คิดถึงเพื่อนๆทุกคนนะคะ No Tag still..! Please..

ฉันเป็น..."ไม่เป็นอะไร"


ไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น
เป็นคำที่เราต้องใช้ ดัด
ใช้ เปลี่ยนแปลงตนเอง
เมื่อเราได้ตัดสินใจ
ใช้เวลาครึ่งหนึ่งที่เรามี
ในการปฏิบัติภาวนา
ตามคำสั่งสอนของครูอาจารย์

เราพยายามเปลี่ยนนิสัย สันดาน เดิมๆ
ความคิด ที่เป็นมิจฉาทิษฐิ
ความโกรธ เกลียด เคียดแค้น
ล้วนต้องเลิกละ และอดกลั้น
ตามด้วยการให้อภัย อโหสิให้
อย่างที่ไม่ต้องใช้
ความเป็นเหตุเป็นผลเข้ามาเกี่ยวข้อง

ใครทำดีให้เรา...เราดีใจ...ปลาบปลื้ม
ใครทำชั่วให้เรา...เราเสียใจ...เราโกรธ
เป็นวิถีอันปกติของปุถุชน

จึง...ไม่ใช่เรื่องง่าย
ที่จะรักษา ระดับอารมณ์
ที่จะดูแล ความรู้สึกในใจเรา
ให้ได้...เหมือนเป็น
เส้นตรงที่ลากไปสู่เป้าหมาย

แล้วความคิดสารพันบรรดามี
ที่คอยประเดประดัง
เข้ามาในใจของเราอีกล่ะ
ความคิดที่คอยตอกซ้ำ ย้ำเตือน
ทั้งดี ทั้งเลว....
ส่วนมากความคิดเหล่านั้น
มักจะเป็นเรื่องสิ่งเลวๆ
ที่เข้ามากระทบ
ปล่อยเถอะ
ปล่อยให้มันคิดของมันไป
ไม่นาน...มันก็ล้า
มันมาอีก ก็ปล่อยมัน
อย่าไปต่อต้านมันเลย
ไปต่อต้านมัน มันก็ยิ่งดื้อ
และอาจพยายามที่จะอยู่กับเรา
ไปจนวันตาย

สำคัญอยู่ที่
เราต้องรู้เท่าทันมัน
ไม่พูด ไม่ทำ ตามความคิดอคตินั้นๆ
สิ่งที่ผ่านไปแล้ว
ก็ปล่อยให้มันล่วงลับไปแต่โดยดีเถิด

สิ่งที่ยังไม่เกิด
ก็อย่าไปนึกถึงมัน
อย่าไปวางแผน ขีดกรอบ
ให้เป็นไปตามจิตที่เราปรุงขึ้นเองเลย

ตอนนี้เราจึงเป็นเหมือน
วัตถุอะไรบางอย่าง
ที่พยายามอยู่นิ่งๆ
ความพยายามที่จะ
ใช้ศีลให้ครบห้าข้อ
ในชีวิตประจำวัน
บกพร่องบ้าง ตกหล่นบ้าง
ก็ควรระลึกรู้ และให้อภัยตนเอง
แล้วทำใหม่ให้ดีขึ้น

ตอนนี้ถ้ามีใครมาถามมาคุยด้วย
คำตอบของเราก็คือ"ศูนย์"
เราไม่มีอะไรที่เป็นที่สุด
เราไม่ได้ไปทางไหนทั้งนั้น
เราไม่ได้เกลียดอะไร
เราไม่ได้รักอะไร
สอง-สามปีแล้ว...ที่เรา
ไม่ได้ไปหาประสพการณ์อื่นใดอีก
ที่เคยสนุกสนาน เพลิดเพลิน
แบบชาวโลก เราก็ผ่านไปแล้ว

อดีตแม้มันจะโลดโผนตื่นเต้น
เราก็ไม่พูดถึงมัน
อนาคตเราจะเป็นยังไง
พรุ่งนี้เราจะทำอะไร
เรายังไม่รู้เลย

เรารู้แค่ว่า ขณะนี้ เราทำอะไร
เราทำได้ดีพอแล้วยัง
ศีลของเราล่ะ ยังอยู่มั๊ย
ระดับ"จิต"ของเรา
กำลังตกอยู่รึ ยกขึ้นหน่อยสิ
ทำให้ดีที่สุดตอนนี้ก็พอ





 

Create Date : 11 มีนาคม 2552    
Last Update : 2 เมษายน 2552 7:44:02 น.
Counter : 160 Pageviews.  

รวมพระพุทธรูป ของปี2551

ปีที่แล้วได้ไปเที่ยววัดต่างๆเยอะเลยค่ะ
ได้รูปพระพุทธรูปจากสถานที่เหล่านั้นมาพอสมควร
ที่นำมาลงให้ชมกันเป็นเพียงบางส่วนนะคะ

























































































































































 

Create Date : 28 มกราคม 2552    
Last Update : 30 มกราคม 2552 17:39:31 น.
Counter : 107 Pageviews.  

บัวพ้นน้ำ









"พุทโธ"ของชีวิตแต่ละคนอาจมีเป็นแสนๆเป็นล้านๆครั้ง แต่จะมีเพียงหนึ่ง"พุทโธ"ครั้งสำคัญ
ที่พลิกชีวิตให้กระจ่างในธรรมตลอดไป




พระรัตนตรัยเปรียบเสมือนพระอาทิตย์
สาดแสงสว่างขับไล่ความมืดมิดให้หายไป
มีพลังดึงดูดมหาศาล จับจิตจับใจ
จนไม่สามารถหันเหจิตใจไปทางอื่นได้



ยิ่งมีเมตตาเเท่าไร ก็ยิ่งเข้าใกล้พระธรรมมากเท่านั้น
เพราะเมตตาเป็นตัวบ่งบอกว่า ความเห็นแก่อัตตามีมากน้อยเท่าไร
การแผ่เมตตาทำได้ง่ายแต่เข้าถึงจิตใจยาก
แม้แต่พระอริยะเจ้าบางท่าน กว่าจะเข้าใจเรื่อง"เมตตาธรรม"
ก็เกือบพลาดท่าให้กับอัตตาที่ติดแน่นด้วยโทสะ



การแผ่เมตตาให้บังเกิดผล โดยให้ทำตนและจิตใจให้เหมือน
มารดาที่เลี้ยงลูก ให้ความรัก เอ็นดู สงสาร
มุ่งหวังให้ลูกสุขกายสบายใจ
อันเป็นความรักที่บริสุทธิ์ไม่มีพิษภัย
และไม่ต้องการผลตอบแทนจากลูก



ถ้าเราแผ่เมตตาเหมือนกับพระอาทิตย์กำลังส่องแสง
ไม่ได้เลือกชุมชน สรรพสัตว์ยากดีมีจน จะใกล้หรือไกล
ก็ได้รับความอบอุ่นเท่ากัน
เมตตานั้นจะมีพลังสูงยิ่ง
ใครจะได้รับมากน้อยสุดแต่วาสนาบารมีของผู้นั้น





อย่างน้อยเราควรมีศีลห้า และศีลนั้นควรบริสุทธิ์
หากมีศีลบริสุทธิ์ ก็ต้องรักษาจิตให้บริสุทธิ์ด้วย
ระวังอย่าให้จิตเอนเอียงไปหารากเหง้าแห่งกิเลส



ต้องตรวจความเห็นของตนว่ามีความบริสุทธิ์หรือไม่
เมื่อความเห็นของเราตรงต่อคุณธรรมจริง
จิตก็สงบเป็นสมาธิง่าย



สติปัฏฐานเป็นที่ตั้งของ
สมาธิ สติ สัมปชัญญะ
และปัญญา ในคราวเดียวกัน
นับเป็นบันไดขั้นแรก
ที่เริ่มต้นเข้าสู่กระบวนการปฏิบัติธรรม
จนถึงขั้นสุดท้าย
ที่ผู้ปฏิบัติจำเป็นต้องดำรงสติให้มั่นคง
ที่ละเล็กทีละน้อยอย่างต่อเนื่อง



เหมือนเริ่มต้นด้วยน้ำเพียงหยดเดียว
หากเรามีสติเพียงหยดเดียวบนทะเลทรายแล้วปล่อยทิ้ง
เท่ากับสิ่งที่ฝึกมา ไม่ว่าจะกี่สิบปี ก็ล้วนเสียเวลาเปล่า



แต่ถ้าเราค่อยๆเพิ่มน้ำทีละหยดจนเต็มแ้ก้ว
จากแก้วมาเป็นโอ่ง
จากโอ่งเป็นสายน้ำที่ต่อเนื่องไม่ขาดสาย
สามารถพลิกฟื้นทะเลทราย
กลายเป็นดินอุดมแห่งนิพพานได้ในที่สุด
ทั้งยังเป็นเนื้อนาบุญให้สัตว์โลกอื่น
ได้พักพิงอาศัยอีกด้วย




ต้องเข้าใจพระไตรลักษณ์ตั้งแต่ต้น
เพื่อกันการหลงทาง
แม้จะเกิดวิปัสสนูกิเลส
ทำให้ผู้ปฏิบัติหลงสำคัญ
ว่าตนเองเข้าถึงภูมิธรรมสูงแล้วก็ตาม
พระไตรลักษณ์ที่พิจารณามาตลอด
จะช่วยยับยั้งว่า ธรรมะ-ตัวตนที่ปรากฏนั้น
เข้าข่ายไตรลักษณ์หรือไม่



ธรรมะเป็นอกาลิโก
ไม่เลือกกาลและสถานที่
ที่ไหนก็ได้
แม้บนถนนในเมืองที่เต็มไปด้วยความจอแจ
หรือห้องน้ำในบ้านเราเอง



"ดินหนุนดิน คือสังขารทั้งหลาย
ที่มีวิญญาณครอง และไม่มีวิญญาณครอง
เพราะธาตุทั้งสี่รวมกัน โดยมีธาตุดินเป็นธาตุนำ
เพราะเป็นของแข็งเหมือนเอาดินก่อก่ายกันขึ้นมา
ส่วนธาตุนอกนั้นเป็นธาตุอาศัย"



"อริยธรรม"ไม่ได้ตั้งอยู่บนหัวหลักหัวตอ
ขี้ดิน ขี้หญ้า ฟ้าแดดดินลม
พระอาทิตย์ พระจันทร์ ดาวเดือนที่ไหน
ตั้งอยู่ที่คนนี่เอง ไม่เลือกสถานที่อริยาบท"





"กิเลสเท่ามหาสมุทร แต่ความเพียรเท่าฝ่ามือ
มันห่างไกลกันขนาดไหน
คนสมัยนี้ เพียงใช้ฝ่ามือแตะมหาสมุทร
ทำความเพียรเพียงเล็กน้อย
แต่หมายมั่นปั้นมือว่าจะข้ามโลกสงสาร
เมื่อไม่ได้ตามใจหวัง
ก็หาเรื่องตำหนิศาสนาและกาลสถานที่

~หลวงปู่มั่น~

การฟังธรรม
ไม่จำเป็นต้องฟังจากครูบาอาจารย์เสมอไป
เห็นอะไรดี อะไรชั่ว
ก็น้อมเข้ามาสอนตัวสอนตน
ก็จะได้อุบายเหมือนกัน



อย่าประมาทลืมตัวมัวเมาในความชั่ว
จงยกจิตให้สูงขึ้นด้วยความมีสติ
ละชั่ว ทั้งทางกาย วาจา ใจ
หมั่นใส่ใจในบุญในกุศลสุจริตธรรม




นำความชั่วออกด้วยสติวินัย
ทำกาย วาจา ใจ ให้สะอาด
เหมือนแก้วมณีสดใสเป็นประภัสสร
ถ้าเกิดมาชาติหน้าจะได้สมบัติดี
มีมนุษย์สมบัติไม่วิบัติ



แน่ใจต่อทางพ้นทุกข์
ไม่สงสัย
แม้ในขณะยังไม่พ้นทุกข์ก็ตาม





ข้าวงอกขึ้นมาเพราะมีอะไรเป็นเชื้อพาให้เกิด
ใจที่พาให้เกิด ตายไม่หยุดหย่อน
ก็น่าจะมีอะไรเป็นเชื้ออยู่ภายในเช่นเดียวกับเมล็ดข้าว
เชื้อนั้นถ้าไม่ถูกทำลายเสียที่ใจให้สิ้นไป
จะต้องพาให้เกิดตายไม่หยุด
ก็อะไรเป็นเชื้อของใจเล่า
ถ้าไม่ใช่ กิเลส อวิชชา ตัณหา อุปาทาน

หลวงปู่ขาว อนาลโย



นักปราชญ์ จะไม่หลงงมงาย
อยู่กับความรู้ภายนอกอันเป็นโลกีย์อภิญญา
จุดหมายปลายทางของปวงปราชญ์ราชบัณฑิต
อยู่ที่การกำจัดอาสวกิเลส
ที่หมักดองอยู่ในกมลสันดานของเราให้หมดสิ้นไป
สิ้นไปโดยไม่เหลือเชื้อต่างหาก



พระพุทธเจ้าและพระสาวกทั้งหลายที่เป็นอัจฉริยบุคคล
ท่านชอบอยู่ในป่าเปลี่ยว
อยู่ในถ้ำ เงื้อมผา รุกขมูล ต้นไม้
อยู่ในป่าชัฏ อยู่ในป่าช้า
อันเป็นสถานที่เตือนบอกถึงความตาย
ทุกวัน ทุกเวลา



การเกิดตายของสัตว์โลกเกลื่อนไปทั่วดินแดน
ไม่มีอะไรที่ไหนจะมากกว่าป่าช้าของสัตว์
ที่ตั้งหน้าตั้งตาตายกัน



แม้ที่เรากำลังนั่งอยู่นี้
ก็คือป่าช้าของสัตว์ชนิดต่างๆทั้งสิ้น
ไม่มีที่ว่างที่ไม่มีป่าช้าของสัตว์แทรกอยู่
แม้แต่ในตัวเรา ตัวท่านก็คือป่าช้าของสัตว์เราดีๆนี่แล
ก็เมื่อทุกหนทุกเเห่ง
มีแต่ที่เกิดที่ตายของสัตว์เช่นนี้
เราจะหาความสบายที่ไหนกัน



ถ้าธรรมเป็นเหมือนผลไม้
เป็นเหมือนบริษัทห้างร้าน
เป็นเหมือนสิ่งต่างๆในแดนสมมติ
ที่ตกอยู่ในกฏแห่งอนิจจัง
ธรรมก็ล้มหายตายซากไปนานแล้ว
ไม่มีใครได้ดื่มรส
แม้เพียงผ่านชิวหาปราสาทคือใจชั่วขณะเลย


หลวงปู่ชอบ ฐานสโม



"ทั้งหมดข้างบนนั้นเป็นเพียงการบันทึกการอ่านนะคะ
ก็เพื่อจะได้กลับมาอ่านแล้วอ่านอีกจนกว่าจะพอใจ
เพื่อนๆก็จะได้อ่านด้วย
ใครหลายคนที่ยังไม่เคยอ่าน ถ้าชอบก็ยินดีด้วยค่ะ"


บันทึกบางตอนจากหนังสือ"วินาทีบรรลุธรรม"ค่ะ


รูปดอกบัวเพื่อเข้าบรรยากาศธรรม และชอบถ่ายรูปดอกบัวค่ะ



ช่วงปลายปีมีงานที่ต้องสะสางให้เสร็จสิ้นมากมายค่ะ
ต้องขอโทษเพื่อนๆไว้ตรงนี้ด้วยนะคะ
ว่าอาจจะยังไม่มีเวลากลับไปเยี่ยมเยียนเพื่อนๆในช่วงนี้นะคะ
เด๋วงานเสร็จแล้วเจอกั๊นนนน




 

Create Date : 16 ธันวาคม 2551    
Last Update : 25 ธันวาคม 2551 19:32:55 น.
Counter : 262 Pageviews.  

การเดินทาง

เป็นเรื่องของการเดินทาง
ของแต่ละผู้แต่ละคนที่แตกต่างกันไป
ของใครจะเป็นอย่างไรกันบ้างนั้น
ปล่อยให้ภาพได้อธิบายด้วยตัวของมันเอง
เรา ก็แค่...เตรียมตัวเดินทางกันไว้แต่เนิ่นๆเท่านั้น
แล้วเราจะเอาอะไรไปดีล่ะ




ขอยกข้อธรรม ตอนหนึ่ง
ที่ได้จากการถ่ายทอดระหว่างจิตสู่จิต
ระหว่างพระมหากัสสปะต่อหลวงปู่ชอบ ฐานสโม



คืนหนึ่งขณะที่หลวงปู่ชอบเข้าสมาธิภาวนาอยู่
ก็ปรากฏนิมิตเห็นพระมหากัสสปะค่อยๆลอยมา
ในนิมิตนั้นหลวงปู่ลุกขึ้นแสดงความเคารพ
กราบพระมหากัสสปะอย่างตื้นตันใจ
ท่านแสดงธรรมต่อหลวงปู่ชอบตอนหนึ่ง
ดังนี้




ท่าน(หลวงปู่ชอบ)ควรดูวาระจิต
ที่คิดเป็นภัยกับตัวเอง
แม้นิดก็ควรทราบว่าเป็นภัย
และมีทางกำจัดให้สิ้นไป




ภัยภายในมีพิษสงยิ่งกว่าภัยภายนอก
แม้อะไรๆทั้งสามโลกธาตุ
จะยกพลยกพวกมาบังคับ
ไม่ให้ธรรมเป็นผลแก่ผู้ปฏิบัติชอบ




ธรรมต้องเป็นธรรม
และให้ผลโดยธรรมอยู่ตลอดไป
เมื่อการปฏิบัติถูกต้องดีงามยังมีอยู่





สิ่งที่มีอำนาจ สามารถปิดกั้นมรรคผลนิพพานได้
โดยไม่เลือกกาล สถานที่ และบุคคลนั้น
นั่นคือสัจธรรมที่มีอยู่ในตัว




สัจธรรมเบื้องต้นอันเป็นฝ่ายผูกมัด คือ ทุกข์กับสมุทัย
ทั้งสองนี้แล คือสัตว์โลกผู้ไม่รู้จักเป็นจักตาย
เพราะฤทธิ์มันบีบคั้น สั่งสม ไม่มีวันอิ่ม
คือตัวปิดกั้นมรรคผลนิพพาน
ไม่ให้เกิดขึ้นภายในใจสัตว์
ที่ยังชอบส่งเสริมมันอยู่






ทุกข์ เมื่อเกิดขึ้นภายในใจสัตว์
ย่อมทำให้หมดสติปัญญาความคิด
ที่เคยเฉลียวฉลาดก็กลายเป็น
ปิด ตัน อั้น ตื้อไปหมด ไม่มีทางออก
นอกจาก นั่งเฝ้า นอนเฝ้าทุกข์
แสดงความทุรนทุรายไปตามเรื่องของคนไม่มีทางออก
หรือไม่สนใจแสวงหาทางออกที่ถูกต้องเท่านั้น





สมุทัย คือความคิดปรุง หรือวาดภาพเอาเองต่าง
โดยมีตัณหาสามตัว คือ
กามตัณหา ภวตัณหาและวิภวตัณหา





เป็นผู้นำให้คิดปรุง แบบไม่มีงบประมาณ
จนเลยขอบเขต และขนทุกข์มาเผาลนจิตใจ
ให้กลายเป็นไฟที่ก่อแล้วดับไม่ได้
ยังเสริมให้แสดงเปลวขึ้น
จนกลายเป็นไฟเผาโลกไปได้ไม่มีที่สิ้นสุด




ตัณหาทั้งสามนั้นแล
คือเครื่องปิดกั้นมรรคผลนิพพานได้อย่างมิดชิดปิดตาย
ไม่มีความสว่างใดสามารถกำจัดลงได้
นอกจากสัจธรรมนี้เท่านั้น ที่สามารถรื้อถอนสมุทัย
ความมืดมนให้สูญสิ้นไป





สัจธรรมที่เป็นฝ่ายแก้
คือนิโรธกับมรรค
คือเครื่องมือแก้ สมุทัยทุกชนิด
ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนได้




นิโรธ ย่อมทำหน้าที่ดับทุกข์ไปเป็นลำดับ
ตามอำนาจของมรรค
คือศีล สมาธิ ปัญญา ที่มีกำลัง
เมื่อมรรคมีกำลังพอ
กิเลสย่อมหาที่ซ่อนตัวอยู่ไม่ได้
กลายเป็นความดับทุกข์ไปโดยสิ้นเชิง



มีนิโรธกับมรรคนี้เท่านั้น
เป็นผู้ทำหน้าที่รื้อถอนกิเลส
ความเชื่อสัจธรรมของพระพุทธเจ้า
ซึ่งเต็มไปด้วยธรรมของจริง
กับความเชื่อลมๆแบบไม่มีน้ำมีเนื้อ
มีผลต่างกัน

จากหนังสือ"วินาทีบรรลุธรรม" เขียนโดย เธียรนันท์




 

Create Date : 12 ธันวาคม 2551    
Last Update : 12 ธันวาคม 2551 22:06:24 น.
Counter : 184 Pageviews.  

แสงเล็กๆ(The Little Light)





จงปล่อยตัวเธอ ให้สัมผัสกับแสง









เธอจะกลายเป็นแสง เปล่งรัศมีไปทั่วทิศ










จงให้แสง แปรสภาพของตัวเธอเถิด









ความมีสติ รู้ตัวทั่วพร้อม นั่นแหละคือแสง









แสงแห่งความมี"สติ"









แสงแห่ง"สันติสุข"










แสงแห่ง"ความเบิกบาน"









จะโชนฉายออกจากตัวเธอ











วาทะ"ท่าน ติช นัช ฮัน"












บ่อยครั้งที่เรานั่งมองเปลวเทียน











บางครั้งเราเห็น"จุดเริ่มต้น"












บางครั้งเราเห็น"จุดหมาย ปลายทาง"













บางทีเราเห็นความทุกข์...ร้อน












ความทุกข์...ที่ต้องดับ ต้องพยายามดับ












บางทีเราก็เห็นว่า"ติด" "ดับ" "เกิด" "ดับ"












ที่เราไม่เคยสังเกตุมาก่อน












ว่าสิ่งไม่แน่นอน คือสิ่งแน่นอน













เห็นแต่ว่า เป็นธรรมชาติ เป็นธรรมดา












บางครั้งเราเห็น ความกระเสือกกระสน ดิ้นรน












เหมือนเช่นเปลวเทียน ที่สั่นไหว ไปตามแรงลม












ครั้นลมสงบ ก็หยุดนิ่งไปชั่วขณะ












บางครั้งเราเห็น การกลืนกินตัวเอง













เห็นเปลวที่ร้อนแรงนั้น...ละลายตัวตนของมันเอง













แล้วคุณล่ะ เห็นอะไร









 

Create Date : 28 ตุลาคม 2551    
Last Update : 13 ธันวาคม 2551 15:48:01 น.
Counter : 165 Pageviews.  

1  2  3  

จันทร์ไพลิน
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




********
********


ขอขอบคุณcodeและรูปสวยๆ
กรอบและlineน่ารักมากมาย
จาก
คุณ Kungguenter,
คุณLosocat,
คุณยายกุ๊กไก่,
และป้าเก๋า ชมพรค่ะ

Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add จันทร์ไพลิน's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.