พฤษภาคม 2553

 
 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
19
20
21
22
23
24
26
27
28
29
30
31
 
 
รอยจูบ และ รอยร้าว



หนุ่มใหญ่วัย 35 ขมวดคิ้วอย่างแปลกใจเมื่อมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ เห็นชื่อผู้ส่ง E-mail มาถึงเขา

“เอ๊าะ อีเมลล์ของปลาวาฬนิ” ชายหนุ่มขมวดคิ้มอย่างแปลกใจรีบคลิ๊กเข้าไปอ่านทันที

“พี่มังกรคะ ช่วยทำบัตรประชาชนอันใหม่ให้น้องทีค่ะ ตามไฟลด์ที่แนบมาค่ะ ช่วยหน่อยนะคะ มันจำเป็นสำหรับภาระกิจครั้งนี้ของน้องมาก อ้อ....อย่าเพิ่งทำหน้าสงสัยอะไรนะคะ เดี๋ยวน้องจะเล่าให้ฟัง รักพี่มากค่ะ ปลาวาฬ”

“ฮืม...ยัยเด็กบ้า ทำอะไรอยู่ที่ไหนเนี่ย เฮ้อ....แล้วยังงี้เวลาพ่อกับแม่ถามหาพี่จะบอกท่านยังไงล่ะ” หนุ่มใหญ่นามมังกรถอนหายใจอย่างหนักใจก่อนจะปริ้นท์สิ่งที่น้องสาวส่งมาให้แล้วเดินออกนอกห้องทำงาน

มักรมองซ้ายมองขวาไปที่โต๊ะทำงานของลูกน้องคนสนิท

“คุณเอกช่วยทำเป็นบัตรของจริงให้ผมทีครับ” มังกรวางกระดาษที่ปริ้นท์รูปสีลงบนโต๊ะของเอกลักษณ์

“อะไรกันเนี่ย.....ผมน่ะเป็นครีเอทีฟนะครับไม่ใช่นายอำเภอ”

“ผมรู้ว่าคุณทำได้ ช่วยทำให้ผมด้วยนะครับ” นี่เป็นคำสั่งอย่างเด็ดขาดจากเจ้านายสินะ

“อยากได้อะไรก็สั่งเอา สั่งเอา ไม่ใช่ร้านก๋วยเตี๋ยวนะครับ เส้นใหญ่ เส้นเล็ก ลูกชิ้นน้ำใส น้ำตก ซกเล็กก็มี” เอกทำเป็นบ่นไปเรื่อยแต่ก็ถือกระดาษบนโต๊ะขึ้นมาดู

“ใครครับเนี่ย”
“น้องสาวผมเอง”

“เอ๋......คุณปลาวาฬน่ะเหรอ นี่หน้าตาตอนอายุเท่าไหร่กัน” เอกลักษณ์ทำหน้าสงสัยมองหน้าเอ่อๆในรูป ทั้ง ชื่อ-นามสกุลและที่อยู่ไม่เห็นเหมือนกับของเจ้านายเลยนิ

“พรุ่งนี้คงเสร็จนะครับ” ถ้าพูดแบบนี้คงเป็นงานรีบเร่งน่าดูสินะ
“ครับๆ .... 7-11 เปิด 24 ชั่วโมงครับ” เอกยังพูดประชดเจ้านายที่เดินยิ้มเข้าห้องไปแล้ว

ขณะเดียวกันที่บ้านเรือนไทย ณ รังสิตคลอง 4 ปลาวาฬกับนักบอลรุ่นจิ๋วกำลังแตะฟุตบอลกันอย่างสนุกอยู่หน้าบ้านเสียงดังหนวกหูอีกตามเคยจนพันกรที่กำลังนั่งเขียนแบบอยู่ในห้องต้องโผล่หน้าออกมาดู วันนี้เขาตั้งใจว่าจะเขียนแบบโครงการใหม่แท้ๆ แต่ก็ไม่เป็นไปอย่างที่คาดเอาไว้เลย ก็เด็กซนทั้งสามคนมักจะเล่นกันเสียงดังอยู่ตลอดเวลาจนทำให้เขาเสียสมาธิ

ปลาวาฬเองก็ไม่ค่อยเข้าใจนักว่าทำไมพันกรถึงได้ตั้งหน้าตั้งตาจับผิดเธออยู่ตลอดเวลา เจ้าตัวเองก็ไม่คิดว่าทำอะไรให้เขาสงสัยไปบ้าง ก็ทุกอย่างที่เธอทำล้วนน่าสงสัยไปหมด แต่ปลาวาฬผู้ซึ่งไม่เคยมีความลับอะไรในโลกนี้การแสดงออกที่ดูเป็นคนเปิดเผย แม้แต่เรื่องโกหกเด็กอย่างอ๊อฟกับไอซ์ยังมองออกเลย

ปลาวาฬเห็นรังสีอำมหิตของเจ้านายหนุ่มแล้วก็ขวัญผวาจึงรีบพาเด็กๆ หนีไปเล่นที่หลังบ้านทันที

พันกรกลับมานั่งหน้ากระดาษแปลนใหม่อีกครั้งแต่จนแล้วจนรอดเขาก็ไม่มีสมาธิทำงาน เสียงเอะอะของเด็กๆยังรบกวนเขาก็ยิ่งทำลายความตั้งใจที่จะทำงานไปเสียสิ้น ชายหนุ่มวางดินสอลงบนโต๊ะทำงาน จะว่าไปเขาเคร่งเครียดกับงานมากเกินไปหรือเปล่า จนเกินเลยช่วงเวลาที่ควรพักผ่อน ตลอดเวลาการทำงานเกือบ 10 ปีของเขา แทบจะไม่มีเวลาพักเลยเสียด้วยซ้ำ เลิกงานก็ยังเอางานกลับมาทำที่บ้าน วันหยุดถ้าไม่เขียนแบบก็ต้องออกไปดูโครงการที่กำลังก่อสร้าง จะว่าไปสถาปนิคคนอื่นเขาต้องทำกันขนาดนี้ไหมนะ เมื่อคิดได้เท่านั้นพันกรจึงออกจากห้องไปเพื่อดูเด็กๆเล่นฟุตบอล

พันกรยืนมองเด็กสาวผมเปียหางแกะอย่างพิจารณา ดูเธอไม่เหมือนกับเด็กบ้านนอกอย่างที่ป้าเพียรรายงานเขาเลย ทั้งหน้าตาที่สดใสหมดจรด ท่าทางที่ดูดี น่าไว้วางใจ ใบหน้าใสชื่อ ไม่มีจริตเหมือนเด็กสาววัยเดียวกัน แม้จะชอบทำตาโตเวลาตกใจ และทำเปิ่นๆไปบ้าง ก็ยังอยู่ในความปกติของมนุษย์ที่มีโอกาสทำเรื่องเปิ่น ความสงสัยของพันกรก่อตัวขึ้นเงียบๆ เขาชักอยากจะรู้ที่มาที่ไปของเด็กคนนี้

“แตะแบบนั้นแหล่ะ เอ้า....แตะตรงๆมาทางนี้เลย” เธอร้องบอกอ๊อฟที่ตั้งท่าแตะบอลอย่างทะมัดทะแมง

ลูกบอลลอยโด่งผ่านหัวของปลาวาฬไปตกในคลองหลังบ้าน

“ว้า.....ตกน้ำไปซะแล้ว” ทุกคนวิ่งไปที่ท่าน้ำมองดูลูกบอลที่ลอยอยู่ห่างจากตะลิ่ง
“เดี๋ยวพี่จะไปเก็บเองนะคะ”

“นั่นไงเรือ” ไอซ์ชี้ไปที่ใต้บันไดทางลงท่าน้ำ
“ฮืม.....ทุกคนรออยู่ที่นี่นะ”

ปลาวาฬลงไปในเรือแล้วพายออกไปจากตะลิ่งแต่ด้วยความที่พายเรือไม่เป็นจึงพายวนไปวนมา

“เซลเลอร์มูนทำอะไรน่ะ ไปทางโน้นสิ บอลลอยอยู่ทางโน้น” อ๊อฟร้องบอก

“ก็กำลังพยายามอยู่นี่ไงล่ะ แฮ่ๆๆ ก็เราพายเรือไม่เป็นนิ” ปลาวาฬหันไปทำหน้าเหยเก

“ว้า...แย่จัง เดี๋ยวเราไปตามพี่กายนะ” อ๊อฟบอก

พันกรจึงเดินมาหาหลานทั้งสอง

“ลุงกรมาแล้ว...ลุงกร ช่วยเซลเลอร์มูนด้วย” หลานตัวน้อยบอกเขา

พันกรมองปลาวาฬอย่างสงสัยที่เด็กบ้านนอกอย่างเธอไม่สามารถพายเรือได้

ปลาวาฬวนไปวนมาอยู่กับที่อย่างหัวหมุน

“ทำไงดีล่ะ อ่ะอ้าๆๆ ห้า...” ปลาวาฬยังพยายามพายเรือวน

“นี่เธอพายเรือไม่เป็นหรือไง?”

“ไม่เป็นค่ะ ฮือๆ...ช่วยหนูด้วย” ดวงหน้าซื่อๆหันมาตอบ

“งั้นก็อยู่เฉยๆนะ เดี๋ยวฉันจะไปหาอะไรมาช่วย” พันกรหันซ้ายหันขวาก็พบไม้สำหรับผูกตะกร้อเก็บมะม่วงอยู่ไม่ไกลความยาวก็พอที่จะไปถึงเรือจึงเอามาใช้ในการช่วยดึงเรือกลับ

“เอ้า.....ดึงเข้า” เขาโยนไม้ลงไปในน้ำ ปลาวาฬจับได้พอดี
“ดึงสิ” เขาตะโกนบอก

“ดึง...” ปลาวาฬออกแรงดึงโดยที่อีกฝ่ายยังไม่ทันตั้งตัวเลยทำให้ร่างสูงโปร่งถูกกระชากลงไปในแม่น้ำแทน

“ว๊ายยยย” ปลาวาฬร้องเสียงหลง

น้ำบริเวณนั้นลึกพอสมควรแม้คนตัวใหญ่อย่างพันกรก็ยังท่วมหัวจนมิด
“ลุงกร แย่แล้ว ลุงกรตกน้ำ” หลานชายทั้งสองตกใจวิ่งมาที่ท่าน้ำร้องเสียงหลง
“คุณอ๊อฟ คุณไอซ์ อย่าลงมานะคะ อันตราย” ปลาวาฬร้องบอก
“คุณกรคะ”

“ลุงกร ลุงกร...”

ทั้งสามช่วยกันร้องเรียกพันกรแต่ก็ไม่มีเงาของชายหนุ่มโผล่ขึ้นมาจากน้ำ
“ลุงกรว่ายน้ำไม่เป็นเหรอ ลุงกรรรร” อ๊อฟร้องตามชายหนุ่ม
“ฮือ....ๆๆ.....ลุงกรรร” ไอซ์เริ่มร้องไห้

ปลาวาฬทำหน้าตกใจก่อนจะกระโดดลงจากเรือเพื่อช่วยชายหนุ่ม
ป้าเพียรที่ทำกับข้าวอยู่ในครัวได้ยินเสียงเด็กร้องไห้จึงรีบออกมาดูก็ต้องตกใจที่เห็นอ๊อฟกับไอซ์นั่งร้องไห้อยู่ที่ท่าน้ำโดยไม่เห็นปลาวาฬอยู่ด้วย

ป้าเพียรจึงวิ่งมาที่ท่าน้ำทันที เด็กทั้งสองโผเข้ากอดป้าพียรอย่างตกใจ
ไม่นานนักปลาวาฬโผล่ขึ้นมาจากน้ำพร้อมดึงร่างของพันกรขึ้นมาด้วย

“คุณกร คุณกรตกน้ำเหรอเนี่ย”

ป้าเพียรแทบจะไม่อยากจะเชื่อ
หลังจากที่ลากพันกรขึ้นฝั่งได้ปลาวาฬเรียกเขาหลายทีแต่ก็ไม่มีการตอบรับจากร่างสูงโปร่งที่นอนแน่นิ่ง

“ลุงกร ฮือ....ลุงกรจะเป็นอะไรไหมยาย” ไอซ์ร้องไห้

ปลาวาฬตบแก้มชายหนุ่มเบาๆ

“คุณกรคะ คุณกรรู้สึกตัวด้วยค่ะ” ปลาวาฬใจคอไม่ค่อยดี แม้จะไม่อยากจะเชื่อว่าชายหนุ่มอย่างเขาจะว่ายน้ำไม่เป็นและจมน้ำเอาง่ายๆ

“คุณกร....เดี๋ยวป้าจะเรียกกายมาช่วยนะ รอเดี๋ยว” ป้าวิ่งไปที่หน้าบ้านพลางร้องเรียกกายไปตลอดทาง

ปลาวาฬเอาหูแนบกับอกของชายหนุ่มได้ยินเสียงหัวใจเต้นช้ามาก เธอจึงเอามือผสานกันที่อกซ้ายกดลงเป็นจังหวะ พร้อมกับสูดลมหายใจเข้าปอดเต็มๆ ก้มลงจะผายปอดให้กับอีกฝ่าย เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะจรดริมฝีปากอ่อนนุ่มลงสัมผัสกับเรียวปากอันหยักได้รูป ป้าเพียรกับกายวิ่งมาพร้อมกันกับได้ทันเห็นปลาวาฬผายปอดครั้งที่สอง ทุกคนถึงกับยืนนิ่งตะลึงอยู่กับที่

“เอ่อ....คุณกร. กับ ปลา...วาฬ...” ป้าเพียรทำตาโตอย่างไม่อยากเชื่อ
“เอ๊ะ เอ๋” กายร้องอุทานเบาๆ

ขณะเดียวกันคนที่กำลังนอนสลึมสลือลืมตาได้ยินเสียงร้องให้ของหลานชายตัวแสบข้างหู เมื่อรู้สึกถึงลมหายใจที่ผ่านเข้ามาทางปากเบาๆ แต่อบอุ่น ใบหน้าใสๆที่อยู่แนบชิดจนมองเห็นไรขนอ่อน แก้มใสที่ชิดกับจมูกของเขา และริมฝีปากอันอ่อนนุ่มที่กำลังเป่าลมเข้าปากเบาๆ ทำเอาชายหนุ่มหัวใจกระตุกอย่างรุนแรงท้องใส้ปั่นป่วนเมื่อริมฝีปากอ่อนถอนออกเขาถึงกับสำลักน้ำออกมาทันที

“ลุงกร ฟื้นแล้ว” อ๊อฟร้องอย่างดีใจ

“คุณกร คุณกรคะ ไม่เป็นไรใช่ไหม” ป้าเพียรวิ่งมาหาอย่างดีใจ

พันกรลุกขึ้นมาอย่างมึนงงมองหน้าทุกคนอย่างแปลกใจ แต่พอหันมาเห็นดวงตากลมโตที่นั่งอยู่ข้างๆมองเขาอยู่เท่านั้น ใบหน้าคมถึงกลับแดงระเรื่อหัวใจเต้นแทบทะลุอก

“ไม่เป็นไรแล้วใช่ไหมคะ” เธอถามเขา
“ฮึม....”

“ลุงกร ไม่สบายหรือเปล่า หน้าแดงด้วย” อ๊อฟเข้ามากอดพันกร
“คุณกรเป็นไงบ้างคะ” ป้าเพียรนั่งคุกเข่าลงข้างๆ

“ไม่เป็นไรหรอกครับ เมื่อกี้......”
“คุณกรเป็นอะไรคะทำไมจมน้ำได้ ก็คุยว่ายน้ำเก่งออก” ป้าเพียรถาม

“เมื่อกี้ผมเป็นตะคิว แปลกมากเลย ทำไมจู่ๆ ก็ขาชาขึ้นมา.....” ชายหนุ่มทำหน้าแปลกใจก่อนจะลุกขึ้นยืนแต่ก็เซเล็กน้อยปลาวาฬรีบเข้าไปพยุง ราวกับโดนไฟช๊อตชายหนุ่มรีบชักมือออกทันที ทำเอาหญิงสาวตกใจ

“ฉันไม่เป็นไรแล้ว ขอบใจมากที่ช่วย” เขาพูดเบาๆ ก่อนจะรีบหันหน้าหลบทันที

ปลาวาฬทำหน้างงอย่างไม่เข้าใจท่าทางของชายหนุ่ม

“ปลาวาฬรีบไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ เดี๋ยวจะไม่สบาย” ป้าเพียรหันไปบอกเธอ

“คุณอ๊อฟ คุณไอซ์ก็เข้าบ้านได้แล้วค่ะ เย็นแล้ว” ป้าเพียรหันไปบอกเด็กชายทั้งสองที่วิ่งตามลุงหนุ่มเข้าบ้านอีกคน

ป้าเพียรหันไปมองร่างบอบบางที่วิ่งตัวปลิวกลับเรือนหลังเล็กของตนอย่างสงสัย เมื่อถึงเวลาอาหารเย็นปลาวาฬกับกายมาพร้อมหน้ากันในครัว เธอใส่เสื้อยืดกับกางเกงขา 3 ส่วน โชว์เรียวขาขาวเนียน ปลาวาฬปล่อยผมสาวสยายที่เห็นถักเปียแกะทุกวันแล้วดูแปลกตาไป แม้ชุดธรรมดาของเธอก็ยังดูดีแม้แต่ป้าเพียรที่เป็นแค่แม่บ้านยังอดเหลียวมองไม่ได้ หน้าตาน่ารักน่าเอ็ดดูเป็นดาราก็คงเหมาะไม่น้อย ป้าเพียรมองหน้าใสซื่อที่นั่งรอป้าเพียรตักกับข้าววางบนโต๊ะ หญิงสูงวัยอดสงสัยความรู้สึกของปลาวาฬไม่ได้ สิ่งที่เธอทำตอนเย็นนั้นแม้จะเป็นการปฐมพยาบาลเบื้องต้นก็เถอะ แต่ยังไงการที่ผู้ชายกับผู้หญิงเอาปากประกบกันแบบนั้นมันก็เรียกว่าจูบอยู่ดี

ขณะยื่นจานข้าวให้ ปลาวาฬไหว้ก่อนที่จะรับจานข้าวมา
“ทานแล้วนะคะ”

“ปลาวาฬ” ป้าเพียรเรียกเธอ
“ขา...” ดวงหน้าซื่อเงยขึ้นมามองหน้าแม่บ้านใหญ่

“เอ่อ....เมื่อตอนเย็นน่ะ” ป้าเพียรคิดหาคำเริ่มเรื่องหันไปมองกายที่นั่งข้างๆปลาวาฬ ตักข้าวใส่ปากเคี้ยวตุ้ยๆไม่รอใครแล้ว เขาเองก็สบตากับป้าเพียรแล้วพยักเพยิดให้ป้าเป็นคนพูดเอง

“กับคุณกร...ทำแบบนั้นก็เท่ากับเป็นการจูบนะ”

ดวงตากลมเบิกโตอย่างไม่เข้าใจคำพูดนัก เธอกระพริบตาถี่ๆ อย่างสงสัย

“จูบ.....จูบ.....อ้า.....จูบงั้นเหรอคะ” เหมือนจะรู้ตัวว่ามันเกิดอะไรขึ้น มือเรียวกุมพวงแก้มสีระเรื่อทั้งสองข้างดวงตากลมโตทำท่าแตกตื่น ทั้งป้าเพียรกับกายมองอย่างตกใจ

“แบบนั้นมันเป็นการจูบเหรอคะป้าเพียรรรรร” เสียงเธอถามอย่างร้อนรนดวงหน้าแดงกล่ำ

ทั้งกายและป้าเพียรต่างก็มองหน้ากัน ดูเจ้าตัวจะรู้สึกตัวช้ามากเกินไป
“แย่ล่ะสิ.....ไม่จริงใช่ไหมเนี่ย...ฮือๆๆๆ”

“ทำไมเหรอ” กายอดสงสัยไม่ได้กับอาการคร่ำครวญของอีกฝ่าย
“ก็หนูน่ะ เฟิร์สคิสของหนูน่ะ จะต้องมอบให้กับชายหนุ่มที่หล่อ เท่ห์สุดๆน่ะสิ”
“ก็แล้วคุณกรไม่หล่อ ไม่เท่ห์หรือไง ขนาดพี่เป็นผู้ชายด้วยกันยังชอบเลย”

ปลาวาฬมองหน้าชายหนุ่มอย่างขวยเขิน หัวใจเต้นแรงอย่างตื่นเต้นไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่ตัวเองลืมตัวทำลงในวันนี้

“แต่คุณกรน่ะ อายุมากกว่าหนูตั้งเยอะนะคะ” เธอบอกกาย

“เอาเถอะ....แล้วหนูไม่ได้คิดอะไรนะ” ป้าเพียรยังอยากรู้ถึงความรู้สึกว่าปลาวาฬจะหวั่นไหวบ้างไหม

“คิดอะไรล่ะคะ อย่างนั้นเขาไม่ได้เรียกว่าจูบสักหน่อย เป็นการผายปอดต่างหากล่ะคะ ฮือ.ๆๆๆ.....จะว่าไปทำไมไม่เป็น คิมบอม หรือไม่ก็ ซีวาน ล่ะคะ แบบนั้นน่ะน่าเฟิร์สคิสกว่าตั้งเยอะ” เธอพูดถึงดาราเกาหลีที่เป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่นแล้วก็ทำท่าร้องห่มร้องไห้อย่างเสียอกเสียใจ

“ฮึม.....ก็ดีแล้วล่ะยังไงคุณกรก็เป็นเจ้านาย” ป้าเพียรเตือนถึงสถานะของหญิงสาวที่ไม่คู่ควรที่จะคิดยังไงกับชายหนุ่ม แต่เห็นท่าทางของแม่สาวน้อยที่ไม่ได้รู้สึกรู้สาด้วยก็วางใจ

“เอาเถอะๆ ทานข้าวได้แล้วนะ เดี๋ยวจะเย็นเสียหมด” ป้าบอกก่อนจะลงมือทานข้าว

ปลาวาฬจึงเลิกร้องไห้แล้วหันมาสนใจกับข้าวแทน

พันกรที่ยืนอยู่ในห้องครัวเดินกลับขึ้นห้องไปเงียบๆ ชายหนุ่มล้มตัวลงนอนบนเตียง ทำหน้าครุ่นคิดอย่างไม่เข้าใจนิ้วเรียวแตะที่ปากเบาๆ ไม่อยากเชื่อกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนเย็น สัมผัสนุ่มๆจากริมฝีปากเด็กสาวยังไม่จางไป ใบหน้าสดใสลอยวนเวียนในห้วงคำนึง แต่พอนึกถึงคำพูดเมื่อครู่แล้วชายหนุ่มลุกขึ้นนั่งอย่างอารมณ์ไม่สู้ดีนัก


“เฟิร์สคิส งั้นเหรอ.... คิมบอม ซีวาน .... ยัยเด็กบ้า” เขาบ่นพรึมพรำคนเดียวกันจะล้มลงนอนกลิ้งไปกลิ้งมา

หลังอาหารเย็นปลาวาฬกลับห้องตัวเองเอาสมุดออกมานั่งจดบันทึกประจำวันที่ตัวเองได้เจอเรื่องวุ่นวายในวันนี้เข้า

รุ่งเช้าเป็นวันหยุดพันกรตื่นเช้ามาด้วยควมเพลียอันเนื่องมาจากที่เมื่อคืนนอนไม่ค่อยหลับ เปิดหน้าต่างเพื่อสูดอากาศตอนเช้า เห็นป้าเพียรกำลังใส่บาตรเป็นกิจวัตรแต่ก็ต้องแปลกใจที่เห็นร่างบอบบางที่ลุกขึ้นหลังจากรับพรจากพระเสร็จเธอช่วยป้าเพียรถือถาดข้าวกลับเข้าบ้านไป ดูเธอไม่ได้มีสีหน้าทุกข์ร้อนอะไรยังสดใสร่าเริงยิ้มแย้มแจ่มใสปกติ แต่เขาสิทำไมจะต้องหวั่นไหวกับแค่ริมฝีปากนุ่มๆนั้นด้วยทำยังกับว่าไม่เคยจูบกับผู้หญิงมาก่อนยังไงยังงั้นแหล่ะ คิดแค่นั้นพันกรก็สะบัดหัวเพื่อขับไล่ความคิดที่ว้าวุ่นใจมาทั้งคืน

ตอนสายพันกรลงมาจากห้องเขานั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ในห้องโถง ปลาวาฬค่อยๆคลานเข้ามาใกล้ๆโดยที่ชายหนุ่มไม่ทันรู้ตัวพอพลิกหน้าหนังสือพิมพ์ เห็นดวงหน้าใสๆ นั่งทำตาแป๋วตรงหน้าเท่านั้นแหล่ะ ถึงกับมือไม้อ่อนรีบหลบหน้าทันที

“อะไรรึ”
“ป้าเพียรให้มาเรียนถามว่า คุณกรจะทานข้าวหรือยังคะ?” ด้วยท่าทางอันเรียบร้อย พูดจานอบน้อมแบบฉบับคุณหนูทำเอาพันกรหันมาสนใจ

“แล้วคุณอ๊อฟคุณไอซ์ไปไหนซะล่ะ ไปเรียกมาทานพร้อมกันเสียสิ” ชายหนุ่มบอก

“คุณอ๊อฟ กับคุณไอซ์ทานแล้วค่ะ”
“เอ๋....ทำไมทานข้าวเร็วจังล่ะ” ชายหนุ่มถามอย่างสงสัย
“นี่มันสายมากแล้วนะคะ เด็กๆไม่ควรทานข้าวผิดเวลา วัยกำลังโตแบบนี้ต้องฝึกให้กระเพาะรู้เวลาทำงานที่ถูกต้องค่ะ” หญิงสาวตอบอย่างเป็นการเป็นงาน

พันกรเผลอมองริมฝีปากบางสีเนื้อชมพูอ่อนอย่างไม่ตั้งใจเวลาที่ปากหยักขยับพูดทำเอาใจเขาเต้นโครมคราม ก็ริมฝีปากคู่นั้นที่ทำใจเขาสั่นมาแล้ว ทำไมช่างน่าสัมผัสอย่างอดใจไว้ไม่ได้นัก รสสัมผัสอันอ่อนหวานยังติดตรึงอยู่ที่ริมฝีปากหนา มันเป็นรสหวานอ่อนๆที่เขาเองก็บอกไม่ได้ว่ามันคือรสอะไร อยากจะลิ้มลองอีกสักครั้ง แค่อีกสักครั้งแล้วเขาคงจะบอกได้ว่ามันคือรสอะไร ห้วงคำนึงที่เผลอคิดไปไกลทำเอาคนนั่งตรงหน้าที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรมองท่าทางเจ้านายที่จ้องหน้าเธออย่างเอาจริงเอาจัง อย่างหวาดระแวงว่าเขาจะโกรธเธอเรื่องอะไรหรือเปล่าถึงได้มองอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อในสายตาของเธอคิดแบบนั้น

“คุณกรคะ” เธอเรียกเขาเบาๆ แต่ก็ไม่สามารถปลุกจิตที่อยู่ในห้วงความคิดอันลุ่มลึกของอีกฝ่ายได้

“ลุงกรครับ” เสียงของอ๊อฟปลุกเขาให้ตื่นจากภวังค์ได้สำเร็จ

ชายหนุ่มต้องผงะเมื่อหน้ากากเรนเจอร์มาอยู่ตรงหน้าแทนใบหน้าของปลาวาฬ
“ว่าไงครับไอซ์”

“อ๊อฟต่างหากเล่า ลุงกร” อ๊อฟเต้นเลาๆเมื่อเห็นลุงหนุ่มทักผิดเหมือนทุกครั้ง
“อ้าวว....เหรอ แฮ่ะๆๆ ขอโทษด้วยที่ลุงทักผิด”
“ประจำเลยนะครับ ลุงน่ะชอบจำพวกเราผิดประจำ เลย” ไอซ์ใส่หน้ากากเรนเจอร์เดินมานั่งตักพันกร

“อ๊อฟกับไอซ์ใส่หน้ากากนิ ลุงก็เลยแยกไม่ออก” ชายหนุ่มแก้ตัว

“ถึงไม่ใส่ก็ทักผิด” อ๊อฟยังต่อว่า
“ที่จริงลุงจำอ๊อฟกับไอซ์ได้นะว่าเป็นคนไหน” พันกรพูดเอาจริงเอาจัง

เด็กน้อยทั้งสองมองหน้าคมของลุงนิ่งอย่างไม่มีคำวิจารย์ ตลอดเวลาตั้งแต่จำความได้ แทบจะไม่มีสักครั้งที่พันกรจะจำหลานที่ตัวเองเลี้ยงมากับมือได้ ทั้งๆที่ทั้งสองก็เคยบอกถึงสิ่งที่แตกต่างไปแล้ว อ๊อฟจมูกโด่งกว่า ผอมกว่า และผิวเข้มกว่าในขณะที่ไอซ์ตาโตกว่า อ้วนกว่าเล็กน้อย และผิวขาวกว่า พันกรบอกว่าข้อแตกต่างเล็กน้อยจนแทบจะแยกไม่ออกแบบนั้น ยังทำให้เขาจำหลานสับสนมาตลอด

“ไปหาเซลเลอร์มูนกันเถอะ” อ๊อฟดึงแขนน้องชายให้ลุกออกจากตักพันกรไปทันที

“เซลเลอร์มูนไหนกันนะ ฮืม...เจ้าเด็กพวกนี้” พันกรบ่นเบาๆก่อนจะพับหนังสือพิมพ์วางไว้แล้วเดินเข้าครัวไปทานข้าวคนเดียว

“เซลเลอร์มูนนน” อ๊อฟเรียกเมดสาวที่ยืนถือไม้กวาดขนไก่ใจลอยอยู่ข้างตู่โชว์วัตถุโบราณของพันกรเธอมองโถใบที่เธอซ่อมเองกับมืออยู่เนินนาน

อ๊อฟเรียกเธอก็ยังเฉยไม่ตอบคำ
“เซลเลอร์มูนนน” อ๊อฟร้องดังขึ้น ปลาวาฬสะดุ้งหันมามอง
“คุณอ๊อฟ คุณไอซ์” เธอหันไปหาเด็กชายที่ยืนใส่ชุดคลุมภายหน้ากากเรนเจอร์
“ทำไมแยกเราสองคนออกล่ะ ลุงกรน่ะยังแยกพวกเราไม่ออกเลยนะ” ไอซ์ถามอย่างสงสัย
ปลาวาฬเดินมานั่งคุกเข่าตรงหน้า

“ก็คุณอ๊อฟน่ะ หูกางกว่าคุณไอซ์ และก็....มีจอมขวัญ 2 อัน ด้วยนะ และก็พูดมากกว่าคุณไอซ์” เธอจับหัวของอ๊อฟมาดูหลักฐาน

แม้เด็กชายจะไม่เข้าใจว่าทำไมเธอแยกเรื่องลึกลับพวกนั้นได้ จะมีใครเคยสนใจว่าหูของอ๊อฟจะกางมากกว่าไอซ์ทั้งที่มันก็ไม่ได้แตกต่างกันมาก และจอมขวัญบนหัวของเด็กทั้งสองใครจะไปเห็นก็ในเมื่อผมยาวทั้งคู่

“สมกับเธอเซลเลอร์มูนจริงๆเลย แล้วนี่จะเล่นกับเราได้หรือยังล่ะ”
“ต้องทำงานก่อนนะคะ เสร็จแล้วค่อยเล่นกัน”
“ว้า....ก็มันว่างนี่นา” อ๊อฟโวยแล้วไปนั่งลงบนโซฟา

“ก็ทำไงได้ล่ะ ตัวเองจะช่วยเขาไหมล่ะ?” เซลเลอร์มูนเสนอ
“ก็ได้ พวกเรามาช่วยกัน” ไอซ์เข้าไปแย่งไม้กวาดขนไก่จากมือหญิงสาว
“เฮ้ย...พูดเล่น ไปเล่นไกลๆก่อนเลยนะ เดี๋ยวก็มีเรื่องหรอก”
“ไม่เอา....เราจะช่วย”

“ไม่ได้นะคุณไอซ์ เอาไม้กวาดขนไก่คืนมา”
“ไม่หรอก พวกเราจะช่วย” ไอซ์วิ่งหนีปลาวาฬ

อ๊อฟจึงเข้าไปเอาไม้กวาดแล้ววิ่งขี่ไม้กวาดไปรอบห้องโถ

“อ้า....ทำแบบนั้นไม่ได้นะคุณอ๊อฟ”
“ก็พวกเราเซ็งนี่ เมื่อไหร่จะเลิกทำงานแล้วมาเล่นกันล่ะ”
“ก็บอกแล้วไงอย่ามายุ่งเวลาทำงาน” ปลาวาฬเริ่มยั๊วะ

“จะยุ่งน่า” เด็กซนยังโต้แย้ง
“เอาคืนมาเดี๋ยวนี้นะ” ปลาวาฬวิ่งไล่จับเด็กทั้งสองที่วิ่งหลบกันชุลมุน

เสียงอึกทึกครึกโครมของเด็กๆ ผสมกับเสียงหัวเราะชอบใจของหลานชายทำเอาพันกรตกใจจึงรีบวิ่งขึ้นมาดูที่ชั้นบนเห็นปลาวาฬกำลังไล่จับเด็กน้อยทั้งสองที่ขี่ไม้กวาดกับไม้กวาดขนไก่หนีเด็กสาวอย่างสนุก

“หยุดเดี๋ยวนี้นะ” พันกรทำเสียงดุปรามทั้งสามจึงหยุดโดยกระทันหัน
“นี่ทำอะไรกันน่ะ” เสียงดุเข้มของชายหนุ่มทำเอาเด็กทั้งสามก้มหน้านิ่ง

“ลุงถามว่าทำอะไร อ๊อฟ ไอซ์”
เด็ฏทั้งสองเกี่ยงกันที่จะตอบคำถามลุง

“ฮึ...ว่าไง อ๊อฟ ไอซ์”
“เอ่อ.....เปล่าครับ” เสียงอ๊อฟอ้อมแอ้มตอบ
“แล้วเธอล่ะ” ใบหน้าดุหันไปถามหญิงสาว
“เอ่อ...หนูกำลังทำความสะอาดอยู่ค่ะ กำลังจะทำค่ะ” เธอเข้าไปดึงไม้กวาดกับไม้กวาดขนไก่จากเด็กมาทันที

“อย่าเล่นเสียงดังกันนักสิ เดี๋ยวก็เจ็บตัวกันหรอก” ทำหน้าดุใส่เด็กๆ จนหงอกันหมดแล้ว ชายหนุ่มก็หันหลังจะกลับลงไปข้างล่าง

อ๊อฟพลักไอซ์เบาๆ เป็นการแกล้งที่เป็นเหตุให้ลุงดุเอา
ตึก....ร่างไอซ์ไปชนเข้าไปตู้โชว์ โถใบงามลายมังกรที่ตั้งอยู่หลังตูเคลื่อนเบาๆ พันกรหันกลับมาอีก ทั้งสองจึงหยุดแกล้งกัน แต่ด้วยความไม่รู้ไอซ์กระแทกหลังเข้ากลับตู้เป็นการแก้เก้อ โถใบงามที่เคลื่อนหล่นลงจากหลังตูเฉียดลงด้านหลังของปลาวาฬทันที พันกรก้าวอย่างรวดเร็วอุ้มมือใหญ่รับก้นโถใบงามอย่างทันการณ์พอดี อ๊อฟกับไอซ์กระโดนข้ามโซฟาเพื่อหลบ

ตึก.....เสียงหัวใจเต้นดังอยู่ตรงหน้าของปลาวาฬไม่แน่ใจว่าเป็นสียงของหัวใจใคร ใบหน้าเหลอที่แนบอยู่กับอกแน่น ท่อนแขนทั้งสองข้างของเขาอยู่แนบกับใบหูของเธอ กลิ่นกายหอมอ่อนๆ แตะจมูกเป็นกลิ่นของชายหนุ่มที่ปลาวาฬยังไม่เคยจะสัมผัสมาก่อนเลยในชีวิต เธอตกใจจนแทบก้าวขาไม่ออก เหมือนหัวใจหยุดเต้น โลกมันหยุดหมุนไปชั่วขณะหนึ่งไม้กวาดขนไก่กับไม้กวาดหล่นลงพื้นอย่างไม่รู้ตัว

ตึก.....เสียงหัวใจเต้นอีกครั้งและตามมาด้วย....เพี๊ยงงงงงงงงงง เสียงขอโถล่วงลงพื้นแตกกระจาย

เหมือนได้สติดวงตากลมโตเงยหน้ามองดวงหน้าคมที่อยู่เหนือหัวขึ้นไป ต่างคนต่างพูดอะไรไม่ออก ปลาวาฬผละออกจากวงแขนของชายหนุ่มก่อน

“เอ่อ....อ่ะ อ้า.....เดี๋ยวหนูไปเอาถังมาเก็บนะคะ” หญิงสาวรนรานหน้าแดงกล่ำ

ชายหนุ่มไม่ได้ตอบอะไรยืนนิ่งราวกับถูกมนต์สะกดอยู่กับที่จนร่างบางเบี่ยงตัวหนีไปแล้ว

ป้าเพียรวิ่งขึ้นมาดูเพราะได้ยินเสียงโถกระแทกพื้นแตกอย่างแรงก็ต้องแปลกใจที่พบพันกรยืนตัวแข็งทื่ออยู่กับที่มองกองโถที่เป็นเสี่ยงๆอยู่ที่พื้น ส่วนอ๊อฟกับไอซ์หลบอยู่อีกมุม

“คุณกรคะ” ป้าเพียรเรียกแต่อีกฝ่ายก็ยังนิ่งเฉย

“คุณอ๊อฟ คุณไอซ์” ป้าเพียรหันไปเรียกเจ้านายตัวน้อยแทนเมื่อเห็นชายหนุ่มไม่ตอบขาน เด็กทั้งสองวิ่งไปหาป้าเพียร

“พวกเราเปล่านะครับ” ทั้งสองรายงาน ทุกคนหันกลับมามองพันกรที่ยังยืนนิ่ง

ป้าเพียรมองเจ้านายหนุ่มอย่างตกใจโถใบนั้นเป็นสิ่งที่พันกรรักยิ่ง เป็นของขวัญจากหญิงสาวที่พันกรรัก เขาดูแลมันมาอย่างดี เขาคงเสียใจมากที่มันแตกเสียแล้ว พอนึกถึงคราวก่อนที่เด็กแสบทำแตกป้าเพียรก็สะดุ้งจึงลากเด็กทั้งสองไปทันที

พันกรยังยืนหน้าแดงหายใจแรงอย่างไม่เข้าใจตัวเอง เมื่อกี้ เสียงเมื่อกี้ที่เขาได้ยินคือเสียงอะไรกันนะ เขายกมือทั้งสองขึ้นมาดู เมื่อกี้ในวงแขนของเขามีร่างเล็กอันบอบบางซกอยู่กับอก กลิ่นกายหอมอ่อนๆ เสียงหายใจอุ่นๆ ทำเอาใจเขาสั่น เสียงหัวใจเต้นแรงทนแทบทะลักออกมาจากอก เขาได้ยินมันดังมาก ใจเขาสั่นจนมือไม้อ่อน เขาปล่อยโถใบนั้นหล่นจากมือเขาเองทั้งที่เขารับมันไว้ได้แล้ว

“ขอโทษนะครับ ดอกรัก ผมทำโถที่คุณให้ผมแตกไปแล้ว ทั้งๆที่ผมสัญญาว่าจะดูแลมันเอาไว้อย่างดี” เขาพูดกับตัวเองเบาๆ เขาไม่ได้เสียดายโถมากนักแค่รู้สึกผิดที่ตัวเองทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับคนรักเก่าไม่ได้
หรือมันอาจจะเป็นพรหมลิขิตกันแน่ โถใบนี้เป็นสิ่งที่ดอกรักได้มอบให้ก่อนที่เธอจะเดินทางไปเรียนด้านศิลปะที่ฝรั่งเศษ

เธอบอกแค่เพียงว่าโถใบนี้ขอให้เป็นดั่งความรู้สึกในวันเก่าๆที่ทั้งสองเคยมีให้กัน ขอให้รักษามันเอาไว้ให้ดีเพื่อระลึกถึงความรักที่เคยมีเสมอ แต่หากสักวันพันกรจะยกให้ใครสักคนไปเธอก็ไม่ว่าอะไร เพราะนั่นแสดงว่าเขาได้เจอคนที่รักมากกว่าเธอ

เธอก็จะยินดีเป็นอย่างมากที่เขาจะมีความสุข แต่จนแล้วจนรอดผ่านมา 10 ปี เขาก็ไม่เคยมอบให้ใครมันยังอยู่กับเขาจนเวลาผ่านไปเนิ่นนาน เขาก็ยังไม่เกิดความรักกับใครได้อีกเลย ไม่คิดมาก่อนเลยว่ามันจะแตกสลายไปแบบนี้ แม้ดอกรักจะมีคนรักใหม่และแต่งงานกับหนุ่มฝรั่งเศษไปแล้ว ตัวเขาเองแม้มิอาจจะลืมความรักครั้งแรกนี้ไป แต่ก็ไม่ได้คำนึงหาเธอเหมือนก่อน ยังคงเก็บโถลายมังกรใบสวยเอาไว้ทำไมกัน

“เฮ้อ....แต่แตกไปได้ก็ดีเหมือนกัน” เขาถอนหายใจอย่างโล่งใจ
สิ่งที่เคยค้างคาใจเขามาตลอดว่าทำไมยังเก็บเอาโถเอาไว้ทั้งที่น่าจะหาทางจัดการกับมันตั้งนานแล้ว มันก็เหมือนกับความรักที่แตกสลายไปไม่มีวันหวนกลับมา การแตกของมันวันนี้ก็เป็นหนทางออกที่ดีเหมือนกัน


“คุณกรคะ” เสียงใสๆเรียกเขาเบาๆ
“ฮึม...ช่วยเก็บให้ด้วยนะ” เขาพูดเพียงเท่านั้นก็เดินเลี่ยงเข้าห้องไป

ปลาวาฬก้มลงเก็บเศษโถหน้าจ๋อยๆ เป็นเพราะเธอยืนอยู่ตรงนี้หรือเปล่านะถึงทำให้โถใบนี้ต้องแตกแบบนี้

“แย่จัง แบบนี้ก็ซ่อมไม่ได้นะสิ มันเป็นเศษเล็กเศษน้อยติดกาวไปก็เห็นรอยไม่สวยแน่” หญิงสาวพรึมพรำ

หลังจากเก็บกวาดเรียบร้อยแล้วปลาวาฬเดินลงมาจากชั้นบนเห็นป้าเพียรกับเด็กทั้งสองยืนอยู่ในห้องรับแขกเพื่อรอเธอ

“คุณกรว่าไงไหม?” ป้าเพียรถามอย่างเป็นห่วง
“ไม่นิคะ...”

“โถใบนี้น่ะ เป็นของรักของคุณกรมากเลยนะ เพราะแฟนเก่าให้มา” ป้าเพียรบอก

“งั้นเหรอคะ” ปลาวาฬรับฟังอย่างสลดใจ
“คงมีความหมายสำหรับคุณกรมากเลยล่ะสิ”
“มันอยู่ที่นี่มา 10 ปีแล้ว คุณกรเก็บเอาไว้อย่างดีไม่เคยเอามาใช้เลย”

แม้ปลาวาฬจะไม่ค่อยเข้าใจนักว่าทำไมคนเป็นแฟนกันจะต้องมอบโถให้กันแทนของดูต่างหน้าด้วยก็ในเมื่อมันไม่น่ามีอะไรที่จะสื่อถึงกันได้ แต่ความรู้สึกผิดที่ว่าตัวเองมีส่วนทำให้โถใบนี้ร่วงจากมือพันกรก็ทำหน้าจ๋อยไป

อ๊อฟกับไอซ์มองหน้ากันอย่างสำนึกผิดที่ทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว

“พวกเราผิดเองครับ พวกเราชนตู้เอง” อ๊อฟบอก

“ช่างมันเถอะของที่แตกไปแล้วบางอย่างอาจจะซ่อมไม่ได้ แต่ก็ทำขึ้นมาใหม่ได้ แต่ความรู้สึกของคนเราน่ะ มันซ่อมไม่ได้ ดังนั้นต่อไปเราจะต้องระวังให้มากกว่านี้นะคะ” ปลาวาฬพูดกับเด็กทั้งสองอย่างเป็นการเป็นงานไม่ได้ดุแต่ก็ไม่ได้โอ๋

ป้าเพียรฟังอย่างทึ่งๆ ที่เด็กสาวอย่างเธอเข้าใจใช้คำพูดสอนเด็กแสบทั้งสอง
“พวกเราสัญญาว่าจะไม่ทำแบบนี้อีก”

“ดังนั้นก่อนอื่นต้องไปขอโทษคุณกรก่อนนะคะ เมื่อทำผิดแล้วลูกผู้ชายอย่างเราก็ต้องรู้จักขอโทษ”

“แต่ลุงกรจะโกรธไหม?”

“คุณกรจะโกรธมากกว่านะคะ ถ้าหลานๆ ทำผิดแล้วไม่กล้ายอมรับผิด” ปลาวาฬยังสอนเด็กๆต่อ

เธอเดินเข้ามาลูบหัวเด็กทั้งสอง

“พี่เชื่อว่าคุณกรคงเป็นห่วงคุณๆ ทั้งสองมากกว่าหากยังซนแบบนี้อีก สักวันคงมีอะไรหล่นมาใส่หัวแตกแน่ๆ”

“เอ้า....แล้วทีนี้จะกล้าขอโทษไหมล่ะคะ”
อ๊อฟหันไปพยักหน้าให้กับไอซ์

“ฮืม...เราไปขอโทษลุงกรกันเถอะ” ทั้งสองพี่น้องจูงมือกันวิ่งขึ้นบ้านไป

ป้าเพียรยิ้มมองตามที่ทั้งสองดูว่านอนสอนง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ

“หนูจะลองซ่อมดูค่ะ” เธออาสา

“มันจะซ่อมได้เหรอมันแตกละเอียดกว่าคราวก่อนอีก” ป้าเพียรทำหน้าเป็นกังวล
“จะลองดูคะ ก็หนูมีส่วนทำให้โถใบนี้แตกนิคะ” เธอพูดเสียงอ่อยๆ
“เอ๊ะ ...” ป้าเพียรทำหน้าสงสัย

“แต่ยังไงหนูจะพยายามค่ะ เผื่อคุณกรจะรู้สึกดีขึ้นมันอาจะไม่เหมือนของเดิมก็เถอะ” เธอบอกอย่างจริงจัง

“งั้นก็ลองดูก็แล้วกันนะ”
“ค่ะ” หญิงสาวรับคำ

ป้าเพียรยิ้มก่อนจะดึงมือปลาวาฬมาลูบเบาๆ หญิงสาวแปลกใจเล็กน้อย
“ขอบใจนะ ปลาวาฬ”

“คะ?” หญิงสาวทำหน้าสงสัยที่จู่ๆ แม่บ้านใหญ่ก็มาขอบใจเธอแบบนี้อย่างไม่มีเรื่อง

“ขอบใจที่ทำให้คุณอ๊อฟคุณไอซ์ เป็นเด็กน่ารัก ขอบใจมากเลยนะ”
“อ้อ...เอ่อ.....หนูก็ไม่ได้ทำอะไรนิคะ” เธอตอบอายๆ

“ตั้งแต่เธอเข้ามาอยู่กับเราไม่กี่วัน เธอก็เอาชนะใจคุณๆทั้งสองได้แล้ว ยังไม่เคยมีใครที่จะทำให้เด็กสองคนนั้นทั้งยิ้มและหัวเราะอย่างสนุก และก็ทำให้คุณๆเป็นเด็กดีขึ้น แค่เล็กน้อยก็ดี”

“แฮ่ๆๆๆ ไม่ขนาดนั้นหรอกค่ะ”

ป้าเพียรยิ้มอย่างดีใจแม้ปลาวาฬจะไม่เข้าใจนักแต่ก็รับเอาความรู้สึกเหล่านั้นจากแม่บ้านใหญ่

“หนูขอตัวก่อนนะคะ คงต้องใช้เวลานานพอดูที่จะประกอบเศษพวกนี้ให้เหมือนเดิม”

ปลาวาฬขอตัวกลับเรือนเล็กของตัวเองแล้วเริ่มลงมือทำงานใหญ่ทันที

ที่ห้องของพันกรชายหนุ่มนั่งสับสนกับความรู้สึกแปลกๆที่เกิดขึ้น มันเกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่ทำไมใจเขาจะต้องเต้นโครมครามทุกครั้งที่เข้าใกล้การเด็กสาว ทำไมใบหน้าใสๆ จะต้องมารบกวนห้วงคำนึงนึกคิด ตั้งแต่เลิกกับดอกรักไปเขาก็ไม่ได้ใส่ใจกับการมีคนรักใหม่

แม้คุณหญิงแพรทองจะพยายามหาผู้หญิงที่มีคุณสมบัติที่ดีมาให้ก็ตาม เขาก็แค่คบหาตามมารยาท แต่ก็ไม่ได้เกิดความรู้สึกที่ดีงอกเงยขึ้นเลย เป็นเพราะเขารู้สึกว่าตัวเองจะดูด้อยค่าไปทั้งที่รักครั้งแรกเขาทุ่มเทไปทั้งใจแต่ก็มิอาจรักษาเอาไว้ได้ ความรักช่างเป็นสิ่งที่ไม่สามารถออกแบบได้เลย

พันกรจึงหันไปสนใจกับการเรียนและทำงานด้านสถาปนิคที่เขาชอบและตั้งบริษัทตัวเองได้สำเร็จ นั่นคือสิ่งเดียวที่พันกรภูมิใจและบอกกับตัวเองว่าจะทุ่มทั้งชีวิตทำสิ่งที่ตัวเองรัก แต่วันนี้เขากำลังสับสนกับหัวใจที่เต้นผิดจังหวะ แต่เมื่อคิดถึงความเป็นจริงแล้วมันช่างเป็นเรือ่งที่เหลวไหลสิ้นดี

เสียงเคาะประตูห้องเบาๆทำลายห้วงคิดคำนึงของชายหนุ่มไป เมื่อเอ่ยปากอนุญาติให้เข้ามาได้ ร่างเล็กๆของเด็กทั้งสองที่ถอดหน้ากากเรนเจอร์ออกแล้วก็ค่อยๆ เดินติดกันเข้ามาอย่างกลัวๆ

“มีเรื่องอะไรกันครับ” พันกรถามหลานชายอย่างสงสัย
“เอ่อ....เอ่อ...” อ๊อฟทำท่าไม่มั่นใจไอซ์จึงสะกิด

“มีอะไรก็ว่ามา”

“พวกเรามาขอโทษลุงกรครับ ขอโทษนะครับลุงกรที่พวกเราทำของสำคัญของลุงแตกไป” อ๊อฟกับไอซ์เดินไปกราบลงที่ตักของลุงหนุ่ม

“ฮืม...” พันกรมองหลานทั้งสองอย่างแปลกใจ ปกติเด็กสองคนนี้ซนเป็นกิจวัติ แม้จะทำข้าวของเสียหายแม้จะรู้ว่าผิดแต่ก็ไม่เคยกล้าเอ่ยปากขอโทษเลยสักครั้งได้แต่คอยหลบหน้าหลบตาไม่กล้าเข้าใกล้เขา

พันกรดึงหลานเข้ามากอด
“ช่างมันเถอะ มันแตกไปแล้ว ต่อไปพวกเราก็เล่นกันระวังด้วยก็แล้วกันนะครับ หากเกิดว่าหล่นใส่หัวล่ะก็ คงไม่ใช่โถที่แตกแน่ จะเป็นหัวเราเนี่ยล่ะที่แตกรู้ไหม” พันกรบอกกับหลานๆ ที่ขึ้นมานั่งบนเตียงข้างเขา

“ลุงไม่ได้เสียดายของพวกนั้นหรอก แต่ลุงไม่อยากให้หลานลุงเจ็บตัว”
“ลุงกรพูดเหมอืนเซลเลอร์มูนเลย” เด็กทั้งสองมองหน้ากัน
พันกรทำหน้าสงสัย

“พวกเราสัญญาครับว่าจะระวังให้มากว่านี้” ทำท่าเป็นการเป็นงานจนผิดปกติไม่เหลือเค้าเด็กซน

แต่พันกรก็อดยิ้มไม่ได้
“ฮืม....”
“พวกเราจะซ่อมโถให้ลุงแอง”

“ไม่เป็นไรหรอกนะของที่แตกไปแล้วบางอย่างมันก็ซ่อมไม่ได้”

“แต่เซลเลอร์มูนจะซ่อมให้ครับ คราวที่แล้วยังซ่อมได้เลย อุ๊บ....” อ๊อฟรีบปิดปากทันทีเมื่อรู้ตัวว่าเผลอพูดอะไรออกไป

“ฮึ...ใครน่ะเซลเลอร์มูน คราวที่แล้วซ่อมอะไร” พันกรเอ่ยอย่างสงสัย
“ก็เซลเลอร์มูนไง” เด็กทั้งสองมองหน้ากันไม่เข้าใจว่าทำไมลุงไม่รู้จักเซลเลอร์มูน

อ๊อฟโดดลงจากเตียงทำท่าเด็กเซ็ง

“ลุงกรเฉยชมัดเลยไม่รู้จักเซลเลอร์มูน…..ไปกันเถอะไอซ์ไปหาเซลเลอร์มูนกัน” ไอซ์โดดลงจากเตียงแล้วตามพี่ชายไป

ปล่อยพันกรนั่งงงอยู่คนเดียว

อ๊อฟกับไอซ์ไปหาปลาวาฬที่เรือนหลังเล็กเห็นหญิงสาวปูเสื้อนั่งอยู่ที่ระเบียงกำลังยุ่งกับการเรียงเศษโถอย่างระวัง ทั้งสองจึงวิ่งขึ้นไปหาเธอ

“ให้พวกเราช่วยไหม?”

“ไม่เป็นไรหรอกน่า เรื่องเล็ก”

แต่ในความเป็นจริงปลาวาฬไม่ต้องการเด็กป่วนทั้งสองมาทำงานพังมากกว่า แต่เห็นท่าทางที่อยากจะช่วยของทั้งสองแล้วก็ไม่อยากจะทำลายน้ำใจ

“พวกเราอยากช่วยนิ” ทั้งสองไม่ฟังเสียงลงมือเกลี่ยเศษเล็กเศษน้อยทั้งๆที่ไม่รู้ว่ามันเป็นยังไง

แต่เกลี่ยไปเกลี่ยมาก็พากันเล่นมากกว่าตามประสาเด็ก ปลาวาฬยังก้มหน้าก้มตาเรียงเศษโถแล้วติดกาวอย่างระมัดระวัง ผ่านไปหลายชั่วโมงหลังจากที่ลูกมือทั้งสองทำเป็นเกลี่ยช่วยสักพักเริ่มเหนื่อยพากันล้มลงนอนลงกับเสื่อไปเรียบร้อยแล้ว ปลาวาฬหาหมอนมาให้หนุนเธอก็ก้มหน้าทำงานตัวเองต่อเงียบๆ

เย็นมากแล้วพันกรแปลกใจที่บ้านเงียบผิดปกติเขาเดินหาหลานในบ้านจนทั่วก็ไม่พบจึงเดินเข้าไปในครัวเห็นป้าเพียรทำกับข้าวคนเดียวก็ถามหาหลานทั้งสอง

“ป้าเพียรครับ อ๊อฟกับไอซ์ไปไหนครับ ทำไมบ้านเงียบจัง”

ป้าเพียรเองก็เพิ่งรู้สึกตัวเหมือนกันว่าบ้านมันเงียบก็เพราะเจ้านายตัวน้อยไม่ได้มาป้วนเปี้ยนแถวนี้นี่เอง

“สงสัยจะไปเล่นกับปลาวาฬล่ะมั้งคะ”

พันกรจึงเดินออกไปหากายที่หน้าบ้าน
“กาย..........เห็นอ๊อฟกับไอซ์ไหม?”

กายหันซ้ายทีขวาทีไม่พบเงาของเด็กทั้งสองมาวิ่งเล่นเหมือนทุกวัน
“เมื่อตอนบ่ายเห็นอยู่ที่เรือนเล็กกับปลาวาฬครับ”

พันกรจึงเดินไปด้านหลังของเรือนใหญ่มองดูเรือนหลังเล็กที่ยู่ริมคลอง ความร่มรื่นของต้นไม้ทำให้ที่นี่ดูสงบเงียบจริงๆ เรือนหลังเล็กเมื่อก่อนเคยเป็นบ้านของเขาเองคุณตาเป็นคนปลูกให้ตอนที่เขาตอนอายุครบ 15 ปี เป็นของขวัญสำหรับเขาเวลาที่แวะมาค้างด้วยแต่แล้วกกลายเป็นว่าเขามาคลุกอยู่ที่นี่จนไม่กลับบ้านใหญ่ของแม่แทนแม้ที่นี่อยู่ห่างไกลจากโรงเรียนที่เขาเรียนมาก

เมื่อเทียบกันแล้วบ้านใหญ่ที่ซอยลาดพร้าว 102 ซึ่งอยู่ใจกลางเมืองความสะดวกสะบายมีอยู่ครบครัน แต่บ้านสวนในคลองรังสิตคลอง 4 แทบจะไม่มีอะไรด้วยซ้ำ แต่ชายหนุ่มก็เลือกมาอยู่ที่นี่กับ ตายาย เขาบอกเหตุผลกับแม่ว่าจะเป็นคนดูแลตากับยายเองแม้แม่จะจ้างพยาบาลมาช่วยป้าเพียรดูแลอย่างดีแล้วก็ตาม แต่พันกรก็ผูกพันกับที่นี่จนไม่กลับบ้านใหญ่นับแต่นั้นเป็นต้นมา


ตาจากไปเมื่อชายหนุ่มเรียนมหาวิทยาลัยปีแรกก็เมื่อ 10 ปี ที่แล้ว ด้วยอายุ 72 ปี หลังจากนั้นอีก 5 ปี ยายก็ตามตาไปอีกคน จึงเหลือเพียงเขาอยู่ที่กับป้าเพียรสองคน ด้วยความที่กลัวป้าเพียรจะเหงาเขาจึงให้หาคนสวนซึ่งพอจะขับรถได้มาอยู่เป็นเพื่อน ป้าเพียรจึงพากายซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานมาช่วยทำงานสวน

หลังจากนั้นไม่นานเมื่อน้องสาวคนเดียวของเขาแต่งงานกับดาราหนุ่มจอมเจ้าชู้ที่ไม่มีใครเห็นดีเห็นงามด้วยโดยเฉพาะคุณหญิงแพรทองเพราะพลอยลรินอายุแค่ 22 ปีเอง เพิ่งจะเรียนจบ ด้วยมีรูปร่างหน้าตาที่สวยเด่นจึงถูกแมวมองทาบทามเข้าวงการ ได้รู้จักกับดาราหนุ่มไม่นานก็ตกหลุมรักทันที

แม้จะถูกทางบ้านไม่เห็นด้วยแต่พลอยลรินผู้ซึ่งเคยถูกตามใจตั้งแต่เด็กจนโตจนกลายเป็นคนเอาแต่ใจ ไม่แคร์ความรู้สึกของใคร เห็นความรักครั้งนี้สวยงามและหอมหวานเกินจะห้ามปรามกันได้ เมื่อดื้อดึงแต่งงานและมีลูกแฝดด้วยกันพ่อดาราตัวดีก็เลิกลากับพลอยลรินไป

สังคมต่างก็ซุบซิมถึงความใจเร็วด่วนได้แล้วก็ทิ้งกันไปทั้งที่หม้อข้าวยังไม่ทันดำของคู่เจ้าหล่อน ซึ่งก็ไม่ได้สนใจ ผลกรรมทั้งหมดมาตกอยู่ที่เด็กแฝด ที่มีพันกรกลายเป็นพ่อทูลหัวไปทันที

การที่อ๊อฟกับไอซ์ซนผิดมนุษย์มนาก็ไม่แปลกนัก คงเป็นการแสดงออกเพื่อเรียกร้องความสนใจอย่างหนึ่งของเด็กที่ขาดความรักจากพ่อและแม่

เมื่อมีหลานมาอยู่ด้วยกลายเป็นภาระของป้าเพียรที่ต้องคอยดูแล พันกรเห็นว่าควรจะหาคนมาช่วยป้าเพียรทำงานบ้านและดูแลเด็กทั้งสองด้วยเขาจึงให้ป้าเพียรหาสาวใช้มาเพิ่ม แต่จนแล้วจนรอดผ่านมา 4 ปี

เขาต้องเปลี่ยนสาวใช้เป็นว่าเล่นอันเนื่องมาจากไม่สามารถทนรับมือความเฮี้ยวของพลอยลรินที่มักแวะมาค้างกับชายหนุ่มและเด็กแฝดทั้งสองที่นับวันจะร้ายเหมือนแม่เข้าไปทุกที

พันกรเดินมาจนถึงเรือนหลังเล็กมองไปที่ระเบียงก็ต้องแปลกใจที่เห็นคนสามคนนอนหลับอยู่ที่นั่นเมื่อเดินขึ้นไปบนเรือนเล็กนั่งลงข้างๆหลานชายที่หลับปุ๋ยโดยมีปลาวาฬนอนอยู่ข้างๆ

และข้างๆเธอมีโถที่แตกไปแล้วซึ่งถูกประกอบขึ้นมาอีกครั้งมีร่องรอยการประสานด้วยกาวอย่างหยาบๆ มันไม่ได้เรียบเหมือนเก่าแล้ว พันกรมองอย่างนิ่งงัน นี่พวกเขาพยายามซ่อมโถเพื่อมาคืนเขาอย่างนั้นหรือ

ชายหนุ่มหยิบโถร้าวขึ้นมาดู

“ฮืม...พวกเธอนี่....รู้หรือเปล่าของที่แตกไปแล้ว มันไม่มีทางกลับมาเป็นเหมือนเก่าได้หรอกนะ”

แม้รู้ว่าสิ่งที่พูดไปนั้นทั้งสามคงไม่ได้ยิน
“แต่ก็ขอบใจนะ” พันกรมองใบหน้าใสอย่างอ่อนโยน

“ที่จริงเธอก็เป็นคนดีเหมือนกัน”

ปลาวาฬงัวเงียลืมตาขึ้นมาก็ตกใจที่เห็นพันกรนั่งมองเธออยู่
“...คุณกร”

พันกรเองก็ตกใจที่จู่ๆ ปลาวาฬตื่นขึ้นมา จึงหลบหน้าทำหน้าขรึม

“ฉันมาดูอ๊อฟกับไอซ์น่ะ นึกว่าหายไปไหน?”

“ขอโทษค่ะ พอดีพวกเราเผลอหลับไป” ปลาวาฬก้มหัวขอโทษเขา

“อืม...ไม่เป็นไรหรอก ไม่ไปเล่นซนที่ไหนก็ดีแล้ว อ๊อฟ ไอซ์ ตื่นได้แล้วครับ” เขาหันไปปลุกหลานๆ

ทั้งสองงัวเงียตื่น
“อ้า...อ้าววว....ลุงกร”

“ลุงจะพาไปหาคุณยายน่ะ คุณยายโทรมาบอกให้กลับพรุ่งนี้จะพาไปงานเทศกาลของเล่นที่ห้าง”

“อ้า....งานของเล่นเหรอครับ” ไอซ์กระโดดอย่างดีใจ

“เอ๊ะ....โถเสร็จแล้วเหรอเซลเลอร์มูน” อ๊อฟที่ดูไม่ได้สนใจกับที่ชายหนุ่มบอกหันไปมองโถอย่างดีใจ

“เสร็จแล้วล่ะ แต่มันก็ไม่เหมือนเดิมหรอก รอยร้าวไม่มีอะไรประสานได้หรอกจ๊ะ”

“แย่จัง แบบนี้ลุงกรก็ไม่ดีใจน่ะสิ”

“ฮึ...เปล่าหรอกครับ ขอบใจมากนะที่ทำเพื่อลุง แค่อ๊อฟกับไอซ์เป็นเด็กดีลุงก็ดีใจแล้วล่ะ”

“ขอบใจนะ” พันกรหันไปขอบใจเด็กสาว
ปลาวาฬยิ้มรับคำ

“ไม่เป็นไรค่ะ”

พันกรหลบรอยยิ้มสดใสหันไปบอกหลานให้กลับเรือนใหญ่เพื่อเตรียมตัวกลับบ้านใหญ่ของคุณหญิงแพรทองกันได้แล้ว

ปลาวาฬมองโถร้าวในมือเพื่อหาทางทำให้มันกลับมาเป็นเหมือน

“อ้อ....นึกออกแล้วจะทำยังไง” เธอยิ้มอย่างดีใจก่อนจะเก็บข้าวของแล้วกลับเข้าเรือน

วันต่อมาที่บ้านเงียบเพราะเด็กแสบสองคนไม่อยู่และปลาวาฬก็ขอไปทำบัตรประชาชนใหม่ที่เขตใกล้ๆ พันกรตื่นเช้ามาด้วยความแปลกใจ

“วันนี้บ้านเงียบจังเลยนะ” เขาเอ่ยกับป้าเพียรที่ยกกาแฟมาให้
“ค่ะ....คุณอ๊อฟกับคุณไอซ์ไม่อยู่ก็เลยเงียบ”

“ฮืม....เห็นคุณแม่บ่นว่าเดี๋ยวนี้จับไม่ค่อยจะทัน ซนยิ่งกว่าลิงเข้าไปทุกที”
“ก็เด็กวัยนี้ก็ต้องซนเป็นธรรมดาค่ะ”

“แล้ว.....เด็กคนนั้นล่ะ”
“คะ หมายถึงปลาวาฬเหรอคะ”

“ฮืม....”
“เห็นบอกว่าจะไปทำบัตรประชาชนค่ะ เมื่อเช้าก็มาถามทาง”
“เขาจะไปเขตถูกเหรอ"

“คงไม่เป็นไรค่ะ ป้าบอกทางและสายรถเมล์ที่ผ่านให้เรียบร้อยแล้ว และก็ให้เบอร์ของที่บ้านไปด้วย ถ้าหลงทางก็ให้โทรกลับมาให้กายไปรับ”

“ฮืม....ก็ดี เด็กคนนั้นถ้าเทียบอายุแล้วก็คงจะไม่ต่างอะไรอ๊อฟกับไอซ์เลยนะ”

ป้าเพียรได้แต่ขำกับการเปรียบเทียบของชายหนุ่ม ดูลักษณะการพูดแบบนี้แสดงถึงความเป็นห่วงเล็กน้อยน่าแปลกในที่ก่อนหน้านี้ยังไม่ไว้ใจจนเห็นได้ชัดคอยจับผิดและพูดจาคาดคั้นจนปลาวาฬแทบจะร้องไห้ อะไรที่เปลี่ยนใจชายหนุ่มได้



Create Date : 25 พฤษภาคม 2553
Last Update : 25 พฤษภาคม 2553 20:25:21 น.
Counter : 616 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

unitan
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]