Group Blog
 
 
พฤศจิกายน 2554
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
20 พฤศจิกายน 2554
 
All Blogs
 

เยือนถิ่นเสือเหลืองมาเลเซีย




ตอนที่ 1 บินโลวคอสต์ท่องกัวลาลัมเปอร์
ประเทศสุดท้ายในการเดินทางเยือนเอเชียคราวนี้ก่อนกลับสวีเดนก็คือมาเลเซีย คราวนี้ไม่ได้เที่ยวอย่างโดดเดี่ยวเพราะมีเพื่อนติดสอยห้อยตามไปด้วย คนหนึ่ง

วันที่ 31 ก.ค. พวกเราออกเดินทางจากบ้านราวๆตีสี่ครึ่ง จัดการเรื่องเช้คอินเรียบร้อยเวลาราวๆ เจ็ดโมงเช้าเครื่องพาเราออกเดินทางไปยังสนามบิน KLIA อาคาร lcct สำหรับสายการบินต้นทุนต่ำ ในเวลาสิบโมงเช้าของมาเลเซีย ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทยหนึ่งชั่วโมง



เมื่อรับกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็นั่งรถสกายบัสเข้าเมืองในราคาเก้าริงกิต ใช้เวลาราวๆชั่วโมงหนึ่งรถก็เข้ามาส่งที่สถานีกลางหรือ KL sentral ซึ่งเป็นศูนย์กลางในการต่อรถไฟต่างๆ พวกเราลงรถแล้วก็เดินมาอีกไม่กี่เมตรเพื่อมาขึ้นรถไฟรางเดียวหรือ Monorail ซึ่งตัวสถานีไม่ได้อยู่ติด KL sentral


ก่อนขึ้นรถพวกเราก็แวะซื้อของเซเว่นกันแป๊บหนึ่งแล้วมาซื้อตัวกับเจ้าหน้าที่ ไปสถานี Imbi การซื้อตั๋วที่นี้ต้องซื้อกับเจ้าหน้าที่เนื่องจากเครื่องขายตั๋วไม่มี หรือมีก็พัง ได้ตั๋วแล้วก็ขึ้นไปรอรถชั้นสองตั๋วของที่นี้ก็เหมือนกันกับตั๋วรถไฟฟ้าบีทีเอสของเมืองไทย ระหว่างทางก็ได้ชมวิวไปเรื่อยๆเพราะเป็นรถที่ลอยฟ้าไม่ได้อยู่ใต้ดิน จนถึงสถานีอิมบี พวกเราก็ลงไปหาห้องน้ำเข้าก่อนที่ห้างหรูหราแห่งหนึ่งคือห้าง ไทม์สแควร์ แล้วก็ข้ามฝั่งมาด้านตรงข้ามลัดเลาะไปหาเกสเฮ้าส์ที่พัก ซึ่งก็ยังงงๆว่ามันอยู่ที่ไหนเพราะแผนที่กับถนนจริงทำไว้ไม่เหมือนกันเท่าไหร่ ยืนงงอยู่ชั่วครู่พวกเราก็ดันมองไปเจอที่พัก ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากจุดที่พวกเรายืนงงงวยกันอยู่
พอเข้าไปถึงเกสเฮ้าส์ก็จัดการเช็คอิน อะไรให้เรียบร้อยทางที่พักให้ห้องมาผิดอีก เพราะพวกเราจองเตียงคู่แต่ดันให้เตียงเดี่ยวมา ที่พักเลยให้ไปนอนห้องเตียงสองชั้นก่อน สภาพห้องที่เกสเฮ้าส์แห่งนี้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ห้องค่อยข้างอับแถมยังจัดห้องให้ไม่ตรงกับที่จองไว้ แต่เจ้าหน้าที่นิสัยดีเป็นมิตร ตกแต่งที่พักได้น่ารักดียกเว้นห้องนอน เหอะๆๆ เอาอะไรมากมายกับที่พักราคาถูก
เมื่อจัดการอะไรเรียบร้อยแล้วพวกเราก็นอนเอาแรง แต่ตอนนั้นยังนอนไม่หลับเท่าไหร่ เพราะกำลังตื่นเต้นรอการออกตะลุยเมือง
ราวๆบ่ายสองก็ออกจากที่พักลัดเลาะไปแถวๆขนส่งปูดูรายา ซึ่งเดินไกลเหมือนกันเพราะพวกเรายังไม่รู้จักทางลัด พวกเราหาสถานีรถไฟฟ้าพลาซ่ารักยัตอยู่นาน จนเจอหายากพอสมควร พอเจอก็นั่งไปแค่สถานีเดียวไปยังสถานีมัสยิดจาเม็ก เพื่อเดินเที่ยวแถวๆนั้น ตอนนั้นก็หิวแล้ว แต่ยังไม่รู้จะกินอะไรเลยเดินวนหาอยู่แถวนั้นก็ไม่ค่อยจะมีอะไรน่ากินเท่าไหร่ ดังนั้นเลยเดินเข้าไปในร้านอาหารมุสลิม สั่งอาหารมาทานคนละอย่างปรากฏว่ารสชาติอร่อยดี อาหารพร้อมน้ำตกคนละร้อยบาทได้





เมื่ออิ่มแล้วก็ออกเดินเล่นบริเวณมัสยิดจาเม็ก บริเวณจตุรัสเมอเดก้า ซึ่งแปลว่าจตุรัสอิสรภาพ บริเวณนั้นมีสถานที่สำคัญๆหลายอย่างเช่น มิสยิดจาเม็ก อาคารที่ว่าการยุคอังกฤษปกครอง วังสุลต่านและอื่นๆอีกมากมาย พวกเราถ่ายรูปบริเวณนี้กันมากพอสมควร










แต่ตอนนั้นรู้สึกอ่อนเพลียมาก เนื่องจากพักผ่อนมาน้อยแถมยังมาเดินล่นตอนแดดเปรี้ยงมากขนาดนี้ ทั้งเดินเล่นพักอยู่นานเลยเดินต่อไปยังตลาดกลางหรือ Central market ที่แห่งนี้พวกเราไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากไปนอนฟุบบริเวณศูนย์อาหารเนื่องจากทั้งง่วงและไม่มีแรงเอาเสียเลย



พักอยู่พอสมควรก็เดินไปยัง หน้าทางเข้าไชน่าทาวน์หรือถนนเปตาลิง ซึ่งฝั่งตรงข้ามเป็นห้างขายของที่มีสินนค้าเหมือนๆกับประตูน้ำบ้านเรา พวกเราไปเข้าห้องน้ำที่ห้างนี้เสร็จแล้วก็ข้ามสะพานลอยมาเพื่อเข้าไปเดินในย่านไชน่าทาวน์ ซึ่งมีการวางขายสินค้าพวก กระเป๋ารองเท้า ของก็อปเกรดเอก็มีขาย มีเกาลัด อะไรต่างๆที่เหมือนๆกับบ้านเรา พวกเราเดินไปเดินมามีคนมาตะโกนร้องให้เข้าร้าน เลยพูดเล่นๆว่าอยากขายให้พวกเราต้องพูดภาษาไทยสิ เดินไปซักพัก คนคั่วเกาลัดพูดว่าอร่อยๆเอาไหมๆ ดันพูดภาษาไทยอีก แต่ดันไม่ซื้อของเขาเหอะๆ คนขายแถวๆนี้พูดภาษาไทยได้นิดๆหน่อยพอขายของให้คนไทย ไชน่าทาวน์ที่นี้ไม่ได้ใหญ่โตอะไรมากมายเหมือนเยาวราชบ้านเรา


ออกจากไชน่าทาวน์พวกเรากลับไปยังจตุรัสเมอเดก้าอีกครั้งหนึ่งเพื่อไปรอเก็บภาพยามค่ำคืน และแล้วตกเย็นพวกเราก็ไปหาของกินที่หน้าเกสเฮ้าส์ ซึ่งมื้อนี้เป็นบะหมี่ผัดแบบจีนกับโรตีกินกับแกงแบบอินเดีย เมื่อเรียบร้อยก็เข้าที่พักนอนเอาแรงไว้สำหรับตะลุยกัวลาลัมเปอร์พรุ่งนี้ต่อไป









ตอนที่ 1 บินโลวคอสต์ท่องกัวลาลัมเปอร์
ตอนที่ 2 KL ในมุมสูง
ตอนที่ 3 สีสันมะละกา
ตอนที่ 4 เก็บตกกัวลาลัมเปอร์และไปปุตราจายา




ตอนที่ 2 KL ในมุมสูง

1 ส.ค. พวกเราตื่นแต่เช้าและออกจากห้องพักประมาณเจ็ดโมงเช้าขึ้นรถไฟฟ้าโมโนเรล ไปต่อรถไฟใต้ดินเพื่อไปยังสถานี KLCC ซึ่งเป็นบริเวณขึ้นชมตึกปิโตรนาส พวกเราไปถึงราวๆเจ็ดโมงครึ่งปรากฏว่ามีคนมาต่อแถวรอก่อนแล้วและต่อจากเรายังมีคนมาต่อแถวเพิ่มอีกเรื่อยๆ เพื่อรอรับบัตรคิว พวกเรารอจนถึงเกือบเก้าโมงถึงได้รับบัตร เพื่อรับบัตรคิวอีกทีหนึ่ง พวกเราได้คิวรอบเก้าโมงครึ่งเลยไปเข้าห้องน้ำก่อน แต่พอกลับมาคิวของพวกเราไปก่อนแล้วก่อนเวลาเสียอีก เลยแอบแทรกไปเลย





ในที่สุดพวกเราก็ใช้วิชามารเล็กๆได้ขึ้นไปชมตึกจนได้โดยได้ขึ้นไปถึงแค่สะพานข้ามตึกเท่านั้น พวกเรามีเวลาอยู่ด้านบนแค่สิบห้านาทีเท่านั้น





หลังจากนั้นก็ลงจากตึกออกมาหาข้าวทานเวลาประมาณสิบโมงเช้าพวกเราทานอาหารในศูนย์อาหารของห้างใต้ตึกปิโตรนาสนั้นเอง อาหารรสชาติก็อร่อยดีมื้อนี้เป็นบะหมี่เป็ดบาบีคิว

เมื่ออิ่มแล้วก็มาเดินเล่นตรงสวนใต้ตึก อยู่พักหนึ่งจนเหนือยแล้วพวกเราก็มุ่งหน้าต่อไปยัง หอคอยเคแอลทาวเวอร์ แต่พอขึ้นจากสถานีรถไฟฟ้าติดินแล้วพวกเรากลับหาทางไปไม่เจอ เดินวนไปวนมาจนเหนื่อยเลยตัดสินใจออกกลับไปนอนเอาแรงที่ๆพัก เพราะตอนนี้ก็เป็นเวลาบ่ายโมงที่แดดร้อนเปรี้ยงแล้ว ได้หลับซักงีบหนึ่ง บ่ายสามโมงก็ออกมาใหม่ เพื่อไปยังเคแอลทาวเวอร์อีกรอบ


แต่ก่อนไปต้องฝากท้องก่อนเลยมุ่งหน้าไปแถวๆย่านบูกิตบินตัง ซึ่งกะว่าจะหาศูนย์อาหารซักแห่งหนึ่ง แต่พวกเราก็ซอกแซกไปจนเจอศูนย์อาหารแห่งหนึ่งที่เหมือนๆกับโรงอาหารร้อนๆ ไม่มีเครื่องปรับอากาศอยู่บนยอดตึก เลยไปกินข้าวราดแกงที่ไม่ค่อยอร่อยเท่าไหร่ เพราะปกติเป็นคนไม่ชอบกินข้าวราดแกง รสชาติอาหารก็ปานกลาง จากนั้นก็ลุยต่อไปยังหอคอยเคแอลทาวเวอร์อีกทีหนึ่งคราวนี้พวกเราหาทางขึ้นจนเจอ ต้องเดินต่อไปจากสถานีรถไฟฟ้าไม่ใช่ใกล้ๆ แต่ตรงทางเข้ามีรถรับส่งฟรี ไปถึงทางเข้าหอคอยเลยทีเดียว



ขณะที่ไปถึงก็เป็นเวลาเกือบห้าโมงครึ่งแล้ว จ่ายค่าเข้าคนละ 20 ริงกิต พนักงานที่หน้าลิฟท์ถามว่าเรามาจากฮ่องกงเหรอว่างั้น เราบอกเปล่ามาจากประเทศไทย คนแก่เลยบอกสวัสดีครับ และเราก็ขึ้นลิฟท์ไปรวดเดียวถึงชั้นที่ชมวิวเลย ออกมาจากลิพท์ก็รับเครื่องบรรยายอัตโนมัติซึ่งมีภาษาไทยอยู่ด้วย เราอยู่ที่หอคอยกันนานมากเพราะรอดูพระอาทิตย์ตกดิน ซึ่งเกือบสองทุ่มนู้นแหน่ะกว่าที่ฟ้าจะมืด เพราะฉะนั้นพวกเราเลยอยู่ที่นี้กันนานมากๆ









พอลงมาจากหอคอยแล้วก็มาถ่ายรูปใต้หอคอยซักครู่ แล้วเดินกลับเพื่อไปย่านบูกิตบินตัง ซึ่งเป็นแหล่งรวมห้างดังๆ เราเดินลัดเลาะไปเรื่อยๆ แบบไม่รู้ตัวก็เจอถนนทางเข้าบ้านเราดีๆนี้เอง ยิ่งเดินยิ่งรู้ทางลัดมากขึ้นอะไรๆก็ใกล้เข้ามาอีกเยอะ แต่พวกเรายังไม่กลับที่พักหรอก ขอไปหาอะไรๆอร่อยๆกินก่อน ลงไปชั้นใต้ดินห้างหรูๆแห่งหนึ่งมีร้านขายอาหารหลายร้านมีร้านหนึ่งขายอาหารสไตล์ไทยและญี่ปุ่น เลยไปลองทานเป็นอาหารหน้าตาญี่ปุ่นแต่รสชาติไทย ซึ่งรสชาติอร่อยดี กินเสร็จแล้วก็เดินดูสีสันของย่านนี้ซักครู่แล้วก็เดินกลับไปยังที่พักซึ่งอยู่ไม่ไกลเลย






ตอนที่ 1 บินโลวคอสต์ท่องกัวลาลัมเปอร์
ตอนที่ 2 KL ในมุมสูง
ตอนที่ 3 สีสันมะละกา
ตอนที่ 4 เก็บตกกัวลาลัมเปอร์และไปปุตราจายา



ตอนที่ 3 สีสันมะละกา

วันที่ 2 ส.ค. วันนี้เป็นวันที่ 3 ที่พวกเราได้มาตะลุยมาเลเซีย พวกเราตื่นแต่เช้าออกจากบ้านราวๆเจ็ดโมงเดินไปไม่นานก็เจอสถานีขนส่งปูดูรายา พวกเรารีบไปซื้อตั๋วไป-กลับ มะละกา ราคาเที่ยวละเก้าริงกิต ต่อคน





พวกเราได้เที่ยวไปรอบเก้าโมงเช้า เวลาราวๆห้าโมงเช้าก็ถึงสถานี มะละกา เซ็นทรัล แต่พวกเราต้องต่อรถเข้าไปในเมืองอีกทีหนึ่งราคาหนึ่งริงกิต โดยลงที่บริเวณจตุรัสดัตช์ ซึ่งเป็นอดีตศาลาว่าการของดัตช์สมัยปกครองมะละกา บริเวณย่านนี้จะทาสีแดงเลือดหมูทั้งหมดทำให้ดูได้บรรยายกาศแบบยุโรป ย่านนี้มีทั้งโบสถ์เก่า ศาลาว่าการซึ่งตอนนี้เป็นพิพิธภัณฑ์






จากนั้นก็เดินเรียบภูเขาขึ้นไปเรื่อยๆบนยอดเขามีซากโบสถ์เก่าแก่ สมัยโปรตุเกสปกครองอยู่ ซึ่งบริวเณนี้สามารถมองเห็นเมืองจากด้านบนเป็นบางส่วน อยู่ด้านบนร้อนและหิวมาก เลยลงมาอีกทางด้านหนึ่งซึ่งเป็นด้านหน้าทางขึ้นเขาอย่างแท้จริงซึ่งยังมีร่องรอยประตูทางขึ้นสมัยโปรตุเกสอยู่ด้วย พวกเราลงมาแล้วเดินไปที่ห้างคาร์ฟูร์ ซึ่งสร้างขึ้นด้วยศิลปะแบบอิสลามประยุกต์ได้อย่างสวยงาม เราเจอร้านอาหารร้านหนึ่งเป็นร้านแบบสมัยใหม่ ที่มีอาหารสไตล์ไทยอยู่หลายแบบลองสั่งมาอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่คุ้นเลยว่ามันเป็นอาหารไทยอะไร แต่รสชาตินี้อร่อยมากทีเดียว ของเพื่อนสั่งผัดสะตอ ก็อร่อยเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นมื้อนี้เป็นอีกมื้อหนึ่งที่ประทับใจในรสชาติอาหารของประเทศนี้ที่ถูกปากคนไทย

เมื่ออิ่มแล้วพวกเราก็เดินกลับมาถ่ายรูปบริเวณโบสถ์เก่าอีกทีหนึ่ง และเดินกลับไปยังจตุรัสดัตช์อีกที เพื่อข้ามแม่น้ำสายเล็กๆไปยังอีกฟากหนึ่งของเมือง



อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำเป็นย่านชุมชนคนจีนล้วนหรือไชน่าทาวน์ของมะละกา บ้านเรือนในย่านนี้เป็นแบบคนจีนทั้งหมดและเป็นจีนแบบแท้ๆ เหมือนเดินอยู่ในประเทศจีนเลยทีเดียว เพราะนอกจากบ้านเรือนจะเป็นจีนแล้ว ยังมีวัด ศาลเจ้าและสมาคมตระกูลแซ่ต่างๆ ย่านนี้มีอะไรให้เดินดูเยอะมาก แค่ข้ามฟากแม่น้ำก็เหมือนกับข้ามจากยุโรปมาเอเชียเลยทีเดียว เป็นเมืองที่เที่ยวได้อารมณ์ทั้งตะวันออกและตะวันตก



พวกเราตระเวนเที่ยวจนจนบ่ายสามโมงเกินครึ่งก็มาเตรียมตัวรอรถกลับไปยังสถานีขนส่ง รออยู่นานมากๆสี่โมงกว่าจึงมา พวกเราขึ้นรถพาโนรามาเช่นเดิมเพื่อกลับไปยังสถานีขนส่ง แต่รถจะวนไปส่วนอื่นๆในเมืองก่อนไปไกลพอสมควรทำให้พวกเราได้ชมเมืองในจุดอื่นๆด้วย แต่รถวิ่งเสียเวลามากจนกว่าจะไปถึงสถานีขนส่งใช้เวลาตั้งหนึ่งชั่วโมง แต่เผอิญพวกเราเจอคนไทยที่ไปเรียนอยู่มะละกาเลยได้คุยอะไรๆกันหลายอย่าง จนถึงสถานีกลางมีเวลาเกือบๆห้าสิบนาทีกว่าเวลารถออก จนหกโมงเย็นรถก็ออกไปยังกัวลาลัมเปอร์ ถึงนั้นก็ราวๆสองทุ่มรถจอดไม่ไกลจากที่พักเท่าไหร่นัก พวกเราจึงเอาของไปเก็บแล้วออกไปหาของกินในย่านที่ไม่ไกลจากที่พัก ซึ่งเป็นย่านขายอาหารจีน อาหารไทย ซีฟูดต่างๆที่รสชาติอร่อยถูกใจแน่ๆ กินเสร็จแล้วก็ออกตระเวนย่านบูกิตบินตังในเวลากลางคืน ซึ่งเป็นวันเสาร์ที่ผู้คนออกมาเที่ยว หาของกิน ช็อปปิ้ง ดูครึกครื้นดี พวกเราเดินวนแถวนั้นไปมาแล้วจึงกลับไปที่พักเพื่อเตรียมเอาแรงไว้เดินต่อวันสุดท้าย






ตอนที่ 4 เก็บตกกัวลาลัมเปอร์และไปปุตราจายา

วันที่ 3 สิงหาคม วันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้ว ตื่นขึ้นมาก็เก็บของไว้แล้วไปเดินเล่นๆแถวนั้น แต่ไม่มีอะไรน่าสนใจเลยกลับมาที่พักเก็บของทุกอย่างแล้วจึงออกไปเช็คเอ้าท์ เสร็จแล้วพวกเราก็เดินจากที่พักไปเรื่อยๆจนถึงไชน่าทาวน์ ซึ่งตอนกลางวันยังไม่มีร้านค้ามาตั้งทำให้เดินได้สะดวกสบายตาดี แต่พวกเราเดินไปเรื่อยๆจนถึงย่านลึกลับ เพราะมันลึกลับจริงๆ บริเวณนั้นมีแต่ชายฉกรรณ์เดินขวักไขว่ไปหมด และพวกที่เดินไปเดินอย่างขวักไขว์อยู่นั้นได้ทยอยหลบเข้าไปบ้านสไตล์จีนเก่าๆมืดๆ เหมือนเป็นแหล่งมั่วสุมอบายมุขอะไรซักอย่าง
พอเดินไปเรื่อยๆก็เจอะสนามกีฬาแต่พวกเราเดินเลี้ยวไปทางสถานีรถไฟเก่าที่สร้างขึ้นอย่างสวยงาม แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นโรงแรม ย่านนั้นยังมีมัสยิดแห่งชาติ และเป็นทางเข้าไปยังสวนนก แต่พวกเราไม่ได้แวะเข้าไป เพราะเริ่มหิวแล้ว พวกเราจึงเดินมุ่งตรงไปยัง KL sentral เพื่อหาข้าวกินกันก่อน พวกเราเข้าร้านแห่งหนึ่งบริเวณชั้นสอง รสชาติอาหารอร่อยมากๆ



หลังจากกินอิ่มเสร็จแล้ว เวลาเกือบๆบ่ายสองโมง ก็ออกจากสถานีด้วยรถไฟฟ้าไปลงสถานีปุตราจายา ด้วยราคาคนละ 9.50 ริงกิต เมื่อถึงก็นั่งรถเมล์ไปยัง มัสยิด ปุตรา ด้วยราคาแค่ 50 เซ็นต์แค่นั้นเอง
บริเวณมิสยิดปุตราที่มีความสวยงามอลังการมาก นักท่องเที่ยวนิยมมาเที่ยวกันเยอะมาก พวกเราใช้เวลาอยู่ที่นี้ไม่นานเท่าไหร่ เพราะอยากเผื่อเวลาอยู่ที่สนามบิน ดังนั้นบ่ายสามโมงครึ่งพวกเราก็ออกไปยังสถานีรถไฟ เพื่อต่อรถไฟเข้าสนามบิน ด้วราคาเพียง 6.2 ริงกิตต่อคนก็นั่งรถไฟไปถึงสนามบิน KLIA เวลาเกือบๆห้าโมงเย็น พอถึงสนามบินแล้วก็ยังต้องต่อรถเมล์ไปยังอาคาร Lcct สำหรับสายการบินต้นทุนต่ำ พวกเราไปถึงเพิ่งจะห้าโมงกว่าเท่านั้นเอง เวลาเครื่องออกนั้นเกือบสามทุ่มเลยทีเดียว เลยไปหาของกินและนั่งเล่นที่ศูนย์อาหารซึ่งอยู่ไปอีกอาคารหนึ่ง วันนี้ลองกินบะหมี่แต่น้ำบะหมี่เป็นสไตล์มาเลย์เหมือนๆกับเครื่องแกงเผ็ดผสมผงกะหรี่ รสชาติก็อร่อยแปลกๆ ได้อิ่มท้องและนั่งจนถึงหกโมงเย็นแล้วก็เดินไปเช็คอินแต่แรกๆ แล้วก็ไปแลกเงินกลับเป็นเงินบาทให้เรียบร้อย อัตราแลกเปลี่ยนได้กำไรนิดหน่อย และเข้าไปนั่งรอแกร๊วอยู่ด้านในนานพอสมควร จนกว่าจะถึงเวลาเครื่องออกเวลา สองทุ่มห้าสิบห้านาที และถึงเมืองไทยโดยสวัสดิภาพราวๆสี่ทุ่มตามเวลาประเทศไทยซึ่งช้ากว่าเวลาที่มาเลเซีย 1 ชั่วโมง







 

Create Date : 20 พฤศจิกายน 2554
0 comments
Last Update : 20 พฤศจิกายน 2554 23:31:19 น.
Counter : 1621 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 


Zabby
Location :

Thailand

Sweden

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




หากผ่านเข้ามาที่บล็อกนี้ก็ทักทายกันได้ครับ ยินดีตอบคำถามข้อสงสัยที่พอจะช่วยได้ ปกติอาศัยอยู่ประเทศสวีเดน ส่วนตัวเป็นคนรักในการเดินทาง สนใจธรรมะ พลังจิต คอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีต่างๆ การพัฒนาเมือง ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม การตกแต่งบ้านและสวน เขียนบล็อก
free counters
Free counters
Friends' blogs
[Add Zabby's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.