คิดถึง Hikaru no Go (ฮิคารุเซียนโกะ)
(ใครที่ยังไม่เคยอ่านการ์ตูนสนุกขั้นเทพเรื่องนี้ แนะนำให้ปิดหน้าต่างบล็อกนี้ไปแล้วรีบไปหาการ์ตูนเรื่องนี้มาอ่านก่อนนะจ๊ะ เพราะเขียนให้คนที่เคยอ่านฮิคารุแล้วอ่าน เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน spoiler)

เมื่อไม่นานมานี้ จขบ.หยิบการ์ตูน Hikaru no Go ทั้ง 23 เล่มกลับมาอ่านใหม่อีกครั้ง การ์ตูนเก่าสิบกว่าปีแล้ว รู้เรื่องหมดแล้ว แต่ยังสนุกได้อีก

ใครจะไปคาดคิดว่าเรื่องเล่นโกะ เกมกระดานท่าทางน่าเบื่อ ๆ นี่จะอุตส่าห์เขียนเป็นการ์ตูนออกมาได้ตั้ง 23 เล่ม! โคตรสนุกและโคตรดังด้วยสิ!

โดยแท้จริงแล้ว โกะก็เป็นแค่เครื่องมือที่คนเขียน (Hotta Yumi) หยิบมาใช้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความมุ่งมั่น ความผูกพัน มิตรภาพ การเติบโตของเด็ก ป.6 และเพื่อน ๆ ของเขาเท่านั้นเอง เชื่อว่าถึงจะเปลี่ยนโกะเป็นกีฬาอย่างอื่น การ์ตูนก็คงสนุกเหมือนเดิม เพราะคนแต่งเรื่องเก่งมาก

จขบ.ถึงกับไปหาข้อมูลว่า Hotta Yumi ได้แต่งเรื่องอะไรอีกหรือเปล่า จะตามไปอ่าน แต่ดูใน wiki แล้วเหมือนจะแต่งฮิคารุอยู่แค่เรื่องเดียว ทำไม???!!!! >_<

ย้อนกลับไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน (แก่เจง ๆ) จขบ.อ่านฮิคารุเซียนโกะแบบตามติดสัปดาห์ต่อสัปดาห์จากบูม ติดมาก! พอถึงตอนที่ซาอิหายไป แทบจะร้องไห้ แต่ก็ยังคงมีความหวังต่อไปว่าซาอิต้องกลับมา รออยู่ทุกตอน จนฮิคารุมันทำใจได้แล้ว ฉานยังทำใจไม่ได้เลย >_<

พอถึงตอนอวสานของการ์ตูน ก็ไม่ยอมรับความจริงอีกน่ะแหละ เป็นไปได้ยังไง! จบยังงี้ได้ยังไง! ไม่เชื่อ!! จะรอจนกว่ามันจะกลับมาอีก สงสัยที่ญี่ปุ่นคงมีปัญหาอะไรกันอยู่ เดี๋ยวเคลียร์เสร็จคงมาลงต่อได้ ปรากฎรอมาสิบกว่าปี มันยังไม่กลับมาเลย ฮ่าๆๆๆ

คราวนี้กลับมาอ่านรวดเดียวใหม่ตั้งแต่ต้นจนจบอย่างสงบ อ่านแล้วก็สรุปเอาเองได้ว่า คนแต่งคงตั้งใจให้จบตั้งแต่ภาคซาอิแล้วจริง ๆ แหละ เพราะมันดูสมบูรณ์ งดงาม ไร้ที่ติ (ยกเว้นคนอ่านอย่างฉันยังเสียใจที่ซาอิหายไปอยู่)แต่ที่มีภาคโฮคุโตะต่อ คงเพราะเป็นใบสั่งจากต้นสังกัด เพราะการ์ตูนมันยังดัง ขายดีอยู่เลย จะมาทุบหม้อข้าวตัวเองทำไม จริงไหม

ถ้ามองภาคโฮคุโตะเป็นเรื่องต่อเนื่องจากภาคซาอิและเป็นจุดอวสานของเนื้อเรื่อง มันก็จะรู้สึกว่าทำไมมันจบห่วยจังวะ แต่ถ้ามองว่าโฮคุโตะเป็นภาคพิเศษที่มาเล่าเรื่องต่อให้บรรดาแฟน ๆ หายคิดถึง ก็จะเป็นอะไรที่เพอร์เฟ็กต์มาก <- จขบ.ก็จะคิดแบบนี้

อ่านเรื่องนี้แล้วได้ข้อคิดดี ๆ และเป็นปลื้มกับหลายตัวละครมาก ข้อแรกคือ มันแสดงให้เห็นชัดเจนว่าการมีคู่แข่ง(ที่ฝีมือสูสีกัน)เป็นเรื่องที่ดี ถ้าอากิระและฮิคารุไม่เจอกัน ก็คงไม่ได้แข่งกันอย่างเมามัน ไม่พัฒนาฝีมือตัวเองขึ้นอย่างรวดเร็ว ถ้าโทยะเมจินกับซาอิไม่เจอกันก็เหมือนกัน สองคนนี้คงเซ็ง เล่นกับใครก็ชนะหมด แล้วอย่างนี้จะเก่งขึ้นได้ยังไงใช่ไหม?

อิสุมิ เป็นคาแรกเตอร์ที่สุดยอดมาก เป็นคนที่ฝีมือโกะดีมาก แต่สอบโปรเท่าไรก็ไม่ผ่าน กี่ปี ๆ ก็ไม่ผ่าน แต่ไม่ยอมแพ้ รู้ว่าตัวเองมีจุดอ่อนตรงไหน ก็สู้กับปัญหาตรงนั้น ทั้ง ๆ ที่น่ากลัวจะตาย ไปเทรนเมืองจีน มีแต่คนเก่ง ๆ ถ้าเล่นแล้วมีแต่แพ้กับแพ้ ก็จะหมดความมั่นใจไปเลยแท้ ๆ แต่อิสุมิซังก็สู้! ปลื้มมาก :)

นาเสะ ตัวละครไมเนอร์แต่ก็ชอบ นาเสะฝีมือไม่เท่าไร คงไม่มีวันได้เทิร์นโปร แต่เธอก็ยังไม่เลิกล้ม มีซีนหนึ่งที่นาเสะเล่นชนะแล้วพูดว่า ก็เพราะบางทีฉันสามารถเล่นได้ดีถึงขนาดนี้เนี่ยแหละ ถึงทำให้ตัดใจล้มเลิกไม่ได้สักที อะไรทำนองนี้ ชอบมาก

มีอีกซีนหนึ่งที่ตัวประกอบคนหนึ่งที่เป็นอินเซฝีมือไม่ดีปรับทุกข์กับเพื่อนว่าอยากมีอาจารย์จัง จะได้มีคนบอกว่าเลิกพยายามเทิร์นโปรแล้วไปทำอย่างอื่นเถอะ ยื้อไปก็เสียเวลาเปล่า ๆ อะไรทำนองนี้ อันนี้ก็ชอบมาก เพราะมันจริงถึงที่สุด คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตไป เอาเวลาไปทุ่มกับอะไรสักอย่าง แต่ก็เหมือนตาบอดคลำทาง ไม่รู้ว่าพยายามไปเรื่อย ๆ แล้วจะถึงจุดหมายหรือเปล่า กว่าจะคลำไปพบว่าทางตันก็เสียเวลาไม่รู้เท่าไรแล้ว เพราะฉะนั้นการมีอาจารย์หรือมีคนมาฟันธงให้ว่าเธอเลิกเหอะ ก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ปัญหาคือ ไม่รู้จะไปหาคนฟันธงมาจากไหน โดยทั่วไปเลยใช้วิธีวิ่งหาหมอดูให้ช่วยฟันธงให้หน่อยเอา XD

การที่เด็ก ๆ พวกนี้เรียนด้วยกัน ติวกัน ช่วยกัน แล้วก็ต้องมาแข่งกันเองนี่ก็เป็นอะไรที่ปวดใจมาก แต่ในขณะเดียวกันก็ประทับใจในความเข้มแข็งและความมีน้ำใจที่มีให้แก่กัน :D

ตอนท้ายสุด ฮิคารุบอกว่าตัวเองเล่นโกะเพื่อเชื่อมโยงอดีตอันไกลโพ้นสู่อนาคตที่ห่างไกล สักวันหนึ่งฮิคารุคงได้ส่งต่อพัดที่ได้รับมาจากซาอิให้คนอื่นต่อไป และใครคนนั้นก็คงส่งต่อพัดให้รุ่นใหม่ไปเรื่อย ๆ

ส่วนพวกเราคงได้ส่งต่อโลกที่มี pollution เต็ม ๆ ใบนี้ให้รุ่นหลังเช่นกัน ^^; (เอ๊ะ ทำไมจบแบบนี้?)



Create Date : 23 สิงหาคม 2556
Last Update : 23 สิงหาคม 2556 13:08:41 น.
Counter : 2137 Pageviews.

0 comment
Jane Eyre พล็อตคุ้น ๆ นะ
ยังคงอยู่กับเจน แอร์ต่อไป

ก็อย่างที่บอกว่าอ่าน ๆ ไปโดยไม่รู้พล็อตมาก่อน

เรื่องเริ่มตั้งแต่เจน แอร์ยังเป็นเด็ก กำพร้าพ่อแม่ ต้องอาศัยอยู่กับป้าสะใภ้ที่นอกจากจะไม่รักแล้วยังปล่อยให้ลูกสามคนของตัวเองมารังแกเจนอีก แต่เจนเป็นเด็กเข้มแข็ง ฉลาด และไม่ยอมคน ในที่สุดก็โชคเข้าข้าง ป้าส่งมาเรียนโรงเรียนเด็กกำพร้าที่อยู่ได้ด้วยเงินบริจาค แต่ชีวิตก็ไม่ได้สุขสบายอะไรเพราะคนดูแลการเงินของโรงเรียนมันโหด ปล่อยให้เด็กอด ๆ อยาก ๆ เด็กอ่อนแอติดโรคตายกันเป็นเบือ

ยังไงก็แล้วแต่ เจนก็เรียนจนจบจากโรงเรียนนี้จนได้ จบแล้วยังเป็นครูต่ออีกสองปี จนในที่สุดก็ทนความแคบของชีวิตตัวเองไม่ไหว อยากออกไปเห็นโลกกว้างบ้าง เลยหางานจนได้มาเป็นครูสอนเด็ก (governess รู้สึกจะเป็นอาชีพฮิตของนางเอกสมัยนั้น)ที่คฤหาสน์แห่งหนึ่ง ณ จุดนี้เจนอายุ 18 เท่านั้น

เจ้าของคฤหาสน์ที่ว่านี่เป็นผู้ชายอายุเกือบสี่สิบ ชื่อ Mr.Rochester ในหนังสือบอกว่าไม่หล่อ แต่ในหนังสือเจนก็ไม่สวยเหมือนกัน (!! ทำไมต้องอุตส่าห์แต่งให้พระเอกนางเอกหน้าตาไม่ดีด้วยนะ ไม่เข้าใจ!! ไม่มีกำลังใจอ่านก็เพราะพระเอกแก่แถมยังไม่หล่อนี่แหละ นิสัยก็ไม่ดีด้วยนะ ไม่มีอะไรดีเลยสักอย่าง ให้ตาย!)

แต่เจนมาสอนเด็กที่บ้านนี้หลายเดือนแล้วก็ไม่เคยเจอเจ้าของคฤหาสน์ที่ว่านี้เลย เพราะเจ้าของไม่ชอบอยู่ที่นี่ นาน ๆ จะมาที และถึงมาก็ไม่เคยอยู่นาน

ระหว่างอยู่ที่นี่ เจนชอบได้ยินเสียงแปลก ๆ ดังออกมาจากห้อง ๆ หนึ่งด้วย ดูเหมือนคฤหาสน์หลังนี้จะมีความลับ...

ณ จุดนี้ จขบ.เริ่มรู้สึกตะหงิด ๆ พล็อตนี่มันคุ้น ๆ นางเอกมาอยู่คฤหาสน์ที่ซ่อนปริศนาอยู่ พระเอกก็ดาร์ค ๆ นี่มัน! พี่หมิวและวิลลี่จากเรื่องปราสาทมืดชัด ๆ! (เว้นแต่หมิวและวิลลี่สวยและหล่อ!)

เริ่มรู้สึกว่า เอ๊ะ หรือปราสาทมืดจะมี inspiration จากเจน แอร์นะ? วรรณกรรมคลาสสิกขนาดนี้มันต้องมีคนเอามาดัดแปลงไปทั่วโลกอยู่แล้วนิ

ลองไปค้นดู อ้าว เรื่องที่มาจากเจน แอร์มันชื่อ รักเดียวของเจนจิรา ต่างหาก พอดีไม่เคยดูรักเดียวของเจนจิรา แต่ชื่อฟังดูเข้าเค้า นางเอกชื่อเจน ๆ เหมือนกัน แต่พอไปอ่านเรื่องย่อรักเดียวของเจนจิรา มันก็ไม่เชิงเจน แอร์เป๊ะนะ มันเหมือน daddy long legs + jane eyre มากกว่า แต่มันไม่เห็นมีความดาร์คของพระเอกและความลับในคฤหาสน์เลย (หรือจริง ๆ จะมี? เรื่องย่อที่อ่านมันย่อจริง ๆ)

ไปค้นต่ออีก ทีนี้เจอคนบอกปราสาทมืดอิงมาจาก Rebecca ตามไปอ่านเรื่องย่อ Rebecca อีก (ฮ่าๆ แบบว่าว่าง) อืม คราวนี้สรุปได้เลยว่าปราสาทมืด = jane eyre+rebecca จริง ๆ ด้วย

สำหรับคนที่กลัว spoil ก็ข้ามสองย่อหน้าข้างล่างไปนะ (จริง ๆ แล้วพล็อตนิยายคลาสสิก ไม่น่าจะนับเป็น spoiler นะ เพราะคนทั่วไปน่าจะเคยได้ยินเนื้อเรื่องอยู่ก่อนแล้ว แต่ก็นะ จขบ.ก็ยังอุตส่าห์ไม่เคยรู้เนื้อเรื่องมาก่อนได้เลย)

ความลับในคฤหาสน์ก็คือ มีหญิงบ้าถูกขังอยู่ในห้องใต้หลังคา ซึ่งเธอก็ไม่ใช่ใคร คือภรรยาซึ่งแต่งงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายของพระเอกนั่นเอง คือพระเอกขังเมียบ้าไว้ไม่ให้ใครรู้ แล้วทำตัวเป็นหนุ่มโสดร่ำรวยหลอกชาวบ้าน หลอกนางเอกมาแต่งงานด้วย! ดาร์คมั้ยล่ะ?

ส่วนเรื่อง Rebecca ความลับของพระเอกคือเคยฆ่าเมียตัวเอง เอิ๊ก อยากจะเป็นลมไหม? แต่มีหักมุมนะว่าจริง ๆ แล้วเมียพระเอกวางแผนให้พระเอกฆ่าตัวเอง เพราะไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว ไม่อยากทรมานจากอาการป่วย

จากที่อ่าน wiki มา พวกคาแรกเตอร์พระเอกดาร์ค ๆ นี่มีชื่อเรียกด้วยนะว่า "Byronic hero" แล้วนิยายหม่น ๆ บรรยากาศน่ากลัวที่ผสมความเป็น horror + romance นี่ก็เรียกว่า Gothic Romance

อันที่จริง ในเรื่องเจน แอร์ นอกจากเรื่องพล็อตดาร์คแล้ว มีอย่างอื่นที่จขบ.รู้สึกพิศวงงงงวยมากกว่าอีก อย่างแรกคือ นิยายสมัยก่อนนี่ เขานึกจะแทรกภาษาฝรั่งเศสก็แทรกเข้ามาเลยหน้าตาเฉย อยู่ ๆ ตัวละครก็พูดภาษาฝรั่งเศสออกมา โดยคนเขียนไม่แปล ไม่ใช่แค่นิด ๆ หน่อย ๆ นะ มาเป็น paragraph เลย เขาคิดว่าคนอ่านน่าจะรู้ภาษาฝรั่งเศสกันเป็นปกติหรือไง งงมาก!

อย่างที่สองคือ Mr.Rochester พระเอกของเราเนี่ย เป็นคนพูดจากวนทีน ไร้มารยาทสุด ๆ ตั้งแต่ที่เริ่มคุยกับนางเอกครั้งแรกในคฤหาสน์เลย

ข้างล่างนี่คือตัวอย่าง ซีนนี้เกิดขึ้นตอน Mr.Rochester กลับมาที่คฤหาสน์แล้วซื้อของฝากมาให้ Adele เด็กในความปกครองของพระเอก คนที่นางเอกถูกจ้างมาให้สอนหนังสือให้น่ะแหละ

อเดล ด้วยความเป็นเด็ก ก็ทวงของขวัญให้คุณครูของเธอด้วย (ทวงเป็นภาษาฝรั่งเศส)ว่า
“N’est-ce pas, monsieur, qu’il y a un cadeau pour Mademoiselle Eyre dans votre petit coffre?”

แล้วต่อไปนี้คือพระเอกพูดจากวนตรีนนางเอก แต่นางเอกโคตรฉลาด กวนตรีนกลับเช่นกัน

“Who talks of cadeaux?” said he gruffly. “Did you expect a present, Miss Eyre? Are you fond of presents?” and he searched my face with eyes that I saw were dark, irate, and piercing.

“I hardly know, sir; I have little experience of them: they are generally thought pleasant things.”

“Generally thought? But what do you think?”

“I should be obliged to take time, sir, before I could give you an answer worthy of your acceptance: a present has many faces to it, has it not? and one should consider all, before pronouncing an opinion as to its nature.”

“Miss Eyre, you are not so unsophisticated as Adèle: she demands a ‘cadeau,’ clamorously, the moment she sees me: you beat about the bush.”

“Because I have less confidence in my deserts than Adèle has: she can prefer the claim of old acquaintance, and the right too of custom; for she says you have always been in the habit of giving her playthings; but if I had to make out a case I should be puzzled, since I am a stranger, and have done nothing to entitle me to an acknowledgment.”

“Oh, don’t fall back on over-modesty! I have examined Adèle, and find you have taken great pains with her: she is not bright, she has no talents; yet in a short time she has made much improvement.”

“Sir, you have now given me my ‘cadeau;’ I am obliged to you: it is the meed teachers most covet—praise of their pupils’ progress.”

“Humph!” said Mr. Rochester, and he took his tea in silence.

อ่านแล้วงงอ่ะ ไม่เคยเจอเรื่องไหนพูดจากันแบบนี้ (จริง ๆ คือไม่ค่อยได้อ่านหนังสือเท่าไร)

แต่โดยสรุปแล้ว พระเอกนิสัยแย่อ่ะ ไม่มีอะไรดีเลย ไม่ชวนให้อ่านต่อเลย จขบ.เลยข้ามโลดๆๆๆจนจบ แล้วไปอ่านเรื่องย่อเอาแทน แล้วแบบ นะ... ทำไมนางเอกทำบาปทำกรรมอะไรไว้ ทำไมต้องเจออะไรแบบนี้ (ไม่อยากโดนสปอยล์ก็ไม่ต้องอ่านต่อ)

คือพอรู้ว่าพระเอกมีเมียแล้ว นางเอกก็หนีไปเพราะไม่อยากผิดศีลธรรม แต่ตอนท้ายสุด หญิงบ้าเมียพระเอกกระโดดจากหลังคาตกมาตาย ก่อนตายก็เผาคฤหาสน์ซะวอดวาย พระเอกเลยตาบอดแถมแขนกุดข้างหนึ่ง นางเอกเลยกลับมาพยาบาลและแต่งงานกับพระเอก แบบว่ารักไง (ไม่เข้าใจ รักเข้าไปได้ไง T-T)

แล้วเรื่องนี้นะ แรก ๆ อ่าน ๆ ไปก็จะนึกว่า feminist จ๋า เพราะเจนเป็นหญิงที่พึ่งตัวเอง แม้จะเริ่มต้นชีวิตด้วยต้นทุนที่ต่ำมาก แต่ก็พัฒนาตัวเอง ประคองตัวเองได้ดี จนมีการศึกษา มีงานทำ เลี้ยงตัวเองได้ ทั้งเรื่องก็เหมือนจะวิพากย์วิจารณ์ผู้คนและสังคม ผู้ชายแต่ละคนในเรื่องก็ไม่ได้เรื่องทั้งนั้น หนีจาก jerk#1(พระเอก) ไปได้ก็ไปเจอ jerk#2 อีก เหมือน Charlotte Bronte จะเขียนเจน แอร์ขึ้นมาเพื่อมาด่าผู้ชายยังไงยังงั้น

แต่สุดท้ายแล้ว กลับกลายเป็นว่ายัยเจนนี่ก็หลงรัก jerk#1 ไปทั้งเรื่องจนจบเล่ม กลับไปปรนนิบัติพัดวีเขาในตอนจบจนได้อยู่ดี ชีวิตเธอน่าสงสารมากเลยนะ คือพระเอกเนี่ยเป็นผู้ชายคนแรกในชีวิตที่เธอได้รู้จักจริง ๆ จัง ๆ ก็เลยมอบชีวิตและจิตใจให้เขาไปหมด ไม่ได้พิจารณาดูความชั่วร้ายในตัวผู้ชายคนนี้เลยแม้แต่น้อย

จขบ.เพลียค่ะ ^^;
ขอจบการบ่นแต่เพียงเท่านี้



Create Date : 08 สิงหาคม 2556
Last Update : 8 สิงหาคม 2556 22:33:02 น.
Counter : 6999 Pageviews.

4 comment
เจน แอร์ (Jane Eyre) กับ librivox
จขบ.เลิกหมกมุ่นกับเจ้าชายน้อยแล้ว :P

เมื่อหลายอาทิตย์ก่อนเริ่มอ่าน Jane Eyre โดยไม่รู้พล็อตมาก่อนเลย ทั้ง ๆ ที่เป็นวรรณกรรมคลาสสิก อ่าน ๆ ไปได้นิดหน่อยแล้วเริ่มรู้สึก... ยากแฮะ (ฮ่าๆๆๆ ศัพท์ไม่รู้จักเต็มเลย)

เจอ ere ... อะไรหว่า เปิดดิกแล้วปรากฎว่าเป็นศัพท์โบราณแปลว่า before
อ่านออกเสียงไม่ถูกอีก (อ่านสัญลักษณ์โฟเนติกไม่เป็น) เจอแบบนี้หลาย ๆ คำเข้า เลยแก้ปัญหาด้วยการไปโหลด file audio ที่มีคนใจดีอ่านไว้ให้ฟังดีกว่า...

จากที่นี่ //librivox.org/jane-eyre-version-3-by-charlotte-bronte/

จขบ.เพิ่งเคยโหลดไฟล์เสียงจาก librivox เป็นครั้งแรก
รู้จักกันไหม? librivox จะมี volunteer ใจดีอัดเสียงอ่านหนังสือที่เป็น public domain (หมดอายุลิขสิทธิ์แล้ว)เป็นเล่ม ๆ มาให้คนโหลดไปฟังกันฟรี ๆ

คนที่อ่านเรื่อง Jane Eyre ในลิงก์ข้างบนชื่อ Elizabeth Klett อ่านเก่งมาก!! สุด ๆ!! ด้วยความเผือกก็ตามไปอ่านข้อมูลส่วนตัวเขา ปรากฎว่าที่แท้ก็เป็นคนอ่าน audiobook มืออาชีพนี่เอง แล้วยังเป็น Professor อยู่ที่มหาวิทยาลัยที่ไหนสักแห่งอีกต่างหาก (ลืมแล้ว)

ที่ librivox นี้ หนังสือบางเล่มจะเป็นหลาย ๆ คนอ่าน แบบว่าแบ่งบทกันอ่าน กระจายโหลด
แต่บางเล่มเริ่ดสุด มี drama version ด้วย คือเหมือนเล่นละครวิทยุ มีคนรับบทบาทพากย์เสียงแต่ละตัวละครกันเลยทีเดียว

Jane Eyre นี่ก็มีทั้ง version หลายคนอ่าน(แบ่งบทกันอ่าน), version อ่านคนเดียว, และ drama version

ถ้าสนใจก็ลองไปโหลดมาฟังกันดูนะคะ :)



Create Date : 07 สิงหาคม 2556
Last Update : 7 สิงหาคม 2556 23:04:39 น.
Counter : 610 Pageviews.

0 comment
เจ้าชายน้อย กับการเป็นผู้ใหญ่
จขบ.อยากกลับไปเป็นเด็กประถมอีกจัง แล้วให้คุณครูสั่งให้ทำรายงานเรื่องเจ้าชายน้อย 5555
จำได้ว่าตั้งแต่เรียนมาไม่ว่าจะชั้นประถม มัธยม หรือมหาลัย เคยทำรายงานเกี่ยวกับหนังสือแค่เรื่องเดียวเอง สมัยประถมปลาย รู้สึกว่าน้อยไปนะ สงสัยคุณครูจะขี้เกียจอ่านรายงานกัน ทำไมสั่งงานน้อยงี้? XD

โพสเรื่องเจ้าชายน้อยคราวนี้ เป็นเรื่อง message ที่แอบแฝง(จริง ๆ เปล่าแอบเลยนะ บอกกันโต้ง ๆ ทุกอย่างอ่ะ หนังสือเล่มนี้)อยู่ในเรื่อง

นั่นก็คือ "อย่าลืมความเป็นเด็ก อย่าโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ช่างแห้งแล้งและน่าเบื่อ"

ในหนังสือเจ้าชายน้อย นักบิน(คนเล่าเรื่อง - narrator)จิกกัดบรรดาผู้ใหญ่ไปซะประมาณครึ่งเล่ม XD

ตั้งแต่แรกเริ่มเลย ก็ว่าผู้ใหญ่ว่าไม่มีปัญญาเข้าใจภาพที่เขาวาดสมัยเด็ก ภาพงูสวาปามช้างทั้งตัวเข้าไปในท้อง กลับไพล่ไปเห็นเป็นหมวกซะได้ แล้วก็บอกอีกว่าเวลาพูดจากับพวกผู้ใหญ่ ถ้าเห็นว่าเป็นพวกไร้จินตนาการแล้วล่ะก็ เขาก็จะ "ลดระดับ" ตัวเองลงเพื่อให้คุยกับผู้ใหญ่พวกนี้ได้รู้เรื่อง XD

แล้วก็เล่าเรื่องที่เคยได้ยินมาว่า มีนักดาราศาสตร์ชาวตุรกีคนหนึ่งค้นพบดาวดวงใหม่ เขานำเสนอในที่ประชุมแต่ไม่มีใครเชื่อถือ เพราะดันใส่ชุดประจำชาติไปพูด! นักดาราศาสตร์คนนั้นเลยเอาใหม่ ใส่ "สูท" ไปประกาศการค้นพบดวงดาวนั้นอีกครั้ง คราวนี้ทุกคนเลยยอมรับว่าค้นพบดาวจริง!

นักบินยังสรุปอีกว่าเวลาเล่าให้คนอื่นฟังเกี่ยวกับเจ้าชายน้อย เขาจะต้องเล่าว่าเจ้าชายน้อยมาจากดาว "Asteroid B-612" คือต้องระบุเจาะจงชื่อดาวให้น่าเชื่อถือไง เพราะถ้าเล่าแค่ว่า "เจ้าชายน้อยมาจากดาวดวงหนึ่งที่มีขนาดใหญ่กว่าเจ้าชายน้อยแค่นิดเดียว" แบบนี้ล่ะก็ บรรดาผู้ใหญ่ทั้งหลายจะต้องทำตัวมีปัญหาไม่ยอมเชื่อแน่นอน

ในเรื่องราวการผจญภัยก่อนมาถึงโลกที่เจ้าชายน้อยเล่าให้นักบินฟัง ก็เสียดสีผู้ใหญ่ตลอดเรื่องเหมือนกัน ตั้งแต่ออกเดินทางจากดาวตัวเอง เจ้าชายน้อยได้แวะเที่ยวดาวเล็กดาวน้อยระหว่างทาง โดยบนแต่ละดาว เจ้าชายน้อยพบกับผู้ใหญ่หลากหลายคน ต่างคนต่างอยู่บนดาวตัวเองคนเดียว!! XD

ผู้ใหญ่ #1 เป็นพวกบ้าออกคำสั่ง คิดว่าตัวเองเป็นพระราชา แต่ไม่มีคนให้ปกครองเลยสักคนเดียว! เป็นคนชอบหลอกตัวเอง(ว่าตัวเองมีอำนาจ สั่งคนอื่นได้ ทั้ง ๆ ที่สั่งอะไรไม่ได้เลย!)

ผู้ใหญ่ #2 เป็นพวกหลงตัวเอง วัน ๆ คิดว่าคนอื่นจะมายอตัวเอง เจอเจ้าชายน้อย ก็บอกให้เจ้าชายน้อยชมตัวเองหน่อย

ผู้ใหญ่ #3 เป็นคนขี้เมา กินเหล้าเพื่อให้ไม่มีสติ จะได้ไม่ต้องรู้สึกละอาย เจ้าชายน้อยถามว่าคุณละอายเรื่องอะไร ชายคนนี้ตอบว่าละอายที่ตัวเองกินเหล้า!

ผู้ใหญ่ #4 เป็นคนบ้าสมบัติ วัน ๆ ไม่ทำอะไร นั่งนับสมบัติของตัวเอง สมบัติที่ว่า จริง ๆ แล้วก็ไม่ใช่ของตัวเองด้วยนะ คืออีตาคนนี้ทึกทักเอาเองว่าดวงดาวบนท้องฟ้าเป็นของตัวเอง วัน ๆ เลยนั่งนับดาว 555 พอเจ้าชายน้อยมาก็คุยได้แป๊ปนึงแล้วก็บอกว่าต้องกลับไปทำงานสำคัญต่อ ซึ่งก็คือการนับดาว XD

ผู้ใหญ่ #5 เป็นพนักงานจุดไฟตะเกียง แต่ก่อนก็ทำงานสบายดีอยู่หรอก วัน ๆ ไม่ต้องทำอะไรนอกจากจุดไฟตอนกลางคืน พอเช้าก็ดับตะเกียง แต่ยิ่งเวลาผ่านไป ดาวที่อยู่ยิ่งหมุนเร็วขึ้นเรื่อย วันหนึ่ง ๆ มันเลยสั้นมาก เลยต้องจุด ๆ ดับ ๆ ตะเกียงแทบทุกนาที เหนื่อยมาก ไม่ได้พักผ่อนนอนหลับ ขยันทำอย่างนี้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันเพราะนี่เป็นคำสั่งที่ได้รับมอบหมาย

ผู้ใหญ่ #6 เป็นคนทำแผนที่ที่วัน ๆ ไม่ทำอะไร เพราะไม่มีงานให้ทำ เพราะร้อยวันพันปีก็ไม่ค่อยมีนักสำรวจผ่านมาให้ไต่ถามข้อมูลเอามาทำแผนที่เลย คือหมอนี่เป็นคนแบ่งหน้าที่ชัดเจนมากไง ตัวเองเป็นคนทำแผนที่ เพราะฉะนั้นก็จะไม่ทำหน้าที่สำรวจเอง ตรูจะทำแผนที่อย่างเดียวเท่านั้นจริง ๆ! เพราะฉะนั้นถึงตัวเองจะอยู่บนดาวเล็ก ๆ ป่านฉะนี้ก็ยังทำแผนที่ได้ไม่ครอบคลุมทั้งดาวเลย XD

ดาวที่ 7 ที่เจ้าชายน้อยเดินทางมาถึงคือโลกมนุษย์ ที่ซึ่งเจ้าชายน้อยได้เห็นคนรีบร้อนเดินทางจาดจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งอยู่เสมอ พนักงานสับรางรถไฟบอกเจ้าชายน้อยบอกว่า "เพราะคนเราไม่เคยพอใจในที่ที่เราอยู่ในปัจจุบัน"

เจ้าชายน้อยยังได้เจอพ่อค้าบนโลกมนุษย์อีกด้วย พ่อค้าขายยาวิเศษ กินแล้วไม่ต้องกินน้ำ ประหยัดเวลาไปได้อาทิตย์ละ 53 นาที เจ้าชายน้อยได้ยินแล้วก็พูดกับตัวเองว่า ถ้ามีเวลา 53 นาที ฉันขอเอาไปเดินทอดน่องไปกินน้ำใส ๆ สดชื่นให้อร่อยดีกว่า :)

ส่วนจขบ.เห็นว่าถ้ามีเวลาก็น่าจะเปิดเจ้าชายน้อยมาอ่าน แล้วสำรวจตัวเองว่าเราเป็นอย่างบรรดาผู้คนที่เจ้าชายน้อยเจอะเจอมาบ้างหรือเปล่า (จขบ.เป็นเยอะเลย กร๊าก)



Create Date : 25 กรกฎาคม 2556
Last Update : 25 กรกฎาคม 2556 5:13:37 น.
Counter : 3544 Pageviews.

1 comment
เจ้าชายน้อย กับคำแปล
ยังคงเจ้าชายน้อยต่อไป 5555

เจ้าชายน้อยตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1943 ทั้งเวอร์ชันภาษาอังกฤษและฝรั่งเศส และดูเหมือนว่าผู้แต่งจะเสียชีวิต(หรือหายสาบสูญ)ในปีถัดมา? (มั้ง? ทุกอย่างที่เขียนใน blog นี้ อย่าเชื่อมาก เพราะจขบ.เป็นคนขี้เกียจตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล และบางทีชอบเขียนจากความทรงจำ)

เพราะฉะนั้นในประเทศที่กฎหมายลิขสิทธิ์นับว่าลิขสิทธิ์หมดอายุหลังผู้เขียนตายนับไปอีก 70 ปี(เข้าใจว่าประเทศส่วนใหญ่เป็นอย่างนี้) เจ้าชายน้อยก็น่าจะใกล้หมดอายุแล้ว พอหมดอายุปั๊ปบทประพันธ์ก็กลายเป็น public domain ที่ใครจะเอาไปพิมพ์ขาย หรือแปลขายได้ตามอำเภอใจ ไม่ต้องเสียค่าลิขสิทธิ์

อย่างในประเทศญี่ปุ่น รู้สึกว่าเจ้าชายน้อยเป็น public domain แล้ว ก็เลยมีคนแปลขายกันหลายสำนวน สนุกสนานกันใหญ่ ลองค้นหา 星の王子さま ใน amazon JP ดูสิ

ในอเมริกา ลิขสิทธิ์ยังไม่หมดอายุ แต่ก็มีแปลภาษาอังกฤษหลายสำนวนเหมือนกัน โดยเวอร์ชันที่เก่าแก่และมีคนอ่านมากที่สุดก็คือที่ Katherine Woods แปล (ฉบับที่จขบ.อ่านก็เป็นฉบับนี้)

ว่ากันว่าฉบับที่ Woods แปลมีที่ผิดบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เห็นเด่นชัดคือ มีประโยคหนึ่งที่ต้นฉบับภาษาฝรั่งเศสบอกว่าเจ้าชายน้อยต้องการเพื่อน แต่ Woods แปลเป็นต้องการแกะ ^^;
ใน เวบนี้เอาจุดนี้มาใช้เช็คได้เลยว่าหนังสือแปลเจ้าชายน้อยเวอร์ชันต่าง ๆ ในตลาดเล่มไหนแปลจากต้นฉบับภาษาฝรั่งเศส เล่มไหนแปลจากภาษาอังกฤษของ Woods อีกที

(สำหรับคนที่สงสัยว่าจะเช็คไปทำไม ขอชี้ให้เห็นว่าปกติคนเราจะอยากอ่านหนังสือที่แปลจากต้นฉบับ มากกว่าแปลจากที่แปลมาแล้วอีกที เพราะถ้าผ่านการตีความสองรอบ จะยิ่งผิดเพี้ยนจากต้นฉบับมากยิ่งขึ้น)

ด้วยความที่เวอร์ชัน Woods มีที่ผิด (และคงมีเหตุผลอื่น ๆ เรื่องเงิน ๆ ทองๆ ด้วย) ก็เลยทำให้มีฉบับภาษาอังกฤษแปลสำนวนใหม่ ๆ ออกมาวางขายในตลาดแทน จนปัจจุบันฉบับ Woods แปล out of print หาซื้อไม่ได้ไปแล้ว

แต่คนที่เคยอ่านเจ้าชายน้อยฉบับ Woods (ที่แม้จะผิดบ้างแต่แปลได้ไพเราะและละเมียดละไม) พออ่านเวอร์ชันใหม่ ๆ ส่วนใหญ่ก็จะรับไม่ได้ บอกว่าสำนวนใหม่ช่างทำลายมนต์เสน่ห์ของเจ้าชายน้อยเหลือเกิน ฯลฯ

ถ้าไปอ่านคอมเมนต์หนังสือเจ้าชายน้อยบน amazon US จะพบว่ามีพวกให้ดาวน้อย ๆ อยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่ง 99.99% คือให้คะแนนด่าที่แปลใหม่ไม่ดี ไม่ได้หาว่าเจ้าชายน้อยไม่ดี

ตัวอย่างความเหนือของฉบับ Woods แปล
ฉบับ Woods แปล:
"As for me," said the little prince to himself, "If I had fifty-three minutes to spend as I liked, I should walk at my leisure toward a spring of fresh water."

ฉบับแปลใหม่โดย Richard Howard:
"If I had fifty-three minutes to spend as I liked," the little prince said to himself, "I'd walk very slowly toward a water fountain."

ฉบับ Woods แปล:
"For what the king fundamentally insisted upon was that his authority should be respected. He tolerated no disobedience. He was an absolute monarch. But, because he was a very good man, he made his orders reasonable."

ฉบับแปลใหม่โดย Richard Howard:
"For the king insisted that his authority be universally respected. He would tolerate no disobedience, being an absolute monarch. But since he was a kindly man, all his commands were reasonable."

ฉบับ Woods แปล:
"Go and look again at the roses. You will understand now that yours is unique in all the world. Then come back to say goodbye to me, and I will make you a present of a secret."

ฉบับแปลใหม่โดย Richard Howard:
"Go look at the roses again. You'll understand that yours is the only rose in all the world. Then come back to say good-bye, and I'll make you the gift of a secret."

อ่านแล้วเห็นด้วยไหมว่าฉบับแปลใหม่มันสู้ไม่ได้ :')

สำหรับคน hardcore แนะนำให้ไปอ่านคำแปลความลับของสุนัขจิ้งจอกในภาษาอังกฤษ,จีน,ญี่ปุ่น,เวียดนาม รวม ๆ น่าจะเป็นร้อยสำนวนที่นี่ ^^;




Create Date : 22 กรกฎาคม 2556
Last Update : 22 กรกฎาคม 2556 17:25:32 น.
Counter : 1378 Pageviews.

0 comment
1  2  3  

lulla
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]



Group Blog