Tomb Raider รำลึก : โอ้ ฉันรักลาร่า ครอฟท์!


(มี Spoil เนื้อหาเกม)

โอ้ว ลาร่า ครอฟท์ เธอเป็นตัวละครสาวจากเกม Tomb Raider ที่วันดีคืนดีก็ดังโป้งป้างถึงขนาดไปปรากฏตัวตามปกนิตยสารและโฆษณาหลายชิ้นทั้งๆที่เป็นแค่ตัวละครโมเดลสามมิติจากเกม 

เธอเป็น Indiana Jones ในคราบผู้หญิง ผสมกับความเซ็กซี่ขี้เล่นแบบเจมส์ บอนด์เล็กน้อย และผมก็รักทั้ง Indiana Jones กับเจมส์ บอนด์ ซะด้วย เลยหลงเสน่ห์ลาร่า ครอฟท์ตั้งแต่ตอนที่ได้จับเกมนี้เป็นครั้งแรกเลยทีเดียว





Tomb Raider (1996) : จบสามรอบเห็นจะได้


(ปี 1996 ลาร่ายังเหลี่ยม แต่กับสมัยนั้นถือว่าสวยพอสมควรเลยนะ)

ครั้งหนึ่งในชีวิตเลยจริงๆ ผมได้เล่นเกม Tomb Raider ครั้งแรกตั้งแต่ตอนที่มันออก PlayStation 1 ใหม่ๆ (โอกาสแบบนี้มีไม่ค่อยบ่อย ส่วนใหญ่เล่นล้าหลังชาวบ้าน) ตอนนั้นไม่มีเครื่อง อาศัยไปเล่นที่ร้านเกมเอา ตอนหลังญาติมีเครื่อง Sega Saturn ก็ยืมเครื่องกับตัวเกมมาเล่นจนจบ

ไม่เรียกว่า “พรหมลิขิต” หรือ “ฟ้าสั่ง” แล้วจะเรียกว่าอะไร!? วู้ว!

ผมรัก Tomb Raider ภาคแรก ผมรักบรรยากาศมืดๆที่ให้อารมณ์แบบเกมสยองขวัญ (พอๆกับ Resident Evil เลยละ ความรู้สึกในตอนนั้น) ตื่นเต้นทุกครั้งที่จะกระโดดระหว่างที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง เพราะฉากค่อนข้างยาก บางครั้งเราไม่รู้เลยว่าจะต้องกระโดดตรงไหน บางฉากเรากระโดดตรงๆไม่ได้ ต้องสไลด์ตัว กระโดดตีลังกากลับหลัง แล้วก็กระโดดอีกครั้ง โอย... เรียกว่าถ้าไม่พึ่ง Walkthrough จากในเนท ผมคงไม่รอดในบางฉากหรอก 


(ฉากมืดๆ ทึมๆ มองไปที่ไหนก็เหมือนกันไปหมด บางครั้งเลยหลงทางง่าย)

แถมเกมยังทำให้เราต้องสำรวจนู่นสำรวจนี่เพื่อจะหา secret หรือปืน Uzi อาวุธสุดยอดของเกมที่ซ่อนอยู่ ฯลฯ เรียกว่าคนที่ชอบเล่นเกมแบบสำรวจ จะได้สำรวจแบบจุใจเลยทีเดียว


(จำได้เลยว่าเวลาจะเอาปืน Uzi ซึ่งเป็น secret ของเกม จะต้องขึ้นไปอยู่บนหัวสฟิงค์ แล้วหาทางโดนไปที่ไหนสักแห่ง ซึ่งก็ตายบ่อยมาก)

เนื้อเรื่อง เกมภาคนี้ลาร่าต้องตามหาขุมทรัพย์สามชิ้นที่เรียกว่า Scion ซึ่งเกี่ยวข้องกับอาณาจักรแอตแลนติสที่ล่มสลาย ภาคนี้มีเหตุผล make sense ว่าทำไมขุมทรัพย์ที่เป็นกุญแจทั้งสามชิ้นถึงต้องซ่อนในที่ลับตาและวางกับดักไว้ตั้งมากมาย เพราะมันคือสิ่งที่จะพาไปสู่อาวุธร้ายได้หากตกไปอยู่ในมือของคนไม่ดี... แน่นอนว่ามันก็ต้องมีคนไม่ดีตามล่า ขุมทรัพย์นี้พร้อมกับลาร่าด้วยเช่นกัน (แล้วทำไมถึงไม่ทำลายมัน? รู้สึกมันจะมีประโยชน์เกี่ยวกับพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตอยู่นะ)

ผมชอบที่เนื้อเรื่องภาคนี้อ้างอิงจากหนึ่งในทฤษฎีของแอตแลนติส สถานที่ที่ลาร่า ครอฟท์ไปทั้งสามที่คืออเมริกาใต้, ยุโรป และอียิปต์ มีผู้เชี่ยวชาญ (?) บางคนกล่าวอ้าง (จับแพะชนแกะ) โดยใช้หลักฐานทางโบราณคดีกับตำนานเรื่องเล่า บอกว่าหลังอารยธรรมแอตแลนติสล่มสลาย ก็ได้กระจายอารยธรรมของตัวเองไปยังสถานที่สี่แห่ง ถึงขนาดมีออกเป็นหนังสือกับรายการสารคดีเลยด้วย ซึ่งสามในสี่แห่งในเกมก็ตรงกับตามที่นักวิชาการคนนั้นว่าไว้แหละครับ... 

ศัตรูในเกมส่วนใหญ่จะเป็นสิงสาราสัตว์ รู้สึกตื่นเต้นที่ทุกครั้งที่มีเสียงเพลงดังขึ้น เพราะแสดงว่าศัตรูปรากฏตัวแล้ว มีหลายครั้งต้องตกใจพอๆกับเกมสยองขวัญ แล้วตอนที่ไม่มีศัตรู ฉากจะค่อนข้างเงียบๆ ทำให้รู้สึกวังเวง กลายเป็นบรรยากาศกดดันเราได้ดีทีเดียว

เกมมีช่วงที่คลาสสิคอยู่หลายครั้ง หนึ่งในนั้นคือตอนสู้กับ T-Rex! แม่เจ้าโว้ย~ สมัยนั้นนับว่าอลังการมาก! ลาร่า ครอฟท์ VS ไดโนเสาร์! ตอนนั้นผมไม่รู้เลยว่าควรจะต้องปราบยังไง แล้วก็ตายอยู่บ่อยครั้งเหมือนกันกว่าจะรู้วิธีโค่นง่ายๆ (ยอมรับว่าไม่เก่งเอง) แล้วผมก็ตกใจกับจระเข้ของเกมนี้มาก ทุกครั้งที่ผมกระโดดลงน้ำ จะลุ้นตลอดว่ามีตุ้งเข้โผล่มามั้ย เพราะตัวของมันแทบจะกลืนกับฉาก ทำให้มองจากผิวน้ำไม่เห็นว่ามีหรือไม่มี บางทีต้องกระโดดลงน้ำไปล่อ แล้วก็รีบปีนขึ้นด้วยความตื่นเต้น โอ... สุดยอดจริงๆให้ตาย

ผมรักเกมนี้เป็นบ้า!!


(เมื่อก่อนฉากสู้กับ T-Rex เล่นเอาหัวใจแทบวาย ตื่นเต้นจนตัวโก่ง!)


(น้ำแบบนี้แหละมีไอ้เขี้ยม! ดูยากพอสมควร ต้องสังเกตการขยับปืนของลาร่าที่เล็งแบบอัตโนมัติเอา)


Tomb Raider II (1997) : จบแบบขี้โกง


(ภาค 2 ดูงามขึ้นมาหน่อย มีเปลี่ยนชุดระหว่างดำเนินเรื่องครั้งแรก)

สารภาพว่าตอนเล่นภาคสอง ผมเล่นเวอร์ชั่นที่ตัดมูวีออก เลยไม่ค่อยได้รู้เรื่องเท่าไหร่ มาอ่านเอาในเนททีหลังว่าลาร่าต้องตามหา “มีดแห่งซีอาน” ที่ว่ากันว่าจักรพรรดิในโบราณเอามีดเสียบหัวใจตัวเอง แล้วได้พลังแห่งมังกรมาครอบครอง ก่อนที่พระธิเบตจะดึงมันออกมา และเอามีดไปเก็บไว้ที่กำแพงเมืองจีน... เข้าอีหรอบเดิมคือมีคนร้ายต้องการมัน 

ระหว่างเล่น ผมก็ดันไปเจอสูตร “ข้ามฉาก” เข้า พอเจอฉากยากๆเล่นไม่ค่อยผ่าน ก็ข้ามฉากมันซะเลย ฮ่าๆๆๆ เฮ้อ... แต่ก็จบน่ะนะ (แบบขี้โกง) ถึงจะไม่ใช่สูตร “ข้ามฉาก” ก็ใช้สูตร “อาวุธครบทุกอย่าง” น่ะนะ ฮ่าๆๆๆ!!! แต่ผมสาบานได้ว่าเป็นแค่ภาคเดียวที่ใช้สูตรขี้โกง!!! 

ภาคนี้ลาร่ามีการเคลื่อนไหวมากกว่าภาคแรกนิดหน่อย มีพาหนะให้ขี่ บรรยากาศในเกมก็เหมือนกับภาคแรก ต่างที่มีศัตรูที่เป็นคนโผล่ออกมายิงเราด้วย และมีฉากที่ต้องไปผจญภัยนอกเหนือจากสุสานหรือวิหารโบราณ อย่างเวนิส ประเทศอิตาลี หรือเรือดำน้ำที่อยู่ใต้ทะเลลึก เป็นต้น อารมณ์คล้ายๆกับ Indiana Jones บางภาคนั่นแหละ


(ขับเรือไขปริศนา เมื่อก่อนนับว่าเป็นพัฒนาการที่น่าตื่นเต้นมาก)

ถึงจะขี้โกงแต่ก็เล่นเองอยู่หลายฉาก ดังนั้นจึงบอกได้เลยว่าผมชอบฉากต่อสู้กับบอสที่กลายร่างเป็นมังกร เราฆ่าตรงๆไม่ได้ ต้องหาวิธียิงแล้วดึงมีดออกมา คลาสสิคดีครับ! จากนั้นก็ปิดฉากด้วยการมีศัตรูตามมาบุกคฤหาสน์ของลาร่า

อ้อ ทุกวันนี้ ภาค 2 ยังขายดีที่สุดในบรรดาทุกภาคครับ


(ลาร่าตะลุยกำแพงเมืองจีน ภาคนี้ได้เห็นวิวทิวทัศน์ภายนอกเป็นครั้งแรก เพราะภาคแรกจะอยู่ในสุสานหรือวิหารมืดๆอย่างเดียว)


(กราฟฟิคดีขึ้น เห็นหางเปียยาวๆของลาร่า และกับดักก็เหมือนจะโหดขึ้นกว่าภาคแรกด้วยนะ)


Tomb Raider III : Adventures of Lara Croft (1998) : เล่นตอนต้นไปได้หน่อยเดียว

ผมไม่ได้เล่นเต็มๆ เลยบอกไม่ได้ แต่ดูจากคลิปวีดีโอใน Youtube แล้ว ก็คล้ายๆกับภาคสองนะ เห็นว่าบางคนก็ชอบเกมภาคนี้มากที่สุด เนื้อหาคือลาร่าต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับพลังลึกลับจากเศษอุกกาบาตที่ตกในแอนตาร์กติก้า  ส่วนฝ่ายศัตรูคือคนของบริษัท RX Tech ซึ่งทายสิว่าต้องการเอาเศษอุกกาบาตไปทำอะไร? เดากันได้อยู่แล้ว (คงไม่เอาไปทำแซนด์วิชหรอก!)


(เท่าที่เคยเล่น เปิดฉากแรกมาที่อินเดีย กับดักตอนสไลด์แรกเริ่มตายบ่อยมาก... รู้ว่าผมมันห่วยเอง)


(เห็นว่าภาคนี้มีไปบุกสถานที่อย่าง Area 51 ด้วย...)


Tomb Raider : The Last Revelation (1999) : จบสองรอบ


(ลาร่าภาคนี้ดูสวยขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะ เริ่มจะเหลี่ยมน้อยลง หน้าอกหน้าใจก็ดูนูนขึ้น...)

ผมสงสารลาร่าภาคนี้ครับ!

เธอต้องลุยแบบแทบจะ Non-stop แบบข้ามวันข้ามคืน ไม่ได้หลับไม่ได้นอน คือทุกภาคลาร่า ครอฟท์ยังมีโอกาสได้พักผ่อนบ้าง อย่างน้อยก็ในขณะเดินทาง แต่นี่คือตลอดการเดินทางต้องต่อสู้ตลอด ออกจากวิหารก็ขับรถ จากขับรถก็ไปสู้ต่อบนรถไฟ จนตอนกลางเกมเธอดูอ่อนล้าเหมือนอยากจะพักผ่อนบ้าง แต่ก็ไม่ได้พัก แล้วก็ต้องตะลุยต่อจนถึงเช้าของอีกวัน! เหนื่อยว่ะ เหนื่อยแทนเลย

ศัตรูภาคนี้เป็นระดับเทพเจ้าที่ชื่อ Seth เลยทีเดียว! คือลาร่าตามหา “เครื่องรางแห่งเทพฮอรัส” ก่อนที่จะรู้ว่ามันเป็นกุญแจสู่การปลดปล่อยเทพเจ้าแห่งความมืด ตอนนั้นเองที่ลาร่าต้องเจอกับทหารรับจ้างที่ศาสตราจารย์เวิร์นเนอร์ วอน ครอย อาจารย์สมัยเด็กของเธอส่งมา วอน ครอยต้องการเครื่องรางนั่น ลาร่าจึงต้องหาทางหยุดยั้งก่อนจะสายเกินไป แต่ก็ล้มเหลว... Seth ถูกปลดปล่อยออกมาเพื่อจะพาโลกไปสู่ยุคมืดจนได้!   


(ลาร่าตามล่า "เครื่องรางแห่งฮอรัส" และได้รู้ความจริงว่ามันใช้กักขังเทพเจ้า Seth ผู้ดำมืด ภารกิจจึงหนักหน่วงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา)


(วอน ครอย อาจารย์ของลาร่าผู้สอนให้เธอบุกสุสาน และก็เป็นจะฝังลาร่าเสียเอง?)

เกมค่อนข้างจะมืดหม่นในด้านเนื้อหาสำหรับผม มันกดดันตลอดทั้งเกม ยิ่งใกล้จบเกม ตัวร้ายก็ยิ่งทรงอำนาจมากขึ้น ตัวผมเองก็ยิ่งรู้สึกกดดันมากขึ้น

และเป็นภาคที่ทำร้ายจิตใจแฟนลาร่า... เธอถูกฝังอยู่ในสุสานตอนจบครับ!


(ลาร่าห้อตะบึงเพื่อแข่งกับเวลา ก่อนที่หายนะจะลุกลามสู่ทั่วโลก!)


Tomb Raider Chronicles (2000) : จบสองหรือสามรอบนี่แหละ 


(เปิดเกมด้วยมูวีแห่งความเศร้าสร้อย...)

เป็นภาคปิดฉากความดังของลาร่า ครอฟท์สำหรับเวอร์ชั่น PS1 มาถึงตรงนี้เกม Tomb Raider เริ่มจำเจ แฟนๆเริ่มเบื่อเพราะเล่นออกเกม Tomb Raider กันทุกปี แล้วก็ต้องเจอกับระบบเดิมๆมาตลอด

ภาคนี้ลาร่า... เธอยัง “ตาย” อยู่ครับ คนรับใช้กับบรรดาคนสนิทก็จะมาเล่าเรื่องของเธอในแต่ละแง่มุม มีตั้งแต่ตอนที่เธอเริ่มผจญภัยในยุคแรกๆ (ยังเอ๊าะๆ ทำผมแกละสองข้าง โมเอ้ซะไม่มี) จนกระทั่งถึงยุคหลังๆก่อนจะไปถูกฝังที่อียิปต์ ตัวเกมเป็นภารกิจสั้นๆคือมีทั้งที่เป็นสุสาน เรือดำน้ำ ฯลฯ เรียกว่าหลังจากเจอเรื่องหนักๆมาจาก The Last Revelation ภาคนี้ก็เบาไปเลย มีฉากที่ลาร่าได้โชว์ความเซ็กซี่ขี้เล่นของตัวเองมากมาย ใครชอบแบบขำๆ ก็คงจะชอบภาคนี้แหละครับ


(ด่านนี้เป็นปฏิบัติการไฮเทคทั้งด่าน ลาร่าแต่งชุดแบบตามสมัยนิยมคือ ชุดหนังรัดรูปสีดำ ใส่แว่นตาดำ เหมือน Matrix)

ผมชอบด่านในไอร์แลนด์ตอนลาร่ายังเป็นเด็กวัยรุ่น ไม่มีปืนไปสู้กับศัตรูเพราะยังเป็นเด็ก และต้องเผชิญหน้ากับบรรดาภูตผีในตำนาน! (อารมณ์เหมือนเล่นเกมสยองขวัญดีครับ)

แถมนิดนึง ลาร่าเวอร์ชั่นเด็กได้โผล่ครั้งแรกที่ภาค The Last Revelation ภาคนี้ก็เอาโมเดลเก่ามาใช้เพิ่มอีกหน่อย

อ้อ เกมจบแบบให้เห็นความหวังแวบๆว่าลาร่าอาจจะรอด ซึ่งเกมภาคถัดมาคือตัวคอนเฟิร์มเรื่องนั้น


(ลาร่าแบบโมเอ้ สมัยยังไม่ใช้ปืนสู้ ออกครั้งแรกภาค The Last Revelation แล้วก็เอากลับมาใช้ใหม่ในภาคนี้)


(ชอบด่านไอร์แลนด์เพราะมันเหมือนเกมสยองขวัญนี่แหละ)


Tomb Raider : The Angel of Darkness (2003) : เล่นไม่จบสักรอบ


(ลาร่าฟื้นขึ้นมาด้วยโทนดำมืดกว่าเดิม ชุดอิงจาก Lara Croft : Tomb Raider ที่แองเจลีน่า โจลี่เล่น คือเป็นสีดำ)

นี่คือการปิดฉาก Tomb Raider แท้จริง บริษัท Core Design ที่สร้างเกมนี้มาตั้งแต่ภาคแรกพยายามเข็นลาร่าให้เกิดในทิศทางใหม่ๆ เพราะตอนนั้นมีเวอร์ชั่นภาพยนตร์ที่แองเจลีน่า โจลี่เล่นเป็นลาร่า ครอฟท์ออกฉายและประสบความสำเร็จด้านรายได้ด้วย

เนื้อเรื่องน่าสนใจมาก ภาคนี้มีฉากเปิดเรื่องที่แข็งแรงที่สุดในบรรดาเกม Tomb Raider ทั้งหมด (ในความเห็นผมนะ) คือเปิดฉากที่ศาสตราจารย์วอน ครอย ตัวต้นเหตุที่ทำให้ลาร่าถูกฝังในภาค The Last Revelation ถูกฆาตกรรม และผู้ต้องสงสัยก็คือลาร่า เธอจึงต้องค้นหาความจริงของเรื่องทั้งหมด ฉากมูวีต้นเรื่องเจ๋งมากทั้งโทนภาพ มุมกล้อง การตัดต่อ และเพลงประกอบ เหมือนหนังฆาตกรรมลึกลับ ก่อนจะตามด้วยฉากที่เราต้องหนีตำรวจ 

แต่ตัวเกมไม่เวิร์คอย่างแรก เสน่ห์ความเป็น Tomb Raider หายไปหมด ลาร่าไม่ได้ไปบุกสุสานอะไรมากมาย ส่วนใหญ่จะวิ่งในเมืองหรือไม่ก็พิพิธภัณฑ์ ที่สำคัญคือระบบการควบคุมก็แย่ เดินก็ช้า กระโดดก็ลำบาก มุมกล้องก็ไม่ไหวเลย จังหวะเกมก็อืด ไม่ได้แอ็กชั่นอย่างเดียวแล้วด้วย แต่มีฉากที่ให้เราต้องเลือกคำพูดเหมือนเกม Adventure แบบ Point & Click น่าเบื่อมาก เนื้อเรื่องน่าสนใจ แต่เกมเพลย์ไม่ไหว ถ้าเทียบกับเกมในยุคเดียวกันอย่าง Prince of Persia : The Sands of Time ยิ่งแล้วใหญ่ ทั้งที่ Prince of Persia ก็ได้อิทธิพลจาก Tomb Raider ด้วยแท้ๆ... 

ผมยอมแพ้ดีกว่า... ลาก่อน ลาร่าของผม


(หนีการตามล่าตำรวจ ช่วงแรกๆจะอยู่ในเมืองซะเยอะ)


(ภาคนี้ใช้มีระบบ Stealth และต่อสู้ด้วยมือเท้า แต่ไม่เวิร์กสักอย่าง)


(มีตัวละคร "ตัวผู้" มาสร้างมุมโรแมนติกให้กับลาร่า แล้วรู้สึกว่าเราจะได้เล่นเป็นมันด้วย... เอิ่ม... ตูจะเล่นลาร่าเฟ้ย)


Tomb Raider Legend (2006) : จบสองรอบ


(ลาร่ากลับมาอย่างโฉบเฉี่ยวไฉไล และอุปกรณ์ที่ทำให้ห้อยโหนได้ดีกว่าภาคใดๆที่ผ่านมา)

มีการเปลี่ยนมือผู้ผลิตจาก Core มาเป็น Crystal Dynamic ลาร่า ครอฟท์ได้ถูกปลุกชีวิตขึ้นมาอีกครั้งด้วยการรีบูท มีการเอาส่วนดีของเกมภาคแรกๆและองค์ประกอบจากในเวอร์ชั่นหนังของแองเจลีน่า โจลี่มาผสมกัน ภาคนี้บุคลิกของลาร่าดูจะแตกต่างไปจากภาคก่อนๆหน้านี้หน่อย พลังของเทคโนโลยีก็ทำให้เธอมีรูปร่างเซ็กซี่กว่าเดิมและหน่วยก้านพร้อมบู๊มากขึ้น แล้วก็มีอุปกรณ์เทคโนโลยีมากกว่าแต่ก่อน (ตามแบบในหนัง) เสริมด้วยเกมเพลย์ที่เข้ากับยุคสมัย ทำให้การควบคุมลาร่าลื่นไหล แล้วก็เต็มไปด้วยการเคลื่อนไหวอ่อนช้อยดุจนักยิมนาสติก!!


(ระบบการปีนป่ายไหลลื่นกว่าเดิม)

ปูมหลังของลาร่ามีเปลี่ยนใหม่โดยอิงจากเวอร์ชั่นหนัง คือจากที่ลาร่าเคยเป็นขบถต่อพ่อแม่ซึ่งเป็นผู้ดีชาวอังกฤษ ก็กลายเป็นลูกติดพ่อแทน แล้วยังเสริมประเด็นเรื่องที่ลาร่ากับแม่รอดจากเครื่องบินตกที่ภูเขาหิมาลัย ตัวลาร่าไปแตะต้องดาบโบราณที่ติดศิลาเดอิสจนไปเปิดประตูมิติเข้าให้ ผลลัพธ์คือแม่ของเธอหายสาบสูญไป หลายปีต่อมา พอเติบใหญ่ขึ้นลาร่าก็กลับมาค้นหาความจริงของเรื่องนี้อีกครั้ง

เนื้อเรื่องน่าสนใจดีครับ มีตัวละครที่เป็นคู่ยูริ... เอ๊ย อดีตเพื่อนซี้ที่กลายมาเป็นคู่แข่งของลาร่าปรากฏตัวออกมาด้วย นั่นคือ “อแมนด้า อีเวิร์ท” 


(คู่ยูริ????)

แต่ประเด็นที่ผมไม่ชอบคือ 

1) อารมณ์แบบการบุกสุสานที่เงียบเหงา วังเวง ตื่นเต้นเหมือนภาคแรกๆได้หายไป กลายเป็นแอ็กชั่น แอ็กชั่น แล้วก็แอ็กชั่น การไขปริศนาก็ค่อนข้างน้อยด้วย

2) Quick Time Event ที่ให้กดนู่นนี่นั่นตามที่บอก เล่นเอาเซ็ง บางอย่างให้เรากระโดดเองก็ได้นะ ไม่เห็นต้องมาขึ้นให้กดปุ่มให้เสียอารมณ์เลย 

3)ข้อเสียของทีม Crystal Dynamic คือ เนื้อหาจับแพะชนแกะได้แย่มาก ไม่ค่อยเนียนเหมือน Core Design เอาดาบเอ็กซ์คาลิเบอร์ของกษัตริย์อาเธอร์โยงกับหิมาลัยและที่อื่นๆ อย่างไร้เหตุผล จำได้มั้ยครับ? Tomb Raider ภาคแรกอาจจะอิงทฤษฎีที่จับแพะชนแกะเหมือนกัน แต่มันก็มีเหตุผลของมันอยู่ คือดูจากร่องรอยอารยธรรมหลายๆอย่างที่เหมือนกันแล้วจับมาโยงเข้าด้วยกัน ใส่เหตุผลที่ทำให้วัตถุโบราณต้องถูกผนึกและติดตั้งกับดักไว้มากมาย แต่ขอโทษครับ ภาคนี้ “มันมั่วเหมือนภาคหนังนั่นแหละ” เซ็งเว้ย!

แต่โดยรวม ผมก็แฮปปี้พอสมควรนะ (ไม่งั้นไม่จบตั้งสองรอบหรอก) 



(แอ็กชั่นทำได้ไหลลื่นดีอยู่หรอกนะ เล่นแล้วเพลินใช้ได้)


Tomb Raider Anniversary (2007) : ไม่จบสักรอบ

ผมลืมภาคนี้ไปทุกที มันเหมือนไร้ตัวตน ผมรักลาร่า ครอฟท์ รัก Tomb Raider ภาคแรก แต่คำถามผมคือ... ผมจะต้องเล่นภาครีเมคของ Tomb Raider ภาคแรกไปทำไมวะ!? 

คือระบบของ Crystal Dynamic ทำให้เกมเพลย์ไหลลื่นกว่าสมัยก่อนก็จริง ลาร่างดงามขึ้นกว่าสมัยก่อนก็จริง แต่บรรยากาศเก่าๆน่ะ เทียบกันแล้วมันเจ๋งกว่าเยอะ เนื้อเรื่องก็เนื้อเรื่องเดียวกัน (ปรับเปลี่ยนอะไรหน่อย) ฉากก็คล้ายๆกัน แต่ของเก่ามัน “กดดัน” กว่า แฟนลาร่าหลายคนชอบก็เพราะ “มันได้กลับไปสำรวจสุสานแบบภาคแรก” แต่ก็เท่านั้น... ผมเลยเล่นไม่จบ



(ฉากเดียวกับ Tomb Raider ภาคแรก แต่ทำให้สวยขึ้น... แอ็กชั่นลื่นไหลขึ้น... แต่... ผมเฉยๆจนขี้เกียจเล่นต่อ แต่แฟนๆ Tomb Raider เขาก็เหมือนจะชอบกันนะ)


Tomb Raider Underworld (2008) : จบรอบเดียว


(ลาร่ากับภารกิจ "แม่กรูอยู่ไหน!?" แม้เป็นนรกก็จะตามไป!)

โอ้... ผมควรจะว่ายังไงดี ใจหนึ่งก็ชอบ อีกใจหนึ่งก็ไม่ชอบ เล่นจบแล้วก็โอเค แต่ไม่ได้อยากจะกลับไปเล่นใหม่ เนื้อเรื่องเหมือนจะน่าสนใจ มันต่อจากภาค Legend คือลาร่าตั้งใจตามหา “อวาลอน (Avalon)” เพราะเชื่อว่าแม่ของเธอจะอยู่ที่นั่น เกมเพลย์ก็มีอะไรหลากหลายขึ้น ตัวเกมเปิดกว้างให้เราได้สำรวจคล้ายๆกับเกมภาคแรกๆ ลาร่าได้กลับไปขุดสุสานแบบภาคแรกๆ (โดยไม่ต้องรีเมคเหมือน Anniversary) 

ผมชอบความใหญ่ของฉาก ทำได้อลังการมาก แล้วตอนท้ายก็บ้าพลังดี มีใช้ค้อน Thor (เมียวนีร์) กวาดศัตรูเป็นแถบไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ประหลาด สะใจเป็นบ้า แล้วฉากสู้กับบอสก็สร้างสรรค์ใช้ได้ ไม่ได้สู้ตรงๆ แต่ใช้วิธีปีนป่ายเพื่อหยุดยั้งแผนการผู้ร้ายเอา อ้อ ภาคนี้คู่ยูริ... ไม่ใช่ หมายถึง... อแมนด้า เธอมีบทบาทที่เท่เอาเรื่องเลยทีเดียว


(ลาร่าใช้ค้อนของ Thor ไล่ฟาดศัตรู!)


(คู่ยูริ... เอ๊ย อดีตเพื่อนซี้กลับมาเท่กว่าภาค Legend)

ที่สำคัญ! ลาร่าโชว์เรียวขาและบั้นท้ายอันงดงามในชุดว่ายน้ำรัดรูป! โอ้ว!... เอ่อ ไม่ได้หื่นอะไรหรอกนะ แค่สีสันให้หัวจิตหัวใจมันชุ่มช่ำก็เท่านั้น! (หงิหงิหงิ)

แต่ว่า... 1) มุมกล้องปวดหัวมาก โดยเฉพาะตอนขับมอเตอร์ไซค์ กล้องเขย่าจนจะอ้วก แถมมุมกล้องยังทำให้กระโดดลำบากอีก
2) เป็นการจับแพะชนแกะที่ไม่ไหวเอามากๆ การรีเสิร์ชข้อมูลห่วยมาก ไร้จุดอ้างอิงทั้งหลักฐานโบราณคดีและตำนาน ไม่เหมือนกับภาคแรกๆ คือคิดจะโยงก็โยงกันอย่างไร้เหตุผล 

คิดดู ลาร่ามาประเทศไทย แต่วิหารนี่ยังกับอารยธรรมเขมรประมาณนครวัด อันนี้ยังพอหยวนให้ได้ ถือว่าเป็นวิหารลับที่ได้อิทธิพลจากเขมรมาแบบทั้งดุ้นเลยละกัน แต่ที่รับไม่ได้คือ ใต้วิหารดันมี “วิหารของ Thor เทพเจ้ายุโรปเหนืออยู่ด้วย”... ฮ่วย! นี่มันโยงเรื่องกันมั่วๆเลยนี่หว่า มายังไงกันละเนี่ย!? วิหารในไทย > Thor (ยุโรปเหนือ) > Avalon (อังกฤษ) บ้าไปแล้ว!

ภาคนี้ก็เป็นการปิดยุค Tomb Raider อีกหนึ่งยุค เพราะรายได้ไม่เข้าเป้า 

ลาก่อนอีกหนึ่งยุค... ลาร่าของผม


(ฉากขี่มอเตอร์ไซค์กล้องเขย่าซะจนอยากอ้วก)


(ไม่เคยเห็นแบบนี้ในไทยนะ... แต่ยังดีกว่าไอ้การมีวิหาร Thor อยู่ข้างใต้วิหารของไทย!)


Tomb Raider (2013) : สองรอบ


(ลาร่ากลับมาวิ่งจ้ำบึ้ดแบบซีรีส์ Lost คือดูจริงจังกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา)

แม่เจ้า! ลาร่ากลับมาคราวนี้เรียกว่า “ยกเครื่อง” ใหม่กันเลยดีกว่า ไม่เหลือเค้าลาร่าเดิม จนไม่แปลกใจที่แฟน Tomb Raider บางคนจะไม่ชอบ แต่ยังไง นี่ก็เป็นเกมภาคที่ผมชอบระดับต้นๆเลยนะ!

เกมภาคนี้เหมือนเป็นซีรีส์ Lost มากกว่าจะเป็น Tomb Raider เจอพายุจนติดเกาะเหมือนกัน ออกจากเกาะไม่ได้เหมือนกัน เจอกลุ่มคนที่มาติดเกาะก่อนหน้านี้แล้วเป็นผู้ร้ายของเรื่องเหมือนกัน ตัวเอกต้องเอาชีวิตรอดเหมือนกัน มีเรื่องลึกลับเหนือธรรมชาติเหมือนกัน ฯลฯ แถมตัวลาร่ายังได้รับดีไซน์ใหม่ ให้กลายเป็นเหมือน “เคท ออสติน” ในซีรีส์ Lost มากกว่าจะเป็นอินเดียน่า โจนส์หรือเจมส์บอนด์เวอร์ชั่นผู้หญิงอีกต่างหาก 

โทนของเกมภาคนี้มีความจริงจังมากขึ้น โหดร้ายมากขึ้น ลาร่าต้องล้มลุกคุกคลานชนิดที่เรียกว่า ถ้าเป็นคนจริงๆคงตายไปตั้งแต่ช่วงแรกๆแล้ว แต่ผมชอบ ไม่ใช่ชอบเพราะซาดิสม์หรือชอบความโหดร้าย แต่ชอบที่เรื่องราวของลาร่าภาคนี้มันน่าสนใจ 


(เอาตัวรอดกันสุดๆ ทั้งหมาป่าทั้งคน!)

มันเป็นจุดกำเนิดของตัวละครอันโด่งดัง เป็นการเล่าเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่งที่ต้องสู้เอาตัวรอด จนกระทั่งจะกลายมาเป็นนักทะลวงสุสานระดับเทพในภายหลัง เธอไม่เคยเจอเรื่องเหนือธรรมชาติมาก่อนและครั้งนี้เป็นครั้งแรก แล้วภาคนี้ลาร่าก็ไม่ได้เดินทางไปนู่นมานี่ทั่วโลกเหมือนภาคอื่นๆ ติดอยู่แค่เกาะๆเดียว อารยธรรมก็เป็นของญี่ปุ่นโบราณแบบเดียว ผมเลยค่อนข้างจะแฮปปี้ เพราะทีม Crystal Dynamic ห่วยในเรื่องการจับแพะชนแกะข้อมูลทางโบราณคดีหรือตำนานเอามากๆ


(ตอนแรกยังอ่อนแอ เลยใช้วิธีลอบยิงปักกะบาล... ก็ว่าโหดแล้วนะ)


(อัพเกรดกลายเป็นเจ๊โหด ยิงแม่มเลย!)

ระบบเกมก็ไหลลื่น การต่อสู้กับทำได้ดีชนิดที่เรียกว่าไม่มี Tomb Raider ภาคไหนต่อสู้ได้สนุกเท่านี้มาก่อน ลาร่าอาจจะไม่ได้บุกสุสานอย่างที่แฟนๆบ่นกัน ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับวิหารหรืออะไรมากมายเหมือนกับภาคก่อนๆ ความเป็น Tomb Raider เลยอาจจะหายไปบ้าง แต่... มันก็ทดแทนด้วยการให้เราได้สำรวจเพื่อเก็บสะสมอะไรเล็กๆน้อยๆระหว่างเกม ทำให้เราอัพเกรดอาวุธหรือทักษะของลาร่า เรียกว่าขโมยเทรนด์ของเกมยุคใหม่มาใช้ได้เป็นประโยชน์มาก (แหม เกมอื่นๆก็เอาอะไรหลายอย่างจาก Tomb Raider ภาคแรกๆไปเหมือนกันนี่)


(ระบบ Stealth ทำดีกว่าทุกภาคที่ผ่านๆมา... ทำให้เจ๊แกดูโหดขึ้นเยอะนะ...)

ผมยังไม่ค่อยชอบ Quick Time Event ที่ต้องกดปุ่มตามจังหวะบางอย่างเหมือนเดิม เซ็งทุกครั้งที่เจอ แต่ก็ยังดีกว่าภาค Legend ละนะ


(ระเบิดตูมตามอย่างกับหนังไมเคิล เบย์! ลาร่ากลายเป็น "อีสาวดินระเบิด ไปที่ไหนพังที่นั่น!!)


Rise of the Tomb Raider (2015)

ไม่รู้ว่าผมจะได้เล่นหรือเปล่า แต่อยากเล่นนะ อยากเล่นจริงๆ ผมอยากรู้ว่าทีมนี้จะพัฒนาลาร่าเวอร์ชั่นใหม่ยังไงต่อ อยากรู้ว่าจะหาวิธีทำให้มันดีกว่าภาคปี 2013 ได้หรือเปล่า อยากเล่นจริงๆให้ตายเหอะ! 


(ไม่มีเครื่องเล่นอ่า... ฮือ)



Create Date : 08 มกราคม 2558
Last Update : 8 มกราคม 2558 23:24:41 น.
Counter : 5060 Pageviews.

2 comments
  
Rise of the tomb raider ผมเล่นใน PC เเล้วครับ พอเล่นจบปัป เเบบรักเลย ชอบ ลาร่ามั๊กๆ
โดย: AmiAmi IP: 192.99.14.34 วันที่: 19 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา:16:53:03 น.
  
เป็นเกมในดวงใจวัยเด็กเลย
โดย: mimi IP: 171.96.172.142 วันที่: 19 เมษายน 2559 เวลา:18:42:45 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

หมาหัวโจก
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 18 คน [?]



All Blog