Group Blog
 
All blogs
 
“ธุรกิจ” เรื่องง่ายที่ไม่ง่าย ตอนที่ 8 เพราะมันคือเรื่องของคน




สาเหตุที่คนเรามีความถนัดเฉพาะทาง และไม่อาจจะเปลี่ยนตัวเองให้ไปเก่ง หรือไปถนัดในด้านอื่นๆ ได้มากนัก เพื่อที่จะปรับตัวเองให้เข้ากับธุรกิจ ก็เนื่องจากคนเรานั้นมีระบบทางความคิดและแนวทางในการแก้ปัญหาแตกต่างกัน หรืออาจเรียกว่า Thinking System และนิสัยหรือพฤติกรรมนี้เป็นสิ่งที่เปลี่ยนได้ยาก มันจึงกลายเป็นทั้งข้อดีและข้อเสียในเวลาเดียวกัน

ข้อดีคือ ธรรมชาติข้อนี้จะกลายเป็นความถนัดของคนที่ทำให้คนอื่นที่ไม่ใช่ หรือไม่มีธรรมชาติการคิดแบบเดียวกัน สามารถมาแข่งขันกับเราได้ยาก ส่วนข้อเสียก็คือ คนเรานั้นจึงปรับเปลี่ยนตัวเองได้ยาก เราจึงต้องปรับธุรกิจให้เข้ากับคน ไม่ใช่ปรับคนให้เข้ากับธุรกิจ ซึ่งสุดท้ายแล้วหลักการแบบนี้มันก็จะไปตรงกับเรื่อง Put the right man to the right job หลักการง่ายๆ ที่เราได้ยินได้ฟังมานาน แต่ก็ชอบมองข้ามไปเสมอๆ ไม่นำมาปฏิบัติ

มันคือหลักที่วอเรน บัฟเฟต มหาเศรษฐีของโลกให้ในการบริหารคน และทำให้เขาสบายขึ้น มันคือหลักการที่ จิม คอลลิน นักคิด นักเขียนด้านการบริหาร ได้ทำวิจัยและเขียนหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาชื่อว่า Good to Great ซึ่งประเด็นหลักของหนังสือเล่มนี้ คือ ความแตกต่างระหว่างบริษัทธรรมดากับบริษัทในระดับยอดเยี่ยมก็คือ บริษัทที่ยอดเยี่ยมให้หลัก เลือกคนให้ถูกต้อง(มีแรงผลักดันและมีความสามารถ)ให้เข้ามาสู่บริษัทก่อน จากนั้นจึงจับพวกเขาลงไปสู่งานที่เหมาะสม พวกเขาเริ่มต้นจากคนก่อน แล้วปรับงานให้เข้ากับคน ไม่ใช่ปรับคนให้เข้ากับงาน

ตรงนี้จึงเป็นสิ่งที่ผู้อบรมเกี่ยวกับการประกอบการจำนวนมากไม่รู้และไม่ได้ศึกษา พวกเขาศึกษาแต่หลักการของธุรกิจ แต่ลืมศึกษาเรื่องคน เรื่องศักยภาพของคน (ซึ่งเผอิญเป็นสิ่งที่ผมสนใจศึกษาอยู่พอดี) หลักการที่สอนๆ กันอยู่ทั่วไป จึงไม่มีประสิทธิผล หรือเรียกว่า Put the wrong man to the right job

และการเข้าใจเรื่องคนเป็นหัวใจของความสำเร็จทุกชนิด เพราะความสำเร็จทุกอย่างล้วนเริ่มต้นจากคนก่อน และผมค้นพบว่า คนนั้นเปลี่ยนได้ยาก เราจึงต้องเลือกงานให้เข้ากับคน เลือกงานที่เหมาะสมกับตัวเอง เราจึงจะประสบความสำเร็จได้



จากการสังเกตของผมในหลายๆ ครั้ง มนุษย์เราจะมีระบบการคิดและแนวทางในการแก้ปัญหาที่เฉพาะเจาะจง อันเนื่องมาจากบุคลิกนิสัยที่ได้มาจากการเกิดและการเลี้ยงดู หรือจากประสบการณ์ในวัยเด็ก

เมื่อคนสิบคนประสบปัญหาอย่างเดียวกันอย่างหนึ่ง ทุกคนจะมีวิธีคิด วิเคราะห์ และแนวทางในการแก้ปัญหาแตกต่างกันออกไป ตามนิสัยและความถนัด ฉะนั้น มันจึงทำให้คนเหล่านี้ แก้ปัญหาธุรกิจด้วยวิธีแบบนี้

นักขาย จะไม่ค่อยสนใจเรื่องคุณภาพของผลิตภัณฑ์มากนัก แต่จะเน้น ขาย ขาย และขาย เขาจะเน้นเรื่องเทคนิคการขาย เขาจะคิดว่า จะมีเทคนิคการขายอย่างไร ให้สินค้านั้นขายได้

นักประดิษฐ์หรือนักพัฒนาผลิตภัณฑ์ จะเน้นทางแก้ที่ สินค้าของตนจะต้องดีที่สุดเสมอ พวกเขาจะโฟกัสความคิดไปที่ตัวสินค้าเกือบทุกครั้ง

นักการตลาดจะมองเรื่อง ตำแหน่งทางการตลาด เช่น จุดขายที่แตกต่าง หรือการทำโปรโมชั่นดึงดูดใจ

นักสร้างสายสัมพันธ์จะชอบใช้วิธีลัด คือ เข้าหาคนและสร้างความสนิทสนมในการขาย (เกือบคล้ายนักขาย แต่จะชอบสร้างสัมพันธ์กับคนเป็นนิสัย เพื่อนจะเยอะ)

นักการเงินและชอบลดต้นทุนหรือประหยัดค่าใช้จ่าย

ผู้ประกอบการจะชอบคิดหาช่องวางทางการตลาดที่ยังไม่มีใครเติม (สินค้าเดิมๆ ในแหล่งใหม่ๆ)

ฯลฯ



ลองดูเถอะครับ ว่าวิธีคิดของตัวเองเป็นอย่างไร ของคนอื่นเป็นอย่างไร คุณจะเริ่มแบ่งแยกชนิดของคน แตกต่างกันออกไป และทุกคนจะคิดแบบเดิมเกือบทุกครั้ง แต่ก็จะมีบางคนที่ระบบการคิด ไม่เหมาะที่จะทำธุรกิจ เพราะไปโฟกัสเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง เช่น โฟกัสแต่เรื่องสนุกๆ อะไรประมาณนั้น

อย่างผมเอง ผมก็รู้ได้เลยว่า ผมเป็นคนชอบเรื่องมหภาค เรื่องกลยุทธ์หรือหลักการเชิงโครงสร้าง เมื่อเกิดปัญหา ผมจะมองภาพกว้างๆ เสมอ ซึ่งนั่นทำให้ผมถนัดที่จะเป็นนักกลยุทธ์ เพราะผมสนใจเกี่ยวกับการวิเคราะห์โครงร่างและระบบกว้างๆ

ดังที่เล่าไปแล้วว่า แม้ว่าผมจะอ่านหนังสือเกี่ยวกับการขายมามาก มันก็ไม่ได้ทำให้ผมกลายเป็นนักขายชั้นยอดได้เลย เพียงแต่ทำให้รู้เรื่องทักษะที่นักขายที่ดีควรจะเป็น (เอาไว้ประเมินคุณสมบัติของคน) และนอกจากนักคิดแล้ว ผมจะสนใจเรื่องการตลาดมากที่สุด เพราะมันเกี่ยวข้องกับจิตวิทยา(ผู้บริโภค) อันตรงกับความสนใจและธรรมชาติของผม

ที่เขียนเรื่องนี้ขึ้นมาเฉพาะเลย 1 บทความ ก็เพราะว่า ต้องการให้ท่านผู้อ่าน เข้าใจและเห็นจริงว่า ธุรกิจนั้นเกี่ยวกับคนเป็นหลัก ถ้าเป็นคนอื่น ก็ให้เรารู้จักเลือกคน(อันเป็นสิ่งที่นักธุรกิจใหญ่ๆ ทำกัน พวกเขารู้ตัวว่าไม่เก่งทุกอย่าง และไม่พยายามจะเก่งทุกอย่าง แต่พวกเขาจ้างคนเก่งมาทำในสิ่งที่เขาไม่ถนัด) แต่คนเราไม่อาจเปลี่ยนตัวเองได้เหมือนการจ้างคนอื่น ฉะนั้น จึงต้องปรับงานหรือเลือกงาน หรือเลือกธุรกิจที่เหมาะสมตรงกับบุคลิกนิสัยของตนเอง โดยเฉพาะความถนัดที่จะกลายเป็น Key Success ได้

ผู้ประกอบการรุ่นเก่า ชอบที่จะทำทุกอย่างด้วยตัวเอง และเปลี่ยนแปลงได้ยาก และสิ่งที่ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จ(ในระดับหนึ่ง) ไม่ใช่ตรงนั้น พวกเขาประสบความสำเร็จได้เพราะ ผู้ประกอบการจะมองหาช่องว่างทางการตลาด และเติมธุรกิจลงไปเสมอๆ ซึ่งนั่นหมายถึง การทำธุรกิจที่มีคู่แข่งน้อย (ในตลาดหนึ่งๆ) และทำให้การเก่ง Key ต่างๆ ไม่จำเป็นต้องสูงนัก ตามที่ผมบอกไปแล้วว่า การที่ไม่มี Key Success อะไรเลยนั้น มีอย่างเดียวที่ทำได้ คือ ธุรกิจนั้นมีการแข่งขันต่ำ

แต่เมื่อช่องว่างเริ่มหายาก คนเหล่านี้ก็จะเริ่มต้น และไม่ค่อยเติบโตมากนัก ซึ่งจะต่างจากนักธุรกิจอีกระดับหนึ่ง ที่ฉลาดพอที่จะวางตัวเองเป็นนักบริหาร โดยเฉพาะบริหารคน งานของพวกเขาจึงง่าย และสบาย แค่เลือกคนเป็น มองคนออก และรู้โครงสร้างของธุรกิจที่ตัวเองจะทำ จากนั้นก็เซ็ตระบบธุรกิจขึ้นมา เอาคนที่ถูกลงไปในงานที่ถูก ง่ายๆ แค่นั้นเองครับ หลักง่ายๆ แต่ก็ไม่ค่อยจะทำกันครับ เพราะตามที่บอกไปแล้ว คนนั้นเปลี่ยนความคิดยากครับ





Create Date : 15 มีนาคม 2552
Last Update : 15 มีนาคม 2552 12:07:09 น. 4 comments
Counter : 2639 Pageviews.

 


โดย: นายแมมมอส วันที่: 15 มีนาคม 2552 เวลา:12:31:15 น.  

 
มาบอกว่า
อย่าบอกนะว่า..ไม่มีใคร



เมื่อฉันกระโดดตึก


มะเชื่อลองคลิกที่รูป
จะรู้ว่าคุงมีเพื่อนมากมาย
สู้ๆ...ผมจะอยู่ข้างคุณตลอดไป



โดย: พลังชีวิต วันที่: 15 มีนาคม 2552 เวลา:23:47:32 น.  

 
แวะมาเยี่ยม เม้นเป็นครั้งแรก

ใช่แล้ว ประสบปัญหา ปวดกบาล กะลูกค้าที่คอย
ซิกแซกระบบ เลยปรับราคาขึ้น ในช่วงเวลาที่ไม่ต้องการให้ซื้อ กะดันหัวมวลรวม ขึ้นในโซนที่ช่วงชิงเป็นที่ต้องการกัน

โอย เหนื่อย ทั้งกั้นคอกหลังระดมการจ่าย
ดึงคอกหน้าให้เกิดแรงจ่ายอันแรก
แล้วก็ ต้องไม่มีช่องโหว่ โผล่ให้เห็น


โดย: kuddle IP: 210.203.186.53 วันที่: 16 มีนาคม 2552 เวลา:3:07:47 น.  

 
Thanks


โดย: aa IP: 58.136.23.194 วันที่: 16 มีนาคม 2552 เวลา:9:09:19 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Jimmy Walker
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 12 คน [?]




จากทักษะของการเป็นนักคิด นักวิเคราะห์ บวกกับความสนใจใน"กระบวนการ"และ"ปัจจัย"ที่ก่อให้เกิดเป็นความสำเร็จ ที่ทำให้ผมศึกษาและวิเคราะห์กรณีศึกษาเกี่ยวกับความสำเร็จและความล้มเหลวจำนวนมาก จนเชี่ยวชาญในองค์ความรู้พอที่จะขอเรียกตัวเองว่า "ผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์แห่งความสำเร็จ"
Friends' blogs
[Add Jimmy Walker's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.