ตามรักข้ามเวลา...บท 10/1(ปกรักเพียงฝัน)








ชื่อเรื่อง : รักเพียงฝัน
สนพ. : พิมพ์คำ
นักเขียน: คีตฌาณ์
ราคา : 240 บาท
จำนวนหน้า : หน้า
ตีพิมพ์ ครั้งแรก:
แนว: นิยายรัก




โปรยปกหลัง

โชคชะตาชักพาสองสาวให้มาพบดาราหนุ่มบราซิลสุดฮอต
โลกของเขาเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงเมื่อได้พบกับเธอ...ในวาระที่ต่างกัน

สาวหนึ่งที่มุ่งมั่นตามหาคนที่หัวใจใฝ่ปองรัก
แม้ความตายก็ไม่อาจหยุดหัวใจรักของเธอได้
กับอีกสาวหนึ่งที่วิ่งหนีหัวใจรักซึ่งสาวๆ ล้วนปรารถนา
ด้วยความหวั่นระแวงว่าเธอเป็นเพียงเงาที่เขาตามหา

และ...เมื่อถึงเวลาที่ต้องเลือก
เขาจะตัดสินใจอย่างไร เมื่อหัวใจเฝ้าบอกว่า
เธอทั้งคู่คือผู้หญิงเพียงคนเดียวที่เขารักและใฝ่ปองตลอดมา




สำหรับผู้ที่ได้รับรางวัลหนังสือเรื่องนี้จากการเล่นเกม มี 4 ท่าน ได้แก่ น้องเนส คุณเอ๋ คุณ alanta และ น้องมิ้ว ขอแสดงความยินดีกับทุกคนที่ได้รับรางวัลด้วยค่ะ

อุ๋ยคุยกับบ.ก. คาดว่าเรื่องรักเพียงฝันจะออกทันปลายพ.ค.นี้ ฉะนั้นทันทีที่หนังสือออก อุ๋ยจะจัดส่งไปให้คนที่ได้รับรางวัลทั้ง 4 ท่าน ซึ่งขอรบกวนน้องเนส แจ้งที่อยู่มาที่หลังไมค์ด้วยค่ะ ส่วนอีก 3 ท่าน ไม่ต้องค่ะ อุ๋ยมีที่อยู่แล้ว

***********



ตามรักข้ามเวลา บทที่ 10/1


เสียงเพลงจังหวะละตินอเมริกาดังลอดเข้ามาถึงห้องนอนที่ธันว์นอนอยู่จนเขาสะดุ้งสุดตัว ชายหนุ่มผงกศีรษะดูนาฬิกาเหนือหัวเตียงแล้วต้องอึ้งเมื่อเห็นว่าเพิ่งตีสี่ครึ่ง เขาล้มตัวลงนอน พยายามข่มตาให้หลับ แต่ทว่าเสียงเพลงหนวกหูจนไม่อาจข่มใจหลับได้

แม่ตัวยุ่งอีกแล้ว...

ธันว์นวดขมับโดยที่ยังไม่ลืมตาตื่น พยายามบอกตัวเองให้ทำใจให้ชินกับการที่มีแม่จอมแสบเข้ามาอยู่ร่วมบ้านด้วย แต่กระนั้นเขาก็ยังไม่ชินอยู่นั่นเอง ธันว์ลืมตาโพลงเมื่อรู้สึกว่าต่อให้ข่มตาอย่างไรก็คงหลับไม่ลงแน่แล้ว ชายหนุ่มดีดตัวลุกราวกับติดสปริง ก่อนจะสาวเท้าเข้าไปอาบน้ำ

บ้านหลังนี้อยู่ห่างจากเพื่อนบ้านพอสมควร แถมยังมีอาณาเขตกว้างขวาง โดยมีสนามหญ้าและรั้วล้อมรอบ ฉะนั้นไม่ต้องกังวลว่าเสียงเพลงจะดังรบกวนเพื่อนบ้าน ธันว์คิดด้วยความสบายใจขณะเข้าไปยืนใต้ฝักบัว ทว่าเสี้ยววินาทีต่อมาเขาก็ต้องชะงักเมื่อนึกได้ว่าเวลานี้ยังเช้าตรู่อยู่มากและทุกคนยังหลับอุตุอยู่บนที่นอน ดังนั้นเสียงเพลงอาจดังแทรกบรรยากาศเงียบกริบเข้าไปปลุกเพื่อนบ้านก็ได้ ธันว์รีบปิดฝักบัวก่อนก้าวออกจากที่อาบน้ำ พลางฉวยผ้าขนหนูมาเช็ดตัวก่อนพันเอวลวกๆ แล้วจึงออกมาสวมเสื้อผ้า ชายหนุ่มลงบันไดไปยังห้องใต้ดินซึ่งเป็นแหล่งที่มาของเสียงเพลง

ห้องใต้ดินห้องนี้ ถูกออกแบบให้เป็นห้องนั่งเล่นและที่สังสรรค์ของเพื่อนฝูงในเวลาเดียวกัน โดยมีพื้นที่ค่อนข้างกว้างขวางและไม่อับชื้นเพราะมีเครื่องกำจัดความชื้น ภายในห้องมีทั้งพื้นที่ที่กันไว้สำหรับที่นอนแบบเปิดโล่ง มีมุมครัวตลอดจนห้องน้ำสำหรับการซักผ้า

ยามที่อากาศดีจะชวนกันไปจัดปาร์ตี้ที่ระเบียงนอกบ้าน แต่ถ้าอากาศไม่เป็นใจ ก็จะย้ายมาสังสรรค์ในห้องใต้ดินแทน ซึ่งมีเครื่องเสียงและโฮมเธียเตอร์วางอยู่มุมหนึ่ง อีกทั้งยังมีบาร์เครื่องดื่มและตู้เก็บไวน์อยู่ด้านหลังบาร์ ถัดออกไปเป็นมุมครัวโดยมีเคาน์เตอร์อเนกประสงค์ตั้งอยู่กลางห้อง นอกจากนี้มีชุดเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นเตียงกึ่งโซฟาสามารถพับเก็บได้เพื่อประหยัดพื้นที่ใช้สอย

ห้องใต้ดินบุด้วยพรมอย่างดีเพื่อเก็บเสียง หากกระนั้นเสียงเพลงก็ยังเล็ดลอดไปถึงชั้นสองที่เขานอนอยู่ ธันว์นิ่วหน้าขณะเดินไปยังเครื่องเล่นซีดีที่วางอยู่มุมห้อง เสียงเพลงดังแสบแก้วหูจนเขานึกฉงนว่าเธอไม่หูแตกบ้างหรือไร เขากดเครื่องเสียงแล้วจึงเดินไปหาเด็กสาวซึ่งอยู่ในห้องซักผ้า

“ทำไมถึงเปิดเพลงดังนัก” ธันว์เปิดประตูกระจกเข้าไปถามเด็กสาว นิ่งอึ้งเมื่อเห็นเนื้อตัวมินตราเต็มไปด้วยฟองผงซักฟอก

คนถูกทัก ชะงักจากท่าเขย่งปลายเท้าเพื่อล้วงมือเข้าไปกวาดฟองผงซักฟอกออกจากตัวถัง ฟองลอยฟูฟ่อง และบางส่วนปลิวมาเกาะเนื้อตัวเด็กสาว ส่วนพื้นห้องเจิ่งนองไปด้วยน้ำผสมฟองซักฟอก ธันว์มองภาพนั้นแล้วส่ายหน้า เด็กสาวคงใส่มันไปเกือบหมดถุงเลยกระมัง ฟองถึงได้ปลิวว่อนออกมานอกถังอย่างนั้น เขานึกถึงสมัยที่อัตราเพิ่งซักผ้าเป็นครั้งแรก หมอนั่นก็ใส่ผงซักฟอกไปเกือบหมดถุงเหมือนกันทั้งที่เสื้อผ้าไม่กี่ชิ้น

ธันว์เลื่อนกระจกปิด ก่อนที่ฟองจะปลิวไปนอกห้อง “ทำอะไรอยู่ ทำไมน้ำผงซักฟอกไหลออกมาทั่วห้องอย่างนี้”

มินตราหน้าเสีย เธอสารภาพเสียงอ่อยๆ ว่า “มิ้นหาไดอารี่ของพี่อัตไม่เจอ” เธอตอบโดยที่มือยังคงล้วงเข้าไปควานหาสมุดไดอารี่ท่ามกลางฟองและน้ำซักผ้าที่ขังอยู่กว่าครึ่งถัง

ก่อนหน้านี้เธอเอาเสื้อผ้าของอัตราและธันว์มาซัก โดยลืมไปว่าทิ้งไดอารี่ของอัตราไว้ในตะกร้าผ้าเมื่อคืนวาน พอเครื่องซักไปได้สักครู่เสียงตัวเครื่องก็ดังโกรกกราก แต่กว่าเธอจะนึกเอะใจกับความผิดปกตินั้น ก็เมื่อเครื่องซักผ้าหยุดทำงานไปแล้ว เธอเดินมาเปิดดู พบว่าเศษกระดาษหลุดกระจุยออกมาเป็นชิ้นๆ และเปียกชุ่มไปด้วยน้ำผงซักฟอก

ธันว์เหลือบมองเศษกระดาษเปื่อยยุ่ยที่ถูกทิ้งอยู่ในตะกร้าผ้า ก่อนจะเงยหน้าประสานสายตากับเด็กสาว “ทำไมเราไม่ปล่อยน้ำทิ้งเสียก่อน ควานหาทั้งที่ฟองเต็มถังอย่างนั้น คงจะเจอหรอกนะ”

“ก็มิ้นปล่อยน้ำทิ้งไม่เป็น”

ธันว์กลอกตาไปมาอย่างอ่อนใจ “ตัวหนังสือภาษาอังกฤษก็บอกอยู่”

“ก็มิ้นตกใจ เลยหยิบจับทำอะไรไม่ถูก”

ธันว์ถอนใจแผ่วเบา พลางเอื้อมมือไปกดปล่อยน้ำทิ้ง เขารอจนน้ำไหลออกจากถังหมดแล้วจึงดันตัวเด็กสาวออกไปยืนข้างตัวอย่างนิ่มนวล เขาล้วงลงไปในถัง เลือกคว้าเสื้อผ้าที่พันกันเป็นก้อนออกมาก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งมีทั้งเสื้อ กางเกง ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว ถุงเท้า ชุดชั้นในทั้งของผู้หญิงและผู้ชาย ทั้งหมดปั่นรวมอยู่ในถังใบเดียวกัน!

ตลอดเวลาที่ธันว์หย่อนลงในตะกร้านั้น คิ้วเข้มขมวดมุ่นอยู่ตลอดเวลา ไดอารี่พันอยู่กับกางเกงยีนเป็นเกลียว เขาหยิบมันออกมายื่นให้เด็กสาว

“เอาไปเป่าด้วยไดร์เป่าผม แล้วเอาออกไปผึ่งลมนอกบ้าน”

มินตรามองไดอารี่ซึ่งอยู่ในสภาพชุ่มน้ำด้วยสายตาซาบซึ้ง เธอพึมพำขอบคุณแล้ววิ่งหายขึ้นไปบนบ้าน ธันว์ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ก่อนจะละสายตากลับมามองกองเสื้อผ้าเปียกชื้นในตะกร้า ความจริงเสื้อผ้าของเขาอยู่ในตะกร้าที่เขาวางแอบไว้ข้างประตูห้องน้ำ เพื่อรอรวบรวมเอามาซักทีเดียวในวันหยุดสุดสัปดาห์ มินตราอาจหวังดีเลยคว้าตะกร้าเขามาซักด้วย แต่เด็กสาวไม่ได้แยกซัก จับทุกอย่างลงไปซักรวมกัน ธันว์ถอนหายใจอีกระลอกแล้วจัดการแยกผ้าเป็นกองๆ

เสื้อเชิ้ต เสื้อยืด และผ้าเช็ดหน้าถูกแยกออกมากองรวมกัน ส่วนกางกางผ้าขาสั้นและขายาว รวมถึงผ้าเช็ดตัว เขาแยกไว้อีกกองหนึ่ง ส่วนอีกกองเป็นกางเกงยีนทั้งยีนขาสั้นและขายาว ส่วนถุงเท้าแยกไปซักต่างหาก เหลือชุดชั้นในทั้งของผู้หญิงและผู้ชาย เขาจับใส่ตะกร้าเล็ก เสี้ยววินาทีถัดมาที่หยิบโดนบราเซียของเด็กสาว เขาก็ชะงัก มันเป็นลายลูกไม้น่ารักเข้าชุดกับกางเกงในตัวจิ๋วที่เขาหย่อนไปรวมกับกางเกงในของเขาและของอัตราก่อนหน้านี้ ลังเลใจว่าจะนำบราเซียไปซักรวมกับกางเกงในดีหรือไม่ ที่สุดเขาก็ตัดสินใจจับแยกมันออกมา

ปกติเขาจะแยกซักระหว่างเสื้อ กางเกง และกางเกงใน โดยซักพวกเสื้อก่อน แล้วจึงตามมาด้วยกางเกงผ้า และกางกางยีนเป็นลำดับสุดท้าย ส่วนกางเกงใน...เขาจะซักด้วยเครื่องซักผ้าเครื่องเล็กซึ่งวางอยู่ใกล้ๆ เขากับอัตราซื้อเครื่องเล็กมาเพื่อจะซักกางเกงในโดยเฉพาะ ด้วยต่างไม่มีเวลาซักด้วยมือ ถังถัดมาจึงจะซักถุงเท้าเป็นลำดับสุดท้าย ฉะนั้นในส่วนของบราเซียของเด็กสาว เขาจึงไม่มั่นใจว่าเธอต้องการจะแยกไปซักด้วยมือหรือไม่ เพราะเขาเคยเห็นคู่เดตส่วนใหญ่ จะซักด้วยมือกันทั้งนั้น

โดยปกติเสื้อผ้าที่เขาใส่แล้ว เขาจะจับแยกตะกร้าระหว่างตะกร้าเสื้อกางเกง ตะกร้ากางเกงใน และตะกร้าถุงเท้า แต่เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเวลาเด็กสาวหยิบมาลงในเครื่อง ทุกอย่างถึงได้กองรวมกันเละอย่างนี้ ธันว์นึกพลางหยิบเสื้อในตะกร้าไปล้างด้วยน้ำสะอาด แล้วจึงหย่อนลงไปในเครื่อง กดปุ่มให้เครื่องทำงานใหม่ จากนั้นละกลับมานำผ้าในกองที่เหลือไปล้างด้วยน้ำสะอาด ใส่แยกทีละตะกร้าเพื่อรอซักด้วยเครื่องเป็นลำดับถัดไป เขาหยิบกางเกงชั้นในทั้งของเด็กสาวและของพวกเขาใส่ในถุงถนอมผ้าเพื่อนำไปซักในเครื่องซักผ้าเครื่องเล็ก จังหวะที่หมุนตัวกลับมา เขาก็เห็นมินตรายืนมองอยู่ก่อนแล้ว เด็กสาวทำหน้าเหยเก ก่อนจะก้าวเข้ามาเกาะแขนเขาอย่างประจบประแจง

มินตราฉีกยิ้มกว้างในหน้าอย่างเอาใจ ก่อนกล่าวว่า “ขอบคุณพี่ธันว์มากนะคะ มิ้นเอาไดอารี่ไปผึ่งลมหน้าบ้านเรียบร้อยแล้ว นี่ถ้าไม่ได้พี่ มิ้นต้องแย่แน่ๆ เลย”

เด็กสาวเดินเข้ามาได้สักพักแล้ว ทันเห็นเขาแยกกางเกงในใส่ถุงถนอมผ้าเพื่อนำไปซักในเครื่องเล็ก รู้สึกขัดเขินที่เขาดูเหมือนจะเป็นงานบ้านมากกว่าเธอ

“ไม่เป็นไร แล้วเราเอาไดอารี่นายอัตไปหย่อนในเครื่องได้ไง” ธันว์ถามด้วยความอยากรู้

คนถูกถามส่งยิ้มแหยๆ เป็นทัพหน้า แล้วตอบว่า “คืออย่างนี้นะคะ เมื่อคืนมิ้นเอาไดอารี่ของพี่อัตไปอ่าน แล้วยังไม่ทันได้เก็บ พี่อัตก็กลับมาเสียก่อน ด้วยความที่มิ้นตกใจเลยรวบเอาไดอารี่รวมเข้ากับเสื้อผ้าที่ใส่แล้ว แล้วเอาไปใส่ในตะกร้าทั้งหมด”

“แล้วเช้านี้เราก็เอาตะกร้าผ้านั่นมาซักในห้องนี้” ธันว์ต่อประโยคของเด็กสาวด้วยน้ำเสียงที่ปราศจากความรู้สึก

มินตราพยักหน้ารับ “ก็ประมาณนั้นค่ะ มิ้นใส่เสื้อผ้าของพี่อัตนี่คะ เพราะงั้นเลยต้องซักคืนให้เขา ยังไงมิ้นก็ต้องขอบคุณพี่ธันว์นะคะที่มาช่วยมิ้น แล้วต้องขอโทษด้วยที่ทำให้พี่ต้องยุ่งยากตั้งแต่เช้าอย่างนี้ ทั้งที่ต้องเตรียมตัวออกไปข้างนอก”

“ใช่...ยุ่งยากหลายเรื่องเลยล่ะแม่หนู” ธันว์ตอบรับ “เริ่มแรก...ใครสั่งให้เราเปิดเครื่องเล่นซีดีเสียงดังคับบ้านอย่างนั้น รู้ไหมมันหนวกหูชาวบ้าน ดีเท่าไหร่แล้วที่ชาวบ้านไม่โทรแจ้งตำรวจน่ะ”

“แหม...มิ้นว่ามิ้นเปิดเบาแล้วนะคะ ปกติตอนมิ้นอยู่เมือง…”

ธันว์ไม่รอจนเด็กสาวพูดจบ เขาเบรกขึ้นว่า “นั่นมันบ้านเรา แต่นี่มันเมืองฝรั่ง ทำอะไรก็ต้องหัดเกรงใจชาวบ้านชาวช่องเขาด้วย”

คนถูกดุใบหน้าสลดลง “มิ้นขอโทษค่ะ มิ้นแค่ต้องการใช้เสียงเพลงเป็นเพื่อน ก็บรรยากาศตอนเช้ามันเงียบเหงาวังเวงเหลือเกิน มิ้นไม่ได้ตั้งใจจะทำความเดือดร้อนให้เพื่อนบ้านหรอกนะคะ แต่มิ้นดูแล้วว่าห้องนี้น่าจะเก็บเสียงได้ อีกอย่างบ้านพี่ก็แยกจากหลังอื่นๆ เพราะฉะนั้นไม่น่าจะรบกวนเพื่อนบ้าน”

“ถึงยังไง เราก็ต้องเกรงใจเพื่อนบ้านให้มากกว่านี้”

“ค่ะ มิ้นขอโทษ” มินตรารับคำอย่างหงอยๆ

“แล้วนี่คิดยังไงถึงตื่นมาซักผ้าตั้งแต่เช้าอย่างนี้”

“มิ้นนอนไม่หลับ เลยคิดว่าตื่นมาซักผ้าให้พี่อัตดีกว่า”

“แล้วเสื้อผ้าพวกนี้” ธันว์ปรายตาไปทางเสื้อผ้าของเขา “เราเอาของพี่มาซักด้วยเหรอ”

“ใช่ค่ะ มิ้นเห็นตะกร้าผ้าวางอยู่ในห้องนี้ คิดว่าไหนๆ ก็จะซักอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้เปลืองน้ำเปลืองผงซักฟอก ก็เอามาซักรวมกันเลยดีกว่า”

“ขอบใจ...ขอบใจมากจริงๆ” ธันว์กัดฟันขอบคุณเมื่อได้ฟังเหตุผลของอีกฝ่าย “แล้วเราทำยังไงถึงทำให้ไดอารี่ตกไปในถังได้”

“เอ่อ...” มินตราอึกอัก

“ไม่ได้หย่อนเสื้อผ้าในถังทีละตัวสินะ แต่คงเทลงไปทั้งตะกร้าอย่างนั้น ทั้งถุงเท้า ทั้งผ้าเช็ดหน้าถึงได้กองรวมกันอย่างนั้น”

มินตราทำหน้าเจื่อนๆ ก่อนจะส่งเสียงหัวเราะแห้งๆ แล้วตอบว่า “มิ้นขอโทษจริงๆ ไม่ทันคิดว่าจะมีถุงเท้าอยู่ในตะกร้าด้วย”

“ไม่ทันคิดอะไร ตะกร้าเสื้อผ้ากับตะกร้าถุงเท้าวางแยกกันก็เห็นอยู่ แต่ปัญหาคือเราไม่ได้แยกเสื้อผ้าออกมาซักต่างหาก ถามจริงที่บ้านเราไม่ได้แยกซักเสื้อ กางเกง ชุดชั้นในและถุงเท้า ออกจากกันเลยหรือ มันถึงได้ซักรวมกันทั้งกระบิอย่างนั้น?”

“พี่ธันว์ปากจัด” เด็กสาวบ่นอุบอิบ “ใครจะรู้ล่ะว่าเขาต้องแยกซักกัน”

“มันเป็นเรื่องของคอมมอนเซ้นต์แม่ตัวยุ่ง ถุงเท้ากับผ้าเช็ดหน้า ใครเอามาซักรวมกัน?”

“ก็มิ้นเคยซักผ้าเองที่ไหน เวลาคนใช้ซัก มิ้นก็ไม่เคยไปดูสักหน่อย แล้วมิ้นจะไปรู้ได้ยังไง”

ธันว์ถอนหายใจเสียงดัง “เรานี่ดูท่าจะหนักหนาสาหัสกว่านายอัตมันนะ เอาล่ะ...ฟังนะ ต่อไปนี้ถ้าจะซักเสื้อผ้า เราต้องแยกซักระหว่างเสื้อสีกับเสื้อขาวเพราะเสื้อสีอาจตกใส่เสื้อขาว แล้วต้องแยกซักระหว่างเสื้อ กางเกง และกางเกงยีน ส่วนชุดชั้นใน กับถุงเท้าเอาไปซักที่เครื่องซักผ้าเครื่องเล็กนั่น อย่าลืมใส่ถุงถนอมผ้าและแยกซักด้วยล่ะ ซักชุดชั้นในก่อนแล้วค่อยซักถุงเท้าเป็นถังสุดท้าย เข้าใจหรือเปล่า?”

“แยกซักอย่างนั้นเปลืองตาย เปลืองทั้งผงซักฟอก เปลืองทั้งไฟ และเปลืองทั้งเวลา”

ธันว์แยกเขี้ยวใส่เด็กสาว “แล้วเราใส่ผงซักฟอกไปเกือบหมดถุง ไม่เปลืองกว่าเหรอ? พี่เห็นแล้วผงซักฟอกที่พี่เติมเต็มกระปุก เราเทมันเสียกว่าครึ่งค่อน ถามหน่อยเถอะ...อย่างไหนเปลืองกว่ากัน?”

“ก็นั่นมิ้นไม่รู้นี่นา มิ้นกะไม่ถูก ในชีวิตมิ้น...มิ้นเคยซักเองสักครั้งหรือเปล่า ก็เปล่า เพราะงั้นจะมาดุมิ้นได้ยังไง”

“ถ้าซักไม่เป็นหรือกะผงซักฟอกไม่ถูก ก็ต้องถามพี่หรือไม่ก็นายอัต ไม่ใช่ไปกะเองอย่างนั้น”

“ก็ถ้าพี่ธันว์กับพี่อัตไม่อยู่ สมมติเกิดไปต่างประเทศเป็นเดือน มิ้นไม่ต้องรอหง่าวจนผ้าเน่าไปเลยเหรอ”

“พี่กับนายอัตไม่เคยไปไหนนานเป็นเดือน” ธันว์ค้านเสียงต่ำในลำคอ

“กลับบ้านช่วงซัมเมอร์ไง” มินตรายังคงเถียง

“นั่นนานสุดก็แค่สามอาทิตย์เท่านั้น ไม่เคยนานกว่านั้น แต่เดี๋ยวๆ...พอเลยเจ้าตัวยุ่ง ไม่ต้องชวนเขวออกนอกเรื่องเลย กลับมาว่าเรื่องของเราก่อน ต่อไปนี้ถ้าจะซักเสื้อผ้าต้องถามพี่หรือไม่ก็นายอัตก่อนว่าควรใส่ผงซักฟอกเท่าไหร่ ห้ามกะปริมาณเองเด็ดขาด ถ้าเราซักจนชำนาญแล้วค่อยกะเอง เข้าใจไหม?”

“งกผงซักฟอก”

ธันว์แยกเขี้ยวใส่เด็กสาว “มะเหงกน่ะสิ พี่ไม่อยากเก็บกวาดงานตามหลังเราต่างหาก”

“ยี้...แค่นี้ก็ทำเพื่อแฟนไม่ได้”

ธันว์ชะงัก ก่อนตอบอย่างถอนฉุนว่า “ทำน่ะทำได้ แต่ต้องดูเป็นเรื่องๆ ไปเข้าใจไหม ไม่ใช่เรื่องหยุมหยิมแค่งานบ้าน ก็ยังต้องเก็บกวาดตามหลัง”

“โอเคๆ มิ้นผิดก็ได้ ขอโทษนะคะ...ว่าแต่สมมติว่าถ้าเกิดพี่ธันว์กับพี่อัตไม่อยู่จริงๆ แล้วมิ้นจะไปถามใครว่าควรใส่ผงซักฟอกเท่าไหร่ พี่ธันว์ต้องคิดสิคะมันเป็นเรื่องนอนเซ้นต์เอามากๆ เพราะเรื่องแค่นี้ ถ้ายังต้องไปถามคนอื่น ก็ไม่ต้องทำอะไรรับประทานแล้ว”

ธันว์แสยะยิ้มใส่เด็กสาว “กับคนอื่นอาจจะนอนเซ้นต์ แต่กับเราแล้วไม่เคยมีคำว่านอนเซ้นต์เลยแม่ตัวยุ่ง เราน่ะเป็นคุณหนูพอๆ กับนายอัตที่เป็นคุณชายนั่นแหละ หยิบจับอะไรไม่ค่อยเป็น เพราะฉะนั้นรอให้ซักด้วยเครื่องจนชำนาญแล้วค่อยกะปริมาณผงซักฟอกเอง เข้าใจไหม?”

“ก็ถ้าพี่ธันว์กับพี่อัตไม่อยู่แล้วมิ้นจะถามใคร” มินตรายังคงถามอย่างคาใจ

“เรานี่ปัญหาเยอะจริงแม่คุณ ถ้าพี่กับนายอัตไม่อยู่ เราก็ไม่ต้องซักน่ะสิ”

“อย่างนั้นก็เสื้อเน่าพอดี”

“มินตรา!” ธันว์เรียกเสียงเข้ม “ถ้ายังขืนเถียงพี่อีกคำเดียว พี่จูบเราจริงๆ ด้วย เรากำลังทำผิดข้อตกลงของการเป็นแฟนกันนะ ลืมไปแล้วหรือไงข้อแรก ห้ามเถียงพี่ แต่นี่นอกจากจะไม่เชื่อฟังแล้ว ยังเถียงน้ำไหลไฟดับ แถมยังเถียงคำไม่ตกฟากด้วย”

มินตราเบิ่งตาโต “พี่ว่าอะไรนะ? ถ้ามิ้นเถียง...พี่จะทำอะไรนะ?”

“จูบ” ธันว์ตอบสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงคาดโทษ

“โอเค งั้นมิ้นขอบอกว่าที่ผ่านมามิ้นไม่เคยเถียงพี่ แค่พูดจาด้วยเหตุผลเท่านั้น แต่พี่เองที่ไม่ฟังมิ้น”

ธันว์ชะงัก ครู่ต่อมาเขาก็บ่นพึมพำว่า “เรานี่มันเจ้าเล่ห์”

“แล้วไหนล่ะจูบของมิ้น?”

ธันว์มองหน้าเด็กสาวอย่างแทบไม่เชื่อสายตา พวงแก้มนวลเนียนเป็นสีชมพูเรื่อ แต่กลับสู้สายตาเขาอย่างไม่ยอมหลบ ทั้งคู่ประสานสายตากันครู่หนึ่งแล้วต่างส่งเสียงหัวเราะขึ้นพร้อมกัน ธันว์คว้าเอวแฟนสาวเข้ามาสวมกอดแนบแน่น ก่อนจะเลื่อนมือประคองเรียวหน้าบอบบางแล้วก้มลงหอมแก้มฟอดใหญ่

“นี่เป็นวิธีปิดปากพี่ใช่ไหม อยากให้พี่หยุดบ่นก็เลยหาเรื่องมาปิดปาก เรานี่มันเจ้าเล่ห์จริงๆ” ปากพูดแต่ริมฝีปากกลับเลื่อนไปคลอเคลียพวงแก้มอีกข้าง ระเรื่อยต่ำลงไปยังริมฝีปากคู่สีกุหลาบสด

คำพูดที่มาอออยู่ที่เรียวปากเพื่อแย้งเขา เลือนหายไปในลำคอของมินตรา และมีเสียงถอนหายใจอย่างสุขสมเข้ามาแทนที่

ธันว์จูบเด็กสาวจวบจนพอใจแล้วจึงผละเงยหน้า เขาเกลี่ยแก้มใสด้วยปลายนิ้วพลางมองผิวแก้มที่เปลี่ยนมาเป็นสีแดงสุกปลั่งอย่างหลงใหล

“มิ้นไม่ได้เป็นคนเริ่มนะ เพราะฉะนั้นจะมาว่ามิ้นหลอกลวงพี่ไม่ได้เด็ดขาด”

“ใช่...พี่เป็นคนเริ่มต้นเอง” ธันว์ยอมรับอย่างขำๆ ที่จริงเขาเริ่มรู้นิสัยของเด็กสาวและเริ่มดักทางได้ถูก จึงได้ขู่ออกไปอย่างนั้น แต่นั่นแหละมินตราน่ารักเหลือเกิน แม้จะช่างต่อล้อต่อเถียง แต่ก็เป็นการต่อล้อต่อเถียงที่น่ารัก ใสๆ และอย่างเป็นธรรมชาติ เขารู้ว่าเธอไม่ต้องการเอาชนะคะคานเขาจริงจังนัก ก็แค่อยากแย้งเพื่อให้เขารับฟังความเห็นของเธอบ้างก็เท่านั้น

มินตราน่ารักจนเขาอดไม่ได้ที่จะคิดหาอุบายเล็กๆ น้อยๆ เพื่อมาจูบเธอ... ธันว์คิดด้วยความรู้สึกอ่อนหวาน

“พี่ไม่ต้องออกไปทำธุระแล้วเหรอ”

ธันว์ผละจากเด็กสาว “ไปสิ...พี่ต้องไปมหาลัยแล้วล่ะ”

“รีบกลับนะคะ ที่มิ้นรีบตื่นมาซักผ้าก็เหตุผลนี้ด้วย อยากจะทำงานบ้านเสร็จเร็วๆ จะได้มีเวลาไปเที่ยวกับพี่”

ธันว์เอื้อมมือไปบีบปลายจมูกโด่งอย่างมันเขี้ยว “ตกลงแม่ตัวยุ่ง พี่จะรีบกลับ ว่าแต่กองผ้าที่เหลือไม่มีปัญหาใช่ไหม พี่แยกให้เป็นกองๆ แล้ว ซักแยกทีละถังแล้วเอาไปอบ แล้วอย่าลืมใส่กระดาษหอมปรับผ้านุ่มด้วยล่ะ มันจะทำให้ผ้าหอมและนุ่มขึ้น พออบเสร็จแล้วก็รีบพับทันทีเลยนะ จะได้ไม่ต้องรีด”

“ค่ะ” มินตราพยักหน้ารับคำ รอยยิ้มกระจ่างตายังคงเปื้อนอยู่บนใบหน้า

“ทำตัวดีๆ อย่าก่อเรื่อง แล้วพี่จะหาของขวัญมาตกรางวัลให้”

“รวมกับที่ล้างจานเมื่อคืนด้วยนะ”

ธันว์ยิ้ม “แน่นอน”

“พี่ธันว์น่ารักเสมอ”

“เราก็น่ารัก” ธันว์โคลงศีรษะเด็กสาวอย่างหยอกเย้า “มื้อเช้าหาอะไรง่ายๆ กินไปก่อนนะ เดี๋ยวตอนเที่ยงพี่จะรีบกลับ พาเราไปหาอะไรกินนอกบ้าน”

“ดีค่ะ มิ้นจะแต่งตัวรอ”

ธันว์พยักหน้า ก่อนเปลี่ยนเรื่องว่า “พี่เห็นมีชุดชั้นในของเราด้วยนะ” มินตราหน้าแดงในทันทีที่เขาพูดจบ ภาพนั้นทำให้ชายหนุ่มรีบขอโทษขอโพย “พี่ขอโทษ ไม่ได้ตั้งใจจะพูดให้เราอาย คือพี่จะบอกว่าพี่ไม่ได้เอาบราของเราไปซักรวมกับกางเกงใน เพราะไม่มั่นใจว่าปั่นด้วยเครื่องแล้วมันจะเสียทรงหรือเปล่า ส่วนมากพี่เห็นเพื่อนผู้หญิงเขาจะซักด้วยมือ”

มินตราข่มความอายตอบว่า “ไปเห็นผู้หญิงที่ไหนซัก คู่นอนของพี่ล่ะสิ” เด็กสาวแสร้งทำเสียงแง่งอนเพื่อปกปิดความเก้อกระดาก

ธันว์ยิ้มกร่อยๆ เมื่อเห็นเด็กสาวมีท่าทีแง่งอน ยิ้มเอาใจแล้วตอบว่า “อย่าหึงไปเลยแม่จอมยุ่ง ตอนนี้มันเป็นอดีตไปแล้ว เมื่อตัดสินใจจีบเรา พี่ก็หยุดเรื่องผู้หญิงคนอื่นๆ ทั้งหมด พี่สัญญากับเจ้าอัตไปแล้ว”

“ไม่หึงก็ไม่หึง มิ้นเชื่อว่าพี่จะมีมิ้นคนเดียว” เธอตอบแล้วยิ้มยิงฟัน เห็นฟันขาวเป็นระเบียบ ภาพนั้นทำให้คนเป็นแฟนอดไม่ได้ จนต้องเอื้อมมือไปบีบปลายจมูกโด่ง พลางยิ้มตอบ

“แล้วตกลงจะเอาไง ซักด้วยมือหรือจะซักด้วยเครื่อง ถ้าซักด้วยเครื่อง พี่จะได้ไปกดปุ่มหยุดและใส่บราเราลงไปอีกตัว”

“บราตัวเดียว ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวมิ้นซักด้วยมือเองก็ได้ ว่าแต่พี่ธันว์ต้องรีบกลับนะคะ”

“สัญญา”

มินตรายิ้มสดใสให้เขา เป็นรอยยิ้มกระจ่างตากว่าที่เคยเป็นมา จนธันว์อดคิดไม่ได้ว่าแสงแดดยามเช้าที่ว่าแจ่มใสและเจิดจ้า บางทีอาจจะเจิดจ้าน้อยยิ่งกว่าความสดใสของเด็กสาวตรงหน้าคนนี้...


มินตราก้มหน้าจดบันทึกลงในไดอารี่อย่างตั้งอกตั้งใจ เอ็ดเวิร์ดผู้เป็นปู่ให้เธอจดทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในโลกอดีตอย่างละเอียดลออ นับตั้งแต่ความรู้สึกที่ก้าวย่างผ่านประตูมิติเวลามาตราบจนถึงปัจจุบัน เธอปฏิบัติตามคำสั่งนั้นอย่างเคร่งครัด อันที่จริงอยากจะเขียนตั้งแต่วันแรกที่ประตูมิติเวลาปิดตัวลงด้วยซ้ำแต่เพราะมัวแต่วุ่นๆ อยู่กับการปรับตัว ช่วงนี้ไม่มีใครอยู่บ้านจึงเป็นโอกาสเหมาะที่เธอจะได้นั่งทบทวนถึงเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น

เด็กสาวเริ่มบันทึกถึงอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างที่เดินทางข้ามเวลามา ปฏิกิริยาของธันว์ยามที่เจอเธอนอนอยู่บนหิมะกลางสวน การเผชิญหน้ากับอัตราเพื่อพิสูจน์ว่าเธอเป็นคนเดียวกับน้องสาวของเขา เรื่อยไปจนถึงเหตุการณ์ที่หนุ่มฝรั่งซักฟอกเธอเรื่องบัตรเครดิตเพย์เวฟ พอเขียนมาถึงตรงนี้มินตราก็ชะงักอย่างครุ่นคิด เธอไม่แน่ใจว่าจะมีผลอะไรตามมาหรือไม่กับการที่มีคนเริ่มสงสัยบัตรเครดิตใบนั้น กระนั้นเด็กสาวก็สลัดความกังวลทิ้งไปเมื่อคิดว่าอีกไม่กี่วันเธอก็จะเดินทางกลับเมืองไทยไปยังกาลเวลาปัจจุบันที่เธอจากมา ปลอบใจตัวเองอย่างนั้นแล้วเด็กสาวก็บันทึกไดอารี่ต่อ โดยลืมไปว่าเอ็ดเวิร์ดเคยกำชับกำชาว่าห้ามไม่ให้ทิ้งสิ่งใดไว้ที่นี่แหละห้ามไม่ให้เอาสิ่งใดกลับไป ไม่นานต่อมาเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น มินตราลุกไปรับ

“มิ้นพูดค่ะ” เด็กสาวกรอกเสียงเป็นภาษาอังกฤษ

“มิ้นนี่พี่นะ” เสียงอัตราตอบกลับมา

“ว้าว...” มินตราตอบรับอย่างกระตือรือร้น “เมื่อคืนเป็นไงบ้างคะ อยู่กับพี่ซาร่าห์มีความสุขหรือเปล่า” น้ำเสียงที่ถามแฝงรอยทะเล้นอย่างไม่ปิดบัง

“ทะลึ่งใหญ่แล้ว ไม่ใช่เรื่องของเด็กเลย พี่จะโทรมาบอกว่าคืนนี้จะกลับดึกหน่อยนะ ไม่ต้องรอกินมื้อค่ำพร้อมพี่” เมื่อคืนเขาไปดูคอนเสิร์ตกับซาร่าห์แล้วเกิดอุบัติเหตุรถเกิดยางแบน จึงต้องแวะค้างที่โรงแรมด้วยกัน แต่ทว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“ได้ค่ะ ว่าแต่พี่จะไปต่อกับพี่ซาร่าห์อีกเหรอ”

“ไม่ใช่อย่างที่เราคิดเลย ไม่ต้องมาทำเสียงแก่แดด แล้วนี่นายธันว์อยู่หรือเปล่า”

“ไม่อยู่ค่ะ ไปมหาวิทยาลัยแล้ว แต่เที่ยงๆ คงกลับเพราะพี่ธันว์รับปากกว่าจะพามิ้นไปหาอะไรกินนอกบ้าน”

“แล้วเมื่อคืนเป็นไงบ้าง”

“เป็นไงน่ะเป็นไงคะ”

“นายธันว์มันรุ่มร่ามอะไรกับเราหรือเปล่า”

“เปล่าเลยค่ะ พี่เขาน่ารักออก” ปากตอบออกไป แต่พวงแก้มสุกปลั่งเมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืน

“ดีแล้ว ถ้านายธันว์เฟลิตเรา บอกพี่เลยนะ”

“จริงๆ แล้วเราตกลงที่จะคบหาดูใจกันแล้วค่ะ”

“อะไรนะ?”

“พี่ได้ยินไม่ผิดหรอก”

“หมายถึงคบหาเป็นแฟนกันแล้วน่ะเหรอ?”

“ใช่ค่ะ”

“ทำไมมันเร็วอย่างนั้น เพิ่งรู้จักกันไม่ใช่หรือ”

“ผิดแล้ว มิ้นรู้จักกับพี่ธันว์มาตลอดชีวิตต่างหาก พี่อัตลืมไปแล้วเหรอ”

“มันเหมือนกันที่ไหน”

“สำหรับมิ้นไม่แตกต่างกันหรอกค่ะ อีกอย่างมิ้นเหลือเวลาไม่มาก อีกไม่กี่วันมิ้นก็จะต้องเดินทางกลับไปยังโลกปัจจุบันที่มิ้นจากมา เพราะฉะนั้นมิ้นต้องทำให้พี่ธันว์รักมิ้นให้เร็วที่สุด”

“แล้วเราตกลงเป็นแฟนกับนายธันว์ได้ยังไง มันเริ่มต้นขึ้นเมื่อไหร่”

“มิ้นเล่าไม่ถูกหรอกค่ะ รู้แต่ว่าบทสรุปมันน่าพอใจสำหรับมิ้น พี่ธันว์ตกลงใจที่จะเลิกคบกับผู้หญิงทุกคนเพื่อหันมาคบกับมิ้นคนเดียว”

“มันบอกเราอย่างนั้นเหรอ”

“ใช่ค่ะ”

“พี่นึกไม่ถึงว่านายธันว์จะไวขนาดนี้”

“แต่มันดีสำหรับพี่อัตไม่ใช่หรือ อย่างน้อยพี่กับพี่ซาร่าห์จะได้ตกล่องปล่องชิ้นกันได้เร็วขึ้น”

“พี่ไม่รู้สิ...ไม่แน่ใจว่านี่เป็นสิ่งที่พี่ต้องการหรือเปล่า”

“ทำไมพี่พูดอย่างนั้นล่ะคะ ไหนว่าพี่รักพี่ซาร่าห์”

“ก็รัก... แต่มันรู้สึกแปลกๆ เมื่อคิดว่าหมดเสี้ยนหนามหัวใจเร็วเกินไป ปกติพี่กับธันว์จะลงสนามแข่งกันนานกว่านี้กว่าจะรู้ดำรู้แดง”

“อย่าคิดมากเลยค่ะ คิดถึงอนาคตที่พี่จะได้อยู่กับคนที่พี่รักให้มากเข้าไว้”

“ไม่ต้องมาสอนพี่ แค่นี้นะ เจอกันคืนนี้ พี่จะรีบกลับแล้วกัน”

“ไหนว่าจะกลับดึก”

“เปลี่ยนใจแล้ว พี่ว่าพี่ฝากปลาย่างไว้กับแมวนานเกินไปแล้ว”

มินตราหัวเราะเสียงพลิ้วหวาน “ตามใจค่ะ งั้นรีบกลับนะคะ คืนนี้เราจะได้ออกไปหาอะไรกินด้วยกันสามคน”

เมื่ออีกฝ่ายวางหูโทรศัพท์แล้ว มินตราจึงวางตาม เธอหยิบไดอารี่ขึ้นไปเก็บบนห้องนอน ก่อนจะอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าและคว้าผ้าพันคอเดินลงมา พอก้าวมาถึงห้องนั่งเล่นก็เป็นจังหวะเดียวกับที่เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง

“สวัสดีค่ะ” เด็กสาวเดินไปรับโทรศัพท์ เธอเอ่ยทักเป็นภาษาอังกฤษ

“นั่นใครน่ะ” เสียงผู้หญิงโต้กลับมาในภาษาเดียวกัน

มินตราเนื้อตัวเย็นเฉียบ เธอเกือบทำโทรศัพท์ร่วงหลุดจากมือ แม้น้ำเสียงปลายสายจะฟังสาวขึ้น กระนั้นความเข้มงวดที่แฝงมากับน้ำเสียงก็ยังคงเอกลักษณ์แม่ของเธอ ซึ่งสิ่งนี้ทำให้เด็กสาวจำได้แม่นยำ มินตราพยายามควบคุมความตื่นตระหนก แล้วตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบว่า

“หนูเป็นเพื่อนของเจ้าของบ้านค่ะ” เธอยังคงใช้ภาษาอังกฤษพูดคุยกับผู้เป็นแม่

“อัตอยู่ไหม เรียกตัวมาให้ฉันหน่อยสิ บอกเขาว่าแม่โทรมา”

“พี่อัตไม่อยู่ค่ะ คุณน้าจะ...” แต่เธอไม่มีโอกาสพูดจนจบประโยค เมื่อปลายสายทะลุกลางปล้องขึ้นก่อนว่า

“ฉันไม่มีหลานสาวที่ไหน เพราะฉะนั้นกรุณาอย่าเรียกฉันว่าน้า” น้ำเสียงที่ตอบกลับมาแฝงความไว้ตัว

มินตรากัดริมฝีปาก เธอเพิ่งรู้ฤทธิ์เดชของแม่ก็ในตอนนี้

“อัตไม่อยู่ แล้วธันว์ล่ะอยู่หรือเปล่า ไปตามตัวมาให้ฉันหน่อยสิ บอกว่าป้าเพลินโทรมา” ปลายสายยังคงถามกลับมา

“พี่ธันว์ก็ไม่อยู่ค่ะ พี่เขา...” ทว่าเธอไม่มีโอกาสพูดจนจบประโยคเป็นหนที่สอง เมื่อเสียงธันว์ดังขึ้นที่ประตูห้องนั่งเล่น

“ใครโทรมาน่ะมิ้น”

มินตราสะดุ้งสุดตัว และชะรอยเสียงธันว์ดังไปถึงหูของแม่เธอ เพราะปลายสายพูดแทรกขึ้นทันทีว่า

“นั่นเสียงตาธันว์นี่ ขอฉันคุยกับหลานชายฉันหน่อยสิ”

มินตรากลอกตาไปมา เธอไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากส่งกระบอกโทรศัพท์ให้กับธันว์โดยที่มือป้องหูโทรศัพท์ไว้เมื่อบอกว่า ‘น้าเพลินโทรมา’ เด็กสาวบอกชายหนุ่ม โดยจำได้แม่นว่าเคยโกหกเขาไว้ว่าเพลินตา มีศักดิ์เป็นน้า จากนั้นเธอก็ถอยไปนั่งบนโซฟาไม่ห่างจากเขานัก

“ผมธันว์พูดครับคุณป้า”

“เมื่อกี้ใครรับสายน่ะธันว์ ป้าบอกว่าขอสายอัตกับธันว์ แต่เจ้าหล่อนบอกว่าไม่อยู่”

“อัตไม่อยู่บ้านจริงๆ ครับป้าเพลิน เขาออกไปข้างนอก ส่วนผมเพิ่งกลับเข้ามาครับ”

“อ้อ... ป้าได้ยินธันว์พูดภาษาไทยกับเด็กคนนั้นด้วย”

“ครับ เธอเป็นคนไทย เลยพูดภาษาไทยได้”

“อ้าวเหรอ... เป็นคนไทยแล้วทำไมไม่พูดภาษาไทยกับป้า พ่นภาษาอังกฤษยังกับเด็กฝรั่ง หล่อนเป็นลูกเต้าเหล่าใครน่ะทำไมถึงเข้าไปอยู่ในบ้านตอนที่หลานกับอัตไม่อยู่ได้”

“เป็นน้องสาวเจ้า...” ธันว์ชะงักเมื่อนึกขึ้นได้ว่าถ้ามินตราเป็นลูกพี่ลูกน้องของอัตรา ก็เท่ากับมีศักดิ์เป็นหลานสาวของเพลินตาด้วยเหมือนกัน คิดอย่างนั้นแล้วชายหนุ่มก็เลื่อนมือไปป้องหูโทรศัพท์แล้วจึงหันไปพูดกับเด็กสาวว่า

“มิ้น...ช่วยไปดึงกุญแจรถให้พี่ทีสิ พี่ลืมเสียบคารถไว้”

ธันว์รอจนมินตราเดินออกจากห้องไปแล้ว เขาจึงหันกลับมาคุยกับเพลินตาต่อ “มิ้นเป็นน้องสาวของอัตน่ะครับ มีศักดิ์เป็นลูกผู้น้อง ชื่อจริงว่ามินตรา ป้าเพลินจำเธอไม่ได้หรือครับ?”

“อะไรนะ? มิ้น มินตรา?”

“ใช่ครับ...มิ้น มินตรา ป้าเพลินคุ้นบ้างไหมครับ เธอเดินทางมาที่บอสตันเพื่อมาเยี่ยมอัต และตอนนี้ก็ค้างที่นี่ได้สามวันแล้ว”

“คุณพระ...ขอชื่อและสกุลของเด็กคนนั้นอีกครั้งสิธันว์”

“มินตรา มิชิแกนครับ”

เพลินตาอึ้งราวกับช็อก หาลิ้นตัวเองเจอแล้วจึงตอบกลับไปว่า “ป้าจะโทรมาถามเรื่องนี้แหละ จำลุงศรเพื่อนของป้าที่ทำงานอยู่ที่ตม.บอสตันได้ไหม”

“จำได้ครับ มีอะไรหรือครับ”

“ลุงศรโทรมาบอกป้าว่ามีคนเก็บบัตรเครดิตของผู้หญิงที่ชื่อมินตรา มิชิแกน ได้ เขาบอกว่ามิ้นไปทำหล่นไว้ที่ห้าง ทางผู้จัดการห้างก็เลยเอาไปเช็กที่ตม.เพื่อตามหาคนที่เป็นเจ้าของบัตร ลุงศรก็เลยโทรมาหาป้าเรื่องนี้”

“ครับ...บัตรนั่นคงเป็นของมิ้น เพราะเห็นเจ้าตัวบ่นว่าหายไปตั้งแต่สองวันก่อน ว่าแต่ทำไมผู้จัดการห้างต้องเอาไปเช็กที่ตม.ครับ ส่งคืนสถานทูตไทยในอเมริกาที่ใกล้ที่สุดเพื่อประกาศหาเจ้าของไม่ง่ายกว่าหรือ ทำไมลุงศรต้องโทรไปหาป้าครับ”

“เขาโทรมาหาป้าเพราะเห็นว่ามิชิแกนเป็นนามสกุลของป้าน่ะสิ”

“ครับ...เป็นนามสกุลของอัตด้วย แต่ผมแปลกใจว่าทำไมลุงศรเลือกที่จะโทรไปหาป้า ทำไมไม่โทรหาอัตซึ่งอยู่ใกล้กว่าในเมื่อลุงศรก็รู้ว่าอัตอยู่ที่บอสตันนี่ หรือว่าลุงศรไม่รู้ว่าหลานสาวป้าเพลิน ผมหมายถึงมินตราน่ะครับ ก็มาพักอยู่ที่นี่ด้วย”

“ก็เพราะบังเอิญจำได้ว่ามินตรา มิชิแกน เป็นลูกสาวป้า ไม่ใช่หลานน่ะสิ เขาเลยเลือกที่จะโทรมาหาป้าแทนที่จะเป็นอัต”

“อะไรนะครับ?” ธันว์ร้องออกไปอย่างตกใจ “ป้าเพลินว่าอะไรนะครับ ใครเป็นลูกไม่ใช่หลานนะครับ?”

“มินตรา มิชิแกน เป็นชื่อของยายมิ้นลูกสาวป้า ไม่ใช่หลาน ป้าไม่เคยมีหลานสาวที่ไหน โดยเฉพาะหลานที่ชื่อเหมือนลูกสาวตัวเองด้วยแล้วยิ่งไม่มี และไม่มีญาติคนไหนอุตริตั้งชื่อให้เหมือนกันทั้งชื่อจริงและชื่อเล่นอย่างนั้นด้วย”

“ป้าหมายถึงว่าไม่มีหลานสาวที่ชื่อเหมือนหนูมิ้นหรือครับ”

“ถูกต้อง ไม่มีจ๊ะ ที่มีชื่อนั้นก็มีแต่ยายมิ้นลูกสาวป้าคนเดียวซึ่งตอนนี้เพิ่งอายุ ๑๑ ขวบ”

“ผมไม่เคยรู้ว่าป้าไม่มีหลานสาว” ธันว์ส่งเสียงเหมือนครางออกไป

“ธันว์ไม่รู้ ไม่แปลกหรอก แต่ที่น่าสงสัยคือลูกชายป้า...อัตไม่เอะใจบ้างหรือไงว่าผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่ญาติตัวเอง แต่สวมรอยมา”

ธันว์เซไปทรุดบนโซฟา “ผมงงไปหมดแล้ว”

“ป้าก็งงไม่ต่างไปจากธันว์หรอก ถึงได้โทรศัพท์มาหาหลาน ตอนที่ป้ารับโทรศัพท์ลุงศรก็งงเป็นไก่ตาแตกอย่างนี้เหมือนกัน เพราะลูกสาวป้าเพิ่งจะ ๑๑ ขวบ เพราะฉะนั้นจะไปทำบัตรเครดิตได้ไง แล้วแถมมันไปโผล่อยู่ที่บอสตันด้วย ลุงศรเล่าว่าบัตรเครดิตนั่นหน้าตาประหลาดด้วยไม่เหมือนกับบัตรเครดิตทั่วไป”

ธันว์ยกมือลูบหน้า “ถ้าสมมติว่ามิ้น...ผมหมายถึงเด็กสาวที่อยู่ที่บอสตันกับพวกผมนี่ ไม่ใช่หนูมิ้นลูกสาวหรือหลานสาวของป้า แต่เป็นใครสักคนที่สวมรอยมา แล้วเจ้าหล่อนจะเป็นใครได้ล่ะครับ และมีเหตุผลอะไรถึงทำอย่างนั้น”

“นั่นล่ะที่ป้าสงสัยถึงได้โทรมานี่ ป้าอยากรู้ว่าเจ้าของบัตรเครดิตมีวัตถุประสงค์อะไรถึงได้สวมรอยเป็นยายมิ้น ว่าแต่ผู้หญิงที่ชื่อมินตรา มิชิแกน ป้าหมายถึงผู้หญิงที่เป็นเจ้าของบัตรเครดิตนั่น ใช่เด็กคนเมื่อครู่ที่คุยกับป้าหรือเปล่า”

“ใช่ครับ...” ธันว์ถอนหายใจ ก่อนเสริมว่า “ถึงว่า ตอนที่ป้าพูดสายกับมินตรา ป้าทำท่าเหมือนไม่รู้จักเธอ”

“ก็จะให้รู้จักได้ยังไงในเมื่อไม่ใช่ลูกใช่หลาน แล้วนี่หล่อนไปพักอยู่กับหลานกี่วันแล้ว”

“สามวันแล้วครับ”

“เป็นสาวเป็นแส้ไปค้างอ้างแรมบ้านผู้ชายได้ไง หน้าไม่อาย นี่ถ้าเป็นลูกเป็นหลาน ป้าตีตายแล้ว”

“ครับ...” ธันว์ตอบรับอย่างที่ไม่รู้จะพูดอะไรดีกว่านั้น ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องว่า “งั้นเดี๋ยวคุยเรื่องนี้กันอีกครั้งตอนที่อัตกลับมาแล้วนะครับ ตอนนี้ผมมีธุระต้องออกไปข้างนอก เอาไว้ค่ำๆ ผมจะโทรกลับไปหาป้าใหม่” ธันว์รีบกล่าวลาเมื่อเห็นมินตราเดินกลับเข้ามาในห้องนั่งเล่น

“ไม่มีกุญแจเสียบคารถค่ะ มิ้นหาในรถจนทั่วเแล้ว ก็ไม่เจอ”

“ไม่เป็นไร พี่ลืมไปว่าพี่ดึงกุญแจออกมาแล้ว” ธันว์พูดหน้าตาเฉย แล้วล้วงกุญแจรถออกมาจากกระเป๋ากางเกง ก่อนจะหมุนเล่นไปมาในมือ

“พี่ธันว์น่ะ” มินตราตวัดตาค้อน “แล้วนี่แม่ เอ้อ...มิ้นหมายถึงน้าเพลินน่ะค่ะ โทรมาทำไมเหรอคะ”

“มิ้นรู้จักป้าเพลินใช่มั้ย เธอเป็นแม่ของเจ้าอัต” ธันว์ถามไปอีกทาง แล้วจ้องหน้าเด็กสาวอย่างไม่ให้คลาดสายตา

“รู้จักสิคะทำไมจะไม่รู้จัก พี่ธันว์ถามทำไมหรือคะ”

ธันว์จ้องหน้าเด็กสาว พลางตัดบทว่า “ไม่มีอะไร หิวหรือยัง ออกไปหาอะไรกินกันเถอะ”

“ค่ะ มิ้นพร้อมตั้งแต่ตอนที่เห็นหน้าพี่แล้ว เราออกไปกินมื้อเที่ยงกันเถอะนะคะ” มินตราเอ่ยชวนแล้วก้าวไปคล้องแขนเขาอย่างสนิทสนม โดยมีสายตาของคนตัวสูงเฝ้ามองอยู่เงียบๆ

ธันว์เกิดความรู้สึกไม่ไว้ใจ...ความระแวงสงสัยเกาะกินหัวใจเขาจนลามเป็นหลุมดำขนาดใหญ่...มันใหญ่และกว้างลึกเสียจนหาจุดสิ้นสุดไม่เจอ เขาพลันเกิดความรู้สึกโหวงเหวงขึ้นในจิตใจ

คืนวานเขายังรู้สึกกับเด็กสาวราวกับคนคุ้นเคยที่รู้จักกันมาชั่วชีวิต หากแต่วันนี้วินาทีนี้เขากลับรู้สึกว่างเปล่าราวกับว่าเขากับเด็กสาวเป็นเพียงคนแปลกหน้าต่อกัน...








Create Date : 17 พฤษภาคม 2553
Last Update : 17 พฤษภาคม 2553 23:53:56 น.
Counter : 536 Pageviews.

5 comments
О, не рыдай мой Паоло ( O, ne ridal moy Paola ) from Francesca da Rimini by Sergej Rachmaninov ปรศุราม
(30 พ.ย. 2564 16:20:13 น.)
28 พฤศจิกายน 2021 เพิ่งมารู้ตัว somsu4
(28 พ.ย. 2564 13:16:12 น.)
I can't breathe - บทที่ ๕ (YURI) นิ้วนาง-เดียนา
(26 พ.ย. 2564 15:52:03 น.)
ช่างตัดผมเม้าท์ Alex on the rock
(26 พ.ย. 2564 20:03:20 น.)
  
ว้าว อ่านคำโปรยหลังปกแล้วรู้สึกว่าน่าอ่านมาก (ถึงแม้จะอ่านมาแล้ว) เป็นกำลังใจให้คุณอุ๋ยนะคะ ช่วงนี้ไม่ได้ไปทำงานค่ะ เพราะว่า office อยู่สีลมพอดิบพอดี เลยได้เวลามานั่งอ่านนิยายตามเว็บได้มากมาย ฮ่า ๆ ไม่รู้ว่าโชคดีบนความโชคร้ายหรือเปล่า
โดย: หนูเก๋ วันที่: 17 พฤษภาคม 2553 เวลา:23:43:24 น.
  
หวานอยู่ดีๆ งานก็เข้าหนูมิ้นซะแล้ว ลุ้นกันต่อไปค่ะ หุหุ

ตอนแรกแอบลุ้นหน้าปกค่ะ ว่าจะมีรูปพี่เรย์รึป่าว แต่พอเห็นขนาดกล้ามของนายแบบหน้าปก ก็รู้ว่าต้องไม่ใช่พี่เรย์แน่ๆ เลย 555+
โดย: pantan IP: 58.9.20.199 วันที่: 18 พฤษภาคม 2553 เวลา:10:09:55 น.
  
สถานการณ์ไม่ปลอดภัย ดูแลตัวเองดีๆ นะค่ะ
โดย: หมู IP: 58.64.76.6 วันที่: 18 พฤษภาคม 2553 เวลา:23:00:13 น.
  
-คอมมอนเซ้นต์===>คอมมอนเซนส์

-นอนเซ้นต์===>นอนเซนส์
โดย: mimny วันที่: 18 พฤษภาคม 2553 เวลา:23:23:04 น.
  
คุณหนูเก๋ : ถือว่าพักร้อนชั่วคราวเนอะ ดีออก อุ๋ยสิรัฐบาลประกาศให้ราชการหยุดทำการยังไง แต่อุ๋ยก็ยังทำงานปกติ ข่าวเนอะ ไม่มีวันหยุด

คุณเอ๋ : ฮ่าๆๆ เห็นปกครั้งแรก ก็แหะๆๆ ทำไมพี่เรย์ฉันเซอร์อย่างนี้ ฮ่าๆๆ >_< แต่คงทำอะไรไม่ได้ล่ะคะ

คุณหมู : ขอบคุณคุณหมูมากค่ะ จะดูแลตัวเอง คุณหมูเช่นกันนะคะ ว่าแต่ใช่คนเดียวกับที่เมนท์ในหน้าละครรหัสทรชนป่าวคะ เกิดความสงสัยว่าคุณหมูเป็นใคร ^^

น้องมิ้ว : ขอบคุณน้องมิ้วมากจ้าสำหรับบรูฟ พี่ตามแก้ในต้นฉบับหมดแล้ว
โดย: คณิตยา วันที่: 19 พฤษภาคม 2553 เวลา:8:04:42 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Kanittaya.BlogGang.com

คณิตยา
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 26 คน [?]

บทความทั้งหมด