Insanity Max 30 สัปดาห์แรก : T25 Gamma เวอร์ชั่นไฮเปอร์?

หลังออก T25 Gamma รอบที่สอง ผมก็เริ่มมองหาการออกกำลังกายชุดใหม่อยู่ เผอิญเพิ่งรู้ว่าเจ๊ Shaun แกทำ Insanity ด้วย ดูเหมือนว่า Insanity แกจะทำมาหลายชุดแล้วอีกต่างหาก แต่ผมคงตามออกทั้งหมดไม่ไหว เลยจัด Insanity Max 30 ก่อนเลยดีกว่า


Gamma เวอร์ชั่นไฮเปอร์? (สัปดาห์แรก)

ตอนที่ผมออก T25 Gamma ผมก็รู้สึกแข็งแรงขึ้น ดังนั้นผมเลยค่อนข้างจะไว้ใจการคิดชุดออกกำลังกายของ Shaun เหมือนเดิม

เท่าที่ออกมาสัปดาห์แรก อืม... ความรู้สึกมันเหมือน Gamma เวอร์ชั่นที่ตัด Weight Training ออกแล้วใช้ร่างกายตัวเองทั้งดุ้น ด้วยสโลแกนที่แกพูดไว้ในระหว่างออกกำลังกายว่า “ร่างกายคุณคืออุปกรณ์” (แปลว่าไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ใดๆ แค่เล่นให้เต็มที่)

เคยออก Speed 3.0 กันใช่ไหมครับ? ผมรู้สึกเหมือน Max 30 คือ Speed 3.0 เวอร์ชั่นไฮเปอร์ ท่าออกหลายท่าคล้ายๆกับที่เคยออกในชุด T25 แต่เพิ่มจังหวะความเร็ว และแทนที่จะออก 25 นาทีก็เป็น 30 นาทีแทน


(เห็นแถบเหลืองๆไหม? นั่นคือเวลาพักฮะ ถี่ใช้ได้)


ไม่เคยออก Insanity อื่นๆมาก่อน แต่ชุดนี้มีให้พักยกด้วยแฮะ มีเวลาอู้... ไม่สิ พักเหนื่อยอยู่สองช่วง 1) ระหว่างออกกำลังแล้ววิ่งไปเขียนเวลาบนกระดาน (หรือบางคนก็ยืนเฉยๆ ไม่ก็จ้อกกิ้งอยู่กับที่) 2) คือพักเบรกกินน้ำ 


(หมดแรงสุดๆตอนไหน ก็วิ่งไปเขียนเวลาเอาไว้แล้วกลับมาทำต่อทันที... ใครไม่มีกระดานก็เอากระดาษก็ได้ฮะ)


(Shaun แกก็เบรกกินน้ำกินท่านะ แต่สงสัยคงเพราะออกไปโม้ไป... หยอกเล่นหลอกฮะ ฮะๆๆๆ)

แต่ Shaun แกก็คงรู้แหละว่ามันมีเบรก ก็เลยจัดท่าออกกำลังกายแต่ละชุดค่อนข้างจะหนักหน่วงและต่อเนื่อง ผมเป็นคนเหงื่อไม่ค่อยไหล เลยไม่ได้โทรมเหมือนกับพวกที่อยู่ในวีดีโอ (DVD) แต่ก็เล่นเอาปวดเมื่อยตามร่างกายหลังออกเสร็จ แล้วรู้สึกตึงๆที่หน้าอกอยู่เหมือนกัน (แต่ผมถือว่าสัญญาณที่ดีนะ เพราะส่วนใหญ่เวลารู้สึกแบบนี้ มันเหมือนรับประกันได้ว่า “จะแข็งแรงขึ้น”)

พูดถึงชุดออกกำลังกาย ที่ค่อนข้างคุ้นเคยกับผมมายาวนานก็คือ Tabata Power รู้สึกเหมือนคล้ายๆกับการออกกำลังกายแบบ Tabata Cardio ที่ผมเคยออกตามปกติ เพียงแต่ Tabata Cardio คือ 4 นาที เวลา Sprint 20 วินาที และเวลาพัก 10 วินาที ทำทั้งหมด 8 ชุด (ไม่รวมวอร์มอัพ-คูลดาวน์อีกอย่างละห้านาที) 

ของ Shaun คือคล้ายๆกัน แต่ขยายชุดเพิ่มเป็นรวมแล้วทั้งหมด 30 นาที มีพักเบรกค่อนข้างเยอะเหมือนกัน

ที่หนักหน่วงในระดับที่เหนื่อยเอาการพอๆกับ Cardio Challenge ก็คือ Friday Fight : Round 1 เริ่มมาเหมือนจะช้ากว่าอันอื่น แต่เวลาพักเบรกก็ดันมีน้อยกว่าอันอื่นซะงั้น


(เห็นแถบเหลืองเวลาพักไหม? ของ Friday Fight จะน้อยกว่าอันอื่นของสัปดาห์แรก)


นอกนั้นส่วนใหญ่แล้วผมจะเจอปัญหาเรื่องที่หลายๆท่าทำตามค่อนข้างลำบาก อย่างไอ้กระโดดขาลอยพื้นแล้วตบหน้าตักไปด้วยเนี่ย ทำไง๊ก็ทำไม่ค่อยได้ ทั้งที่ดูแล้วมันก็ง่ายๆแท้ๆ บางท่าทำตามได้แต่ทำไม่ค่อยต่อเนื่อง (อย่างท่า Pike up ที่กระโดดเอาขาเข้าด้านในสองขาขณะก้นโด่ง) เหมือนเล่นเกมแล้วกดปุ่ม combo ไม่ติดเลยแฮะ ฮ่าๆๆๆ

ตอนนี้ตั้งใจว่าจะออกให้ครบตามตาราง 2 เดือนก่อน แล้วเดี๋ยวค่อยว่ากันว่าจะเอาไงต่อ

แต่ Shaun เอ๋ย ผมรอคอย T25 Delta อยู่นะ! เห็นว่าจะมีไม่ใช่เรอะ!?





Create Date : 06 กุมภาพันธ์ 2558
Last Update : 6 กุมภาพันธ์ 2558 22:12:13 น.
Counter : 2427 Pageviews.

1 comment
ขุมทรัพย์จากการลดน้ำหนัก : บทเรียนที่ 4 (จบ?)
บทเรียนที่ 4 (จบ?)
ข้าศึกจะโจมตีกลับได้ถ้าประมาทเกินไป 
(ทำไมเราถึงต้องร่วงหล่น)

คราวนี้ผมได้เจอตัวบอสใหญ่ของปัญหาที่ทำให้ผมอ้วนไม่หยุด ที่ผมได้เจอกับมันก็เพราะความประมาทของผมเอง นึกว่าได้ชัยชนะมาแล้วทุกอย่างจะจบ แต่ไม่ใช่เลย เมื่อประมาท ข้าศึกก็พร้อมจะโจมตียึดเอาที่มั่นกลับเสมอ

การที่จู่ๆน้ำหนักกลับมาเพิ่มขึ้นนั้น เกิดเป็นคำถามที่ผมเองก็ต้องลองหาคำตอบเหมือนกัน ว่าไฉนชัยชนะที่แสนภาคภูมิใจ ถึงกลับกลายมาเป็นยาพิษย้อนมาทำร้ายตัวเราได้?

บทเรียนครั้งนี้ของผม นำมาสู่การแก้ไขที่เป็นปัญหาที่แท้จริง ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับจิตใจ! หรือนี่จะเป็นบอสใหญ่ที่เป็นตัวการของเรื่องทั้งหมด?



("ทำไมเราถึงต้องร่วงหล่น? ก็เพื่อให้เราเรียนรู้จะดึงตัวเองกลับขึ้นมายังไงละ" เป็นหนึ่งในคำพูดประโยคฮิตจาก Batman The Dark Knight Trilogy) 


ความผิดพลาดและความล้มเหลว ผมมองว่าเป็นทั้งคำสาปและมรดกที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ บรรพบุรุษของเรากระโดดลงจากต้นไม้สู่ทุ่งหญ้าสะวันนาโดยไม่รู้ว่าจะมีอันตรายอะไรรออยู่ข้างหน้า... เราจะมองว่านั่นคือความผิดพลาดก็ได้ เพราะถ้าไม่ลงจากต้นไม้ ก็จะไม่มีวันเจอกับเสือเขี้ยวดาบหรืออันตรายนานัปการ ช่าย... อยู่บนต้นไม้ไปเถอะ สบายใจเป็นบ้าเลย

แต่มองในอีกแง่มุมหนึ่ง ถ้าบรรพบุรุษเราไม่โง่พอจะกระโดดลงมาจากต้นไม้และต้องเสี่ยงภัยกับสิ่งรอบตัว... ป่านนี้คงไม่มีมนุษย์จอมอวดเบ่งอย่างพวกเรา บรรพบุรุษเราใช้วิธีที่เรียกกันว่า Trial and Error หรือ “การลองผิดลองถูก” เป็นตัวเรียนรู้ว่าอะไรใช่ อะไรไม่ใช่ ถ้าทำแล้วไม่ใช่ก็เปลี่ยนวิธีการ แล้วหันไปพัฒนาจากอันที่ใช่แทน

ถ้าผมมัวแต่ฟังคำวิพากษ์วิจารณ์คนอื่น แล้วไม่ลองผิดลองถูกกับวิธีลดน้ำหนักที่แปลกประหลาด ผมก็คงไม่มีวันลดน้ำหนักได้ ในการลองผิดลองถูกสำหรับมนุษย์ปัจจุบัน ไม่ใช่เราจะสุ่มสี่สุ่มห้าลอง แต่เราลองจากการคาดการณ์ว่า “มันน่าจะดีกับตัวเรา” (เช่น เรารู้ว่ายาเสพติดคงไม่มีประโยชน์อะไรต่อตัวเราแน่ ลองไปก็เปล่าประโยชน์ เป็นต้น) ถึงได้ลงมือทำ ความสามารถนี้ย่อมต้องเป็นมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษ และคำสาปก็สามารถกลายเป็นพรอันประเสริฐได้เช่นกัน

แล้วความประมาทล่ะ? ความประมาทจะเหมารวมว่าเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งมีชีวิตโดยเฉพาะมนุษยชาติอย่างพวกเราได้หรือไม่

หลังจากฝ่าฟันความผิดพลาดมากมายเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก ผมก็ลดน้ำหนักได้สำเร็จ
หลังจากฝ่าฟันเสียงวิพากษ์วิจารณ์หรือเสียงนินทามามากมาย ผมก็พัฒนาวิธีที่จะปล่อยมันไปแล้วเลือกจะหันมาโฟกัสยังเป้าหมายแทน

แต่แล้วก็มาพลาดเอาง่ายๆกับแค่สิ่งที่เรียกว่า “ความประมาท” ข้าศึกที่รักของผมจึงจู่โจมกลับแบบเงียบๆโดยที่ผมไม่รู้ตัวเลยจริงๆ

พอน้ำหนักลงมาถึง 76 กิโลฯ ผมเริ่มย่ามใจ ทะนงตน คิดว่าตัวเองชัวร์แล้ว เที่ยวแนะนำใครต่อใครเรื่องลดน้ำหนัก พูดไปด้วยความภาคภูมิใจราวกับยืนอยู่เหนือโลก 

ผ่านไปสองหรือสามปี น้ำหนักผมเพิ่มขึ้น เฉียด 90 หรือ 90 ต้นๆเห็นจะได้ เสื้อบางตัวเริ่มคับ กางเกงที่เคยใส่ได้พอดีกลับฟิต คนรู้จักที่ไม่ได้เจอหน้ากันหลายปี เริ่มทักว่า “เฮ้ย อ้วนขึ้นนะ” ...ให้ตายเถอะ ทั้งหมดนี่เล่นเอาผมรู้สึกเสียศูนย์ แต่ผมก็เหมือนจะปล่อยคำพูดหรือเรื่องพวกนี้ให้ผ่านหูไป คล้ายกับไม่อยากจะยอมรับความจริง ทั้งที่ตัวเองรู้ดีกว่าใคร

ใช่ รู้ดีกว่าใคร เพราะรู้ดีถึงได้กลับมาออกกำลังหลังจากที่หยุดไปนาน แต่ก็ยังอ้วนขึ้นเรื่อยๆ

เพราะอะไร?

คำตอบคือ กินมากขึ้น และออกกำลังกายเหยาะแหยะกว่าเดิม

ผมกลับมาออกกำลังกายด้วย HIIT Cardio แต่ด้วยท่าที่โคตรจะเหยาะแหยะ (เพราะกลัวว่าจะหักโหมเกินไปนั่นแหละ ขอบคุณนะ เหล่านักวิพากษ์วิจารณ์ทั้งหลาย) ออกกำลังกายแบบวันเว้นวัน แล้ววันไหนขี้เกียจ (เช่น นอนดึก หรือมีออกงานอีเว้นท์) ก็จะหยวนไปอีก อีกทั้งยังกินแบบไม่ระวังตัวเอง สั่งข้าวแกงแถวบริษัทแบบกับข้าวสามอย่างพร้อมเพิ่มข้าวพูนๆ แล้วตอนเย็นหลังเลิกงานยังกินอะไรทอดๆมันๆ ลูกชิ้นทอด, หนมปังหน้าหมู (ทอด),  ปาท่องโก๋ ฯลฯ

ไม่แปลกใจเลยสักนิดว่าทำไมน้ำหนักถึงกลับคืนมาอีกครั้ง และ... ผมก็ได้เข้าใจว่านี่แหละ ต้นเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เมื่อสมัยก่อนลดน้ำหนักไม่สำเร็จเสียที



เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้อ่านหนังสือที่ชื่อ The Willpower Instinct ใช้ชื่อไทยว่า “อ่านตัวเองได้ ชนะง่ายทุกสนาม” ชื่อฟังเหมือนหนังสือ Self-help น่าเบื่อทั่วไป แต่จริงๆมันคือหนังสือที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับจิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ อ้างอิงถึงผลการทดลองและการวิจัยที่เชื่อถือได้ (ถ้าอ่านหนังสือเกี่ยวกับจิตวิทยาบ่อยๆ จะรู้จักเรื่องหมาของอีวาน พาฟลอฟ การทดลองโดยใช้หนู ฯลฯ) และหนังสือเล่มนี้แหละคือหนึ่งในกุญแจที่เป็นคำตอบของผมเอง (สรุป หนังสือดี แต่การตั้งชื่อมันชวนให้เขวจริงๆ) 

เมื่อตอนเด็กนั้น ผมไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เมื่อตอนเริ่มทำงานใหม่ๆ ผมติดพฤติกรรมอยู่อย่างคือ กิน กิน แล้วก็กิน กินแล้วก็เครียด เครียดแล้วก็แก้ด้วยการกิน ยิ่งเครียดก็ยิ่งกิน บางครั้งยังอ้างด้วยซ้ำ “ฉันสมควรจะได้รับรางวัล เพราะทำงานมาหนัก (เพราะอกหัก เพราะ บลาๆๆๆ ก็ว่ากันไป)” ตอนผมทำงานอยู่แถวคลองตัน ผมมักลงไปหาอะไรกินที่แถวรามฯ แถมกลับไปถึงบ้านตอนดึกๆ ก็ยังกินข้าวต่ออีกหนึ่งมื้อ เรียกว่ากินข้าวเย็นแล้วยังกินมื้อดึกอีก!

แต่ฉันทำงานเครียดนะ ฉันสมควรจะได้กินสิ! อะไรนะ จะให้ระวังตัวเองเหรอ? อะไรกัน แค่ทำงานก็เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว ไม่มีเวลามานั่งคิดอะไรเครียดๆหรอก ขอกินละ! 

ทว่าลึกๆผมรู้แก่ใจว่า มันไม่ถูกต้อง ยิ่งกินก็ยิ่งเครียดหนักกว่าเดิม ผลลัพธ์คือ 114 กิโลครึ่งอย่างที่พวกคุณได้อ่านกันในบทเรียนที่ 1 



ย้อนกลับไปอีก สมัยที่ผมยังเรียนสวนดุสิต ผมมีพฤติกรรมที่อุจาดมาก คือชอบนอนดึก นอนตีหนึ่งตีสอง ตอนแถวๆเที่ยงคืน ผมจะหาอะไรกินควบคู่ไปกับการเล่นเน็ท! มาม่าแบบสองห่องี้! กับข้าวที่ยังเหลือจากเมื่อตอนเย็นงี้! แคบหมูติดมันงี้!

เพราะอะไร? เพราะมันอร่อย? ไม่ใช่หรอก เพราะยิ่งกินยิ่งเครียด ยิ่งเครียดก็ต้องยิ่งหาความสุขจากอะไรสักอย่าง และจะมีความสุขอะไรที่หาได้ง่ายมากเท่ากับการกินไปเล่นเน็ทไป เพลินซะไม่มี!

นี่คือต้นเหตุของเรื่องราวที่แท้จริงซึ่งส่งผลมาจนถึงปัจจุบัน แม้กระทั่งหลังจากที่ลดน้ำหนักรอบแรกได้สำเร็จแล้ว

หนังสือ The Willpower Instinct ได้พูดถึงสารสื่อประสาทตัวหนึ่งชื่อ “โดพามีน” ซึ่งอยู่ในสมองของเรา สารโดพามีนจะเกี่ยวข้องกับระบบการให้รางวัล อย่างเช่น หมาของพาฟลอฟ ซึ่งจะน้ำลายหยดทุกครั้งที่ได้ยินเสียงกระดิ่ง เพราะถูกสอนให้เชื่อว่าเมื่อเวลามีกระดิ่งดัง แสดงว่าจะมีอาหารตามมาด้วย มันก็เลยน้ำลายไหลโดยอัตโนมัติต่อให้ไม่มีอาหารปรากฏขึ้นจริงๆก็ตาม

นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราถึงได้เสพติด! ทำไมเราถึงได้เสพติดการไปเที่ยว การกินเหล้า สูบบุหรี่ ดื่มกาแฟ ใช้จ่ายเงินแบบไม่ยั้ง คำตอบคือ เพราะเรา “คาดหวังว่าจะได้ความสุข” มีบางสิ่งกระตุ้นให้โดพามีนในสมองของเราหลั่งออกมา เมื่อผมเห็นสเต็กน่าอร่อย ผมจะรู้สึกว่า “จงกินซะ ถ้ากินแล้วนายจะมีความสุข” แต่เมื่อกินแล้วก็เกิดเป็นแค่ความพึงพอใจชั่วครู่ ก่อนจะกลับมาเครียด แล้วพอโดพามีนถูกกระตุ้นให้หลั่งออกมาใหม่ เราก็จะ “มองหาความคาดหวังต่อไป” ซึ่งต่อไปจะเป็นอะไรล่ะ? 

ในกรณีของผมคือ เป็นได้ทั้งการซื้อหนังสือแบบไม่ยั้งมือ กดซื้อเกมจาก Steam แบบไม่ยั้งมือ กินจุบกินจิบแบบไม่ยั้งปาก

ผลที่ตามมาคือ ผมหมดเงินไปมากมายกับสิ่งที่ “คาดว่าน่าจะให้ความสุขได้” และน้ำหนักก็เพิ่มขึ้นเพราะ “การกินที่คาดว่าน่าจะให้ความสุขได้” ผมเป็นทาสของโดพามีน ไม่ต่างอะไรกับเจ้าหมาของพาฟลอฟ น้ำลายไหลทุกครั้งที่ได้ยิงเสียงกระดิ่ง!

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีข้อมูลอีกว่าคนที่พยายามควบคุมตัวเองนั้น บางครั้งจะปล่อยตัวเองให้ทำผิดได้ง่ายขึ้น เช่น นักกีฬาเก่งๆที่มีระเบียบวินัยสูงแต่กลับเป็นคนติดเซ็กส์ กรณีของผมคือ ผมพึงพอใจที่ได้ควบคุมตัวเองจากการลดน้ำหนักและการทำงานหนัก นั่นแปลว่าผมได้รับใบอนุญาตจากตัวเองให้ซื้อหรือกินอะไรก็ได้ตามความพึงพอใจ ซึ่งมันผิด!



เป็นอีกครั้งที่อาการผิดปกติของร่างกายได้ดึงผมกลับมาสู่ความเป็นจริง และเรื่องคราวนี้ก็อุจาดมาก

มีอยู่ช่วงใหญ่ๆที่ท้องไส้ผมเกิดผิดปกติ ผมท้องผูกบ่อยขึ้นและไม่ได้ถ่ายอยู่หลายวัน เมื่อได้ถ่ายทีก็จะเป็นแบบท้องเสียทั้งวัน ถ่ายหลายรอบจนหมด แล้วก็จะไม่ได้ถ่ายไปอีกหลายวัน ก่อนจะถึง “วันข้าศึกบุก” อีกคำรบ ความเลวร้ายที่เกิดขึ้นประจำคือ ผมชอบไปท้องเสียอยู่บนทางด่วนระหว่างจะไปทำงานตอนเช้าครับ ไม่รู้เป็นบ้าอะไรถึงต้องไปท้องเสียเวลานั้น โคตร...ทรมาน! ทรมานฉิบหาย! อั้นแทบเป็นแทบตาย! จนกระทั่งวันหนึ่งผมร้องบอกกับตัวเองว่า “ไม่เอาแล้ว พอแล้ว ไม่อยากจะเป็นแบบนี้แล้ว”

โชคดีครับ น้องสาวหมายเลขสองของผมก็เป็นอะไรที่คล้ายๆกัน และน้องผมใช้วิธีปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินเพื่อแก้ไขปัญหานี้คือ กินอาหารที่ไม่ได้ผ่านการแปรรูป, เน้นผักผลไม้หรือของนึ่งของอบ งดของมัน, ทำขนมปังสุขภาพกินเองซึ่งดีกว่าของฟาร์มเฮ้าส์ที่เป็นโฮลวีตแบบ “ขอไปที” เยอะ ที่สำคัญคือ ออกกำลังกายครับ การออกกำลังกายช่วยแก้ไขเรื่องระบบขับถ่ายได้

ผมไม่รอช้า รีบกระโจนลงไปทำแบบเดียวกับน้องผม มันทำให้ผมเสียเงินกับค่าของกินมากขึ้นกว่าเดิมเพราะอาหารสุขภาพมักมีราคาแพง (ไม่รู้ว่าเพราะอะไร) แต่ผมได้กินอะไรที่ดีกว่าเดิมเยอะ เช่น ข้าวกล้อง, สลัด, ถั่วต้ม, ไข่ต้ม, กล้วยหอม, นมจืด, โยเกิร์ต, เม็ดแมงลัก เป็นต้น

ส่วนการออกกำลังกาย ผมถือโอกาสนี้กลับมาออกกำลังกายอย่างจริงจัง โดยตอนแรกผมไปโหลดคลิปจาก Youtube คือพวก HIIT Cardio ในหลายรูปแบบมา ตอนหลังจึงเปลี่ยนมาเป็น T25 ที่โด่งดัง

ได้ผลครับ! ท้องไส้ผมหยุดปั่นป่วน อาการท้องเสียแบบเดิมไม่มีอีกแล้วเพราะถ่ายบ่อยขึ้น แถม T25 ยังทำให้ผมแข็งแรงขึ้นกว่าแต่ก่อน หนำซ้ำเสื้อผ้าที่เคยทำท่าจะคับก็ยังกลับมาใส่ได้

มีโบนัสเพิ่ม เสื้อที่ไม่เคยใส่ได้เลยแม้แต่ตอนน้ำหนัก 76 กิโลฯ ผมก็ใส่ได้ทั้งๆที่น้ำหนักยังลงไม่ถึง 78 กิโลฯด้วยซ้ำ!

ตัวเลขน้ำหนักมันก็แค่ตัวเลข เพราะกลายเป็นว่าคราวนี้ร่างกายผมเฟิร์มกว่าแต่ก่อนตอนที่น้ำหนักลงมาเท่ากัน


(เสื้อสองตัวนี้ เคยมีปัญหาตอนน้ำหนัก 76 กิโลฯ แต่ตอนนี้แค่ 78-80 กิโลฯกลับใส่พวกมันได้ดีกว่าการลดน้ำหนักรอบที่แล้ว)

ความประมาททำให้ผมล้มเหลว แต่ความล้มเหลวรอบหลังนี้กลับกลายเป็นความตั้งใจที่จะทำให้ตัวเองดีมากขึ้นกว่าเดิม และมันก็ดีขึ้นกว่าการลดน้ำหนักรอบที่แล้วเสียอีก

ตอนนั้นเอง บอสใหญ่ก็ปรากฏตัวออกมาจนได้!

บอสใหญ่ที่คอยกระตุ้นโดพามีนในสมองของผม เจ้ากระดิ่งที่ทำให้ผมน้ำลายไหลและต้องคอยจับจ่ายใช้สอยหรือจับอาหารใส่เข้าปากเพื่อลดความเครียด

ศึกครั้งสุดท้าย (?) ได้เริ่มขึ้นแล้ว!!


ขุมทรัพย์ชิ้นสุดท้ายของผม... Ultimate Treasure : ผ้าคลุมสู่ประตูแห่งจิตใจ

ทุกวันนี้ผมกำลังปรับปรุงตัวเองเพื่อต่อสู้กับบอสตัวที่ว่า ผมกลับมานั่งสมาธิอีกครั้งเพราะมีการวิจัยบอกว่า การนั่งสมาธิจะช่วยเสริมประสิทธิภาพในความอดทน ความยับยั้งชั่งใจ และทุกครั้งที่ผมเกิดความเครียดขึ้นจนอยากจะซื้อนู่นกินนี่ ผมก็ต้องเผชิญหน้ากับสิ่งนี้โดยตรง จะไม่หลบหนีมันโดยอ้างว่าทำงานก็เครียดอยู่แล้ว หรืออะไรแบบนั้นอีกต่อไป ผมต้องใจเย็นแล้วหาเบื้องหลังความรู้สึกที่อยากจะซื้อนู่นกินนี่ให้เจอ แล้วจัดการกับมันเสีย

นอกจากนี้ผมยังออกกำลังกายตามตาราง T25 ทุกวันไม่เว้นแม้แต่วันหยุด ผมออก Gamma ทั้งสองแบบเสร็จแล้วก็ย้อนกลับมาออกใหม่อีกรอบ และถ้าจบรอบนี้แล้วยังหาอย่างอื่นออกไม่เจอ ก็จะออกซ้ำมันไปอีกรอบนี่แหละ!


(ตาราง T25 Gamma ทั้งสองเวอร์ชั่น รอบที่ 2 คราวนี้ผมตั้งแรงจูงใจ (ใช้โดพามีนให้เป็นประโยชน์) โดยระบุว่า ถ้าออกกำลังกายครบหนึ่งอาทิตย์ตามตารางโดยไม่ขาดสักวัน ก็เอาไปเลย 100 บาท อาทิตย์สุดท้าย 500 บาท)



การต่อสู้ของผมยังคงดำเนินต่อไปคล้ายจะไม่มีวันจบ ผมคงจะต้องปฏิบัติภารกิจนี้ไปทั้งตลอดชีวิต เพราะเข้าใจแล้วว่าประมาทแม้เพียงนิดเดียวเป็นได้ล้มเหลวจนต้องกลับมาทำใหม่อีกครั้ง

ไม่ว่าพวกคุณจะลดน้ำหนักหรือจะทำอะไร ผมหวังว่าพวกคุณจะยังคงเดินหน้าต่อไป ท้าทายกับความผิดหวัง ความล้มเหลว เสียงวิพากษ์วิจารณ์หรือคำนินทาใดๆ เพื่อจะเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนที่ดีขึ้นกว่าเดิม

มาเดินไปข้างหน้าด้วยกันดีกว่าครับ!
(จบ?)




Create Date : 04 มกราคม 2558
Last Update : 4 มกราคม 2558 10:02:58 น.
Counter : 714 Pageviews.

4 comment
ขุมทรัพย์จากการลดน้ำหนัก : บทเรียนที่ 3
บทเรียนที่ 3
ปล่อยเขาไป

แจกขุมทรัพย์กลุ่มถัดไปต่อเลยนะครับ! (บทเรียนที่ 1 อ่านได้ที่นี่Smiley, บทเรียนที่ 2 แจกสมบัติกลุ่มแรก อ่านได้ที่นี่Smiley)

สำหรับคนไม่ได้ลดน้ำหนัก : หลายคนมักไม่พ้นการถูกวิพากษ์วิจารณ์หรือการถูกนินทา หวังว่าขุมทรัพย์กลุ่มนี้น่าจะช่วยสนับสนุนแนวคิดอะไรบางอย่างไม่มากก็น้อย

สำหรับคนลดน้ำหนักโดยวิธีปกติ : ถ้าโชคดีคือทุกคนรอบข้างเข้าใจ เป็นไปตามแผนการทั้งหมดอย่างราบรื่นก็ดีไป แต่ถ้าไม่ใช่ หวังว่าขุมทรัพย์กลุ่มนี้คงจะช่วยได้บ้าง

สำหรับคนลดน้ำหนักด้วยวิธีแปลกกว่าชาวบ้านเหมือนผม : หวังว่าขุมทรัพย์กลุ่มนี้จะมีประโยชน์นะครับ

พิเศษ! ประเด็นสำคัญ “คนลดน้ำหนัก VS พ่อแม่” อุปสรรคของคนลดน้ำหนักที่คาดไม่ถึง!!

ขุมทรัพย์อยู่ท้ายบท ข้ามไปเอาก่อนเลยก็ได้นะครับ!






ผมเคยอ่านเจอในหนังสือสักเล่ม บอกไว้ว่า “คำวิพากษ์วิจารณ์เป็นของที่มีราคาถูกที่สุดในโลก” เพราะสามารถหามันได้เกือบจะในทุกที่ทุกเวลา 
เสียงนกเสียงกาเหมือนจะไม่ใช่เรื่องใหญ่ 

แต่คุณเคยเห็นน้ำที่ค่อยๆสะสมจากทีละหยดทีละหยาด แล้วก็กลายเป็นปริมาณน้ำมหาศาลที่ท่วมหมู่บ้านได้ทั้งหมู่บ้านบ้างหรือเปล่าครับ? เคยเห็นขยะชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่สะสมไปเรื่อยๆ แล้วมันก็จะพอกพูนถังขยะจนล้นทะลักออกมาเรี่ยราดบนพื้นหรือเปล่าครับ? 

การถูกวิพากษ์วิจารณ์เป็นเรื่องเล็กน้อยที่สั่งสมจนเป็นเรื่องใหญ่ได้ขนาดนั้นเลยทีเดียว

หลังจากที่ผมเริ่มลดน้ำหนักได้ประมาณอาทิตย์กว่า ก็เริ่มเห็นผลแล้วนิดหน่อยว่ามันเริ่มจะลงแล้ว (ไม่ต้องแปลกใจครับ ตอนที่น้ำหนักยังเยอะๆ ถ้าทำอะไรถูกวิธี ช่วงแรกๆมันจะลงง่ายกว่าช่วงหลังๆมาก) ตอนนั้นจึงตัดสินใจประกาศต่อหน้าพ่อแม่ว่ากำลังทำอะไรอยู่

ผลน่ะหรือครับ พ่อไม่ได้ว่าอะไรเป็นพิเศษ แต่แม่ส่ายหน้าลูกเดียว ดูเหมือนจะรับไม่ค่อยได้กับวิธีที่ผมใช้ ทั้งๆที่น้ำหนักมันเริ่มกระดิกลงแล้ว ท่านก็ยังปฏิเสธ 

แต่... นี่เป็นแค่เรื่องๆเดียวที่ผมจะไม่ยอมใครทั้งสิ้นแม้กระทั่งพ่อแม่ผู้มีพระคุณ ผมยอมถูกตราหน้าว่าเป็นคนดื้อหรือเป็นลูกเนรคุณหรืออะไรก็แล้วแต่ ตราบใดที่ผมจะสามารถทำตามแผนต่อไปได้... ผมขอโทษ แต่ไม่นึกเสียใจที่ยังทำตามแผนต่อไป... เพราะมันคือเรื่องสุขภาพของตัวผมเอง ถ้ามันจะพลาด ผมก็ขอทดลองจนรับรู้ได้ด้วยตัวเองว่าทำพลาด ดีกว่ายอมแพ้เพราะแม่ไม่เห็นด้วย

หลังจากนั้น ผมก็โดนพูดถึงทั้งในแง่บวกบ้างแง่ลบบ้าง แน่นอนว่าแง่บวกย่อมต้องลื่นหูกว่าแง่ลบ ตอนผมไปสมัครงานที่บริษัทหนึ่ง คนๆนี้เคยเป็นคนรู้จักผม และเขาเห็นว่าผมน้ำหนักลงกว่าเมื่อสมัยก่อน เมื่อผมบอกวิธีลดน้ำหนักไป เขาก็ส่ายหน้าท่าเดียว แล้วไม่ว่าจะอธิบายอะไรก็เหมือนไม่คิดจะรับฟัง พร่ำบอกแต่ว่า “สมองของคนเราต้องการน้ำตาล (ดังนั้นเลยต้องกิน)” ซึ่ง... มันก็ไม่ผิด แต่ก็ไม่ถูกร้อยเปอร์เซ็นต์ สมองของคนเราต้องการน้ำตาลในการประมวลผล โดยเฉพาะเวลาที่ใช้ในการควบคุมตัวเองไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง แต่ไม่ได้แปลว่าเราจะต้องกินอะไรที่มีน้ำตาลเยอะๆ กินข้าวเยอะๆ เพื่อจะได้มันมา  ...สุดท้าย ผมก็ไม่ได้เข้าทำงานที่นี่ (ไม่ใช่เพราะเรื่องการลดน้ำหนักหรอก ไม่งั้นมันคงจะไร้สาระมาก)

เมื่อผมเข้าที่ทำงานใหม่ (ตอนนี้ผมออกจากที่นี่มาแล้วด้วยเหตุผลเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวการลดน้ำหนัก) ช่วงแรกของการเข้าทำงาน น้ำหนักลงมาค้างอยู่ที่ 101 กิโลฯ ที่ทำงานใหม่นี้มักจะพูดถึงในแง่ลบกันซะเยอะ พอผมบอกว่า “ออกกำลังกายแบบ HIIT Cardio ซึ่งออกสั้นๆแต่หนักหน่วง” ก็เจอวิพากษ์วิจารณ์ว่า “แบบนี้เขาเรียกว่าหักโหมหรือเปล่า”... เอ่อ แต่นี่เป็นวิธีที่คนออก Cardio หลายคนใช้นะ ถ้าเสิร์ชหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ทหน่อยก็คงจะเข้าใจ บางคนก็บอกว่า “ทำแบบนี้แล้วมันจะผอมได้เหรอ”... เอ่อ แต่น้ำหนักผมก็ลงมาเยอะแล้วนะ ทั้งหมดนั้นผมเลือกจะทำเป็นหูทวนลม ปล่อยผ่านไป

แต่มันมีเรื่องที่กระตุ้นให้ระเบิดลูกใหญ่เกิดทำงานขึ้นมาอยู่หนึ่งครั้ง 

พี่คนหนึ่งวิพากษ์วิจารณ์ผมหนัก... แบบต่อหน้าต่อตา อีกทั้งยังมีคนหลายคนนั่งล้อมโต๊ะ ณ ตรงนั้น พี่เขาย้ำว่า “ไม่เห็นมันจะได้ผลเลย” ผมเคยอธิบายไปแล้วใช่ไหมครับ สิ่งเล็กสิ่งน้อย เมื่อถูกสะสมรวมตัวกันได้ที่ มันก็สามารถมีปริมาณใหญ่จนเกิดเป็นการทำลายล้างหรือสร้างความเสียหายได้ อารมณ์ของมนุษย์ก็เช่นกันครับ แม้เป็นคำวิพากษ์วิจารณ์แง่ลบแบบเล็กๆน้อยๆ เมื่อสั่งสมได้ที่ก็กลายเป็นระเบิดลูกใหญ่ได้เหมือนกัน

ผมระเบิดอารมณ์ตรงนั้นเลยไหม?

ไม่ครับ ยังไม่ระเบิด ผมเก็บอาการเอาไว้ พยายามอดทนจนถึงขีดสุด ทั้งๆที่ในใจผมอยากจะลุกขึ้นยืน ถอดกางเกงโชว์เลยว่าผมลดน้ำหนักได้มากแค่ไหน เพราะตอนนั้นผมสวมกางเกงตัวเดิมที่ใช้ตอนยังอ้วน ดังนั้นถ้าผมถอดเข็มขัดปุ๊บ กางเกงมันจะหลุดลงมาเลยครับ เป็นข้อพิสูจน์ได้ดีแน่ๆ แต่มันคงอุบาทว์มาก นึกภาพกันออกไหม?

ผมโกรธ ขุ่นเคือง แต่เก็บอาการจนกระทั่งเลิกจากการทำงาน รู้ไหมครับ ในที่สุดผมก็อั้นแทบไม่ไหว น้ำตามันเริ่มไหล ใช่ครับ น้ำตาลูกผู้ชายดันไหลกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง แต่อารมณ์ตอนนั้นมันไม่ไหวแล้ว ผมพยายามยั้งเอาไว้แทบตายเพราะยังอยู่บนรถเมล์ 

พอกลับมาถึงบ้านเท่านั้นแหละ... ผมกินข้าวเย็นทั้งน้ำตาเลยครับ กินไปน้ำตาหลั่งไป ความโกรธเคืองและความคับแค้นมันคั่งอยู่ตรงอก วันนั้นข้าวไม่อร่อยเลยสักนิดครับ

ตามธรรมชาติของมนุษย์คือ เมื่อร้องไห้เราจะหมดแรงครับ (ไม่ว่าจะหญิงหรือชาย เป็นเหมือนกันหมด) เพราะเราใช้พลังงานเวลาร้องไห้ค่อนข้างเยอะ ดังนั้นผมจึงเข้านอนเร็วกว่าปกติ และสิ่งที่ผมทำในตอนเช้าคืออะไรรู้ไหมครับ?

นั่งสมาธิ แล้วก็แผ่เมตตาเป็นรายบุคคล
นึกถึงหน้าของทุกคนที่อยู่ ณ ที่ตรงนั้น ที่ที่ผมถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการลดน้ำหนัก แผ่ไปหนึ่งรอบ แผ่ไปสองรอบ แล้วตอนไปทำงาน ผมก็พยายามแผ่ (ในใจ) ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ความรู้ที่ได้จากหนังสือสร้างแรงบันดาลใจ หรือหนังสือธรรมะยุคใหม่ (ของท่าน ว.วิชิรเมธี, ทันตแพทย์สม สุจีรา ฯลฯ) มีประโยชน์ก็เมื่อตอนนี้แหละครับ รวมถึงการฝึกนั่งสมาธิจากที่ผ่านมาด้วย 

ของพวกนี้เมื่อตั้งใจจะเอามาใช้ให้มันเกิดประโยชน์ มันก็จะเกิดประโยชน์ครับ 

ผลลัพธ์คือใช้เวลาสามวัน ความโกรธและความขุ่นเคืองใดๆก็ลดน้อยลง ก่อนที่ผมจะมาได้ยินทีหลังว่า พี่คนที่วิจารณ์ผมนั้น เขาก็ถูกคนอื่นวิจารณ์ และลูกน้องก็เกลียดเขาเหมือนกัน เมื่อรู้แบบนี้ก็ยิ่งปล่อยความโกรธไปง่ายขึ้น เข้าข่ายว่า ถ้าต้องทำงานร่วมกันก็โอเค แต่เรื่องส่วนตัวเราอย่ามาเกี่ยวกันอีกต่อไป



หลังจากน้ำหนักผมลงเหลือ 76 กิโลฯ เพื่อนๆที่สวนดุสิตบอกว่าเอาตัวผม “คนอ้วนๆ” กลับคืนมา แต่ผมทำเป็นเฉย เพราะผมรู้ว่า “ผมทำเพื่อตัวผมเอง” ไม่ใช่ทำเพื่อใคร 

แล้วก็ญาติของพ่อผม ซึ่งถามว่า “เฮ้ย ทำยังไงถึงผอม” และเมื่อผมอธิบายไป เขาก็ส่ายหน้าอย่างเดียว เขาบอกว่า “ผมหักดิบ” แต่ผมอธิบายไปว่า ไม่ได้หักดิบนะ ผมค่อยๆปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน ค่อยๆทำ ผมอยากจะอธิบายต่อไปอีกว่า ผมมีแผนสำรองอยู่เสมอ ถ้าไม่เวิร์ค ผมก็จะเปลี่ยนแผนมันทันที (แต่มันดันเวิร์ค)

ญาติฝ่ายพ่อคนนั้นเอาแต่ส่ายหน้าลูกเดียวครับ ผมจึงมีแต่ต้องปล่อยไป (และขออย่าได้มายุ่งเกี่ยวกันโดยไม่จำเป็นอีกเลย)



ประเด็นพิเศษ : คนลดน้ำหนัก VS พ่อแม่

ผมเชื่อว่าคนลดน้ำหนักบางคนจะต้องเจออุปสรรคสำคัญซึ่งเป็นด่านที่ยากลำบากสุด นั่นคือพ่อแม่ ถ้าพ่อแม่ให้ความร่วมมือ เข้าใจแผนการของเรา และคอยจัดการสิ่งต่างๆสอดคล้องกับแผนการเรา นั่นก็ดีไปครับ แต่กับบางคนนั้นไม่ใช่

ไม่ใช่ว่าพ่อแม่ไม่ดีนะครับ แต่กับบางคน พ่อกับแม่จะเป็นคนเตรียมอาหารไว้ที่บ้าน และจะชอบแบบ “เอาไข่เจียวมั้ย เอานู่นมั้ย เอานี่ไหม กินให้หมดเลยนะ (กินไข่เจียวสามใบ?)” ซึ่งของบางอย่างอาจไม่สอดคล้องกับแผนการลดน้ำหนักของเรา แม้เราจะเคยบอกไปแล้วว่า “ไม่เอาอันนี้ มันไม่ได้เพราะ...” อะไรก็ว่าไป แต่วันดีคืนดีท่านก็อาจลืม และจัดของที่ไม่สอดคล้องกับแผนการเรามาอีก พ่อแม่ไม่ได้มีเจตนาร้ายนะครับ แต่บางครั้งพวกท่านก็ปฏิบัติอะไรสักอย่างมาจนกลายเป็นความเคยชิน

มีนักจิตวิทยาเคยบอกว่า “มนุษย์เป็นทาสของความเคยชิน” เมื่อเราทำอะไรบ่อยๆซ้ำๆย้ำๆ เราจะเคยชินกับมัน เช่น แปรงฟัน (แปรงได้โดยไม่ต้องนึกวิธีแปรง), อาบน้ำ (อาบได้โดยไม่ต้องนึกวิธีอาบน้ำ), กินข้าว (จับช้อนส้อมได้โดยไม่ต้องนึกวิธีใช้พวกมัน) พ่อกับแม่ที่จัดเตรียมของกินให้ลูกบ่อยๆ มักจะคุ้นเคยกับการเลี้ยงดูลูก ดังนั้นถ้าเรากินอะไรบ่อยๆ แล้ววันดีคืนดีเราต้องการเปลี่ยนพฤติกรรมการกินใหม่ ตอนแรกๆท่านอาจจะให้ความร่วมมือ แต่หลังๆท่านก็มีโอกาสลืมและเอาของที่เราจะเลิกกินมาให้อีก

และนักลดน้ำหนักบางคนก็ยอมแพ้ต่อความรู้สึกเห็นใจหรือสงสารพ่อแม่ จนยอมกินมันทั้งๆที่ไม่ควร...

มนุษย์เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ตอนเด็กมนุษย์เราจะอ่อนแอมาก พ่อกับแม่จึงต้องประคบประหงมตามสัญชาตญาณ สิ่งเหล่านั้นมันได้ถูกปลูกฝังเป็น Shortcut ไว้ในสมองของพวกท่านแล้ว ดังนั้นจึงอย่าแปลกใจที่พ่อแม่บางคนจะบอกว่า “รู้สึกเหมือนว่าเมื่อวานลูกจะเพิ่งอยู่อนุบาลอยู่เลย” ทั้งๆที่ตอนนี้ลูกอยู่ม.ปลายแล้ว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่พ่อแม่จะเห็นลูก “เป็นเด็กตลอดกาล” แม้จะแต่งงานมีลูกแล้วก็ตาม

คำแนะนำของผมคือ ขอให้เข้าใจพ่อแม่ แต่อย่าลืมแผนการของเรา และหาวิธีจะประนีประนอมกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าโดยที่ยังรักษาแผนการส่วนใหญ่ของเราได้อยู่


และนี่คือขุมทรัพย์ที่ผมได้เพิ่มมาครับ


ขุมทรัพย์ชิ้นที่หก : เข็มขัดสร้างความมั่นคง
ฝึกสร้างจิตใจที่แข็งแกร่ง ด้วยการซึมซับความรู้จากหนังสือหรือการปฏิบัติเอาไว้บ้าง

หนังสือให้แรงบันดาลใจ หนังสือธรรมะ การฝึกสมาธิโดยไม่สนใจเรื่องฌานหรือบรรลุอะไร การฝึกแผ่เมตตาทั้งเวอร์ชั่นยาวและเวอร์ชั่นสั้นๆ (“จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด” สั้นๆ) สิ่งเหล่านี้ถ้าอ่านบ่อยๆหรือฝึกบ่อยๆ มันจะเหมือนมีอาวุธติดตัวเอาไว้ เป็นการสร้างรากฐานแห่งความมั่นคง เราจะยังโกรธตามปกติ เราจะไม่หายโกรธง่ายๆ แต่เราจะค่อยๆเรียนรู้ที่จะปล่อยวางเมื่อเวลามาถึง แม้จะต้องใช้เวลานับเดือนนับปีก็ตาม ขอให้รู้ว่า มีคนมากมายที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์แม้เขาจะทำอะไรสำเร็จแล้ว... อย่าลืม คำวิพากษ์วิจารณ์เป็นของที่มีราคาถูกที่สุดในโลก


ขุมทรัพย์ชิ้นที่เจ็ด : กระจกสะท้อนความรักตัวเอง
“จงเปลี่ยนแปลงตัวเองเพราะรักตัวเอง เพราะเห็นคุณค่าตัวเอง อย่าเปลี่ยนเพื่อให้ใครรักใครชม” 

ตรงนี้อันตรายมากครับ ไม่ใช่แค่เรื่องลดน้ำหนัก แต่รวมถึงการเปลี่ยนแปลงในหลายๆเรื่อง การเปลี่ยนแปลงตัวเองโดยมีคนอื่นเป็นที่ตั้งเป็นเหมือนดาบสองคม มันกระตุ้นแรงใจเราได้จริง แต่ก็อาจนำมาซึ่งความเจ็บปวดที่รุนแรงกว่าหากผลลัพธ์ไม่ได้เป็นอย่างที่ควรจะเป็น มันจะรู้สึกเหมือนการกระทำที่อุตส่าห์ทำมาเสียเปล่า

ถ้าผมเปลี่ยนตัวเองเพื่อจะให้เพื่อนชม ตอนที่เพื่อนผมบอกว่าเอาตัวผม “คนอ้วนๆ” กลับคืนมา ผมคงรู้สึกแย่มากๆ แต่ในเมื่อผมลดน้ำหนักเพื่อตัวผมเอง เพราะรักตัวเอง เพราะเห็นคุณค่าของตัวเอง เพราะต้องการจะเห็นตัวเองในทางที่ดีขึ้น ผมจึงสามารถปล่อยคำพูดพวกนั้นให้ผ่านหูไปได้

จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอะไรให้ท่องไว้อีกครั้งเลยครับ 

“จงเปลี่ยนแปลงตัวเองเพราะรักตัวเอง เพราะเห็นคุณค่าตัวเอง อย่าเปลี่ยนเพื่อให้ใครรักใครชม”


ขุมทรัพย์ชิ้นที่แปด : ผ้าพันคอเสริมความหนักแน่น
พิจารณาแผนการการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเราอย่างละเอียด และกล้าที่จะลองผิดลองถูกไปจนถึงที่สุด ถ้าจะผิดก็ขอให้รู้ว่าผิดด้วยตัวเอง (ดีกว่ามานั่งเสียใจทีหลังว่าไม่ได้ลองจนสุดทาง)

อย่างวิธีการลดน้ำหนัก ลองตรวจสอบดูว่าแผนของเราได้ผลจริงหรือไม่ เรามีแผนการที่แน่ชัด มีแผนสำรองแน่แล้วหรือไม่ และลองทำจนสำเร็จแล้วหรือไม่ ถ้าคำตอบคือใช่ทั้งหมด คำวิจารณ์ก็เป็นแค่ลมปาก เมื่อเราได้ลองกับตัวเองจนรู้แน่ชัด และไม่ใช่แค่เราคนเดียว แต่คนในคอมมูนิตี้ที่ใช้วิธีลดน้ำหนักแบบเดียวกับเรา ก็สามารถลดน้ำหนักได้อย่างแข็งแรง มีสุขภาพที่ดีเหมือนกันแล้ว คำวิจารณ์ใดๆก็เป็นของไร้ความหมาย มันทำให้เราโกรธได้ แต่ไม่ใช่ของที่จะทำให้เราล้มเลิกเป้าหมาย ถ้าเราอดทนพอจะมองข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นกับตัวเรา ก็ไม่มีประโยชน์จะไปทุ่มเถียงหรือทะเลาะอะไรกับใคร ทำตัวเราเองให้ดีที่สุดดีกว่า

หลังจากน้ำหนักผมลงไปถึง 76 กิโลฯ รู้ไหมครับว่าหลังจากนั้นเป็นยังไง? 
ทุกคนก็เงียบกันไปครับ
มันก็เท่านั้น

เช่นเดียวกัน ประเด็นเรื่อง “คนลดน้ำหนัก VS พ่อแม่” ก็สามารถใช้หลักการที่ว่านี้ได้เหมือนกัน ถ้าเรามั่นใจในแผนการของเราแล้ว หากพ่อแม่ยังไม่เข้าใจหรือเข้าใจแล้วแต่ลืมจนเอาของที่จะทำให้แผนการเราพัง ก็ต้องหาวิธีจัดการที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้แผนการลดน้ำหนักส่วนใหญ่ยังคงอยู่ (เช่น หาของกินเองนอกบ้านทุกวัน ยกเว้นวันอาทิตย์จะกินข้าวบ้าน และยอมให้แค่วันอาทิตย์วันเดียวเท่านั้น จันทร์-เสาร์ เราจัดหาของกินเองหมด เป็นต้น)


ขุมทรัพย์ชิ้นที่แปด : ดินสอขีดเส้นคั่น
ในบรรดาคนที่วิจารณ์เรา ถ้าเรามีสติที่ดีพอ เราจะดูออกว่าใครเตือนเราด้วยความหวังดี และใครแค่วิพากษ์วิจารณ์เรา 

มีพี่หัวหน้าผมคนหนึ่ง ท่านรู้ว่าผมใช้วิธีไหนลดน้ำหนักและได้พูดเตือนผม ผมพยักหน้ารับ แต่ก็ยังทำตามแผนการของตัวเองต่อไป มั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง แต่ผมไม่ได้โกรธเคืองพี่เขา รู้ได้ว่าเขาเตือนด้วยความหวังดี ผมแค่ขอรับน้ำใจเขาไว้แล้วกัน แต่กับคนที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างเดียวเลยนี่ ผมขอขีดเส้นคั่นกันอย่างชัดเจนเลย (ถ้าต้องทำงานร่วมกันก็เป็นอีกเรื่อง)


การถูกวิพากษ์วิจารณ์เป็นกำแพงด่านใหญ่ที่ผมคาดไม่ถึง แต่ก็รอดพ้นมาได้จนถึงทุกวันนี้ อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าก็คงต้องเจอมันต่อไปเรื่อยๆอยู่ดีนั่นแหละ 

ก็ “คำวิพากษ์วิจารณ์มันเป็นของมีราคาถูกที่สุดในโลก” ไงครับ!

การลดน้ำหนักเป็นไปได้สวย น้ำหนักมาถึง 76 กิโลฯ ซึ่งก็สร้างความพอใจแก่ผมมาก ผมภูมิใจในตัวเองมาก แต่ชีวิตไม่ได้เหมือนหนัง หรือการ์ตูน หรือเกม 

เมื่อผมลดน้ำหนักได้ ผ่านการวิพากษ์วิจารณ์มาได้ End Credit ก็ไม่ได้ปรากฏขึ้นมาแต่อย่างใด ชีวิตผมยังคงดำเนินต่อไป

และแล้วความผิดพลาดก็เข้ามาเยือนผมอีกจนได้...
(ยังมีต่อ)





Create Date : 03 มกราคม 2558
Last Update : 3 มกราคม 2558 9:45:24 น.
Counter : 438 Pageviews.

2 comment
ขุมทรัพย์จากการลดน้ำหนัก : บทเรียนที่ 2
บทเรียนที่ 2
ทุกจุดในอดีตล้วนเชื่อมต่อกันสู่ปัจจุบันและอนาคต 
(ไม่มีเรื่องอะไรที่ไร้ประโยชน์)

ผมจะแจกขุมทรัพย์กันแบบฟรีๆแล้วนะครับ! 

กับคนที่ไม่ได้ลดน้ำหนัก ผมเชื่อว่าบางอย่างอาจมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย หากตั้งใจเอาไปดัดแปลง มันอาจจะไม่ใช่ของที่ดีที่สุด แต่ถ้าตั้งใจจะใช้มันให้ดีกว่าผมละก็ จะเป็นเรื่องน่ายินดีมากครับ เรื่องชื่อของขุมทรัพย์เนี่ย จะได้เรื่องบ้างไม่ได้เรื่องบ้างก็ช่างมันปะไร เอาคุณสมบัติมันดีกว่าครับ

ใครรออ่านไม่ไหว ข้ามไปเอาขุมทรัพย์ตรงส่วนท้ายของบทเลยครับ เพราะก่อนจะแจก ผมขอเล่าเรื่องยาวยาววววอีกเสียหน่อย 




(เด็กยันโต มันอ้วนขึ้นเรื่อยๆจนผมรู้สึกสิ้นหวัง)

ตั้งแต่เด็กจนกระทั่งถึงมัธยม สิ่งที่ผมรักที่สุดคือการได้ปั่นจักรยาน ผมชอบความรู้สึกเวลาที่นั่งอยู่บนอาน ปั่นด้วยกำลังสุดแรงที่มี ยืนขึ้นบนจักรปั่น และปล่อยให้ลมพัดผ่านหน้าเย็นสบาย 

ผมชอบปั่นไปตามที่ต่างๆโดยไม่บอกผู้ใหญ่ให้รู้ ชอบสำรวจเส้นทาง รู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่ปั่นไปตามเส้นทางใหม่ๆ ร้างผู้คน มีทุ่งหญ้าอยู่ริมถนน กระตุ้นอารมณ์เหมือนอยู่ในหนังสยองขวัญ จนต้องเร่งแรงถีบก่อนจะหลุดพ้นออกมาด้วยอารมณ์ตื่นเต้น บางครั้งก็เจอช่องระหว่างกำแพงที่จะลอดผ่านไปยังอีกหมู่บ้านอีกต่างหาก 

เรื่องการปั่นจักรยานไม่ได้เกี่ยวข้องกับการลดน้ำหนักโดยตรง อย่างไรก็ตาม มันเป็นความทรงจำที่ช่วยกระตุ้นให้เห็นถึงอีกด้านของตัวผม ด้านที่สนุกกับการผจญภัย และชอบทำอะไรที่นอกเหนือไปจากการนั่งดูหนัง อ่านการ์ตูน เล่นอินเตอร์เน็ท เล่นเกม แล้วก็สวาปาม

เป็นอีกหนึ่งจุดที่เชื่อมโยงเพื่อจะพาไปสู่อนาคต


หลังจากที่เกิดความกลัวตายจนนอนไม่หลับ...

ผมลุกขึ้นมาเปิดคอมพิวเตอร์และค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องออกกำลังกาย ใช่ ผมเคยลองออกกำลังกายมาแล้วหลายครั้ง และก็จบที่ล้มเลิกกลางคันทุกครั้ง ทว่าครั้งนี้เหมือนจะมีแรงกระตุ้นที่ต่างออกไป

อะไรที่ทำให้ผมเชื่อมั่นขนาดนั้น?

ช่วงประมาณหนึ่งปีก่อน ผมได้ตัดสินใจสมัครเรียนภาษาญี่ปุ่นที่ส.ส.ท. (สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น) ผมอยากเรียนภาษาญี่ปุ่นมาตลอดตั้งแต่เด็ก แต่ก็ไม่ได้เรียนเสียที กลายเป็นแค่ความตั้งใจที่หลบซ่อนอยู่ในหลืบชั้นลึกๆ

จนกระทั่งช่วงที่ผมทำงานเกี่ยวกับบริษัทการ์ตูนญี่ปุ่น ได้คลุกคลีอยู่กับเสียงพูดของภาษาญี่ปุ่นจากการ์ตูน บทแปลภาษาไทย ได้พูดคุยกับคนแปลตัวต่อตัว รวมถึงต้องมานั่งเกลาบทเพื่อให้นักพากย์สามารถพากย์ได้ง่ายขึ้น ความสนใจด้านภาษาญี่ปุ่นมันก็เริ่มเอ่อล้นมากขึ้นเรื่อยๆ แต่แรงกระตุ้นสำคัญอยู่ที่วันหนึ่ง บริษัทขนาดเล็กซึ่งเป็นแห่งที่สองในชีวิตการทำงานของผม กำลังจะปิดกิจการลง ผมรู้เรื่องนี้อยู่หลายเดือน รู้สึกเหมือนว่าจะต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อเอาตัวรอดในอนาคต วิธีที่ผมนึกออกในตอนนั้นคือ เรียนภาษาญี่ปุ่น

ไม่มีอะไรจะฉุดรั้งอีกแล้ว ผมเติบโตขึ้น ผ่านการทำงานที่ไม่เคยเรียนรู้มาจากที่มหาวิทยาลัยหรือที่ไหน ทั้งการเกลาบทพากย์ คุมพากย์ ฯลฯ บวกกับการได้คลุกคลีอยู่กับภาษาญี่ปุ่นจากการ์ตูน มันได้กลายเป็นแรงกระตุ้นให้ลงมือทำอะไรที่อยากทำแต่ไม่เคยกล้าจะลงมือทำ

ทุกวันนี้ผมไม่ได้เก่งญี่ปุ่นอะไร แต่ก็พอจะอ่านหนังสือการ์ตูนที่เป็นภาษาญี่ปุ่นได้ ...จากที่ไม่เคยอ่านได้เลยสักตัว! เดี๋ยวนี้ถ้าเรื่องไหนไม่มีเข้ามาตีพิมพ์ในไทยแล้วผมรู้สึกสนใจ ก็ไปหาซื้อของญี่ปุ่นมาอ่านเองเลย ไม่ง้อแล้ว (ถ้ามีตังค์นะ)
การเรียนภาษาญี่ปุ่นเกี่ยวกับอะไรกับลดน้ำหนัก?

มันคืออีกหนึ่งจุดที่เชื่อมโยงมาจากความทรงจำเรื่องการขี่จักรยาน ในตัวผมมีอีกด้านที่ยังไม่ได้ถูกขุดขึ้นมาขัดเกลา ด้านที่มีความมุ่งมั่นจะทำอะไรสักอย่าง ด้านที่จะเปลี่ยนความผิดหวังทุกๆเรื่องให้กลายเป็นพลัง (อ้อ ก่อนเรียนภาษาญี่ปุ่น ผมอกหักครับ) แม้แต่ผมเองก็ไม่อยากเชื่อว่าเรื่องราวแห่งความผิดหวังจะกลายแรงกระตุ้นชั้นดีได้แบบนี้ 

นี่เป็นครั้งแรกที่ผมสัมผัสถึงชัยชนะ ความพยายามจนกระทั่งสำเร็จ และแรงกระตุ้นนั้น มันได้ส่งมาถึงตอนที่กำลังจะลดน้ำหนักนี่แหละครับ


เสิร์ชข้อมูลเรียบร้อยแล้วก็มาถึงช่วงการเตรียมความพร้อม

1. แม้เงินเดือนจะไม่สูงนัก แต่ผมก็หาทางเอาเครื่องออกกำลังกายมาไว้ที่บ้านจนได้ หลังจากออกเครื่องนี้สักพัก ก็ได้ดัมเบลล์มาเสริม

2. ในขณะที่เสิร์ชข้อมูลเรื่องลดน้ำหนัก ผมพบว่าการลดน้ำหนักมีหลากหลายวิธีมาก ผมเลือกวิธีที่สนใจ และศึกษาวิธีการอย่างละเอียด “เอ๋ มันมีวิธีแบบนี้ด้วยเหรอ” ข้อมูลใหม่ๆทำให้ผมตื่นเต้นขึ้นเรื่อยๆจนอยากจะทำมันเสียเดี๋ยวนั้นเลย แต่เดี๋ยวก่อน อ่านให้มันเข้าใจถ่องแท้ก่อน ศึกษาข้อดีข้อเสียให้พร้อม แล้วค่อยลงมือทำยังไม่สาย

3. ผมเพิ่งจะรู้จัก HIIT Cardio เป็นครั้งแรกก็คราวนี้นี่แหละ Cardio คือการออกกำลังกายช่วงสามสิบนาทีแต่หนักหน่วง เผาผลาญแบบสุดยอด ทว่า HIIT คือออกด้วยเวลาที่น้อยกว่าสามสิบนาทีอีก! แน่นอนว่าผมต้องเลือกแบบ Cardio ก่อนแล้วค่อยขยับเป็น HIIT

ตอนนี้แผนการทุกอย่างพร้อม ผมเข้าใจวิธีการลดน้ำหนักที่ผมเลือกแล้ว มันตรงกับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง และยังกินได้เต็มที่ “เมื่อถึงเวลากิน” อีกด้วย เยี่ยมไปเลย วิธีการออกกำลังกายก็พร้อม เครื่องออกกำลังกายก็ส่งมาถึงแล้ว

จะรอช้าอยู่ไย! จัดเลยเซ่!

ผมเริ่มแผนการลดน้ำหนักหลังจาก “วันแห่งความกลัวตาย” สามวัน ตรงนี้ผมจำไม่ได้ว่าผมเริ่มออก Cardio ก่อนเลยหรือไม่ แต่ช่วงแรกๆผมยังไม่มีดัมเบลล์สี่กิโล จึงเริ่มออก Cardio บนเครื่องออกกำลังกายนั่นแหละ จนกระทั่งมีดัมเบลล์สี่กิโล ผมก็เปลี่ยนไปเป็น HIIT ซึ่งใช้เวลาน้อยกว่า แต่เหนื่อยมากกว่า ก่อนที่ต่อมาผมจะเป็นน้ำหนักดัมเบลล์เป็นหกกิโล

จุดในอดีตทุกจุดกำลังเชื่อมโยงต่อกันไปเรื่อยๆ คนที่เคยพ่ายแพ้ต่อการค้นหาขุมทรัพย์ ตอนนี้ได้กลับลงไปผจญภัยที่ใต้ดินอีกครั้ง ด้วยประสบการณ์ที่มากขึ้น เติบโตขึ้น และมีแผนการที่ “ใช่” มากกว่าแต่ก่อน
หลังจากนั้นหนึ่งเดือน ผมก็ช่างน้ำหนัก และ... น้ำหนักก็ลงมานิดหน่อยแล้ว! 
ไชโย!
สุดยอด! 
ผมสะใจ โคตรสะใจ แรงใจมันเปี่ยมล้น และนั่นทำให้ผมดำเนินแผนลดน้ำหนักแบบเต็มสตรีม ไม่มีอะไรมาฉุดรั้งผมได้อีกแล้ว!
ผ่านไปสองเดือน สามเดือน น้ำหนักก็ลงอย่างต่อเนื่อง นี่คือชัยชนะแบบที่ผมไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน

แต่ผมก็ได้ค้นพบอีกว่า การลดน้ำหนักน่ะ ยังไม่ใช่ขุมทรัพย์ที่แท้จริง วิธีการลดน้ำหนักไม่สำคัญเท่ากับปัจจัยที่จะทำให้การลดน้ำหนักประสบความสำเร็จ


และนี่คือขุมทรัพย์ที่ผมได้มาและอยากจะแบ่งต่อให้คนอื่น...

ขุมทรัพย์ชิ้นที่หนึ่ง : แหวนแห่งความจริง
ความเชื่อฝังใจของคนเราไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเสมอไป ความเป็นเด็กเจ้าเนื้อไม่ได้มีผลต่อการอ้วนแบบไม่บันยะบันยัง ความเข้าใจที่ว่าคงจะอ้วนไปตลอดทั้งชีวิตนั้น “ผิด” 

(แน่นอนว่าต้องยกเว้นคนที่มีปัญหาด้านร่างกาย เช่น ฮอร์โมน, ระบบการเผาผลาญ หรืออะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับการรักษาด้วยวิทยาศาสตร์การแพทย์... แต่ต้องให้แน่ใจว่ามันเกี่ยวกับสิ่งพวกนี้จริงๆ ไม่ใช่หาข้ออ้างหรือเชื่อแบบนั้นไปเองนะ คำแนะนำคือ... เอาให้รู้แน่ชัดว่าตัวเองมีปัญหาด้านร่างกายจริงๆ แล้วจากนั้นก็หาวิธีลดน้ำหนักจากตรงนั้นแหละ อย่าถอดใจจะค้นหาวิธีเป็นอันขาด)



ขุมทรัพย์ชิ้นที่สอง : กำไลเสริมประสบการณ์ (EXP)
ประสบการณ์ทุกประสบการณ์มีส่วนสำคัญ เราไม่รู้เลยว่าประสบการณ์แบบไหนจะส่งผลดีถึงตัวเราในอนาคต ความล้มเหลวอย่างต่อเนื่องไม่ได้แปลว่าจะต้องล้มเหลวไปหมดทุกเรื่อง ตั้งแต่เด็กจนโต มันจะต้องมีเรื่องที่เราเคยทำได้และทำแล้วมันเวิร์ก

ผมรู้เลยว่าถ้าไม่เคยผ่านการทำงาน ไม่เคยได้ลองเรียนรู้สิ่งที่ยังไม่เคยทำ ไม่ได้เรียนรู้บทเรียนเกี่ยวกับการรับผิดชอบผ่านการทำงาน ผมคงไม่มีแรงใจจะลดน้ำหนัก (หรือเรียนภาษาญี่ปุ่น) ได้มากถึงขนาดนี้ การทำงานทำให้ผมเติบโตขึ้น ความผิดพลาดจากการทำงานหลายครั้งสอนให้ผมรู้จักลุกขึ้นยืน ผมเคยผิดพลาดถึงขนาดที่คนสามสิบคนยืนจ้องเขม็งผมเป็นสายตาเดียวกัน แล้วก็มีคนตะโกนบอกให้ผมรับผิดชอบ... (โชคดีที่เจ้านายไม่ได้เอาเรื่องอะไรมาก) ผมต้องเผชิญหน้ากับมันตรงๆ และลงมือทำงานต่อไปทั้งๆที่ยังรู้สึกแย่ 

สิ่งเหล่านี้กลายเป็นแรงหนุนสำคัญในการลดน้ำหนักอย่างที่แม้แต่ผมเองก็ยังคาดไม่ถึงเลยครับ



ขุมทรัพย์ชิ้นที่สาม : สร้อยคอผู้กล้า
คนเราไม่ได้มีความสมบูรณ์แบบ ถ้าทำพลาดก็ต้องกล้ายอมรับ นั่นคือความรับผิดชอบ ...ทุกวันนี้ผมถึงมักจะไม่ค่อยบ่นเวลาที่ตัวเองต้องโดนใครด่าเพราะทำอะไรพลาด (“ช่วยไม่ได้นะ ก็นายขี้เกียจเองนี่ จงรับไปซะ บลาๆๆ” เป็นต้น) 

การลดน้ำหนักครั้งนี้ทำให้ผมเรียนรู้จะรับผิดชอบตัวเองแบบเต็มๆ ผมต้องลองผิดลองถูกอยู่พอสมควร ต้องคอยสังเกตการกระทำตัวเองอยู่บ่อยครั้ง หมั่นศึกษาหาข้อมูลและอ่านวิธีของคนที่เขาทำสำเร็จอย่างละเอียด ซึ่งต้องอาศัยความกล้าที่จะยอมรับความผิดพลาด (มันเป็นสิ่งที่สมัยก่อนผมไม่มี) ต้องลองสังเกตดูว่าอันไหนได้ผล อันไหนไม่ได้ผล ไม่ได้ผลเพราะอะไร ต้องกล้าจะลองหาสาเหตุ แล้วจะต้องปรับยังไงให้มันได้ผล ก่อนจะลงมือทำกับวัดผลอีกครั้ง แบบนี้ไปเรื่อยๆ



ขุมทรัพย์ชิ้นที่สี่ : หมวกเสริมแรงบันดาลใจ 
แรงบันดาลใจเป็นสิ่งที่สำคัญมาก หนังสือที่ให้แรงบันดาลใจทั้งหลายนั้น อย่าได้ดูถูกมันนัก ถ้าอ่านแล้วรู้จักปรับมาใช้ให้เป็น ก็จะส่งผลที่ดีมากๆ ไม่ว่าจะกับเรื่องอะไรก็ตาม

น้ำหนักของผมเคยค้างเติ่งอยู่ที่หนึ่งร้อยหนึ่ง และมันก็ไม่ยอมลงต่อเสียที แต่ผมยังไม่ยอมท้อ หาวิธีจะทำให้มันลงอีก เช่น เพิ่มน้ำหนักดัมเบลล์ กินอาหารเย็นที่มีแต่ผักต้มหรือปลาต้มปลานึ่ง หลังใช้เวลาอยู่หลายเดือน มันก็ค่อยๆลงจนกระทั่งมาชนกำแพงอยู่ที่ 76 กิโล...

ความหวัง แรงบันดาลใจ ความอดทน สิ่งพวกนี้ไม่ได้มาจากสิ่งๆเดียว นอกจากหนังสือให้แรงบันดาลใจแล้ว แม้แต่การ “นั่งสมาธิ” ก็ช่วยได้ (อย่างน้อยคือฝึกให้เราเผชิญหน้ากับตัวเอง) หนังหรือการ์ตูนที่ดีๆก็ช่วยได้เหมือนกัน 

เชื่อหรือไม่ Batman ทั้งในหนังและหนังสือการ์ตูน มีส่วนช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการลดน้ำหนักของผม! ผมมองสิ่งที่แบทแมนเป็น ความอดทน ความแข็งแกร่ง ความหมกมุ่นในเป้าหมาย การลงมือทำทุกอย่างเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย แล้วมันกระตุ้นผมได้มาก




แต่ที่สำคัญที่สุดคือ คอมมูนิตี้ของคนที่ทำสิ่งเดียวกับเราครับ ไม่มีใครเข้าใจคนลดน้ำหนักเท่าคนลดน้ำหนักด้วยกัน และถ้าเป็นคนลดน้ำหนักที่ใช้วิธีเดียวกันก็ยิ่งเยี่ยมไปใหญ่ เพราะถ้าไม่ได้ใช้วิธีเดียวกัน อาจมีการทะเลาะหรือขัดเคืองกันได้ ถ้าเป็นคนลดน้ำหนักวิธีเดียวกันละก็ มันจะเสริมแรงใจได้ดีมากๆ ไม่มีใครจะให้กำลังใจหรือให้คำแนะนำได้ดีไปกว่า คนที่กำลังลดน้ำหนักหรือเคยลดน้ำหนักด้วยวิธีเดียวกันมาก่อน ข้อมูลของคนเหล่านี้มีประโยชน์มาก ผมเข้าไปอ่านเอาแรงบันดาลใจจากคนที่ทำแบบเดียวกับผมบ่อยๆเลยละครับ

ไม่ใช่แค่กับเรื่องลดน้ำหนักนะครับ คอมมูนิตี้ในเรื่องอื่นๆก็สำคัญด้วยเหมือนกัน


ขุมทรัพย์ชิ้นที่ห้า : แว่นตาที่มองเห็นหลายเส้นทาง
ผมพบว่าเส้นทางในการทำอะไรสักอย่างมันไม่ได้ตายตัวอยู่แค่เส้นทางเดียว คนจะรวยไม่ได้เป็นเพราะแค่การเล่นหุ้น หรือขโมยเงินจากคนอื่น หรือคอร์รัปชั่นเพียงอย่างเดียว มันยังมีอีกหลายเส้นทางมากมาย คนจะเก่งญี่ปุ่นก็ไม่ได้เป็นเพราะจะเอาไปใช้ทำงานหาเงินอย่างเดียว แค่การสนุกที่จะใช้มันอ่านการ์ตูนหรือสื่อสารกับคนญี่ปุ่นก็ทำให้เก่งขึ้นได้

การลดน้ำหนักมีหลายแบบ วิธีที่ดีๆส่วนใหญ่จะเป็นวิธีที่คนนิยมกัน ส่วนของผมนั่นออกจะประหลาด ดังนั้นผมจึงไม่ขอพูดอะไรมาก เพราะจะว่าไปวิธีของผมมันก็ขัดกับหลักวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับ “ประสาทวิทยา (สมอง)” อยู่เหมือนกัน กระนั้นมันก็ยังประสบความสำเร็จ และผมก็ยังใช้มันจนถึงทุกวันนี้โดยไม่ได้ส่งผลกระทบเลวร้ายอะไรต่อชีวิตนัก... (แต่สารภาพว่าในอนาคตนั้น ผมยังไม่แน่ใจเหมือนกันนะ)

สรุปว่าบทเรียนนี้ มันทำให้ผมต้องมองโลกใหม่ว่าถ้าตรงนี้มันไม่ใช่ ตรงนี้มันไม่เวิร์ค ก็น่าจะต้องมีทางอื่นอยู่แน่ๆ ถ้าตั้งใจค้นหาจริง สักวันอาจจะเจอวิธีอื่นที่เหมาะสม และถึงเจอวิธีที่เหมาะสมแล้ว ก็ต้องมาปรับเปลี่ยนรายละเอียดให้เข้ากับตัวเราอีกทีหนึ่ง วิธีการหนึ่งอาจจะเวิร์คกับคนนี้ แต่กลับไม่เวิร์คกับคนนั้น เป็นต้น

พูดง่ายๆคือต้องลองเปิดใจ แต่เปิดใจจนได้รับข้อมูลแล้วยังไม่พอ จะต้องไตร่ตรองรายละเอียดให้รู้ชัดระดับหนึ่งก่อน ถึงค่อยลงมือทำ ระหว่างลงมือทำ ก็ต้องเตรียมแผนสำรองเผื่อพลาดเอาไว้ด้วย

ใช่แล้วครับ ตอนผมเลือกวิธีลดน้ำหนักที่ทำจนสำเร็จนั้น ผมไม่ได้ปักธงว่ามันจะต้องเป็นวิธีนี้วิธีเดียว ผมเตรียมทางหนีทีไล่เอาไว้พร้อม ถ้าเห็นท่าไม่ดี ก็จะล้มเลิกและเปลี่ยนไปเป็นอีกอย่างทันที


แผนการลดน้ำหนักครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ทุกอย่างไปได้เยี่ยมเลยใช่ไหมครับ? ดูเหมือนจะจบแบบ Happy Ending แล้วใช่ไหมครับ? แต่ความจริงแล้วมันยังมีอีกหลายเรื่องที่ผมจะต้องเผชิญหน้าด้วย สิ่งที่ผมไม่เคยได้รับรู้มาก่อนเลยว่าจะต้องมาเจอ

การถูกวิพากษ์วิจารณ์ครับ...
(ยังมีต่อ)




Create Date : 02 มกราคม 2558
Last Update : 2 มกราคม 2558 11:01:39 น.
Counter : 519 Pageviews.

1 comment
ขุมทรัพย์จากการลดน้ำหนัก : บทเรียนที่ 1
บทเรียนที่1
ขุมทรัพย์มักจะอยู่ในที่ยากจะเข้าถึงได้ง่าย


ผมไม่ได้มาอยู่ตรงนี้เพื่อบอกวิธีลดน้ำหนัก ควบคุมน้ำหนัก หรือสูตรใดๆทั้งสิ้น ผมมาอยู่ตรงที่เพื่อเป็นอีกหนึ่งเรื่องเล่า เพื่อเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจเล็กๆ ผมมีขุมทรัพย์ และอยากจะแบ่งปันให้กับคนอื่นบ้าง


ผมเป็นใคร?ผมเคยอ้วน น้ำหนักเคยขึ้นไปถึง 114 กิโลครึ่ง

ผมเป็นใคร?ผมเป็นคนที่ไม่เคยเชื่อว่าตัวเองจะลดน้ำหนักได้

แต่วันนี้ผมก็ลดน้ำหนักได้

(ซ้าย) ตอนประมาณ 114 โล (ขวา) ตอนประมาณ 76-80 โล

(รูปภาพ : (ซ้าย) ประมาณ 114 กิโล (ขวา) ประมาณ 78-80 กิโล)


แต่กว่าจะทำได้ล่ะ?


ขุมทรัพย์อันล้ำค่าย่อมถูกซุกซ่อนอยู่ในหลืบของทางลับใต้ดินหรือใต้หุบเขา หรือที่ใดก็แล้วแต่ที่คนส่วนใหญ่จะเข้าถึงได้ยากลำบาก จะว่าน่าขำก็ได้แต่เส้นทางการลดน้ำหนักของผมมันเป็นเหมือนแบบนั้น มันจริงจัง เหมือนต้องเดินคลำทางในความมืดและต้องใช้พลังกายและพลังใจกว่าจะลดมันลงได้


ต้องทุ่มพลังเพื่อจะลุกขึ้นมาทำความอดทนที่จะลงมือทำอย่างต่อเนื่อง และความกล้าหาญที่จะต้องรับผิดชอบกับชีวิตตัวเองไม่ว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลวก็ตาม


ผมนึกว่าจะต้องอ้วนไปตลอดทั้งชีวิตเสียแล้ว...


บทเรียนที่ผมได้จากมันนั้นช่างมีมากหลายมันเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ในหลายๆเรื่องหลังจากนั้น ทั้งศาสนา จิตวิทยาปรัชญา วิทยาศาสตร์ ฯลฯ


อย่างที่ผมบอก ขุมทรัพย์มักจะอยู่ในที่ลับ และถ้าฝ่าฟันไปถึง มันย่อมต้องได้อะไรกลับมาบ้าง


ผมควรจะพูดถึงจุดเริ่มต้นตรงไหนถึงจะเข้าใจกันได้ง่ายๆนะ...


ณ ปัจจุบัน...


ขณะที่ผมกำลังจะเดินเข้าห้องน้ำสายตาผมชำเลืองไปเห็นรูปตัวเองตอนเด็กซึ่งถ่ายคู่กับน้องสาวหมายเลขหนึ่ง(มีน้องสาวสองคน) ผมอดพิจารณาไอ้ห่วงยางที่อยู่ตรงพุงนั่นไม่ได้ คิดได้แค่ว่า“ตัวเองเจ้าเนื้อมาตั้งแต่เด็กเลยหรือนี่”


ใช่มันเป็นไปตามนั้น ผมระลึกถึงภาพตอนเด็กที่พ่อหรือแม่นี่แหละ อุ้มผมที่ชายทะเลจำได้ว่าตัวเองช่างเจ้าเนื้อเหลือเกิน ดูนมนั่นสิ ดูเนื้อตรงนั้นสิรูปร่างเราเป็นแบบนั้นมาตั้งแต่เด็กเลยสินะ


นั่นคือข้อสรุปที่ว่าทำไมผมถึงอ้วนถึง114กิโลครึ่งอย่างนั้นหรือ? ถ้าเป็นผมเมื่อสมัยก่อนคงตอบอย่างสิ้นหวังว่า“ใช่ เพราะอ้วนมาตั้งแต่เด็ก มันก็คงจะต้องอ้วนต่อไปจนถึงแก่นั่นแหละ”   


แต่มันเป็นอย่างนั้นจริงๆน่ะ?


นับตั้งแต่เป็นเด็กอนุบาลจนโตถึงเรียนจบและเข้าทำงานผมอ้วนขึ้นอย่างต่อเนื่อง เสื้อผ้าแทบจะต้องเปลี่ยนทุกๆปี ยังจำได้ดีเลยว่าตอนเด็กพ่อกับแม่บังคับให้ผมเรียนว่ายน้ำทุกเช้าวันเสาร์อาทิตย์นั่นคือช่วงเวลาแห่งความทรมาน ผมสารภาพว่าผมเกลียดมัน แม้มันจะส่งผลให้ร่างกายของผมมีภูมิต้านทานโรคระดับหนึ่งหรือมีทักษะในการช่วยเหลือตัวเองยามตกน้ำก็ตาม ทำไมผมถึงทรมาน?เพราะผมต้องโชว์ร่างอ้วนๆ ร่างเจ้าเนื้อนั่น ต้องทนกับสายตาและเสียงหัวเราะคิกคักของผู้คนนับตั้งแต่ลงรถอาบน้ำเปลี่ยนชุด เข้าแถวออกกำลังกาย จนไปถึงตอนฝึกว่ายน้ำน่ะสิ! (ในสายตาคนอื่นอาจเป็นเรื่องขำ แต่กับเจ้าตัวมันไม่ขำเลยสักนิด)


นอกจากจะโดนเพื่อนร่วมกลุ่มล้อแล้วเวลาว่ายน้ำยังเหนื่อยกว่าคนอื่น แตะขอบสระช้ากว่าคนอื่นเกลียดเวลาที่ต้องลงแข่งจับเวลาในทุกๆปีเพราะรู้สึกเหมือนจะต้องเป็นที่โหล่ทุกครั้ง


ผมเรียนว่ายน้ำตั้งแต่อนุบาลจนถึงประถมหกแต่ทำไมผมถึงยังอ้วนขึ้นเรื่อยๆ?


ผมนึกย้อนเพิ่มขึ้นอีกหน่อยจำได้ว่าช่วงตอนประถมสี่หรือห้าหรือหกนี่แหละผมกับพ่อแม่ไปหาหมอเพื่อหาทางลดน้ำหนัก และผมก็ได้ยาลดน้ำหนักมากินชุดหนึ่งได้ผลไหม? มันน่าจะได้ผลสิ ไอ้คนที่ถูกเพื่อนๆในชั้นเรียกว่า “แป๊ะยิ้ม”กำลังจะหายไปแล้ว!


แต่ว่า...ทำไมผมถึงยังอ้วนขึ้นเรื่อยๆล่ะ?


ทั้งช่วงประถมช่วงมัธยมต้น ช่วงประถมปลายผมต้องเจอเรื่องเลวร้ายมากมายที่เกี่ยวข้องกับความอ้วนของตัวเอง ทั้งตอนชั่วโมงพละ(เกลียดมาก โดยเฉพาะตอนที่ต้องทำอะไรอับอายต่อหน้าสาวที่ชอบ) ตอนวิ่งสอบร.ด.(แน่นอนว่าวิ่งไม่จบด้วยซ้ำ) แล้วพอทำงานก็ต้องมาแข่งกีฬาสีบ้าบอวิ่งแข่งบนชายหาดบัดซบนั่นอีก! เกลียดว่ะเกลียดไอ้เรื่องบ้าพวกนี้ชิบหาย!เวลาขึ้นรถเมล์มันก็ช่างอึดอัดเสียเหลือเกินโดยเฉพาะไอ้รถแอร์โกโรโกโสที่เก้าอี้มีขนาดเล็ก (จะทำใหญ่ๆหน่อยไม่ได้รึไงฟะ)ไอ้รถกระป้อเข้าซอยนั่นก็ด้วย ทำไมแม่งต้องเล็กจนเข้าออกไม่ได้(จะทำใหญ่ๆหน่อยไม่ได้รึไงฟะ)สุดท้ายต้องรอแต่รถสองแถวใหญ่ที่นั่งได้สะดวกขึ้นมาหน่อย แต่ต้องรอนานกว่ามันจะมาคันนึง  


ผมรู้ว่าความอ้วนเป็นปัญหาของผมมาตลอดผมพยายามจะลดน้ำหนัก พยายามไปวิ่งที่สนามกีฬา ...ก่อนจะลงเอยที่ความล้มเหลว, ออกกำลังด้วยเครื่องออกกำลังกายของอา...ก่อนจะลงเอยที่ความล้มเหลว, ไปเล่นยูโดฟรีๆที่ศูนย์กีฬาไทย-ญี่ปุ่นดินแดง...ก่อนจะลงเอยที่ความล้มเหลว, วิ่งพร้อมกับพ่อตอนเย็นแถวหน้าบ้าน...ก่อนจะลงเอยที่ความล้มเหลว, ทำงานแล้วมีตังค์ซื้อแผ่นวีซีดีออกกำลังกายมาเพื่อออกกำลังที่บ้าน...ก่อนจะลงเอยที่ความล้มเหลว... 


ประสบการณ์ที่ล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วนกัดกินจิตใจของผมจนเรียกว่าไร้ความหวังโดยสิ้นเชิง


ผมพยายามเดินไปหาขุมทรัพย์แต่ความอ่อนแอเป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นให้อุปสรรคดูทรงอำนาจขึ้นกว่าเดิมผมเดินอยู่ท่ามกลางความมืดมิด สิ้นหวัง ท้อแท้


ผมเลิกคิดที่จะลดน้ำหนักแล้วละ


แต่อะไรที่ทำให้ผมต้องลุกขึ้นมาลดน้ำหนักอย่างจริงจังจนกระทั่งลดจาก 114 กิโลครึ่งจนเหลือ 76 กิโลน่ะหรือ?


เรื่องมันเกิดขึ้นในค่ำคืนหนึ่ง


ผมเข้านอนเพื่อวันรุ่งขึ้นจะตื่นไปทำงานตามปกติ แล้วขณะนอนนั้นเอง...จู่ๆผมก็รู้สึกอึดอัด รู้สึกเหมือนมีก้อนไขมันไหลเวียนไปตามเส้นเลือด ไหลเวียนไปทั่วทั้งร่างกาย มันช่างขยะแขยง แล้วในฉับพลัน ผมรู้สึกเหมือนตัวเองหายใจติดขัด บริเวณหน้าอกเกิดอาการชา


ผมกลายเป็นโรคร้าย?ไม่ใช่หรอก เผอิญว่าจินตนาการเรื่องก้อนไขมันของผมมันดันไปกระตุ้นกลไกทางจิตอะไรสักอย่าง จนทำให้หายใจไม่เต็มปอดขึ้นมา และกล้ามเนื้อบริเวณอกก็คงเกิดอาการเกร็งจนชา ปัจจุบันเวลาวิตกกังวลอะไรมากๆก็ยังเป็นอยู่บ้าง แต่ตอนนั้นผมไม่ได้คิดแบบนั้น ความกลัวกระตุ้นจินตนาการในทางลบจนเลวร้ายหนักขึ้นเรื่อยๆ


ผมกลัวตาย!


ความทรมานจากความกลัวตายทำให้ผมนอนไม่หลับอีกต่อไปผงะลุกขึ้นนั่งบนเบาะนอน ได้แต่คิดว่าไม่อยากตาย ไม่อยากตายเลยจริงๆระหว่างที่ในหัวคร่ำคราญถึงความรู้สึกที่ไม่อยากตายมันก็คิดหาทางออกของปัญหาตามมาด้วย


สิ่งที่ผมทำแล้วล้มเหลวอยู่บ่อยๆคราวนี้เกิดแรงกระตุ้นให้กลับมาทำมันอีกครั้งและผมรู้ว่าคราวนี้มันจะจริงจังมากกว่าครั้งใดๆที่ผ่านมา


ผมลุกขึ้นจากเบาะนอนเปิดคอมพิวเตอร์ และเริ่มลงมือค้นหาข้อมูลทันที!


(ยังมีต่อ)



Create Date : 01 มกราคม 2558
Last Update : 1 มกราคม 2558 11:27:48 น.
Counter : 536 Pageviews.

2 comment

หมาหัวโจก
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 18 คน [?]