ภาพเขียน The Feast in the House of Simon the Pharisee เป็นภาพที่นครเวนิสส่งเป็นของขวัญแก่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ก็ถูกแขวนแสดงที่ห้องเฮอร์คิวลิส พระราชวังแวร์ซาย ตั้งแต่ปี 1712
เดินมาจนสุดพ้นทั้ง 7 ห้องของ The King's State Apartment ก็จะพบกับห้องโถงใหญ่ของห้อง War Room เป็นห้องสุดท้ายของอาคารปีกขวาฝั่งพระมหากษัตริย์ ที่ทำหน้าที่เหมือนเป็นโถงต้อนรับเข้าสู่ความหรูอลังการสุดๆของพระราชวังแวร์ซายที่กำลังจะได้เจอ
นั่นก็คือห้องกระจก The Hall of Mirror ที่ใครมาเที่ยวที่พระราชวังแวร์ซาย อย่างน้อยสุดก็ต้องมาถ่ายรูปที่นี่ ใช้เป็นที่ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองฝรั่งเศสมาแล้วมากมาย เจ้าพระยาโกษาธิบดีทูตจากอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ก็เคยมาเข้าเฝ้าคิงหลุยส์14 ที่ Hall of Mirror มาแล้วเช่นกัน
ก่อนจะมาเป็น Hall of Mirror แบบที่เห็น เมื่อก่อนเป็นระเบียงเชื่อมระหว่างปีกซ้ายขวาของวัง ต่อมาก็เลยสร้างหลังคาคลุม ตกแต่งด้วยกระจกซึ่งเป็นวัสดุสุดหรูในสมัยนั้น ไหนจะแชนเดอเลียที่ห้อยตกแต่งอีก นึกถึงเราเป็นทูตมาติดต่อกับราชสำนักฝรั่งเศสต้องเดินผ่านความหรูหรามลังเมลืองมาตลอดแนว กว่าจะถึงตัวคิงที่นั่งรออีกฝั่งก็คงรู้สึกตัวเล็กตัวน้อยลงบ้างแหละ คราวนี้จะพูดคุยต่อรองอะไรก็คงง่ายกว่าเดิมนิดนึงมั้ง
ห้องหลังๆ จะเป็นห้องสดุดีทหารแทนกษัตริย์แล้วค่ะ The Gallery of Great Battles เป็นห้องที่ใหญ่ที่สุดของพระราชวัง รวมภาพวาดแสดงชัยชนะในศึกต่างๆของฝรั่งเศส
คนส่วนใหญ่ลงที่สถานี Gare du Nord ซึ่งเทียบกับไทยเหมือนสถานีกลางบางซื่ออ่ะ หลังจากนั้นรถก็โล่งขึ้น ส่วนเราลงสถานี St. Michel Notre-Dame ถัดไปไม่กี่สถานีหลังจากนั้น
แว่บมารับกระเป๋าจาก A Tribute to Music แล้วไปเชคอินใหม่กับโรงแรมเดิมที่ตั้งใจจองมาอีกครั้ง วันนี้บุคกิ้งไม่หายแล้วจ้า ด้านหน้าเป็นจัตุรัสที่น่ารักไลฟลี่มากๆ
ตั้งใจเดินมาสำรวจตลาดเช้าของเมืองที่ Piazza delle Erbe ตึกสวยๆด้านหลัง Palazzo della Ragione ได้ UNESCO World Heritage ด้วย สร้างตั้งแต่ยุคกลาง ผ่านร้อนผ่านหนาว ถูกใช้มาในมากมายหลายจุดประสงค์ ปัจจุบันด้านบนเป็นมิวเซียม ส่วนชั้นล่างเป็นตลาดขายเนื้อ
ร้านขายเนื้อที่ตั้งอยู่ชั้นล่างของอาคารมรดกโลก
ตรงนี้เหมือนเป็นย่านตลาดทั้งเวิ้ง เพราะอีกฝั่งของ Palazzo della Ragione ก็เป็นตลาดเช่นเดียวกัน Piazza della Frutta พอตลาดเช้าวาย ตอนบ่ายร้านอาหารคาเฟ่จะมาตั้งร้านแทน
แพลนมาเที่ยวเวนิสมาแบบหลวมๆ มีจองสถานที่เข้ามาก่อนแค่ที่เดียว นอกนั้นดูอารมณ์หน้างานเอา สุดท้ายความขี้เกียจเข้าครอบงำ เลยไม่ได้เข้าซักที่ ทั้ง Basilica di San Marco และ Palazzo Ducale
ช่วงบ่ายๆแบบนี้ ถึงแม้จะเป็นเดือนมีนาหน้าโลว์ ที่ Piazza San Marco ก็ยังมีคนมาเที่ยวคึกคักอยู่
ซักพักก็มาถึงจัตุรัสกลางเมือง Piazza Maggiore ประชากรที่เห็นส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาว อย่างที่บอกเป็นเมืองมหาวิทยาลัย ตึกนี้คือ Palazzo d'Accursio จากเคยเป็นวังกลายเป็นที่ว่าการของเมืองจนตอนนี้เป็นมิวเซียม อยู่ด้านตะวันตกของจัตุรัส
ถัดมาหน่อยทางทิศใต้ของจัตุรัส จะเป็นที่ตั้งของมหาวิหารของเมือง ฺBasilica di San Petronio ที่เห็นเหมือนยังสร้างไม่เสร็จก็คือยังไม่เสร็จตามแบบจริงๆ ตอนแรกที่นี่ก็กะจะสร้างให้สวยอลังการแบบโบสถ์เมืองอื่นเค้านั่นแหละ แต่พอคนใหญ่คนโตรู้เข้าก็สั่งระงับโปรเจ็ค ด้วยกลัวจะเกินหน้าเกินตา (เม้ากันมาว่าถ้าสร้างเสร็จจะใหญ่กว่า San Petro ที่วาติกัน) เลยอ้อมแอ้มดึงงบจากสร้างโบสถ์ไปสร้างอาคารมหาวิทยาลัยตรงที่ข้างๆนั่นแทนละกัน ส่วนเราตอนนี้ดูแค่ด้านนอกไปก่อน ส่วนด้านในเก็บไว้เข้าตอนเที่ยงอีกที
เจอรถไฟจิ๋ว San Luca Express จอดรอรับคนข้างโบสถ์พอดี ปลายทางที่โบสถ์ San Luca อยู่บนเขา ห่างจากตัวเมืองประมาณ 5 กม. ซึ่งถ้าใครฟิตๆและพอมีเวลา นอกจากนั่งรถไฟ ก็ยังสามารถเดินจากเมืองไปได้ เค้าทำทางไว้ให้อย่างดี
Meridian line คือเส้นสมมติที่ลากจากขั้วโลกเหนือลงมาใต้ ประโยชน์ของเส้นเมริเดียนที่พอจะคุ้นเคยสำหรับนักเดินทาง ก็คือ ใช้แบ่งโซนเวลาที่ต่างกันไปในแต่ละพื้นที่บนผิวโลก โดยใช้เส้น Prime Meridian Line ที่นับ 0 ที่เมืองกรีนนิช อังกฤษ หรือ Greenwich Mean Time; GMT นั่นเอง เวลาไทยก็ GMT+7