คิดถึงเพื่อนๆทุกคนนะคะ No Tag still..! Please..

ก้าวแรก... จะไปพระนิพพาน






วันนี้หาหนังสือน่าสนใจมานั่งอ่านให้ฟังอีกแล้วค่ะ
อ่านไปทานขนมอร่อยๆไปนะคะ



กาแฟร้อนๆซักถ้วยมั๊ยคะ
เติมไม่อั้นเลยค่ะ



ศีลก็รักษาได้ไม่ครบ
สมาธิก็ไม่มีเวลาที่จะนั่ง
การพิจารณาธรรมวิปัสนา
ก็ยิ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ยากขึ้นไปอีก
อย่างนี้แล้ว
เราจะไปเข้าถึงพระนิพพานได้อย่างไร
ยิ่งเราได้ไปศึกษาปฏิปทา
การปฏิบัติธรรม ของหลวงปู่ หลวงพ่อ
พระอาจารย์ตามสายกรรมฐานแล้ว
จะยิ่งเห็นว่าตนเองนั้น
อยู่ห่างไกลจากท่านเหล่านั้นเหมือนฟ้ากับเหว
ท่านเหล่านั้นต้องมีความเพียร ความพยายาม
อดทนเป็นเลิศจริงๆและมีใจเกินร้อย
เรียกว่าต้องเอาชีวิตเข้าแลก
ท่านถึงจะได้เข้าสู่ประตูแห่งพระนิพพาน




นี่ก็น่าทาน


สิ่งเหล่านี้จึงเป็นข้อกีดกันและจำกัด
สำหรับมนุษย์ธรรมดาๆอย่างเราๆ
ทำให้เรามองเห็นว่าพระนิพพานนั้น
อยู่ไกล...สูง...และอยู่อย่างประเสริฐมากๆ
การที่เราจะไปสู่พระนิพพานนั้น
แทบเป็นไปไม่ได้เลยทีเดียว
ก็เราไม่ได้เคร่งครัดในระเบียบวินัย
ศิลเราก็ตกๆหล่นๆ


น่าอร่อยจัง


หลายคนคิดอย่างท้อแท้
หลายคนเลิกปฏิบัติ
เพราะตนเองต้องวุ่นวายอยู่กับการทำมาหากิน
ต้องดูแลครอบครัว
มีหน้าที่กันไปต่างๆนาๆ
จึงไม่สามารถประกอบความเพียรได้เต็มที่
เหมือนดั่งครูบาอาจารย์ของเราได้


อ่าโหน่..รับไรเพิ่มมั๊ยก๊ะ


"ตัวเรา"เป็นสิ่งสำคัญที่สุด
ที่จะคอยบังคับการเดินทางของเราทั้งหมด
พระนิพาน ก็เป็นปัจจัตตัง
คือเรารู้ได้เฉพาะตัวเท่านั้น

"ใจ"เรานั้นไปได้ทุกที่
ไปสวรรค์หรือนรกก็อยู่ที่ ใจดวงนี้
เป็นมนุษย์หรือเดรัจฉานก็ ใจดวงนี้แหละ
ใจเราเท่านั้นที่เป็นผู้ท่องเที่ยวไปในภพน้อยใหญ่



ชอบชิ้นไหน หยิบได้เลยเจ้าค่ะ


แม้เราทั้งหลายจักบำเพ็ญบุญมากมายเพียงใด
จะสร้างโบสถ์สร้างวิหารทำด้วยทองคำทั้งหลัง
หรือได้สร้างพระพุทธรูปทองคำมาแล้ว
เป็นร้อยเป็นพันองค์
เราก็ยังไม่สามารถที่จะไปสู่ประตูพระนิพพานได้
หากว่าจิตของเรายังคงถูกกิเลสครอบคลุมอยู่
คือทำไปแล้วก็ไปยึดติดอยู่ ว่า...
"ชีวิตฉันมีความสุขจริงๆ ได้สร้างพระ สร้างโบสถ์"
การนั่งคิด ระลึกถึงแต่ความดีที่ตัวเองได้สร้างไว้
จิตก็มีความยึดมั่นแต่ในบุญ
จิตไม่สามารถหลุดพ้นได้
ย่อมถูกภพแห่งสวรรค์ดึงไปกักขังเอาไว้
พอหมดบุญเมื่อไรเขาก็ปล่อยออกมา
ให้เผชิญกับโลกแห่งการ
เกิดแก่เจ็บตาย อีกไม่สิ้นสุด

ยิ่งถ้าเราทำความชั่วแล้ว
เราก็ไม่ต้องไปคิดมากเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น


ผึ่งพุงพักสายตา
ดูต้นไม้ให้สดชื่น แล้วค่อยๆอ่านต่อ


มรรคผลนิพพาน
เป็นสิ่งที่ถ้าเราทุกคนมีจิตใจสมบูรณ์
ไม่ได้เป็นคนวิกลจริตในจิตใจ
มีสติรู้ตัวเองอยู่
แล้วจะสามารถไปถึงได้กันทั้งนั้น
การที่เราได้ปฏิบัติจิต
ชำระกิเลสทั้งปวงให้หมดจด
ด้วยการพิจารณา
ให้จิตคลายจากอารมณ์ทั้งหลาย
ที่เข้ามาบังคับบัญชาเราอยู่ตลอดเวลา
ทำให้ว่างด้วยการดับ
ดับทั้งความดีและความไม่ดี
จิตเราย่อมเป็นประภัสสร อิสระเหนืออื่นใด
เมื่อทำให้ได้ตลอด จนละทิ้งได้แล้ว
ย่อมเป็นผู้ที่ย่างก้าวแรก
ไปสู่ประตูแห่งพระนิพพาน
เป็นผู้ปิดประตูนรกอบายภูมิโดยสิ้นเชิง



เพิ่มความสดชื่นอีกนิด


นั่นคือการได้พัฒนาจิต
ให้เข้าสู่อารมณ์พระโสดาบัน
พระโสดาบัน
ตายไปก็ไม่มีอันตกนรกแน่นอน
เวียนว่ายตายเกิดอีกแค่เจ็ดชาติ
ก็จะเป็นพระอรหันต์...
แล้วจะสามารถเข้าถึง
อารมณ์เบื้องต้นของพระนิพพาน
นั่นจะทำให้เราสามารถหยุด
และตัดการเวียนว่ายตายเกิด
ของเราได้อย่างมหาศาล
จากที่เราไม่รู้ว่า
จะจบตรงไหน สิ้นสุด ณ เวลาใด



แวะชมไม้แล้วก็ชมนกด้วยเลยค่ะ


เมื่อเรามีคุณธรรมเบื้องต้น
ของพระโสดาบันแล้ว
เราก็จะหยุดความน่ากลัว
และความทุกข์ได้อย่างมหาศาลเช่นกัน



แยมโรลมาใหม่ๆได้กลิ่นนมเนยเลยล่ะเนาะ


ในการสำเร็จเป็นพระโสดาบันได้นั้น
ไม่จำเป็นต้องเป็นเพศแห่งผู้บวช
"เป็นชาวบ้านธรรมดามีครอบครัวก็ทำได้"
อย่าง"นางวิสาขามหาอุบาสิกา"
เป็นพระโสดาบันตั้งแต่อายุเจ็ดขวบ
นางไม่ได้บวชเป็นภิกษุณี
นางมีครอบครัว
และลูกหลานเป็นจำนวนมาก
แต่นางมีความมั่นคง
ในพระรัตนตรัยอย่างที่สุด แค่นั้น
นี่แสดงให้เห็นว่า
การเข้าถึงพระนิพพานในเบื้องต้นให้ได้นั้น
เราไม่จำเป็นต้องบวช
ไม่จำเป็นต้องถือเคร่งในการปฏิบัติ
นอกเหนือจากการทำบุญกุศลตามปกติของเราแล้ว
ทุกอย่างนอกจากนั้นล้วนขึ้นอยู่ที่ใจเท่านั้น


น้ำองุ่นแช่เย็นค่ะ


อารมณ์พระโสดาบัน
-กายนี้มิใช่ของเรา ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่เป็นของเรา
"ละสักกายทิษฐิ"
-ปราศจากความลังเลสงสัย ในพระธรรมคำสั่งสอน
"ละวิจิกิจฉา"
-เลิกยึดติดในศีลและข้อปฏิบัติของตน
"สีลพพตปรามาส"
อธิบายได้ว่า
การยึดถือสิ่งที่ได้ปฏิบัติมาครั้งปู่ย่าตายาย
หรือครูอาจารย์แนะนำให้เราปฏิบัติ
โดยที่เราไม่ได้พิจารณาด้วยปัญญา
ก็กระทำตามไปอย่างนั้น



เค็กใบเตยจ้าาา ไม่อ๊วนนนน ไม่อ้วน


"สีลพพตปรามาส"
อธิบายได้อีกว่า
พวกเราพุทธบริษัท
บริจาคทาน สมาทานศีล นั่งสมาธิ
มีจุดมุ่งหมายไปเพื่อ
ให้ได้ไปเกิดในชั้นเทพชั้นพรหม
เพื่อให้ไม่มีใครมาทำอันตรายเราได้
รักษาศีลสวดมนต์แล้ว
ย่อมมีความศักดิ์สิทธิ์ เข้มขลัง
สวดมนต์บทนี้แล้วต้องแคล้วคลาด
บทนี้ให้มีคนรักใคร่เอ็นดู
นั่นคือการยึดติดในทางที่ผิด
เรียกว่า สีลัพพตปรามาส


สลับด้วยชาร้อนๆ


การปฏิบัติจิตแบบนี้ เราจะทำที่ไหนก็ได้
ไม่จำเป็นต้องไปวัด
อยู่ีที่บ้าน ที่ทำงาน บนรถ
หรือตรงไหนๆเราก็ทำได้ทั้งนั้น
ดูจิตใจ รู้เท่าทัน ปล่อยวางเสีย
ทั้งเรื่องดีเรื่องชั่ว
เมื่อใจเราหลุดคลายจากความยึดถือมากเท่าใด
เราก็มีอารมณ์ของพระนิพพานมากขึ้น

ยิ่งถ้าเราไม่ได้เป็นคนชั่วช้าอะไรหนักหนา
ไม่เคยทุบตีพ่อแม่ ไม่เคยด่าว่าพระอรหันต์
ไม่เคยเบียดเบียนหาเรื่องเดือดร้อนให้ใคร
เราก็นับว่ามีคุณสมบัติที่เต็มเปี่ยมแล้ว

ปฏิบัติชำระจิต
ให้ปราศจากเครื่องร้อยรัดทั้งปวง
กรรมเก่าเราก็ใช้ไป กรรมใหม่เราก็ไม่สร้าง
ดังนี้แล้วก็ย่อมหลุดพ้น
จากบ่วงแห่งการเวียนว่ายตายเกิด



ตบท้ายด้วยน้ำแข็งไสถ้วยเล็กๆ


ดังนั้น พระนิพพาน จึงไม่ใช่เฉพาะ ผู้บวช
ไม่ใช่เฉพาะผู้ที่ไปวัดอยู่วัด
ปัจจัตตังเวทิตัพโพ วิญญูหิติ วิญญูชนพึงรู้ได้เฉพาะตน



นี่สำหรับเพื่อนๆทุกคนค่ะ

บันทึกการอ่านจาก
เรื่อง"นิพพานนอกวัด"
เขียนโดยพระอาจารย์วิเชียร วชิรปัญโญ

ขอขอบคุณICONน่ารักๆ
จากคุณยายกุ๊กไก่และคุณเฟลอรี่คร๊าา






 

Create Date : 21 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 22 พฤษภาคม 2552 22:20:04 น.
Counter : 129 Pageviews.  

สงบในความเรียบง่าย





ถึงวันนี้

ความเรียบง่าย

ปรากฏดุจอาหารที่หลายคนหิว

เพราะห่างหาย

ไม่ได้ดื่มกินมานานเต็มทน


โลกกำลังปรากฏ

ประดุจห้วงจินตนาการซับซ้อน

ของคนฟุ้งซ่านใกล้บ้า

เต็มไปด้วยเรื่องตลกที่น่าเศร้า


กับเรื่องเศร้าที่น่าตลก

ทุกหนแห่งวุ่นวาย

กระทั่งอารมณ์อยากหัวเราะ

แทบแยกไม่ออกจากสีหน้าใกล้ร้องไห้


ความเรียบง่ายตั้งอยู่ตรงหน้า

แต่ยากที่ใครจะชายตาสังเกต

ความราบคาบของแผ่นน้ำเรียบ

ความเงียบเชียบของกลุ่มเมฆขาว




ความวิเวกของเหล่ารวงดาว

ความยืนยาวของทิวไม้ใหญ่

สารพันความเรียบง่ายที่ถูกมองข้าม

จะโทษใครเมื่อไม่สำเหนียกสังเกต


ใจคนถูกฉุดหาย

ตั้งแต่ยังเดินไม่ได้

จนเดินได้

กระทั่งจะไม่ได้เดินอีก


เอาเวลาที่ไหนไปรั้งใจ

ให้กลับคืนมาอยู่กับเนื้อกับตัว




และนั่นเอง

จึงยากนักที่คนจะรู้จักความเงียบ

อันเกิดแต่ใจสงัด

เมื่อใจยากจะสงัดเงียบ

ก็ไม่มีความเรียบง่ายอันใด

เข้ามาอยู่ในใจได้


กระทั่งศรัทธาโดยศิโรราบ

หมอบกราบนิพพานด้วยใจซื่อ

เบื่ออาการพยศแห่งพายุกาม

หมดแรงตามเติมไฟพยาบาท



จึงเริ่มมีแก่ใจ

ตั้งหลักแลตาดูเงี่ยหูฟัง

เห็นสรรพสิ่งประกาศตน

ว่าไม่เคยเป็นของใคร

มีไว้ให้แลตาดูเงี่ยหูฟัง




ด้วยใจเฝ้ารู้

จนกว่าจะเห็นความจริง

จนกว่าจะยินสัจจะ


ความเรียบง่ายมีอยู่แค่นี้

ลมหายใจก็เรียบง่าย

เข้ามาแล้วออกไป




ออกไปแล้วหยุดอยู่

เพียงครู่ก็เข้าใหม่

สังเกตอยู่

ความเรียบง่ายก็ปรากฏ


ความเรียบง่ายมีอยู่แค่นี้

หัวถึงเท้าก็เรียบง่าย



อยู่ในท่าหนึ่งแล้วต้องเปลี่ยนไป

แม้ไม่มีใครอยากให้เปลี่ยน

เป็นท่อนศพค่อยเลิกเปลี่ยน


ความเรียบง่ายมีอยู่แค่นี้

สุขทุกข์ก็เรียบง่าย

วาบสุขแล้วแผ่วหาย


วูบทุกข์แล้วซาลง

จะรบกวนใจได้สักกี่น้ำ

ถ้าใจไม่แส่ไปเอาทุกข์มาอมเอง


ศิโรราบกับความเรียบง่าย

อยู่เพื่อตายอย่างไม่เกิด

ทุกสิ่งเป็นไปเองและหายไปเอง

โดยไม่มีใครเป็นไปและหายไป

จากหนังสือ"คิดจากความว่าง โดย ดังตฤณ"





 

Create Date : 04 เมษายน 2552    
Last Update : 5 พฤษภาคม 2552 16:05:36 น.
Counter : 133 Pageviews.  

กอด...อัปภัสรา

<


สวัสดีค่ะ
วันนี้ก็ยังมีบทกลอน ที่เหลืออยู่มาแนะนำให้เพื่อนๆได้อ่านกัน
เป็นข้อคิดที่ดีและไพเราะเช่นเคย
ไม่ทราบว่าเป็นของผู้แต่งท่านเดียวกันหรือปล่าวนะคะ
(จันทร์ไพลินคิดอยู่ว่าน่า จะเป็นของพระภิกษุท่านใด แต่งไว้หรือปล่าวหนอ สำนวนเหนือโลกย์จริงๆค่ะ) เพื่อนๆลองอ่านดูนะคะ

อันแรกเลยเป็นของ ท่านพุทธทาส แน่นอนค่ะ
อันต่อๆไป รู้แต่ว่า เพราะ ได้ใจ และชัดเจน ค่ะ







































ใครมายังไง จะไปยังไง เลือกได้นะคะ จบเรื่องความมืด ความสว่างค่ะ








"จรมา"



















"ฟอนเมฆ"
























 

Create Date : 07 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 20 กันยายน 2553 8:48:24 น.
Counter : 140 Pageviews.  

นิ่ง...สงบ... สยบมาร




คุณแม่จันทร์ ค่อนข้างอิน

กับธรรมะและการปฏิบัติธรรมมากมาย

จนถึงขั้นที่เรียกว่า"หมกมุ่น" ก็น่าจะได้

อ่านหนังสือธรรมะ ฟังซีดีธรรมะทุกคืน

ฟังจนหลับไปพร้อมกับเสียงพระเทศน์

สวดมนต์นั่งสมาธิเป็นประจำ

ตอนนี้ก็ได้พยายามชักชวนลูกให้ปฏิบัติตาม

เช่นชวนไปวัดด้วยกันบ่อยๆ

แนะนำให้อ่านหนังสือธรรมะที่เหมาะกับ"จริต"ของลูก

ขอร้องแกมบังคับให้สวดมนต์และปฏิบัติให้บ่อยเท่าที่จะทำได้ เป็นต้น

คุณแม่จันทร์ช่างจด ช่างจำ ช่างเล่าเรื่อง พลอยให้ลูกเคลิ้มตาม

มีเป็นเล่มๆที่จดเอาไว้ให้อ่านกัน

ล้วนแล้วแต่เป็นอุบายที่ เฉียบ คม แยบคาย

มีทั้งที่เป็นบทความและบทกลอนต่างๆ

ที่อุตส่าห์รวบรวม มาจดเก็บเอาไว้

จากสถานที่ต่างๆ ให้พวกเราได้อ่านกันง่ายๆ



แต่น่าเสียดายตรงที่ว่า มีแต่เนื้อหา ไม่มีที่มาที่ไป

เช่น ใครเป็นผู้เขียนหรือแต่งไว้ ตั้งแต่เมื่อไร

คงเพราะคิดแต่เพียงว่า

"เก็บไว้อ่านเพื่อเตือนใจ ให้ปฏิบัติอย่างถูกต้อง"

ไม่ได้คิดว่าจะมีใครนำไปเผยแพร่ต่อค่ะ


ดังนั้นบทกลอนตัวอย่างในวันนี้

ที่จันทร์ไพลินนำมาเสนอให้อ่านกัน

ก็เพื่อให้เป็นข้อคิด... ที่ดีมากๆ และไพเราะมากด้วยค่ะ

ก็ต้องขอขอบคุณผู้แต่ง

ที่บรรจงเรียงร้อยถ้อยคำไว้

ให้พวกเราได้ชื่นชม


ภาพดอกไม้ที่นำมาประกอบ เป็นดอกหญ้าเล็กจิ๋ว ที่ไม่รู้จักชื่อค่ะ



พบเห็นได้ทั่วไปตามพงหญ้าข้างทาง



ด้วยความที่เล็กจิ๋วมาก เราผ่านไปมาตั้งหลายครั้ง ก็ไม่เคยสนใจ


และด้วยความที่ถ่ายจนไม่รู้จะถ่ายอะไรอีก ก็กดมาโครถ่ายมั่วๆไป

และทั้งหมดนี้คือผลที่ได้ค่ะ เซอร์ไพร์ซ มั่กมาก กับความน่ารักที่ไม่คาดคิด
ว่าจะได้จาก พืชกะจิ๋วหริวพวกนั้น เพื่อนๆล่ะคะ ว่างัยยยย ว่ามาเล้ยยย









 

Create Date : 04 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 15 พฤศจิกายน 2551 9:52:05 น.
Counter : 1490 Pageviews.  

ใจไม่ทุกข์






สัตว์มีธรรมชาติเป็นอย่างนั้น คือไม่ทุกข์ เพราะไม่มีอุปาทาน
ไม่มีความคิดปรุงแต่งฝังใจจนกลายเป็นความโลภ โกรธ หลง
เป็นสัญชาตญานที่คงที่โดยธรรมชาติ ไม่ต้องมีสติมากำกับดูแล


มนุษย์เป็นสัตว์จำพวกเดียวที่มีสติ สามารถลบปัญหาทิ้งได้
ชีวิตจะดำเนินไปได้อย่างมีอิสระ เมื่อไม่มีคลื่นของปัญหามารบกวน


คนที่ขาดสติ.. เพราะถูกสัญชาตญานครอบงำ
ชอบใช้อารมณ์ที่ขาดการยั้งคิด ไม่มีสติเป็นตัวคัดกรอง
ไม่รู้ว่าการกระทำนั้นๆ"เป็นทุกข์" ไม่รู้สาเหตุของทุกข์
ไม่รู้ความว่าง ไม่รู้ความปกติของจิต
ไม่รู้ว่า"สติ"คือหนทางแห่งการดับทุกข์
คนที่จมอยู่ในสัญชาตญานจะไม่รู้จัก "อริยสัจจ์"


การใช้วิจารณญาณ คือคนมีสติระดับหนึ่ง
เป็นผู้รู้จักใช้เหตุผลที่เป็นบรรทัดฐานของสังคม
เพียงแต่ถูกกดข่มให้แสดงออกเฉพาัะในกรอบที่สังคม"รับได้"เท่านั้น
ยังคงเป็นชีวิตที่ถูกบงการด้วย"อัตตา"
ยังยึดในความ ถูก ผิด ชอบ ชั่ว ดี
ยังยึดอาการในขันธ์ห้าว่าเป็นตัวตน
การบริหารชีวิตก็เป็นไปเพื่อบริการ อัตตาหรือสัญชาตญาณ


คนที่พัฒนาสติได้ วิปัสนาญาณที่เกิดขึ้นจะเข้าทำลายสัญชาตญาณที่เป็นทุกข์
เป็นผู้ที่ออกจากความมืดมิดไปสู่ความสว่าง สู่ความว่าง ไปสุญญตา
ไม่มีอัตตาตัวตนใดใดมาผูกมัด ยึดถือให้ต้องทำตาม
นั่นคือ ปัญญาญาณ ทำให้รู้จักชีวิตอย่างสมบูรณ์ ตามหลัก "อริยสัจจธรรม"
ไร้ความขัดแย้งภายในจิตใจหรือจากผู้อื่น ละวางสมมติ
หลุดพ้นจากมายา ที่เหมือนก้อนน้ำแข็ง
ก้อนน้ำแข็งที่ผู้ไม่รู้ต่างรุมกันยื้อแย่ง ที่สุดแล้ว
ต่างคนก็ต่างไม่ได้อะไร เพราะมันไม่มี..อยู่ ..จริง

















 

Create Date : 11 กันยายน 2551    
Last Update : 1 กุมภาพันธ์ 2552 14:40:57 น.
Counter : 123 Pageviews.  

1  2  3  4  5  


จันทร์ไพลิน
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




********
********


ขอขอบคุณcodeและรูปสวยๆ
กรอบและlineน่ารักมากมาย
จาก
คุณ Kungguenter,
คุณLosocat,
คุณยายกุ๊กไก่,
และป้าเก๋า ชมพรค่ะ

Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add จันทร์ไพลิน's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.