"True success is not the learning, but in its application to the benefit of mankind"
สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก
<<
มิถุนายน 2556
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
7 มิถุนายน 2556

สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ๓๐ : กบฏนครศรีธรรมราช


พระบรมธาตุเจดีย์ 
วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช



ความวุ่นวายที่นครศรีธรรมราชแต่ละครั้งก็ส่งผลให้เกิดความวุ่นวายใหม่มาเป็นระลอกๆ ฆ่ายามาดะ นางามาสะได้กลายเป็นเกิดสงครามกลางเมือง สุดท้ายกลายเป็นว่าญี่ปุ่นต้องหนีออกนอกประเทศ แต่สถานการณ์ทางนครศรีธรรมราชแม้จะปราศจากญี่ปุ่นแล้วกลับยิ่งแย่ลงไปอีก


ผลระหว่างสงครามกลางเมืองระหว่างญี่ปุ่นทำให้บ้านเมืองนครศรีธรรมราชได้รับผลกระทบอย่างหนัก เยเรเมียส ฟาน ฟลีตกล่าวว่าไฟที่พวกญี่ปุ่นจุดได้ลามเผาเมืองนครไปส่วนหนึ่งทีเดียว เจ้าเมืองนครคนเก่าก็ถูกฆ่า ประชาชนพากันอพยพออกจากเมือง สุดท้ายเมืองนครเหลือแต่ญี่ปุ่นแต่ญี่ปุ่นก็ถอยไปในที่สุด

เชื่อว่าชาวเมืองนครศรีธรรมราชคงจะทยอยอพยพกลับมาในช่วงนี้ แต่กลับมาก็เกิดก่อกบฏ แยกตัวเป็นอิสระจากกรุงศรีอยุทธยา


สาเหตุการก่อกบฏ
ฟาน ฟลีตกล่าวว่าเพราะชาวนครสามารถขับไล่ญี่ปุ่นไปได้สำเร็จเลยเกิดลำพองใจคิดแยกตัวเป็นอิสระ แต่เรื่องจริงๆคงไม่ได้มีเหตุผลแต่เพียงประการนี้เท่านั้น แต่ยังไม่มีหลักฐานอย่างอื่นจึงได้แต่ลองวิเคราะห์ไป

นครศรีธรรมราชในอดีตนั้นมีอำนาจในการปกครองตนเองค่อนข้างสูง ในอดีตเป็นประเทศราช ต่อมาก็ถูกลดชั้นลงเป็นเมืองพระยามหานครแต่อำนาจการปกครองตนเองยังค่อนข้างสูง ในเวลานั้นสามารถติดต่อเจรจาทำการค้ากับชาติตะวันตกได้โดยไม่ต้องรายงานมายังกรุงศรีอยุทธยาก่อนก็ได้เช่นเคยมีการเจรจาซื้อค้ายพริกไทยซึ่งเป็นสินค้าหลักในแถบนั้นกับบริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดา(VOC) นอกจากนี้ยังค่อนข้างมีอิทธิพลในหัวเมืองข้างเคียงอย่างเช่นพัทลุง ซึ่งบางครั้งมีการกล่าวว่าเป็นเครือญาติกับทางเมืองนครศรีธรรมราช มีบางครั้งเจ้าเมืองพัทลุงก็ได้เป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชสืบต่อ และเครือญาติอาจได้สืบต่อตำแหน่งในการปกครองเมืองนครด้วยเช่น เจ้าเมืองคนที่ตายในช่วงจลาจลกับญี่ปุ่นซึ่งสัณนิษฐานจาก 'ตำนานพระธาตุเมืองนครศรีธรรมราช' ว่าน่าจะเป็น 'พระยาแก้ว' เป็นหลาน 'พระญา' ที่เป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชใน พ.ศ.๒๑๗๑ 

ด้วยฐานะของเมืองนครศรีธรรมราชในเวลานั้นสัณนิษฐานว่ายังไม่รู้สึกว่าจะเป็นหนึ่งเดียวกับกรุงศรีอยุทธยานัก แม่ว่าจะเป็นชนชาติไทยเหมือนกันก็ตามก็ยังคงน่าจะรู้สึกว่าเป็น 'คนนคร' หรือ 'คนอยุธยา' 


แต่ว่าด้วยแผนของสมเด็จพระเจ้าปราสาททองจึงมีการส่งยามาดะ นางามาสะมาเป็นออกญานครแทน ใน พ.ศ.๒๑๗๒ ด้วยข้ออ้างว่าออกญานครไม่ยอมมาถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาจึงถือเป็นกบฏ(ทั้งๆที่ทางเมืองนครติดศึกปตานีอยู่จึงมาไม่ได้) เรื่องนี้อาจทำให้กลุ่มอิทธิพลเก่าในเมืองนครไม่พอใจที่ตนเสียผลประโยชน์ และอาจทำให้คนนครรู้สึกว่าอำนาจท้องถิ่นถูกอำนาจจากส่วนกลางเข้ามาแทรกแซง


โคล้ด เดอ ฟอร์แบ็ง(Claude de Forbin)
วาดในศตวรรษที่ ๑๘ โดย Antoine Graincourt


นอกจากนี้ออกญานครคนใหม่ไม่ได้เป็นแค่คนที่ส่วนกลางส่งมาปกครอง แต่ยังเป็นชาวญี่ปุ่น ถ้าเป็นเมืองเล็กๆอาจจะไม่มีปัญหาอะไร ก็ปรากฏว่ามีหลายครั้งที่เจ้าเมืองเป็นคนต่างชาติเช่นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ให้เชอวาลิเยร์ เดอ ฟอร์แบ็ง เป็น'ออกพระศักดิสงคราม' ไปเป็นเจ้าเมืองบางกอก คุมการสร้างป้อมเมืองทณ(ธนบุรี สมัยนั้นสะกด 'ทณ่บุรีย') แต่อย่างที่กล่าวมาแล้วว่าเมืองนครศรีธรรมราชเป็นเมืองที่ต่างออกไป ด้วยเป็นเมืองที่มีความเป็นมาที่ยาวนานและมีกลุ่มเชื้อสายผู้ปกครองที่เหนียวแน่นฝังรากฐานอยู่ในแถบนี้ การส่งคนต่างชาติมาปกครองอาจจะก่อปัญหาได้

อีกเหตุผลน่าจะเพราะชาวญี่ปุ่นมาก่อความเดือดร้อนจนวุ่นวายซึ่งทางเมืองนครอาจจะมองว่าต้นเหตุจริงๆเพราะส่วนกลางคือกรุงศรีอยุทธยาส่งญี่ปุ่นมา เรื่องนี้ก็อาจเป็นสาเหตุให้คนนครศรีธรรมราชไม่พอใจก็เป็นได้

อีกสาเหตุอาจเป็นเพราะเจ้าเมืองคนเก่าถูกฆ่า ทำให้สภาพการปกครองปั่นป่วน เกิดกลุ่มคนบางกลุ่มรวมตัวกันหวังอาศัยความวุ่ยวายแนกตัวเป็นอิสระ หรือดีไม่ดีอาจจะเป็นพวกเชื้อสายที่เคยมีอำนาจอยู่ก่อนก็เป็นได้



ปราบกบฏ
ฟาน ฟลีตกล่าวว่าเมืองนครศรีธรรมราชได้แยกตัวเป็นอิสระจากกรุงศรีอยุทธยา ไม่ยอมรับว่าสมเด็จพระเจ้าปราสาททองเป็นพระเจ้าแผ่นดินอีก

การปราบกบฏก็คงอยู่ในช่วงหลังจลาจลญี่ปุ่นไม่นานคือน่าจะเป็นช่วง พ.ศ.๒๑๗๓-๒๑๗๔ สมเด็จพระเจ้าปราสาททองโปรดให้นำทหาร ๑๐๐๐๐ นายลงไปปราบกบฏเมืองนครศรีธรรมราช  โดย
  • ออกพระสุพรรณพล...(Opra Soupan Pontrock) เป็นทัพหน้าคุมทหาร ๓๐๐๐ นาย
  • ออกญาท้ายน้ำ(Oija Thaijnam) เป็นแม่ทัพใหญ่ คุมทหาร ๔๐๐๐ นาย
  • ออกญานคร(Oija Ligoor) เป็นทัพหลัง คุมทหาร ๓๐๐๐ นาย
สำหรับออกญานครคนใหม่นี้เป็นขุนนางที่สมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงตั้งเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชล่วงหน้าเลย หากปราบกบฏสำเร็จขุนนางคนนี้ก็จะเป็นเจ้าเมืองต่อ นี่จึงเป็นการแสดงให้เห็นเลยว่าส่วนกลางส่งคนของตนเองให้มามีอำนาจในท้องถิ่น เป็นการแทรกแซงเข้ามาเพื่อควบคุมหัวเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพและคงเป็นการจำกัดอำนาจของคนในท้องถิ่นลงไป

ฟาน ฟลีตกล่าวว่ากองทัพสามารถปราบกบฏได้อย่างเรียบร้อยราบคาบ และได้จับแกนนำของกลุ่มกบฏ ๑๗ คนส่งไปยังกรุงศรีอยุทธยา



ซากกำแพงเมืองนครศรีธรรมราช


พวกกบฏไม่ได้ถูกไต่สวนใดๆทั้งสิ้น ทั้งหมดถูกจับไปทรมานโดยการนาบฝ่าเท้าด้วยแผ่นเหล็กร้อน จากนั้นก็ล่ามโซ่ตรวนแล้วถูกนำไปฝังดินให้โผล่พ้นมาแค่ไหล่ และบังคับให้คนที่เดินผ่านไปมาจะต้องมาเขกศีรษะนักโทษพวกนี้ ซึ่งตามธรรมเนียมไทยแล้วศีรษะจัดว่าเป็นของสูง(ถึงมีคำกล่าวกันว่าอย่า 'เล่นหัว')  การกระทำแบบนี้จึงเท่ากับเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามอย่างรุนแรง ซิมง เดอ ลาลูแบร์ ราชทูตฝรั่งเศสที่เข้ามากรุงศรีอยุทธยาใน พ.ศ.๒๒๓๐ สมัยสมเด็จพระนารายณ์ได้บันทึกไว้ว่า

"ทำนองเดียวกับที่สิ่งอันอยู่ในที่สูงย่อมทรงเกียรติยิ่งตามธรรมเนียมของชาวสยาม ศีรษะอันเป้นส่วนที่สูงที่สุดของร่างกายก็ถือกันเป็นล้นพ้น การถูกต้องผู้ใดผู้หนึ่งที่ศีรษะหรือผม หรือเอื้อมมือกรายข้ามศีรษะถือว่าเป็นการดูหมิ่นถิ่นแคลนกันอย่างยิ่ง..."

หลังจากการลงโทษผ่านไปหนึ่งวันเต็มๆ เหล่าพระภิกษุสงฆ์ได้ขอร้องแทนกบฏพวกนี้ กบฏจึงได้ออกจากหลุมและได้รับการปล่อยตัว แม้ฟาน ฟลีตจะไม่ได้กล่าวตรงๆ แต่หากไม่ใช่สมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงมีพระราชโองการให้ปล่อยก็คงไม่สามารถปล่อยนักโทษพวกนี้ได้

ที่น่าสงสัยคือโทษเสมอกบฏ ตามปกติแล้วก็สมควรถูกประหารชีวิต เหตุใดสมเด็จพระเจ้าปราสาททองถึงทรงปล่อยกบฏพวกนี้ไป

ทั้งนี้ไม่ทราบแน่ชัด อาจเป็นเพราะพระองค์อาจจะทรงคาดว่าสถานการณ์ที่เมืองนครศรีธรรมราชคงจะจัดการได้เรียบร้อยแล้ว อาจจะควบคุมระบบการปกครองได้อย่างสมบูรณ์พระองค์เลยวางพระทัย หรือไม่ก็กบฏพวกนี้อาจจะไม่ถึงกับเป็นพวกกลุ่มอิทธิพลเก่าในเมืองนครแต่เป็นแค่กลุ่มคนไร้ระเบียบที่ก่อความวุ่นวายไม่ได้ถึงกับจะต่อต้านพระองค์โดยตรง หรือไม่ก็ฟาน ฟลีตบันทึกไม่ละเอียด(ที่ว่าปล่อยอาจจะปล่อยจากหลุมแต่จับไปฆ่าให้พ้นทรมานก็ได้)



อย่างไรเสียความวุ่นวายในเมืองนครศรีธรรมราชซึ่งสืบเนื่องมาตั้งแต่การวางแผนเพื่อกำจัดออกญาเสนาภิมุข(ยามาดะ นางามาสะ)ของสมเด็จพระเจ้าปราสาททองก็ได้จบลงในที่สุด แต่ก็สัณนิษฐานว่าอำนาจเก่าทางเมืองนครน่าจะเสื่อมถอยลงไปในช่วงนี้และมีช่องให้ส่วนกลางที่อยุทธยาสามารถแทรงแซงการปกครองได้มากขึ้น ทำให้สถานะของเมืองนครศรีธรรมราชค่อยลดต่ำลงมาตามสมัย...




 

Create Date : 07 มิถุนายน 2556
15 comments
Last Update : 7 มิถุนายน 2556 22:15:34 น.
Counter : 11608 Pageviews.

 

สวัสดีค่ะ

แวะมาอ่านหาข้อมูลค่ะ

ขอบคุณที่ให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์นะคะ

 

โดย: ~My Birthday is on April 14~ 10 มิถุนายน 2556 1:15:08 น.  

 

มุมเจดีย์นี่ถ่ายังไงครับเนี่ย สูงมากๆ

 

โดย: VET53 10 มิถุนายน 2556 10:05:36 น.  

 

การล้วงลูกก็เป็นหลักในการบริหารงานอย่างหนึ่งนะคะ
สมัยนี้ก็ล้วงไปหมดทุกหน่วยงาน

 

โดย: tuk-tuk@korat 10 มิถุนายน 2556 13:04:15 น.  

 

 

โดย: tuk-tuk@korat 29 ธันวาคม 2556 13:35:28 น.  

 

 

โดย: tuk-tuk@korat 4 มกราคม 2558 15:01:21 น.  

 

คิดถึง อยากอ่านเรื่องราวค่ะ

 

โดย: tuk-tuk@korat 19 กุมภาพันธ์ 2558 13:13:02 น.  

 

พอดีไม่ค่อยว่างครับเลยทิ้งไปนาน ถ้ามีเวลาจะกลับมาครับ

 

โดย: ศรีสรรเพชญ์ IP: 171.97.26.24 21 กุมภาพันธ์ 2558 8:36:36 น.  

 

 

โดย: tuk-tuk@korat 4 เมษายน 2558 14:41:31 น.  

 

นักประวัติศาสตร์ที่ไม่มีความน่าเชื่อถือเลยคือ ศรีสรรเพชญ์ เที่ยวเอาเอกสารนู้นนี้มาประมาติดเรียงๆกัน แล้วบอกว่าถูกต้องที่สุด ใครแย้งตนเองหน่อยก็ด่าเขาแบบอ้อมๆว่ามั่ว ว่าไม่มีแก่นสาร ว่าบิดเบือนความจริง เหมือนกะแด่ะ กะแด่ะ ว่าตัวเองถูกต้อง รู้ดี รู้หมด รู้หมดทุกเรื่อง รู้จริงๆ

 

โดย: ศรีสรรเพชญ์ IP: 171.96.186.107 12 พฤษภาคม 2558 17:15:17 น.  

 

IP: 171.96.186.107

ผมวิเคราะห์โดยใช้หลักฐานทางประวัติศาสตร์อ้างอิง(ซึ่งหลักฐานอาจเขียนโดยมีอคติหรือนัยทางการเมือง ไม่ใช่'ความจริง') ผมไม่ได้พูดเลยว่าสิ่งที่ผมพูดเป็นความจริงไปหมด และไม่เคยพูดว่าถูกต้องที่สุด เพียงแต่เสนอเนื้อหาตามหลักฐานที่ปรากฏตามหลักฐานเท่านั้น และสิ่งที่ผมไม่เคยทำคือ 'บิดเบือนความจริง'หรือบอกว่าผมรู้ดีกว่าใคร

นอกจากนี้ทุกครั้งที่ผมแย้ง ผมมีหลักฐานอ้างอิงใช้ในการโต้แย้งตลอด แต่เวลาผมขอหลักฐานกลับบ้างคุณ(หรือใครที่ก่อกวน)ผมกลับไม่สามารถหาหลักฐานใดๆมาอ้างอิงได้ นอกจากนี้ยังใช้คำพูดเสียๆหายๆด่าคนอื่น

หากคิดว่าผมมีหลักฐานไม่น่าเชื่อถือ หรือมีหลักฐานที่สามารถหักล้างได้ก็กรุณามานำเสนอ หากมีน้ำหนักพอและพูดกันด้วยเหตุผลผมพร้อมจะรับฟัง ไม่ใช่มาใช้พฤติกรรพูดลอยๆ ว่ากล่าวคนอื่นแบบเสียๆหายๆว่าแต่กลับไม่สามารถหาข้อโต้แย้งทางประวัติศาสตร์ได้อย่างเหมาะสม ไม่สามารถหาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือได้มากพอ นอกจากนี้ยังใช้พฤติกรรมไม่เหมาะสมในการใช้ชื่อผมมาตั้งความเห็น และตอบความเห็นแบบก่อกวนหาเรื่องอีก

แล้วไม่ต้องยกผมเป็นนักประวัติศาสตร์นะครับ ผมไม่ได้เป็น และไม่เคยบอกว่าเป็นด้วยครับ

ผมอยากทราบเหมือนกันว่าใครกันแน่ที่ไม่ยอมพูดคุยด้วยเหตุผลหรือเปิดใจรับฟังผู้อื่น แต่ก็ขอบคุณนะครับที่อุตส่าห์เสียเวลามาตอบทุกอัน แต่ผมคงต้องขอแจ้งลบความเห็นที่ก่อกวนทั้งหมดนะครับ

 

โดย: ศรีสรรเพชญ์ 20 พฤษภาคม 2558 13:13:02 น.  

 

เพิ่งเจอบล็อกของคุณศรีสรรเพชญ์ค่ะ
น่าสนใจและสนุกมาก อ่านรวดเดียวจบเลย

ไม่ทราบว่า ถ้ามีเวลา คุณศรีสรรเพชญ์ จะกลับมาเขียนต่อจนจบรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททองเลยหรือเปล่าคะ

 

โดย: รำภาสะหรี IP: 101.51.204.94 10 สิงหาคม 2558 17:39:39 น.  

 

สวัสดีปีใหม่ค่ะ

 

โดย: tuk-tuk@korat 1 มกราคม 2560 14:30:45 น.  

 

ขอบคุณที่นำมาฝากค่ะ

 

โดย: อุ้มสี 28 มีนาคม 2560 9:07:36 น.  

 

รู้แล้ว ยังดีกว่าไม่รู้

 

โดย: dtuengsak IP: 182.53.62.225 9 พฤศจิกายน 2560 16:17:36 น.  

 

ติดตามผลงานตลอดครับ ยอดเยี่ยมมากครับ

 

โดย: วิเศษกุญชร อัศดรอาจหาญ 23 พฤศจิกายน 2560 14:41:52 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


ศรีสรรเพชญ์
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 20 คน [?]




New Comments
[Add ศรีสรรเพชญ์'s blog to your web]