ Sentiment ตลาดจนถึงสิ้นปีพอสมควร

แม้ว่า Technical บางตัวจะบอกเราว่า อาจมีการปรับฐาน แต่ก็ไม่น่าจะถึงกับทำให้กลายเป็น Correction แรงๆได้อีก และ Risky Asset ทั่วโลกก็น่าจะยังอยู่ใน Trend ขาขึ้นต่อไปอีกจนสิ้นเดือน

คำถามคือ Dow Jones แถวๆ 11,000 จุด แนวรับนี้แข็งแรงพอไหม?
- คำตอบคือ น่าจะเป็นแนวรับจิตวิทยาที่สำคัญ แต่หากหลุดมา แนวรับที่สำคัญจริงๆจะเป็น 10,700 จุด มากกว่า

กลยุทธ์
- ยังแนะนำเช่นเดิม ทยอยซื้อเพิ่มพอร์ต ณ ตรงนี้
- แนวรับ 10,700 จุด น่าจะปลอดภัยสำหรับการเพิ่มพอร์ตหนักๆ หากเห็นการปรับฐานช่วงเวลานี้

โชคดีในการลงทุนครับ




 

Create Date : 17 ตุลาคม 2553    
Last Update : 17 ตุลาคม 2553 21:49:33 น.
Counter : 2372 Pageviews.  

Earnings Season ลุ้น Dow Jones ไปทดสอบ High เดิม

สัปดาห์นี้ บริษัทจดทะเบียนทั่วโลกจะทยอยประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ออกมาแล้วนะครับ และแน่นอนว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกจะให้ความสนใจกับบริษัทในอเมริกาเหมือนเคย เพราะเป็นตัวชี้ถึงแนวโน้มตลาดในอนาคตได้ดีทีเดียว เริ่มตั้งแต่วันอังคาร Intel, CSX วันพุธ JPMorgan วันพฤหัสฯ Google,AMD และวันศุกร์ GE และ Mattel

ในช่วงที่ค่าเงิน USD อ่อนค่าเพราะ นลท. คาดว่า Fed อาจจะออก QE เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจรอบสองแบบนี้ Fund Flow ไหลเข้าทองคำต่อเนื่อง แต่ Flow ที่เข้าในตลาดทุน Emerging Markets เรายังไม่เห็นชัดเจน เว้นแต่บางประเทศอย่าง South East Asia, India, Korea เป็นต้น จะหนักหน่อยก็ตลาดตราสารหนี้ ซึ่งรองรับเม็ดเงินลงทุนได้มากกว่าตลาดหุ้นมากนัก จึงเป็นที่มาของการแข็งค่าของค่าเงินในประเทศฝั่งตลาดเกิดใหม่ เมื่อเทียบกับสกุล USD แต่ QE และผลการดำเนินงานไตรมาส 3 นี้ จะมีความสำคัญต่อการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุนของต่างชาตินับจากนี้ (เมื่อๆกับตอนที่ทุกคนคลายกังวลเรื่อง Stress Test ที่ยุโรป) ต้องจับตาครับ

ไปดูมุมมองทาง Technical กันดีกว่า


หลังจากที่ Dow Jones สามารถผ่านแนวต้าน 10,700 จุดกลับมาอีกครั้ง ก็กลับมาให้ภาพตลาดกระทอง (Bullish) ต่อตลาดหุ้นทั่วโลกทันที ส่วนตัวจึงคาดว่า ไม่ว่าจะมีการพักฐานใดๆเกิดขึ้นหลังจากนี้ 10,700 จุด จะเป็นแนวรับสำคัญที่รับดัชนีไว้ได้ หรือดีกว่านั้นคือ เราจะไม่เห็นดัชนีลงมาทดสอบแนวรับนี้อีกเลย

ดูแล้วสามารถแบ่งได้เป็น 2 กรณี

1. เมื่อดู Uptrend Lind (เส้นสีเขียว) เหมือนๆว่า Dow Jones จะทดสอบ Upper Band ของ Channel นี้ จึงมีความเป็นไปได้นิดหน่อยที่ดัชนีจะพักฐาน (แนวรับสุดท้ายก่อน cut loss ที่ 10,700 จุด) ซึ่งน่าจะเกิดจากความผิดหวังของตัวเลขผลประกอบการเป็นหลัก

2. สามารถ Break ผ่าน Upper Band ไปได้ เพื่อทดสอบแนวต้านถัดไป (previous high แถวๆ 11,200 จุด) ซึ่งต้องได้ข่าว Earnings บริษัทดีหนุนตลาด ไม่ก็ตลาดต้องลดความกังวลจากตัวเลขเศรษฐกิจที่ดีขึ้นไปอีกระดับ

สรุปเป็นกลยุทธ์คือ
ยังถือพอร์ตเดิมที่มีอยู่ และซื้อเพิ่มได้ ณ จุดนี้ หรือรอให้ Dow Jones ลงมา Test แนวรับ 10,700 จุด โดยมีจุดตัดขาดทุนที่แนวรับดังกล่าว โดยเชื่อว่า 11,200 จุด จะโดนทดสอบ และสามารถผ่านไปได้ในปลายปีนี้

ปล. นี่เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัว ผู้เขียนเพียงต้องการบันทึกกลยุทธ์และมุมมองของตัวเอง มิได้มีเจตนาต้องการให้ใครเชื่อหรือไม่เชื่อและลงทุนตามแนวทางของผู้เขียนนะครับ

------------------------
โชคดีในการลงทุนครับ




 

Create Date : 10 ตุลาคม 2553    
Last Update : 10 ตุลาคม 2553 22:38:52 น.
Counter : 2364 Pageviews.  

Dow Jones ติดแนวต้าน ยังไม่แน่ว่าจะผ่านได้ด้วย Pattern ไหน

Update ล่าสุดเกี่ยวกับมุมมองต่อตลาดหุ้นของผมก็ปาไปเดือนกว่าๆ หลังจากที่ต้นเดือน ก.ค. โน้น มองว่า Dow Jones และ S&P500 ทำ False Head&Shoulder และน่าจะขึ้นมาทดสอบแนวต้าน 10,700 จุด ตามที่เคย update ไว้ (ใครยังไม่เคยอ่าน หรือลืม ลองกลับไปอ่านย้อนหลังดูใน Blog นะครับ)

ปัญหาเรื่องหนี้ในยุโรป ถูกทำให้ลืมด้วยผลการทำ Stress Test ซึ่งสรุปออกมา ตลาดก็ไม่ได้รับเป็นบวกมากนัก เนื่องจากนักวิเคราะห์มองว่า เงื่อนไขการทำ Stress Test นั้นอ่อนเกินไป --> แต่จะให้กลับไปทำกันใหม่อีกครั้งคงเป็นไปไม่ได้แน่นอน ทำแล้วทำเลย ว่าอย่างนั้นก็ได้

หลังจากนั้น Dow Jones ก็วิ่งมาชนแนวต้าน 10,700 จุดจริงๆ พร้อมด้วย Oversold ใน Dollar Index และตามมาด้วยการปรับฐานย่อย ตามกราฟครับ



ซึ่งดูจากแนวต้าน Fibonacci แล้วก็ดูเหมือน Dollar จะยังแข็งค่าขึ้นไปได้อีก นั้นก็แปลว่า การปรับฐานอาจจะยังไม่จบตอนนี้

ประเด็นข่าวอะไรที่ทำให้ตลาดต้องปรับฐานช่วงนี้
1) ตัวเลขเศรษฐกิจหลายตัวของอเมริกาออกมาแย่กว่าที่ตลาดคาดการณ์ อีกทั้ง Ben Bernake ก็ยังออกมาบอกว่าเศรษฐกิจอเมริกาฟื้นตัวช้าไป
2) ตลาดที่พอจะเป็นความหวังเล็กๆให้กับ Global Economics อย่างเยอรมัน หรือ จีน ก็ดันแสดงให้เห็นว่า Economic Slowdown เช่นกัน
3) เรากำลังเข้าช่วงฤดูจ่ายปันผล และบริษัทเริ่มออกงบกันหมดแล้ว ก็ได้เวลา Sell On Fact

ไม่มีใครรู้ว่า การปรับฐาน ครั้งนี้จะจบเมื่อไหร่ และไม่มีใครรู้ว่าจะปรับฐานแรงแค่ไหน ที่จะวิเคราะห์ต่อจากนี้ เป็นแค่มุมมองส่วนตัวนะครับ



กราฟ Dow Jones ราย 60 นาทีข้างบน พบ Bullish Divergence ใน RSI และ MACD ดังนั้นถึงแม้ Dollar Index จะดูยังปรับฐานไม่จบ แต่ดัชนีก็ยื้อๆดันขึ้นมายืนบวกได้ (ณ ตอนที่ผมเขียน Blog เวลา 1.03 ของวันที่ 17 ส.ค.)
ถ้าผ่าน 10,364 จุด (แนวต้านระยะสั้น SMA50) ขึ้นไปได้ก็จะให้ Buy Signal ว่าปรับฐานจบได้

ไปดูกราฟรายวันกันต่อ



ก่อนหน้าคืนวันนี้ที่ผ่านมา Dow Jones ลงมาติดต่อกัน 4 วันทำการ จึงเป็นธรรมดาที่จะที่ยืนนิ่งๆ หรือบวกบ้าง แต่ในกราฟรายวัน ยังไม่เห็นสัญญาณการกลับตัวใดๆทั้งสิ้นครับ เป็นอย่างนี้ ก็ต้องรอต่อไป และหุ้นไทย (SET Index) เราก็คงยังไปไหนได้ไม่ไกลเช่นเดียว

สรุป คือ
- ระยะสั้น ดูเหมือนตลาดหุ้นทั่วโลกจะหยุดลงได้บ้าง และเข้าสู่ Sideway Mode ก่อน
- จะยืนยันว่ามีสัญญาณซื้อใน Dow Jones ต้องรอปลายสัปดาห์ ไม่ก็สัปดาห์หน้าเป็นต้นไป
- ช่วงนี้ Wait & See
-แต่ระยะยาว ยังเชื่อว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกน่าจะมีแรงไปต่ออีกรอบหนึ่ง

------------------------
โชคดีในการลงทุนครับ




 

Create Date : 17 สิงหาคม 2553    
Last Update : 17 สิงหาคม 2553 1:14:52 น.
Counter : 2453 Pageviews.  

Aberdeen America Growth Fund กองทุนใหม่จาก อเบอร์ดีน

ความเห็นด้านล่างนี้ เป็นความเห็นที่ผมให้ไว้ใน timeline twitter นะครับ เห็นว่ายาวมาก อาจจะตามไปอ่านไม่ทัน เลยเอามารวบรวมไว้ในนี้

เป็น comment ประเด็นสั้นๆครับ ไม่ได้เจาะว่าอเมริกาดีไม่ดี หรือฟื้นไม่ฟื้น เพราะเรื่องนั้นเถียงกัน 3 วันก็ไม่จบ ^^

------------------------------------------------

Aberdeen America Growth Fund กองทุนนี้ไปลงทุนในหุ้นตลาดอเมริกา ไม่เกิน 60 ตัว ด้วยวิธี Bottom Up Approach แบบ Aberdeen จะมีหุ้นในแคนาดาบ้างนิดหน่อย
ด้วยความที่เลือกหุ้นเข้าพอร์ตแบบไม่สนใจดัชนี ดังนั้นอเบอร์ดีนก็พยายามบอกเราว่า เขาไม่ตามตลาดโดยรวม .....

แต่จากผลการดำเนินงานย้อนหลัง Master Fund ของกองนี้ ให้ค่า Beta ระยะ 3 ปี และ 5 ปี ที่ 1.01 และ 1.0 ตามดำลับ ตามมาด้วย Sharp Ratio ติดลบทั้งสองช่วงอายุ ซึ่งแปลว่า ตลาดหุ้น S&P500 และ Dow Jones ขึ้นหรือลงยังไง กองทุนนี้ก็มีแนวโน้มที่จะขึ้นลงใกล้เคียงกับดัชนี ผลการดำเนินงานย้อนหลังตาม Fund Fact Sheet เดือน ก.ค. ที่เพิ่งออกมา : 1 ปี ได้อยู่ที่ 6.19% แย่กว่า Benchmark ที่ได้ 14.43% ใครลงทุนกับหุ้นไทย หรือ FIF ที่ลงทุนในหุ้นตลาดเอเชียปีที่แล้ว ชนะกองนี้เห็นๆครับ ปัญหาคือ "ปีหน้าอเมริกาจะชนะเอเชียหรือเปล่า?"

ไปดูหุ้นรายตัวกันหน่อย กองทุนนี้ให้น้ำหนักลงทุนในหุ้นตัวหนึ่งไม่เกิน 4% แต่ปัจจุบัน ตัวที่ถือเยอะที่สุดคือ Apache 2.9% เท่านั้น
ใน Top10Holdings รวมกันยังไม่เกิน 30% ของพอร์ตเลย กองนี้ Diversify สุดๆครับ แต่หนักไปทาง IT (23.6%) และ Industrials (13.9%)
ดูใน Top10Holdings แล้วเห็นหุ้นใน Dow Jones แค่ 2 ตัวนอกนั้นอยู่ใน S&P500 แสดงว่าไม่เน้นหุ้นตัวใหญ่มากนัก

อเบอร์ดีนอ้างว่า ที่กองแม่ underperform benchmark ก็เพราะกลุ่ม Healthcare โดน Reform เรื่องสิทธิบัตรยาจากรัฐบาลของโอบาม่า แต่ส่วนตัว ผมว่าไม่น่าจะใช่
สาเหตุเพราะ เมื่อดูสัดส่วนการลงทุนในหุ้นตามภาคอุตสาหกรรม กองทุนนี้ลงทุนในกลุ่ม Healthcare สัดส่วนเท่ากับ Benchmark เลย ประมาณ 12%

เมื่อกองแม่ Underperform ต่อเนื่องตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา หากผมสนใจลงทุนอเมริกาจริงๆ ลงทุนใน ETF S&P500 ค่า Fee ต่ำๆ ดีกว่าไหม?นี่ยังไม่ไปถึงว่า อเมริกาจะฟื้น หรือไม่ฟิ้นเลยครับ ปัจจุบัน มีกองทุน FIF ที่ลงทุนในตลาดอเมริกาเพียวๆ อยู่ 3 กอง รวมกองนี้ด้วย Aberdeen America Growth Fund จึงมีข้อเสียเปรียบเรื่องผลการดำเนินงานค่อนข้างมากครับ ส่วนอเมริกาฟื้นไม่ฟื้น อีกเรื่องเนิง

เอากราฟมาให้ดูครับ ใน Fund Fact กับ Presentation ของอเบอร์ดีนไม่ได้โชว์ให้ดู


สรุปคือ กองนี้ยังไม่ถือกับน่าสนใจ เพราะเรามีตัวเลือกอื่นในตลาดที่อาจดีกว่า ยกเว้นในอนาคตกลับมา outperform ได้อีกที .... จบข่าว

ตามไปอ่านข้อมูลกองทุนจากอเบอร์ดีนเองได้ที่นี่ครับ
//www.aberdeen-asset.co.th/aam.nsf/thailandthai/americangrowth

--------------------------
โชคดีในการลงทุนครับ




 

Create Date : 23 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 23 กรกฎาคม 2553 0:13:42 น.
Counter : 2797 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  

Mr.Messenger
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 61 คน [?]




Head, Investment Consultants Citigold Citibank N.A. (Thailand)
free hit counter
click here
free hit counter
Friends' blogs
[Add Mr.Messenger's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.