หุบเขาคนโฉด ไม่ใช่ไอศครีม ไม่ต้องเข้ามาเลีย หรือเชียร์จนละเหี่ยใจ แต่ขอแค่ความจริงใจ ของคนกล้าคิด ไม่ติดอยู่ในกรอบ
31013 ไม่ทานเจได้ไหม?

ห้องขว้างไข่ใต้ตึกขวาง
00ขัดใจก็อยากขวาง.....ขวางไม่ได้ก็ขว้างไข่
หุบเขาคนโฉด, ห้องขว้างไข่ใต้ตึกขวาง, ไม่กินเจได้ไหม?
zOOmzerO, Violent Valley, Vegetarain Festival

ไม่กินเจได้ไหม?


เทศกาลถือศีลกินเจ


เมื่อถึงเดือนตุลา...หนุ่มบ้านนาหน้าเหงา....คอยคนรัก คอยคนรัก ทุกวัน....

อ้าว...ลมหนาวกำลังจะมา มาร้องเพลงกันเร้วววว......
มีคนชอบทักว่า ปีนี้กินเจหรือเปล่า?
ผมก็มักจะตอบไปว่า ไม่กินเจได้ไหมหละ? กินแล้วไม่อิ่ม เดี๋ยวก็หิว
คนถามก็คงจะงงว่า ถามมันดีๆ ทำไมมันถึงได้ตอบกวนคีโต้ได้แบบนี้ฟระ 555
ไม่เป็นไร แค่คำพูด ไม่ได้หมายความจะไม่กินซะหน่อย
มาที่ entry นี้ เรามาคุยเรื่อง การกินเจ ในมุมมองของคนไม่ชอบทานเจกันนะครับ

J FlagCelebrating the Vegetarian Festival
เมื่อย่างเข้าเดือน 9 ของจีน จะมีเทศกาลถือศีลกินเจ หรือ เก้าอ๊วงเจ
ซึ่งจะเป็นระยะเวลา 9 วัน เริ่มตั้งแต่วันขึ้น 1 ค่ำ ถึง 9 ค่ำ (ขอย้ำว่า ต้องดูปฏิทินจีน)
เนื่องจากใช้เวลา 9 วัน ภาษาฝรั่งใช้คำว่า Nine Emperor Gods Festival (เพราะจะมีการเชิญเทพมา 9 องค์)
บางคนใช้ภาษาสื่อสารกันตรงๆง่ายๆ คือ ประเพณีถือศีลกินผัก
ส่วนคนที่ชอบชักชวนให้ผู้อื่นเห็นดีด้วยกับการทานอาหารเจ มันจะพูดว่า "หนึ่งมื้อกินเจ หมื่นชีวิตรอดตาย"
สำหรับคนที่มีศรัทธามาก ก็จะกล่าวคำตั้งจิตอธิษฐานปฏิญาณว่าจะรักษาศีลและงดเว้นกินเนื้อสัตว์อย่างเคร่งครัด
การกระทำนี้มุ่งไปสู่สภาวการณ์ชำระทั้งร่างกายและจิตใจ อีกทั้งเป็นการทดสอบความอดกลั้นและการรักษาสัจจะ

ความคิดที่ว่า ทำเพื่อให้ร่างกายและจิตใจบริสุทธิ์ คิดแบบนี้เข้าทีดีนัก
ดีกว่า พวกที่มีความคิดที่อยากจะไปสวรรค์ ไปอยู่ในวิมาร ไปอวตารเป็นเทพบุตรเทพธิดา
คิดแบบนั้นจะติดสุข จะถูกเขาหลอกให้หลับหูหลับตาจ่ายเงินซื้อบุญจนหมดตัว
แค่งดการกินอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์ ทำง่ายๆ ต้องลองถึงจะรู้

ผมว่าจุดดีของคนจีนสมัยก่อนในเรื่องศาสนสถานก็คือ การสร้างศาลเจ้า และโรงเจ
พระไม่มี แต่ต้องมีโรงเจ มีพระพุทธรูป มีเทวรูป เริ่มต้นแบบนี้กันก่อน แต่ของไทยต้องมีพระสงฆ์ก่อนเสมอ
สำหรับประเทศจีน เมื่อพื้นที่มาก นักบวชมีน้อย มีศาลเจ้า ก็เอาไว้เป็นศูนย์รวมกิจกรรม วัฒนธรรมและประเพณีต่างๆ
และโรงเจ นี่แหละเป็นที่แจกทาน แจกอาหาร แจกเสื้อผ้า ให้คนยากจน นับเป็นศูนย์รวมของความเมตตาจริงๆ
ผมเชื่อกันว่า เจ เริ่มต้นมาจากกลุ่มคนจีนที่นับถือลัทธิเต๋ามาก่อน
เจ หรือ แจ ก็น่าจะมีความหมายเดียวกันคือ การรักษาความบริสุทธิ์(ทั้งกายและใจ)
เจ ในวันนี้ เป็นความเชื่อที่ผสมผสานระหว่างความเชื่อและศรัทธาใน เต๋า ขงจื้อ และพุทธ
ทั้งนี้เพราะชาวจีนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีลักษณะในการนับถือ เต๋า ขงจื้อ และพุทธ ปะปนกลมกลืนกัน
เต๋า เชื่อเรื่องธรรมชาติ จักรวาล โดยมุ่งที่จะสื่อสารผ่านทางเทพเจ้าทั้งหลาย
ขงจื้อ เชื่อเรื่องความสุข ความอยู่รอด มาจากการรู้จักกตัญญู ต่อบรรพชน บรรพกษัตริย์ ต่อผู้มีพระคุณ
พุทธมหายาน เชื่อเรื่อง พระโพธิสัตว์ การสร้างและสะสมบารมีด้วยความเมตตา การช่วยเหลือสรรพชีวิตจำนวนมาก

ผมเห็นว่าถ้ามองการกินเจ ในมุมที่ต้องการความบริสุทธิ์ ต้องการบำเพ็ญเพียร ต้องมองแบบพระโพธิสัตว์ นี่แหละดีมากๆ
การกินเจ เป็นหลักความคิดที่จะลดการยุ่งเกี่ยวกับชีวิตของสัตว์ที่เรานำมาเป็นอาหาร
โดยเน้นให้เว้นจากการนำเอาชีวิตสัตว์มาบำรุงชีวิตตน
เว้นจากการนำเอาเลือดสัตว์มาเป็นเลือดตน
เว้นจากการนำเอาเนื้อสัตว์มาเป็นเนื้อตน
แต่อย่ามองข้ามการเอาเขา หนัง ขน เขี้ยว งา ฯ
ไม่ได้กิน แต่ไปเอาชิ้นส่วนของเขามาเป็นเครื่องนุ่งห่ม เครื่องประดับ หรือเฟอร์นิเจอร์ ก็เบียดเบียนสัตว์เหมือนกัน

ถ้าคุณเป็นคนที่เชื่อเรื่องกินเจ แล้วมีคนมาถามคุณว่า กินเจไปทำไม
ลองดูข้อมูลที่ผมไปดูดของเขามา แต่อ่านแล้วต้องคิดตามด้วย อย่าเอาแต่เชื่อตามอย่างเดียว

จุดประสงค์ของการทานเจ อาจแยกได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้
1. กินเพื่อสุขภาพ แนวชีวจิต เชื่อว่าร่างกายจะปรับตัวจนขับสารพิษออกมาได้ ระบบทางเดินอาหารจะดีขึ้น
2. กินเพื่อจิตใจ ด้วยจิตเมตตาต่อสัตว์ ย่อมไม่อยากพรากชีวิต เมื่อละเว้นเนื้อสัตว์ได้ จิตใจก็มีความสุข
3. กินเพื่อลดกรรม ตามกฎแห่งกรรม เรากินเขา เราก็จะถูกกินอีกที กินในคราวหลังนี้หมายถึงโรคภัยไข้เจ็บ

เดี๋ยวนี้มีการกินเจที่เห็นบ่อยๆ นอกเหนือจากเวลาในช่วงเทศกาลกินเจ ก็ได้แก่
1. กินเจเพื่อสะเดาะห์เคราะห์ แบ่งเป็นนึกอยากกินเอง กับพระหรือหมอดูสั่งมาให้ทำ พวกหลังนี้เหมือนโดนบังคับ
2. กินเจเพื่อแก้จิตตก บางครั้งคนเราก็เกิดอาการหดหู่ กังวลในเรื่องที่กำลังเผชิญอยู่ เลยหาทางออกด้วยการ
ทำอะไรก็ได้เพื่อให้จิตใจตนเองเกิดปิติ เกิดความรู้สึกว่า ยังมีความดีติดตัวอยู่ จะเอาความดีนี้ไปแก้วิกฤติของชีวิต
3. กินเจเพื่อเป็นการต่อรอง หรือเป็นการบน(=สัญญา)กับสิ่งศักดิ์ เช่น ถ้าได้เป็นนางงามจะกินเจตลอดชีวิต
4. กินเจเพื่อฝืนกฎธรรมชาติ ผมเห็นบ่อยๆ คนไม่เข้าเรียนหนังสือ เรียนได้เกือบตก แต่อยากเรียมหาวิทยาลัยของรัฐ
บางคนร่างกายอ่อนแอแต่อยากเป็นทหาร เลยไปบอกสิ่งศักดิ์ว่าถ้าทำให้เขาได้สิ่งที่เขาปรารถนา
ขอร้องว่า เขาจะยอมกินเจ ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ง่ายๆ ทั้งในแง่คุณสมบัติ หรือความคิดของเทพที่จะช่วยคนแบบนั้น
5. กินเจตามคนอื่น หรือกินเป็นเพื่อนคนอื่น อันนี้แหละที่ผมก็เป็นคนแบบนั้น
6. กินเจเพราะแถวบ้านมีแต่ร้านขายอาหารเจ และหน้าตาน่าทานทั้งนั้น แบบนี้ก็อิ่มท้องและอาจจะมีการแอบอิ่มใจ

ทานเจ แค่ปีละไม่กี่วัน เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะยากลำบากอะไรจนเกินไป จริงหรือเปล่า?
ยิ่งมาอยู่กันในยุคที่มีร้านขายอาหารถุง อาหารตามสั่ง มากกันแบบนี้ คงหาทานได้สะดวก
แค่มองธงเหลือง ตัวหนังสือจีนตรงกลาง และมีเงินในกระเป๋า ก็ทานเจได้แล้ว
ถ้าเริ่มหัดทานเจ ก็น่าจะไปโรงเจดูสักครั้ง
ไปทำอะไรหรือ? ก็ไปทานอาหารเจแบบไม่เสียเงิน (ของฟรี) หรือไม่ก็ไปซื้ออาหารเจจากแม่ค้าหน้าหวาน
หากว่ามีเวลาเหลือเฟือ ก็เข้าไปไหว้พระ ไหว้เจ้า ในวัดจีนหรือโรงเจ จิตใจจะได้สงบ
หรือไม่ก็ออกมาเดินดูสาวๆสายเดี่ยวนุ่งกางเกงขาสั้นเดินซื้ออาหารเจ ทำแบบผมนี่แหละ ดี ดี ดี

การงดเว้นจากอาหารประเภทเนื้อสัตว์ในบางมื้อหรือบางวัน หรือช่วงสัปดาห์หนึ่ง ก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ
คนทำมาหากิน ตัวเป็นเกลียว เหนียวไปด้วยเหงื่อไคลจากการใช้แรงงาน อาจจะทานเจได้ไม่ครบ 9 วัน
ถ้าไม่สะดวก ก็น่าจะหา วันที่สบายๆ ชิล ชิล หาช่วงวันอื่นๆทานอาหารเจ ร้านขายอาหารเจจตลอดปีก็มีหลายร้านเหมือนกัน
ถ้าจะทำทานเอง ก็แค่ไม่ใส่กระเทียม ไม่ใส่เนื้อสัตว์ ก็เป็นอาหารเจได้แล้ว อย่าซีเรียสให้มากนักเลย
ผมว่า น่าจะเดินสายกลาง ไม่สะดวกก็ไม่ต้องกิน สะดวกก็กิน คิดมากแก่เร็วนะครับ

เดี๋ยวนี้มีหลายคนที่ทานเจในวันพิเศษ เช่น วันเกิดของตนเอง หรือวันเกิดของบุคคลอันเป็นที่เคารพรัก ฯ
บางคนจัดงานแต่งงานแบบเลี้ยงอาหารเจก็มี ผมเคยเจอมาแล้ว แต่เขาก็แบ่งเป็น 2 ส่วน
พวกที่ทานเจจริงๆก็จะเป็นญาติสนิทและแขกที่บอกล่วงหน้าว่าจะมาร่วมนั่งทานเจ ส่วนแขกอื่นๆก็ทานอาหารปกติ
เคยได้ยินคนพูดว่า น่าจะทานเจในวันเช็งเม้ง แต่เห็นว่า แค่พูด เพราะหนึ่งปีไปไหว้กันครั้งเดียว
จะยอมให้บรรพชนกินแต่ผักและผลไม้เท่านั้นหรือ บ้านอื่นเขาก็เอาเป็ดไก่มาไหว้ด้วยกันทั้งนั้น
ถ้าทานเจเป็นเรื่องดี เป็นเรื่องได้บุญ ทำไมมีคนคัดค้าน???
ว่า ไม่กินเจได้ไหม???



zOOmzERo2009
กินเจ จิตสงบ... ถือศีล ทำให้ได้บุญ

ไปอ่าน entry อันต่อจากนี้
Link ไปที่ blog 31021 อย่าห้ามฉันกินหอยนางรม

ย้อนกลับไปอ่านของเก่า
Link ไปที่ blog 30929 แอนนี่
Link ไปที่ blog 30916 True AF ปีที่ 7
Link ไปที่ blog 30831 การ์ตูนญี่ปุ่น
Link ไปที่ blog 30809 ไม่ยอมยกธงขาว
Link ไปที่ blog 30714 เรื่องหมาหมา ตอน สุนัขจรจัด
Link ไปที่ blog 30613 วากา วาก้า
Link ไปที่ blog 30414 Pattaya ตอนที่ 3
Link ไปที่ blog 30402 Pattaya ตอนที่ 2
Link ไปที่ blog 30319 Pattaya ตอนที่ 1

Link ไปที่ blog 30226 ช้างน้อยของฉัน
Link ไปที่ blog 30212 (เยื่อ)พรหมจรรย์สำคัญด้วยหรือ?
Link ไปที่ blog 30127 ดอกไม้หายไปไหน?



Create Date : 13 ตุลาคม 2553
Last Update : 17 มิถุนายน 2554 19:35:31 น. 26 comments
Counter : 846 Pageviews.

 
ตำนานการกินเจ จากวิกิพีเดีย

ตำนานที่ 1

กล่าวกันว่า การกินเจเริ่มขึ้นเพื่อรำลึกถึงนักรบ "หงี่หั่วท้วง" ซึ่งเป็นทหารชาวบ้านของจีนที่ต่อสู้ต้านทานกองทัพแมนจูอย่างกล้าหาญ ฝ่ายแมนจูมีปืนไฟของชาวตะวันตกที่ฝ่ายจีนไม่มี นักรบหงี่หั่วท้วงเหล่านี้จะประกอบพิธีกรรมนุ่งขาวห่มขาว ไม่กินเนื้อสัตว์และผักที่มีกลิ่นฉุน และท่องบริกรรมคาถาตามความเชื่อของจีน เชื่อกันว่าจะสามารถป้องกันปืนไฟได้ แต่ก็ไม่ประสบผล ครั้นจีนพ่ายแพ้แมนจู ชายชาวจีนถูกบังคับให้ไว้ผมอย่างชาวแมนจู ซึ่งสร้างความคับแค้นให้แก่ชาวจีนอย่างมาก ชาวจีนจึงรำลึกถึงนักรบหงี่หั่วท้วงเหล่านี้ด้วยสำนักในบุญคุณ[2]



ตำนานที่ 2

เพื่อเป็นการประกอบพิธีกรรมเพื่อสักการบูชาพระพุทธเจ้าในอดีตกาล 7 พระองค์และพระมหาโพธิสัตว์อีก 2 พระองค์ รวมเป็น 9 พระองค์ด้วยกัน หรืออีกนัยหนึ่งเรียกว่า “ดาวนพเคราะห์” ทั้ง 9 ได้แก่ พระอาทิตย์ พระจันทร์ พระอังคาร พระพุธ พระพฤหัสบดี พระศุกร์ พระเสาร์ พระราหู และพระเกตุ ในพิธีกรรมบูชานี้สาธุชนในพระพุทธศาสนาสละเวลาทางโลกมาบำเพ็ญศีลงดเว้นเนื้อสัตว์และแต่งกายด้วยชุดขาว



ตำนานที่ 3

ผู้ถือศีลกินเจในพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาของชาวจีนในประเทศไทย เพื่อสักการบูชาพระพุทธเจ้าในอดีลกาล 7 พระองค์ ดังมีในพระสูตร ปั๊กเต๊าโก๋ว ฮุดเชียวไจเอียงชั่วเมียวเกง กล่าวไว้คือ พระวิชัยโลกมนจรพุทธะ พระศรีรัตนโลกประภาโมษอิศวรพุทธะ พระเวปุลลรัตนโลกวรรณสิทธิพุทธะ พระอโศกโลกวิชัยมงคลพุทธะ พระวิสุทธิอาศรมโลกเวปุลลปรัชญาวิภาคพุทธะ พระธรรมมติธรรมสาครจรโลกมโนพุทธะ พระเวปุลลจันทรโภคไภสัชชไวฑูรย์พุทธะ และพระมหาโพธิสัตว์อีก 2 พระองค์ คือพระศรีสุขโลกปัทมอรรถอลังการโพธิสัตว์และพระศรีเวปุลกสังสารโลกสุขอิศวรโพธิสัตว์ รวมเป็น 9 พระองค์(หรือ “เก้าอ๊อง”)ทรงตั้งปณิธานจักโปรดสัตว์โลก จึงได้แบ่งกายมาเป็นเทพเจ้า 9 พระองค์ด้วยกันคือ ไต้อวยเอี๊ยงเม้งทัมหลังไทแชกุน ไต้เจียกอิมเจ็งกื้อมึ้งงวนแชกุน ไต้กวนจิงหยิ้งลุกช้งเจงแชกุน ไต้ฮั่งเฮี่ยงเม้งม่งเคียกนิวแชกุน ไต้ปิ๊กตังง้วนเนี้ยบเจงกังแชกุน ไต้โพ้วปั๊กเก๊กบู๊เอียกกี่แชกุน ไต้เพียวเทียนกวนพัวกุงกวนแชกุน ไต้ตั่งเม้งงั่วคูแชกุน ฮุ้ยกวงไตเพียกแชกุน เทพเจ้าทั้ง 9 พระองค์ ทรงอำนาจตบะอันเรืองฤทธิ์บริหารธาติดิน น้ำ ลม ไฟ และทอง ทั่วทุกพิภพน้อยใหญ่สารทิศ



ตำนานที่ 4

กินเจเพื่อเป็นการบูชากษัตริย์เป๊ง “กษัตริย์เป๊ง” เป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ซ้องซึ่งสิ้นพระชนม์โดยทรงทำอัตวินิบาตกรรม (การฆ่าตัวตาย) ในขณะที่เสด็จไต้หวันโดยทางเรือ เมื่อมีพระชนนมายุได้ 9 พรรษา พิธีบูชาเพื่อระลึกถึงราชวงศ์ซ้องนี้ มีแต่เฉพาะในมณฑลฮกเกี้ยนซึ่งเป็นดินแดนผืนสุดท้ายของราชวงศ์ซ้องเท่านั้น โดยชาวฮกเกี้ยนได้จัดทำพิธีดังกล่าวนี้ขึ้นด้วยการอาศัยศาสนาบังหน้าการเมือง การที่เผยแผ่มาสู่เมืองไทยได้นั้นเพราะชาวจีนแต้จิ๋วที่อพยพจากฮกเกี้ยนนำมาเผยแผ่อีกทอดหนึ่ง



ตำนานที่ 5

1500 ปีมาแล้ว มณฑลกังไสเป็นดินแดนที่เจริญรุ่งเรืองมาก ฮ่องเต้เมืองนี้มีพระราชโอรส 9 พระองค์ซึ่งเป็นเลิศทั้งบุ๋นและบู๊จึงทำให้หัวเมืองต่างๆ ยอมสวามิภักดิ์ ยกเว้นแคว้นก่งเลี้ยดที่มีอำนาจเข้มแข็งและมีกองกำลังทหารที่เหนือกว่า ทั้งสองแคว้นทำศึกกันมาถึงครั้งที่ 4 แคว้นก่งเลี้ยดชนะโดยการทุ่มกองกำลังทหารที่มีทั้งหมดที่มากกว่าหลายเท่าตัวโอบล้อมกองทัพพระราชโอรสทั้งเก้าไว้ทุกด้าน แต่กองทัพก่งเลี้ยดไม่สามารถบุกเข้าเมืองได้จึงถอยทัพกลับ



จนวันหนึ่งชาวกังไสเกิดความแตกสามัคคีและเอาเปรียบกัน เทพยดาทราบว่าอีกไม่นานกังไสจะเกิดภัยพิบัติจึงหาผู้อาสาช่วยแต่ชาวบ้านจะพ้นภัยได้ก็ต่อเมื่อได้สร้างผลบุญของตนเอง ดวงวิญญาณพระราชโอรสองค์โตรับอาสาและเพ่งญาณเห็นว่าควรเริ่มที่บ้านเศรษฐีใจบุญ ลีฮั้วก่าย

คืนวันหนึ่งคนรับใช้แจ้งเศรษฐีลีฮั้วก่ายว่ามีขอทานโรคเรื้อนมาขอพบเศรษฐีจึงมอบเงินจำนวนหนึ่งให้เป็นค่าเดินทาง แต่ขอทานไม่ไปและประกาศให้ชาวเมืองถือศีลกินเจเป็นเวลา 9 วัน 9 คืนผู้ใดทำตามภัยพิบัติจะหายไป เศรษฐีนำมาปฏิบัติก่อนและผู้อื่นจึงปฏิบัติตามจนมีการจัดให้มีอุปรากรเป็นมหรสพในช่วงกินเจด้วย

เล่าเอี๋ยเกิดศรัทธาประเพณีกินเจของมณฑลกังไสจึงได้ศึกษาตำราการกินเจของเศรษฐีลีฮั้วก่ายที่บันทึกไว้ แต่ได้ดัดแปลงพิธีกรรมบางอย่างให้รัดกุมยิ่งขึ้นและให้มีพิธียกอ๋องส่องเต้ (พิธีเชิญพระอิศวรมาเป็นประธานในการกินเจ)




ตำนานที่ 6

ชายขี้เมานามว่า เล่าเซ็ง เข้าใจผิดคิดว่าแม่ตนตายไปเพราะเป็นโรคขาดสารอาหาร จนคืนหนึ่งแม่ได้มาเข้าฝันบอกว่า แม่ตายไปได้รับความสุขมากเพราะแม่กินแต่อาหารเจและตอนนี้แม่อยู่บนเขาโพถ้อซัว ตั้งอยู่บนเกาะน่ำไฮ้ ในมณฑลจิ๊ดเจียงถ้าลูกอยากพบแม่ให้ไปที่นั่น

ครั้นถึงเทศกาลไหว้พระโพธิสัตว์กวนอิมที่เขาโพถ้อซัว เล่าเซ็งอยากไปแต่ไปไม่ถูกจึงตามเพื่อนบ้านที่จะไปไหว้พระโพธิสัตว์ เพื่อนบ้านเห็นเล่าเซ็งสัญญาว่าจะไม่กินเหล้าและเนื้อสัตว์จึงให้ไปด้วย ระหว่างทางเดินสวนกับคนขายเนื้อเล่าเซ็งลืมสัญญาที่ให้ไว้เพื่อนบ้านก็หนีไป โชคดีที่มีหญิงสาวคนหนึ่งเดินผ่านมาและต้องการไปไหว้พระโพธิสัตว์เล่าเซ็งจึงขอตามนางไป

เมื่อถึงเขาโพถ้อซัวขณะที่เล่าเซ็งก้มลงกราบไหว้พระโพธิสัตว์นั้น เขาเห็นแม่ลอยอยู่เหนือกระถางธูปที่คนอื่นมองไม่เห็น ขณะเดินทางกลับเขาได้แยกทางกับหญิงสาวและได้พบเด็กชายคนหนึ่งยืนร้องไห้อยู่จึงเข้าไปถามไถ่ได้ความว่าเป็นลูกของเขากับภรรยาที่เลิกกันไปนานแล้ว เขาจึงพาไปอยู่ด้วยแล้ววันหนึ่งหญิงสาวที่นำทางไปเขาโพถ้อซัวมาขออาศัยอยู่ด้วย ทั้งสามอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข

หญิงสาวผู้นั้นเป็นสาวบริสุทธิ์ประพฤติตนเป็นคนดีอยู่ในศีลธรรมและถือศีลกินเจอยู่เนืองนิตย์ นางรู้ว่าใกล้ถึงวันตายของนางแล้วจึงบอกเล่าเซ็ง เมื่อถึงวันนั้นนางอาบน้ำแต่งตัวด้วยอาภรณ์ที่ขาวสะอาดแล้วนั่งสักครู่ก็สิ้นลม เล่าเซ็งเห็นการจากไปด้วยดีของนางคล้ายกับแม่จึงเกิดศรัทธายกสมบัติให้ลูกชายแล้วประพฤติตนใหม่ เมื่อตายไปจะได้บังเกิดผลเช่นเดียวกับแม่และหญิงสาวและประเพณีกินเจจึงเริ่มขึ้น


โดย: zoomzero วันที่: 13 ตุลาคม 2553 เวลา:17:31:57 น.  

 
ตำ ตำ ตำ ตำนานนาน

ตำนานหรือเรื่องเล่าเกี่ยวกับที่มาของการกินเจนั้นมีหลายตำนาน
อ่านกันจนเพลิน แต่ละอันก็เป็นไปในแนวทำความดีด้วยการงดเว้นการกินเนื้อสัตว์
เทศกาลกินเจในถาคใต้ของไทยที่มีเอกลักษณ์พิเศษมาก
จนทำให้คนต่างประเทศพากันมาร่วมงาน จนเกี่ยวข้องกับการค้าและการท่องเที่ยวระดับชาติ
ผมคิดว่าตำนานกินเจที่ภูเก็ต มีความเข้าใจง่ายกว่าตำนานอื่น (คิดเอง เออเองนะ)
เพราะเป็นการกินเจเพื่อขอร้องเทพเจ้าให้รักษาโรคร้ายให้คณะละครงิ้ว
ซึ่งต่อมามีการไปนำตำนานการกินเจของชาวกังไสในประเทศจีน
ซึ่งชาวกังไสได้มีการนำเรื่องการการเชิญอ๋องส่องเต้ (ซึ่งคนไทยหมายถึงพระอิศวร)
เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพิธีถือศีลกินเจ ส่วนเรื่องการแห่ป้าย
แล้วมีร่างทรง ม้าทรง คงมามีในภายหลังอีกที

สำหรับเหตุผลของการกินเจในปัจจุบัน จะอ้างอิงด้านการแพทย์ ซึ่งทำให้ต้องไปถามนักโภชนาการว่าดีหรือไม่
ข้อดีที่ได้จากการกินเจ ได้แก่ ช่วยลดภาวการณ์เสี่ยงเป็นโรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน โรคเบาหวาน ฯ
เพราะคนในสมัยนี้เริ่มห่วงใยเรื่องสุขภาพของตัวเอง และคนในครอบครัวมากขึ้นเรื่อยๆ
ส่วนดีของการกินเจแบบวิทยาศาสตร์นี้ บวกกับเรื่องการทำให้ร่างกายและจิตใจบริสุทธิ์ จึงทำให้คนหันมากินเจมากขึ้น

ถ้าไม่พูดถึงมุมมองด้านเสียของการกินเจ ก็นับว่าเป็นการมองโลกด้านเดียวไป
ทีนี้หากจะมองว่า แล้วกินเจมันไปสร้างความเดือนร้อนให้ใคร มิทราบ?
เรื่องแรกที่อยากบอกก็คือ ราคาอาหารจะแพงมากในเทศกาลกินเจ ผักจะขึ้นราคาไปเกินกว่า 50%
จาการจ่ายตลาดมือละ 100 บาท อาจจะต้องจ่ายถึง 200 บาทก็ได้ (แต่แค่ 9 วันเองนะ)
ข้อเสียทางด้านโภชนาการก็คือ การได้รับสารอาหารน้อยหรือไม่เพียงพอ แต่แหม...แค่ 9 วัน คงไม่ถึงกับล้มป่วยกระมัง
ผมคิดว่า เรื่องได้สารอาหารน้อยก็ไม่น่าห่วงเท่าการได้รับสารอาหารบางอย่างเกิน
อาหารเจบางประเภทจะมีไขมันสูงมาก เพราะใช้วิธีการทอด และผัดแบบไม่เสียดายน้ำมันกันเลย
อาหารเจส่วนใหญ่ มาในรูปแป้ง ซึ่งทำหน้าตาเหมือนเนื้อสัตว์
ถ้าเราทานอาหารเจชนิดแป้ง รวมกับข้าวหรือเส้นก๋วยเตี๋ยว อันนี้ก็คือ แป้ง+แป้ง
ร่างกายของเราก็จะเปลี่ยนแป้งให้เป็นน้ำตาล แล้วเปลียนน้ำตาลเป็นก้อนไขมันอีกที
ดังนั้นการทานเจแบบมันๆหรือแป้งๆ ย่อมไม่ใช่สิ่งที่ควรทำ


โดย: zoomzero วันที่: 13 ตุลาคม 2553 เวลา:17:53:56 น.  

 
ไม่ได้ เดี๋ยวไม่อินเทรนด์

อิอิ มาตอบคำถามหัวข้อ แล้วก้อแว๊บไป ว่าง ๆ ค่อยมาอ่าน งิ แต่เพลงเพราะดีค่ะ บีว่าเพลงแบบนี้ฟังแล้วผ่อนคลาย สบายใจดีนะคะ ^_^

เดี๋ยวว่าง ๆ ค่อยมาเก็บรายละเอียด บับบายค่ะ จุ๊ฟ ๆ ๆ


โดย: Beee (Beee_bu ) วันที่: 13 ตุลาคม 2553 เวลา:19:46:18 น.  

 
เต็มใจ เต็มที่ เต็มที กับการกินเจ

การทานเจของแท้ๆนั้น น่าจะหมายถึง การถือศีลกินเจ และมีองค์ประกอบดังนี้
1. งดบริโภคเนื้อสัตว์ หมายถึงไม่ทำลายชีวิตสัตว์ ไม่เบียดเบียนสัตว์ ไม่ว่าเนื้อ หนัง ไขมัน หรือน้ำนม
2. ถือศีล บางคนก็ถือแค่ศีลห้า แต่บางคนถือศีลแปดหรือโป้ยกวนแจไก่ (พวกนี้จะงดทานอาหารเย็น)
3. ทำบุญ บริจาคทาน ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์โดยทำบุญแต่พอเหมาะ (เงินทองซื้อบุญไม่ได้หรอกครับ)
4. ทำสมาธิ มีสติรู้ตัว รักษาจิตใจให้บริสุทธิ์ รักษาพรหมจรรย์
5. แต่งกายด้วยเครื่องแต่งกายสีขาว ถ้าใส่สีอื่นไปโรงเจก็ได้ แต่เขาไม่ให้เข้าด้านใน
6. งดเว้นผักที่มีกลิ่นแรงหรือกระตุ้นความกำหนัด เช่น ต้นหอม(+หัวหอม) กระเทียม กุยช่าย หลักเกียว ใบยาสูบ
7. ละเว้นการดื่มของมึนเมา

คนกินเจตัวจริงของแท้ เขาจะมีจานชามช้อนส้อมและอุปกรณ์ทำครัวแยกต่างหาก
หรือไม่ก็ซื้อของใหม่ในทุกปีที่ทำการกินเจ เรียกว่าสะอาดตั้งแต่อุปกรณ์การทำอาหาร ไปจนถึงอาหารที่นำมาปรุง

คนกินเจ กับ คนกินผัก(เจี้ยะฉ่ายนั้ง) นั้นต่างกันหรือเปล่า? แหมก็ต้องต่างกันบ้างซิน่า
คนกินผัก ถ้ากินไข่ด้วย เขาเรียกว่า มังสวิรัติ
คนทานมังสวิรัติ สามารถเข้าได้กับหลายๆศาสนา หรือเรียกได้ว่าหลายศาสนาก็มีการจำกัดประเภทของอาหาร
ชาวมังสวิรัติ แบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ
แบบเคร่งครัด,
แบบดื่มกินนมได้,
และแบบทานได้ทั้งไข่ นม(รวมทั้งผลิตภัณฑ์จากนม)

ทุกวันนี้ยังมีเรื่องถกเถียงกันว่า การทานเจหรือมังสวิรัตินานๆอาจจะได้สารอาหารไม่ครบ
ประมาณว่า ในหัวสมองจะมีแต่อากาศธาตุ ร่างกายจะอ่อนแอ สุดท้ายก็เป็นลมหมดแรงตาย
ฝ่ายที่ทานเจและมังสวิรัติ เขาก็ไม่ยอมให้ใครมาว่าเขาว่าไม่ฉลาด หรือเป็พวกผอมแห้งแรงน้อย
แหมก็ดูศิษย์สำนักบู้ตึ้งกับวัดเส้าหลิน ซิครับคุณ พวกนั้นก็ยังแข็งแรงยิ่งกว่าซุปเปอร์แมน
และอัตราคนเป็นมะเร็งนั้นก็ไม่ค่อยจะมาคนทางฝ่ายกินเจหรือมังสวิรัติ แต่เป็นฝ่ายพวกกินเนื้อมากกว่า
ผมเคยได้ยินนักพูดที่เป็นมังสวิรัติท่านหนึ่ง ท่านได้พูดว่า พวกกินแต่เนื้อสัตว์โดยไม่ได้กินพืชผัก อายุไม่ยืน
ตัวอย่างเช่น พวกเอสกีโม ทานแต่ปลา แมวน้ำ ...
ไม่ค่อยได้ทานผัก สถิติการมีอายุเฉลี่ยถึงมีได้แค่ 45 ปี (ใครไม่เชื่อ ช่วยไปถามเอสกีโมให้ที 555)
จริงๆแล้วทุกปัญหามีทางออก ถ้าท้วงติงว่าจะขาดสารอาหารบางอย่าง ก็ทานอาหารเสริมเป็นเม็ดๆก็ได้
สมัยนี้อาหารเสริม วิตามิน เขามีแบบเม็ดเดียวครบถ้วนเต็มตารางธาตุกันเลย

คนกินเจหรือมังสวิรัติในช่วงระยะเวลาหนึ่งของแต่ละปี ย่อมไม่เหมือนคนทีทานแบบนี้ตลอดชีวิต
ผมมองว่า ครอบครัวที่ตัดสินใจทานเจหรือมังสวิรัติตลอดชีวิต มี 3 แบบ
คือ ทานตามพ่อแม่ ทานตามศาสนาที่นับถือ หรือ ทานเพราะเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดี
สำหรับเด็กที่เกิดในครอบครัวที่พ่อแม่ทานอาหารเจหรือมังสวิรัติตลอดชีวิต จะเป็นอย่างไร?
เขามีสิทธิ์เลือกได้หรือเปล่า? เขามีสิทธิ์เปลี่ยนได้หรือไม่?
พ่อแม่ต้องเลือกวิถีชีวิตที่ดีให้กับลูกของตนเสมอ แม้จะเป็นเรื่องอาหารการกินก็ตาม
พูดยากเหมือนกันนะ ก็สิ่งดีๆที่พ่อแม่นำทางให้ ทำไมลูกจะไม่ทำตาม
แต่ทำไมเพื่อนๆของลูก มีอยู่หลายคนเขาไม่เห็นเป็นอย่างครอบครัวเรา
แล้วลูกทุกคนต้องเดินตามรอยพ่อแม่เสมอ หรือมีอิสระในการเลือกวิถีการกินอาหารของตัวเองได้
นี่แหละนะที่เขาว่าการทำดีนั้นต้องใช้ความพยายามและจิตใจที่เข้มแข็ง
คนที่ทานอาหารจำกัดชนิดแล้วสามารถอยู่ในสังคมที่ผู้คนทานอาหารไม่เลือก
ต้องมีศรัทธามากจริงๆ
เอ้..ชักออกแนวซีเรียสเกินไปแล้ว



โดย: zoomzero วันที่: 13 ตุลาคม 2553 เวลา:21:39:29 น.  

 
ถือศีลกินเจ ศีลห้า หรือศีลแปด

มีข้อสนทนาเกี่ยวกับการถือศีลอยู่นิดหน่อย
ความจริงไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่มองเป็นประเด็นได้น่าคิด
คือมีการแปลภาษาจีนเกี่ยวกับการถือศีลของชาวจีนในอดีต
ทีนี้มาเจอคำว่า ศีลอุโบสถ (ไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นคนแปล)
จากการตีความของคนไทยพุทธ เลยทำให้กลายเป็น ศีลแปด

ทีนี่ศีลห้ากับศีลแปด ก็เป็นสิ่งที่ดีใช่หรือไม่? คุณตอบว่า ใช่...หรือเปล่า?
สำหรับเทศกาลถือศีลกินเจ มีคำว่า กินเจ เป็นคำหลัก
ศีลแปดต่างกับศีลห้าในเรื่องการกินอาหารตรงที่ "เวลา"
ศีลแปดห้ามทานอาหารในยามวิกาล หรือทางปฏิบัติคือหลังมื้อเที่ยง

ทีนี้เราอาจจะได้เห็นคนทานเจ 2 แบบ คือ
ท่านได้ทั้งวัน กับทานแค่มื้อหรือสองมื้อก่อนเที่ยง

ในมุมมองของผม ผมก็ว่าน่าจะแปลกันผิดพลาด น่าจะเป็นแค่ศีลห้า
เพราะเท่าที่ได้ดูการถ่ายทอดพิธีต่างๆในเทศกาลกินเจ ก็เห็นว่ามีกิจกรรมทั้งวัน
ผมจำได้ว่า ที่ภูเก็ต ตอนที่ขบวนแห่มาถึงโรงพิธี จะเป็นเวลากลางคืน
ซึ่งหลังจากนั้นก็จะมีการแจกอาหารเจให้กับผู้ร่วมงานกันทุกคน(ของฟรีมีที่โรงเจครับ)
ก็เท่ากับว่า คนแต่โบราณก็ต้องทานมือเย็นในงานนี้
ดังนั้นคงจะไม่ใช่ศีลแปดเสียแล้วหละ

ผมมองนอกกรอบว่า เผลอๆแล้วคำว่า ศีล นี่อาจจะคนละความหมายกับทางพุทธก็ได้
เพราะประเพณีการกินเจ ไม่ใช่บทบัญญัติในศาสนา
แต่เป็นการผสมผสานความเชื่อต่างๆ เพื่อให้คนลดละการทำบาปหรือเบียดเบียนสัตว์โลก
โดยมีเทพเจ้ามาเป็นพยานรู้เห็นในการทำความดีครั้งนี้
และมีการคาดหวังว่ากรรมดีย่อมส่งผลให้ได้รับการยกเว้นจากความเจ็บไข้ หรือแม้แต่ความตาย
มองเห็นนิยามของการกินเจ ว่า ทุกชีวิตมีค่า เราหยุดฆ่าโดยตรง และจะทำให้คนอื่นหยุดฆ่าด้วย


โดย: zoomzero วันที่: 13 ตุลาคม 2553 เวลา:22:11:05 น.  

 
มีอะไรแปลกในเทศกาลกินเจ

โอ้ย....เยอะ
งิ้วแสดงที่โรงเจ
คนต่างชาติมาเที่ยว มาดูของแปลก
อาหารเจ นานาชนิด เป็นทั้งอาหารตา และอาหารท้อง
เทพเจ้า เทพถือบัญชีคนตาย
ม้าทรง
การแทงร่างกาย
เสาเทวดา
ลุยไฟ


เทศกาลกินเจในประเทศไทย นอกจากจะเป็นเรื่องประเพณีของคนจีน หรือต้องบอกว่าคนไทยเชื้อสายจีน
ก็ยังจะมีกลิ่นอายของการท่องเที่ยวปนมาด้วย อย่างเช่นที่ภูเก็ต จะมีชาวจีนจากประเทศเพื่อนบ้าน
เดินทางมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่ก็จะมาจาก มาเลเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง ฯ
พวกเขามากันด้วยเจตนาต่างๆนานา บ้างมาเพื่อทำบุญ บ้างมาเที่ยวหาอาหารเจทาน
บ้างมาดูการแสดงหวาดเสียว บ้างมาดูงิ้ว ฯ
โรงเจเตรียมงานอย่างวุ่นวาย ผู้คนมากมาย ต่างมีใบหน้าอิ่มบุญ
โรงแรมหลายแห่งนั้น แอบขึ้นราคา เอาเปรียบนักท่องเที่ยว สร้างชื่อเสียงให้ประเทศจริงๆ
สำหรับโรงเจต่างๆในประเทศไทย ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ภายใต้การดูแลของสมาคมคนจีน (กฎหมายบังคับให้จดทะเบียน)
จะมีการแห่ อัญเชิญรูปปั้นหรือป้ายชื่อของเทพเจ้าประจำเทศกาลกินเจ (เก้าอ๋วงเจ หรือ กิวอ้วงเจ)

เรื่องนี้มีการนับเทพเจ้านั้น ก็มีความเชื่อแตกต่างกันไป
แต่ส่วนใหญ่จะเชื่อว่าเป็นเทพเจ้าประจำวันเกิดและนพเคราะห์ทั้งเก้า

บางตำนานก็บอกว่า ช่วงกินเจจะเป็นช่วงเขาเชิญเทพระดับเทวราชา ทั้ง 9 พระองค์ มายังโลกมนุษย์
บางทีก็ว่าเป็นพระพุทธเจ้าในอดีตก็มี
บ้างก็ว่ามีพระโพธิสัตว์ก็มี ประเด็นหลักคือเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั่นเอง
ถ้ามีขบวนแห่ ก็ต้องมี ม้าทรง(ร่างทรง) เดินร่วมขบวน
ม้าทรงไม่ได้เดินเฉยๆ
ม้าทรงจะแสดงสิ่งที่หวาดเสียว หลากหลายรูปแบบ เห็นแล้วน่ากลัวมาก
จุกเด่นของขบวนแห่ก็อยู่ที่ม้าทรงนี่แหละ
ซึ่งเชื่อว่า เป็นเทพเจ้าที่เข้าประทับทรงในร่างคนพวกนี้ คือเทพที่ถูกเชิญมาในเทศกาลกินเจ

ผมนั้นมีคำถามในใจขึ้นมาทันทีว่า
เทพเจ้าน่าจะมีจิตใจดี มีเมตตาจิต แต่ทำไมถึงต้องมาทำให้มนุษย์เสียเลือดด้วย

ไม่ว่าจะใช้ความเชื่อจากตำนานใดก็ตาม จะมีเทพเจ้า 2 องค์ ที่พิเศษมาก มาร่วมในขบวนแห่ด้วย
ท่านเทพทั้งสองนั้นคือ เทพน้ำซึ้ง และเทพปักเต้า (ชื่อจีนอาจมีเรียกต่างจากนี้)
พระหนำเต้าแซกุน เป็นผู้ที่ถือบัญชีเกิด ท่านอยู่ประจำดาวทางทิศใต้ 6 ดวง ต้องไหว้ด้วยธูป 6 ดอก
พระปักเต้าแซกุน เป็นผู้ถือบัญชีตายของมนุษย์ อยู่ประจำดาวทางทิศเหนือ 7 ดวง ต้องไหว้ด้วยธูป 7 ดอก

มีความเชื่อกันแบบฉลาดๆ(แกมโกง)ว่า ช่วงเทศการกินเจ
เทพทั้งสองจะลงมาดูความเป็นอยู่ของมนุษย์อย่างใกล้ชิด
คือมาตรวจสอบให้เห็นกับตาว่า คนนั้นคนนี้อยู่ทีไหน เป็นคนอย่างไร ท่านก็จะตรวจไปเรื่อยๆ
ดังนั้นถ้าท่านมาเห็นว่าใครเป็นคนดี ถือศีลอย่างเคร่งครัด ถึงจะชะตาขาด ต้องตายในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
ท่านก็จะพิจารณาอย่างเป็นพิเศษ และอาจจะทำการแก้ไขบัญชีให้ไม่ต้องตายก็ได้

เรื่องนี้มีตำนานจีนเล่ากันสืบต่อกันมานานแล้ว ว่าครั้งหนึ่งพวกท่านมาเมืองมนุษย์ ได้ทานอาหารของคนๆหนึ่ง
ซึ่งจะหมดอายุในวันนั้น พวกท่านได้ช่วยแก้ตัวเลขจาก 19 เป็น 90 ให้ชายหนุ่มที่เป็นคนดีคนนั้น
ทำให้เขาไม่ต้องตาย แต่กลายเป็นชายที่อายุยืนยาว

ตามหลักความเชื่อของเต๋า เขายอมรับว่าเทพเจ้ามีจริง
มีอิทธิฤทธิ์มาก มีเมตตามาก(คือใจดี) และมักจะใช้อารมณ์ จึงเป็นโอกาสให้มนุษย์วิงวอนขอร้องได้
ผมเคยเห็นคนจีนที่ญาติจะตายในห้องไอซียู ญาติคนหนึ่งก็วิ่งเอาธูปมาให้ 7 ดอก แล้วพากันออกไปไหว้กลางแจ้งกัน
คงจะไปไหว้เทพที่คุมบัญชีคนตาย แล้วคุณคิดว่าคนนอนป่วยจะรอดตายหรือเปล่า?
ของแบบนี้ไม่อยู่ตรงนั้นก็คงไม่รู้ว่า ทำไมต้องทำ ทำไปทำไม ...

เรื่องชื่อของเทพเจ้าที่เขาอัญเชิญกันมาในงานกินเจนี้ ผมเองก็สับสน
บางทีก็เห็นว่าเขาอัญเชิญเทพที่ว่าสูงสุด(อ๋องส่งเต้) มาเป็นประธานใหญ่
อ๋องส่งเต้ ที่เป็นประธานนี้ก็คือ พระอิศวร(หรือ พระศิวะ)
ที่นี่ก็เลยกลายเป็นการหลอมรวม เต๋า ขงจื้อ พุทธ และพราหมณ์ เข้ามาในพิธีเดียวกัน

ผมว่าคนไทยเชื้อสายจีนรุ่นใหม่ๆ มีหลายคนที่นับถือในลักษณะนี้ สิ่งไหนที่ศักดิ์และดีงาม ก็เคารพหมด
ผมเคยไปงานไหว้บวงสรวงการหล่อพระพิฆเณศร นี่ก็ศาสนาพราหมณ์แท้ๆ แต่พุทธอย่างผมก็ยังไปดูได้
ผมได้เห็นอาเฮียอาซ้อ ส่งภาษาไทยปนจีน มานั่งยกมือไหว้ข้างๆผม ตั้งหลายคน
เขาว่าคนบ้านเรานับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกอย่าง

ผมได้ไปถามอาม่าแก่ๆท่านหนึ่ง ท่านบอกว่า พิธีกินเจของแท้ๆ ต้องมีการตั้งเสาโกเต้ง (เสาเทวดา)
ต้องดูวันเวลาที่เหมาะเพื่อไปตัดไม้ไผ่มาทำเสา (โรงเจจึงมักปลูกไม้ไผ่เอาไว้ในบริเวณนั้นด้วย)
จะมีเด็กมาตีฆ้องจีนโบราณ(เรียกว่า โหล) เดินไปตามถนน
จะมีคนมาช่วยกันดึงเชือกโยงเสาเทวดา (อาม่าบอกได้บุญมาก)
มีการจุดเครื่องกำยาน(น่าจะเรียกว่า พิธีโก้ยเช่งเฮี้ยว)
ผมไม่แน่ใจว่ามีขั้นตอนอะไรบ้าง ผมก็เอาข้อมูลในอินเตอร์เน็ทมาปะติดปะต่อ ขออภัยถ้าอ่านแล้วพบว่ามั่ว
เรื่องสถานที่ต้องเตรียมกันให้พร้อม ต้องมีที่ให้พวกร่างทรงได้นั่ง และที่พักผ่อนแยกเอาไว้ด้วย
อาม่าเล่าอะไรอีกเยอะ ผมก็เบลอๆเหมือนกับว่าฟังท่านเล่าเรื่องสามก๊กทีเดียวจบเล่ม เลยเอ๋อๆ
ท่านเล่าพิธีต่างๆ เรื่อยๆไป... (เฮ้อ...ไม่ได้เอาเทปไปอัดคำสัมภาษณ์)

อ้อ...เขามีไฮไลท์ตรงนี้ ถ้าร่างทรงที่เป็นเทพที่ถือบัญชีคนตาย เดินเข้าบ้านใคร
คนในบ้านต้องรีบออกมารับท่าน ซึ่งเขาจะตั้งโต๊ะมีของเซ่นไหว้ เป็นของเจ เป็นพวกผลไม้นี่แหละ
ท่านจะอาจจะบอกว่า คนบ้านมีเคราะห์ แต่ไม่ทราบว่าบอกเป็นภาษาเทพหรือเปล่านะ (ไม่อยากโม้ เดี๋ยวของจะเข้าตัว)
แล้วท่านจะเขียนยันต์จีนหรือฮู้ เราต้องเอาฮู้ไปเผา แล้วเอาขี้เถ้ามาผสมน้ำดื่ม
เทพอาจจะหยิบผลไม้ให้คนในบ้าน ก็เอาไปแบ่งกันทาน จะได้หมดเคราะห์และโชคดี เฮง เฮง เฮง
อาม่ายังเล่าว่ายังมีการเอาไม้ไผ่มาผ่าแล้วเขียนยันต์ เรียกว่า เต็กฮู้
ใช้ปักตามจุดต่างๆ เป็นการบอกเขตแดนของที่ประทับของเทพ กั้นของไม่ดีไม่ให้เข้ามา

สำหรับคำถามที่อยากรู้มาก และได้ถามอาม่า คือ ทำไมต้องมีคนทรงเดินมาในขบวนแห่
อามาทำท่าจะตบหัวผม แต่ดูอีกทีอาจจะเป็นการลูบหัวก็ได้ 555
อาม่าบอกว่า อันนี้อั้วไม่รู้ อั้วไม่เคยเห็น
อ้าว...อาม่าไปอยู่ไหนมา ถึงไม่เคยเห็น
แปลว่าในกรุงเทพฯอาจจะไม่เคยมีการแห่ม้าทรงหรือเปล่านะ?
โถ...อาม่า มาทำให้เสียความรู้สึกจนได้ นึกว่าเป็นเอ็นไซโคปีเดียเคลื่อนที่
แล้วอาม่าก็เปลี่ยนเรื่องคุย เลยต่อกันไม่ติด จบ...เห่.....

กินเจ ต้องมีการลุยไฟ
อาม่าก็ไม่ทราบ บอกว่าไม่เคยเห็นเหมือนกัน
อีกแล้ว อาม่า นะ อาม่า
ผมเดาว่าน่าจะเป็น พิธีกรรมที่มีเฉพาะบางพื้นที่ บางจังหวัด
การลุยไฟนี่ เท่าที่ไปหาข้อมูลมา
เขาว่าไม่ใช่การแสดงอิทธิฤทธิ์เฉยๆ แต่เป็นการให้สิ่งเลวร้ายไหม้สลายไปกับเปลวไฟ



โดย: zoomzero วันที่: 13 ตุลาคม 2553 เวลา:22:57:29 น.  

 
ม้าทรง

สำหรับม้าทรง หรือที่เราเห็นว่า คนที่เดินตามขบวนแห่แล้วมีของแหลมแทงร่างกาย
ผมไม่ทราบเหตุผลที่ว่าทำไมเขาจะต้องหาของแหลมคมมาเสียบแทงปาก ลิ้น และแก้ม
ม้าทรงไม่ได้แทงตัวเองนะครับ
มีคนมาแทงให้
คนที่สำคัญที่สุดคือ คนแทงนี่แหละ เป็นใครมาจากไหน ไม่เคยมีใครเอามาเล่าให้ทราบกันเลย

มีคำอธิบายม้าทรงอยู่ 2 แนวคิด คือ เป็นร่างประทับทรงของเทพเจ้า
กับ เป็นร่างประทับทรงของทหารสวรรค์ หรือเทพบริวารของเทพเจ้าอีกที
ความเชื่อส่วนใหญ่ คิดว่าเป็นร่างทรงของเทพเจ้ากันมากกว่า

ผมเข้าใจว่า เจ้าหน้าที่ของโรงเจ ที่เรียกว่า เลอไท(หรือ ฮวดกั้ว) ทำหน้าที่จัดการพิธีกรรมต่างๆนั้น
เขาจะเชิญเทพเจ้ามาเพียงไม่กี่องค์ ถ้าเทพมาจริงก็น่าจะประทับได้ไม่กี่ร่าง
แต่ทำไมม้าทรงถึงมีเป็นร้อยคน น่าจะเป็นอีกแนวความคิดได้หรือไม่?

ผมเองเชื่อแบบที่สอง คือ ม้าทรงเป็นทหารหรือบริวารของเหล่ามหาเทพ เพราะมีเยอะเหลือเกิน
ซึ่งก็อาจจะเป็นเทพชั้นรองๆลงไปก็ได้ เทพผู้ใหญ่มาเมืองมนุษย์ ก็ต้องมีทหารอารักษ์ขามาด้วย
ม้าทรงจะทำการสำแดงเดช ขนาดจุดประทัดเป็นพันๆดอกยังเดินได้เรื่อยๆ หูน่าจะดับไปเลยก็ได้
การกระทำแบบนี้ เขาว่าเป็นการแสดงอำนาจเพื่อเป็นขับไล่พวกภูตผีปีศาจและสิ่งอัปมงคลทั้งหลาย

มีความเชื่อว่า ม้าทรง เป็นร่างทรงของเทพเจ้าที่ลงประทับร่างของคนที่เหมาะสม หรือคนที่ถูกเลือก
จะเห็นม้าทรงในเทศกาลกินเจได้มากที่สุด
ซึ่งในการทำพิธีกรรมบางอย่างก็อาจจะมีม้าทรงให้เห็นก็ได้

ใช่ว่าอยู่ๆ คนธรรมดาๆจะมาเป็นม้าทรงเพราะความอยากเป็น อันนี้ ขอบอกว่า ไม่มีทางทำได้
ม้าทรงจะต้องถูกเทพเจ้าองค์นั้นๆเลือก
ถึงไม่อยากเป็น ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ ต่อให้ไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับงานแห่กินเจ
เทพเจ้าก็จะไปเอาตัว คนๆนั้นมาจนได้

อาการของม้าทรง ก่อนที่จะถูกประทับทรงเต็มที่ จะมีอาการตัวแข็ง ตาค้าง สั่นไปทั้งตัวหรือส่ายหน้าไปมา
เมื่ออยู่หน้าโต๊ะ ม้าทรงจะตบโต๊ะอย่างแรง แบบว่าไม่กลัวว่ามือจะพัง กระดูกจะหัก และก็จะหัวเราะเสียงดังมาก
ถ้าเป็นเทพเพศชายเข้าประทับเต็มองค์ ม้าทรงจะออกลีลารำมวยจีน หรือกางเขน ก้าวขา เหมือนทหารจีนรำอาวุธ
แต่ถ้าเป็นเทพสตรีเข้าประทับ จะมีอาการเพียงสั่นศีรษะเบาๆ คล้ายการส่ายหน้าช้าๆไปมา
ดังนั้นเทพที่ว่ามาเข้างานพิธี อาจจะมีเทพที่เรียกว่า เจ้าแม่ ร่วมอยู่ด้วย

คนแบบไหนที่เจ้ามักจะเลือก?
เท่าที่มีการบอกเก้าเล่าสิบกันมา เชื่อว่า น่าจะเป็นหนึ่งใน....
(ขอบอกว่า จำเขาเล่ามา เรื่องจะจริงหรือไม่ ก็ไม่ขอยืนยัน)

- คนที่ชะตาขาด แล้วเทพเจ้าช่วยชีวิตเอาไว้ หรือมีคนไปขอให้เทพเจ้าช่วยชีวิต
ม้าทรงหลายคนเคยเป็นคนที่นอนในห้องไอซียูมาแล้ว และหายป่วย หรือรอดตายแบบที่เรียกว่าปาฏิหาริย์

- คนที่อยู่ในสถานที่ ที่มีการประทับทรง ม้าทรงหน้าใหม่มักจะได้มาจากคนที่ไปดูเขาแหเทพงานกินเจนี่แหละ (ล้อเล่น)
เท่าที่จำได้เขาใช้คำว่า "ถูกพระจับ" คือคุณคือคนที่ท่านเลือก และท่านจะเข้าประทับร่างทันที

- คนที่เกิดมามีเทพคุ้มครองตั้งแต่เกิด คนพวกนี้ถ้าไปในที่ ที่มีประทับทรง หรือหมอดูพลังจิต เขาจะทักทันทีว่า คุณมีเทพคุ้มครอง

- คนที่ปากดี ชอบพูดท้าทายเทพ ไม่เชื่อเรื่องการทรงเจ้าเข้าทรง โดยเฉพาะคนที่ดูม้าทรงแล้วเกิดความรู้สึกว่าน่าขำ
หรือคนที่เคยเปล่งวาจาว่า "ไม่มีวันเป็นม้าทรง"

- คนที่ไม่เคยไปโรงเจ แต่พอไปสัมผัสกับข้าวของ หรือรูปปั้นเทพเจ้า ในโรงพิธี พอจับปั๊บก็เป็นม้าทรงปุ๊บ

ฯ....(ใช้วิจารณญาณกันด้วย)

ผมไม่แน่ใจว่าเขาเอาเหล็กแหลมออกตอนไหน
ตอนที่ยังเข้าทรงอยู่ หรือว่าเทพออกไปแล้ว
แต่อย่าไปรู้มากเลย

สำหรับนักท่องเที่ยว การมางานเทศกาลถือศีลกินเจสำหรับคนที่อยากดูเรื่องแปลก
หนึ่งในรายการที่ต้องมาดูให้เห็นกับตา คือ มาดูม้าทรง



โดย: zoomzero วันที่: 13 ตุลาคม 2553 เวลา:23:16:30 น.  

 



อรุณสวัสดิ์วันพะหัสค่ะเฮีย
มินอ่ะ ขอเป็นมังดีกว่าค่ะ เพราะทานไข่ได้อ่ะนะคะ อิอิ
ที่ทำงานปีนี้ ในกลุ่มที่ไปทานข้าวด้วยกัน
มีทานเจ 2 คน แต่ไม เค้ายิ่งทานยิ่งดูอ้่วน ๆ ขึ้นไงไม่รู้ค่ะ
ก็ทาน 3 มื้อ 4 มื้อ ด้วยมั๊ง เห็นว่าหิวบ่อย มินก็ไม่รู้เค้าเหมือนกัน
แต่ มินมันคนประเภทตามใจฉันและไม่ทรมานตัวเองร๊อก
บางทีมินก็ทานข้าวผัดผักบุ้งไฟแดงของมินมั่ง
หมายถึงไม่ใช่หน้าเทศกาลเจ นะคะ คือ บางทีวันพระ
ก็ บางครั้งฟิตแบบไม่อยากทานเนื้อสัตว์ ก็ทานผัดผักนิด ๆ
หรือไม่ก็ทานข้าวไข่เจียว ไข่ดาว ก๊อง ๆ แก๊ง ๆ ของมินไปเรื่อยเปื่อยอ่ะค่ะ ฮ่า ๆ ๆ
ส่วนศีล 5 เนี่ย ไม่ได้โม้นะคะ แทบจะปฏิบัติเป็นปกติอยู่แล้วเกือบทุก ๆ วัน
ของมินเลยไม่ต้องรอเทศกาลอาไรหรอก เรื่อย ๆ มาเรียง ๆ ค่ะ ฮ่า ๆ ๆ

เหม..เมื่อวานได้ข่าวกรมอุตุ (ไอ้กรมอุตุบ้านเราเนี่ยมันอุตุจริง ๆ นะมินว่า ฮ่า ๆ ๆ)
ตั้งแต่กลางเดือนนี้เป็นต้นไป จะเริ่มเข้าสู่หน้าหนาว
แล้วปีนี้จะหนาวติดต่อกันถึง 5 เดือน โอว..แม่เจ้า
อุณหภูมิภาคเหนือจะอยู่ราว ๆ 6-9 องศา ส่วนพวกเรากรุงเทพ
จะได้สัมผัสที่ 16-18 องศา ซึ่งไม่เคยเกิดในรอบ 30 ปีอ่ะค่ะ
โห..ถ้าจริงนะคะ มินดีใจชะมัดเลยค่ะเฮีย นู๋ชอบหนาว ๆ เย็น ๆ อยู่แล้วอ่ะค่ะ อิอิ
โอว..อยากให้มาถึงเร็ว ๆ จังเล๊ย ชอบค่ะ กลัวจะเป็นแค่ความฝันอ่ะจิคะ
ก็ ยังไม่ทันไร เมื่อคืนก็ทั้งฟ้า ทั้งฝน ถล่มคำรามซะ แบบว่ากำลังหลับ ๆ ยังตื่นเลยอ่ะค่ะ...
ปล. เตรียมมีความสุขในวันที่อากาศเย็น ๆ กำลังจะมาเยือนดีกว่าเน๊อะ ฮ่า ๆ ๆ


โดย: มินทิวา วันที่: 14 ตุลาคม 2553 เวลา:5:55:16 น.  

 
โอ้โห รายละเอียดเยอะจังค่ะ ข้อมูลดี ๆ ทั้งนั้นเลย แต่ดูผ่าน ๆ (อีกแระ :P)

พี่ชายคะ ถ้ามีคนไม่ชอบเรา เป็นพี่ชายจะทำยังไงคะ ช่างมัน หรือยังไง ^_^

คิดถึงนะคะ จุ๊ฟ ๆ ๆ ไป fb ต่อ
ว่าแต่ พี่ชายมะเหงมาลงอะไรใน fb มั่งเรยเหย๋อ ^_^ แอบอย่างเดียว ว่าง้าน อิอิ


โดย: นู๋ Beee เองค่ะ (Beee_bu ) วันที่: 14 ตุลาคม 2553 เวลา:16:15:53 น.  

 
Nuuu_Beee

บี่บี๋ น้องเล็ฟ

ท่าทางจะดูผ่านๆจริง
เพราะไม่เห็นมาคอมเมนท์ว่า ไม่กินเจได้หรือเปล่า? เลยนี่ 555
มะเปนราย ไม่เป็นไร คนรวยทำอะไร ก็ไม่น่าเกลียด เพราะเราให้เกียก ซะเม๋อ เสมอ

เรื่อง fb ฟุตบอล หนะเหรอ หุหุ
ไม่ได้เล่นเลย เข้าไปอ่านแล้ว ไม่ค่อยเก็ด สงสัยว่าสมองของพี่ชายจะเอ้าท์สังคมไปแล้วหละ
ไม่เป็นไร นานๆเข้าไปอ่านทีก็ได้
เออ...เท่าที่เห็น ส่วนใหญ่ นะ สามีภรรยา หรือแฟน จะไม่เชื่อมต่อ fb กัน ว่ามั๊ย
แต่ I-Gig กับ E-Gig นี่ซิ เชื่อมกัน ตะดึง ตะดั๊ง
แต่ไม่ค่อยคุยกันหน้าจอ สงสัยเขาคุยกันหลังไมค์กันมั๊ง อิอิ

ถ้าจะมาถามว่า เจอคนไม่ชอบเรา จะทำยังไง
ว๊าย...ถามถูกคนแล้วหละ

น้องสาวลองเอาฉะหมองที่มีแต่เรื่องหาเงินหาทองของคุณน้อง คิดดูดิ
พี่ชายเคยเล่นบอร์ดๆหนึ่ง ไม่มีคนเกลียดพี่ชายเลยแม้แต่คนเดียว
แต่มีคนโฆตรเกลี๊ยดเกลียดพี่ชายเป็นโหลๆเลย จริงหรือเปล่า??? 555
เคยมีคุณป้าฉายาม้านิลมังกรของพี่ชาย ตำหนิพี่ชาย ว่าจะหนีหน้าคนพวกนี้ทำไม
อยู่อย่างที่เราเป็นนี่แหละ เราไม่ได้เป็นคนไม่ดี เราก็ไม่ต้องไปสนใจพวกนั้น
ทุกวันนี้ ก็ต่างคนต่างอยู่ เราไม่เข้าไปยุ่งกับเขา ก็คงเข้าลักษระ "ช่างมัน"
แต่ชางมันนี่ ก็ต้องดูว่ามันเป็นอย่างไร ถ้ามันเป็นคนที่ทำให้เราอยู่อย่างไม่สงบสุข คงต้องหาทางออกให้ได้
พี่ชายก็ยังเจอว่าเขายังอยากจะมายุ่งกับเรา
พี่ชายเลือกที่จะไม่ตอแย ในที่สุดเขาก็หยุดมายุ่งกับเรา
พี่ชายไม่เชื่อว่าพวกเขาจะคิดได้ว่า พวกเขามองเราผิดไป
แต่คิดว่า พวกเขามองเราเป็นเศษดิน เศษทราย หรือไม่ก็อากาศธาตุ ก็เลยไม่สนใจพี่ชายอีกต่อไป
สำหรับเรื่องของนู๋บี ถ้าเรื่องนี้ทำให้ไม่สบายใจ หรือหาทางออกไม่ได้
ก็เมล์มาคุยกัน พร้อมกับช่วยให้รายละเอียดมาด้วย
ถ้าคนที่ไม่ชอบนู๋บี เป็นสาว สวย หมวย รวย X SEXจัดจ้าน
แบบนี้ เอาเบอร์โทรศัพท์มาให้พี่ชายเลย พี่ชายจะปราบเอง ฮี้ฮี้


Ref: นู๋ Beee Fuchsia FF 00 FF


โดย: zoomzero วันที่: 15 ตุลาคม 2553 เวลา:12:21:10 น.  

 
Mint

เป็นอันว่า อาหมวยมิน ก็เป็นหนึ่งในคนที่บอกว่า ไม่กินเจได้ไหม
เฮียก็ว่า มังสวิรัติ นี่เป็นสายกลางดีเหมือนกันนะ

เมื่อก่อนนี้เฮียก็ชอบไปซื้อกับข้าวมังฯที่หน้าสันติอโศก
เขาทำอาหารใหม่ๆออกมาเรื่อยๆ ราคาไม่แพง
แต่เฮียไม่ได้เข้าไปข้างในนะ เพราะเห็นเขาว่ายังมีปัญหาเรื่องนิกายใหม่
เฮียเองก็ยังไม่อยากเปลี่ยนนิกาย ยังชอบ หินยานผสมมหายาน แบบเดิมๆนี่แหละ

เฮียก็เคยเป็นนะ
ตื่นเช้ามา ต้องเฝ้าบ้าน คนอื่นๆเขาไปทำธุระกันหมด มีเราเป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์คนเดียว
เดินไปในครัวเห็นมีข้าวเย็นเหลือมาจากเมื่อวานตั้งครึ่งหม้อ เลยไม่อยากทิ้งข้าว แล้วหุงใหม่
วันนั้นเลยมองหาผักในตู้เย็น ได้มะเขือเทศบ้าง ถั่วฝักยาวบ้าง แตงกวาบ้าง
ก็คว้าไข่สองฟอง ทำข้าวผัดไม่ใส่กระทงกระเทียม อาศัยน้ำมันหอยเป็นตัวชูรส
ใส่ผักลงไปผัดกับน้ำมันหอยก่อน ใส่ซีอิ้วหรือซอสปรุงรสสองหยด เอาข้าวลงผัด
แหวกข้าวออกตรงกลาง เอาน้ำมันเหยาะนิดหน่อย แล้วก็ตอกไข่ใส่ลงไป
เอาตะหลิวรีบคนๆๆๆ เทน้ำตาลทรายแบบโปรยปราย
ดับไฟ เอาพริกไทยป่น โรยอีกนิด แค่นี้ก็ทานได้แล้ว เป็นอาหารมังฯ
บางทีหาอะไรไม่ได้ก็มีแค่ข้าวกับไข่
ส่วนใหญ่บนโต๊ะอาหาร จะมีน้ำพริกเผา เฮียก็จะควักน้ำพริกเผาใส่อีก 1 ช้อน
ทีนี้พอทานเสร็จต้องมาล้างจาน
โหย..ต้องล้างทั้งกระทะ ที่ติดหนึบด้วยข้าวเย็นแฉะๆและไข่แห้งกรัง
เป็นการหางานทำได้เหงื่อจริงๆ ถ้าเลือกต้มหมี่สำเร็จรูป ก็แค่ล้างชามใบเดียว 555

เฮียเลิกเชื่อกรมอุตุฯมานานแล้ว
เพราะมีปีหนึ่งเขาบอกว่าจะหนาวถึง 2 สัปดาห์
เจ้เขาก็มีเพื่อนทำเสื้อหนาวส่งออกนอก(โลก)
เราก็พากันไปโรงงานเสื้อหนาวเลย
ด้วยความโลภมาก หยิบตัวนั้น ถือตัวโน้น เสื้อหนาๆก็เอา เสื้อบางๆก็เอา
เพราะคิดว่าถ้าว่างจะไปเที่ยวภาคเหนือกันเลย
เสื้อหนาวบางตัวมันก็แปลกนะ พลิกในพลิกนอกใส่ได้สองด้าน
แขนก็ถอดออกได้ สั้นก็ได้ ยาวก็ได้ มีซิบให้รูดเชื่อมเข้ามาหรือปลดออก
เสื้อมีสองชั้น ชั้นในถอดออกมาซักได้อีก บางทีก็ใส่แต่เสื้อตัวในก็ได้ เอาไว้ใส่นอน
เสื้อผ้าร่มก็มีหลากหลายสี ได้มาหนึ่งตัวก็อยากได้อีกสี เลยเอาทั้งสองตัว
เสื้อบางตัวไม่อยากได้ แต่พอมาเห็นยี่ห้อ ว่าเป็นของมีระดับ เลยอยากเอาไว้ใส่อวดชาวบ้าน
เมื่อเอาของยัดใส่ท้ายรถมาถึงบ้าน ยังไม่ทันได้เอาออกมาดูอีกทีเลย
รู้สึกว่าบ่ายนั้น ทำไมมันชักจะอุ่นๆและหนักไปทานอ้าวๆ หรือว่าเราคิดไปเอง
วันรุ่งขึ้นได้ใส่เสื้อหนาวบางๆหนึ่งตัวหนึ่งวัน ลมหนาวยังพัดเย็นๆ
พอวันต่อมาร้อนตับแตกเหมือนเดิม ไม่มีลม อากาศกลับมาที่ 26-27
แล้วหน้าหนาวก็จากไป
สุดท้ายต้องไปหาซื้อลังพลาสติก เอามาใส่เสื้อหนาวท้ายรถ
แล้วก็แบกไปเก็บหลังบ้าน ถ้าไม่ได้ไปเมืองนอกในฤดูหนาว ก็ไม่มีวันได้เอากล่องมาเปิดดู

เมื่อคืนฝนตก เมื่อเช้ามืดฝนตก สายๆฝนตก
มีผ้าเช็ดตัวต้องตากหลายผืน จะแห้งวันไหนกันหละนี่

เมื่อวานไปเดอะมอลล์ มีเทศกาลอาหารเจ
ซื้อมาหลายอย่าง แต่อยากจะบอกว่าเหมือนโดนโจรธงเหลืองปล้น
เพราะขายของแพงมากๆ
เฮียเห็นว่ากุ้ยช่ายเจน่าทานมาก เลือกไส้ผัก ใส่มันแกว ใส่เผือก
ชี้ๆเอามาอย่างละสองอัน พอคิดเงิน แม่เจ้า....ราคาลูกละ 25 บาท
อาม่าเจ้าประจำตรงป้ายรถเมล์ ใกล้โรงเรียนพระหฤทัยฯ คลองเตย ขายชิ้นละ 8 บาท
มีร้านหนึ่งในงาน เป็นผัดหมี่เจ มาจากเยาวราช ถ.แปลงนาม
เขามีสูตรทำหมี่ได้อร่อยมาก ไม่มีกลิ่น ไม่หืน ไม่แหยะๆ ขายก็ไม่แพง
เจ้านี้เขาก็ขาย หูฉลามเจ แต่คนแน่นมาก ซื้อกันหรือแจกฟรีก็ไม่รู้
ขี้เกียจเบียดคน เลยไม่ซื้อ

ทุกวันนี้ต้องทานขนมตุ้บตั้บ เพราะกลัวจะขึ้นรา
ทั้งๆที่เฮียก็ได้ค้านเจ้เขาไปแล้วว่า มันไม่สะอาด
เขาก็ยังซื้อสองถุง ถุงละห้าอัน โถ่เอ้ย...


Ref: มินทิวา Mintiva RoyalBlue 41 69 E1




โดย: zoomzero วันที่: 15 ตุลาคม 2553 เวลา:13:10:12 น.  

 
ถือศีล กินเจ ท่องเที่ยว ช๊อปปิ้ง

วันกินเจใกล้จะหมดแล้ว
รีบไปหาอาหารเจทานกันเร็วๆ ถ้าบ้านอยู่กรุงเทพฯนะครับ
อย่างนั้นมาทางนี้เลย มีที่ๆเขาจัดงานแบบอลังการมั๊กมาก
ลองดูซิว่าบ้านหรือที่ทำงานอยู่ใกล้ที่ไหน

ที่แรกที่ขอแนะนำคือ เยาวราช เห็นเขาเรียกว่า เทศกาลกินเจเขตสัมพันธวงศ์ ไม่รู้ผิดหรือเปล่านะ 555
ที่อื่นๆ ได้แก่
เดอะมอลล์, ดิ เอ็มโพเรียม, พารากอน อันนี้กินเจในห้างติดแอร์
ทางเดินเชื่อมรถไฟฟ้าสถานีสนามกีฬาแห่งชาติ ไปทางบีทีเอส สะดวกที่สุด


เทศกาลกิจเจ ถ้าซีเรียส คือศรัทธาแรงจริง แบบนี้ก็หาชุดขาวมาใส่ แล้วตามมา...
ถ้าอยู่กรุงเทพมหานคร ผมมี สถานที่แนะนำให้ แต่ไม่มีตัวเลือกให้มากนัก
ทีนี้ต้องมารู้ข้อมูลแบบนี้ โรงเจในบ้านเราเขาแบ่งออกเป็น 2 ค่าย
คือ สีเหลือง กับ สีแดง เอ้ย...ไม่ช่าย

เราอาจจะแบ่งโรงเจออกเป็น 2 แบบ (แบ่งกันเล่นๆนะ ไม่ใช่เรื่องจริง)
คือโรงเจในวัดจีน แบบนิกายมหายาน อันนี้จะมีพระมาสวดมนต์ให้พรกับผู้คนที่ศรัทธา
และอีกแบบเป็นแบบศาลเจ้า ไม่มีพระสงฆ์

จุ๊ จุ๊ เคยคิดบ้างไหมว่า ทำไมถึงต้องมีโรงเจ
และคุณอาจจะไม่เชื่อผมก็ได้ว่า จริงๆแล้ว โรงเจนี่ บางทีก็ไม่เกี่ยวกับพุทธหรือเต๋าเลย
เพราะประเทศจีนในสมัยก่อน ถ้าจะทำอะไรต่อต้านรัฐ เราต้องมีสมาคมลับ หรือ กลุ่มใต้ดิน

ในกรุงเทพมหานคร ถ้าเลือกจะไปวัดจีนแบบมหายาน ก็สามารถไปได้ที่
1. วัดมังกรกมลาวาส(วัดเล่งเน่ยยี่) เจริญกรุง ซอย19-21 ป้อมปราบศัตรูพ่าย
2. วัดโพธิ์แมนคุณาราม(โพวมิ้งป่ออิงยี่) สาธุประดิษฐ์ 19
3. วัดทิพย์วารีวิหาร(กัมโล่วยี่) ถ.ตรีเพชร บ้านหม้อ (เป็นวัดของชาวญวน สร้างมานานประมาณ 228 ปี)
4. วัดบำเพ็ญจีนพรต ตรอกวัดกันมาตุยาราม เยาวราช (วัดนี่เก่าแก่มาก สร้างตอนต้นกรุงรัตนโกสินทร์เลยนะ)

ส่วนอีกกลุ่ม ก็เป็นประเภทโรงเจ้โรงเจ มีศาลเจ้า มีเทพเจ้าให้ไหว้ เช่น
1. ศาลเจ้าโจวซือกง ตลาดน้อย
2. โรงเจบุญสมาคม ถนนราชวงศ์
3. ศาลเจ้าแม่ชิกเซี้ยม่า หัวลำโพง (ใกล้วงเวียน22)
4. โรงเจเซี่ยเข่งตั๊ว ถนนเทอดไทย21 ตลาดพลู

ถ้าอยู่ต่างจังหวัด เดี๋ยวนี้มีโรงเจทั่วทุกๆจังหวัด บางแห่งมีพิธีใหญ่ บางแห่งก็ทำกันเรียบง่าย ลองดูเอาเองนะ
- ศาลเจ้ากวนเต้กุ้น บานสะปา อ.เมือง ภูเก็ต ที่นี่มีขบวนแห่ม้าทรงนับร้อย มีการแทงร่างกายหลากหลายแบบ
- ศาลเจ้าเล่งจูเกียง(เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว) อยู่ใจกลางเมือง จ.ปัตตานี
- ศาลเจ้ากวนอู ต.ท่าวัง อ.เมือง นครศรีธรรมราช
- ศาลเจ้าแป๊ะกงตรอกจันทร์ นครราชสีมา ที่โคราชนี่ ไปรอดูการแห่เทพเจ้าที่หน้าอนุสาวรีย์ย่าโมก็ได้ครับ
- โรงเจศรีราชา(เช็งฮกตั๊ว) ชลบุรี นับเป็นโรงเจแห่งแรกของไทย เป็นผู้เริ่มพิธีล้างป่าช้าขึ้นเป็นแห่งแรก (รู้จักไม้กั้งกี หรือเปล่า?)
- วัดจีนประชาสโมสร(เล่งฮกยี่) ถ.ศุภกิจ อ.เมือง ฉะเชิงเทรา (เป็นสาขาที่ขยายมาจากวัดเล่งเน่ยยี่)
- วัดบรมราชากาญจนาภิเษกอนุสรณ์ฯ (เล่งเน่ยยี่2) บางบัวทอง นนทบุรี
- โรงเจวัดโสธรวรารามวรวิหาร ฉะเชิงเทรา
- วัดหมื่นพุทธเมตตาคุณาราม แม่จัน เชียงราย
- วัดเทพพุทธาราม(เซียนฮุดยี่) ถ.สุขุมวิท(หนองมน-พัทยา) ชลบุรี
- เทศกาลกินเจเมืองพัทยา (อ่านรายละอียดข้างล่างอีกทีนะ)
- วัดโพธิ์เย็น อ.ท่ามะกา กาญจนบุรี
- วัดฉื่อฉาง หาดใหญ่ สงขลา
- มูลนิธิท่งเซียเซี้ยงตึ้ง อ.หาดใหญ่ สงขลา
- ศาลเจ้าหน่าจาไท้จื้อ หรือ มูลนิธิธรรมรัศมีมณีรัตน์ อยู่แถวอ่างศิลา ชลบุรี ที่นี่มีงาน 11 วัน
- โรงเจบ้วนเซี่ยงตั๊ว ท่าม่วง กาญจนบุรี
- ศาลปู่ฤาษีนารอด ปราจีนบุรี ที่นี่มีสวดบูชาดาวนพเคราะห์ ที่เรียกว่า ปักเต้าเก็ง โชยฮุกเก็ง ฯ
- ศาลเจ้าไต่เซี่ยฮุกโจ้ว(เจ้าพ่อเฮ่งเจีย) อยู่ที่ถนนคีรีรัฐ อยู่ในตัวอำเภอเมืองเลย
- โรงเจรักศีลธรรม ปากน้ำหลังสวน ชุมพร
- ศาลเจ้าเฉ้งจุ้ยจ้อซูก๋ง อ.เหนือคลอง กระบี่
ฯ ....

ที่จังหวัดระนอง จะจัดงานประเพณีถือศีลกินเจ ณ ลานอเนกประสงค์ของสำนักงานเทศบาลเมือง
เป็นงานใหญ่ ซึ่งเป็นความร่วมมือของเทศบาลเมืองกับศาลเจ้าระนอง

ที่จังหวัดพังงา ณ ศาลเจ้าโบ้เก้ง ประมาณปี 2325 มีการบอกเล่าเอาไว้ว่า ได้มีการทำพิธี เจี๊ยะฉ่าย
โดยชาวจีนฮกเกี้ยน (ภาษาฮกเกี้ยน คือ เจี๊ยะกิ๋วอ๋องฉ่าย) ซึ่งน่าจะเป็นการกินเจอย่างเป็นพิธีจริงๆในประเทศไทยเป็นครั้งแรก
เหตุการณ์คราวนั้น สืบเนื่องมาจากการเกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ในเมืองตะกั่วป่า
ชาวจีนในเมืองจึงร่วมกันทำพิธีอัญเชิญเทพเจ้ามาช่วย และปฏิญาณตนว่าจะทานเจติดต่อกัน 9 วัน
ซึงตรงกับวันขึ้น 1-9 ค่ำ เดือน 9 (ของปฏิทินจีน) ปีมะเส็ง
อันนี้อาจจะเป็นการเริ่มต้นกำหนดว่าปีต่อไปก็ใช้วันขึ้น 1 ค่ำ เป็นวันเริ่มต้นอีกครั้ง
แล้วก็ได้มีการกระทำต่อๆมาจนถึงทุกวันนี้

ในจังหวัดภูเก็ตมีโรงเจมากถึง 43 ศาลเจ้า (ส่วนใหญ่จะจดทะเบียนเป็นสมาคม) ได้แก่
ศาลเจ้ากระทู้
ศาลเจ้าจุ้ยตุ่ย
ศาลเจ้าบางเหนียว
ศาลเจ้าบ้านท่าเรือ
ศาลเจ้าซุ่ยบุ๋นต๋อง(หล่อโรง)
ศาลเจ้าสามกอง
ศาลเจ้าเชิงทะเล
ศาลเจ้ายกเค่เก้ง(ซอยพะเนียง)
ศาลเจ้าสะป่า
ศาลเจ้าเทียนเต็กต๋อง(เทียนเต๋อถัง)
ศาลเจ้าซำเซ้จูฮุด(พระพุทธเจ้าสามพระองค์)
ศาลเจ้าปุดจ้อ
ศาลเจ้าเจ่งภอถัง(มูลนิธิกุศลธรรมภูเก็ต)
ศาลเจ้ายกเค่เก้ง(เฉ่งจุ้ยโจวสู่กง)
ศาลเจ้าฮกหงวนก้ง(ฮกกวนกง)
ศาลเจ้าซุ่ยบุ่นต๋อง(เฉ่งจุ้ยโจวสู่กง), ฯ ...
ขอเรื่องเล่าประเพณีกินเจที่ภูเก็ต
กล่าวว่า เริ่มต้นที่ อ.กระทู้ ประมาณปี 2368
คราวนั้นพระยาถลางทำการย้ายเมืองมาอยู่ที่บ้านเก็ตโฮ่ ด้วยเหตุผลเรื่องการขุดแร่ดีบุก
แต่เมืองใหม่ยังไม่มีการหักโค่นต้นไม้ ทำให้มีไข้ป่าระบาดอยู่บ่อยๆ
วันหนึ่งมีคณะงิ้วเร่(ปั่วฮี่)มาจากเมืองจีน เข้ามาเปิดการแสดงในเมือง
แต่โชคร้ายคนในขณะงิ้วหลายคนล้มป่วย ตามความเชื่อของคณะงิ้ว จะแก้ไขด้วยการขอให้เทพเจ้าช่วย
พวกเขาจึงทำการบวงสรวงเทพเจ้า กิ๋วอ๋องไต่เต่ และ ยกอ๋องซ่งเต่
และทำพิธีกินเจอยู่ 9 วัน ปรากฎว่าคนในคณะงิ้วหายป่วยหมดทุกคน
ชาวเมืองทราบเรื่องจึงเริ่มเอาอย่างบ้าง โดยเริ่มต้นในวันขึ้น 1 - 9 เดือน 9
ต่อมามีคนไปอัญเชิญควันธูปและป้ายชื่อเทพ พร้อมทั้งคัมภีร์ต่างๆ มาจากเมืองกังไส ประเทศจีน
(คือว่า เมืองกังไสอยู่ที่มณฑลเจียงซี และอยู่ติดกับมณฑลฝูเจี้ยนซึ่งเป็นถิ่นของชาวฮกเกี้ยน)
จึงเกิดเป็นประเพณีจัดขบวนพิธีรับพระ และได้ทำพิธีแบบนี้ติดต่อกันมาจนถึงวันนี้

สำหรับที่หาดใหญ่ สงขลา จะเป็นเหมือนแหล่งท่องเทียวแห่งใหญ่ในเทศกาลกินเจของไทย
เพราะจะมีชาวต่างชาติเข้ามาพักในโรงแรมต่างๆจนไม่มีห้องว่าง ส่วนใหญ่จะเป็นคนมาเลเซีย และสิงคโปร์
ทุกปี อบจ.สงขลาจะร่วมแรงร่วมใจกับสมาคมมูลนิธิหาดใหญ่ และเทศบาลหาดใหญ่ จัดงานเทศกาลกินเจ
บริเวณส่วนหย่อมของมูลนิธิท่งเซียเซี้ยงตึ้ง ในอำเภอหาดใหญ่
ซึ่งภายในงานระหว่างวันที่ 7-16 ตุลาคม 53 นี้ จะมีการจัดกิจกรรมต่างๆไว้อย่างมากมาย
อาทิเช่น ซุ้มจำหน่ายอาหารเจที่หลากหลาย รสชาติอร่อย สะอาด ถูกหลักอนามัย
มีการอัญเชิญพระและเจ้าจากศาลเจ้าต่าง ๆ ในอำเภอหาดใหญ่ และอำเภอใกล้เคียง
มาประดิษฐานภายในบริเวณงาน เพื่อให้นักท่องเที่ยวและประชาชนที่มาร่วมงานได้กราบไหว้บูชา
เพื่อความเป็นสิริมงคลในชีวิต นอกจากนี้ยังมีพิธีกรรมการเซ่นไหว้และอัญเชิญเทพยดา
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของแต่ละศาลเจ้าทุกคืน
มีการโชว์มังกรทองพ่นไฟ และสิงโตเล่นจานดอกเหมย จากจังหวัดนครสวรรค์

การกินเจที่ชุมพร มีการจัดงานสืบทอดกันมานับร้อยๆปี
ทุกๆปี จะมีการจัดงานที่โรงเจจิบฮกตั้ว สมาคมพุทธประทีปหลังสวน อ.หลังสวน
งานนี้เป็นการร่วมมือของเทศบาลเมืองหลังสวน และสมาคมพุทธประทีป
เป็นงานใหญ่ แต่คนไปร่วมงานไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ
ในปี2553 มีการจ้างพ่อครัวมือหนึ่งจากนครปฐม มาทำอาหารเจ เพื่อแจกให้ผู้คนที่มาร่วมงาน

จังหวัดกระบี่ ก็นับว่าเป็นจังหวัดที่มีการจัดเทศกาลกินเจยิ่งใหญ่ไม่แพ้ที่อื่น
ปี 2553 นี้ อบจ.กระบี่ การท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ องค์กรเอกชน ศาลเจ้าจำนวน 54 ศาลเจ้า
ร่วมแรงกันจัดงานเทศกาลถือศีลกินเจ และพิธีเสริมชะตาดวงเมืองกระบี่ อีกด้วย
สำหรับในวันนี้ (15 ตุลาคม 53) ทางผู้จัดงานบอกว่าจะมีขบวนแห่
มีม้าทรงจำนวนมากถึง 2,000 คน สามารถไปดูได้ที่หน้าศาลหลักเมือง

จังหวัดสมุทรสาคร ร่วมกับเทศบาลนครสมุทรสาคร , ศาลเจ้า 9 แห่ง ในจังหวัดสมุทรสาคร
ชมรมร้านอาหารเจสมุทรสาคร และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
สำนักงานสมุทรสงคราม กำหนดจัดงาน "ประเพณีไหว้เจ้า 9 ศาล เทศกาลกินเจสมุทรสาคร ประจำปี 2553"
ณ บริเวณ ริมเขื่อนศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสมุทรสาคร และศาลเจ้า 9 แห่ง ในจังหวัดสมุทรสาคร
ตั้งแต่วันที่ 7- 16 ตุลาคม 2553

จันทบุรี จัดงานถือศีลกินเจ ประเพณีโบราณ ตำนานพระเจ้าตาก
ณ โรงเจบ้วนเฮงเจตั้ว วัดเขตร์นาบุญญาราม และโรงเจเม่งหงีเจตั้ว สมาคมสว่างกตัญญูธรรมสถาน
เพื่อเป็นการส่งเสริมประเพณีถือศีลกินเจ มีการเชิญชวนประชาชนกินเจและแต่งกายด้วยชุดขาว
ร่วมทำความดี ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
และเพื่อเป็นการดึงดูดชาวไทยเชื้อสายจีนจากทั่วประเทศมาร่วมท่องเที่ยว
และร่วมเทศกาลที่จังหวัดจันทบุรี ซึ่งถือเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดจันทบุรี
โดยปีนี้โรงเจทั้ง 2 แห่ง ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก อบจ.จันทบุรี รวม 5.5 ล้านบาท เพื่อใช้ในกิจกรรมนี้

จังหวัดนครราชสีมา ร่วมกับ ศาลเจ้าพ่อเสือนครราชสีมาและศาลเจ้าในจังหวัดนครราชสีมา
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)สำนักงานนครราชสีมา
กำหนดจัด เทศกาลถือศีลกินเจ เมืองโคราช 9 วัน 9 คืน
ระหว่างวันที่ 8 – 16 ตุลาคม 2553 ทั่วเมืองโคราช

นครปฐม
จัดงานวันที่ 7-17 ตุลาคม 53 ณ โรงเจวัดสว่างอารมณ์ นครปฐม
ไปงานนี้ได้ถือศีล ได้กินเจ ได้นมัสการพระโพธิสัตว์กวนอิม
จัดงานโดยโรงเจวัดสว่างอารมณ์ (แคแถว) ต.ขุนแก้ว อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม
ในเทศกาลนี้ทางโรงเจได้จัดให้มีการบวชเนกขัมมะ ปฏิบัติธรรม สวดมนต์ภาวนา
แจกมหาทานประจำปี มีการถวายสังฆทานเจ ช่วงเวลาเช้า-เพล ทุกวัน
และได้เปิดโรงทานอาหารเจ ทานฟรี!! ตลอดงาน


โดย: zoomzero วันที่: 15 ตุลาคม 2553 เวลา:18:02:29 น.  

 
มังสวิรัติ แบบวิชาการ

คราวนี้มาลองอ่านเรื่องมังสวิรัติที่เขาจำแนกแบบสากลดูกันหน่อย

คำว่า "มังสวิรัติ" มาจากคำว่า "มังสะ" แปลว่าเนื้อสัตว์
"วิรัติ" แปลว่า การงดเว้น
มังสวิรัติจึงแปลว่า การงดเว้นเนื้อสัตว์ ซึ่งหมายถึง การไม่รับประทานเนื้อสัตว์
ตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า Vegetatianism
และมีรากศัพท์มาจากภาษาลาตินคือ เวเจตัส (Vegetus) แปลว่า สมบูรณ์ดีพร้อม สดชื่น เบิกบาน
หรือมีอีกความหมายว่า ผู้ซึ่งละเว้นจากการนำสัตว์ทุกชนิดมาเป็นอาหาร
ทั้งนี้อาจรวมหรือไม่รวมถึงไข่และผลิตภัณฑ์จากนม

มังสวิรัตินั้น มีผู้ถือปฏิบัติกันมาเป็นเวลาช้านาน
และกลายเป็นแนวปฏิบัติของนักบวชและสาวกทางศาสนาสำหรับหลายศาสนา
เช่น ศาสนาเชน ศาสนาฮินดู ศาสนาโซโรแอสเตอร์ ศาสนาพุทธ และศาสนาอื่นๆ

สำหรับศาสนาพุทธ มีการยืนยันแล้วว่ามิได้เคยบัญญัติกำหนดให้พระสงฆ์ฉันอาหารมังสวิรัติ
แต่ก็มิได้ห้ามเอาไว้เหมือนกัน แต่มีหลักคิดนิดเดียวว่า ต้องไม่เบียดเบียนผู้อื่น หรือทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน

การกินมังสวิรัติ อาจจะแบ่งตามประเภทของอาหารที่งดเว้น ได้เป็น 8 ประเภท ดังนี้
1. มังสวิรัติแบบแมคโครไบโอติก (Macrobiotic) งดเว้นผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ออกแนวอาหารลดความอ้วน
2. มังสวิรัตินม-ไข่ (Lacto Ovo Vegetarian) งดเว้นผลิตภัณฑ์จากสัตว์ แต่กินนม ผลิตภัณฑ์จากนม และกินไข่
3. มังสวิรัติไข่ (Ovo Vegetarian) งดเว้นผลิตภัณฑ์จากสัตว์ แต่กินไข่ได้
4. มังสวิรัตินม (Lacto Vegetarian) งดเว้นผลิตภัณฑ์จากสัตว์ แต่กินนม และผลิตภัณฑ์จากนม
5. มังวิรัติแบบเจ (Chinese Vegetarian) งดเว้นผลิตภัณฑ์จากสัตว์ รวมทั้งพืชที่มีกลิ่นฉุน 5 ชนิด ได้แก่ หอม กระเทียม คึ่นฉ่าย ใบยาสูบ และหลักเกียว(กระเทียมโทนจีน)
6. มังสวิรัติบริสุทธิ์ (Pure Vegetarian) งดเว้นผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อ นม ไข่ หรือเลือด
7. มังสวิรัติพืชสด (Raw Food Eater) งดเว้นผลิตภัณฑ์จากสัตว์ และกินพืช ผัก ผลไม้ที่สดดิบ ไม่ผ่านขบวนการหุงต้มใดๆ
8. มังสวิรัติผลไม้ (Fruitarian) กินแต่ผลไม้และถั่ว



โดย: zoomzero วันที่: 15 ตุลาคม 2553 เวลา:23:29:18 น.  

 
ไม่ใช่เจ ไม่ใช่มังสวิรัติ แต่ไม่กินเนื้อ

เคยได้ยินคำว่า อาหารชีวจิต หรือไม่?
อาหารชีวจิตคืออะไร?
เชื่อว่ามีคนเดาว่า คือ อาหารรักษาโรคมะเร็ง
คำตอบนี้ถูกหรือผิด เดี๋ยวมาหาคำตอบ

ชีวจิต ชื่อนี้เป็นชื่อไทย ดังนั้นคนที่เกี่ยวข้องต้องเป็นคนไทย ชิมิ๊

ครับผม...อาหารชีวจิต อาจจะมีคนคิดมาก่อนก็ได้
แต่เท่าที่ประชาชนคนไทยยอมรับนั้น ต้องยกย่องให้ ดร.สาทิส อินทรกำแหง

ข้อมูลส่วนบุคคลของ ดร. สาทิส (อายุ 84 ปี)
ดร. สาทิส คือ ผู้เชียวชาญด้านชีวจิต เป็นผู้นำการแพทย์แบบผสมผสาน และการรักษาแบบธรรมชาติ
ดร. สาทิส เป็นนักเขียนและบรรณาธิการหนังสือ เคยเขียนหนังสือออกมาเป็นที่ฮือฮา
เช่น กูแน่, กูไม่แน่, ชีวิตเริ่มต้นเมื่อ 70, มะเร็งแห่งชีวิต, .. ฯ

การศึกษา
ดร สาทิส จบการศึกษาด้านจิตวิทยามวลชน โภชนาการ ชีวโมเลกุล แมคโครไบโอติกส์ การฝังเข็ม
และการแพทย์ทางเลือก

ประวัติการทำงาน
ดร.สาทิส เคยทำงานในโรงพยาบาล Sacred Heart Hospital มลรัฐออริกอน สหรัฐอเมริกา
เคยทำงานในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเซียะเหมิน ประเทศจีน

ทีนี้มาดูคำอธิบายว่า อาหารชีวจิต คือ อาหารแบบไหน

"ชีวจิต เป็นแนวคิดในการดูแลสุขภาพแบบหนึ่งในประเทศไทย
ผู้ริเริ่มและเผยแพร่แนวคิด ชีวจิตคือ ดร. สาทิส อินทรกำแหง ซึ่งคำว่า
"ชีว" หมายถึงร่างกาย
และคำว่า "จิต" หมายถึงใจ
ซึ่งทั้งกายและใจ ต่างมีผลซึ่งกันและกัน และไม่อาจแยกออกจากกันได้
สิ่งที่สำคัญในแนวคิดของชีวจิตคือ "ภูมิชีวิต"(immune system)"


อาหารชีวจิตเป็นอาหารประเภทเดียวกับอาหารแมคโครไบโอติกส์ แต่ดร. สาทิส ได้นำมาปรับให้เหมาะสมกับ
สภาพวิถีชีวิตของคนไทย โดยเน้นความง่ายในการ จัดหา ปรุง และวิธีรับประทาน
อาหารชีวจิตเป็นอาหาารชั้นเดียว หมายความว่า เป็นอาหารที่คงสภาพตามธรรมชาติ
เก็บได้นาน ไม่ต้องผ่านการปรุงแต่งมากมาย

อะไรบ้างที่เป็นอาหารชีวจิต
ที่เห็นชัดๆก็คือ ข้าว โดยกระเทาะเปลือกออกเท่านั้น ไม่ต้องขัดสี
อาหารชีวจิตไม่เกี่ยวกับแนวคิดเรื่องมังสวิรัติ หรือ เจ
ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องบาปบุญคุณโทษ แต่มองที่คุณค่าแก่ร่างกายและจิตใจมากที่สุด
ต้องเป็นอาหารมีสารพิษ (Toxin) ตกค้างน้อยที่สุด

ที่ว่าเมื้อนเหมือนอาหารมังสวิรัติหรือเจ ก็มาจากความรู้เรื่องโภชนาการล้วนๆ เช่น
ไม่ทานเนื้อ เพราเป็นของย่อยยาก
ไม่ทานแป้งขัดขาว เพราะไม่มีสารอาหารและวิตามินที่มีประโยชน์
ไม่ทานไขมันสัตว์ หรือน้ำมันจากพืช เช่น กะทิ น้ำมันปาล์ม ฯ เพราะเป็นไขมันตัวเลว เป็นไขมันอิ่มตัว
ไม่ทานน้ำตาลขาว เพราะผ่านการฟอกขาว มีสารพิษติดมาด้วย


จุดเด่นของอาหารชีวจิต อีกเรื่องคือ ความอร่อยแบบกลมกล่อมพอดีๆ
อาหารชีวจิต ให้ความสำคัญกับความอร่อย และน่าทาน
อาจจะมีรสไม่จิ๊ดจ๊าดจัดจ่าน เพราะไม่เน้น เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม แต่รสชาดไม่จืดชืด
การรับประทานอาหารชีวจิต ต้องรับประทานด้วยความนับถือธรรมชาติ
เพราะธรรมชาติให้อาหารเรา เพื่อเอาไปสร้าง เลือด เนื้อ เราเป็นหนี้บุญคุณอาหารที่เรากินเข้าไป

อาหารชีวจิต บวกกับ
การออกกำลังกายที่ไม่หักโหม
การบริหารจิต ด้วยการทำจิตให้สงบ มีสมาธิ หลีกเลี่ยงการรบกวนคนอื่นและธรรมชาติให้มากที่สุด
มีหลายคนเชื่อว่าเป็นยาที่วิเศษ ขนาดที่ว่า รักษาโรคร้ายอย่างมะเร็งได้
ไม่เชื่อก็ต้องพิสูจน์


น้ำอาร์ซี
น้ำ RC อันนี้ ไม่ใช่น้ำอัดลม นะครับ
ชาวชีวจิต จะมีเครื่องดื่มที่มีชื่อเสียงอยู่อย่างหนึ่ง คือ น้ำอาร์ซี
แต่ว่า เจ้าน้ำอาร์ซีนี้เป็นเครื่องดื่มหรืออาหารกันแน่?

R.C. ย่อมาจาก Rejuvenating Concoction
Rejuvenating แปลว่า กระปรี้กระเปร่า กระชุ่มกระชวย มีชีวิตชีวา
Concoction แปลว่า การเอาน้ำต่างๆมาต้มเคี่ยวรวมกัน

น้ำอาร์ซี ทำมาจาก การต้มข้าวที่มีเปลือกแข็ง เช่น ข้าวสาลี ข้างฟ่าง ข้าวบาร์เลย์ ลูกเดือย ลูกบัว ...
แล้วใส่ข้าวชนิดแข็งปานกลาง เช่น ข้าวซ้อมมือ ข้าวแดง(ข้าวมันปู) ...
ขั้นตอนสุดท้าย ก็ยังมีการใส่ข้าวโอ๊ต ลงไปในหม้ออีกด้วย
เวลาจะทาน จะตักเอาแต่น้ำ และอาจจะเติมงาดำ หรือจมูกข้าวสาลี
มหากาพย์เรื่องน้ำอาร์ซียังไม่จบครับ
เพราะพวกชาวชีวจิตยังนำเอาของที่เป็นส่วนที่เหลือนี้ นำไปใส่น้ำเปล่าแล้วต้มต่อ
ถ้ามองเห็นข้างๆตัวมี ฟักทอง เผือก มันเทศ ก็หั่นใส่ลงไปต้มด้วยจะได้ประโยชน์มากๆ



โดย: zoomzero วันที่: 15 ตุลาคม 2553 เวลา:23:54:23 น.  

 
จำได้ว่ามีน้องสาวชื่อมิน
บอกว่าไม่ชอบตียุง หรือฆ่าสัตว์ตัวเล็กๆ
(แต่อาจจะชอบล่าหนุ่มน้อยร่างกายกำยำตัวใหญ่ๆเอามาเป็นอาหารก็ได้กระมัง 555)
เลยไปแอบดูดข้อมูลของท่านผู้รู้มาฝาก


การกำจัดแมลงโดยไม่ต้องฆ่า

มด
* โรยแป้งบริเวณนั้น (ได้ผลชั่วคราว)
* ใช้น้ำส้มสายชูเจือจางเช็ด
* โรยพริกป่น, สะระแหน่แห้ง, กากกาแฟ, ผงฟู บนทางเดิน
* บีบมะนาวตามรูเข้า แล้วทิ้งเปลือกไว้
* ปลูกสะระแหน่ไว้รอบบ้าน


แมลงสาบ
* ผสมผงฟูกับน้ำตาลอย่างละเท่าๆ กัน โรยตามทาง


ยุง
* หั่นและตำตะไคร้หอม คั้นแต่น้ำ เคี่ยวจนเป็นน้ำมัน นำมาทาผิว
* เผากาบมะพร้าว หรือเปลือกส้มตากแห้ง
* ปลูกต้นแก้ว ต้นราตรี บริเวณปากประตู หน้าต่าง
* ขยำใบแมงลัก ยุงไม่ชอบกลิ่นนี้
* โหรพา ก็เอาใบมาไล่ยุงได้
* ตะไคร้หอม



หนอน บุ้ง
* เมล็ดสะเดาแช่น้ำ ราดรอบๆบ้าน หรือโคนต้นไม้
* ใบสาบเสือ
* พริก โบราณว่าแค่น้ำล้างครกตำน้ำพริกยังสามารถ ไล่ได้ทั้งหนอน เพลี้ย มด
* ตะไคร้หอม



ปลวก
* ต้นคูณ ให้เอาเนื้อข้างในฝัก และเปลือกต้นคูณ ตำๆๆๆ ละลายน้ำ ราดโคนเสา(ที่เป็นไม้)บ้าน
* ต้นรัก ที่ไหนมีดงต้นรัก ที่นั่นไม่มีรังปลวกหรือจอมปลวกอยู่ ให้เอาผลของดอกรักมาตำผสมน้ำราดรอบๆบ้าน


โดย: zoomzero วันที่: 16 ตุลาคม 2553 เวลา:0:26:10 น.  

 


วาว...
ช่างสรรหาข้อมูลเก่งจริง ๆ ค่ะ ฮ่า ๆ ๆ
ทึ่งเรื่องโรงเจไปแล้ว ยังมาทึ่งเรื่องกำจัดแมลงอีก
มินอ่ะ แพ้พวกยุงค่ะ โดนกัดไม่ได้เลย
มันทั้งคัน ๆ เจ็บ ๆ ปวด ๆ เป็นปื้น ๆ ไปหมด
อย่างนี้ เจอที่ไหนน่าตึมันให้ตายที่นั่นเน๊อะ ฮ่า ๆ ๆ
แต่ ไม่เอาค่ะ ไม่ใช่เป็นนางเอกแบบกลัวบาปหรอกจ้า
นู๋กลัวเลือดมันต่างหาก แล้วก็ไม่ชอบแบบว่า ไม่อยากโดนตัวมันด้วยอ่ะค่ะ

แต่ ที่มินกลัวยิ่งกว่ายุงอ่ะ บอกความลับให้นะคะ
คือ กลัวไอ้ไม้ตียุงไฟฟ้าที่คล้าย ๆ ไม้แบตอันเล๊ก ๆ อ่ะค่ะ ฮ่า ๆ ๆ
ไปบ้านแม่ทีไร งอนกันไปหลายครั้งมากกับไอ้ไม้บ้าเนี่ย
คือ แม่มินเค้าก็จะชอบโบก ๆ ไอ้ไม้นี่อ่ะ ถ้าเวลามันมียุงหรือแมงตัวเล็ก ๆ บินผ่านมาโดน
มันก็จะดังเป๊ะ ๆ ๆ เหมือนไฟฟ้าช๊อตแบบนั้นอ่ะค่ะ
มินก็จะวี๊ดทุกที เพราะมันน่ากลัวมากนะ ในความรู้สึกของมินอ่ะ
ไปบ้านนู้นทีไร สิ่งที่เวลาเข้าไปในบ้านเค้าแล้วมองหาก่อนว่ามันอยู่ที่ไหน คือไอ้ไม้นี่ค่ะ ฮ่า ๆ ๆ
จริง ๆ นะ ไม่ได้พูดเล่น ให้เอาไปซ่อนหรือเก็บให้ไกล ๆ มินด้วย
แม่ก็จะ ..เอ๊..เธอนี่กลัวไรไม่เข้าท่า อ่ะค่ะ ฮ่า ๆ ๆ ...

วันก่อน ขับรถเข้ามาในหมู่บ้านแท้ ๆ ค่ะเฮีย
ความเร็วก็ไม่น่าเกิน 40 มั๊ง นกกางเขนหรือนกกาเหว่าก็ไม่รู้
บินเตี้ย ๆ มาตัดหน้ารถมินเบรคไม่ทัน ชนดังกึกเลยค่ะ
มองกระจกหลังก็เห็นว่ากำลังเหมือนชักดิ้นกระดึ๊บ ๆ
โห..มินละปวดหัวเลยค่ะ เนี่ยพิมพ์คุยอยู่ ยังเห็นภาพชัดเลย
มินเครียดเลยนะ 2-3 วัน วันนี้ค่อยดีขึ้นมาหน่อยนึง
เพราะเมื่อวานได้ปล่อยปลาอธิษฐานให้เค้าอ่ะ
ว่าจะใส่บาตรให้ก็ยังเลยค่ะ ฝนตกทุกเช้าเลยไม่ได้แวะอ่ะค่ะ
เมื่อวานก็ทุลักทุเลกับไอ้ฝนเนี่ย ตากฝนไปปล่อยปลาด้วยค่ะ
ตกอาไรไม่รู้ ทั้งวี่ทั้งวัน ไม่เห็นเดือนเห็นตะวันมั่งเล๊ย
มินละเฉาจะแย่อยู่แล้วค่ะ ฮ่า ๆ ๆ

กำลังลุ้นอยู่ว่า วันนี้ขอซักวันได้ไม๊ ให้มันมีแดดมั่งเหอะ
วันนี้ มินมีรายการไปดูคอนเสริต์ลีมินโฮ ค่ะ
ไปกันสามสาวแสนสวย(เหลือน้อย) แถมยังโสดกันอีกด้วยค่ะ ฮ่า ๆ ๆ
เมื่อวานคุยกัน อีก 2 คนนั่นอ่ะ จะแต่งตัวแบบจ๊าบน่าดูเลยค่ะ
เฮ๊อ..แล้วมินเฮียเนี่ย จะเอาอาไรไปสู้กับเค้าคะเนี่ย ฮ่า ๆ ๆ
คอนเสริต์ 6 โมง นัดกันเที่ยงค่ะ ไม่ค่อยเห่อกันเล๊ย..
เสื้อผ้า หน้าผม มินก็ยังไม่ได้คิดเลย...ว่าจะยังไง
เดี๋ยวกลับไปนอนต่อดีกว่าค่ะ เผื่อจะฝันได้ไอเดียอาไรดี ๆ มั่งอ่ะนะคะ ฮ่า ๆ ๆ
ปล. หลับฝันดีนะคะ


โดย: มินทิวา วันที่: 16 ตุลาคม 2553 เวลา:3:26:07 น.  

 
Mint

ไม่ตียุงไฟฟ้า
555 เฮียว่าเราสองคนนี้ มันคนละขั้วกันเลยฮิฮิ
บ้านเฮียมีไม้ช๊อตยุงประมาณ 7 อัน
2 อัน เป็นแบบใส่ถ่านก้อนเล็กสองก้อน
ส่วนอีก 5 อัน เป็นแบบเสียบไฟบ้าน 220Volt แล้วเก็บไฟได้ เรียกว่าช๊าร์จกันแบบมือถือเลย
ที่บ้านเฮียนี้ไม่ได้เป็นพวกใจร้ายหรอกนะ แต่เป็นพวกขี้โรค คือ น้ำเหลืองไม่ดี
ถ้าโดนยุงกัน ก็จะเกา แล้วจะเป็น 2 cases
อยางแรกก็เป็นลมพิษ
อย่างที่สองก็เป็นแผลเรื้อรัง หมอบอกว่าน้ำเหลืองไม่ดี
เลยต้องหามาตรการป้องกันยุง
วันไหนไม่ได้อยู่บ้านทั้งวัน วันนั้นคือวันฉีดยุง
อ้อ...ยังมีอาวุธไฮเทคอีกอัน คือ โคมไฟพิฆาตยุง อันนี้เสียบปลั๊กไฟแช่เอาไว้เป็นวันๆ
แต่อายุใช้งานสั้นมาก แค่ 2-3 เดือน ยุงมันก็รู้แล้วว่าไอ้ไฟสีฟ้าๆนี่ บินเข้าใกล้ไม่ได้
บ้านติดกันกับบ้านเฮีย เฮียว่าเขาเป็นพวกซาดิสม์
ตอนหัวค่ำจะได้ยินเสียงดังเปรี๊ยะๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ แถวหน้าบ้านพวกเขา
คือว่า เขาจะให้ลูกชายซึ่งมี 3 คน เอาไม้ตียุงไฟฟ้า มาแกว่งฆ่ายุงรอบๆบ้านเขา
เพราะว่าบ้านเขามีต้นไม้เยอะ ยุงเลยเยอะกระมัง เสียงชีอตกันเปร๊ยะปร๊ะ สนุกกันทุกวันเลย
สำหรับบ้านเฮียหาทางออกโดยไปซื้ออ่างดินเผาขนาดใหญ่มา 4 ใบ
แล้วไปซื้อปลาหางนกยูงมา 8 คู่ แล้วแบ่งใส่อ่างละ 4 ตัว
จำไม่ได้ว่านานกี่ปีแล้วนะ แต่ตอนนี้แต่ละอ่างมีปลาอยู่นับร้อยตัวเลย
จะเอาไปให้ใครก็ไม่มีใครเอา เลยมองว่าวันดีคืนดีหน้าฝนแบบนี้แหละ
จะช้อนเอาไปปล่อยในคูน้ำข้างๆถนนในซอย ให้เขาไปสร้างครอบครัวกันต่อไป
แต่ก็ไม่รู้ว่าจะมีปัญญาไปหาอาหารทานเองได้หรือเปล่า
เพราะว่าเลี้ยงแต่อาหารเม็ด นี้ถ้าปล่อยไปแล้วตายหมด ก็เท่ากับทำบาป
เรื่องไม้ช๊อตยุ่งนี่กรรมเคยตามสนองเฮียนะ
มีวันหนึ่งมียุงตัวใหญ่บินผ่านหน้า เฮียก็เลยบอกให้คุณหนูหยิบไม้ให้
พอรับไม้มามันก็ดังเปรี๊ยะ ก็คุณหนูดันกดปุ่มช๊อต แล้วเฮียก็จับด้านตะแกรงลวด
นิ้วชาไปเลย แต่เจ็บไม่มาก อาจจะเป็นเพราะเฮียเป็นพวกหนังหนาทนทายาทก็ได้
คนที่คิดไม้ช๊อตยุงได้นี่ เขาช่างโหดได้ใจจริงๆ

เรื่องขับรถชนนกตาย
อันนี้ต้องบอกว่า ดวง จริงๆ เลยนะ
เท่าที่จำได้ เฮียว่านกมันรู้จักบินหักหลบได้ทันนะ
วันนั้นแปลว่านกตัวนั้นมันคงดวงซวยถึงได้มาเจอคนสวยขับรถตัดหน้ามัน
เอาเป็นว่า ขอให้มันอโหสิกรรมให้อาหมวยก็แล้วกัน
อยากให้มองว่า เราไม่ได้เจตนา เราไม่ได้ประมาท
นกตัวนี้อาจจะเป็นใครในชาติภพอื่นที่ได้เคยทำร้ายอาหมวยมาก่อนก็ได้
ถ้าเป็นแบบนั้น อาหมวยก็ต้องขออโหสิกรรม ขอจบกรรมกันไป ณ วันนี้เลย ดีกว่าเน๊อะ

เรื่องกิมจิคอนเสิร์ต
เฮียเคยไปส่งคุณหนูดูคอนเสิร์ตดองบังชินกิ
ไปกันตั้งแต่บ่ายสาม เขาเปิดให้เข้าหนึ่งทุ่ม
แต่เข้าได้จริงๆก็ประมาณสองทุ่มครึ่ง แต่ให้คนดูตั้งแถวตั้งแต่หกโมงเย็น
พวกเด็กวัยรุ่นเขาแบ่งกันเป็นกลุ่มๆ ผลัดกันร้องเพลงเกาหลีเป็นชั่วโมงๆ
เด็กพวกนี้มีความสุขมาก ดูเหมือนคนจะตีกัน เสียงวี๊ดๆ เหมือนมีเรื่องกันจริงๆ
แต่ทุกคนหัวเราะและก็มีแต่รอยยิ้ม แข่งกันสร้างความคึกคักแบบไม่รู้จักเหนือย
เป็นเหตุการณ์ที่อึกทึกครึกโครมมาก กระแสเกาหลีแรงจริงๆ คอนเสิร์ตศีลปินคนไทยยังไม่อึกทึกขนาดนี้
คุณหนูบอกว่าข้างในเสียงดังมาก แต่ไม่ใช่เสียงดนตรีหรือนักร้อง
แต่เป็นเสียงกรี๊ดของคนข้างๆ
อาหมวยต้องระวังด้วย เสียงกรี๊ดนี้ดังเกือบตลอดการแสดงเลยนะ
ส่วนเรื่องเสื้อผ้าหน้าผม
เฮียว่าไม่ว่าจะโมดีฟายกันนานหรือด้วยงบขนาดไหน
เจ้าเด็กที่ยืนข้างๆในแถวตอนที่เดินเข้าฮอลล์
มันก็ยังจะบอกว่า ป้า ป้า หลีกทางหน่อย จนได้ 555


ช่วงนี้ฝนจะตกติดกันหลายๆวัน เพราะเป็นช่วงเดือนแห่งดีเปรสชั่น
ที่เฮียบอกว่าชอบหน้าฝนก็เพราะแบบนี้
เพราะว่าเดือนนี้ฝนจะตกเกือบทั้งวันทั้งคืน
รถราในเมืองใหญ่ก็จะติด ทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันและพลังงาน
ส่วนในต่างจังหวัดก็จะมีน้ำท่วมถนน ท่วมบ้านคน และอาจจะมีคนหายไปกับสายน้ำป่ายามค่ำคืน
พวกเกษตรกรที่รอเกี่ยวข้าวก็จะไม่เหลืออะไรเพราะน้ำท่วมสูงเป็นเมตร
ส่วนคนที่เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ ฯ ก็จะอพยพสัตว์ไม่ทัน สุดท้ายก็หมดตัว
หลังน้ำลด ข้าวของจะมีราคาแพงขึ้น ธนาคารก็จะขึ้นดอกเบี้ย เจ้าหนี้ก็เริ่มทวงถามการใช้เงินคืน ...
คนทำงานแบบมนุษย์เงินเดือนไม่เดือนร้อนมากนัก
แต่คนใช้หยาดเหงื่อแรงงานเลี้ยงชีวิตตนเองและครอบครัวนี่ซิ ไม่รู้ว่าแต่ละปีรอดมาได้อย่างไร
ภายใต้อากาศเย็นๆน่านอนแบบนี้
มีอีกหลายชีวิตที่เหน็บหนาวเพราะเจอทั้งฝนและอากาศที่เย็นลง
นอนก็นอนไม่หลับ เพราะอาจจะมีงูเลื้อยหนีน้ำท่วมเข้ามานอนเป็นเพื่อน
นี่ไง คนโฉดก็ต้องชอบอะไรที่โฉดๆแบบนี้

ทองคำขึ้นราคาเรื่อยๆ
ว่าจะเก็บตังค์ซื้อสร้อยทองให้อาหมวยมินสักเส้น เลยไม่เอาแล้วหละ 555
สงสัยตอนอาหมวยเกษียณ ทองคงจะราคาบาทหละสามหมื่นกว่าๆ
ตอนแต่งงาน จำได้ว่าซื้อมาบาทละหกพันกว่า
แหมอยากเอามาขายช่วงนี้ แต่ติดตรงที่ว่าคนที่เก็บทอง ไม่ใช่เฮีย

Ref: มินทิวา Mintiva RoyalBlue 41 69 E1


โดย: zoomzero วันที่: 16 ตุลาคม 2553 เวลา:12:52:11 น.  

 




อรุณสวัสดิ์ค่ะเฮีย
ผ่านไปแล้วเมื่อคืนกับอีมินโฮ อ่ะค่ะ
กำลังคิดว่าจะเอาเรื่องนี้มาอัพบล๊อคดีป่าวเนี่ย ฮ่า ๆ ๆ
ตลอดเวลา 2 ชั่วโมงเนี่ย หูมินมันวิ๊ง ๆ ๆ ไปหมด
เพราะได้ยินแต่เสียงกรี๊ด ๆ ๆ ๆ ๆ กันตลอด
ที่น่าขำคือ ไม่ว่ามินโฮจะขยับทำอาไร
ก็กรี๊ดกันสลบนะ..อิ 3 อาจุมม่า เนี่ย
จริง ๆ ไม่ค่อยได้กรี๊ดเท่าไรหรอกค่ะ สู้เด็กมันไม่ไหว
เรื่องแปลกแต่จริง...เด็ก ๆ วัยรุ่นจริง ๆ อายุ 13-18 เนี่ย
พูดจริง ๆ ว่าไม่ค่อยเห็นเลยค่ะ ส่วนใหญ่มินว่า 20 ขึ้นไปจนถึงวัยทำงานกลาง ๆ
แบบ 30 กว่า 40 กว่าเนี่ยเยอะมาก ๆ (ไม่ได้เข้าข้างตัวเองนะคะ พูดจริง)
หรือจะเป็นที่ราคาบัตรก็ไม่รู้อ่ะนะ แต่ ขอโทษค่ะบัตร 4500 เต็มเกลี้ยง ที่มองพอเห็นช่องว่างอ่ะคือบัตร 1000 มั๊ง หลัง ๆ โน่นค่ะ
มีอยู่ช่วงนึง ประมาณ ครึ่งชั่วโมงได้ ที่มินโฮเดินไปนั่งข้างหลังแถวบัตร 1000 อ่ะ
เพื่อบรรยายภาพส่วนตัวตั้งแต่สมัยเด็ก ๆ ให้ฟังผ่านล่าม
ช่วงนี้เป็นช่วงที่วุ่นวายสุด ๆ เลยค่ะ เพราะเกือบค่อนที่ลุกขึ้นไปยืนบนเก้าอี้ตัวเอง
เพื่อมองมินโฮ ไม่ค่อยมีใครมองเวทีที่มีวีทีอาร์ของเค้าฉายอยู่เลยอ่ะนะ ฮ่า ๆ ๆ

มินกับเพื่อน ๆ และก็คนที่ได้นั่งแถวใกล้ ๆ กันเนี่ย
ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวเลย ตรูจะซื้อทำไมวะเนี่ยบัตร 4500 ซื้อ 1000 ดีกว่า
เมื่อคืนมินว่า ถ้าไม่มีรั๊วเหล็กกั้นเนี่ย สงสัยโกลาหลยิ่งกว่านี้ค่ะ ฮ่า ๆ ๆเมื่อคืนกว่าจะถึงบ้านก็เกือบเที่ยงคืนแล้วค่ะ
ลืมเล่า..ตกลงมินไม่ได้โมอาไรเลย เสื้อผ้า หน้าผม
เพราะขี้เกียจอ่ะ เข้าไปข้างในมันก็มืดจนเกือบจะเห็นแต่ลูกตาอยู่แล้ว จะอาไรกันนักกันหนาคะ ฮ่า ๆ ๆ

ปล. Beautiful Sunday นะคะเฮียของมิน


โดย: มินทิวา วันที่: 17 ตุลาคม 2553 เวลา:7:25:48 น.  

 
หมดเทศกาลถือศีลกินเจปี2553 กันไปแล้ว
แต่เรื่องของการกินเจ พิธีกรรม ก็ยังจะมีต่อไปในปีหน้า
สำหรับคนที่กินเจตลอดปี ก็คงไม่มีอะไรเปลี่ยนไป นอกจากคนมาแย่งซื้อของน้อยลง
entry นี้ ก็ยังคงจะนินทาหาเรื่องหาราวในบริบทของเหตุการณ์กินเจ ต่อไป
และคงจะมีการอ้างเอ่ย ถึง คน สัตว์ สิ่งของ ความเชื่อ และประวัติศาสตร์ ของคนกินเจ ไปอีกระยะ
ตลอด entry นี้ยังจะแฝงความเชื่อ ความไม่เชื่อ และความเป็นไปไม่ได้ ตามแนวความคิดของคนโฉด
ที่เกิดมามองโลกนอกกรอบ มองขวางโลก มองออกไปนอกจักรวาล ....


โดย: zoomzero วันที่: 17 ตุลาคม 2553 เวลา:13:56:20 น.  

 
Sunday, October 17, 2010

วันนี้ออกเจ
ตอนเช้ายังทานเจอีกมื้อ
ตอนกลางวันทานข้าวไข่เจียว เพราะไม่มีใครอยู่บ้าน ต้องเฝ้าบ้านคนเดียว
ตอนเย็นไปทานอาหารที่ร้านอาหารจีนหลี่เหล่าหงี
เดี๋ยวเอารูปอาหารมาอวดซะหน่อย



ออร์เดิร์ฟ




ไม่ใช่กระเพาะปลา...เพราะหน้าตาเหมือนหูฉลาม
เป็นชุดราคาปานกลาง ได้ครีบใหญ่มาก สงสารฉลาม แต่ก็กินจนเกลี้ยงชาม




กุ้งสามรส กรอบ อร่อย




เป็ดปากกริ่ง เอ้ย ปักกิ่ง
อร่อยตรงโรตีนี่แหละ




หมูขี้งอน อ๋อ...หมูหัน(หน้าหนี)
มีแต่คนกลัวอ้วน กระผมเลยหม่ำหูหมูซะเลย




ผัดผักคะน้ากับหน่อไม้ทะเล แต่ความจริงมันคือหอย
มีเห็ดหอมด้วยนะ




ราดหน้าแป้งก๋วยเตี๋ยวทอด(แต่ไม่กรอบ)
รวมมิตรทั้งทะเลและผักก็ยังมากันหลากหลาย




ปลากระพงนึ่งมะนาว
ดูเหมือนโดนระเบิดมา แต่เป็นปลาว่ายน้ำเลยอร่อยมาก




ต้มยำกุ้งน้ำข้น
ดูเหมือนไม่น่าทาน แต่แซ็บมาก รสกลมกล่อม เปรี๊ยวนิดๆเผ็ดหน่อยๆ




ของหวาน โอนี้แปะก๋วย
มีวุ้นมะพร้าวเป็นก้อนๆด้วย


หมายเหตุ...
ซากหมูหันเอาไปทอดกระเที่ยม
ซากเป็ดปักกิ่ง ทีแรกว่าจะทำเป็นเมี่ยง แต่พวกเด็กๆให้เอาไปทอด
พอทอดมาพวกมันก็ไม่ยอมกิน น่าตีจริงๆ


ตอนสองทุ่มครึ่งไปทำธุระแถวสาทร
เจอเขาแห่พระแม่อุมาเทวี
คนใส่ชุดขาวเดินเกือบเต็มถนนสาทร ด้านซอยวัดแขก
ริมถนนสาทรจะมีคนตั้งโต๊ะบูชา มีเสียงเพลง มีการประดับรูป แสงสีสวยงามมาก
บังเอิญรถติด เลยเอากระจกลง ยกมือไหว้ อธิษฐานให้คนที่เรารักทุกคน ขอให้มีความสุข

ถ่ายรูปมา 10 กว่ารูป แต่ไม่ชัดเลย
เป็นเพราะเปิดหน้ากล่องแบบไม่ใช้แฟลช
แถมขับรถมือเดียว เลยมือสั่น
ภาพส่วนใหญ่เหมือนแสงเลื้อยไปมา 555


โดย: zoomzero วันที่: 17 ตุลาคม 2553 เวลา:23:40:38 น.  

 
กิ้วฮ้วงไต่ตี้

ที่มาของข้อมูล phuketvegetarian ดอทคอม

ประเพณีถือศีลกินเจในประเทศไทย มีเข้ามาในประเทศไทยนานเท่าไหร่ก็ไม่มีการบันทึกเอาไว้
แต่ประเพณีกินเจที่มีการจัดเป็นงานใหญ่ เช่น มีการแห่พระ เชิญเทพเจ้าเก้าพระองค์
ซึ่งได้มาจากคำแนะนำของคณะงิ้วชาวฮกเกี้ยนที่เคยมาเล่นที่ภูเก็ต แล้วกินเจเพื่อบูชาเทพเจ้า
และก็มีคนที่ศรัทธา จนได้เดินทางไปนำวิธีปฏิบัติในพิธีกรรมต่างๆมาจากมณฑลกังไส ประเทศจีน
จนทำให้จังหวัดภูเก็ต มีชื่อเสียงในเรื่องเทศกาลถือศีลกินเจ

สำหรับคนภูเก็ต เมื่อมีการแห่พระ จะต้องเชิญ กิ้วฮ้วงไต่ตี้ หรือ พระราชาธิราชเก้าพระองค์
มีตำนานเล่ากันเอาไว้ว่า...(กรุณาอ่านเฉยๆ อย่านำไปอ้างอิง)

กิ้วฮ้วง หมายถึง พระราชาธิราช 9 องค์
ไต่ - ใหญ่
ตี้ - จักรพรรดิ

หมายเหตุ : พระทุกองค์เคยเป็นมนุษย์มาก่อน

พระองค์ที่หนึ่ง Fu his (Foo Shei) ชื่อ ฮอกฮีสี,(ฟูซิ) เป็นคนสำคัญมาก
เมื่อก่อน 5,000ปีมาแล้ว สั่งสอนให้คนรู้จักทำแห ทำอวน จับปลา
สอนให้ชาวบ้านหาสัตว์มาเลี้ยง จับสัตว์มาฝึกใช้งาน
และยังสั่งสอนให้ราษฎรบวงสรวงเทวดา ไหว้บิดามารดา ญาติที่ถึงแก่กรรม
สอนให้มีการทำพิธีสู่ขอแต่งงาน สอนให้รู้จักหนังสือ(จีน) ทำการจดบันทึก ทำหนังสือสัญญา
สอนให้ประดิษฐ์เครื่องดนตรี ทำขิม สอนตำราโหราศาสตร์


พระองค์ที่สอง Shen Nung (Shun Noong) หรือยันตี่ Yen Ti
ทรงเป็นพระเจ้าเอี้ยมเต้สินล่งฮองเต้ รู้ในอดีตและอนาคต ฤกษ์บนฤกษ์ล่าง
ชาวจีนถือเป็นพระเจ้าของการกสิกรรม เป็นผู้ประดิษฐ์คันไถ
และสอนให้ชาวบ้านทำไร่ไถนา
พระองค์เป็นห่วงราษฎร ให้จัดหาสัตว์และพืชมาเพาะเลี้ยง
ทรงแนะนำให้มาต้มธัญพืชให้สุกเสียก่อน เช่น ข้าวเจ้า ข้าวเหนียว ข้าวสาลี ถั่ว งา
ทรงคิดหายามารักษาโรค คิดทำเรือสำเภาใช้ใบใช้สำหรับไปมาและค้าขาย
สร้างกองทัพเรือเพื่อปราบขบถที่มารุกรานตามหัวเมืองของพระองค์


พระองค์ที่สาม Huang Ti (Hwang De) ชื่อว่า ฮืนฮ่วงฮวงตี้,
เป็นพระเจ้าอึ้งตี่ฮองเต้ เป็นกษัตริย์ที่สำคัญในการรบคนแรกประมาณ 5,000 ปีมาแล้ว
ปราบปรามพวกขบถ เป็นนักประดิษฐ์เข็มทิศ คิดทำปฏิทินข้างขึ้นข้างแรม จัดปีและนักษัตรเสียใหม่
ทำมาตรา ทะนานตวงสิ่งของ ทำขลุ่ย ระฆัง เสื้อสีต่างๆ หกสี สีเหลืองเป็นที่หนึ่ง
สร้างวัง ทำเกวียน และให้ขุดหาแร่ต่างๆ คิดยารักษาโรค
ทรงปลูกฝ้ายเลี้ยงไหมทอผ้า มเหสีของอึ้งตี่ก็มีชื่อเสียงในการผลิตผ้าไหม
การยุติธรรม ทรงถือศีลกินเจ แล้วก็ขึ้นสวรรค์ไปกับมังกร เป็นเซียนต่อไป


พระองค์ที่สี่ ชื่อว่า เซียวเซา
เป็นพระเจ้ากิ้มเต็กอ๋องฮองเต้
ทรงรับสั่งให้ขุนนางปักเสื้อ หมวก ที่สวมใส่เป็นรูปหงส์ ตามยศ
ปราบปรามข้าศึกสงครามที่ยกมาตีบ้านเมืองของพระองค์ตามหัวเมืองต่างๆ


พระองค์ที่ห้า ชื่อกอเอียงสี
เป็นพระเจ้าจ่วนยกตี่ฮองเต้
พระโอรสทั้งเก้าพระองค์ยกกองทัพไปปราบปรามขบถตามหัวเมืองต่างๆ
ทรงเปลี่ยนแปลงฤดูกาลปีหนึ่งให้สี่ฤดู
ต่อมายกสมบัติให้ เตียวคี้ เป็นกษัตริย์ต่อไป


พระองค์ที่หก ชื่อ เตียวคี้
เป็นพระเจ้าตี่คอกฮองเต้ ทรงตรวจดูกฎหมายแผ่นดิน
พระองค์ทรงทำตำราปฏิทินใหม่เพื่อการเกษตร ไร่นา ปลูกต้นไม้ตามฤดูกาล
ให้ขุนนางไปทำการขุดแร่มาใช้ประโยชน์แก่แผ่นดิน
และให้เก็บตัวอย่างหินสีต่างๆ แล้วให้เอาไปหลอม
มีพระโอรสชื่อ เงี้ยวอ๋อง ได้เป็นกษัตริย์ต่อไป


พระองค์ที่เจ็ด Yao (You) ชื่อ เงี้ยวอ๋อง
เดิมเป็นพระเจ้าเงี้ยวเต้ฮองเต้ เป็นกษัตริย์ตัวอย่างๆ แท้จริง
ทรงปล่อยนักโทษตั้งโรงเลี้ยงคนแก่พิการที่ไม่มีญาติ ให้หมอหลวงรักษา
ตั้งโรงเรียนสอนหนังสือขุนนาง คิดทำปฏิทินใหม่ให้ละเอียดกว่าเก่าที่เคยทำมาแล้ว
ส่งขุนนางไปกำจัดสัตว์ร้าย สั่งให้ขุนนางไปทำการขุดคลอง
พระองค์ทรงเสด็จไปเยี่ยมราษฎร ทรงสั่งสอนราษฎร
ต่อมาจึงยกราชสมบัติให้แก่ ไต้ซุ่น เป็นกษัตริย์องค์ต่อไป


พระองค์ที่แปด Shun (Shwin) ชื่อ ไต้ซุ่น
เดิมเป็นพระเจ้าซุ่นเต้ฮ่องเต้ เป็นวิศวกรที่มากความสามารถ
เป็นคนกตัญญูต่อบิดามารดา
รับสั่งให้อู๋ (พระองค์ที่เก้า) ไปทำการปราบปรามหัวเมืองต่างๆที่เข้ามารุกราน
ราษฎรรับสั่งให้อู๋ไปทำการขุดคลองสำเร็จ ปราบสัตว์ร้าย
ต่อมา อู๋ เซียหยี ได้เป็นกษัตริย์ต่อไป


พระองค์ที่เก้า Yu (U) ชื่อ อู๋ เซียหยี
เป็นพระเจ้าอู๋เต้ฮองเต้ เมื่อประมาณ 4,100 ปีมาแล้ว
เป็นผู้เริ่มสร้างราชวงศ์จีนขึ้น เรียกกันว่า ราชวงศ์เฉียอะ
ครั้งนั้นสมัยกรุงจีนเรียกว่าแผ่นดินแฮจัด เมืองจิวเป็นเมืองใหญ่
เอาทองคำมาหล่อเป็นกระถางธูปเก้าใบให้ชื่อว่ากิ่วเตี้ย สำหรับเมืองตั้งจิวเก้าเมือง
บรรดาหัวเมืองทั้งยี่สิบสี่หัวเมืองเข้าเฝ้า
รับสั่งให้ทำสัญญาณขึ้นไว้ห้าอย่าง ระฆัง กลอง ตัด เตียว อีกอย่างเข่ง
ปล่อยนักโทษ ห้ามขุนนางทำสุรา
พระองค์เป็นเป็นวิศวกรที่เรื่องลือสามารถเจาะภูเขาสร้างที่เก็บน้ำ และจัดระบบชลประทานได้อย่างดี
เล่าเอี๊ยะเป็นขุนนางพระเจ้าอู๋เต้ฮองเต้จะยกราชสมบัติให้เล่าเอี๊ยะๆ ไม่ยอมรับ
ต่อมาพระราชโอรสพระเจ้าอู๋เต้ฮ่องเต้ครองราชสมบัติแทน ต่อมามีการแย่งชิงสมบัติพระราชบัลลังก์กันมาเรื่อยๆ
จนถึงราชวงศ์เซียว และราชวงศ์จิวสมัยห้องสินพระเจ้าติ่วอ๋องกับพระเจ้าบู้อ๋องจึงปรากฏ
ลี้เจ้ง กิ้มเฉี้ย โล่เฉี้ย หลุ่ยจิ้นจู้ บกเฉี้ย เอี้ยวเจี้ยน เทวดาส่งมาให้เกิดเพื่อมาช่วยปราบปรามทำศึกกับกษัตริย์ที่ไม่อยู่ในยุติธรรม



โดย: zoomzero วันที่: 18 ตุลาคม 2553 เวลา:21:54:25 น.  

 



หวัดดีวันอังคารค่ะเฮีย
สดชื่น รับลมหนาวอ่อน ๆ นะคะ


โดย: มินทิวา วันที่: 19 ตุลาคม 2553 เวลา:9:09:01 น.  

 
ซาหวัดดีคร้าพี่ชาย แวะมาแว๊ว งุงิ บีอัพตำแหน่งไป 1,000$ แหล่ะ เป็น Network Director แล้วเอารูปขึ้นเวปคลับด้วย พี่ชายไปแอบดูได้หน้านี้รุย http://www.club-asteria.com/membersarea/index/page/2 อุอุ ตำแหน่งนี้จะทำให้เข้าระบบ network เต็มรูปแบบซึ่งบีก้อตั้งใจไว้แต่ต้นแล้ว แต่ราคาสูงไม่คิดว่าจะหาได้ภายในสองเดือนนะนี่ กัดฟันเอาเงินทั้งหมดมาลง สามหมื่นกว่า อึ๊ก แต่คุ้มแล้วแหล่ะค่ะ จ่ายไปหนึ่งพัน เมื่อวานได้ปันผลรายเดือนค่าตำแหน่งไป 1,200 กว่าเหรียญคุ้มทุนมากมาย ที่อัพ เพราะเดือนก่อนบีไม่ได้อัพตำแหน่งนี้ อัพไลน์บีก็เลยได้ยอดขายทีมไปทั้งหมดคนเดียวเต็ม ๆ 800 กว่าเหรียญ เพราะตำแหน่งนี้จะได้รายได้จากยอดขายรวมทั้งกลุ่มไม่จำกัดชั้นลึก เห็นแล้วบีว่าน่าจะคืนทุนได้ภายในเดือนสองเดือนคุ้มแน่ ๆ ถ้าเราไม่อัพก้ออดรายได้ตรงนี้อัพไลน์รวยไปรุย บีอัพไปอาทิตย์ก่อนอาทิตย์นี้คืนทุนอย่างรวดเร็ว โฮะ ๆ ๆ ดาวไลน์ติดตัวครบทะลุ 100 คนแล้ว ทีมงานก็ขยายงานกันรวดเร็วมากจนมี 8 ชั้นไปแล้ว โอ๊ย จาซื้อ n/b ใหม่หรือซื้อกล้อง slr ก่อนดีน้า อิอิ บ้านรถอีกต่างหาก โหย... ฝันใหญ่แว๊ว

เรื่องมีคนไม่ชอบไม่มีปัญหาหรอกค่ะ บีไม่ซีเรียสเท่าไหร่ แต่ตอนโดนคนที่ไม่ชอบมาตำหนิเราทีแรกก็เสียใจไปหลายวันเหมือนกัน แต่คิดไปคิดมาก็อย่างพี่ชายว่าเน๊อะ จะไปสนใจทำไม ชิ ก้อแค่คนในเน็ต ตัดทิ้งปายเยย ก้อเลยลบเอ็ม บ๊อกทิ้งออกจากรายชื่อไปแร้ว สบายใจลั่นล้า คิคิ

สรุปรายได้ปัจจุบัน มีแล้วทั้งหมด 3,793.92$ ใช้หมดไปหลายรอบแร้ว อุอุ ว่าแล้วไปขายเหรียญต่อ ลูกค้ามาสองเจ้าแระคร้า ^_^

คิดถึงนะคะพี่ชาย จุ๊ฟ ๆ ๆ


โดย: นู๋ Beee เองค่ะ (http://beee.bloggang.com) IP: 115.87.14.127 วันที่: 19 ตุลาคม 2553 เวลา:10:36:39 น.  

 
ว้า...นอนไม่หลับ
มัวแต่ดูตีสิบ
ดราม่ามากๆ เตรียมตัวมาดีมาก
มี MV ให้ดูด้วย สงสัยจะเอาไปเกาหลีแต่มีเรื่องเสียก่อน


โดย: zoomzero วันที่: 20 ตุลาคม 2553 เวลา:0:30:16 น.  

 



....


โดย: มินทิวา วันที่: 20 ตุลาคม 2553 เวลา:5:44:54 น.  

 
โอ้โห...ตื่นแต่เช้าเลย
ส่วนเฮียหนะ ...
เมื่อก่อนเป็นเวลาเข้าบ้าน

คนอยู่ทางทิศเหนือของกรุงเทพฯ
คงต้องเตรียมตัวรับกับเรื่องน้ำท่วมกันได้แล้วนะ
สงสัยคงต้องตุนน้ำและอาหารเอาไว้ในรถวอลโว่

อยากฟังข่าวว่าลูกค้าต่างจังหวัดเป็นอย่างไรบ้าง
ไม่เห็นเล่าให้ฟังเลยว่า มีรถจมน้ำไปกี่คันแล้ว


โดย: zoomzero วันที่: 20 ตุลาคม 2553 เวลา:12:01:08 น.  

zoomzero
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ของทุกอย่างในโลกมี 2 ด้าน ถ้าเริ่มต้นก็คิดแต่ว่า สิ่งนั้นมีแต่ด้านดีด้านเดียว หรือเลวสุดขีด ต่อให้ศึกษาสิ่งนั้นไปอีกพันๆปี ก็ไม่มีวันเข้าใจ แต่ถ้าเปิดใจมองให้เห็นทั้งสองด้าน และหาความพอดีกับการอยู่กับสิ่งนั้นได้
...
ความสุขย่อมมาคู่กับความทุกข์ เพราะสุขเป็นของไม่เที่ยง เมื่อติดสุข แล้วไม่มีสุขมาให้ชื่นใจ จิตก็จะเป็นทุกข์ ความสงบจึงเป็นของที่เราท่านควรปฏิบัติ
...
การตั้งตัวเป็นจอมมารแห่งหุบเขาคนโฉด จึงไม่หวังให้ผู้ใดมีสุข ไม่อยากให้คนยึดติดกับสุข หากแต่อยากให้พ้นทุกข์ และได้พบกับธรรมมะของจริง ดั่งคำว่า "ไม่มีมาร อรหันต์ไม่เกิด" 555
...
Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2553
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
13 ตุลาคม 2553
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add zoomzero's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.