การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรสังเกตุ คำเตือนบนฉลากก่อนดื่มทุกครั้ง
Group Blog
 
All Blogs
 

ISM Manufacturing Index : Leading Indicator ชั้นดีสำหรับตลาดหุ้นอเมริกา

ISM Manufacturing Index เป็นดัชนีที่ใช้วัด Business Sector ของสหรัฐฯ ดัชนีตัวนี้ผู้จัดทำคือ Institute of Supply Management ซึ่งตั้งอยู่ใน Arizona โดยตัวดัชนี จะวัดปริมาณการผลิตของภาคอุตสาหกรรม 5 อย่าง ตามนี้

1. Production levels
2. New orders placed
3. Inventory Levels
4. Supplier deliveries
5. Employment environment

วิธีการดูนั้น ทางสถาบันบอกไว้กับบุคคลทั่วไปว่า หากดัชนีเกินกว่า 50 จุด แสดงว่า ภาคการผลิตขยายตัวดี แต่ถ้าต่ำกว่า 50 จุด เมื่อไหร่ แสดงว่าเริ่มชะลอตัวแล้ว ซึ่งโดยปกติดัชนีนี้ถือเป็น Leading Indicator ในการทำนายเศรษฐกิจจริง ราวๆ 3-6 เดือนข้างหน้า มาจนถึงตอนนี้ ISM อยู่ที่เท่าไหร่ ลองดูผ่านกราฟด้านล่างนี้ครับ


จะเห็นว่า หลังจากเจอวิกฤต Subprime ในปี 2008 มา ดัชนี ISM ก็ดีดตัวขึ้นต่อเนื่องจนกระทั่งปลายไตรมาส 1 ของปีนี้ก็ลดลง ซึ่งสาเหตุน่าจะมาจากเหตุภัยภิบัติที่ญี่ปุ่นส่งผลกระทบกับ Supply Chain ทั้งระบบ แต่จนถึงปัจจุบัน ตัวเลข ISM Manufacturing Index ก็ยังสูงกว่า 50 จุด ยังต้องจับตาดูกันต่อไป

มาดูแบบ Breakdown ว่า ISM มีอะไรบ้าง ก็ตามตารางครับ


บาง Index ใน ISM ก็อยู่ในแนวโน้มเร่งตัว บางอันก็ชะลอตัว อย่างตัวที่อ่อนค่ามาต่อเนื่อง 30 เดือนติดกันก็คือ Customers’ Inventories กับ Imports ชะลอตัว 25 เดือนติดกัน สาเหตุเพราะค่าเงิน US Dollar อ่อนค่าต่อเนื่องมาตลอด 2 ปี แต่โดยรวม ณ ตอนนี้ ยังไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง

ในช่วงที่ ISM Manufacturing Index ลงมาต่ำกว่า 50 จุด ช่วงปี 2008 นั้น หากดูพร้อมๆกับ Dow Jones แล้วจะเห็นการดิ่งลงในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน และในภาพใหญ่ การเคลื่อนไหวของดัชนีสองตัวนี้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า ISM Manufacturing Index เป็นดัชนีที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด



สำหรับตอนนี้ หาก ISM ยังสามารถยืนเหนือ 50 จุด ต่อไปได้ และปัญหาหนี้ยุโรปสามารถควบคุมไม่ให้เกิดเป็น Domino ได้ (ตอนนี้ตลาดมั่นใจแล้วแน่ๆว่า ต้องมีการ Reprofiling หรือไม่ก็ Haircut หนี้ของกรีซ) ตลาดหุ้นทั่วโลกก็คงยังมีหวังต่อไป แต่ถ้ายืนเหนือ 50 จุดไม่ได้ เห็นตัวอย่างตอน Subprime Crisis แล้วใช่มั้ยครับ รู้กันนะว่าต้องทำยังไง

สำหรับใครที่สนใจและต้องการติดตามดัชนีตัวนี้ สามารถเข้าไปที่ website //www.ism.wsหรือสามารถติดตามได้ใน Economic Calendar ของ Bloomberg ในสัปดาห์แรกของทุกเดือน //www.bloomberg.com/markets/economic-calendar

ปล. ISM Manufacturing Index เป็นแค่ดัชนีหนึ่งที่นักลงทุนใช้ประกอบการตัดสินใจร่วมกับข้อมูลอื่นๆ

------------------------
โชคดีในการลงทุนครับ




 

Create Date : 10 ตุลาคม 2554    
Last Update : 10 ตุลาคม 2554 23:58:39 น.
Counter : 5361 Pageviews.  

P/E Ratio เขาดูกันยังไง

ตอนต้นเดือนผม Update Timeline ใน Twitter เรื่อง P/E Ratio ไป เลยเอามาเก็บไว้ใน Blog หน่อย เผื่อใครตามอ่านไม่ทัน ^^

--------------------------------------
//twitter.com/MrMessenger
P/E Ratio by MrMessenger via twitter on 02sep2010

วันนี้มาคุยกันเรื่อง basic ดีกว่า พาไปดู Technical Indicator มาหลายตัว กลับมาดู Financial Ratio ง่ายๆกันบ้าง
P/E Ratio เรื่องง่ายๆ มาทวนกันหน่อย ว่าดูยังไง ใครรู้แล้วก็ยอมรก timeline แป๊ปเนิงนะครับ เห็นมีนักลงทุนหน้าใหม่เข้าตลาดเยอะ ^^
ในแง่ของ Fundamental Analysis นั้น มีิวิธีวัด Valuation ของหุ้น 2 อย่าง คือ Discount และ Relative
Discount ก็คือ หามูลค่าหุ้นด้วยการประเมินผลกำไรในอนาคตของบริษัทว่าน่าจะเ็้ป็นเท่าไหร่ แล้ว discount กลับมาเป็นมูลค่าปัจจุบัน

วิธี discount นี้ ปล่อยให้นักวิเคราะห์ และนักลงทุนเซียนๆเขาใช้ไปครับ เรานั่งรอดูว่าเขาประเมิณออกมาเป็นเท่าไหร่ และเหตุผลดูน่าเชื่อถือไหมก็พอ อีกวิธีหนึ่งคือ "Relative" คือ การดูว่าราคาหุ้น ณ วันนั้น ถูก หรือ แพงกว่า โดยเปรียบเทียบกับ ข้อมูลในอดีต หรือ บริษัทที่ทำธุรกิจคล้ายกัน
P/E Ratio ถือเป็นอัตราส่วนที่นักลงทุนต้องรู้ก่อนเข้าลงทุนในตลาดเลยก็ว่าได้ หาโดยการเอา

Market Price / Earnings per Share

Market Price = ราคาตลาด ณ วันนั้น
Earnings per Share คือ กำไรสุทธิต่อหุ้น ซึ่งโดยปกติจะใช้ 4 ไตรมาสหลังสุดที่ประกาศมา

หากใช้ EPS 4 ไตรมาสหลังสุดในการคำนวน P/E เราจะเรียกว่า "trailing P/E"
แต่ถ้าใช้ EPS พยากรณ์ไป4 ไตรมาสข้างหน้าในการคำนวน P/E เราจะเรียกว่า "projected or forward P/E"

ยกตัวอย่าง หุ้น JAS วันนี้ราคาปิดที่ 1.39 มี EPS หรือ กำไรต่อหุ้น 4 ไตรมาสล่าสุดอยู่ที่ 0.06 บาทต่อหุ้น :: P/E = 1.39/0.06 = 23.6 เท่า
ความหมายของ P/E Ratio มองง่ายๆเลยก็คือ จำนวนปีที่นักลงทุนจะคืนทุนหากลงทุน ณ ราคาปัจจุบัน โดนสมมุติว่ากำไรของบริษัทจะคงที่ตลอด
นั้นหมายถึง พี่ JAS เนี่ย ถ้ากำไรเท่านี้ อีก 23.6 ปี เราถึงจะคืนทุน นานไปไหมเนี่ย??
ถ้าผมตั้งสมมติฐานว่า "หุ้นทุกตัวใน SET Index มีกำไรคงที่ตลอด" หากใช้ P/E Ratio ในการพิจารณาเลือกหุ้น ใคร P/E ต่ำ ก็จะน่าลงทุนที่สุด
ที่น่าลงทุนที่สุด ก็เพราะ P/E ต่ำ หมายถึง ระยะเวลาคืนทุน เร็วกว่าหุ้นตัวอื่น โดยเปรียบเทียบ
แต่ในชีวิตจริง มันไม่ง่ายอย่างในตำรา กำไรของบริษัทมันขึ้นลงได้ ดังนั้นหุ้นแต่ละตัวก็มี P/E ที่เหมาะสมไม่เหมือนกัน

สมมติมีหุ้น 4 ตัวที่เราจะเลือก
หุ้น AA มีแนวโน้มกำไรเติบโต
หุ้น BB มีแนวโน้มกำไรลดลง
หุ้น CC มีแนวโน้มกำไรคงที่
หุ้น DD กำไรผันผวนสูงบ้างต่ำบ้าง


ถ้าราคาหุ้นเท่ากัน และกำไรสุทธิในอดีตเท่ากัน ระหว่าง AA,BB,CC เราคงเลือกไม่ยาก หากใช้ P/E Ratio เลือก (เราเลือก AA ถูกไหม)

ปัญหาคือหุ้น DD นี่สิ จะไปรู้ได้ยังไงว่า P/E มันถูก หรือ แพง... ใครรู้บ้างว่าต้องทำยังไงกับหุ้นตัวนี้??
ในตลาดหุ้น มีหุ้นลักษณะเดียวกับหุ้น DD อยู่พอสมควร วิธีการคือ หากเจอหุ้นเหล่านี้ แนะนำหลีกเลี่ยง อย่าใช้ P/E Ratio ตัดสินใจ หรือจนกว่าจะแน่ใจว่า ทิศทางแนวโน้มกำไรในอนาคตมีความชัดเจน หรือพอประมาณการณ์ได้ ก็ค่อยมาใช้ P/E Ratio ประกอบการตัดสินใจ
โดยปกติ เราจะใช้ P/E Ratio เปรียบเทียบหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน หรือทำธุรกิจคล้ายกัน ว่าถูกหรือแพงกว่ากันโดยเปรียบเทียบ
ยกตัวอย่างหุ้นในกลุ่มสื่อสาร DTAC, ADVANC และ TRUE 3 ตัวนี้อยู่ในกลุ่มธุรกิจเดียวกัน ดู P/E Ratio เปรียบเทียบกันได้
DTAC 12.78x, ADVANC 15.25x, TRUE 50.79x
สำหรับ DTAC และ ADVANC นั้นมีกำไรโตขึ้นต่อเนื่องทุกปี ดังนั้น ณ ราคาปัจจุบัน มองผ่าน P/E Ratio แล้ว DTAC ถือว่าถูกกว่า
แต่สำหรับ TRUE นั้น กำไรผีเข้าผีออก ผันผวนสูง จะเอา P/E Ratio ดู มันก็แพงเกินจริงอยู่แล้ว (50.79 ปี ถึงจะคืนทุน)
ปล. นี่เป็นแค่มุมมองราคาหุ้นผ่าน P/E Ratio เท่านั้นนะครับ ไม่ได้แปลว่า DTAC น่าซื้อกว่าหุ้นอีกสองตัว

นักลงทุนสามารถตรวจสอบข้อมูล P/E Ratio ของหุ้นทุกตัวในตลาดได้ใน //www.settrade.com เลือกหุ้น และเลือกอันดับในอุตสาหกรรม เพื่อประกอบการตัดสินใจ
มีคนกระซิบถามว่า P/E Ratio เอาไว้ดูตลาดได้ไหม คำตอบคือ ได้ครับ วิธี ก็คือ เปรียบเทียบกับตลาดหุ้นเพื่อนบ้าน ว่าเราแพงหรือถูกกว่า
แต่ส่วนตัวแล้ว สำหรับผม ชอบดู Historical P/E มากกว่าที่จะเอา SET Index เราไปเปรียบเทียบกับตลาดอื่น (เพราะปู่ set มีความเป็นตัวของตัวเองสูง)
ตั้งแต่ปี 1975 จนถึง เดือน ส.ค. 2010 ที่ผ่านมา SET Index มีค่าเฉลี่ย P/E Ratio อยู่ที่ 11.92 เท่า ถ้าเอา P/E Ratio ย้อนหลัง 5 ปี จนถึงเดือน ส.ค. 2010 SET Index มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 13.41 เท่า

วันนี้ P/E ของ SET อยูที่ 14.2x เทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 35 ปี อยู่ที่ 11.92x และย้อนหลัง 5 ปี อยู่ที่ 13.41x ถูกหรือแพง?




 

Create Date : 11 กันยายน 2553    
Last Update : 14 กันยายน 2553 0:32:29 น.
Counter : 5441 Pageviews.  

Efficient Market Theory ทฤษฏีที่ไม่มีจริงในโลกการลงทุน


Efficient Market Theory เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อ 110 ปีที่แล้ว โดยนักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศสที่ชื่อ Louis Bachelier และได้รับการสืบทอดและพัฒนากันมาจนถึงปัจจุบัน ทฤษฏีนี้ บอกไว้ว่า financial markets are "informationally efficient" แปลเป็นไทยก็คือ ตลาดการเงินสามารถตอบสนองและสะท้อนถึงข้อมูลข่าวสารที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและแม่นยำ เรียกง่ายๆว่า นักลงทุนทุกคนรู้ข่าวพร้อมกัน และตอบสนองต่อข่าวนั้นด้วยความเข้าใจที่เหมือนกัน และไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบกัน

... ไม่ต้องอธิบายต่อ ก็รู้ว่า ไม่มีตลาดหุ้นที่ไหนในโลกที่อยู่ภายใต้ Efficient Market Theory แน่นอน แต่ประเด็นคือ ถ้ามันเกิดขึ้นไม่ได้ และเป็นไปไม่ได้ แล้วทำไมถึงได้รับการยอมรับ และถูกยกตัวอย่างขึ้นมามากมาย? นี้เป็นประเด็นที่ผมเกิดอยากเขียน Blog อันนี้ขึ้นมาวันนี้ และถึงตอนนี้ ก็ยังไม่รู้หรอกครับว่าเพราะอะไร ก็ได้แต่หวังว่า เขียนไปเรื่อยๆเดี๋ยวฟ้าจะประทานคำตอบลงมาให้เอง ฮาๆๆ

ใครเรียน MBA Finance ต้องรู้จักผู้ชายคนนี้ “Eugene Fama” ใครไม่รู้จัก ก็ไม่จำเป็นต้องรู้จักครับ เอาแค่รู้ว่า เขาขยายความทฤษฏีของ Louis Bachelier โดยตั้งสมมติฐานว่า ต้องมีเงื่อนไข 4 ข้อ ที่จะทำให้ตลาดหุ้นอยู่ภายใต้ Efficient Market Theory คือ

1. นักลงทุนมีความรู้สามารถวิเคราะห์ ประเมินคุณค่า และซื้อขาย หลักทรัพย์อย่างละเอียด
2. ข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่สำหรับนักลงทุน ทั่วถึงและกว้างขวาง ในเวลาที่พร้อมกันและสามารถค้นหาได้อย่างไม่มีต้นทุน
3. ส่วนข้อมูลข่าวสารจำพวกเหตุการณ์ต่างๆ จะเกิดแบบ Random เช่น การประท้วงของแรงงาน วิกฤติในอุตสาหกรรม และการเปลี่ยนแปลงอุปสงค์ต่อสินค้า
4. นักลงทุนตอบสนองต่อข่าวสารใหม่อย่างรวดเร็วและถูกต้อง เป็นสาเหตุให้ราคาปรับตัวอย่างรวดเร็ว และแม่นยำ


ข้อที่พอจะเป็นไปได้ ก็น่าจะเป็นข้อ 3 เพียงข้อเดียวในโลกแห่งความเป็นจริง ส่วนข้ออื่นๆ อย่างข้อ 1. กับข้อ 4. ยังไงก็ต้องมีมือใหม่ มือสมัครเล่น มืออาชีพ ตลอดเวลา ตลาดหุ้นไม่ใช่ระบบปิดซักหน่อย และนักลงทุนก็ไม่ใช่เทพจุติ จริงไหมครับ ส่วนข้อ 2. ถ้านักลงทุนนั่งอยู่บ้านรอโทรศัพท์โบรกฯอย่างเดียว แล้วเขาจะไปรู้ข่าวสารได้ยังไง หรืออย่างผู้บริหารร้อยทั้งร้อยก็รู้ข้อมูลงบการเงินบริษัทก่อน อยู่ที่จะมีจริยธรรมในการอาชีพเพียงใด
ใครที่เชื่อ Efficient Market Theory เขาจะเชื่อว่า นักลงทุนไม่สามารถหากำไรส่วนเกินจากตลาดได้ (ไม่สามารถสร้าง Abnormal Return) เพราะรู้เท่ากันหมด ไม่มีใครเก่งกว่าใคร ดังนั้นหากลงทุนในกองทุน คนกลุ่มนี้จะเลือกกองทุน Index Fund หรือ Passive Fund (แต่บางครั้งคนที่เลือกลงทุน Index Fund หรือ Passive Fund ก็ไม่ได้เชื่อ Efficient Market Theory นะครับ)

ใครที่ไม่เชื่อ Efficient Market Theory เขาจะเชื่อว่า นักลงทุน หากเก่งกว่า หาข้อมูลได้ดีกว่า วิเคราะห์ได้ตรงกว่า นักลงทุนผู้นั้นจะสามารถทำกำไรส่วนเกินจากตลาดได้ (สร้าง Abnormal Return) และจะมีคนที่คิดว่าตลาดไม่มีความยุติธรรม ตกเป็นทาสของระบบนี้อยู่ด้วยตลอดเวลา เพราะเมื่อมีคนได้กำไรมากกว่าค่าเฉลี่ย ก็แสดงว่า มีคนได้กำไรน้อยกว่าค่าเฉลี่ย เผลอๆ ขาดทุนด้วยซ้ำ คนกลุ่มนี้ หากลงทุนในกองทุน ก็จะเลือก Active Fund ไม่ก็พยายามหาหุ้นที่ให้ return สูงกว่าตลาด ไม่ซื้อ Index Fund ให้เมื่อยตุ้ม

นั้นไง อยู่ดีๆ คำตอบก็ลอยลงมาจากฟ้าแล้วววว หากมองแค่ผิวเผิน ดูเหมือนโลกเราไม่มีความยุติธรรมเสียเลย สวรรค์ส่งข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น ใยต้องส่งเสี่ย ป. เสี่ย ส. เจ๊ ม. ลงมาในตลาดกับข้าด้วย!! (ฮาไหม^^) มองในทางกลับกัน มันยุติธรรมกับนักลงทุนที่ทำงานอย่างหนักเพื่อจะมีอิสรภาพทางการเงินแต่ได้ผลตอบแทนเท่าๆกับค่าเฉลี่ยหรือ?

ดูๆไป เหมือนกับ Louis Bachelier และ Eugene Fama พยายามจะบอกเราว่า เพราะเหตุใดตลาดหุ้นทั่วโลกถึงไม่เป็นไปตาม Efficient Market Theory มากกว่าที่จะพยายามอธิบายมันนะครับ เมื่อเป็นอย่างนี้ เราก็รู้แล้วว่าเราควรสร้างเหตุปัจจัยอะไรเพื่อการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า อะไรที่เราสามารถพัฒนาเพื่อเป็นมากกว่านักลงทุนค่าเฉลี่ย ... ส่วนตลาดมันจะ Efficient หรือไม่ Efficient ก็ช่างมันเถอะครับ

โชคดีในการลงทุนครับ




 

Create Date : 09 สิงหาคม 2553    
Last Update : 9 สิงหาคม 2553 23:39:11 น.
Counter : 4740 Pageviews.  

มารู้จักกับ "Cocktail Theory" ของ Peter Lynch กัน

Peter Lynch นั้นได้ชื่อว่าเป็นนักลงทุนและผู้จัดการกองทุนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งของโลกการลงทุนในยุคนี้ ตัว Peter Lynch ได้เขียนหนังสือซึ่งเหมือนเป็นคัมภีร์ในการลงทุนที่ชื่อว่า “ONE UP ON WALL STREET” ซึ่งรวบรวมประสบการณ์และองค์ความรู้ของตัวเขาเองไว้ในหนังสือเล่มนี้
ที่จะเอามาเล่าให้ฟังก็คือ ในหนังสือเล่มนี้ กล่าวถึงทฤษฏีอันหนึ่ง ซึ่งปีเตอร์เป็นคนตั้งขึ้นมา และดูเหมือนว่าจะใช้ได้จริงในเกือบๆทุกตลาดหุ้นทั่วโลกด้วยสิครับ ทฤษฏีนี้ Peter Lynch ให้ชื่อว่า “Cocktail Theory” นั้นเอง

ทฤษฏีนี้ เอาไว้พยากรณ์ว่าตลาดหุ้นอยู่ในช่วงไหนของวัฏจักรด้วยการไปยืนอยู่ที่กลางห้องจัดเลี้ยงงาน Cocktail หรูๆซักแห่ง แล้วคอยฟังว่า คนในงานเข้ากำลังพยายามพูดถึงเรื่องอะไรกันอยู่ โดยแบ่งออกเป็น 4 ช่วงภาวะตลาด อ่านดูแล้วงงกันไหมครับว่ามันทำนายได้จริงหรอ... ลองไปดูกันว่านักลงทุนระดับโลกคนนี้เขามองยังไง

ช่วงแรก ของขาขึ้นของตลาด ช่วงนั้นตลาดหุ้นจะยังผันผวนขึ้นบ้างลงบ้าง สลับเป็นฟันปลา และอาจจะลงมากกว่าขึ้นด้วยซ้ำ ช่วงนี้หัวข้อของการสนทนาของคนในงานจะเป็นเรื่องทั่วไป ไม่เกี่ยวกับตลาดหุ้น เมื่อมีใครเดินเข้ามาถาม Peter Lynch ว่า คุณทำอาชีพอะไร และเขาตอบไปว่า เป็น Fund Manager ในตลาดหุ้น คนส่วนใหญ่จะเดินหนี และเลือกที่จะไปคุยกับหมอฟันมากกว่า (ฮาๆๆ) ถ้าเจออย่างนี้เมื่อไหร่ ตลาดหุ้นกำลังจะเป็นขาขึ้นแล้วครับ
ช่วงที่สอง เมื่อตลาดหุ้นขึ้นมาแล้วประมาณ 15% แต่มีแค่นักลงทุนบางคนที่เริ่มให้ความสนใจ คนจะเริ่มเข้ามาคุยกับ Fund Manager อย่างเขาบางว่า ตลาดผันผวนอย่างโน้นอย่างนี้ เสี่ยงแค่ไหนถ้าเข้าไปก่อนหน้า เสร็จแล้วก็จะเดินกลับไปคุยกับคุณหมอฟันตามเดิม
ช่วงที่สาม เมื่อตลาดหุ้นวิ่งขึ้นมาแล้ว 30% คนในงาน Cocktail จะหันมาหา Fund Manager และเริ่มถามหาวิธีเลือกหุ้น หาหุ้นเด็ด แม้แต่หมอฟันยังถามเรื่องหุ้นเลย ซึ่งนั้นแปลว่า แทบทุกคนมีการลงทุนในหุ้นไม่เยอะก็น้อยตามความเสี่ยงกันหมดทุกคน ตรงนี้แสดงว่าตลาดวิ่งมาจนไกลสุดทางแล้วครับ
ช่วงที่สี่ ในช่วงนี้ Fund Manager ยังคงเป็นดาราในงาน เพราะมีคนเข้ามาคุยด้วยเรื่องหุ้น แต่แทนที่จะถามหรืออยากได้รับคำแนะนำในการลงทุน กลายเป็นว่า คนในงานบอก และ แนะนำ Fund Manager ว่าควรซื้อหุ้นตัวไหนซะเอง (- -“) แม้แต่หมอฟันคนเก่ง Peter Lynch บอกว่า นี้เป็นสัญญาณว่า ตลาดหุ้นใกล้หมดรอบขาขึ้นแล้ว นักลงทุนควรเริ่มทยอยขายทำกำไรออกจากตลาด

โดยสรุปก็คือ นักลงทุนทุกคนจะเป็นส่วนหนึ่งของวงจรตลาดหุ้นตลอดเวลา อารมณ์ของนักลงทุนแต่ล่ะคน รวมๆกัน ก็จะกลายเป็นอารมณ์ตลาด ที่เราเรียกกันว่า “Sentiment” เราจะอารมณ์ดี เมื่อพอร์ตเราเชียว เราจะเบื่อหน่ายและไม่อยากพูดถึงการลงทุน ถ้าเราเจ็บตัวจากมัน แต่ตัวอารมณ์ของนักลงทุน ไม่ได้บอกว่าราคาหุ้น ณ ตรงนั้น ถูกหรือแพง แต่นักลงทุนกลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม ก็คือ อยากซื้อหุ้น เมื่ออารมณ์ดี และเราก็อารมณ์ดีเฉพาะตอนที่หุ้นมันวิ่งขึ้นมาแล้วแทบจะทุกครั้ง นั้นจึงเป็นข้อผิดพลาดที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

มองในอีกมุมหนึ่ง เมื่อชีวิตมันแย่มากๆ มันก็มักเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งดีๆที่กำลังเข้ามา เมื่อชีวิตมันดีมากๆ เรื่องธรรมดาๆที่เข้ามาหลังจากนั้น มันก็ดูจืดชืดลงไปในสายตาเราทันที ชาวพุทธเราถึงได้รับการสอนมาไงครับ ว่า “ไม่ยินดีกับสิ่งที่ได้มา และไม่เสียใจทอดอาลัยกับสิ่งที่เสียไป” วางใจเป็นกลาง และตัดสินใจเลือกทางเดินด้วยเหตุผล ไม่ใช่ด้วยอารมณ์

จริงๆแล้วตัว Peter Lynch เองก็ไม่ได้สนับสนุนการ Timing ตามอารมณ์ของคนส่วนใหญ่ว่าตลาดอยู่ในช่วงไหนนะครับ ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้นักลงทุนประสบความสำเร็จก็คือ “การลงทุนกับบริษัทที่ดี” นั้นก็เพียงพอแล้ว

ขอพูดถึง Technical Analysis ซักเล็กน้อย ในฐานะนักลงทุน และผู้ที่อยู่ในแวดวงการลงทุนมาระยะหนึ่ง การ Timing ตลาด หรือการใช้ Technical Analysis ถือเป็นดาบสองคมสำหรับผู้ที่ไม่มีความชำนาญ เพราะขึ้นอยู่กับจินตนาการ กับประสบการณ์การมองของนักลงทุนแต่ละท่านค่อนข้างสูง ผมพิมพ์ไม่ผิดครับ จินตนาการ นี้สำคัญกว่าความรู้นะครับ Einstein ก็เคยบอกไว้ (ฮาๆ) และมันก็ไม่ได้ให้คำตอบแก่เราทั้งหมด 100% เป็นได้ก็แค่ Roadmap ในหัว เพื่อใช้วางแผนการลงทุนต่อไป

โชคดีในการลงทุนครับ




 

Create Date : 06 สิงหาคม 2553    
Last Update : 6 สิงหาคม 2553 17:25:53 น.
Counter : 2816 Pageviews.  

Mark to Market คืออะไร?

กองทุนรวมตราสารหนี้ กับการ Mark to Market

วันนี้มาคุยกันเรื่องการ Mark to Market นะครับ ที่ผ่านมาเพื่อนๆพี่ๆนักลงทุนคงได้ยินคำๆนี้อยู่บ่อยๆ บ้างคนอาจรู้คร่าวๆแล้วว่าคืออะไร ในขณะที่บางคนอาจไม่รู้เลยว่ามีผลกับหน่วยลงทุนที่ตัวเองถืออยู่ยังไง

จริงๆแล้วการ Mark to Market ไม่ใช่ทำกับเฉพาะกองทุนรวมตราสารหนี้เท่านั้นนะครับ ลองมาดูนิยามของมันก่อน

Mark to Market หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "การคำนวณมูลค่าทรัพย์สินสุทธิโดยให้สะท้อนราคาตลาดที่เป็นธรรม" (ยาวดีป่ะ) ก็คือ วิธีการประเมินมูลค่าทรัพย์สินที่กองทุนถืออยู่ไม่ว่าจะเป็น หุ้น หุ้นกู้ พันธบัตร ฯลฯ ให้เป็นมูลค่าตามตลาดหรือราคาตลาดปัจจุบัน หรือราคาล่าสุด ที่เกิดการซื้อขายจริงๆในวันนั้นๆ หรือวันก่อนก่อนหน้า (หากวันนั้นไม่มีการซื้อขาย)

จะเห็นได้ว่า ไม่ใช่เฉพาะตราสารหนี้เท่านั้นที่โดน Mark to Market จริงๆแล้ว ปัจจุบันกองทุนหุ้นในตลาด ก็ต้อง Mark to market ด้วยเช่นกันครับ แต่ในกรณีที่กองทุนลงทุนในหุ้นนั้น เราใช้ราคาปิดของหุ้นรายๆตัวนั้นๆอยู่แล้ว ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่ก็เข้าใจกันหมด จริงๆแล้วตราสารหนี้ก็เหมือนกันครับไม่แตกต่างกัน

แล้วการ Market to Market เกิดประโยชน์อะไรกับผู้ถือหน่วย
- เนื่องจากกองทุนรวมส่วนใหญ่จะมีผู้ลงทุนเข้า ๆ ออก ๆ อยู่ตลอดเวลา (ซื้อขายได้ทุกวันทำการ) จึงต้องมีการแบ่งส่วนทรัพย์สินให้แก่คนที่ออกไป หรือส่วนของเงินใหม่ที่จะเข้ามาอย่างเป็นธรรม และวิธี Mark to Market จะทำให้กองทุนสะท้อนฐานะและมูลค่าตามความเป็นจริงในแต่ละสิ้นวันได้ดีขึ้น ไม่เกิดการได้เปรียบ หรือ เสียเปรียบ สำหรับนักลงทุนเก่า และนักลงทุนใหม่
- อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงผลการดำเนินงานที่แท้จริงของกองทุนและบริษัทจัดการ ว่าพอร์ตการลงทุนนั้น มีความผันผวนด้านราคาของตราสารมากน้อยแค่ไหน อันจะทำให้นักลงทุนเข้าใจธรรมชาติของกองทุนนั้นๆได้ดีขึ้นครับ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ กองทุน Fixed Income Fund ของ AYF ทุกกองนั้น ปัจจุบัน Mark to Market ทุกวัน โดย NAV ย้อนหลังนั้น มีความผันผวนสูงสะท้อนให้เห็นความเสี่ยงด้านราคาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น (ปัจจุบัน หลายกองทุนนอกจาก AYF ก็นำวิธีการ Mark to Market ทุกวัน มาใช้คำนวน NAV แล้ว)



เพื่อความชัดเจนยิ่งขึ้น เอาตัวอย่างแบบคร่าวๆไปดูนะครับ
สมมติ เราลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้อยู่แล้ว วันนี้ กนง.ประกาศลดอัตราดอกเบี้ย ทำให้มูลค่าพันธบัตรและตราสารหนี้ตัวอื่นๆที่กองทุนรวมถืออยู่สูงขึ้น หากไม่มีการ Mark to Market ให้ NAV สูงขึ้นตาม ผู้ลงทุนใหม่ที่เข้าลงทุนวันนี้ ก็จะได้ซื้อหน่วยลงทุนในราคาถูกเกินความเป็นจริง ขณะที่ผู้ถือหน่วยลงทุนเดิมหากขายหน่วยลงทุนออกจากกองทุนจะได้ราคาหน่วยที่น้อยเกินไป
และในทางกลับกัน เมื่อดอกเบี้ยในตลาดปรับตัวสูงขึ้น มูลค่าตราสารหนี้ที่กองทุนรวมถืออยู่ลดลง หากไม่มีการ Mark to Market เพื่อปรับ NAV ให้ลดลง จะกลายเป็นว่านักลงทุนที่เข้ามาในวันนี้ จะต้องซื้อหน่วยลงทุนแพงเกินจริง และหากนักลงทุนเดิมต้องการไถ่ถอนหน่วยลงทุนคืนในวันนี้ ก็จะได้รับเงินคืนมากเกินไป
จะเห็นได้ว่า ไม่ว่ากองทุนจะถือตราสารอายุยาวเพียงใด (Duration port) การซื้อขายได้ทุกวันทำการของกองทุนเปิดนั้น หากไม่มีการ Mark to Market ก็จะเกิดการได้เปรียบเสียเปรียบขึ้นครับ

ราคาตลาดของหลักทรัพย์ต่างๆ ที่จะใช้ในการประเมินมูลค่าทรัพย์สินของกองทุน ได้แก่
หุ้น : ใช้ราคาปิดในตลาดหลักทรัพย์
ตราสารหนี้..ใช้อัตราผลตอบแทนจากการซื้อขายครั้งล่าสุดในศูนย์ซื้อขายตราสารหนี้ไทย
หน่วยลงทุน..ใช้มูลค่าทรัพย์สินสุทธิต่อหน่วย (NAV) ที่คำนวณได้ ณ สิ้นวัน
เงินฝาก/ตั๋วสัญญาใช้เงิน..ใช้มูลค่าเงินต้นบวกด้วยดอกเบี้ยค้างรับ

พอจะเห็นความจำเป็น และวิธีการ Mark to Market หรือยังครับ




 

Create Date : 17 พฤษภาคม 2550    
Last Update : 17 พฤษภาคม 2550 22:56:04 น.
Counter : 428 Pageviews.  

1  2  3  

Mr.Messenger
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 61 คน [?]




Head, Investment Consultants Citigold Citibank N.A. (Thailand)
free hit counter
click here
free hit counter
Friends' blogs
[Add Mr.Messenger's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.