บทเรียนยาม Batman สะอื้นไห้ (Batman V.6 Graveyard Shift)
พูดกันอย่างไม่อายว่าแบทแมนคือฮีโร่ที่มอบแรงบันดาลใจให้กับผม

เขาคือคนธรรมดาที่เปลี่ยนความขมขื่น ความทุกข์นานานับประการให้กลายเป็นความแข็งแกร่ง

ทุกครั้งที่ผมรู้สึกท้อแท้ พอตั้งสติได้บ้างผมจะนึกถึงสิ่งที่แบทแมนเป็น 

หดหู่ท้อแท้ได้ ล้มแล้วล้มอีกได้ แต่เมื่อถึงเวลาก็แค่เอาสิ่งเหล่านั้นมาแปรเปลี่ยนให้เป็นพลัง แล้วทำให้กลายเป็นคนที่ดีกว่าเดิม!

นี่คือหัวใจของแบทแมน นักสู้ผู้ขมขื่น เปี่ยมด้วยอุดมการณ์และความมุ่งมั่น 


แบทแมนเป็นตัวละครโศกนาฏกรรมโดยแท้ ราวกับโชคชะตากำหนดมาให้เป็นแบบนั้น "ตั้งแต่ก่อนจะเกิดเสียอีก" 

เขาสูญเสียพ่อแม่ตั้งแต่เด็ก ต้องทนทุกข์ทรมานมาโดยตลอด โดยมีอัลเฟรด คนรับใช้มาคอยเป็นแรงสนับสนุนอยู่ข้างๆ พอกลายเป็นแบทแมน ก็ต้องมาสูญเสียคู่หู สูญเสียคนรัก หลังหักจนนั่งรถเข็นเป็นเดือนๆ ฯลฯ อีกสารพัด รวมถึงสูญเสียลูกชายของตัวเองด้วย!

ดาเมียน เวย์นคือลูกชายของบรูซ เวย์น ที่ถูกให้กำเนิดโดยการเอาสเปิร์มของบรูซมาผสมกับรังไข่ของทาเลีย ลูกสาวของราซ อาลกูล ผู้นำ League of Assassins แค่ต้นกำเนิดก็ผิดปกติแล้ว การเลี้ยงดูลูกของทาเลียก็เข้าขั้นเสียสติ ดาเมียนถูกฝึกให้เป็นนักฆ่าชั้นยอดมาตั้งแต่เกิด หวังจะให้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการใหญ่

เพราะถูกแม่ฝึกมา จึงไม่แปลกที่ดาเมียนจะ "เกรียนแตก" เป็นตัวละครที่หลายๆคนไม่ชอบขี้หน้ามาตั้งแต่ตอนเปิดตัวครั้งแรก






แต่หลังจากเวลาผ่านไป ดาเมียนเกิดการ "พัฒนาทางด้านตัวละคร" เขาได้เป็นส่วนหนึ่งของ "Bat Family" เป็นโรบินคนใหม่ที่ต้องร่วมงานกับพ่อตัวเอง ได้ซึมซับอุดมการณ์ของพ่อผ่านการกระทำของแบทแมน และดิค เกรย์สัน อดีตโรบินคนแรกที่ผันไปเป็นไนท์วิง

กระนั้นดาเมียนก็ยังเป็นตัวละครที่ซับซ้อน ติดอยู่ตรงกลางระหว่างอุดมการณ์ของพ่อและสิ่งที่แม่เคยอบรมมา เขาอยากให้ทั้งคู่ยอมรับ โดยเฉพาะพ่อ แต่นั่นกลับทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกย่ำแย่อยู่หลายครั้ง




แบทแมนเคยสูญเสียคู่หูมาก่อน คือเจสัน ทอดด์ โรบินคนที่สอง (ต่อจากดิค เกรย์สัน) จึงไม่น่าแปลกใจที่แบทแมนจะเข้มงวดกับดาเมียน ส่วนดาเมียนก็อยากจะพิสูจน์แนวทางของตัวเองให้พ่อยอมรับ มันเลยไม่ลงตัวกันเสียที

จนกลายเป็นสโลแกนว่าแบทแมนคือ "นักสืบที่ยอดเยี่ยม แต่เป็นพ่อที่ยอดแย่"

ในช่วงเวลาที่แบทแมนทำงานกับลูกตัวเอง หลังเวลาผ่านไปเรื่อยๆ ทั้งคู่เริ่มจะเข้ากันได้บ้างแล้ว มีปัญหาอยู่บ้าง แต่ก็ดีกว่าเดิม

ไม่ทันไร ในเหตุการณ์ Batman Incorporated Vol.2 เล่ม 2 ดาเมียนก็ต้องมาเสียชีวิตด้วยมือลูกสมุนฝ่ายแม่ตัวเอง  






แบทแมนถึงขนาดคลั่งแล้วฉีดเซรุ่ม "แมน-แบท" (เซรุ่มที่เปลี่ยนตัวเองให้เป็นค้างคาวของแท้ ซึ่งเป็นของวายร้ายชื่อ "แมน-แบท")





จึงกลายมาเป็นอีเว้นท์สำคัญสำหรับแบทแมน คือช่วงเวลาที่แบทแมนเกิด "เสียศูนย์" วิ่งพล่านทำภารกิจไม่ยอมหยุด แถมยังหาวิธีชุบชีวิตลูกตัวเองให้กลับฟื้นคืนมาอีก ตามเนื้อหาใน Batman & Robin V.4 : Requiem for Damian

...แบทแมนโทษตัวเองที่ช่วยลูกเอาไว้ไม่ได้







Batman V.6 Graveyard Shift (New 52) เป็นการรวมเหตุการณ์สั้นๆหลายๆตอนของหัวหนังสือ Batman มีหลายส่วนที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกของแบทแมนหลังการตายของดาเมียน



ตอนที่ผมชอบ อ่านแล้วสะเทือนใจ ในขณะเดียวกันก็ได้แง่คิดชวนให้ฮึกเหิมด้วย นั่นคือตอน Resolve

แบทแมนเคยถูกเด็กสาวชื่อฮาร์เปอร์ช่วยเหลือเอาไว้ ฮาร์เปอร์เป็นเด็กเฟี้ยวที่ฉลาดเอาเรื่อง สามารถตามรอยแบทแมนได้ แถมยังใจกล้าบ้าบิ่นอีกด้วย

พ่อของเขาคืออาชญากรที่ถูกแบทแมนจับตัว

ปัจจุบันฮาร์เปอร์อาศัยอยู่กับคัลเลน น้องชายแท้ๆของเธอ


หลังเฝ้าจับตาดูแบทแมนมาพักหนึ่ง ฮาร์เปอร์เห็นชัดเจนว่าแบทแมนเปลี่ยนไป จู่ๆก็เกิดทำงานเป็นบ้าเป็นหลัง ไล่ตามจับโจรเล็กโจรน้อยไม่มีหยุดแม้ตอนกลางวัน จนกระทั่งชุดขาดสะบักสะบอมไปทั้งตัว แต่ก็ยังไม่ยอมหยุด

ฮาร์เปอร์เห็นว่าแบทแมนชักจะไม่ไหวแล้ว หลังๆแม้แต่กับโจรกระจอกก็ยังรับมือลำบาก





ดังนั้นเธอจึงไม่อาจอยู่เฉย ขณะที่แบทแมนต้องรับมือกับวายร้ายที่สร้างหมาพันธุ์โหดขึ้นมา ฮาร์เปอร์ก็โผล่ไปช่วย

กระนั้นกลับถูกแบทแมนตวาดกลับ!






ตรงนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก สิ่งที่แบทแมนพูดในตอนนี้มันสะท้อนถึงความสูญเสียที่ผ่านมา ทั้งเจสัน ทอดด์ (โรบินคนที่สอง) และดาเมียน (โรบินคนที่สี่ตามประวัติศาสตร์ของ New 52) มันได้ทำให้แบทแมนปิดใจตัวเองอีกครั้ง

แต่ฮาร์เปอร์หาได้สนใจเรื่องจะมาเป็นคู่หูของแบทแมนไม่ (ไม่เหมือนกับทิม เดรก อดีตโรบินคนที่สามที่ผันตัวเองไปเป็นเรดโรบิน) เธอต้องการย้ำเตือนว่าแบทแมน "ไม่ใช่แค่ตัวบุคคล" แต่เป็น "มโนคติ" หรือ "แนวความคิด" หรือพูดง่ายๆก็คือ "เป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมือง" นั่นเอง

แต่ถ้าตายไปแบบง่าวๆ แบทแมนก็กลายเป็นแบบนั้นไม่ได้ ดังนั้นฮาร์เปอร์ถึงต้องออกมาเตือนสติเขา





แบทแมนกลับไปอย่างไม่พอใจ แต่วันต่อมา ฮาร์เปอร์ได้ไปหาบรูซ เวย์นเพราะรู้ว่าบรูซ เวย์นคือผู้สนับสนุนแบทแมนอย่างเป็นทางการ (บรูซ เวย์นประกาศออกสื่อเช่นนั้น ฮาร์เปอร์ไม่รู้ว่าบรูซคือแบทแมน) และขอให้บรูซให้ทำอะไรสักอย่างให้ เพื่อตัวแบทแมนเอง

เมื่อได้สติ แบทแมนได้กลับมาพบฮาร์เปอร์อีกครั้ง

นี่คือแก่นของตอนนี้ ฮาร์เปอร์ได้พูดสิ่งที่สะท้านใจผม





เมื่อเวลาที่คนเราตกสู่ห้วงแห่งความมืด หากเรายังคงเข้มแข็งไว้ สักวันจะกลายมาเป็นแสงสว่างสำหรับคนอื่นๆที่เขาต้องการเราได้

มันสะท้านมาก...

นี่คือเหตุผลที่ผมรักหนังสือ Batman และซื้อของแท้เก็บแม้จะเคยอ่านสแกนมาแล้วก็ตาม มันคุ้มค่าที่จะเก็บ และเอามาอ่านในวันหลัง เมื่อวันที่ผมต้องการแรงบันดาลใจ


แบทแมนแข็งแกร่ง 

แต่เบื้องหลังความแข็งแกร่ง คือผ่านความทุกข์ระทมมามากต่อมาก 

ทว่าทุกครั้งที่ผ่านมันมาได้ แบทแมนจะแข็งแกร่งกว่าเดิมมาก หลายๆครั้งแบทแมนลุกขึ้นมาได้ ไม่ใช่เพราะตัวเขาเองตามลำพัง 

แต่เพราะมีคนอื่นๆคอยช่วยเหลือด้วย

ความน่าขนลุกของตอน Resolve คือ แบทแมนได้เป็นสัญลักษณ์ เป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้คนภายในเมือง

แล้วเมื่อวันที่แบทแมน "ร่วงหล่น" คนที่เขาเคยช่วย "ส่องแสงสว่างให้" กลับมาให้แสงสว่างแก่ตัวเขาเอง

มันทำให้เราตระหนักได้ว่า 

การกระทำของเรา อาจกลายมาเป็นสิ่งที่ย้อนกลับมาถึงตัวเราในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง โดยที่เราคาดไม่ถึงก็เป็นได้

ขอเพียงแต่เข้มแข็งไว้เท่านั้น...

มันสะท้านจริงๆ!!





Create Date : 09 พฤษภาคม 2558
Last Update : 9 พฤษภาคม 2558 23:26:20 น.
Counter : 1754 Pageviews.

0 comment
ดิกชันเนอรีภาพ Doctor Who!! คุ้มค่าอยู่นะ!!
*หมายเหตุ : ภาพประกอบอาจไม่ชัด เพราะถ่ายในที่ๆแสงค่อนข้างน้อย จึงขออภัยมา ณ ที่นี้ Smiley

ผมเป็น noob ของซีรีส์ Doctor Who และไล่ดูตั้งแต่ซีซั่นแรกของด็อคเตอร์คนที่ 9  (ปี 2005) จนมาถึงด็อคเตอร์คนที่ 12 (ปัจจุบัน) โดยใช้เวลาปีกว่า รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างเพราะไม่มีซับ ส่วนใหญ่อาศัยเปิดอ่านทำความเข้าใจข้อมูลตาม Wikia เอา


(Smileyกเป็นโฮโลแกรมสามมิติ)


Doctor Who : The Visual Dictionary [Updated and expanded] ของ DK เป็นเหมือนตัวช่วยที่ทำให้ผมเข้าใจจักรวาลหรือเรื่องบางเรื่องที่ฟังภาษาอังกฤษแบบคนอังกฤษไม่ออกได้เป็นอย่างดี จริงๆดิกชันเนอรีภาพของ Doctor Who เคยมีออกมาแล้วตอนด็อคเตอร์คนที่ 11 แต่พอมีด็อคเตอร์คนที่ 12 ทาง DK ก็มีการปรับปรุงภาพและเนื้อหามาหลอกขายแฟน... เอ๊ย มาช่วยแนะนำจักรวาลของด็อคเตอร์ให้กับคนรุ่นใหม่ได้รู้จักกันมากขึ้น


(Smileyขยับมุมแล้วจะมีด็อคเตอร์คนที่ 12 โผล่ออกมา)


แต่ในความเห็นของผม... หนังสือเล่มนี้เหมาะกับคนที่เคยดูซีรีส์ Doctor Who มาแล้วมากกว่า เพราะหนังสือเล่มนี้ก็เป็นไปตามหนังสือของ DK ทั่วไป  นั่นคือข้อมูลจะละเอียดเพียงแค่ระดับหนึ่ง เน้นภาพเสียเยอะ คนไม่ได้ดู Doctor Who ถ้าแค่ต้องการจะอ่านแค่เอาข้อมูลเฉยๆไม่คิดจะดู ก็คงงงๆอยู่เหมือนกัน (พี่ที่ออฟฟิศผมก็คนหนึ่งที่เป็นแบบนั้น)


(Smileyปกหลัง)


และน่าเสียดายที่ตัวหนังสือไม่ได้แนะนำ Doctor Who เวอร์ชั่นคลาสสิค คือด็อคเตอร์ตั้งแต่ 1-8 เอาไว้ด้วย เรียกว่าถ้าจะเก็บรายละเอียดกันจริงๆ ก็คงต้องซื้อหนังสือเกี่ยวกับ Doctor Who เพิ่มเติมนั่นแหละ!!


(Smileyภายในเล่ม มีเปลี่ยนรูปภาพเป็นด็อคเตอร์คนที่ 12)


เนื้อหาโดยหลักแล้วคือเรียงลำดับตามกรุ๊ปและความสำคัญของตัวละคร เช่น ด็อคเตอร์ยังไงก็ต้องมาก่อนคลาร่า และคลาร่าก็ต้องมาก่อนนางเอก (มั้ง) คนเก่าๆ เพราะเธอคือคนล่าสุด

นอกจากนั้นก็มีวิเคราะห์ถึงปมของด็อคเตอร์คนที่ 12 กับคลาร่า ซึ่งแฟนๆซีรีส์ค่อนข้างจะติดใจกับความสัมพันธ์ของตัวเอกคู่นี้ (เคยชินกับด็อคเตอร์คนที่ 11 กันซะเยอะ) แต่เท่าที่อ่านๆดู คนสร้างซีรีส์เขามีแผนการในใจ ถึงได้สร้างให้ด็อคเตอร์คนที่ 12 ทั้งแก่แล้วก็ค่อนข้างจะใจร้ายในหลายๆครั้ง


(Smileyอธิบายถึงหัวใจหลักๆของด็อคเตอร์ เช่น มีด็อคเตอร์ได้คนเดียวต่อหนึ่งครั้ง สามารถรีเจเนอเรชั่นหรือถือกำเนิดตัวเองใหม่ได้ ฯลฯ)


(Smileyวิเคราะห์กายภาพของด็อคเตอร์ อย่างเช่น มีหัวใจสองดวง... ด็อคเตอร์เป็นคนสองใจนั่นเอง!!)


ส่วนหน้าวิเคราะห์ TARDIS นี่ก็เรียกว่าคุ้มเหมือนกัน ตอนดูคือยังงงๆกับฟังก์ชั่นของมันที่มีอะไรโผล่ออกมาเรื่อยๆ แต่พอดูตรงนี้ก็พอจะเข้าใจ แล้วยังมีรายละเอียดของแผงคอนโซลด้วย


(Smileyด้านหน้าเป็น TARDIS รูปตู้โทรศัพท์ตำรวจ)


(Smileyแต่กางแบะออกมาแล้วจะมีรายละเอียดภายในรวมถึงฟังก์ชั่นของ TARDIS อีก)


(Smileyหน้าขวามีรายละเอียดแผงคอนโซลของ TARDIS)


(Smileyอธิบายถึง Sonic Screwdriver ว่ามีฟังก์ชั่นการทำงานอย่างไรบ้าง มีเจาะลึกเข้าไปในโครงสร้างเลยด้วย)


จากนั้นเนื้อหาก็เข้าสู่พวกบรรดาตัวประกอบและตัวร้ายทั้งหลาย มีรายละเอียดคร่าวๆ ซึ่งถ้าใครดูซีรีส์แล้วก็คงจะเข้าใจ... (แต่คนที่ไม่ได้ดูซีรีส์ อาจจะเอ๋อๆหน่อย)


(Smileyอธิบายถึงพวก Time Lord ที่โผล่มาในสเปเชียลตอนสุดท้ายของด็อคเตอร์คนที่ 10-11)


(Smileyดาร์เล็ค ศัตรูตัวฉกาจที่มีคำคุ้นหูอย่างเช่น "ทำลายล้าง ทำลายล้าง")


(Smileyมีเผยถึงโครงข้างในของยานแม่ดาร์เล็คด้วย)


(Smileyไซเบอร์เมน อีกหนึ่งวายร้ายประจำซีรีส์)


(Smileyพวกแองเจิ้ลลึกลับที่โผล่มาไม่บ่อย แต่โผล่มาทีก็ได้เรื่อง ความร้ายกาจเป็นอันดับต้นๆ)


(Smileyมีข้อมูลของซีรีส์ 8 ของด็อคเตอร์คนที่ 12 ถึงประมาณตอน Time Heist)


สรุป!!

ผมพอใจกับหนังสือเล่มนี้ครับ ข้อมูลไม่ได้ละเอียดถึงขนาดที่ว่าจะพึ่งพาได้โดยที่ไม่ต้องดูซีรีส์ แต่อย่างน้อยก็น่าสะสมแล้วทำให้ผมได้เข้าใจบางอย่างมากขึ้น เป็นเหมือนการสรุปเรื่องราวในจักรวาลของด็อคเตอร์ตั้งแต่คนที่ 9-12 แบบคร่าวๆ ทำให้ไม่ต้องย้อนกลับไปดูใหม่อีกรอบ หรือย้อนกลับไปดูแค่ตอนที่ชอบเฉยๆก็ได้

คุ้มค่าครับ! ให้ 4 TARDIS เต็ม 5 เลยเอ้า!



Create Date : 20 มีนาคม 2558
Last Update : 20 มีนาคม 2558 10:09:20 น.
Counter : 649 Pageviews.

0 comment

หมาหัวโจก
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 18 คน [?]