A Serious Man : ทุกข์ขั้นเทพ (เปิดเผยเนื้อหาสำคัญ)



อารัมภบทด้วยหนังสั้นขนาดจอ 4:3 เรื่องเกิดขึ้นในค่ำคืนอันเหน็บหนาว สามีที่เพิ่งกลับจากการเดินทางไกล เล่าให้ภรรยาฟังถึงอุปสรรคระหว่างทางและการได้รับความช่วยเหลือจากแร็บไบผู้เฒ่า ภรรยาบอกสามีว่าแร็บไบท่านนั้นตายแล้ว พร้อมอ้างถึงพิธีศพและการไว้ทุกข์ของญาติๆ จากความงงงวยแปรเปลี่ยนมาเป็นความสะพรึงเมื่อเสียงเคาะประตูดังขึ้น สามีบอกภรรยาว่าเค้าชวนแร็บไบท่านนั้นมาทานซุปเพื่อเป็นการขอบคุณ ภรรยาปักใจเชื่อว่าผู้เฒ่าเป็นผีเลยเอาเหล็กกะเทาะน้ำแข็งปักเข้าไปที่อกตรงหัวใจ แร็บไบไม่ยี่หระที่ไม่ได้รับการต้อนรับพร้อมกล่าวว่าภรรยาต่างหากที่ถูกผีสิง เค้าหัวเราะร่วนและค่อยๆ เดินออกห่างจากรัศมีความอบอุ่นของเตาผิง เผชิญความเหน็บหนาวของหิมะภายนอกตามลำพัง



A Serious Man ทั้งเรื่องสามารถสรุปความคิดให้จบลงได้ด้วยหนังสั้นเรื่องนี้ ทั้งประเด็นเรื่องการยึดมั่นในวิธีคิดแบบตรรกะจนมองไม่เห็นความมีอยู่ของชีวิต หัวใจที่เย็นชาของมนุษย์ซึ่งชวนสะพรึงกลัวและน่ารังเกียจยิ่งกว่าปีศาจ การปิดกั้นและไม่ต้อนรับสิ่งที่อยู่นอกเหนือระบบความเชื่อดั้งเดิม การมองผู้อื่นเป็นปีศาจซึ่งส่งผลให้ตัวเราเองต้องกลายเป็นสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่า รวมถึงบททดสอบรูปแบบต่างๆ เพื่อพิสูจน์แรงศรัทธาต่อความดีงามในจิตใจ



โครงเรื่องของ A Serious Man แบ่งคร่าวๆ ออกเป็น 3 ช่วงตามการลำดับอาวุโสของพระยิว (แร็บไบ) ที่พระเอกเข้าพบ เรื่องราวแต่ละช่วงช่วยให้เห็นการไต่ระดับความเครียดของพระเอกที่เพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ

ณ ชุมชนชาวยิวเคร่งศาสนาในยุคที่ยังดูโทรทัศน์ขาวดำผ่านเสารับสัญญาณบนหลังคา แลร์รี่ ก็อปนิก พระเอกของเรื่อง คืออาจารย์สอนฟิสิกส์ที่มหาวิทยาลัย งานที่ทำอยู่สะท้อนให้เห็นวิธีคิดซึ่งเคร่งครัดในระบบตรรกะ เค้าเชื่อในฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ว่ามันสามารถอธิบายโลกและชีวิตได้ในทุกปรากฏการณ์ ทั้งยังสามารถมอบคำตอบที่น่าพอใจแก่มนุษย์ได้เสมอ



ปมปัญหาเริ่มต้นจากแลร์รี่ให้เกรด F กับนักศึกษาเกาหลีคนหนึ่งซึ่งทำให้เค้าต้องขาดคุณสมบัติในการรับทุนการศึกษา แลร์รี่ใจแข็งต่อคำอ้อนวอนต่างๆ นานาเพราะเชื่อว่าทุกสิ่งที่ทำไปสอดคล้องตามหลักการของเค้าแล้ว

หลังจากนั้น จิตใจของเค้าก็ถูกทดสอบอยู่เป็นระยะ สิ่งดีๆ ในชีวิตพร้อมใจกันปฏิเสธแลร์รี่ เริ่มจากภรรยาขอหย่า ถูกร้องเรียนจากบุคคลนิรนามซึ่งอาจส่งผลต่อการพิจารณาเลื่อนตำแหน่ง ลูกๆ ไม่เชื่อฟังและเห็นเค้าเป็นแค่คนหมุนเสาสัญญาณโทรทัศน์ พี่ชายร่างอ้วนแผละและส่อเค้าโรคจิตของแลร์รี่มาขออยู่ด้วยแบบไม่มีกำหนดกลับ เค้าและพี่ชายต้องย้ายไปนอนโรงแรมเพื่อหลีกทางขึ้นเตียงให้ว่าที่สามีใหม่ของภรรยา มีปัญหาเขตแดนกับเพื่อนบ้านจอมเผด็จการ เกิดอุบัติเหตุ ต้องจ่ายค่าแผ่นเสียงโดยไม่ได้สั่งซื้อ ว่าที่สามีใหม่ของภรรยาตายกะทันหันและเค้าต้องควักเงินจัดงานศพให้ เงินในบัญชีถูกภรรยาแอบยักยอกไปใช้ พี่ชายถูกตำรวจจับข้อหาเล่นพนันและเป็นพวกรักร่วมเพศ เป็นต้น



เหตุการณ์เลวร้ายซึ่งมาประชุมกันโดยไม่ได้นัดหมายยังไม่จบแค่นั้น แลร์รี่ต้องการความช่วยเหลืออย่างยิ่งยวดจากท่านแร็บไบผู้อาวุโสซึ่งชาวบ้านร่ำลือกันถึงความปราดเปรื่อง แต่สุดท้ายเค้าก็ยังถูกปฏิเสธไม่ยอมให้เข้าพบโดยผู้ที่น่าจะเปี่ยมเมตตาที่สุดแล้วในชุมชนนี้

แนวคิดเรื่องมนุษย์ผู้บูชาตรรกะเหตุผลเหนือสิ่งใด ให้กลิ่นคล้ายหนังขาวดำเรื่อง Pi ของ Darren Aronofsky (นักคณิตศาสตร์ที่หมกหมุ่นอยู่กับชุดตัวเลขซึ่งเค้าเชื่อว่ามันคือรหัสบางอย่างจากเบื้องบน จนมองข้ามการทำงานของสมองอีกซีกซึ่งจะช่วยให้เค้าเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์) Pi ถ่ายทอดความเครียดของพระเอกให้แพร่เชื้อมาถึงผู้ชมจนอาจรู้สึกปวดตุ๊บๆ ที่สมองเมื่อดูจบ แต่วิธีนี้กลับไม่ถูกใช้กับ A Serious Man



สิ่งที่แตกต่างและโดดเด่นเหนือกว่า สองพี่น้องโคเอ็นสร้าง A Serious Man ให้จัดจ้านไปด้วยตลกร้ายตามถนัด รับใช้และส่งเสริมเรื่องราวอย่างแยบยล เชื่อว่าคงไม่มีครั้งไหนในประสบการณ์การดูหนังที่มนุษย์เราจะแสดงออกต่อความตึงเครียดด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะอย่างได้ผลมากเท่าครั้งนี้

ผู้ชมอาจจำลองตัวเองเป็นแลร์รี่ซึ่งเรียนรู้ที่จะมองความเครียดหรือความทุกข์ของตนเองด้วยสายตาที่ผ่อนคลาย ปัญหาบางอย่างอาจลดขนาดลง ในขณะที่บางปัญหาอาจไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป หากนี่คือสาส์นสำคัญที่สองพี่น้องโคเอ็นต้องการจะสื่อถึง A Serious Man ก็สมควรได้รับเสียงปรบมือ



A Serious Man เต็มไปด้วยสัญลักษณ์ชวนตีความ และแน่นอนว่าหนังเรื่องนี้ก็คือการตีความศาสนาอยู่ในที ตั้งแต่หนังสั้นในฉากเปิดจนกระทั่งฉากจบที่เป็นเหมือนปริศนาธรรม ( ผู้เขียนไม่ลึกซึ้งนักเรื่อง Book of Job แค่พอทราบบ้างว่าโยบถูกทดสอบศรัทธาต่อพระยะโฮวาห์ด้วยการให้ซาตานมาพรากสิ่งมีค่าไปจากชีวิต ส่วนใน A Serious Man พี่ชายของแลร์รี่คือผู้ที่พ่ายแพ้ต่อซาตานนั้นเพราะเค้าต่อว่าพระเจ้าว่าอยุติธรรมและไม่เคยประทานความสุขให้แก่ตน ) แต่ที่ผู้เขียนสนใจและให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือประเด็นว่าด้วย “ศิลปะการยอมรับและการไม่หนีปัญหา”



หนังใช้เสาสัญญาณรับคลื่นโทรทัศน์เป็นตัวแทนของแลร์รี่ผู้ไม่เปิดใจยอมรับปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง คอยแต่หาต้นเหตุหรือคำอธิบายซึ่งพาลแต่จะเครียดยิ่งขึ้น กระทั่งได้ทำความรู้จักกับสาวแก่ข้างบ้านซึ่งช่วยเบิกเนตรเค้าด้วยกัญชา (สัญลักษณ์ของการผ่อนคลายและการมองโลกแบบเอียงๆ เบลอๆ ซึ่งหนังสื่อออกมาด้วยการเบลอภาพและการถ่ายเอียงกล้อง) ประสบการณ์ใหม่ช่วยปรับสัญญาณเครื่องรับของแลร์รี่ให้มองเห็นโลกในอีกมิติ ประกอบกับการได้ฟังเทศน์เรื่องดินแดนศักดิ์สิทธิ์ (The Holy Land) ซึ่งไม่ต้องดิ้นรนค้นหาที่ไหนเพราะเราอาจพบเจอได้ในจิตใจตนเอง



เมื่อแลร์รี่เรียนรู้ที่จะไม่หนีปัญหา ไม่ตีโพยตีพาย ไม่โทษคนอื่น ปรับทัศนคติที่เคยเคร่งเครียดให้ผ่อนคลาย ปัญหาที่เหมือนมากกมายก็ค่อยคลี่คลายลง ครอบครัวของแลร์รี่กลับมามีความสุขอีกครั้งพร้อมข่าวดีเรื่องการเลื่อนตำแหน่งที่เค้ารอคอย



Subplot ที่น่าสนใจอีกเรื่องคือลูกชายของแลร์รี่ที่ไม่ฟังครูเวลาสอนเลยถูกริบวิทยุ (อีกรูปแบบหนึ่งของการไม่รับฟัง) เงินที่เค้าใส่ในซองวิทยุนั้นเลยหายไปด้วย เป็นเหตุให้ต้องโกยตีนหมาเข้าบ้านทุกวันเพราะไม่มีเงินไปใช้หนี้ค่ากัญชาเจ้าเพื่อนตัวใหญ่ ถือเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการ ”หนีปัญหา” ซึ่งนอกจากจะไม่ช่วยให้ปัญหาเดิมถูกแก้แล้ว แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ปัญหาใหม่เกิดขึ้นด้วย อีกฉากที่สื่อถึงการหนีปัญหาได้ดี คือความฝันของแลร์รี่ที่จะช่วยพี่ชายให้พ้นโทษด้วยการล่องเรือหนีไปแคนาดา แต่แผนนี้กลับจบลงแบบตลกร้ายเกินคาดคิด (และไม่ควรอย่างยิ่งแก่การเปิดเผย)



ตลอดทั้งเรื่องหนังกำลังพิสูจน์ทฤษฎีว่าด้วยความไม่แน่นอนในชีวิตให้ผู้ชมได้ตระหนัก (คล้ายการพิสูจน์สูตรทางวิทยาศาสตร์ของแลร์รี่ ) อะไรๆ ในชีวิตก็เกิดขึ้นได้แบบทันทีทันใด (อย่างความตายกะทันหันของตัวละครและพายุในฉากจบ) เราไม่จำเป็นต้องเข้าใจมันทุกเรื่อง แค่ต้องยอมรับมันให้ได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะผิดเพี้ยนไปจากคติเดิมซักเพียงใด



ฉากเล็กๆ น้อยๆ ในเรื่องล้วนซ่อนนัยยะน่าสนใจ สะท้อนถึงภาพปัญหาในมุมกว้างของสังคมโลก ผ่านปัญหาที่เกิดขึ้นกับเพื่อนบ้านของแลร์รี่ ทั้งความรู้สึกว่าเพื่อนบ้านเป็นศัตรู (เป็นพวกเกลียดยิว ?) ปัญหาเรื่องพรมแดนของบ้านข้างเคียง (สะท้อนถึงปัญหาในดินแดนแห่งพันธสัญญา) เป็นต้น



คำตอบของแลร์รี่ครั้งนี้ไม่ได้เกิดมาจากการแก้สมการหรือการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์บนกระดานดำ (เหมือนที่พี่ชายของแลร์รี่ไม่เคยค้นพบคำตอบของจักรวาลด้วยการคิดของสมอง) หากแต่เกิดมาจากกระบวนการทำงานของ "จิตใจ" เรียนรู้ที่จะช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่รอให้เค้าเอ่ยปากขอ มองเพื่อนบ้านอย่างเป็นมิตร และปฏิบัติต่อปัญหาที่ประเดประดังกันเข้ามาเหมือนญาติสนิทที่ไม่อาจไล่ตะเพิดแต่ต้องเผชิญอย่างยินดีต้อนรับ



A Serious Man ตัดจบห้วนแบบ No Country for Old Men ในฉากที่แสดงถึงการมาเยือนของข่าวร้ายทั้งเรื่องอาการป่วยที่หมอเพิ่งตรวจพบและพายุใหญ่ที่ส่อเค้ารุนแรง บททดสอบชิ้นใหม่กำลังมาเยือนอีกครั้ง แลร์รี่จะรับมือกับปัญหานี้ได้หรือไม่และอย่างไร คิดมากอาจพาลให้ปวดสมองเกินจำเป็นคล้ายทันตแพทย์ผู้ตามหาความหมายของอักษรหลังซี่ฟันในเรื่องเล่าของแร็บไบท่านที่สอง

นั่นเพราะบางเรื่อง มีแค่พระเจ้าเท่านั้นที่รู้




เพลงประกอบสุดเจ๋ง Jefferson Airplane - Somebody to love







Create Date : 24 กุมภาพันธ์ 2553
Last Update : 2 มีนาคม 2553 0:49:25 น. 10 comments
Counter : 960 Pageviews.

 


โดย: หาแฟนตัวเป็นเกลียว วันที่: 24 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:7:17:01 น.  

 
สรุปว่า ประทับใจเรื่องนี้มากกว่า UIA สินะครับ


โดย: navagan วันที่: 24 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:11:52:09 น.  

 
กำลังรออ่านอยู่พอดีครับ
ผมว่าเรื่องนี้เขียนยาก แต่คุณเขียนได้ดีเลยล่ะ เก็บรายละเอียดได้เยอะดี

ช่วงท้ายเรื่องถ้ามองแง่ร้ายก็เหมือนแลร์รี่ทำตัวเป็นพระเจ้าซะเอง
หลังจากตลอดทั้งเรื่องเขาแค่ตั้งคำถามต่อพระเจ้า
ความป่วยไข้กับพายุอาจเป็นบทลงโทษแบบทันทีทันใดก็ได้ (พายุมีนัยทางศาสนาอยู่แล้ว)


โดย: แค่เพียงรู้สึกสุขใจ วันที่: 24 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:22:20:28 น.  

 
+ เนื่องจากเป็นหนังพี่น้องโคเอน ดังนั้นผมไม่อยากรับรู้เนื้อหาหรือมุกใดๆ ก่อนทั้งสิ้น (แค่หนังตัวอย่างก็เปิดเผยไปตั้งหลายช็อตแล้ว) ดังนั้นขออนุญาตยังไม่อ่านเอนทรี่นี้นะครับคุณเบียร์ ... แล้วเมื่อผมได้ดูหนังเรื่องนี้ราวๆ สัปดาห์หน้าค่อยมาว่ากันอีกที (แต่ถ้าเปลี่ยนหน้าไปแล้ว จะตามกลับมาอ่านนะครับ)


โดย: บลูยอชท์ วันที่: 25 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:1:06:15 น.  

 
ใช่ครับ ปกติผมจะตื่นประมาณ สิบโมงครึ่ง

เพราะนอนประมาณ ตี 3 (บางครั้งนอน ตี 5 เลยก็มี)


โดย: navagan วันที่: 26 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:19:52:38 น.  

 
ดูมาแล้ว แต่เนื่องจากไม่ได้นอนเลย เลยไปหลับในโรงแทน เลยไม่ได้อะไรเลย แต่เท่าที่ยังได้ดูก็ถือว่าเป็นหนังที่ให้ข้อคิดดี แต่ ก็ไม่ได้ประทับใจอะไรมาก อาจจะเพราะไม่ได้ดูในส่วนที่สำคัญของเรื่องก็เป็นได้


โดย: dfh วันที่: 1 มีนาคม 2553 เวลา:19:05:01 น.  

 
..

วิจารณ์ได้ยอดเยี่ยมมากเลยครับ

ปกติหนังของพี่น้องคู่นี้ ดูทีไร ได้เรื่อง(ปวดหัว)ทุกที

แต่มาอ่านบทวิจารณ์เพิ่มเติมของคุณ Beerled แล้วดีขึ้นเยอะ ฮ่าๆ

..


โดย: POGGHI วันที่: 6 มีนาคม 2553 เวลา:2:23:21 น.  

 
วิจารณ์ได้เยี่ยมมาก ทั้งที่หนังสัญลักษณ์แบบนี้ ผมไม่ได้อินอะไรเลย


โดย: masterAJ IP: 58.64.93.142 วันที่: 7 มีนาคม 2553 เวลา:2:22:36 น.  

 
เพิ่งไปดูมา รู้สึกมึนมากๆครับ
แต่เก่งมากๆเลยที่สามารถตีความได้ถึงขนาดนี้
: ]


โดย: Shin IP: 203.144.144.165 วันที่: 11 มีนาคม 2553 เวลา:17:31:12 น.  

 
โห วิเคราะได้แตกฉานมากๆเลยครับ

ผมดูหนังเรื่องนี้แล้วคิดอะไรไม่ได้เลยจริงๆ

ต้องขอบคุณมากๆ


โดย: เซีเรียสแซม IP: 124.157.139.131 วันที่: 17 ตุลาคม 2553 เวลา:3:14:58 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

beerled
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]




"หนัง".....ไม่ได้มีดีเพียงแค่ "ผิว"
New Comments
Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2553
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28 
 
24 กุมภาพันธ์ 2553
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add beerled's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.