Group Blog
 
 
พฤศจิกายน 2554
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
20 พฤศจิกายน 2554
 
All Blogs
 

เวียดนามปี 2006 ตอนที่ 2



วันนี้ตื่นนอนขึ้นมา จัดการธุระส่วนตัวเรียบร้อยแล้ว วันนี้ไม่กินอาหารของโรงแรมเพราะไม่อยากกินขนมปัง ทาแยม เลยเดินออกไปเรื่อยถามถนนของโบสถ์เซ็นโยเซฟ ซอกแซกไปเพื่อจะเดินไปวัดว่านเหมี่ยว แต่ระหว่างนั้นก็พยายามหาของกินด้วย ตามธรรมดาที่ผ่านมอเตอร์ไซต์ก็เรียกเป็นปกติ แต่ไม่สนใจอย่างเคย เจอร้านเฝปร้านหนึ่งเหมือนเพิ่งตั้งยังไม่มีคนมานั่งเลยสั่งกินก่อนอื่นเลย เฝอไก่ หมื่นด่องราคามาตรฐานนักท่องเที่ยวก็โอเค ใช้ได้ แต่น้ำซื้อร้านข้างๆขาย 5,000 ด่อง แพงดีจังแต่เอา 2 ขวด อิอิเก็บไว้ในกระเป๋าใบหนึ่ง







แล้วก็เดินไปตามทิศที่ตั้งไว้ โดยไม่เปิดแผนที่ออกมาดูอีก เพื่อจะไปวัดว่านเหมี่ยว แต่เผอิญหลงทางนิดหน่อย











เลยไปเจอหอธงก่อนกับพิพิธภัณฑ์ก่อน ฝั่งตรงข้ามเป็นสวนเลนิน ผมไม่ชอบเข้าพิพิธภัณฑ์เท่าไหร่ เลยจะข้ามไปฝั่งสวนเลนิน ตอนนี้แหล่ะที่มอเตอร์ไซต์ตื้อหนักที่สุดบอกว่า ไม่ๆ ยังจะพูดอยู่นั้นแหล่ะ ไปนั่น ไปนี้ แถมยังขับมอเตอร์ไซต์ตามอย่างน่ารำคาญ จะอะไรกันนักกันหนา รัฐบาลเขาจะรู้ปัญหาและไปไปปรับปรุงไหมก็ไม่รู้ ผมข้ามไปฝั่งสวนเลนินแล้วถ่ายรูปมาฝั่งหอธงและท่านเลนินไว้ซะหน่อย











พร้อมกับนั่งพักกางแผนที่ทางไปวัดว่านเหมี่ยวซึ่งอยู่ไม่ไกล ระหว่างทางเจอสถานทูตไทยด้วย




ซอกแซกมาเรื่อยๆตามแผนที่ก็เจอกำแพงวัดแล้ว แต่ทางเข้าต้องไปเข้าอีกทางหนึ่งซึ่งอยู่ไกลพอสมควร ข้างรั้ววัดค่อนข้างสกปรก มีอึมนุษย์ อยู่หลายจุดเวลาเดินต้องคอยระมัดระวัง ราวกับกลัวเหยียบกับระเบิดสงครามเวียดนาม พอเจอทางเข้าแล้ว เห็นเขียนว่าราคาตั๋ว 3,000 ด่อง แต่บัตร 5,000 ด่อง ผมซื้อบัตรพร้อมกับ คนขายชี้ไปที่โบชัวร์ ผมเลยหยิบ เพราะนึกว่าแจกฟรี ผมยื่นเงินให้แบ๊งค์ 20,000 ด่อง คนขายทอนมา 12,000 ผมเลยทวงว่าทอนไม่ครบ แต่เธอบอก 8,000 ค่ะ โห หลอกให้ซื้อโบชัวร์ด้วยนี้หว่า แค้นเลย จำไว้ แต่ไม่เป็นไรตก แค่ 18 บาทกว่าๆเองหรอก



วัดว่านเหมี่ยวได้ชื่อว่าเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของเวียดนาม เพราะสลักชื่อคนสอบจอหงวนไว้บนหลังเต่าไว้ ซึ่งสามปีจะจัดสอบครั้งหนึ่ง ภายในวัดใหญ่อลังการดี เขามีการแสดงดนตรีเวียดนามด้วย ไพเราะดี แต่ไม่ได้นั่งฟังที่เวทีหรอกนะครับ ผมมานั่งทำมิวสิกประกอบดนตรีที่ใต้ระฆังใบโต นอกศาลาวัด ลมพัดเย็นสบายดี เดินชมวัดทั่วแล้วก็นั่งพักขาหน่อยหนึ่ง



























พร้อมกับเช็คแผนที่ทางเดินไปสุสานลุงโฮ ผมตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่เข้าไปในสุสาน เพราะได้ยินมาว่า เข้าไปก็ไม่ได้เห็นศพคุณลุงท่านหรอก เห็นแต่หุ่นขี้ผึ้งแถมกว่าจะเข้าได้นี้ต้องผ่านขั้นตอนที่เข้มวงด แถมจ่ายเงินด้วยอีก เพราะฉะนั้นจึงต้องการเห็นแต่บรรยากาศ ผมก็ตัดสินใจเดินไปเรื่อยๆตามแผนที่ ผ่านสถานทูต ต่างๆซึ่งเหมือนบ้าน











ของมหาเศรษฐีหลังโตๆ จนกระทั่งเห็นสุสานลุงโฮคนเยอะมาก คนต่อคิวเยอะขนาดนี้ผมว่าได้คารวะคุณลุง คนละ 3 วินาทีจะได้มั้ง ผมคิดเล่นๆ




ผมเดินไปเรื่อยๆตามรั้วรอบของสุสานและพิพิธภัณฑ์ เพื่อไปสวนพฤษศาสตร์ หามุมสงบๆนั่งพักผ่อนระหว่างทางก็โดนมอเตอร์ไซต์รับจ้าง ตื้ออีกอย่างน่าเกลียดขับรถจะเฉี่ยวเรา เพื่อเรียกให้ขึ้นมอเตอร์ไซต์ ไม่รู้จะอะไรกันนักกันหนาคนเวียดนามนี้ ทริปนี้ผมต้องเที่ยวแบบเดินอยู่แล้ว เพราะไม่ต้องการให้ถูกโกงประการหนึ่ง อาจจะดูระแวงไปหน่อย แต่ยังไงผมก็ติดใจการเที่ยวแบบเดินไปเรื่อยๆเพราะได้เห็นอะไรๆดีๆเยอะ ผมเดินไปที่สวนพฤษศาสตร์พร้อมกับจ่ายค่าเข้า 1,000 ด่อง ท่าทางคนขายตั๋วดูเป็นมิตรหน่อย ผมใช้เวลานั่งในสวนนี้นานมากๆ บรรยากาศสวนแห่งนี้เงียบสงบดี ที่สำคัญมีหนุ่มสาว นั่งจู๋จี๋ไม่อายสายตาใคร อยู่หลายคู่ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ โดยที่ผมไม่เข้าใจว่าพวกเขาเอาอย่างฝรั่งหรือมันเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของเขาอยู่แล้ว เพราะบ้างคู่นี้เดินจูบกันกลางสวนเลยก็มี ที่สวนแห่งนี้มีต้นไม้โตหลายต้น



















บางต้นมีโคนต้นที่กว้างใหญ่ ผมก็ว่าจะไปใกล้ๆโคนต้นนั้น แต่ปรากฏว่า พอโพล่ไปเจอหนุ่มสาว กำลังกอดรัดฟัดเวี่ยงกันอยู่ ผมรู้สึกเขินจึงเดินหนีออกมา แทนที่พวกเขาจะเขิน อิอิ








ผมนั่งที่นี้นานพอสมควรแล้วจึงตัดสินใจเดินออกไปที่อื่นบ้าง จนกระทั่งเจอทะเลสาปใหญ่ของแท้ เป็นย่านคอนโดที่พักหรูหรา ขณะนั้นรู้สึกหิวหน่อย เห็นแม่ค้าขายข้าวโพดต้ม จึงไปอุดหนุน ถามว่าฝักละเท่าไหร่ ฟังดูก็รู้ว่าแม่ค้าเธอไม่รู้เรื่องหรอก แต่เขาเดาถูก เธอชูนิ้ว 2 อ้อ นั้นหมายถึง 2,000 ด่องนั้นแหล่ะ ตกฝักละเกือบ 5 บาท ถือว่าแพงนะ เพราะเราซื้อกินใน กทม. 3 ฝักสิบบาท ประมาณเนี้ยแถมคุณภาพดีกว่าอีก แต่ผมก็ไม่ได้คิดอะไรมากอยู่แล้วเขาจะโก่งราคานักท่องเที่ยวถ้าไม่น่าเกลียดเกินไปเราก็ไม่ว่าอะไรใช่ไหมครับ ผมหยิบข้าวโพด 2 ฝัก มันก็ต้องราคา 4,000 ด่อง ใช่ไหม ยื่นแบ็งค์ 5,000 ให้ แม่ค้าก็เฉไฉ ไม่รู้ไม่ชี้ทำเฉย ผมทนไม่ได้เลยทวงทันที ขายแพงกว่ายังซื้อแล้วยังจะมาโกงกันอีกเห็นๆ ผมทวงด้วยภาษามือพัลวัล แม่ค้าจึงยอมทอนให้ เหตุการณ์แบบนี้ผมทำให้ผมสรุปได้ว่าคนเวียดนามโกงด้วยสายเลือดจริงๆ ไม่เหมือนคนลาวเลย นิสัยดีกว่ากันเยอะ แต่ตอนที่ด่านผมคุยกับคนเวียดนามที่พูดไทยได้แกก็บอกว่า คนเวียดนามเศรษฐกิจยังไม่ดี แกพยายามจะชี้แจงให้เข้าใจพวกเขาบ้าง ผมเสียอารมณ์นิดๆ แต่ก็กินข้าวโพดแกจนหมด ก็มันหิวนี้น่า กินเสร็จก็เดินไปตามริมทะเล







เห็นม้านั่งว่างเลยนั่งแหมะอยู่ตรงนั้น แม่ค้าขายมะพร้าว รีบเข้ามาขายมะพร้าวผมถามว่าเท่าไหร่ เธอโชว์แบ๊งค์ 20,000 ด่อง โอ้พระเจ้าแพงชะมัด ไม่กินหรอก ผมส่วยหน้า เธอเลยเปลี่ยนเป็นแบ๊งค์ 10,000 ด่อง ผมเริ่มเซ็งในความไม่จริงใจของเธอ เลยส่ายหัวอีกไม่เอา เธอเลยสะแย๊ะปากใส่ผม อย่างน่าเกลียด แต่ยังไม่ละความพยายามจะสูบเงินออกจากกระเป๋าผมให้ได้ เธอชี้ไปที่จักรยานน้ำรูปหงษ์ ทำนองว่าจะเล่นไหม ผมส่วยหัวไม่เอา เซ็งหล่อนเหลือเกิน เธอเลยเลิกมายุ่งกับผม ตอนที่ได้คุยกับคนเวียดนามเขาบอกว่ามะพร้าวราคาไม่ควรจะเกิน 7,000 ด่อง เสียความรู้สึกเล็กๆอีกเรื่อง แต่ก็ไม่ได้บั่นทอนอารมณ์เที่ยวของผมไปได้ ผมมาที่นี้เพื่อดูบ้านเมือง ผู้คนวิถีชีวิตมากกว่า จากจุดนั้นผมก็เดินตามแผนที่ไปทำเนียบประธานาธิบดี เพื่อชมสิ่งก่อสร้างทางราชการที่สวยงามต่างๆ บริเวณเดียวกันนอกจากทำเนียบประธานาธิบดีแล้วยังมี บ้านพักหลังใหญ่ กระทรวงต่างประเทศ และที่สำคัญคือสุสานโฮจิมินห์
















ผมเริ่มวนกลับมาทางเดิม เห็นแถวๆนั้นไม่มีผู้คนเดินผ่านนอกจากตามท้องถนนผมเลยนั่งพักผ่อน เปิดเพลงทางโทรศัพท์มือถือ เปิดแผนที่ทบทวนเส้นทางใต้ต้นไม้ใหญ่เย้นสบาย ผมไม่ได้ต้องการเร่งรีบไปไหน เพราะการเที่ยวแบบคนเดียวของผมคืออยากไปไหนก้ไป ไม่ใช่ตายตัวแบบเที่ยวกับทัวร์ ทีนี้เจอเรื่องรำคาญอีกจนได้นึกว่ามานั่งบริเวณที่ไม่มีพวกจอมตื้อแล้ว ซักพักหนึ่งมีรถเก่งมาจอดข้างหลังผม ขณะนั้นผมไม่ได้รู้สึกกลัวใครจะมาทำอันตรายหรอก เพราะมีทหารถือปืนอยู่ใกล้ๆ น่าจะช่วยดูแลความปลอดภัยได้ ซักพักคนขับรถชายวัยประมาณเกือบ 40 เดินทางมาแล้วบอกว่าผมว่า Good taxi ผมก็คิดในใจบอกทำไมเนี้ยไม่ได้ถาม แกก็ตื้อจะไปไหนเนี้ยแท๊กซี่ดีๆ ผมบอกอยากอยู่นี้ไม่ได้ต้องการไปไหน สภาพรถก็ไม่ได้บ่งบอกว่าเป็นแท๊กซี่เลย นึกว่าเราจะปัญญาอ่อนนักหนาเหรอ เมื่อตื้อแล้วไม่ไปแกก็บอกว่า Massage แหน่ะยังจะชวนไปนวดอีก ก็บอกว่าจะอยู่นี้ จะอะไรกันนักกันหนานี้ ผมก็ปฏิเสธไปแบบเสียงแข็ง แกเลยปล่อยหมัดเด็ด Good woman โอ้ยยยยย กูจะบ้าตายกะเมิงเสียจริงๆ ผมเลยไม่สนใจละหยิบกระดาษออกมาเขียนเพื่อตัดความเซ็ง ไม่สนองตอบใดๆทั้งสิ้น เมื่อดูดเงินจากกระเป๋าของผมไม่สำเร็จแกก็ขึ้นรถหนีไป ไม่เข้าใจวิธีการหาลูกค้าเสียจริงๆ หรือมันจะหลอกไปปล้นที่ไหนซักที่หนึ่งหรือเปล่าก็ไม่รู้ ดูเป็นเมืองที่อันตรายเมืองหนึ่งเหมือนกัน แล้วเรื่องอะไรที่ผมจะเปิดโอกาสให้อันตรายมาใกล้ตัว ถึงแม้จะเที่ยวคนเดียวก็ตามเหอะ เข้ามาเกาะแกะยังกะเราปัญญาอ่อนซะงั้นน่ะ







ผมนั่งต่อไม่มีใครมากวนใจอีก แล้วจึงเดินไปตั้งกล้องถ่ายรูปหน้าสุสานลุงโฮ เป็นที่ระลึกบรรยากาศช่งบ่ายนี้คนไม่มีช่างต่างจากเมื่อเช้านี้เสียกะไร แล้วผมก็เดินไปทางกระทรวงต่างประเทศ ลัดเลาะไปทางตะวันออกเพื่อกลับที่พักหาอะไรกินซะหน่อย ระหว่างทางเดินก็เจอสถานที่สำคัญๆก็ถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก เช่นอนุสรณ์สถานอะไรบ้างอย่างข้างกระทรวงต่างประเทศ เจอโบสถ์คริสต์เก่าๆ








เจอเจดีย์โบราณนึกว่าขึ้นฟรี เลยถมคนเฝ้าบอกว่าขึ้นได้ พอจะเดินขึ้นก็บอกว่าเสียเงิน ถามว่าเท่าไหร่ 5,000 ด่องแกบอก โอ้แพงจริงๆ ไม่เอาหรอก ผมเลยไม่ขึ้นก็แค่เจดีย์เดี๋ยวๆ ไม่ได้มีสถานที่อื่นๆเลย ขนาดวัดหงอกเซิน อยู่กลางเกาะมีอะไรให้ดูเยอะแยะกว่ายังจ่ายแค่ 3,000 ด่องเอง จะหลอกเอาเงินเราหรือเปล่าก็ไม่รู้




ผมไม่สนใจเดินไปเรื่อยๆ จนถึงทางด้านเหนือของย่านเมืองเก่า ผมพยายามหาทางเดินกลับโรงแรม แต่ไม่ยอมเปิดแผนที่ดู เลยเดินหลงในย่านเมืองเก่าที่มีหลายซอกซอย ไปเรื่อยๆจนกว่าจะหาทางเจอก็เล่นเอานานเหมือนกันเดินเหนื่อยเท้าเริ่มจะบวมแล้ว เจอสวนเล็กๆจึงนั่งเช็คแผนที่ดูจึงรู้ว่าเราอยู่ใกล้ๆโบสถ์เซ็นต์โยเซฟนี้เองเดินไปอีกนิดเดียวก็จะเจอโรงแรมแล้ว จึงรีบเดินกลับไปโรงแรม ระหว่างทางเจอหมูยอแผ่นโตน่ากิน ถามว่าราคาเท่าไหร่ คนขายบอก 20,000 ด่อง แพงจังแต่ก็เอาเพราะหิวมาก เหนื่อยด้วย



จ่ายเงินเสร็จรีบเดินกลับโรงแรมเปิดแอร์อย่างแรงเร่งความเย็นพร้อมกับนอนเคี้ยวหมูยอเล่น แล้วก็หลับไปตั้งแต่บ่ายสองโมงครึ่งจนถึงเกือบ สองทุ่มตรง เดินทั้งวันมันเหนื่อยอย่างนี้นี้เอง พอตื่นขึ้นมาด้วยความหิวจัดจึงลงไปหาของกิน ยังไม่รู้จะกินอะไรดีเห็นร้านติดโรงแรมมีข้าวเกรียบปากหม้อ นั่งทำกันสดๆบนพื้นเตี้ยๆ เลยเดินเข้าไปสั่ง สั่งเป็นภาษาอังกฤษคนขายสาวหน้าตาดี ฟังไม่รู้เรื่อง เลยชี้มือไปที่ข้าวเกรียบปากหม้อที่มีคนนั่งกินบนโต๊ะ พร้อมกับชูมือ 1 นิ้ว เธอเลยจัดแจงทำมาให้ 1 ชุด ข้าวเกรียบปากหม้อทำได้คุณภาพดีน่ากิน แต่น้ำจิ้มไม่อร่อยเลย




ด้วยความหิวผมก็กินจนหมดจาน ทั้งๆที่ชุดใหญ่ ถามว่าเท่าไหร่แม่ค้าแก่ชูสิบนิ้ว ผมเลยจ่ายไป 10,000 ด่อง แม่ค้าก็ขอบคุณแบบผงกหัวเหมือนกับภูมิใจว่าชาวต่างชาติกินจนหมดเลย ของแกคงจะดีมากๆ กินเสร็จผมก็เดินไปนั่งเล่นริมทะเลสาปอีกตามเคย พร้อมกับเห็นมีการแสดงเนื่องในเทศกาลอะไรบ้างอย่างแถวๆใกล้ที่พัก




















ผู้คนนี้ยืนดูอย่างหนาแน่นเชียว ดูได้ไม่นานไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจจึงเดินอ้อมทะเลสาปทวนเข็มนาฬิกาไปเรื่อยๆ ผมสังเกตถนนแถวๆน้ำพุมีคนเดินหนาตาตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้วจึงอยากรู้ว่าพวกเขาทำอะไร จึงตัดสินใจเดินไปดูใกล้ๆระหว่างทางข้ามถนนผมก็ซอกแซกข้ามไปพร้อมกลุ่มคนเวียดนาม ขนาดเดินเป็นกลุ่มยังเกือบโดนรถมอเตอ์ไซต์เฉี่ยว พอข้ามถนนไปจึงพบว่ามันเป็นถนนคนเดินนั่นเองมีสินค้ากระจุกกระจิก และเสื้อผ้า ของที่ระลึกเยอะแยะมากมาย เหมือนกะของขายที่สวนจตุจักรบ้านเรา แต่ขายตอนกลางคืน
















ผู้คนนี้หนาแน่นมากหน้ารามนี้ยังต้องชิดซ้ายให้เลย กว่าจะเดินได้นี่แทบเรียกว่าไหลไปเหมือนน้ำ จนบางครั้งมีการชนกันเดินตกขอบถนน เซถลา และเขาก็ด่ากันซะตรงนั้นเลยแบบไม่ยับยั้งอารมณ์เลยซักนิด เดินไปเรื่อยๆจนถึงหน้าตลาด dong xuan เชามีการแสดงดนตรีเวียดนามเนื่องในโอกาสครบรอบ 36 หรือเปล่าจำได้ไม่ชัด ของตลาด



เห็นมีร้านคล้ายๆจิ้มจุ่มด้วยแต่กินคนเดียวไม่เหมาะเลยได้แต่ดู เมื่อเดินครบถนนแล้วผมรีบเดินกลับไปยังที่พักซึ่งอยู่ไม่ไกลเลย เล่นนิดนิดหน่อยแล้วก็กลับขึ้นห้องพักเปิดทีวีดู ซึ่งมีช่อง UBC:TRUE ของไทยเลยได้ฟังภาษาไทยด้วย เห็นมีข่าวบึ้มหาดใหญ่แล้วรู้สึกเจ็บแค้นอย่างบอกไม่ถูก เหมือนเมืองไทยเราเป็นเป้านิ่งจริงๆเลย คืนนี้ไม่เร่งรีบนอนเพราะต้องการตื่นสายๆ เพื่อจะได้เช็คเอ้าท์ใกล้ๆเที่ยงของวันรุ่งขึ้น



วันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้วที่จะอยู่ในเวียดนาม และวันนี้ต้องเช็คเอ้าท์ออกช่วงเที่ยงเพราะฉะนั้น จึงไม่อยากเร่งรีบออกไปไหน เนื่องจากการเดินชมเมืองอันทรหดตั้งแต่เมื่อวานนี้ ทำให้ขายังรู้สึกหล้าๆอยู่ ดังนั้นตื่นขึ้นมาจึงทำตัวสบายๆ นอนดูทีวีลงไปทานข้าวเช้าที่โรงแรม เพราะขี้เกียจออกข้างนอก ทานเสร็จก็กลับขึ้นมาเก็บข้าวของเตรียมกลับไปเรื่อยๆแบบไม่เร่งรีบ จนกระทั่งใกล้ๆเที่ยงลงไปเช็คเอ้าท์พร้อมกับจ่ายค่าน้ำสองขวดไป 1 ดอลล่าร์ พร้อมกับฝากกระเป๋า ไว้ที่โรงแรมรอมารับกลับตอนใกล้ๆหนึ่งทุ่ม






ผมทานอาหารเที่ยงที่ร้านอาหารข้างๆโรงแรมเสร็จแล้ว ก็ตั้งใจเดินชมเมืองไปทางทิศใต้ เพื่อไปยังสวนสาธารณะ ระหว่างทางเดินไปวันนี้ ซึ่งเป็นช่วงเที่ยงวันนี้ค่อนข้างเงียบพอสมควร รถมอเตอร์ไซต์ดูจะน้อยกว่าปกติ เพิ่งรู้ว่าคนฮานอยเขาก็ชอบอยู่บ้านวันอาทิตย์เหมือนกับ กทม. ช่วงที่เดินไปนั้น ผ่านตึกรามบ้านช่องในกรุงฮานอยแล้วรู้สึกว่าเขามีตึกเก่าๆยุคอาณานิคมที่สวยงามเยอะมาก นี้ถ้าจัดระเบียบเอาสายไฟฟ้าลงใต้ดินพร้อมกับทาสีให้ดีดีหน่อย ไม่ดูสกปรกคงจะนึกว่าเดินอยู่ในยุโรปแน่ๆ เดินไปเรื่อยๆซักพักเจอทะเลสาปแห่งหนึ่งหน้าสวนเลนิน



ผมเลยได้อาศัยพักเหนื่อยเอาแรง อย่างสบายๆปลดหล่อยอารมณ์ไปเรื่อยๆ วันนี้ผมตั้งใจแต่งตัวพื้นเมืองสุดๆ พยายามไม่ให้ดูเป็นนักท่องเที่ยว เพื่อจะได้ไม่เป็นที่สนใจของคนเวียดนามมากนัก แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จยังไงก็ต้องตกเป็นเป้าสายตาตลอด ยังกะเป็นดาราก็ไม่ปาน ดังนั้นผมจึงพยายามรีบเข้าไปในสวนเลนิน เพราะดูจะสงบมากที่สุด เข้าสวนสาธารณะในอานอยนี้ต้องจ่ายเงินทั้งนั้น สวนเลนินนี้ค่าเข้า 2,000 ด่อง ข้างในสวนนี้มีความกว้างใหญ่พอสมควร มีทะเลสาปที่ใหญ่กว่าหวนเกี้ยมมากหลานเท่า







ผมนั่งปลดปล่อยอารมณ์ไปเรื่อยๆ พร้อมกับย้ายที่ไปมา เพื่อจะเดินวนในรอบทะเลปสาป มีอยู่ครั้งหนึ่ง 2 แม่ค้าเวียดนามเข้ามาเชิญชวน ตื้อให้ซื้อสลากอะไรซักอย่างที่ดูยังไงก็ดูไม่ออกว่าซื้อไปแล้วจะได้อะไร ถ้าเผลอควักเงินออกจากระเป๋ามีหวังได้โดนโกงอีกแน่ๆ ผมก็ไม่สนใจ แกก็พยายามอธิบายเป็นภาษาเวียดนาม ซึ่งฟังไม่รู้เรื่องอยู่แล้ว ก็ไม่รู้จะพูดไปทำไม ผมก็บอกว่า โน โน โน อย่างเดียว ก็ยังจะพูดอยู่นั้นแหล่ะ ผมเดาเอาว่าแกพูดว่ามาเวียดนามก็เสี่ยงโชคหน่อยประมาณนั้น ด้วยความรำคาญผมเลยเมินหน้าหนี เพื่อให้สองแม่ค้าหมดความพยายาม และแล้วเธอก็จากไปแบบเซ็งๆที่ตื้อไม่สำเร็จพร้อมกับบ่นอะไรกันไม่รู้อยู่สองคน ผมก็คงเดาเอาว่าพูดถึงผมแน่นอน ผมใช้เวลานั่งในแต่ละจุดนานมาก และกางแผนที่ดูว่าจะเดินไปบ่านไหนต่อ กะจะเดินไปทิศนั้น ทิศนี้ ก็รู้สึกอยากถนอมขาไว้ เห็นมีแหล่งย่านช็อปปิ้งอยู่หลายจุดเลยอยากจะไปเดินไปห้าง Hom เพราะดูจากแผนที่ แต่ก่อนจะออกจากสวนนั้น ผมก็เดินย้อนมานั่งพักตรงใกล้ๆสนามเด็กเล่นที่อยู่ทางด้านหน้าที่เข้ามา ไม่นานก็มีกลุ่มเด็กวัยรุ่นเวียดนามมีซ้อมเล่นสก็ตบอร์ด ซึ่งแทบไม่น่าเชื่อเลยว่าเด็กเวียดนามจะอินเทรนเรื่องการแต่งตัวได้ขนาดนี้ ถ้าไม่รู้คงนึกว่าเด็กญี่ปุ่นเพราะการแต่งตัวทรงผ
มหลายๆคนนี้ล้ำหน้าคนชาติเดียวกันไปมาก พร้อมกับเด็กผู้หญิงสองคนที่มาด้วยกันนี้ แต่งตัวสุดๆ แต่งจากคนทั่วๆไปที่แต่งตัวออกจะเชยๆ







มองไปอีกทางหนึ่งก็มีกลุ่มคนแก่ๆ ไม่รู้มาทำอะไรกัน เหมือนจะพบปะกันทั่วๆไปในช่วงเย็นๆวันอาทิตย์ แต่ไม่นานก็มีเสียงทะเลาะกัน ดูคนเวียดนามจะอารมณ์รุนแรงจริงๆ เพราะมาแค่สามวันเจอคนทะเลาะไม่รู้กี่ครั้งแล้ว แล้วที่ไม่เจอนี้จะมีอีกกี่กรณี



ผมก็นั่งดูนั่นดูนี่ไปเรื่อยเปลื่อย แล้วจู่ๆก็มีคนเวียดนามเข้ามาเซย์ ฮัลโหล ซึ่งแรกๆก็ไม่รู้จะมีจุดประสงค์อะไร แกภาษาอังกฤษไม่ค่อยดีเลย แต่ก็อยากจะพูดคุย เท่าที่ได้คุยก็เลยพอจะรู้ว่า แกอยากพูดคุยกับนักท่องเที่ยว ชื่อฮุง อายุ 27 ปี ผมก็พูดคุยด้วยเพราะเห็นไม่มีพิษภัยอะไร ซักพักแฟนของฮุงชื่อ ฮัง อายุ 22 ปี ก็ย้ายเข้ามานั่งคุยด้วย แต่เธอพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย



ทั้งสองคนนี้มาเที่ยวฮานอยเหมือนกัน แต่บ้านไม่ได้อยู่ที่นี้ ผมพยายามถามว่าบ้านอยู่ไหน ก็ไม่ได้คำตอบซักที กลับได้คำตอบไปว่าจะไปเที่ยวอ่าวฮาลองกับซาปาต่อ ถามหลายครั้งก็ไม่ได้คำตอบซะทีก็เลยเลิกถามแล้วว่าอยู่ไหน ทั้งสองคนบุคลิกเป็นมิตร มีน้ำใจซึ่งเป็นพื้นฐานของคนเอเชียจริงๆ ฮุงได้บอกเล่าอะไรๆหลายอย่างเกี่ยวกับเวียดนาม การระมัดระวังตัว เพื่อไม่ให้โดนหลอก ซึ่งผมว่ามันก็สายไปซะแล้วแหล่ะ เพราะจะกลับบ้านอยู่แล้ว แล้วที่ว่ามาผมรู้มาหมดแล้ว แต่ก็รู้สึกถึงความห่วงใยของทั้งสองคน คุยกันก็นานพอสมควรจากที่ผมกะว่าจะออกเดินไปเที่ยวห้างกับกลายเป็นนั่งคุยกันแบบเพลินๆ ทั้งรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างจากที่ผมภาษาอังกฤษแย่ๆ กลับกลายเป็นว่าภาษาอังกฤษผมดูจะดีที่สุด จนเวลาสี่โมงเย็นก็เดินออกจากสวนพร้อมกับทั้งสองคน ผมตั้งใจจะเดินไปดูห้างของเวียดนามระหว่างทางรถราเยอะกลับมาเป็นปกติเพิ่งรู้ว่าย่านถนน Nguyen du ตัดกับถนน Hue คือประตูน้ำของฮานอย เพราะทุกร้านเป็นร้านขายเสื้อผ้าเต็มถนนไปหมด



แต่เทียบกับความยิ่งใหญ่ของตลาดเสื้อผ้าประตูน้ำบ้านเราไม่ได้ แต่ก็ถือว่าเป็นของจุดหนึ่งหน้าสนใจ ช่วงระหว่างเดินเลี้ยวไปตามถนน Hue เห็นมีห้างอยู่ด้วยแต่ไม่ได้เดินเข้าไปเพราะเวลาเหลือน้อยแล้ว พวกเราทั้งสามคนเดินไปเรื่อยๆพร้อมกับการอารักขาความปลอดภัยของฮุง ที่มีต่อผมจากการข้ามถนน อันที่จริงผมก็ค่อนข้างชินกับการข้ามถนนที่นี้แล้วไม่น่าจะมีปัญหา แต่เห็นฮุงปราถนาดีก็ไม่เป็นไรหรอก แต่เหลือบไปมองฮังแฟนของฮุงแล้ว ซึ่งเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆกลับต้องเดินหลบรถด้วยตัวเอง อิอิ ซักพักเห็นมีร้านชานมไข่มุกดูน่ากิน เลยให้ฮุงช่วยสั่งให้พร้อมกับผมได้เลี้ยงชานมไข่มุกคนละแก้ว อร่อยหอมดี



เมื่อมีแรงก็เดินไปอีกจนเจอห้างที่ดูจะใหญ่ไฮโซที่สุด ทั้งสองเลยพาผมเข้าไป ภายในดูไม่น่าสนใจเท่ากับห้างบ้านเราเลย แต่ชั้นบนมีซุปเปอร์มาเก็ต



นึกมาแล้วเสียดายยยย ที่ไม่ได้มาห้างตั้งแต่แรกๆ เพราะขายในซุปเปอร์ถูกและดี อันที่จริงผมก็พยายามหาซุปเปอร์อยู่เหมือนกันแต่มันดูไม่ออกเลยว่าเป็นห้าง ตอนแรกนึกว่าเป็นสำนักงานทั่วๆไป ด้วยความเสียดายแต่ผมก็ได้ซื้อของเช่นน้ำและขนมมาเป็นเสบียงไว้สำหรับการเดินทางในคืนนี้ ลงจากห้างก็มุ่งหน้าไปที่ทะเลสาปหวนเกี้ยมหรือทะเลสาปคืนดาบ อันเป็นสถานที่หลักของผมขณะนั้นเวลาประมาณห้าโมงเย็นแล้ว ตอนข้ามถนนนี้ข้ามยากมากมอเตอร์ไซต์ตัดหน้าตัดหลังไม่ยอมให้เราเดินเลยนึกเกือบถูกรถเชียวตอนจบแล้วไม่ล่ะ ในขณะที่กำลังเสียวๆกับมอเตอร์ไซต์อยู่มอเตอร์ไซต์รับจ้างสองคนก็ควักมือเรียกๆเหมือนลุ้นให้เหยื่อมาติดกับอย่างน่ากลียด เมื่อข้ามไปฝั่งทะเลสาปแล้วก็หาที่นั่งพักริมทะเลสาปฆ่าเวลา เห็นฮุงทักทายคนแถวๆนั้นไปทั่วเหมือนรู้จักกันยังงั้นแหล่ะ ดูท่าทางจะมนุษยสัมพันธ์ดีชะมัด ที่สำคัญเห็นฮุงไปเอารูปกับช่างภาพสาวที่ถ่ายไว้เมื่อคืนนี้ ผมสังเกตเห็นคนเวียดนามทำอาชีพถ่ายภาพตามสถานที่ท่องเที่ยวเยอะมาก ดูท่าทางจะเป็นอาชีพที่รายได้ดี เพราะคนเวียดนาไม่มีกล้องถ่ายภาพของตัวเอง ยิ่งเป็นกล้องดิจิตอลนั้นไม่ต้องพูดถึงยังไม่เป็นที่นิยม หรือราคาแพงสำหรับพวกเขากันแน่หรือเปล่าก็ไม่ทราบ ดังนั้นจึงเห็นช่างถ่ายภาพเรียกหาลูกค้าริมทะเลสาปอยู่หลายเจ้า รวมทั้งสถานที่ท่องเที่ยวที่อื่นๆด้วย ลูกค้าก็แน่ๆอยู่แล้วคือคนเวียดนามนั้นเอง



นี้ถ้านักท่องเที่ยวไม่มีกล้องเป็นของตัวเองคงได้โดนตื้อถ่ายภาพเป็นแน่ๆ จนกระทั่งเวลาหกโมงผมก็ขอตัวจากทั้งสองคนพวกเราร่ำลากันเรียบร้อยแล้ว ผมก็มุ่งหน้าที่ยังร้านข้าวเกรียบปากหม้อร้านเดิมเพื่อทานอาหารก่อนรถออกเพราะไม่อยากแวะร้านริมทางอีกครั้ง ทานเสร็จก็มาเอากระเป๋าที่โรงแรม ซึ่งอยู่ติดกันนั่นแหล่ะ เด็กที่โรงแรมบอกว่าผมต้องจ่ายค่าน้ำเพิ่มอีกนะ ผมก็ว่าผมกินน้ำขวดเล็กสองขวดแล้วก็ได้จ่ายไปแล้ว เด็กคนนั้นก็พยายามอธิบายว่าก็ใช่ ผมไม่ได้กินขวดใหญ่แต่ผมก็ต้องจ่ายขวดใหญ่เพราะผมแกะพลาสติกปิดฝาขวดออก ผมก็เถียงสิผมไม่ได้แตะต้องน้ำขวดใหญ่เลยแม้แต่นิดเดียวแล้วจะไปแกะตั้งแต่เมื่อไหร่ แกก็เลย โอเคๆไม่เป็นไร แหมอุตส่าห์ทำดีมาตลอด มาทำเสียตอนจะไปนี้เองเหรอ เวลานัดขึ้นรถ ทุ่มหนึ่ง แต่พอหกโมงครึ่งก็มีคนมาเรียกไปขึ้นรถ แกพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยรู้เรื่องบอกว่าให้ผมรอแก ผมก็ไม่ได้เดินตามไปขึ้นมอเตอร์ไซตืกับแก แกเลยมาตามใหม่ ผมก็งงสิก็บอกว่าให้ follow สิจะได้เดินตามดันบอกให้ wait จะรู้เรื่องได้ไง แล้วผมก็ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซต์แกไป แกก็พาซิ่งไปคุยโทรศัพท์มือถือไปด้วยจนถึงหน้าสำนักงานท่องเที่ยวแห่งหนึ่งมีรถจอดรออยู่แล้ว เป็นบริษัท trekking อะไรซักอย่างนี้แหล่ะ ผมก็งงเล็กๆเพราะใบเสร็จเห็นเขียนเป็น sinh café แต่ผมไม่ได้ใส่ใจมากมาย เพราะรถมีแอร์เย็นใช้ได้ที่สำคัญ ถูกกว่าตั๋วขามาแล้วพาผมไปถึงเวียงจันทน์ก็พอแล้ว ซักพักก้มีพนักงานมาบอกว่าผมจะต้องเปลี่ยนรถในที่แห่งหนึ่งนะ ผมก็โอเคไม่มีปัญหาอะไร ผมรู้สึกดีซะอีกที่รถมีแอร์แถมได้นั่งคนเดียวเก้าอี้สองตัว




 

Create Date : 20 พฤศจิกายน 2554
0 comments
Last Update : 20 พฤศจิกายน 2554 21:17:27 น.
Counter : 1478 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


Valentine's Month


 
Zabby
Location :

Thailand

Sweden

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




หากผ่านเข้ามาที่บล็อกนี้ก็ทักทายกันได้ครับ ยินดีตอบคำถามข้อสงสัยที่พอจะช่วยได้ ปกติอาศัยอยู่ประเทศสวีเดน ส่วนตัวเป็นคนรักในการเดินทาง สนใจธรรมะ พลังจิต คอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีต่างๆ การพัฒนาเมือง ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม การตกแต่งบ้านและสวน เขียนบล็อก
free counters
Free counters
Friends' blogs
[Add Zabby's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.