Group Blog
 
<<
มกราคม 2558
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
20 มกราคม 2558
 
All Blogs
 
สิงหลา ภาคสองทะเล : ๑๙ เปิดหัวใจ


 

ฉันไม่ได้ตอบคำถามของขุนอาบว่ารู้จักชื่อของเขาได้อย่างไร...เพราะนายทหารสิงหลาคอยคุมเชิงอยู่ไม่ห่าง...เมื่อทำแผลให้เขาและเชลยอีกสองคนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านมุสตาฟาก็ปรากฏตัวเข้ามาในกระโจมที่คุมขังเชลย

‘คนที่เป็นหัวหน้า...มีอาการหนัก...เขาเสียเลือดไปมากจากบาดแผลถูกยิงที่หน้าอกขวา’ ฉันบอกอาการของขุนอาบเมื่อท่านมุสตาฟาเอ่ยถาม ‘อีกสองคนมีบาดแผลถูกฟันด้วยดาบที่แขน...อาการไม่น่าเป็นห่วงนัก’

ฉันถูกสั่งให้ออกจากกระโจมเชลยหลังจากนั้นในทันที...เพราะกระบวนการสอบสวนจะเริ่มขึ้นแล้ว...ในขณะที่เดินออกมาข้างนอก  ฉันได้สวนกับเนปาและนายทหารอีกสองคน และนั่นทำให้ฉันใจชื้นขึ้นด้วยรู้ว่าจะหาข่าวได้จากใคร

‘พวกเชลยไม่ยอมเอ่ยปากบอกแผนการณ์ใด ๆ...ท่านมุสตาฟาจึงให้เวลาพวกนั้นก่อนเวลารุ่งสาง...หากเปลี่ยนใจยอมบอกแต่โดยดีก็จะได้มีชีวิตต่อไป’ เนปากระซิบบอกหลังออกมาจากที่คุมขังเชลย และพบกับฉันที่แอบซุ่มดักรออยู่ข้างทางเข้ากระโจมที่พักของเขา

‘พวกเขาจะถูกฆ่า...ถ้าไม่ยอมบอกอะไรอย่างนั้นรึ’ ฉันทวนถามเนปา 

‘ดูเหมือน...เจ้ากำลังเป็นห่วงเชลย’ น้ำเสียงของเนปาบอกให้รู้ว่าเขากำลังสงสัย ‘ล่ามบอกว่าทหารเชลยที่เป็นหัวหน้าคนนั้นพูดว่ายอมตายเสียดีกว่าที่จะบอกข่าวอะไรกับฝ่ายเรา’

‘แต่ว่า...พรุ่งนี้นายทหารคนนั้น...จะยังมีชีวิตอยู่ต่อไป’ ฉันตัดสินใจบอกเนปาไปด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างมั่นใจ ‘ไม่ว่าเขาจะยอมบอกอะไรหรือไม่ก็ตาม’

ก่อนรุ่งสางในวันต่อมา...ฉันได้เข้าตรวจอาการของทหารเชลยอีกครั้ง... ขุนอาบมีอาการหนาวสั่นอย่างเห็นได้ชัดจากพิษบาดแผลและการเสียเลือด ฉันจึงต้องช่วยฝังเข็มบรรเทาความเจ็บปวดให้เขาหายจากอาการทรมาน...และเมื่อถึงตอนนั้น...ฉันจึงคิดอะไรบางอย่างขึ้นได้

“มิพักมาช่วยกู...ถึงกระไรเสีย...กูจักมิบอกการณ์ใดแก่พวกมึง” ขุนดาบกัดฟันกรอด ๆ ขณะพูดเสียงกร้าว “กูยอมถูกบั่นหัวเยี่ยงทหารกล้า ดีกว่ามีชีวิตต่อไปด้วยความบัดสี”

“ท่านไม่ตายง่าย ๆ หรอก...เท่าที่ฉันรู้...อย่างน้อยท่านก็ต้องได้ยศเป็นท่านขุนก่อนล่ะนะ” ฉันพูดกระซิบใกล้หูเขาด้วยภาษาไทย ก่อนจะปักเข็มลงไปบนจุดสำคัญหลังต้นคอของเชลยจอมหยิ่งทะนง

ขุนอาบเบิกตากว้างด้วยคงรู้สึกถึงอะไรบางอย่าง...ร่างของเขาชักกระตุกอย่างแรงด้วยความเจ็บปวด อ้าปากเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง...ทว่าไร้ซึ่งเรี่ยวแรงขัดขืน

‘เขา...เขาตายแล้ว’ ฉันร้องตะโกนบอกทหารที่คุมอยู่หน้ากระโจม หลังจากนายทหารอโยธยาผู้ตกเป็นเชลยมีอาการแน่นิ่งไม่ไหวติงไปเรียบร้อยแล้ว ‘เขาทนพิษบาดแผลไม่ไหว...ขาดใจตายไปแล้ว’

ทหารสิงหลาที่วิ่งเข้ามาในกระโจมเป็นคนแรกทำการพลิกตัวของขุนอาบไปมาและใช้หลังมือตรวจลมหายใจทางจมูก...ซึ่งฉันแน่ใจว่าขุนอาบจะไม่หายใจในช่วงเวลานี้...อย่างน้อยก็ภายในเวลาประมาณสิบนาทีตามที่ฉันคาดการณ์ไว้

ตลอดคืนที่ผ่านมา ฉันเฝ้าครุ่นคิดและค่อนข้างเชื่อมั่นว่าขุนอาบจะไม่มีวันแพร่งพรายข่าวความลับของอโยธา และไม่น่าจะเป็นไปได้ที่จะถูกจับตัวไปคุมขังที่คุกหลวงของสิงหลาตั้งแต่การพ่ายศึกในครั้งนี้....เพราะมันเป็นเวลาที่ยาวนานเกินไป...ตรงกันข้าม...ความรู้สึกบางอย่างกลับบอกว่า...ฉันนี่ล่ะ...ที่ต้องเป็นคนช่วยเหลือให้ขุนอาบหลุดรอดจากการเป็นเชลยศึกในครั้งนี้...เพื่อในอนาคต...ขุนอาบจะต้องตอบแทนโดยการให้ความช่วยเหลือบางอย่างแก่เพนนี

เมื่อองค์มุสตาฟาทราบเรื่องจึงรุดเข้ามาดูเหตุการณ์อย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นร่างของขุนอาบที่ทหารสิงหลาเชื่อว่ากลายเป็นศพไปแล้วจึงถูกแบกออกไปนอกกระโจมเชลย โดยมีฉันเดินตามไปดูจุดที่พวกเขานำศพไปทิ้งไว้ซึ่งไม่ไกลจากเขตที่ตั้งทัพทหารสิงหลานัก

* * * * * * * * * * * * * *

องค์มุสตาฟานำกำลังทหารบางส่วนเดินทางกลับสู่เมืองสิงหลาในเช้าของวันนั้น แต่ฉันอาสาขออยู่กับทัพหน้าต่อไป โดยให้เหตุผลเนื่องจากต้องช่วยดูแลทหารที่ยังบาดเจ็บและไม่มีแรงมากพอที่จะเดินทางได้...และจะเดินทางกลับสิงหลาในวันถัดไป

สายของวันนั้น ก่อนถึงเวลาที่ขุนอาบจะรู้สึกตัวขึ้นมา...ฉันจึงรีบแอบย่องออกไปพบเขา โชคดีที่ฉันกะเวลาการฟื้นของเขาได้แม่นยำ...อาการงง ๆ สะลึมสะลือของเขาจึงช่วยให้ฉันสามารถเดินจูงเขาออกไปให้ไกลจากฐานทัพทหารสิงหลาได้มากพอที่เขาจะปลอดภัย

“มึงเป็นใครกันรึ...เหตุใดจึงช่วยชีวิตกูไว้” ขุนอาบเอ่ยถามเสียงยานคาง...เขาคงเรียกสติกลับมาได้มากแล้ว

“ฉันชื่อ...เพนนี” ฉันรีบบอกชื่อที่ขุนอาบจะต้องจำได้ไม่มีวันลืม “เพนนี ฟาน เมอเตส...ฉันเป็นผู้หญิงที่ท่านจะต้องจดจำ”

“มึง...เอ่อ...เจ้าเป็นอิสตรีดอกรึ” ขุนอาบถามย้ำก่อนจะทวนชื่อของฉัน “เพนนี ฟาน เมอเตส....”

“นี่เป็นสมุนไพรรักษาบาดแผล” ฉันบอกขณะยื่นห่อยายัดใส่มือของขุนอาบ  ”ท่านรีบเดินทางไปให้พ้นจากฐานทหารสิงหลาเถอะ...ตอนนี้ฉันคงบอกอะไรท่านไม่ได้มาก...แต่เราจะได้เจอกันอีก...และ...เมื่อใดก็ตามที่สิงหลาพ่ายแพ้แก่อโยธยา...ขอได้โปรดให้ความเมตตาและปกป้องชีวิตชาวสิงหลาด้วย”

สิ้นประโยคนั้น ฉันก็หันหลังและรีบเดินทางกลับฐานทหารสิงหลาในทันที...และได้พบว่าเนปากำลังยืนรอฉันอยู่ที่หน้ากระโจมที่พักด้วยท่าทีกระวนกระวายใจ

‘ท่านไม่ได้เดินทางกลับไปพร้อมทัพใหญ่หรอกหรือ’ ฉันถามด้วยอาการดีใจจนออกนอกหน้าอย่างเปิดเผย

‘เพนนี...เพราะความดื้อรั้นของเธอ...ฉันจึงต้องตกกระไดพลอยโจรอยู่ที่นี่ต่อ’ เนปาพูดเสียงเย็นชา...แต่เขาไม่ได้สบตากับฉันที่คอยแต่แกล้งจ้องตาเขาอยู่อย่างนั้น ‘ท่านเมอเตสจะติเตียนฉันได้...เรื่องที่ไม่คอยดูแลพี่สะไภ้...และปล่อยให้อยู่ที่นี่ลำพัง...เธอไม่รู้หรืออย่างไรว่ามีคนเป็นห่วงเธอมากขนาดไหน’

เพราะจับทางได้แล้วว่าเนปาเป็นคนปากแข็ง...ชอบอ้างท่านเมอเตสในการคอยดูแล ‘พี่สะไภ้’ ที่เขาไม่รู้ว่าเป็นแค่ ‘สะไภ้กำมะลอ’...ตับไตไส้พุงและหัวใจของฉันจึงแอบร้องเพลงหวานซาบซึ้งอยู่ข้างใน

‘ช่างประไร...ไม่ว่าท่านจะอยู่ที่นี่ด้วยเหตุผลใดก็ตาม...อย่างน้อยขอให้รู้ว่า...ฉันดีใจและอุ่นใจมากมายเหลือเกินที่มีท่านอยู่ใกล้ๆ’

‘ฉันเอาอาหารมาให้...แต่ไม่เห็นเธอในกระโจม’ เนปาเปลี่ยนเรื่องคุยอย่างฉับพลัน...เล่นเอาฉันต้องเบรกความรู้สึกจนตัวโก่ง...หมอนี่ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย

‘ฉันออกไปหาสมุนไพรที่เขตชายป่าด้านโน้น’ ฉันจำเป็นต้องปิดบังความจริงเรื่องของขุนอาบไว้ก่อน...เนปายังไม่พร้อมที่จะรับรู้เรื่องนี้ ‘ว่าแต่ท่านล่ะ...กินอาหารเช้าด้วยกันได้ไหม...ฉันจะไปเอาอาหารออกมานั่งกินที่ใต้ต้นไม้นี่’

‘ฉันกินเรียบร้อยแล้ว’ คำตอบของเขาทำให้ฉันรู้สึกผิดหวัง...จึงเดินเข้าไปหยิบห่ออาหารในกระโจมอย่างหงอย ๆ

‘รีบออกมาเร็ว ๆ สิ...ฉันจะนั่งเป็นเพื่อน...คอยดูเธอกินอาหารจนอิ่ม’ เสียงตะโกนบอกจากเนปาทำให้ฉันมีอันต้องรีบวิ่งจู๊ดออกมาจากกระโจมแทบจะทันที

เนปามีอารมณ์น่ารักแบบนี้กับเขาด้วยหรือนี่...อาการเคี้ยวอาหารไปหน้าบานไป...ไร้สติ...ไร้การควบคุมแววตาหวานแหววจึงเกิดขึนกับฉันราวกับเป็นบ้าไปแล้วเลยทีเดียว

 * * * * * * * * * * * * * *

 หลังจากอาหารมื้อเช้าอันแสนหวานในความรู้สึกของฉันผ่านไปไม่เกินครึ่งชั่วโมง...ความจริงอันแสนระทมก็เดินทางมาเยือนอีกจนได้...เมื่อปรากฎว่าองค์มุสตาฟาได้กลับมาปรากฎตัว ณ ฐานที่ตั้งทัพทหารสิงหลาอีกครั้ง...และฉันก็ถูกเรียกตัวให้เข้าพบในทันที

‘จับตัวหมอทหาร แล้วให้นั่งคุกเข่าตอบคำถามข้าเดี๋ยวนี้’ เสียงสั่งดังลั่นขององค์มุสตาฟาทำให้ฉันนึกไปถึงเรื่องขุนอาบในทันที

ฉันถูกทหารจับตัวและบังคับให้นั่งลง..องค์มุสตาฟาเดินวนกลับไปกลับมาอยู่ข้างหน้า...น้ำเสียงก้องทรงอำนาจทำให้ฉันต้องพยายามหายใจให้ลึก ๆ เข้าไว้...แม้ยังไม่รู้ว่าชะตาชีวิตหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร

‘หลังจากขี่ม้าเดินทางออกจากที่นี่ได้ไม่นาน... ความสงสัยเกี่ยวกับการตายของเชลยทหารอโยธยานายนั้นทำให้ข้าตัดสินใจเดินทางกลับมาเพียงลำพัง...เพื่อจะดูศพของเชลยให้แน่ใจอีกครั้ง’ องค์มุสตาฟาเริ่มเผยความจริงให้รู้ ‘แม้ข้าจะไม่ได้เชี่ยวชาญทางการรักษาผู้คน...แต่จากประสบการณ์การสู้รบ...เห็นคนเจ็บมามาก...ก็รู้ว่าบาดแผลของเขาไม่น่าจะทำให้ถึงขนาดตายได้...รึเจ้าจะให้เหตุผลการตายของเขาว่าอย่างไร...ท่านหมอ’

ถึงตอนนี้...ฉันรู้สึกมืดแปดด้าน...หาทางเอาตัวรอดต่อไปไม่ได้จริง ๆ ...ฉันคิดว่าองค์มุสตาฟาอาจจะยังเฉลยบอกเรื่องราวไม่หมด...หากฉันโกหกต่อไป...จะยิ่งทำให้ชะตาชีวิตเลวร้ายยิ่งขึ้น

‘ข้าให้ทหารพาไปดูจุดที่ทิ้งศพเชลย...แต่...ศพนั่นหายไป...แสดงว่ามันอาจยังไม่ตาย’ องค์มุสตาฟาเฉลยต่อไปเมื่อฉันยังคงเงียบไม่พูดไม่จาได้แต่ก้มหน้านิ่งยอมรับความผิด  ‘โชคเข้าข้างข้าอยู่บ้าง...ที่สามารถแกะรอยเส้นทางหลบหนีของเขาได้ทัน...แม้เขาจะต่อสู้กับพวกเราและกระโดดว่ายน้ำหนีไปอีกฝั่งได้...แต่เขาทำของบางอย่างหล่นไว้เป็นหลักฐานมัดตัวเจ้าได้เป็นอย่างดี’

สิ้นคำพูดขององค์มุสตาฟา...ฉันจึงได้เห็นห่อยาสมุนไพรหล่นตุบลงบนพื้นตรงหน้า

‘ห่อยานี่...มันเหมือนกับห่อยาที่เจ้าทำไว้แจกทหารเพื่อช่วยในการรักษาบาดแผลและห้ามเลือด’ องค์มุสตาฟาพูดเสียงสูงดังลั่น ‘เป็นไปไม่ได้ที่จะไปอยู่กับเชลยนั่นโดยที่เจ้าไม่รู้เห็น’

‘ข้าตรวจชีพจรและลมหายใจของเขา...เชลยนั่น...เหมือนตายแล้วจริง ๆ’ ฉันพยายามบอกด้วยเสียงอันมั่นคง...ฉันยังจำเป็นที่จะต้องปกปิดเรื่องขุนอาบเอาไว้...นั่นก็เพื่อหวังช่วยปกป้องชีวิตของชาวสิงหลาในอนาคต...ในยามที่สิงหลาต้องพ่ายแพ้แก่อโยธยา ‘ส่วนห่อยานั่น...ข้าไม่รู้ว่าไปอยู่กับเขาได้อย่างไร’

‘ข้า...ข้าตรวจไม่พบลมหายใจของเขาเช่นกัน...จึงปักใจเชื่อว่าเขาตายแล้วจริง...จึงนำความไปเรียนท่าน’ ทหารที่เป็นพยานการตายของขุนอาบพูดขึ้นด้วยเสียงเบาและสั่นเทา ‘พวกเราถูกเชลยนั่นหลอก’

‘ข้ายังไม่เชื่อที่พวกเจ้าทั้งสองให้ความ’ องค์มุสตาฟาตวาดเสียงดังลั่นก่อนจะเปลี่ยนมาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบจนฉันรู้สึกกลัว ‘ท่านหมอ...ข้าชื่นชมในความสามารถของเจ้าเป็นอย่างมาก...แต่ข้าไม่อาจไว้ใจคนที่คิดทรยศต่อข้าได้หรอก’

‘ข้าไม่ได้กระทำการใด ๆ ทรยศต่อท่าน..ต่อสิงหลา..อย่างแน่นอน’ ฉันยืนยันเสียงหนักแน่น

‘ข้าสังเกตุเห็นท่าทางแปลก ๆ ของเจ้า...ชอบแยกตัวออกจากทหารคนอื่น ๆ ในเวลากลางคืนระหว่างที่อยู่ร่วมทำศึกที่นี่...ข้าคิด...ว่า...ถึงเวลาแล้วใช่ไหมที่เจ้าจะบอกความจริง...ว่าเจ้าเป็นใคร...และทำไมต้องทำเช่นนั้น’

คำพูดขององค์มุสตาฟาทำให้ฉันเพิ่งรู้ว่า...ฉันอยู่ในสายตาระแวดระวังของท่านมาตลอด...เพียงแต่ท่านไม่เคยแสดงออกให้ฉันระมัดระวังตัวเองมากกว่านี้

‘ทหาร...ค้นตัวของทั้งสองคนนี้ให้ละเอียด...เผื่อจะมีหลักฐานจับโกหกได้สักที’ องค์มุสตาฟาสั่งเสียงกร้าว 

และนั่นทำให้ฉันติดกับดักทางตันที่ไม่มีทางหนีได้พ้น...ในขณะที่กำลังดิ้นรนให้พ้นจากการดึงทึ้งเสื้อผ้าของทหารอยู่นั้น...เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาจากด้านหลัง

‘ได้โปรด...ท่านมุสตาฟา...ความจริงแล้ว...หมอทหารคนนี้...นางเป็นผู้หญิง’

เสียงอื้ออึงของทหารสี่ถึงห้าคนที่อยู่ในกระโจมทำให้องค์มุสตาฟาตวาดสั่งให้ทุกคนเงียบ ขณะเดียวกันกับที่เนปาเดินเข้ามานั่งคุกเข่าลงข้าง ๆ ...ก่อนจะใช้มีดสั้นกรีดตัวเสื้อด้านหน้า...และแหวกมันออกเพื่อให้เห็นผ้ารัดหน้าอกของฉัน

‘นี่คือเหตุผลที่นางมีท่าทางแปลก ๆ และชอบแยกตัวไม่นอนใกล้ ๆ กับทหารคนอื่น ๆ’ เนปาอธิบายความจริงต่อไปในขณะที่ฉันรีบเอาเสื้อที่ขาดกลับมาปิดหน้าอกไว้ให้มิดชิด

‘นางคือ...หญิงที่ช่วยปราบโจรสลัดที่ท่าเรือเมื่อครั้งที่แล้ว...ใช่ไหม’ องค์มุสตาฟามีน้ำเสียงเย็นลงบ้างแล้วในตอนนี้ ‘แล้วทำไม...จึงปลอมเป็นชาย...และมาเป็นหมอทหารออกรบที่นี่’

‘ข้าต้องปลอมเป็นชายเพื่อความปลอดภัย...แต่ไม่นึกว่าเรื่องราวจะเลยเถิดมาถึงขั้นต้องมาร่วมออกรบที่นี่ด้วย’ ฉันเอ่ยออกไปเป็นครั้งแรกหลังจากเงียบมานาน

‘เอาเป็นว่า...กลับถึงเมืองสิงหลาแล้ว...ข้าจะให้องค์สุลต่านชำระความพวกเจ้าที่ปกปิดเรื่องนี้...ข้าไม่ยอมให้ผู้หญิงออกมาร่วมทัพอีกเป็นอันขาด’ องค์มุสตาฟาพูดเสียงกร้าวหนักแน่น ก่อนจะเดินออกไปจากกระโจม

เนปาดึงร่างฉันเข้าไปกอดไว้อย่างแนบแน่นในทันทีที่องค์มุสตาฟาออกไปพ้นประตูกระโจม

‘เธอทำให้ฉันแทบเป็นบ้าตอนที่รู้ว่าเธอถูกจับตัวมาสอบความ...นี่ถ้าฉันไม่ตัดสินใจฝ่าด่านทหารข้างนอกเข้ามาบอกความจริง...เธอจะเป็นอย่างไร...ไม่อยากจะนึกเลย’

‘เนปา...ฉัน...ฉันขอโทษที่ทำให้ท่านต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย’ ฉันพูดได้แค่นั้นก่อนจะพยายามทำใจตัวเองให้เข้มแข็งขึ้น...และอ้อมกอดปลอบโยนของเนปาก็สามารถทำให้ฉันมีกำลังแรงใจที่ดีไปอีกนาน

 * * * * * * * * * * * * * *

ฉัน และเนปา ถูกองค์มุสตาฟานำตัวเข้าเฝ้าองค์สุลต่านสุลัยมานในทันทีที่เดินทางกลับมาถึง...แต่เนื่องจากองค์สุลต่านมีอาการประชวร จึงมีเพียงคำสั่งแจ้งมาเท่านั้น...ว่าให้ฉันทำหน้าที่หมอทหารต่อไปได้...แต่ไม่ให้ออกไปกับทัพทหารเพื่อทำการสู้รบอีก

ความจริงแล้ว...นั่นเป็นทางออกที่ฉันเองรู้สึกยินดีเป็นอย่างมาก...เพราะการออกไปรบกับทหารนครและอโยธยาเป็นสิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกลำบากใจเป็นที่สุด

หลังจากผ่านเหตุการณ์พลิกผันมาหลายตลบในครั้งนั้นแล้ว เนปาได้รับคำสั่งให้ออกปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวณทางเรือกับหน่วยทหารรับจ้างชาวดัตช์...ส่วนฉันก็ทำหน้าที่หมอทหารต่อไปอย่างราบรื่น...ด้วยองค์มุสตาฟากำชับไม่ให้ทหารที่รู้ความจริงแพร่งพรายเรื่องที่ฉันเป็นผู้หญิงออกไปให้คนอื่นรู้

ฉันกับเนปาไม่ได้เจอกันเป็นเวลาเกือบเดือน...จนกระทั่งเมื่อคืนเข้าสู่ปีใหม่ พ.ศ. ๒๒๐๕ หรือ ค.ศ. ๑๖๖๒ มาถึง...บรรดาชาวต่างชาติผู้อาศัยอยู่ที่บริเวณท่าเรือได้ร่วมกันจัดงานเลี้ยงต้อนรับปีใหม่ของชาวตะวันตก....หน่วยทหารรับจ้างได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมงานสังสรรค์...ฉันกับเนปาจึงได้มีโอกาสอยู่กันตามลำพังอีกครั้งที่ท่าไม้เทียบเรือเล็กของสถานีการค้าบริษัท วี.โอ.ซี

โชคดีที่มะเตโอสเดินทางไปปัตตาเวีย...เขาจึงได้อยู่เป็นก้างขวางคอของฉัน

เนปามีร่างกายที่กำยำล่ำสันและมีแววตาที่กล้าแกร่งขึ้นมาก...จากผลงานการร่วมวางแผนสู้รบทางทะเลระหว่างเมืองสิงหลากับเมืองปตานี และด้วยชัยชนะที่เมืองสิงหลาได้รับทำให้เนปาถูกเลื่อนฐานะเป็นผู้ช่วยหัวหน้ากองเรือรบหน่วยทหารรับจ้างชาวดัตช์

‘กลางเดือนหน้านี้...ทัพเรือของเราจะบุกไปทำศึกปตานี’ คำบอกเล่าของเนปาทำให้ฉันรู้สึกใจหาย

‘สิงหลาจะไม่ชนะศึกเชิงรุกในครั้งนี้’ ฉันตัดสินใจบอกเนปาไปตามตรงจากข้อมูลที่ฉันเคยศึกษาประวัติศาสตร์การสู้รบระหว่างเมืองทางใต้ของสยาม ‘แม้สิงหลาจะสามารถเอาชนะเรือรบของปตานีที่บุกรุกโจมตีมาได้ทุกครั้ง...แต่การที่สิงหลาจะเป็นฝ่ายรุกบ้างนั้น...ยังไม่เพียงพอที่จะเอาชนะได้...เพราะกำลังทหารประจำเมืองปตานีมีมากกว่าสิงหลาหลายเท่านัก...แต่ประโยชน์ที่จะได้คือ...อาจสามารถปรามไม่ให้ปตานีบุกโจมตีสิงหลาอีกในระยะสองถึงสามปีนี้’

แม้ที่ตลาดท่าเรือจะมีเสียงชัยโยโห่ร้องของผู้คนดังเซ็งแซ่มาเป็นระยะ ๆ...แต่สำหรับฉันแล้วกลับได้ยินแต่เสียงหัวใจของตัวเองเท่านั้น...เพราะจู่ ๆ เนปาก็ทำในสิ่งที่ฉันคาดไม่ถึง...เขาล้วงหยิบบางอย่างออกมาจากกระเป๋าตัวเสื้อชั้นใน...เมื่อเขาคลี่ห่อผ้าเล็ก ๆ สีน้ำตาลออกมา...ฉันจึงได้เห็นวัตถุแวววาวสีขาวสองชิ้นกำลังส่องประกายล้อแสงจันทร์อย่างสวยงาม

น้ำตาของฉันไหลซึมออกมาด้วยความตื้นตัน...ฉันเกือบลืมเรื่องตุ้มหูไข่มุกที่เพนนีเคยสวมใส่ติดตัวไปแล้วด้วยซ้ำ

‘ท่านเมอเตสให้ของสิ่งนี้ไว้กับฉัน..ท่านเล่าว่าเป็นตุ้มหูที่พี่ชายของท่านวานให้ช่วยจัดเตรียมเอาไว้ให้หญิงคนรัก...แต่เขากลับถูกโจรสลัดฆ่าตายไปเสียก่อน’ เนปาเล่าด้วยสีหน้าที่บอกให้รู้ว่าเขากำลังซาบซึ้งใจ ‘ท่านเมอเตส...ให้ตุ้มหูคู่นี้...เพราะฉันมีหน้าตาคล้ายกับพี่ชายของท่านมาก...และท่านยังได้แนะนำให้ฉันทำตามหัวใจตัวเอง...อย่าปล่อยให้อะไรบางอย่างสายเกินไป’

‘อะไรบางอย่าง...คือ...อะไร’ ฉันทวนคำนั้น...และคาดหวังให้เป็นคำที่ฉันเฝ้ารอมานานเหลือเกิน

เนปายังไม่ให้คำตอบในทันที...เขาค่อย ๆ สยายเส้นผมของฉันออกจากใบหูทั้งสองข้าง

‘เพนนี...ฉัน...ขอมอบตุ้มหูไข่มุกนี้ให้กับเธอ’ เนปาพูดออกมาในที่สุดก่อนจะวางตุ้มหูทั้งคู่ลงในมือของฉัน ‘ความจริงฉันอยากสวมให้เธอด้วยตัวเอง...แต่...ดูเหมือนเธอจะยังไม่เคยสวมตุ้มหูมาก่อน’

ฉันเข้าใจความหมายที่เนปาพูดได้ดี...ฉันยังไม่ได้เจาะหูทั้งสองข้าง

‘ได้โปรด...ขอให้ท่านสวมตุ้มหูให้ฉันด้วยตัวเอง’ ฉันเห็นแววตาแห่งความเสียดายของเขา จึงชิงพูดอ้อนวอนออกมาในทันที ‘แม้รู้ว่าจะต้องเจ็บจากการสวมตุ้มหูในครั้งแรก...แต่คงเจ็บไม่เท่ามีดบาดหรอกน่า’

ท่ามกลางเสียงกระซิบของสายลมชายฝั่งท่าเรือ...เนปาค่อย ๆ ใช้ปลายแหลมของตุ้มหูเจาะลงบนเนื้อติ่งหูข้างซ้ายของฉันอย่างเบามือ...แต่ถึงอย่างนั้นก็เลี่ยงความเจ็บไม่ได้อยู่ดี

‘ตุ้มหูอีกข้าง...ฉันขอเก็บมันไว้กับตัวเพื่อเป็นกำลังใจในยามที่เราไกลกัน’ เนปาบอกหลังจากนั้น ‘และจะมอบให้เธอภายหลังกลับจากศึกปตานี’

‘ทำไม...ท่านจึงมอบตุ้มหูให้ฉัน’ ฉันถามแทรกขึ้นมาทันทีด้วยน้ำเสียงสั่น ๆ

‘ตุ้มหู...เป็นเครื่องประดับของผู้หญิง...ฉันจะเก็บไว้ทำไมกันเล่า’ เนปาตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบจนฉันรู้สึกเหมือนกำลังถูกน้ำทะเลสาดใส่หน้าที่กำลังแตกยับเยิน

‘ไม่ได้มีความหมายอะไรบางอย่าง...หรอกหรือ’ ฉันยังดื้อรั้นต้องการคำตอบที่ต้องการจากผู้ชายปากแข็ง

‘เอ่อ...ฉันก็เกริ่นมาตั้งแต่ต้นแล้วนี่...ว่าพี่ชายของท่านเมอเตส...เตรียมตุ้มหูคู่นี้ไว้ให้หญิงคนรักของเขา’ เนปาพูดเสียงสูงขึ้นจนทำให้ฉันรู้สึกใจสั่นรัว...ลุ้นคำตอบสุด ๆ...ขณะเดียวกันเสียงกลองและแตรเขาสัตว์ก็ดังกระหึ่มมาจากลานจัดงานเฉลิมฉลองบริเวณตลาดท่าเรือ...บ่งบอกว่าเวลาได้เคลื่อนเข้าสู่ปีใหม่เรียบร้อยแล้ว

‘แล้วท่านเอามาให้ฉันทำไมกันเล่า’ ฉันตะโกนถามเสียงดังขึ้นเพื่อแข่งกับเสียงอื่น ๆ ที่ดังมาขัดจังหวะ

‘เพราะฉันรักเธอ...’ เนปาป้องปากตะโกนตอบ ‘ฉันเริ่มรู้ใจตัวเองตั้งแต่เกิดเรื่องตอนออกรบในครั้งนั้น...ยิ่งระยะหลังเราต้องอยู่ห่างกันเป็นเวลานาน...ทำให้ฉันรู้ใจตัวเองมากขึ้น...ว่าฉันรักเธอมากขนาดไหน...เพนนี’

‘เนปา...ฉันก็รักท่าน...รักมากที่สุด’

ฉันได้ยินเสียงตัวเองตะโกนบอกไปในจังหวะที่กำลังโถมตัวเข้าไปกอดเนปาไว้...และสัมผัสได้ถึงอ้อมแขนของเขาที่ตระหวัดรัดร่างฉันไว้เช่นกัน...อ้อมกอดของเขาช่างอบอุ่นสมกับที่ฉันถวิลหามานานเหลือเกิน...น้ำตาของฉันจึงไหล่บ่าออกมาราวทำนบแตก

ฉันอยากให้เวลาหยุดอยู่ตรงนั้น...อยากให้ทุกสรรพสิ่งหยุดนิ่งเพื่อเป็นพยานถึงความรักที่มีอยู่จริงของเราทั้งสองคน....ทว่า...ไม่ว่าดวงจิตของเราจะอยู่ ณ แห่งหน หรือมิติใดๆ...กฎของกาลเวลาก็คงต้องเดินต่อไปไม่เปลี่ยนแปลง

*******************

 

 




Create Date : 20 มกราคม 2558
Last Update : 28 มกราคม 2558 13:53:33 น. 4 comments
Counter : 503 Pageviews.

 
อาเนปาๆๆๆ มาแล้ว
ฮูเร่ๆ แต่อ่านไม่ทันดึกแล้ว
พรุ่งนี้มาใหม่นะคะพี่แกะ T T



โดย: lovereason วันที่: 21 มกราคม 2558 เวลา:1:48:54 น.  

 
กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดด
เพราะข้ารักเจ้าาาาาาาา

55555 อาเนปา ในที่สุดก็พูดคำนี้นะ
เหตุการณ์ทำไมมันช่างเดจาวูขนาดนี้
ต่างหูมุกของเพนีแก้วนี่เอง
อ่านมาสองภาคอะพี่แกะ ได้เห็นบทเข้าพระเข้านางก็คราวนี้
นี่คงหวานสุดในสามโลกของสิงหลาแล้วใช่มั๊ย ปลื้มปริ่มราวกับเป็นแก้วซะเอง



ขอบคุณที่มาต่อให้ค่า มาบ่อยๆนะพี่แกะ ^^



โดย: lovereason วันที่: 22 มกราคม 2558 เวลา:18:43:33 น.  

 
กรี้ดดดดดดดดด

น้องนุ่นมีสายสะพายด้วย

เจ๋งมากๆๆๆ ยินดีด้วยจ้า


โดย: ~My Birthday is on April 14~ วันที่: 22 มกราคม 2558 เวลา:20:28:50 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณแกะ
ช่วงหายไปหลายวันมัวไปขายของในเฟส คิดถึงคนบ้านนี้
และขอขอบคุณทุกกำลังใจที่มอบให้เสมอมาค่ะ



โดย: pantawan วันที่: 27 มกราคม 2558 เวลา:22:10:43 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

~My Birthday is on April 14~
Location :
สงขลา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 44 คน [?]






widget counter สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับเพื่อน ๆ บล็อกแก็งค์และผู้อ่านที่น่ารักทุกท่าน เจ้าของบล้อกเขียนหนังสือเป็นงานอดิเรก ด้วยใจรัก เพราะเขียนแล้วมีความสุข...ทั้งนี้ งานเขียนทุกชิ้นมีลิขสิทธิ์ตามกฏหมาย เพราะฉะนั้น ห้ามนำไปดัดแปลง ต่อเติม แก้ไข และเผยแพร่เป็นผลงานของตัวเองเชียวนะคะ เพราะจะถือเป็นการกระทำผิดกฏหมายลิขสิทธิ์ ขอบคุณค่ะ
New Comments
Friends' blogs
[Add ~My Birthday is on April 14~'s blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.