ติดต่อพูดคุยกันได้ในเฟซบุ๊คเพจนะคะ
https://www.facebook.com/srisurangwriter
Group Blog
 
<<
มกราคม 2553
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
21 มกราคม 2553
 
All Blogs
 

::.....ธารทับทิม บทที่ ๔.....::


อัพเดทข่าวนิดนึงนะคะ
นิยายเรื่อง ธารทับทิม ซึ่งได้ตีพิมพ์กับ สำนักพิมพ์ 1168 เมื่อปี 2553
ลงตัวอย่างนิยายไว้ 4 ตอนในบล็อกนี้
สามารถลองอ่านได้นะคะ
หนังสือแบบเล่มตอนนี้ค่อนข้างหายากแล้ว
แต่ยังสามารถสั่งจากร้านนายอินทร์ออนไลน์ได้ค่ะ
ขณะนี้มีรูปแบบอีบุ๊ค วางขายที่ เมพ และ ไฮเท็กซ์ แล้วนะคะ
ลิงก์อยู่ในเฟซบุ๊คเพจค่ะ
ขอบคุณค่ะ ^^

......................








สวัสดีค่ะ ทุกๆ ท่าน
ตัวอย่างนิยายเรื่อง ธารทับทิม ตอนที่สี่มาแล้วค่ะ
ขอบคุณทุกๆ ท่านที่แวะเข้ามาอ่านนะคะ ^^



free glitter text and family website at FamilyLobby.com
lozocatlozocat




ดมิศาดวงหนึ่งเลื่อนลอยกึ่งฟ้าแล้ว
ดมิศราดวงที่สองเลื่อนตาม
เจ้ากับพี่ย่อมเคียงคู่กันดุจดวงจันทร์ทั้งสองนั้น







ธารทับทิม

บทที่ ๔

ผู้เขียน ศรีสุรางค์ ๒๕๕๒
สงวนลิขสิทธิ์



ร่างนั้นนอนอยู่บนแท่นหิน สายทับทิมที่เคลือบทุกด้านของโพรงถ้ำเล็กๆ เหมือนห้องนั้นลามเลื้อยจากผนังลงมารอบแท่นนอนของเธอ ราวร่างทั้งร่างรองรับอยู่ด้วยพรมอัญมณีสีแดง

เธอนอนหงายมือประสานกันไว้ที่อก สวมชุดคลุมยาวเก่าแก่ซึ่งคล้ายจะเคยมีสีฟ้า หากเวลานี้เต็มไปด้วยฝุ่นจนดูเป็นสีเทา เส้นผมยาวอย่างยิ่งแผ่ไปรอบศีรษะ ทอดลงไปที่แท่นแล้วยังเลยลงไปสัมผัสพื้น ใบหน้าผุดผ่องนวลเนียนซีดเผือดไร้สีเลือด คล้ายรูปปั้นหินอ่อน แม้ริมฝีปากก็ไร้สี

มันเป็นความซีดขาวจนเกือบเขียวของสิ่งไร้ชีวิต แน่นิ่งและเย็นชืดเหมือนกำลังมองดูหุ่นขี้ผึ้ง หากสิ่งที่ทำให้รอยรจนาคิดว่าร่างนั้นไม่ใช่หุ่นก็คือด้ามมีดที่ปักอยู่บนทรวงอก ถัดจากมือซีดขาวที่ประสานกันอยู่เพียงเล็กน้อย รอยเลือดเปียกชุ่มเสื้อซึ่งแห้งกรังยังเป็นสีแดงเข้มตรงรอบบาดแผลดูน่ากลัวนัก หากรอบออกมา รอยเปรอะเปื้อนซึ่งเลยมาถึงต้นแขนเป็นคราบด่างเป็นทางลงมาตามแท่นหินนั้นเป็นสีคล้ำ ก่อนค่อยกลายเป็นสะเก็ดเล็กๆ เหมือนทรายสีแดงเข้มรวมกับทับทิมเม็ดใหญ่มากมายที่รายล้อมร่างเธออยู่

ไม่รู้ว่าหญิงสาวผู้นี้นอนตายอยู่ที่นี่มานานเท่าไรแล้ว หากราวกับว่าเธอไม่ได้ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวเลยนับจากคมมีดทำให้เสียชีวิตจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

สิ่งที่เห็นทำให้รอยรจนาสั่นสะท้าน ในศีรษะราวมีเสียงหึ่งๆ ดังอื้ออึง แทบกลบเสียงสั่นๆ ของกัณ

“น่ากลัวจริงๆ”

รอยรจนาไม่รู้ตัวเลยว่าเธอปีนกองหินราวคนละเมอไปที่ศพ

ด้ามมีดที่ปักอยู่บนอกของร่างนั้นเคลือบด้วยฝุ่นบางๆ หากก็ยังดูออกว่าสลักเสลาประดับประดาด้วยหินมีค่า ที่ปลายด้ามมีทับทิมเม็ดใหญ่ฝังอยู่ สีแดงของมันสะท้อนแสงตะเกียงเกิดประกายเป็นรูปดาวอยู่ในเนื้อทับทิม

จิตสำนึกของหญิงสาวได้ยินเสียงอ้อนวอนของชายหนุ่มในฝัน ซ้ำไปมา


...รู้สึกตนแล้วกลับคืนมาสู่ข้า มิว่าจะนานเท่าใด...


มีดนี้ เธอเคยเห็นในความฝัน ชัดเจน ลวดลายวงขนดคล้ายกับยอดเฟิร์นม้วนพันไปมา...เป็นเล่มเดียวกัน

กัณเดินตามเธอมาหยุดยืนดูอยู่ข้างหลังอย่างขลาดๆ

“นี่มันเป็นหุ่นขี้ผึ้งหรือเป็นศพกันแน่นี่ อูย...ขนลุก”

สร้อยคอที่สตรีผู้นี้สวมก็เป็นลวดลายคล้ายคลึงกับบนด้ามมีด หากเมื่อมองดูให้ชัดเจนแล้ว วงขนดเหล่านั้นดูปานประหนึ่งเหล่าดวงดาราน้อยใหญ่ ดวงอาทิตย์ หรือดวงจันทร์ พันเกี่ยวรัดร้อยต่อเนื่องกันไป

รอยรจนาเผลอตัวจนเข้ามาใกล้ร่างนั้นเพื่อเพ่งพิศ แล้วในฉับพลัน เพื่อนหนุ่มที่ค่อยกล้าเดินมาหยุดอยู่ข้างๆ ก็สูดหายใจเฮือกด้วยความตกใจ

“นี่มัน...”

หญิงสาวหันไปมองกัณ ความตกตะลึงงุนงงยังคงมากกว่าความรู้สึกตกใจกลัว เห็นแขนแข็งแรงของเขายื่นออกไปข้างหน้า เธอมองตามมือกัณซึ่งชี้ไปที่ใบหน้าของร่างสตรีซึ่งนอนแน่นิ่งอยู่

“รอยรจนา มันเหมือนเธอ ศพนี่มันหน้าตาเหมือนเธอยังกับแกะเลยรจ”

หล่อนหันกลับไปมองอีกครั้ง แม้ใบหน้าของร่างซีดขาวจะซูบเซียวกว่าเธอเหมือนคนผ่ายผอม แต่ยังเห็นโครงหน้ารูปไข่ที่สวยงาม แพขนตางอนบาง รูปของจมูกและริมฝีปากที่ดูคล้ายคลึงกับตัวเธอ หากมีเนื้อหนังมากกว่านี้ก็คงแลละม้ายกันจนน่าพรั่นพรึง

รอยรจนาซวนเซ เสียงหึ่งๆ ในศีรษะดังมากขึ้น มันเหมือนเสียงสวดมนต์ของผู้คนจำนวนมากมายมหาศาล แต่ละคนเพียงเปล่งเสียงแผ่วเบาราวกระซิบ หากเป็นเสียงกระซิบที่มากมายจนฟังคล้ายเสียงคลื่นมหาสมุทรโหมซัดฝั่ง และท่ามกลางเสียงเหล่านั้น เสียงวิงวอนอ่อนล้าของบุรุษยังคงดังกังวานสะท้อนไปมา


...รู้สึกตนแล้วกลับมา...ปัณฑารีย์


โอ๊ย...หญิงสาวปวดศีรษะจนต้องยกมือขึ้นกุมขมับทั้งสองข้าง ส่ายหน้าไปมา

ไม่นะ...ได้โปรดหยุดเสียที

หากเสียงพร่ำเพรียกยังคงดังไม่หยุด ดังขึ้นและดังขึ้น คราวนี้เสียงอ้อนวอนแปรเปลี่ยนไปเป็นคำสั่ง


…มีดอัคนี...นำมันกลับมา....


เจ็บเหลือเกิน หญิงสาวส่ายหน้า

...ถอนมีดออกมา...เจ้าเท่านั้นที่ทำได้


พยายามสลัดให้หลุดจากการครอบงำของภวังค์ประหลาด ทว่ามันทรงพลังกว่าเธอมากนัก

เสียงสาปแช่งของสตรีสูงวัยดังแหบพร่าแทรกเข้ามาในความมืดมิด ราวเสียงจากความทรงจำของใครบางคน


...ข้าจะทำให้เจ้าฆ่า ที ออร์ คาทิค ซาเรห์ของเจ้า... ประหารบุรุษหนึ่งเดียวที่รักเจ้ายิ่งชีวิต แล้วสังหารตนเองตาม ด้วยมือของเจ้าเอง ปัณฑารีย์ เจ้ามิอาจเป็นซอร์โยของเขาได้ ในเมื่อเขาทำให้ธิดาของข้าต้องสูญเสียอายุและเกียรติ ต้องพบกับความอับอายอันยิ่งใหญ่ เจ้าจะต้องปวดร้าวเช่นเดียวกันกับข้า ทรมานนับแต่นี้เป็นพันปีเช่นกันกับข้า และไม่มีทางหลุดพ้น....


เสียงหัวเราะแหลมก้อง

...ไม่มีทางหลุดพ้นได้เลย เพราะใครเล่าจะถอนมีดที่ปักอกของเจ้าออกได้ ในเมื่อเจ้าตายไปแล้ว ปัณฑารีย์ แม่นางฟ้า เจ้าหญิงแห่งวาร์ ราชินีแห่งความทุกข์ทน เจ้าจะเป็นความตายของสามีเจ้า เป็นความทุรนทุรายรวดร้าวของเขา ข้าจะทำให้เจ้าไม่มีวันได้ฟื้นคืนมา มิว่าด้วยมนต์ใด ไม่มีใครมีทางหาร่างของเจ้าเจอ ไม่มีทาง...


“พอที ปวดหัว ไม่ไหวแล้ว!”

รอยรจนาร้อง ซวนเซทรุดลงฟุบข้างแท่นหิน หล่อนคล้ายมาได้รับรู้ประวัติและความโศกศัลย์อาดูรของเจ้าของร่างนี้เมื่อเข้ามาใกล้ที่ที่เธอตายอย่างน่าสังเวช

ผู้หญิงที่ถูกสาป และถูกทำร้ายด้วยเล่ห์กลมารยา


...นำมีดกลับมา...


เสียงวิงวอนเริ่มอ่อนล้าลงเรื่อยๆ

เธองั้นหรือ เป็นเธอที่หน้าตาเหมือนกันจึงสามารถช่วยสตรีผู้นี้ได้หรือ ช่วยให้วิญญาณของเธอสุขสงบและเป็นอิสระ อย่างนั้นใช่ไหมที่ เขา และใครหลายคน กำลังขอร้องเธอ

เมื่อจิตใจเริ่มเข้าใจและไม่ต่อต้าน หญิงสาวก็รู้สึกคล้ายกับหมดสติไป ทุกสิ่งรอบกายกลายเป็นมืดมิดเหมือนอยู่ในห้วงอวกาศที่ไร้น้ำหนัก ร่างกายคล้ายไม่ใช่ของเธอหากถูกบังคับควบคุมโดยพลังบางอย่างจากที่แสนไกล ให้ลุกขึ้น ยกแขนทั้งสอง แล้วยื่นมือออกไปหาร่างสตรีสาวที่แน่นิ่งอยู่ตรงหน้ากลางความมืดรอบด้านนั้น

พลังบางอย่างนำเธอมาที่นี่ เพื่อช่วยเหลือ ความตระหนักเลือนรางในใจ ร่างกายเคลื่อนไหวไปตามคำสั่งทางจิต

มีด...ด้ามมีด...กำด้ามมีด...ด้วยสองมือ...กำให้แน่น...แล้วออกแรง...ดึง

ความเจ็บปวดลากผ่านจากที่ลึกในอกเธอ จากหัวใจออกมาสู่ผิว ราวกับคมมีดที่เธอดึงขึ้นนั้นกำลังผ่านออกจากทรวงอกข้างซ้ายของตัวเองแทนที่จะเป็นของ...ศพ

ในพลันที่ปลายมีดพ้นเนื้อออกมาทั้งหมด เธอเองกลับเป็นผู้นอนอยู่บนแท่นหิน สายตาลืมโพลงมองเห็นเพดานดาดทับทิมสีแดงดุจโลหิต มีดอัคนีอยู่ในมือที่ยกขึ้นจากอกตนเอง และตัวเธอ รอยรจนาที่สมบูรณ์ด้วยเลือดเนื้อทรุดกายฟุบอยู่บนพื้นข้างแท่นนอนไม่ห่างไป

ข้างหลังนั้นเธอมองเห็นใบหน้าซีดเผือดของกัณ แล้วทุกอย่างก็ดับวูบไปพร้อมกับความเจ็บปวดอันมากมายแทบทนไม่ไหวที่จู่โจมเข้ามาหาเธอราวพายุบ้าคลั่ง





แพขนตางอนยาวขยับไหว ก่อนกะพริบเปิดขึ้น ดวงตาใสสีน้ำตาลหรี่ลงเมื่อกระทบแสงจ้าซึ่งลอดผ่านม่านหน้าต่างบานสูงเข้ามาในห้อง เตียงสี่เสาซึ่งกว้างราวกับสนามฟุตบอลนั้นคลุมเพดานโค้งด้วยผ้าเลื่อมลายสีรุ้ง เกลียวไหมสีเงินม้วนพันจากชายขอบลงมาทั้งสี่ข้างสู่เสาสลักสีขาวนวล ผ้าห่มคลุมปักลายละเอียดยิบสีเงินระยับ

ห้องกว้างแสนกว้าง ผนังด้านหนึ่งเป็นบานหน้าต่างแก้วสูง เรียงต่อกันหลายบาน แขวนม่านสีม่วงจางบางเบาสลับเว้นระยะระหว่างบานด้วยช่อดอกไม้หลากสีในแจกันสีเงินยวง

ที่นี่ที่ไหน?

รอยรจนากะพริบตา เป็นกิริยาเดียวที่เธอสามารถทำได้โดยไม่รู้สึกเจ็บ แต่นอกกว่านั้นแล้ว แม้การเหลือบมองไปข้างๆ หรือขยับนิ้วก็แสนลำบาก เธอรู้สึกปวดไปหมดทั้งตัว

นี่เธอจะต้องถูกหินในถ้ำถล่มทับทั้งตัวแน่ๆ แล้วก็ฝันอะไรน่ากลัวปนกันยุ่งไปหมดเลย แต่แล้ว...ถ้าเป็นอย่างนั้น แล้วปราสาทเจ้าหญิงนิทรานี่มันอะไรกันล่ะ

หญิงสาวหลับตาลงแล้วลืมตาใหม่อีกครั้ง สภาพทุกอย่างยังคงเดิม

ห้องหรูหราโอ่อ่าอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน สร้างด้วยบางสิ่งซึ่งหล่อนมิอาจระบุได้แน่ชัด เช่นผ้าม่านบางเบาราวกับปีกผีเสื้อ กระจกหน้าต่างที่ใสจนไร้แววสะท้อนและราวกับบางอย่างยิ่งจนไร้สิ่งใดกั้นขวางระหว่างภายในห้องนี้กับระเบียงกว้างและแนวป่าสนหนาทึบด้านนอก

แม้แต่ผนังห้องเรียบนวลเนียนและมันวาวคล้ายไข่มุก ซึ่งมีลวดลายบัวนูนสลักไว้รายรอบก็คล้ายมิใช่ทำจากปูนหรือไม้ หากเป็นวัสดุบางสิ่งที่เรียบละเอียดและนุ่มละมุน

รอยรจนาเพ่งพิศลวดลายอันคล้ายอักษรหรือดวงตราอะไรสักอย่าง ปักไว้ตรงกลางเพดานผ้าโค้งของเตียงและที่เหนือหน้าต่างทุกๆ บาน ตัวอักษรล้อมรอบด้วยดอกไม้คล้ายดอกแมกโนเลีย

เสียงกระซิบซุบซิบดังขึ้นเบาๆ จากข้างห้อง หญิงสาวหันไปดูแล้วก็ปวดศีรษะแปลบจนต้องหลับตาลง

ไม่นานนักก็มีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งปรากฏกายขึ้นรายล้อมเธอ

ผู้ที่นำหน้ามาเป็นหญิงสูงอายุรูปร่างท้วมท่าทางใจดี นางสวมชุดคลุมยาวสีน้ำตาลอ่อน ผมสีเทารวบขมวดเป็นมวยไว้ข้างหลัง ยิ้มแย้มอย่างปลอบประโลมและพูดเบาๆ กับรอยรจนา

ทว่าภาษาที่เธอพูดไม่คุ้นหูหญิงสาวเลยแม้แต่น้อย ไม่มีเลยสักคำเดียวท่ามกลางสำเนียงเสียงสูงๆ ต่ำๆ ราวดนตรีนั่นที่หล่อนพอจะแยกแยะออกและฟังรู้เรื่อง

อังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ฮินดู ไทย ดูไบ มาเลเซีย ลาว พม่า มอญ เขมร รอยรจนาล้วนพอจะพูดอรุณสวัสดิ์ ฉัน เธอ เยส โน อันนี้ราคาเท่าไหร่ ไอ้บ้าอย่ามายุ่งกับชั้น หรือ ไอเลิฟยู ได้ทุกภาษา แต่ไม่มีคำไหนเข้าล็อกตรงกับคำที่เธอเคยรู้ความหมายเลย

คิ้วโค้งบางเริ่มขมวดมุ่นเมื่อฟังไม่เข้าใจ สบตากับคุณป้าท่าทางใจดีซึ่งหยุดรอฟังคำตอบจากหล่อน

รอบข้างคุณป้ามีสตรีสาวสวยสะคราญหลายนาง ต่างจ้องมองมาที่เธอด้วยดวงตาสนอกสนใจ ไกลออกไปกว่านั้นมีผู้ชายหลายคนในชุดยาว ทบสาบด้านหน้าคล้ายกับเสื้อของชาวจีนโบราณหรือชุดยูกาตะของญี่ปุ่น เพียงแต่เนื้อผ้าบางเบายาวถึงข้อเท้า คลุมทับด้วยเสื้อคลุมบางๆ คล้ายชุดครุยอีกชั้นหนึ่งละม้ายกันหมดทุกคน บางคนผมสั้น บางคนผมยาว บ้างก็รวบหรือเกล้าแบบต่างๆ ทุกคนยืนนิ่งจ้องมองมาที่เธอ

รอยรจนาจนปัญญา เธอไม่เคยฝันประหลาดเช่นนี้ แถมยังมีอาการผีอำ ขยับไปทางไหนก็เจ็บไปหมดอีกด้วย

หญิงสาวกะพริบตาอีกสองหน สุดรู้ว่าจะสื่อสนทนากันได้อย่างไร คุณป้าเริ่มมีท่าทางกระวนกระวายใจ เข้ามาแตะต้องตัวเธอแผ่วเบา แตะที่หน้าผาก จับข้อมือ หากพอคุณป้าจะยกมือเธอขึ้น รอยรจนาก็สะดุ้งเฮือกนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวด

คุณป้าตกอกตกใจ พึมพำสิ่งที่ฟังไม่รู้เรื่องออกมาอีกสองสามคำ หันไปปรึกษาซุบซิบกับคนอื่นๆ ทุกคนเริ่มมีสีหน้ากังวล กิริยารวนเร จากนั้นคุณป้าก็สั่งให้ทุกคนออกไป

ใบหน้าเอื้ออารีที่มีริ้วรอยบางๆ ตรงหางตาหันกลับมาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนกับหล่อนอีกสองสามประโยค ฟังดูท่วงทำนองคล้ายเพลง เหนื่อยไหม ของพี่เบิร์ดธงไชยเวอร์ชั่นแรพ จากนั้นก็ยอบกายลงต่ำ ราวกับถอนสายบัว แล้วออกไปจากห้องเช่นกัน

รอยรจนากลืนน้ำลาย นึกเสียใจว่าเมื่อครู่เธอน่าจะลองพูดอะไรออกไปสักประโยค ถึงแม้คุณป้าจะพูดภาษาที่หล่อนไม่อาจฟังรู้เรื่อง แต่อาจเข้าใจภาษาไทยหรืออังกฤษ หรืออื่นๆ ที่หญิงสาวพอจะมีความรู้งูๆ ปลาๆ อยู่บ้างก็ได้

อย่างไรก็ดีเธอยังรู้สึกเจ็บคอมากด้วยและไม่รู้ว่าจะเปล่งเสียงได้หรือไม่

ไม่ทันเนิ่นนานพอที่สมองของหญิงสาวจะคิดอะไรฟุ้งซ่านมากไปกว่านั้น คุณป้าก็กลับเข้ามาพร้อมกับชายสูงอายุผมขาวโพลนอีกท่านหนึ่ง

ท่านผู้เฒ่าคนนี้ทำให้หญิงสาวนึกถึงศาสตราจารย์ดัมเบิลดอร์ขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ขาดก็เพียงแต่หมวกทรงแหลมเท่านั้นเอง

ท่านผู้เฒ่ามีใบหน้าเคร่งขรึม ดวงตาสีเทาขุ่น แต่ไม่ทำให้รอยรจนารู้สึกกลัว

เมื่อท่านผู้นั้นเข้ามาใกล้ ยกมือเหี่ยวย่นตกกระขึ้นเหนือตัวเธอ และมือทั้งสองข้างนั้นปรากฏแสงสว่างสีขาวขึ้นเป็นดวงกลม หญิงสาวก็คิดว่าเธอช่างฝันอะไรพิสดารเสียเหลือเกินครั้งนี้

ลูกแสงกลมทั้งสองล่องลอยลงจากมือของชายชราลงมาที่ตัวเธอ จมหายลงไปตรงบริเวณอกและท้อง แล้วทำให้ตัวเธอเรืองแสงขึ้นมาจากใต้ผ้าห่ม รอยรจนารู้สึกอุ่นสบาย แล้วความเจ็บปวดทั้งหลายก็คลายลง

หล่อนหลับตา ทอดถอนลมหายใจเบาๆ แล้วผล็อยหลับไปอีกครั้ง





หญิงสาวตื่นขึ้นมาเมื่อเวลาเย็นแล้ว ดวงอาทิตย์กลมสีชมพูลอยต่ำอยู่เหนือทิวสน ท้องฟ้าซึ่งมองเห็นจากหน้าต่างกว้างเป็นสีม่วงอ่อนเจือสีครามใส ดาวเล็กๆ บางดวงเริ่มส่งแสง

รอยรจนาฉงนใจว่า ไฉนหล่อนจึงยังอยู่ที่เดิม บนเตียงแห่งเดิม ในฝันอันเดิม

เธอถอนใจเฮือก เอาละ นับตั้งแต่อ่านนิทานนั่น สิ่งประหลาดบางอย่างของดินแดนในจินตนาการเริ่มหลอนใจเธอจนเกินพอดี บางทีถ้าเธอตื่นขึ้นมาจริงๆ เมื่อไรแล้ว จะต้องรีบนำมันไปทำลายโดยด่วน

เนื่องจากไม่รู้สึกเจ็บปวดหรือหนักอึ้งอะไรที่ตรงไหนอีกแล้ว ร่างอรชรจึงค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นนั่ง โชคดีจริง ไม่ถูกผีอำแล้วละ รอยรจนาคิดกับตนเอง ลองขยับมือเท้า

เธออยู่ในชุดนอนยาวผ้าเนื้อหนานุ่มสีขาว คอปิด แขนยาว บนเตียงหรูหราที่เสมือนจริงจนน่าหวั่นใจ

หล่อนค่อยๆ เลื่อนตัวมาที่ริมเตียง ใช้เวลากระดืบคืบคลานอยู่ครู่หนึ่งเพราะว่าเตียงช่างใหญ่โตมโหฬารจริงๆ ก่อนจะหย่อนเท้าเปล่าเปลือยลงบนพื้น

พื้นเป็น...เหมือนพรมนุ่มๆ ปุย ละม้ายคล้ายขนกระต่ายหรือขนแมวสีเทาจาง เธอลองยืนดู และค่อยก้าวเดินไปทางหน้าต่าง

ภาพทิวทัศน์อันงดงามของป่าและนครในฝันค่อยปรากฏชัดตา ทิวสนเขียวชอุ่ม ธารน้ำใสสีฟ้าสด เมืองเล็กๆ เหมือนเมืองตุ๊กตาอยู่ต่ำลงไปในหุบเขา ท้องฟ้าสวยสะท้อนแสงดวงอาทิตย์สีหวานลงสู่ทะเลสาบเล็กๆ ที่ปลายขอบฟ้า

มือเรียวบางยกขึ้นแตะกระจกใส ที่คล้ายหยุ่นตามมือเธอได้เล็กน้อย ลมหายใจขาดห้วงไปชั่วขณะ

แม้ความงามของทุกอย่างรอบกายจะน่ารื่นรมย์ใจ แต่รอยรจนาเริ่มแน่ใจว่า นี่ไม่ใช่ฝัน ไม่ใช่ภาพจินตนาการ เธอคิดว่าเธอกำลังตื่นอยู่จริงๆ ในโลกที่ไม่รู้จักเลย

ความกลัว...ซึ่งเมื่อแรกตื่นขึ้นมานั้นได้หลบลี้หนีหายไปเนื่องจากคิดว่ามันเป็นเพียงภาพฝัน โหมกระหน่ำเขามาในใจทันใด คล้ายเขื่อนทลายเพราะคลื่นลมแรง

ความหนาวเย็นดุจน้ำแข็งเกาะกุมกระดูกสันหลังของเธอก่อนแผ่ลามออกไปทั่วทั้งตัว

ร่างกายซึ่งยังรู้สึกไม่แข็งแรงนักเริ่มสั่นสะท้าน จิตใจตื่นตระหนก พยายามหาคำตอบว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกับตัวเอง

หล่อนเกิดภาพหลอนรึ

ในหนังสือนั่นซ่อนการสะกดจิตไว้ ทำให้จิตใจเธอผิดปกติไปหรือ ไม่หรอก หญิงสาวรู้ว่าเธอไม่ได้หลงชื่นชมนิทานมากจนแยกแยะความจริงกับจินตนิยายไม่ได้ ไม่เหมือนคนที่คลั่งการ์ตูนจนคิดว่าตัวตนในหนังสือนั้นมีจริงหรอก เธอกลับคิดว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้เลยต่างหาก

อย่างนั้นเธอถูกฝังทั้งเป็นอยู่ในถ้ำนั่น และสลบไป จิตใจกำลังอยู่ในโลกมายาจริงๆ หรือแม้กระทั่งเรื่องถ้ำทับทิมนั่นก็เป็นเพียงฝันพิสดารของตัวเองด้วย หล่อนแค่นั่งอ่านนิยายอยู่กับบ้านแล้วหลับฝันไป

ฝันน่ะ...หญิงสาวพยายามให้มันคือคำตอบ หากเธอกำลังกลัวมากว่ามันจะไม่ใช่

ไม่จริง...แดนประหลาดนี่ ห้องประหลาดนี่ ต้องไม่ใช่ของจริง ต้องมีคำตอบดีๆ สักอย่างอยู่ที่ไหนสักแห่งแน่ๆ

หญิงสาวหมุนกายจากหน้าต่างก็พบกับสาวน้อยอีกผู้หนึ่ง เธอส่งเสียงตื่นเต้นดีใจเป็นการใหญ่ ด้วยภาษาที่รอยรจนาไม่เข้าใจนั่น

“เดี๋ยวก่อนค่ะ” คราวนี้เธอพูดออกไปทันที “คุณ...เอ่อ...พูดภาษาไทยได้มั้ยคะ”

สาวน้อยในชุดยาวสีเหลืองหยุดพูดทันใด สีหน้าตกใจตาโต

“Can you speak English?” รอยรจนาลองใหม่

ได้ผลเป็นดวงตาที่โตขึ้น และโตขึ้น

“Koko wa doko desu ka” (ที่นี่คือที่ไหนคะ-ภาษาญี่ปุ่น)

ก่อนที่เธอจะลองภาษาอื่น สาวน้อยก็พูดเร็วปรื๋อออกมาสามสี่คำแล้ววิ่งปร๋อออกไป

รอยรจนาก้าวตาม เธออยากออกไปจากห้องนี้ ด้วยความหวังว่าบางทีฝันประหลาดนี้จะหายไป แต่ว่า ชุดที่เธอสวมใส่อยู่แม้จะเป็นผ้าหนาดูเรียบร้อยดี หากหญิงสาวก็รู้ว่ามันเป็นชุดนอน ซึ่งไม่มีอะไรอยู่ข้างใต้เลยนอกจากตัวเปล่าๆ ของเธอ ดังนั้นจึงได้แต่นั่งลงที่ริมเตียง

ใจหนึ่งอยากรู้ แต่อีกใจก็กลัว ใจเธอเต้นระรัว มือชื้นเหงื่อเย็น ทั้งที่ท่าทางภายนอกยังคงสงบ เธอจะทำอย่างไรถ้าจู่ๆ ก็มาอยู่ในสถานที่ไม่รู้จักจริงๆ

รอยรจนาก้มหน้าลงซบกับฝ่ามือทั้งสองข้าง ภาพศพหญิงสาวเย็นชืดมีมีดงดงามน่ากลัวปักคาอกอยู่ยังติดตาติดใจ พอๆ กับภาพบุรุษรูปงามนอนจมกองเลือด

ไม่ไหวแล้ว กัณ...กัณอยู่ไหน เพื่อนที่สามารถทำให้หล่อนอุ่นใจได้ก็ไม่อยู่

เสียงประตูเปิด หมู่หญิงสาวกับคุณป้ากลับมาใหม่ ทว่าที่ท้ายขบวนนั้นเอง ชายหนุ่มร่างสูงกำยำผิวคล้ำคมคนที่เธอรู้จักดีก้าวตามมาราวกับรู้ถึงใจประหวัดถึง

“กัณ!!!”

หญิงสาวร้องอุทานด้วยความตื่นตระหนก เพื่อนชายของหล่อนอยู่ในชุดยาวสีดำขลิบเงิน เสื้อคลุมสีดำแบบคล้ายกับพวกผู้ชายที่เธอเคยเห็นมาแล้ว แต่เขาทำให้เธอตกใจที่สุดเพราะกัณโค้งคำนับอ่อนน้อมเสียจนหน้าผากแทบแตะพื้น แถมยังคุกเข่าลงข้างหนึ่ง ยามเมื่อนั่งลงข้างหน้าเธอ

การกระทำของเขาเหมือนฟางเส้นสุดท้าย รอยรจนานิ่งอึ้งตะลึงงัน อ้าปากค้างไม่มีเสียงออกมาเป็นครู่



“นะ...นายเป็นอะไรไปน่ะ ฮึ...ที่นี่ที่ไหนกัน...รจฟังเค้าพูดกันไม่รู้เรื่องเลย กะ...กัณ เรามาที่นี่ได้ยังไง แล้วทำไมแต่งตัวแปลกๆ ทำท่าอย่างนั้นทำไม...” เสียงใสสั่นรัว

กัณฐัศว์มองหล่อนนิ่งอยู่นาน ก่อนตอบอย่างสุภาพจริงจัง

“รจ...คุณไม่ใช่ รอยรจนา เพื่อนของผมอีกต่อไปแล้วนะครับ”

“หะ...ห๊า...”

หญิงสาวอุทานเหมือนกับจะร้องไห้ออกมาทันที

“ได้โปรดฟังผมสักนิด รจ...คุณเป็น...” เขาครุ่นคิดหาคำพูด “ราชินีองค์น้อยของที่นี่ ผมพาคุณ...ข้ามภพ เอ่อ...โลก...และจักรภพ กลับมาสู่อาณาจักรวาร์ ของชาวคาทิค ที่คุณอ่านในนิทาน หากแท้จริงแล้วมันไม่ใช่นิทาน มันคือความจริงซึ่งเกิดขึ้นที่นี่ เมื่อนานมาแล้ว”

ตาสวยเหมือนอัญมณีจ้องมองเพื่อนหนุ่มคนสนิทราวเห็นผี วินาทีนั้นหญิงสาวกลับแน่ใจว่าสมองของเธอเพี้ยนไปแล้ว ได้เอาเรื่องในนิยายบวกกับฝันกลายมาเป็นความจริง

มือขาวนวลทั้งสองข้างยกขึ้นกุมศีรษะ

“ตายจริง...รจเป็นบ้าไปแล้ว...ป่านนี้สติแตกเดินพร่ำเพ้ออยู่ข้างถนนที่ไหนก็ไม่รู้ แต่คิดว่าตัวเองเป็นเจ้าหญิงอยู่ในปราสาท”

“ไม่ใช่นะครับ รจ ตั้งใจฟังผมให้ดี นี่คือความจริง จริงๆ”

กัณฐัศว์ยืนยัน

“หนังสือนิทานเล่มนั้นผมสร้างขึ้นมาให้คุณอ่าน จะได้พอคุ้นเคยกับสิ่งต่างๆ ที่นี่”

วิธีการพูดบางอย่างของเขาก็เปลี่ยนไป รอยรจนาเอื้อมมือไปแตะบ่าคนที่นั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้า กัณสะดุ้งอย่างกับถูกเข็มแทง แม้ว่าเธอกับเขาแทบไม่เคยแตะต้องตัวกันเลย แต่กัณก็ไม่เคยแสดงท่าทางตกใจแบบนี้

เขาเหลือบมองมือที่ยังวางอยู่บนไหล่ แต่ไม่กล้าปัดออกหรือบอกให้เธอยกมือออกไป

“กัณ เหมือนจริงเลยนะ ไม่ใช่แค่ภาพ แต่ทำไมพูดแปลกๆ เหมือนคนบ้าเลย”

เพื่อนหนุ่มของเธอถอนหายใจอย่างหมดแรง แล้วหัวเราะออกมาเบาๆ ด้วยท่าทางคล้ายกัณคนเก่า รอยรจนาหดมือกลับ ในใจรู้สึกกลัวขึ้นมาจนตัวสั่น กลัว...ความจริง จนต้องแสร้งทำเป็นพูดจากลบเกลื่อน

“อืม...หนังสือนั่นรจก็ยังอ่านไม่จบเลยนะ เพิ่งอ่านไปถึงบทที่สี่เอง”

กัณยิ้ม “ไม่เป็นไร ผมพยายามให้สิ่งที่สำคัญๆ มาอยู่บทแรกๆ ไว้ก่อนแล้วละ” แล้วเขาก็กลับขมวดคิ้ว “ที่จริงผมไม่ควรพูดกับรจแบบนี้ต่อไป” เขากระแอมไอ “เอาเป็นว่า หากอยากทรงหนังสือเล่มนั้นต่อจนจบ กระหม่อมจะนำมาให้พระเจ้าค่ะ”

หญิงสาวผวา “อย่าพูดอย่างนั้นนะกัณ ได้โปรดเถอะ” มือสั่นๆ ยกขึ้นปิดตา

“ไม่ได้หรอกพระเจ้าค่ะ เวลานี้มันไม่สมควรแล้ว”

เขาส่ายหน้าเมื่อเห็นเธอยังคงซุกหน้ากับสองมือ

“อย่าปฏิเสธความจริงอีกต่อไปเลย เคยเข้มแข็งเสมอ กระหม่อมทราบดี บัดนี้ไม่มีทางจะย้อนกลับแล้ว ทรงคืนกลับมาเป็นทุกสิ่งที่ทรงหวงและห่วงหาแล้ว ไม่มีอะไรต้องกลัวไปเลย”

รอยรจนาตกใจจนน้ำตาไหลอาบแก้ม โดยไม่รู้ตัวว่าตนเองกำลังร้องไห้ด้วยความกลัวเหมือนเด็กๆ

“โอ...อย่าทรงพระกันแสงเช่นนี้”

คุณป้าและเหล่าหญิงสาวที่พากันคุกเข่านั่งลงตามกัณเมื่อครู่ ต่างอุทานเบาๆ คุณป้ายกผ้าเช็ดหน้าเนื้อนุ่มผืนหนึ่งขึ้นส่งให้เธอ หากรอยรจนาไม่กล้ารับ...ไม่กล้าเอื้อมมือออกไป

“กัณ...เธอ...เป็นใครกันแน่”

ดวงตาสีน้ำตาลเข้มมองสบตาเธอตรงๆ

“เกล้ากระหม่อมเป็นองครักษ์ซึ่งคุ้มครององค์มานับแต่ยังเยาว์ ดูแลองค์ทูลกระหม่อมมาจนกระทั่งถึงวันสุดท้าย ที่ทรงสั่งให้กระหม่อมเฝ้ารออยู่แค่ชายป่า เพลาที่เสด็จเพียงลำพังสององค์กับ...ซาเรห์...ราชันผู้เป็นอมตะ ที ออร์ คาทิค เหนือหน้าผาราอ์ล”

“องครักษ์...ตั้งแต่เด็กงั้นเหรอ...กัณ...อายุเท่าไหร่กันถึงดูแลรจมาแต่เด็กได้”

“มากกว่าพระองค์พันแปดร้อยฤดูฝนพระเจ้าค่ะ”

“ห๊า...พะ...พันแปดร้อยอะไรกัน ไม่จริง กัณโกหก! รจไม่เชื่อหรอก” เธอส่ายหน้าน้ำตาพรู ไม่ต้องการเชื่อ “รจจะกลับบ้าน เธอบอกว่าพามาได้ก็ต้องพากลับไปส่งได้สิ ใช่มั้ย พารจกลับไปนะ” หญิงสาวสะอึกสะอื้น

คุณป้าหันไปดุว่ากัณเสียงเข้มๆ กัณฐัศว์ขมวดคิ้วแต่ไม่ตอบว่าอะไร ท่าทางเคร่งขรึมทำให้เขาดูเป็นผู้ใหญ่มากกว่าที่เคย จนคล้ายกลายจาก...พี่ชาย เป็นเหมือนคุณพ่อซึ่งเป็นห่วงเป็นใย แต่ถึงกระนั้น...

“รจฟังใครๆ ก็ไม่รู้เรื่อง รจอยากกลับบ้าน”

หัวใจเธอยังไม่อาจรับความจริงที่มันน่ากลัวเกินไป ถ้ายังไงกลับไปตั้งหลักก่อน ในที่ที่เธอรู้สึกคุ้นเคยและปลอดภัยคงดีกว่า

ราชินีงั้นหรือ แค่เป็นคุณหนูหรือเจ้าหญิงแบบซินเดอเรลล่าในงานแสดงโรงเรียนเธอยังทำไม่ได้เลย

“เป็นเพราะรจปิดกั้นพวกเขา เธอมีความสามารถที่จะฟังและพูดภาษาใดๆ ก็ได้เสมอ หากเธอปิดกั้นเพราะความกลัวลึกๆ ในใจของตัวเอง”

เขากลับมาพูดอย่างเก่าเพราะรู้ว่าจะทำให้เธอสบายใจขึ้น

“เปิดใจสิรจ แล้วโน้มน้อมจิตไปว่าเธอต้องการเข้าใจ เธอต้องการพูดภาษาของเราได้ เธอก็จะระลึกได้เองโดยง่ายดาย”

รอยรจนาส่ายหน้าจนผมกระจาย น้ำตายังไหลไม่หยุด

คุณป้าขึ้นเสียงกับกัณอีกเล็กน้อย เขาจึงทอดถอนใจใหญ่

“รจ...คุณต้องเข้มแข็งนะครับ มีอะไรอีกมากมายที่คุณจะต้องพยายามนึกให้ออก และมีผู้ที่คุณควรจะต้องพบมากๆ รอคุณอยู่”

แม้เขาไม่บอก หากภาพบุรุษชุดสีขาวทองที่หลั่งเลือดอยู่ริมผาก็กระจ่างชัดเจนในใจ น่ากลัวเหลือเกิน หาก...หากภาพฝันคือจริงแล้ว เป็นเธอมิใช่หรือที่เป็นคนทำร้าย เขาคนนั้น ด้วยมีดอัญมณี ก่อนฆ่าตัวเองตายตาม

แต่...เธอไม่ตาย เธอไม่ตายหรือนี่ ยังมาอยู่ที่ตรงนี้....ไม่ใช่สักหน่อย เธอไม่เคยฆ่าใคร เธอคือรอยรจนาหญิงสาวชาวกรุงที่มีอาชีพช่างเขียนธรรมดาคนหนึ่งต่างหากเล่า ทุกอย่างสับสนไปหมดแล้ว

“ผมขอโทษนะรจ” กัณค่อยเอ่ยอย่างนุ่มนวล “เรื่องราวอาจมากมายและรวดเร็วเกินไปสำหรับคุณจริงๆ ตอนนี้คุณป้าอยากให้รจพักผ่อนให้มากๆ ก่อน ทำใจให้สบายและไม่ต้องกังวลใจอะไรทั้งนั้น”

เขาถอนใจเบาๆ สีหน้าเสียใจเมื่อเห็นน้ำตาที่ยังไหลไม่หยุดของเธอ

“ผมขอโทษ ผม...เคี่ยวเข็ญรจเกินไปสักหน่อย ที ซาเรห์ รู้เข้าต้องดุผมและไม่สบายใจแน่เลย รจ...หยุดร้องไห้นะครับและพักผ่อนเยอะๆ อยากจะไปเดินเที่ยวที่ไหน อยากจะกินอะไร หรืออยากได้ชุดอะไรสวยๆ คุณป้าบอกว่าจะหามาให้ทุกอย่าง ตอนนี้ก็พูดภาษาใบ้กับคุณป้าไปก่อน”

เขาถ่ายทอดคำพูดของคุณป้าซึ่งพูดเบาๆ ใส่เขาอยู่ออกมาให้เธอฟัง

รอยรจนามองผ่านม่านน้ำตาไปที่คุณป้าผมมวยกลม ท่านยิ้ม พยักหน้าให้หล่อนเป็นการยืนยันคำพูดของกัณ

“อย่าร้องไห้นะครับ ไม่อย่างนั้น ที ซาเรห์ จะเสียใจ ตอนนี้ท่านยังไม่สบาย ยังมาพบรจไม่ได้ด้วย” องครักษ์หนุ่มเอ่ยอ้างสิ่งที่เคยหยุดน้ำตาและความแง่งอนหรือความดื้อทุกๆ อย่างของเจ้าหญิงน้อยในอดีตได้ชะงัดที่สุด และดูทีท่าว่า มันก็ยังได้ผลอยู่ แม้ว่ารอยรจนายังจำอะไรไม่ได้เลย

น้ำตาหยดใสขาดสายลงเมื่อเจ้าตัวกะพริบตาปริบๆ นิ่งฟังเขาพูด

“ที...ซาเรห์” ริมฝีปากสีจางเอ่ยทวนเบาๆ

“ที แปลว่า ท่านผู้ทรงอำนาจอันสูงสุด ซาเรห์ เป็นคำให้เกียรติอย่างยิ่งในภาษาของเรา หมายถึงท่านผู้เป็นอมตะ พวกเราทุกคนล้วนกล่าวถึงท่านด้วยคำนี้”

น้ำตาแห้งหายไปจากดวงตาใสได้ทันใจ กลายเป็นแววอยากรู้อยากเห็นจดจ่อ

“ไม่สบาย...?”

“ครับ ท่านยัง...ไม่สบายมากเลย เอาไว้รจค่อยหายกลัวแล้ว ไม่ตื่นเต้นตกใจ ผมจะพาไปหาท่าน เพราะถ้ารจ...จิตใจไม่ปกติ เข้าไปใกล้ๆ ที ซาเรห์ จะเป็นห่วงมาก และอาจจะเสียกำลังมาพยายามช่วยปลอบใจรจด้วยก็ได้ รจไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น ใช่ไหมครับ”

รอยรจนารู้สึกราวกับตนกลายเป็นเด็กหญิงที่กำลังถูกเอาขนมมาล่อ ตะล่อมให้ทำตัวน่ารัก เพื่อไม่ให้...ใครคนหนึ่ง...เป็นห่วงและเสียใจ

แปลกที่ว่า ทั้งๆ ที่รู้ เธอก็ยังเต็มใจอยากทำตามโดยไม่เกี่ยงงอน








lozocatlozocat



ตัวอย่างเนื้อเรื่อง ธารทับทิม คงจะลงเพียงแค่ตอนที่สี่นี้นะคะ
ติดตามเรื่องต่อไปได้ในหนังสือค่ะ ^^




 

Create Date : 21 มกราคม 2553
11 comments
Last Update : 1 กุมภาพันธ์ 2559 8:05:58 น.
Counter : 802 Pageviews.

 

Comment Hi5 Glitter


แวะมาทักทายกันวันพฤหัสบดีจ้า
ยินดีกับตอนที่ 4 ด้วยค่ะ

 

โดย: หอมกร 21 มกราคม 2553 13:13:41 น.  

 

กะลังจะลงแดงตาย
วางแผงเร็วๆนะคะ

 

โดย: maybe IP: 202.28.180.202 21 มกราคม 2553 22:11:57 น.  

 

emo

คุณ หอมกร - ขอบคุณทีแวะมาทักทายกันค่ะ

คุณ maybe - อีกไม่นานนี้ค่ะ แล้วจะรีบมาแจ้งข่าวทันทีที่วางแผงเลยนะคะ

 

โดย: ศรีสุรางค์ 23 มกราคม 2553 8:51:39 น.  

 

อ่านเรื่องธารทับทิมแล้ว น่าสนใจชวนให้ติดตาม เสียดายว่าลงให้อ่านนิด...เดียวเอง วางแผวเมื่องไร รีบแจ้งให้ทราบนะคะ จะได้ไปอุดหนุนค่ะ

 

โดย: วันแสง IP: 118.172.187.125 24 มกราคม 2553 13:15:28 น.  

 

emo

คุณ วันแสง - ขอบคุณที่แวะเข้ามาอ่านค่ะ ^^
กำหนดวางแผงคิดว่าจะเป็นวันที่ 30 มกราคมนี้นะคะ

 

โดย: ศรีสุรางค์ 25 มกราคม 2553 8:25:10 น.  

 

ไม่ควรรีบเข้ามาอ่านเลย
อีกตั้ง 5 วันเชียวเหรอคะ แย่แล้ว

 

โดย: อ้น IP: 122.154.17.66 25 มกราคม 2553 12:25:21 น.  

 

emo

คุณอ้น - ขอบคุณที่แวะมาอ่านค่ะ แหะๆ

 

โดย: ศรีสุรางค์ 26 มกราคม 2553 8:25:30 น.  

 

เหอๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ น่าติดตามตอนต่อไป อยากได้ อยากได้ วางแผง 30 เหรอคะ วันเสาร์ เดี๋ยวไปสอยที่เจเจด่วน

 

โดย: ขนุนน้อย IP: 125.24.96.172 26 มกราคม 2553 19:13:33 น.  

 

emo

คุณ ขนุนน้อย - ขอบคุณค่า คือว่า...กำหนดวางแผงเพิ่งเลื่อนเป็น 5 กพ.น่ะค่ะ แหะๆ ต้องขออภัยในความล่าช้าด้วยนะคะ (แอนเพิ่งทราบจากหน้าเว็บของสนพ.น่ะค่ะ)

 

โดย: ศรีสุรางค์ 27 มกราคม 2553 11:52:08 น.  

 

รูปข้างบนนั้นใช่รูปของพี่อมาวสุหรือเปล่าคะ

^^ชอบมากเลยล่ะค่ะ

 

โดย: จูน IP: 117.47.195.208 24 กุมภาพันธ์ 2553 19:05:28 น.  

 

emo

คุณ จูน - ภาพข้างบนเก็บมาจากเว็บของคุณ feimo ศิลปินวาดถาพ CG ชาวจีนค่ะ ชอบเหมือนกัน คิดว่าน่าจะคล้ายๆ Image ของอมาวสุในเรื่อง ก็เลยเอามาแปะให้ชมค่ะ

 

โดย: ศรีสุรางค์ 25 กุมภาพันธ์ 2553 8:26:37 น.  


ศรีสุรางค์
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 22 คน [?]












visit me at:
Srisurang's book recommendations, liked quotes, book clubs, book trivia, book lists (read shelf)




ประวัติผลงาน





สงวนลิขสิทธิ์

การนำส่วนหนึ่งส่วนใด หรือทั้งหมดของงานเขียนในเว็บนี้ ไปเผยแพร่ ดัดแปลง เสนอขาย โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร ถือเป็นความผิดตามกฎหมาย
Srisurang's bookshelf: read

หัวใจที่ถูกจอง รักนี้ (ไม่) มีสตรอว์เบอร์รี รวมมิตรแต้พานิช มายานาง เจ้าดวงใจ คนในผ้าเหลือง A Man in Saffron Robes

More of Srisurang's books »
Book recommendations, book reviews, quotes, book clubs, book trivia, book lists

My Goodreads bookshelf

Dream Lake
Rose
เหยื่ออธรรม
ประมูลหัวใจ
Something About You
ปทมาศวรรย์
อานาปานสติ วิถีแห่งความสุข
Celebrity in Death
The Madness of Lord Ian Mackenzie
รักหลงฤดู
สามชาติสามภพ ป่าท้อสิบหลี่ เล่ม 1
จิตสดใสแม้กายพิการ
Love me, please...เพียงรักฝากใจ
พระสูตร ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ภาค๑ และอรรถกถา Tipitaka The Pali Canon (Thai Translation) Book 15
Born in Sin
Dark Desire
ตุ๊กตา
นาคราช
ทวิภพ
Red River, Vol. 8


Srisurang's favorite books »
Friends' blogs
[Add ศรีสุรางค์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.