Group Blog
 
 
กุมภาพันธ์ 2562
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
2425262728 
 
25 กุมภาพันธ์ 2562
 
All Blogs
 

Chapter 1: เมื่อฉันตัดสินใจไปเป็นคนไข้จิตเวช



ตัดสินใจอยู่นานว่าจะเขียนบล็อกดีมั้ย? ซึ่งเรื่องนี้ค่อนข้างเป็นเรื่องที่ส่วนตัวเอามากๆ และหลายๆ คนก็ยังไม่เปิดใจรับซักเท่าไหร่


เราตัดสินใจไปเปิดคนไข้จิตเวชเมื่อปลายปีที่แล้ว เพราะปีที่แล้วมีเรื่องหลายเรื่องเกิดขึ้นเยอะ และด้วยนิสัยเรา เป็นคนที่ไม่ค่อยพูดหรือปรึกษาใคร จะเก็บปัญหาไว้แล้วแก้เอง เครียด และปมปัญหาตอนเด็ก คนรอบตัว การทำงาน สภาพแวดล้อมมีผลกระทบต่อเราทั้งหมด

เราเพิ่งตัดสินใจบอกแม่เรื่องที่ไปหาจิตแพทย์เมื่อไม่นานมานี้ เพราะคิดว่าแม่คงรับไม่ได้ แต่สุดท้ายก็เล่าให้ฟังว่า เราป่วยนะ มีปัญหา แต่ดีขึ้นมากแล้ว

สาเหตุคืออะไร? ทำไมถึงตัดสินใจไปหา?

จริงๆ แล้วตอนแรกคิดว่าเราเป็นแค่ภาวะซึมเศร้าเฉยๆ เพราะตอนนั้นเลิกกับแฟน งานมีปัญหามาตลอด เพราะเพิ่งเปลี่ยนงาน แล้วเป็นการเปลี่ยนแบบข้ามสายงาน จากงานประกันชีวิต มางานพลังงาน ก่อสร้าง ขายไฟฟ้า ซึ่งเป็นงานที่ใหม่มาก 

อีกอย่างคือ งานที่เดิมไม่โอเคอย่างมาก เราอดทนทำอยู่ทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำงานอะไรมาก แต่อยู่เพราะแค่อยากได้ประวัติการทำงานที่ดีเพื่อสมัครงานใหม่ แค่นั้น โดนบีบ กดดันให้ออก ปัญหาเยอะมากกกกกก สุดท้ายก็ย้ายมาที่ทำงานใหม่

ตอนย้ายมาที่ใหม่ก็ยังปรับตัวไม่ได้ กลายเป็นคนไม่พูด ไม่มีสังคม ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนเราเฟรลลี่มากกว่านี้ เพราะใจนึงยังระแวงอยู่ว่าอาจจะเจอคนที่เป็นเหมือนออฟฟิศเดิม 

กับแฟนก็มีปัญหากันมาตลอด และเขาเองก็เป็นรักครั้งแรกของเรา หลายๆ อย่างเขาเองก็เป็นเขา เจออะไรมาค่อนข้างเยอะ จนรู้สึกว่า เหนื่อยมากแล้ว ไม่อยากทนแล้ว และเค้าเองก็เป็นเหมือนกัน

แฟนค่อนข้างมีอิทธิพลมากสำหรับเรา และถ้าให้คำนวณว่าการเป็นโรคครั้งนี้เกิดจากเขากี่ % คงจะมากกว่า 70% แน่นอน 

เลิกกันแล้วเราเองก็พอรู้ว่า ที่ผ่านมาคืออะไร เราโดนกดดัน ทั้งเรื่องหลายๆ เรื่อง รถ บ้าน แต่งงาน เก็บเงิน เรื่องงาน อนาคต และเขาเองก็ทำเหมือนว่าเราเป็นภาระ ปัญหา คือแน่นอนคุยแล้วมันไม่จบง่ายๆ กับแฟน เราอดทนมากกกกกกกกกกก มากของมาก เราวิ่งตามความต้องการของเค้าตลอด เค้าไม่ชอบอะไรก็จะไม่ทำ เค้าไม่อยากมาหาเรา เราไปหาเองก็ได้ เรายอมทุกอย่างเพื่อให้เขาพอใจ

เรื่องนี้เป็นเรื่องนึงที่ฟังบทวิเคราะห์ทางจิตวิทยาแล้วบอกว่า เป็นพฤติกรรมที่อาจจะเรียกว่า "เรียกร้องความสนใจ" เมื่อตอนเป็นเด็ก เราเรียกร้องความสนใจจากแม่ จากที่บ้าน ด้วยการทำให้เค้าพึงพอใจ เรียนให้เก่ง ทำตัวอย่างที่เค้าอยากให้ทำ และมันสำเร็จทุกครั้ง แต่ครั้งนี้เราทำกับแฟน 

เราโอบกอด เรารอคอย เราพยายามวิ่งไล่ตามความต้องการทุกอย่างของเขาจนลืมความต้องการของตัวเอง

เราเคยมีความสุขกับการซื้อเสื้อผ้า แต่งตัว แต่พอเค้าบอกว่า ทำไมต้องซื้อ เราสวยอยู่แล้ว ทำไมต้องแต่งเยอะ ทำไมต้องทำเล็บ ตุ้มหูทำไมต้องซื้อบ่อยๆ ...เราก็กลายเป็นคนไม่แต่งตัว 

เรากลายเป็นเราในแบบที่เราไม่ได้ชอบ อดทนโดนด่า โดนทิ้ง โดนสารพัด ยอมทุกอย่าง แต่ก็ทนเพราะคิดว่าก็รัก เอาเป็นว่า พอเลิกกัน ไปเล่าให้ใครฟังเค้าก็บอกว่าเราโชคดีแล้วที่หลุดออกมาได้ ...เค้าไม่ได้เลวร้าย แต่เป็นเราเองที่เอาตัวเองไปผูกกับคนอื่น

พอวันที่เลิกกันจริงๆ ช่วงปลายปีถ้าใครทำฝั่งของเลขานุการบริษัทจะทราบว่า งานเยอะมากกกกก และบริษัทที่เราทำเป็นบ.มหาชนและทำฝั่งของบ.ย่อย งานใหม่ ทุกอย่างใหม่และกดดัน เลิกกับแฟน มันเหมือนโลกมันมืดไปหมด ดำมากกกกก

วันๆ ไม่คุยกับใคร เข้าห้องน้ำ ร้องไห้ ไม่กินข้าว ไม่อยากนอน ตื่นทุกตี 3 กัับอีก 20 นาทีทุกวัน น้ำหนักลด ผอมมากกกกกก จนทุกคนทักว่าจะผอมเกินไปแล้วนะ

มีอยู่วันหนึ่งกำลังจะข้ามถนน ดึกแล้วแหละ ก็คิดในใจว่า ถ้าลงไปตอนนี้จะตายมั้ย จะเจ็บรึเปล่า เป็นความคิดแวบเดียวเท่านั้น แวบมากๆๆๆๆ เราตกใจกับความคิดนั้นว่า ทำไมถึงคิดแบบนั้น แล้วจะทำยังไง แม่จะอยู่ยังไง?

ก็เลยทำให้ตัดสินใจได้ว่าควรไปหาหมอดีกว่า

การหาจิตแพทย์ที่คิวว่างๆ ค่อนข้างยากทีเดียวแหละ เราโทรไปถามคลีนิคจิตเวชหลายๆ แห่ง คุณหมอคิวจะค่อนข้างเต็มหมด จะไปโรงพยาบาลรามาเราเองก็ไม่สะดวก เลยโทรไปถามที่ รพ.เปาโล ก็เลยได้ปรึกษาคุณหมอในวันรุ่งขึ้น

เจอหมอแล้วเป็นยังไงบ้าง?

ตอนแรกที่เจอคุณหมอ คุณหมอเป็นผู้หญิง เสียงจะเย็นๆ ถามว่าเราเป็นอะไรมา จำได้ว่า ตอบหมอไปว่า "รู้สึกว่าไม่มีความสุขเลย พยายามปีนออกมาแล้วแต่มันออกมาไม่ได้" จากนั้นก็ร้องไห้ๆๆๆๆ เล่าให้หมอฟัง หมอก็อธิบายหลายๆ อย่างมา (เอาจริงๆ คือเรารู้หมดแหละ แค่เราออกจากพื้นที่สีดำๆ ตรงนั้นไม่ได้)

จากนั้นก็ให้ยาปรับอารมณ์กับยานอนหลับมา อีกประมาณ 2 อาทิตย์ พบคุณหมอใหม่

เราเองก็พยายามปรับตัวเอง ทำทุกอย่างแล้วแหละ ร้องไห้ ขอไปเจอ ไปร้องไห้ขอโทษ ขอให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม แต่มันก็กลับไม่ได้ และเขาเองก็ไม่ต้องการจะกลับมา

มันเป็นความทรมานอย่างหนึ่ง ซึ่งเราก็รู้ว่าเราป่วย แต่ประโยคนึงที่ได้รับมาจากแฟนเก่าคือ เค้าเองก็ไม่รู้จะพูดยังไง เพราะเราบอกเองว่าเราป่วย เค้ามีคำพูดสำหรับคนปกติ เราบอกเองว่าเราไม่ปกติ เค้าคงไม่พูดดีกว่า....




 

Create Date : 25 กุมภาพันธ์ 2562
0 comments
Last Update : 25 กุมภาพันธ์ 2562 16:45:25 น.
Counter : 1154 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 


~บุลภรณ์~
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 14 คน [?]




ก็เป็นแค่ผู้หญิงหน้าตาบ้านๆ คนนึงบนโลกใบนี้ที่บ้าแต่งหน้า บ้าสกินแคร์ บ้านิยาย แต่ไม่ยักจะบ้าหนังสือเรียนแฮะ

สภาพผิว : ผิวผสมค่อนไปทางแห้ง, สิวอุดตัน

ปัญหาผิว : เป็นสิวทั้งอักเสบ อุดตัน และรอยดำ

สีผิว : ผิวสองสีค่อนไปทางเหลือง ใช้แมคประมาณ NC37

ถ้ามีคำถามหรือข้อสงสัยอะไร ติดต่อผ่านเมล์ก็ได้ค่ะ

jessenia_write@hotmail.com

กล้องที่ใช้ Fuji Xa-2







Duean Sorada รักในหลวง




Friends' blogs
[Add ~บุลภรณ์~'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.