แม้อากาศจะหนาวเหน็บเพียงใด เมื่อหัวใจเรามีเพื่อน แม้กายเราจะหนาว แต่หัวใจของเรา อบอุ่น...เสมอ...
Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2549
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
7 พฤศจิกายน 2549
 
All Blogs
 
เพราะฉันไม่ใช่นางเอก

เสียงเคาะประตูทำให้เด็กสาวสะดุ้ง ผุดลุกขึ้นจากเตียงทันที รีบปิดหนังสือการ์ตูนในมือ วิ่งลนลานไปที่ตู้เสื้อผ้า ดึงประตูตู้เปิดออก

“โหย…อึ้ด! เลย”

เธอรีบปิดตู้ที่เต็มไปด้วยหนังสือการ์ตูน แล้วก้าวเร็ว ๆ ไปที่โต๊ะเขียนหนังสือ เสียงแม่เคาะประตูดังขึ้นอีก ทำให้สมองแทบคิดอะไรไม่ออกเมื่อต้องทำอะไรรีบร้อนเช่นนี้

“ทำอะไรอยู่ลูก นี่แม่เองจ้ะ” มารดายืนรออยู่หน้าประตูได้ครู่หนึ่งเอ่ยเร่งลูกสาว

“ค่ะ ๆ แม่ มาแล้วค่ะ” เธอรีบยัดหนังสือการ์ตูนใส่ลิ้นชักของโต๊ะเขียนหนังสือที่ออกจะแน่นเอี้ยด แล้วรีบเดินไปเปิดประตูห้อง รีบหายใจเข้าลึก ๆ ยาว ๆ เปลี่ยนสีหน้าตกอกตกใจให้เป็นปกติ

“ทำอะไรอยู่จ๊ะ ตะเกียง” เสียงแม่ถามด้วยความสงสัยในความชักช้าของการมาเปิดประตูห้อง

“ปะ เปล่าค่ะ แม่มีอะไรหรือคะ” เด็กสาวพยายามบังคับน้ำเสียงให้เป็นปกติที่สุด

“ห้องลูกยังรกรุงรังเหมือนเดิมนะ” มารดากวาดสายตาไปมารอบห้องบุตรสาวอย่างระอา บนพื้นห้องมีเศษกระดาษหล่นอยู่เกลื่อนเต็มไปหมด โต๊ะเขียนหนังสือก็เต็มไปด้วยหนังสือกองพะเนิน เสื้อผ้าระเกะระกะพาดตรงนั้นตรงนี้เตะหูเตะตาไปหมด

“โธ่…แม่คะ ห้องหญิงโสดก็งี้แหละค่ะ ตกลงแม่มีอะไรกับตะเกียงหรือคะ” เด็กสาวรีบตัดบทเปลี่ยนเรื่อง
“แม่มีเรื่องนิดหน่อยที่จะคุยกับตะเกียง” พลางก้มลงเก็บเศษกระดาษและเสื้อผ้าที่ขวางหูขวางตาออก
“แม่…มะไม่ต้องหรอกค่ะ เดี๋ยวตะเกียงทำเองค่ะ” เธอรีบเข้าไปห้ามมารดา

แม่ของเธอเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า

เอาล่ะสิ!

“เอ่อ…แม่ไปนั่งที่เตียงดีกว่านะคะ” เธอพยายามคะยั้นคะยอแม่ให้ไปไกล ๆ จากตู้เสื้อผ้า
“ทำไมล่ะ ไหนแม่ขอดูตู้ลูกหน่อย” แม่เริ่งสงสัยมากขึ้น

เง้ย! ดันมาทำตัวเป็นสายตรวจอะไรตอนนี้นะ! เด็กสาวชักใจคอไม่ดี

“เอ่อ…คือ…ไม่ดีหรอก มันก็รกเหมือนเดิมแหละค่ะ แม่อย่าดูให้เก๊กซิมเลยนะคะ ไหนแม่ว่ามีเรื่องจะบอกตะเกียงไง” เธอรีบเปลี่ยนเรื่องทันที

แต่ทว่าแม่ของเธอไม่ฟังคำอธิบายใด ๆ ของลูกสาว หล่อนเดินตรงไปยังตู้เสื้อผ้า
“แม่…แม่คะ” ตะเกียงรีบเดินตามไป

ประตูเสื้อผ้าถูกเปิดออก

แม่อึ้งไปชั่วขณะ มองหนังสือการ์ตูนที่ยัดอัดกันอยู่เต็มตู้ด้านล่างของ

“ตะเกียง!” เสียงของแม่เข้มขึ้น และเริ่มไม่พอใจที่ลูกสาวหล่อนขัดคำสั่ง

เด็กสาวได้แต่ก้มหน้านิ่งไม่กล้าสบสายตา เมื่อสิ่งที่ซ่อนเก็บไว้ถูกเปิดเผย

แม่หยิบการ์ตูนในตู้ขึ้นมาดูสองสามเล่ม แต่ละเล่มเป็นการ์ตูนแนวเดียวกัน ลงหมึกเส้นหนัก ๆ มีแต่รูปการต่อสู้ ตีรันฟันแทง

“แม่บอกตะเกียงแล้วใช่มั้ยว่าให้เลิกอ่านการ์ตูน” แม่หันมาดุ แล้วเดินกลับมาที่เตียง สายตาสำรวจตรวจตราราวกับตำรวจต้องการค้นหาคนร้ายก็ไม่ปาน กวาดสายตาไปทั่วห้องว่าที่ใดจะเป็นที่ซ่อนการ์ตูนได้อีก หล่อนก้มลงดูใต้เตียง หนังสือการ์ตูนประเภทเดียวกันเรียงรายอยู่ใต้นั้นเพียบ

“วัน ๆ เอาแต่อ่านการ์ตูน แย่จริง ๆ เลย” แม่เริ่มบ่น เดินเลยเตียงนอนไปที่โต๊ะเขียนหนังสือ เปิดลิ้นชักโต๊ะหนังสือการ์ตูนพวกเดียวกันเรียงซ้อนกันเป็นตับอยู่ในนั้น แม่ส่ายหน้าแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่

“เมื่อไหร่ตะเกียงจะเลิกอ่านการ์ตูนพวกนี้ซะที”

“โธ่! แม่คะ ตะเกียงว่าไม่เห็นเสียหายอะไรนี่คะ ดีกว่าไปเที่ยวเหลวไหนที่ไหนอีกค่ะ” เด็กสาวเข้าไปกอดแขนมารดาอย่างประจบ

“ตะเกียงรู้มั้ยที่ลูกเป็นคนขี้โมโห ชอบใช้อารมณ์ ชอบใช้กำลังตัดสินปัญหา ส่วนหนึ่งเพราะลูกอ่านแต่การ์ตูนพวกนี้ มันมีแต่การทำลายล้าง แล้วลูกก็ติดการ์ตูนงอมแงม ไม่เป็นอันทำอะไรอยู่ทุกวันนี้ไม่ใช่เพราะอ่านการ์ตูนหรือจ๊ะ” แม่พยายามอธิบายอย่างใจเย็นและมีเหตุผล

“ไม่จริงค่ะ” เธอเถียงเสียงแข็ง
“ตะเกียงเป็นอย่างงี้เอง ไม่ใช่เพราะอ่านการ์ตูนหรอกค่ะ”

“ตะเกียง…สิ่งเหล่านี้ลูกไม่รู้ตัวหรอกจ้ะ มันจะค่อย ๆ ซึมซับเข้าไปในจิตใต้สำนึก รู้รึเปล่า เชื่อแม่นะ เลิกอ่านการ์ตูนพวกนี้”

เธอนั่งเงียบไม่ตอบ

“เอาเถอะ” แม่เริ่มใจอ่อน
“แม่จะไม่บังคับลูก แต่แม่ขอร้องอย่างหนึ่งได้มั้ย”

บุตรสาวเงยหน้ามองมารดาด้วยสีหน้าแฉ่มชื่นขึ้น

“อะไรคะ”

“ขอให้ลูกอ่านเฉพาะเวลาว่างเท่านั้น ต้องทำการบ้านเสร็จก่อนได้มั้ยจ๊ะ”
“ค่ะ ตะเกียงจะไม่ให้เสียการเรียนแน่นอนค่ะ” เด็กสาวยิ้มระรื่น
“ดีจ้ะ เอาล่ะ! แม่มีเรื่องจะบอกตะเกียงนะ พ่อกับแม่ได้ปรึกษาหาลือกันแล้ว ว่าจะส่งลูกไปพักอยู่กับคุณตาที่บ้านไร่ชั่วคราวในช่วงที่ลูกปิดเทอมอยู่นี้”

“ไปอยู่กับคุณตา!”

เธอเบิกตาโตอย่างตกใจ

“โหย…แม่คะ คุณตาดุจะตาย เจ้าระเบียบด้วย ตะเกียงไม่อยากไปเลยค่ะ” ภาพของคุณตาปรากฏในห้วงนึก แค่นึกถึงก็สยองแล้ว

“ยังไงก็ต้องไป เพราะพ่อกับแม่ติดต่อบอกคุณตาเป็นมั่นเป็นเหมาะแล้ว และท่านก็ตอบกลับมาเรียบร้อยแล้วด้วย มะรืนนี้ลูกจะต้องเดินทางนะจ๊ะ จัดข้าวจัดของให้เรียบร้อย”

“อะไรนะคะ! มะรืนนี้!”

สีหน้าเด็กสาวตกอกตกใจ ไม่นึกว่าจะรวดเร็วขนาดนี้

“จ้ะ เตรียมข้าวของให้เรียบร้อย และห้ามเอาการ์ตูนไปด้วยเด็ดขาด ถ้าลูกดื้อกับแม่ แม่จะขนการ์ตูนพวกนี้ไปขายทิ้งให้หมด” น้ำเสียงของแม่จริงจังและเด็ดขาดในประโยคสุดท้าย

“ทำไมแม่ไม่ถามความสมัครใจของตะเกียงก่อนละคะ” เด็กสาวทำเสียงกระเง้ากระงอดที่ถูกบังคับ

“แม่รู้…ว่าลูกคงไม่อยากไป แต่แม่อยากให้ลูกไปฝึกตัวเองนะจ๊ะ แล้วพ่อกับแม่ก็ตกลงกับคุณตาเรียบร้อยแล้ว อย่าให้พ่อกับแม่เสียคำพูดเลยนะ ไปนะจ๊ะตะเกียง แม่กับพ่อฝากความคิดถึงไปถึงท่านด้วย คุณตาท่านก็คิดถึงตะเกียงนะ ที่นั่นก็ไม่ใช่ลำบากอะไร มีคนทำให้เหมือนที่บ้านเรา แต่แม่อยากให้ตะเกียงไปอยู่ใกล้ ๆ ผู้ใหญ่ท่านบ้าง” แม่ยกมือบีบไหล่บุตรสาวเบา ๆ อย่างให้กำลังใจ

“ทำไมต้องไปฝึกด้วยละคะ” เด็กสาวย้อนถาม

“เพราะว่า การฝึกก็คือการฝืนใจตัวเองให้ทำสิ่งที่ไม่ชอบให้ได้ เพราะในโลกนี้ ไม่มีอะไรที่ถูกใจเราทุกอย่าง ไม่มีอะไรได้ดั่งใจเราเสมอ เราจึงต้องหัดไม่ต้องทำตามใจตัวเองก็ได้ยังไงล่ะ” แม่ค่อย ๆ อธิบายอย่างช้า ๆ

“ไปนะจ๊ะ”

ตะเกียงทำหน้าเง้าหน้าง้อ ปากยื่นเป็นลูกเป็ด

“ก็แม่เล่นมัดมือชกแล้วนี่คะ ตะเกียงจะพูดอะไรได้อีก”

เด็กสาวสะดุ้งตื่นจากความคิด เมื่อชายชุดสีกากีเดินมาสะกิด

“ตรวจตั๋วด้วยครับ”

ตะเกียงหยิบตั๋วจากกระเป๋าเสื้อส่งให้ สักครู่จึงรับตั๋วคืนมา

ภาพข้างทางวิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็วตามการขับเคลื่อนของรถไฟ เสียงล้อและเครื่องจักรดังกระทบกันเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ผู้โดยสารที่นั่งตามเก้าอี้อื่นต่างเงียบขรึม ยกเว้นคนที่มีเพื่อนมาด้วย ตะเกียงมองคนที่นั่งอยู่ในเก้าอี้ถัดไปคุยกันเสียงขรมจนน่าอิจฉา

เธอถอนหายใจหนัก ๆ ทำอะไรไม่ได้เลย เปลี่ยนแปลงอะไรก็ไม่ได้แล้ว มาจนถึงขั้นนี้แล้ว

เป็นไงเป็นกัน!!

ทำอะไรไม่ได้ สิ่งที่ต้องทำให้ได้คือ การยอมรับความจริง ในเมื่อยังไงก็ต้องทำ จะทำอย่างมีความสุข หรือทุกข์ ต้องเลือกเอา

และเธอฉลาดพอที่จะ…เลือกทำอย่างมีความสุข….

เด็กสาวชะเง้อมองทางข้างหน้า ก่อนที่จะกระชับกระเป๋าเป้ในมือ เมื่อได้ยินเสียงหวูดรถไฟดังเป็นสัญญาณเตรียมเข้าสถานีข้างหน้าจึงลุกขึ้น เดินตรงไปยังส่วนต่อระหว่างโบกี้ รถไฟชะลอความเร็วเข้าจอดที่สถานี เสียงเจ้าหน้าที่ประจำสถานีรถไฟประกาศชื่อปลายทางของสถานีนั้น และกล่าวเตือนผู้โดยสารให้ตรวจดูสิ่งของและสัมภาระต่าง ๆ ให้เรียบร้อยก่อนลงจากรถไฟ

เมื่อตะเกียงก้าวลงจากรถไฟเรียบร้อยแล้ว จึงสะพายเป้เข้าที่หลัง เดินไปรออยู่ใต้ต้นก้ามปูใหญ่ คอยมองหารถเก๋งสีขาวเก่า ๆ คันยาวที่คุณตามักจะใช้ลุงสี คนขับรถประจำตัว ขับรถมารับทุกครั้งที่มาหาคุณตา เธอเหลือบมองเวลานิดหนึ่ง ขณะนั้นบอกเวลาเที่ยงเศษ ๆ ท้องเจ้ากรรมเริ่มร้องโครกครากเบา ๆ แต่คิดว่าจะหิ้วท้องรอไปกินข้าวเที่ยงที่บ้านคุณตาคงจะดีกว่า เดี๋ยวก็จะถึงแล้ว ที่สำคัญมองดูร้านอาหารข้างทางไม่ค่อยสะอาด แถมไม่มีอาหารที่เธอชอบซักอย่างเดียว เธอคงจะกินไม่ลงแน่ ๆ

รออยู่สักพักใหญ่ มองเห็นรถเก๋งสีขาวคันเก่า ๆ วิ่งเข้ามาจอด ห่างจากจุดที่เธอยืนอยู่ราวห้าเมตร
“อ้า…มาแล้ว” ตะเกียงยิ้มอย่างดีใจ

ประตูรถเก๋งสีขาวคันนั้นเปิดออก

เด็กสาวเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ

“เอ๊ะ! ไม่ใช่ลุงสีนี่ เอ…หรือว่า จำผิดคัน ไม่ใช่รถคันนี้มั้ง แค่สีเหมือนกัน” เธอเริ่มลังเลเมื่อเห็นผู้ที่ก้าวลงจากรถไม่ใช่ลุงสีคนเดิม แต่กลับเป็นชายหนุ่ม และยิ่งทวีความแปลกใจมากขึ้น เมื่อมองเห็นเขากวาดสายตามองไปรอบ ๆ แล้วมาสะดุดหยุดลงที่เธอ เขามองอยู่ครู่หนึ่งเหมือนไม่แน่ใจ ก่อนจะตัดสินใจเดินตรงมา

“ขอโทษนะครับ คุณรวิวารใช่มั้ยครับ”

เด็กสาวเลิกคิ้วอย่างงง ๆ เขารู้จักชื่อจริงของเธอด้วยซ้ำ

“ผม ระบิล ครับ คุณตาของคุณ ท่านให้ผมมารับ” เขาแนะนำตัวเอง
“คุณตาท่านสบายดีหรือคะ”
“ที่จริงแล้วตอนนี้ท่านไม่อยู่บ้านไร่ครับ ท่านไปเช็คสุขภาพที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด ท่านเลยเข้าไปพักบ้านในเมือง กว่าจะกลับมาคงอีกหลายวัน เพราะคุณหมอท่านขอเช็คอย่างละเอียด พักนี้สุขภาพท่านไม่ค่อยแข็งแรงนัก”
“แล้วท่านทราบรึเปล่าคะ ว่าฉันจะมาวันนี้”
“ทราบครับ ท่านอยากจะพบคุณมากเลยครับ แต่คุณหมอนัดแล้วก็เลยต้องไป คุณท่านบอกว่าให้รับคุณไปพบท่านที่บ้านพักในเมืองครับ หรือจะรอท่านอยู่ที่บ้านไร่ก็ได้ครับ”

เด็กสาวคิดตาม บ้านพักในเมืองเป็นบ้านญาติ ๆ ของคุณตา ที่อยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ อยู่กันหลายคน แม้จะมีเรือนรับรองพิเศษแยกไว้ต่างหากสำหรับให้ญาติ ๆ ที่เดินทางไปเยี่ยมได้พักค้างก็ตาม แต่ก็น่าอึดอัดและยุ่งยากไม่น้อยเลย คิดแล้วยิ่งไปกันใหญ่

“คุณรวิวารครับ เชิญขึ้นรถครับ ผมจะไปส่งคุณที่บ้านพักในเมืองนะครับ คุณท่านรอคุณอยู่” ชายหนุ่มตัดสินใจให้ เมื่อเห็นเธอยืนคิดลังเลอยู่ ด้วยนึกถึงสภาพบ้านไร่ที่ไม่มีแม่บ้านอยู่เลย เพราะต้องติดตามไปดูแลรับใช้เจ้าของบ้าน

“ไม่ค่ะ” เด็กสาวปฏิเสธ

คิ้วเข้มของฝ่ายตรงข้ามขมวดเข้าหากัน

“ฉันจะรอคุณตาที่บ้านไร่ค่ะ” เด็กสาวยืนยันความประสงค์

“แต่ตอนนี้ที่บ้านไร่ลำบากมากนะครับ ไม่มีใครอยู่เลย ติดตามคุณท่านไปกันหมด เกรงว่าคุณจะไม่สะดวกนะครับ” เขาให้เหตุผล

เธออึ้งไปชั่วขณะ ขมวดคิ้วย่น โกรธที่เขาหาว่าเธอกลัวความลำบาก

“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันไม่กลัวลำบาก ฉันจะรอคุณตาที่บ้านไร่ ไม่ไปที่ไหนทั้งนั้น” น้ำเสียงแข็งห้วนเอาแต่ใจขึ้นมาทันที

“แน่ใจนะครับ” เขาถามย้ำ พลางนึกตำหนิหลานสาวเจ้าของบ้านในความรั้นที่จะต้องอยู่ให้ได้

“แน่ใจค่ะ” เธอตอบชัดถ้อยชัดคำ และเริ่มหมั่นไส้ เคืองเขาที่สบประมาทเธอว่าจะทนอยู่กับความลำบากไม่ได้ แม้เขาจะไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ ก็ตาม

“ถ้างั้นก็เชิญขึ้นรถครับ” ชายหนุ่มเดินไปเปิดประตูตอนหลังให้

รวิวารก้าวเข้าไปนั่งทางตอนหลังของรถ เธอมองดูสภาพรถแล้ว อดหวั่นใจไม่ได้ กลัวว่ามันจะพาเธอไปไม่ถึง ได้ยินเสียงสตาร์ทรถหลายครั้งกว่าจะติด ก็ยิ่งกลุ้มหนักเข้าไปอีก

“หวังว่า มันคงจะพาฉันไปถึงนะคะ”
“ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ เพราะตอนออกมากว่าจะสตาร์ทเครื่องติดได้ตั้งนานแหละครับ รถมันเก่ามากแล้ว เผอิญลุงสีขับรถคันใหม่ไปส่งคุณตาท่านน่ะครับ แล้วลุงแกก็จะอยู่กับท่านจนกว่าท่านจะกลับ ผมก็เลยต้องเอาคันนี้มารับคุณ”

“นี่นายขู่ให้ฉันใจเสียหรือไง” เธอถามเสียงดังอย่างลืมตัว
“ผมพูดจริงนะครับ เผื่อเกิดอะไรขึ้น คุณจะได้เตรียมทำใจไว้ก่อน”

เสียงเครื่องยนต์ติดแล้วทำให้เด็กสาวใจชื้นขึ้น

ชายหนุ่มขยับเกียร์ พารถแล่นไปตามถนนยางมะตอย

รวิวารนั่งมองภาพข้างทางอย่างเงียบ ๆ รถวิ่งผ่านทุ่งนาสีเขียวสดใส นกสีขาวบินอยู่เหนือท้องนากว้างสามสี่ตัว ควายกำลังยืนเคี้ยวหญ้าอย่างเชื่องช้าด้วยอาการสงบท่ามกลางแดดจ้ายามเที่ยงวัน แม้จะร้อนขนาดไหน มันก็อดทน ไม่เคยแม้จะปริปากบ่นซักคำ วิ่งมาได้สักพักใหญ่ รถเริ่มขับขึ้นเนินสูง สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้สูงตระหง่าน ลำต้นใหญ่ดูมั่นคงแข็งแรง บอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของป่า

แล่นมาได้เกือบชั่วโมง รถสีขาวคันยาวเลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนเส้นเล็กที่ทอดตัวยาวสู่บ้านไร่ เส้นทางค่อนข้างขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่ออยู่บ้าง ทำให้รถต้องขับช้าลง ที่สำคัญเป็นเหตุให้เครื่องดับต้องสตาร์ทใหม่หลายครั้ง จึงทำให้คนที่นั่งอยู่ตอนหลังรู้สึกใจเสีย รถแล่นมาได้สักพักใหญ่ก็ดับอีก เขาสตาร์ทรถอยู่อีกหลายครั้ง เครื่องยนต์ก็ไม่มีทีท่าว่าจะติดยอมทำงานแม้แต่น้อย

“สงสัยจะสตาร์ทไม่ติดแล้วล่ะครับ เอาอย่างนี้นะครับ คุณรวิวารรออยู่ในรถนะ ผมจะกลับไปบ้านไร่ เอามอร์เตอร์ไซด์ออกมารับคุณ” เขาเอี้ยวตัวมาทางเบาะตอนหลัง พูดจบจึงหันหน้ากลับไป แล้วเปิดประตูลงจากรถ

“ดะเดี๋ยวค่ะ!” ตะเกียงรีบเปิดประตูรถลงตามไป “อีกไกลเท่าไหร่คะ”
“ประมาณสิบกิโลครับ ผมว่าจะไปทางลัดคงเร็วหน่อย ใช้เวลาไปกลับสักสองชั่วโมงคงจะมาถึงครับ”

ตะเกียงนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง เมื่อรู้ว่าอีกตั้งสิบกิโลจึงจะถึงบ้านไร่ มองเขาเดินลิ่ว ๆ ไปข้างหน้าอย่างลังเล

จะรีบไปไหนของเขานะ!

“ดะเดี๋ยวค่ะ อย่าเพิ่งไป รอฉันด้วย…..ย” เธอตะโกนบอกเขา แล้วรีบวิ่งตามไป

บ้าที่สุดเลย! จะทิ้งกันได้ลงคอ!

“ให้…ให้…ให้ฉันไปด้วยคนนะ” เธอละล่ำละลักบอกเขาอย่างเหน็ดเหนื่อย

“ผมว่า…คุณรออยู่ที่รถดีกว่านะครับ อีกสองชั่วโมงผมจะกลับมารับ ทางมันลำบากครับ” เขานึกถึงเส้นทางที่ต้องขึ้นเขาลงห้วย ไม่ใช่หนทางเรียบ ๆ เดินได้อย่างสบาย ๆ

“ไม่ค่ะ! ฉันไม่เคยกลัวความลำบากนะ” เธอปฏิเสธเสียงแข็งขึ้นทันที หงุดหงิดเมื่อเขาอ้างถึงความลำบากเป็นครั้งที่สอง

ระบิลมองหน้าหลานสาวเจ้าของไร่อย่างพิจารณา ผิวใส ๆ ของเธอจะทนแดดยามบ่ายอันร้อนระอุได้แค่ไหน ร่างเล็กบอบบางอย่างนั้นจะขึ้นเขาลงห้วยไหวหรือ สองมือนุ่มนิ่มอย่างคุณหนูผู้ได้รับการทะนุถนอมนั้น จะอดทนต่อความยากลำบากได้จริงอย่างที่เธอเก่งแต่พูดหรือเปล่า ท่าทางจะทำให้เดินทางไปถึงช้ากว่าที่เขาตั้งใจไว้เสียมากกว่า

“ฉันจะไปด้วย แถวนี้เป็นป่าทั้งนั้น เกิดมีอะไรมาทำอันตรายฉัน ใครจะช่วยล่ะ ฉันจะไม่ยอมถูกทิ้งอยู่คนเดียวหรอกนะ”

“ก็ได้ครับ” พูดจบเขาจึงเดินนำไป

แดดกล้าในยามบ่ายร้อนระอุ เปลวแดดและไอร้อนรอบตัวทำให้เธอรู้สึกเหนื่อย เลือดฝาดฉีดขึ้นหน้าจนสีผิวแดงระเรื่อ เธอก้มหน้าเช็ดเหงื่อกับแขนเสื้อครั้งแล้วครั้งเล่า หิวก็หิว เมื่อยก็เมื่อย สองขาล้าไปหมด แล้วชะเง้อมองชายหนุ่มที่เดินอ้าว ๆ อยู่ข้างหน้า พยายามฝืนเร่งฝีเท้าเร็วขึ้น แต่อะไรก็ไม่เหนื่อยเท่ากับการต้องเร่งรีบเดินให้ทันคนที่เดินนำอยู่ข้างหน้าที่เดินเร็วยังกับวิ่งไปอย่างนั้นแหละ สีหน้าเธอหงุดหงิดเอาการ

“นี่! นายน่ะ เดินช้า ๆ หน่อยได้มั้ย นายลืมหรือไง ว่าฉันมาด้วยนะ นายไม่ได้มาคนเดียว” เธอตะโกนเสียงดังใส่เขาอย่างโมโห

เขาหยุดรอครู่หนึ่งเพื่อให้เธอเดินตามขึ้นมาทัน

“เดินน่ะ! รอๆ กันมั่งสิ! ทำยังกะเดินคนเดียวไปได้” ตะเกียงระบายอารมณ์ใส่

ชายหนุ่มนิ่งเงียบ เขาไม่ปริปากพูดอะไรแม้แต่คำเดียว เมื่อเห็นเธอเดินตามขึ้นมาทันแล้ว จึงเดินต่อไป

“นี่! เดี๋ยวก่อน นายชื่ออะไรนะ เผื่อนายเดินหายตัวไป ฉันจะได้ตะโกนเรียกชื่อนายถูก”

“ระบิลครับ” เขาตอบสั้น ๆ

“มาอยู่กับคุณตานานรึยัง” ตะเกียงพยายามชวนเขาคุย เพราะจะได้รู้สึกว่า ระยะทางที่ยาวไกลจะได้ดูสั้นลงบ้าง แต่เขาก็ตอบสั้นจนเธอเองรู้สึกว่า การคุยกับเขามันช่างน่าเบื่อเสียเหลือกิน พาลนึกหมั่นไส้เขาขึ้นมาตะหงิด ๆ

“นี่! นายระบิล นายไม่เต็มใจจะคุยกับฉันหรือไง” เธอชักยั้วะ! ในท่าทีเฉยชาไม่ยินดียินร้ายของชายหนุ่ม

“ขอโทษครับ ผมคุยไม่เก่ง” เขาตอบเสียงเรียบ

“เชอะ! นายคงคิดว่า ฉันอยากคุยกับนายมากงั้นสิ ถึงได้ทำเล่นตัว ถามคำตอบคำแบบเนี้ย! คิดว่าตัวเองเป็นใคร!” เธอเริ่มพูดจาประชดประชันมากขึ้น

ยังเดินไม่ถึงไหนเธอก็เริ่มโวยวายซะแล้ว

“อย่าเพิ่งอารมณ์เสียสิครับ” มองหน้าสาวน้อยข้าง ๆ ด้วยอาการสงบนิ่งเหมือนจะใช้ความนิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหว

“นี่! นายหาว่าฉันเป็นคนขี้โมโหเหรอ”

หูของเธอเริ่มออกอาการหาเรื่องเข้าแล้ว

“เปล่าครับ คุณอย่าเอาเรื่องผมไปใส่ใจเลย”

“น่าเกลียด! นายหาว่าฉันสนใจนายรึไง”

ชายหนุ่มไม่ต้องการจะเสียเวลาโต้เถียงกับเธอ หันหลังให้แล้วเดินต่อไปอย่างไม่สนใจเสียงเอ็ดตะโรที่ตามหลังมา

“นี่! นายระบิลหันมาพูดกันก่อน” ยิ่งเขาไม่พูด ยิ่งเขาเฉยชา ยิ่งกลับทำให้เธอโมโหมากขึ้น เธอเดินฉับ ๆ เข้าไปฉุดแขนเขาไว้

ชายหนุ่มหันขวับกลับมามอง

“คุณใจเย็นขึ้นเมื่อไหร่ ผมจะพูดกับคุณ” ดึงแขนออกจากมือเธอ ไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงได้เข้าใจอะไรไปขนาดนั้น

สีหน้าเรียบเฉยจนดูดุของเขา น้ำเสียงเน้นหนักชัดเจน ทำให้เด็กสาวนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ

“ผมอยากจะบอกเตือนคุณด้วยความหวังดีว่า มันไม่เป็นการดีเลย ที่คุณพูดจาไม่ดีกับผม มันจะอันตรายสำหรับคุณถ้าคุณพูดแบบนี้กับคนอื่น” น้ำเสียงนั้นสุขุมเยือกเย็นเป็นผู้ใหญ่

ตะเกียงได้แต่กัดริมฝีปากไว้แน่น มองเขาด้วยสายตาไม่พอใจ และมันก็จริงอย่างที่เขาบอก ตอนนี้เธอต้องพึ่งพาเขา ควรจะพูดดี ๆ กับเขา ถึงจะถูก และก็มีเพียงเธอกับเขาสองคนเท่านั้นในขณะนี้

หลังจากนั้นเด็กสาวเดินตามหลังชายหนุ่มไปอย่างเงียบ ๆ สายตามองต้นไม้ใหญ่ต้นสูงรอบตัวอย่างสนใจ บางต้นรูปร่างและสีสันแปลกตา เพลินกับดอกไม้ป่าสีสันสดใส รวิวารหยุดสายตาไว้ที่ดอกไม้ดอกหนึ่ง สะดุดใจในความสวยเป็นพิเศษ รูปร่างคล้ายดอกกล้วยไม้แต่ใหญ่กว่า สีม่วงอ่อน กลีบดอกบางใส ห้อยระย้าลงมาจากกิ่งไม้สูงเหนือศีรษะ พยายามเอื้อมมือหมายเด็ดมาเป็นเจ้าของ แต่มันอยู่สูงเกินไป

“ระบิล เก็บดอกไม้ให้หน่อยสิ” เธอหันไปเรียกคนที่เดินนำหน้า

ชายหนุ่มหันมามอง

“ผมว่า…ให้มันสวยอยู่บนต้นดีกว่านะครับ” เขาพยายามปฏิเสธอย่างสุภาพ

“ไม่เอา อยากได้ ดอกอะไรไม่รู้ แปลกดี สวยจังเลย เก็บให้หน่อยไม่ได้เหรอ” เธออ้อนวอน

“ผมว่า…ให้มันสวยอยู่กับป่านี่ละครับ ดีแล้ว คนที่ผ่านมาจะได้มองเห็นความสวยของมันด้วยไงครับ ไม่เห็นต้องเก็บมาชื่นชมความสวยคนเดียวนี่ครับ”

“ไม่เอา เก็บให้หน่อย” เธอดื้อดึงจะเอาให้ได้

“เก็บมาไม่นานมันก็เหี่ยวเฉาไป อะไรที่เรายังไม่ได้เป็นเจ้าของ มันก็จะดูมีค่า แต่พอมันเป็นของเราแล้ว มันก็ไม่ค่อยมีความหมายอะไร คุณเล่นซักพักก็คงเบื่อ ให้มันอยู่ที่เดิมนะครับ” เขาพยายามอธิบายเหตุผลยังไม่ยอมเก็บให้

“เร็วสิ! ระบิลเก็บให้หน่อย นะ นะ” เธอยังไม่ยอม พยายามคะยั้นคะยอเขาให้เก็บให้ราวกับเด็กอยากได้ของเล่น

“อยากได้จริงหรอ” เขาถามย้ำ เมื่อเห็นเธอตะแง้ว ๆ จะเอาให้ได้

“จริง ๆ” เธอพยักหน้ารับถี่ ๆ

“งั้นปีนขึ้นไปเก็บเองนะครับ ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่ได้มาฟรี ๆ”

ใบหน้าที่ทำท่าจะคลี่ยิ้มของเด็กสาวหุบลงทันที
“อะไรเนี่ย…! เก็บให้แค่นี้ก็ไม่ได้” เด็กสาวบ่นทำหน้ายุ่ง ทั้ง ๆ ที่คนตัวสูงอย่างเขา แค่เอื้อมมือนิดเดียวก็จะเด็ดดอกไม้สวยนั่นให้เธอได้อย่างสบายเลย

เด็กสาวสะบัดหน้าหนี

คนอะไร! ใจร้าย! ใจดำ! ไม่มีน้ำใจ!

เธอบ่นอยู่ในใจ แล้วหันไปทำตามคำแนะนำของเขาคือปีนขึ้นไปเก็บเอง

ชายหนุ่มได้แต่ยืนกอดอกมองอย่างขำ ๆ

แต่ทว่า ปีนขึ้นไปได้นิดหน่อย ก็ลื่นไถลหล่นตุ้บลงมากระแทกพื้น โชคดีที่ไม่สูงนัก

“นี่! ไม่ช่วยแล้วยังหัวเราะเยาะอีกนะ” เธอหันไปจ้องเขาตาเขียวปัด ค่อย ๆ พยุงตัวเองลุกขึ้น ปัดเสื้อปัดกางเกงที่เปื้อนขี้ดิน

“จะเก็บดอกไม้อีกนานไหมครับ ถ้านานผมจะได้ไปก่อน” พูดจบก็หันหลังให้เดินไปต่อทันที

“นี่! ระบิล นายทิ้งฉันแบบนี้ไม่ได้นะ” หลานสาวเจ้าของไร่รีบวิ่งตาม

เดินตามเขามาได้สักพักใหญ่ ๆ รวิวารมองเวลาจากข้อมือ เกือบบ่ายสองแล้ว เธอยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย ท้องร้องจนหายร้องไปชั่วขณะหนึ่งแล้ว แต่ตอนนี้เริ่มร้องใหม่อีกรอบแล้ว หิวจนแสบท้องไปหมด มองคนนำทางที่เดินลิ่ว ๆ อยู่ข้างหน้า

“ระบิล…” เธอเรียกชื่อเขาเบา ๆ

ความเงียบของป่าที่มีเพียงเสียงฝีเท้าของเขาและเธอ ทำให้เขาได้ยินชัดเจน ชายหนุ่มหยุดเดินแล้วหันกลับมามองด้วยสายตาที่มีคำถาม

“ฉัน….” พอเห็นสีหน้าเขา พาลจะพูดไม่ออกเอาดื้อ ๆ

“ครับ?” เขารับคำด้วยเสียงของคำถาม

เธอยังไม่ได้พูดอะไร ท้องก็ส่งเสียงร้องบอกแทนคำพูดในประโยคถัดมา

“ยังไม่ได้ทานข้าวมาหรือครับ”

“ยังเลย”

ชายหนุ่มมองไปรอบตัว แล้วหันกลับมามองหน้าเด็กสาว

“ถ้าผมจำไม่ผิด ข้างหน้านี้จะมีต้นกล้วยขึ้นอยู่ แล้วก็ต้นตะขบ ต้นหว้า ต้นไหนนะครับ ทานลองท้องก่อนก็แล้วกันนะครับ”

“กล้วยหรอ…ไม่มีต้นอื่นหรอ ฉันไม่ชอบกินกล้วยนะ ส่วนตะขบ หว้า ไหนอะไรก็กินไม่เป็น ไม่เคยกิน”

เดินต่อไปอีกนิดหน่อยก็เจอต้นกล้วยที่เขาบอก ตะขบลูกสีแดงกลิ่นหอมหวานห้อยตามกิ่งของตะขบ ต้นหว้า ต้นไหน ขึ้นแซมอยู่ใกล้กัน

“ทานเถอะครับ ลองทานดู” เขาเก็บผลไม้แปลกหูแปลกตาในสายตาเธอมาให้

“วิธีทานไม่ยากครับ ผมจะทำให้ดูเป็นตัวอย่างนะ” ว่าแล้วเขาก็ปอกกล้วยเข้าปาก

สาวน้อยตัดใจลองทานผลไม้ที่เขาเอามาให้ ถ้าไม่กินต้องหิวจนตาลายหรือไม่ก็เป็นลมเป็นแล้งแน่ ๆ รสชาดไม่ได้แย่อย่างที่คิด อยากจะให้เขาเก็บให้อีก แต่ไม่กล้าบอก

เขามองเธอทานผลไม้ที่เก็บมาให้อย่างน่าอร่อยเชียว ทานจนหมดเกลี้ยงเลย คงจะหิวมากจริง ๆ
“ทานได้นะครับ ผมจะเก็บให้อีก”

เด็กสาวยิ้มแหย ๆ พลางพยักหน้า

“ขอบใจนะ” เธอขอบคุณเขาเป็นครั้งแรก เมื่อรับผลไม้จากเขาเป็นครั้งที่สอง

“ยินดีครับ”

=============

ระบิลพารวิวารเดินตัดป่ามาถึงลำธารสายหนึ่ง เสียงน้ำไหลไพเราะเป็นเสียงดนตรีตามธรรมชาติ บริเวณนี้มีก้อนหินน้อยใหญ่ขึ้นสลับซับซ้อนพอสมควร ยิ่งเดินใกล้ลำธารเข้าไปก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงความชื้นและไอเย็นจากสายน้ำ ตามโขดหินมีตะใคร่น้ำขึ้นอยู่ทั่วไป

ชายหนุ่มเดินลัดเลาะตามโขดหิน ปีนขึ้นไปบนก้อนหินใหญ่ หันกลับลงไปมองเด็กสาวที่ตามมา หยิบท่อนไม้ที่ดูแข็งแรงส่งให้ เพื่อให้เธอจับแล้วช่วยดึงขึ้นมาด้านบน ได้ยินเสียงน้ำตกแว่นมาจากที่ไหนซักแห่ง ทุกย่างก้าวเธอต้องเดินอย่างระมัดระวัง เพราะพื้นก้อนหินมีความชื้นและลื่น แม้จะระวังอย่างดีแล้วก็ยังลื่นล้มอีกจนได้ คนตัวสูงได้แต่หันมามอง แล้วปล่อยให้เธอลุกขึ้นด้วยตัวเอง เมื่อถึงทางลาดชัน เขาส่งท่อนไม้ให้เธอจับไว้เพื่อพยุงตัวเองแล้วค่อย ๆ เดินไต่ลงมา เดินต่อมาอีกหน่อยมองเห็นลำธารใสอยู่เบื้องหน้าห่างไปแค่สิบก้าว

“นี่ระบิลจะถึงหรือยัง” น้ำเสียงนั้นเหนื่อยอ่อน
“ครึ่งทางแล้วครับ ข้ามลำธารไปอีกห้ากิโลก็ถึงบ้านไร่”

“ขอฉันนั่งพักสักครู่เถอะนะ ฉันไม่ไหวแล้ว นายรู้มั้ย ฉันไม่เคยเดินไกลขนาดนี้เลยนะ ตั้งแต่เกิดมา เจ็บเท้าจะแย่อยู่แล้ว มันระบมไปหมด” เธอทรุดตัวลงนั่งใต้โคนต้นไม้ใหญ่อย่างหมดเรี่ยวหมดแรง

“เอาเถอะครับ คุณนั่งพักสักครู่ก็แล้วกัน” แล้วสาวเท้าเดินตรงไปที่ลำธาร

“นี่…เดี๋ยว! นายจะไปไหน อย่าทิ้งฉันไว้คนเดียวนะ” เด็กสาวรีบผุดลุกขึ้นยืนทันที คว้าแขนเขาเอาไว้

“ไม่ได้ไปไหนครับ อยู่แถว ๆ นี้แหละ คุณนั่งพักเถอะ”

สายตาชายหนุ่มมองมายังมือเธอที่คว้าแขนเขาเอาไว้ ทำให้เธอต้องรีบปล่อยมือ รวิวารจึงนั่งลงตามเดิม

สักครู่ชายหนุ่มเดินกลับมา ส่งกรวยใบไม้ในมือให้เธอ

“น้ำครับ”

“จาก…ลำธารนี่หรือคะ” เธอยื่นมือไปรับกรวยใบไม้จากระบิล

“แล้วจะ…สะอาดหรือคะ” เธอชักไม่แน่ใจ

“ถ้ากลัวก็ไม่ต้องกินหรอกครับ” เขาเดินกลับไปยังลำธารอย่างไม่สนใจ

เด็กสาวทำจมูกย่น มองเขาเดินตรงไปริมลำธาร ชายหนุ่มย่อตัวลงใช้มือกวักน้ำขึ้นมาดื่ม และล้างหน้าล้างแขนอย่างสบายใจดูน่าอิจฉาชะมัด

“กินก็กิน ดีกว่าไม่มีน้ำกินนะ หิวน้ำจะตายอยู่แล้ว”

เธอหันกลับมามองน้ำในกรวยใบไม้ ก่อนตัดสินใจยกขึ้นดื่มอย่างกระหาย แล้วเดินไปริมลำธารตักน้ำขึ้นดื่มอีกจนพุงกาง กวักน้ำล้างหน้าล้างแขนจนเสื้อแสงเปียกโชก ความเย็นของน้ำทำให้เธอรู้สึกสดชื่นขึ้น

ระบิลเสยผมที่ปรกหน้าขึ้นไป พลางเดินเข้าไปหาเด็กสาว
“ไปกันหรือยังครับ เราต้องข้ามลำธารนี้ไป คุณว่ายน้ำเป็นมั้ย”

รวิวารส่ายหน้า “หึ…ไม่เป็นค่ะ”

“ไม่เป็นไรครับ ถ้าคุณเดินดี ๆ ก็ไม่ตกหรอก น้ำก็ไม่ลึกมาก แค่อกเองครับ มีแค่บางจุดเลยหัวนิดหน่อย”

เขาเริ่มเดินนำไปก่อน ก้าวเท้าขึ้นเหยียบตามก้อนหินที่วางเรียงรายขวางลำธารอยู่ ระหว่างหินแต่ละก้อน ห่างกันอยู่พอสมควร

“ตามมาสิครับคุณ….” เขาหันมามองเธอ หลังจากที่เดินข้ามหินไปสามสี่ก้อนแล้ว

เด็กสาวรู้สึกกล้า ๆ กลัว ๆ ที่จะก้าวไปบนก้อนหินแต่ละก้อน ความห่างของก้อนหินทำให้เธอกลัวที่จะก้าวพลาด นึกโกรธเขาที่เดินนำไปก่อน ไม่หยุดรอช่วยเหลือเธอบ้างเลย

“ผู้ชายอะไร ไม่เป็นสุภาพบุรุษซะเลย ทำตัวอย่างพระเอกละครหน่อยก็ไม่ได้” เธอบ่นอุบอิบอยู่ในใจ มองเห็นเขากระโดดไปถึงหินก้อนเกือบสุดท้ายแล้ว จึงรีบก้าวตามไป

“เอ้า! รีบกระโดดมาสิครับ” เขาบอกเธอ เมื่อเห็นเธอยืนลังเลอยู่นานแล้ว

“โหย…มันห่าง…ฉันกลัวจะโดดไม่ถึง”

“ถ้าคุณมั่นใจว่าทำได้ คุณก็จะทำได้”

“ก็นายขายาวนี่ นายก็ทำได้สิ”

“รีบ ๆ มาเถอะครับ ไม่งั้นผมจะไม่รอคุณแล้วนะ” เขาทำท่าจะหันหลังจากไป

“เดี๋ยวซี่!! อย่าเพิ่งไปนะ จะไปเดี๋ยวนี้แหละ”

เพราะความห่างของก้อนหินทำให้เธอโถมแรงกระโดดเต็มที่ เมื่อเท้าแตะถึงหินที่เขายืนรออยู่ จึงเซกระแทกเขาอย่างจัง ระบิลเซไปตามแรงปะทะจนติดต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ข้าง ๆ รีบใช้มือข้างหนึ่งยึดกิ่งไม้ไว้ พร้อม ๆ กับใช้มือข้างที่เหลือพยุงร่างเล็กเอาไว้ โชคดีที่มีต้นไม้กั้นอยู่ไม่งั้นคงพลัดตกน้ำไปทั้งคู่

“ขะ…ขอโทษค่ะ” ตะเกียงรีบพยุงตัวเองถอยออกมาจากร่างชายหนุ่ม สายตาเหลือบเห็นแผลเขาถูกกิ่งไม้ขูดเอาที่ต้นแขน มีเลือดไหลซึมออกมาซิบ ๆ หลายแผลเลย

“ไม่เป็นไรหรอกครับ ไปกันต่อเถอะ” เขาไม่สนใจมัน แล้วกระโดดไปยังหินที่ติดกับฝั่งลำธาร

เธอพยายามมีสติ แล้วกระโดดตามไป แต่เท้าข้างหนึ่งเหยียบถูกส่วนที่ลาดชันของหินจึงลื่น

“ว้าย….!!” รวิวารร้องเสียงดังอย่างตกใจ

ชายหนุ่มรีบคว้าร่างของเด็กสาวเอาไว้ เธอกอดคอเขาไว้แน่นอย่างตกใจ ขาข้างหนึ่งลื่นจมอยู่ในน้ำ เขาช่วยพยุงเธอลุกขึ้น มองร่างที่อยู่ตรงหน้าหายใจหอบถี่ ๆ เธอค่อย ๆ ยกขาข้างนั้นขึ้นมาจากน้ำ ระบิลปล่อยมือจากแผ่นหลังของเด็กสาว เมื่อเห็นเธอยืนเองได้อย่างปลอดภัย

“ไม่เป็นไรแล้วครับ” เขาเตือนเมื่อเธอยังกอดคอเขาไว้อยู่

ตะเกียงรีบถอนมือกลับมาจากไหล่ของเขา

เธอขว้างค้อนใส่ เมื่อเขาหันหน้าเรียบเฉยกลับไป แล้วก้าวเท้าขึ้นฝั่งทันที

ไม่ได้อยากเกาะนายซักหน่อย! เชอะ!

แล้วก้มลงมองตัวเอง
“โอย…ขาเปียกไปข้างหนึ่งเลย” แล้วรีบจ้ำตามชายหนุ่มไป

================


Create Date : 07 พฤศจิกายน 2549
Last Update : 2 กรกฎาคม 2552 0:13:38 น. 26 comments
Counter : 584 Pageviews.

 
ตอนที่ 2

เด็กสาวขยับตัวเล็กน้อยก่อนที่จะเปิดเปลือกตาขึ้นช้า ๆ เธอมองรอบตัวอย่างงง ๆ พยายามลำดับเรื่องราวสักครู่ ยกข้อมือขึ้นมองเวลา

“นี่เราหลับไปสองชั่วโมงเชียวเหรอ” เธอค่อย ๆ ยันตัวเองลุกขึ้นจากการนอนเหยียดยาว ตามเนื้อตามตัวยังรู้สึกปวดเมื่อยไม่หาย ตามแขนขาริ้วรอยกิ่งไม้หนามไหน่ขีดข่วนเต็มไปหมด แล้วลุกขึ้นจากเตียง ตะโพกยังยอก ๆ อยู่เลย เนื่องจากลื่นตกต้นไม้ และลื่นล้มก้นกระแทกพื้นไปหลายที สาวน้อยเดินตรงไปยังหน้าต่าง

บรรยากาศฟ้าใกล้ค่ำสวยเหลือเกิน พระอาทิตย์อวดแสงสีทองจาง ๆ เป็นครั้งสุดท้าย ลำแสงกำลังจะลับหายไปจากทิวไม้เขียวครึ้มของหุบเขาด้านตะวันตก ฝูงนกบินตัดผ่านท้องฟ้าไปเป็นหมู่

“บ้านคุณตาเปลี่ยนไปตั้งเยอะ” เธอสังเกตสีไม้ซีดลงไปถนัดตาด้วยผ่านกาลเวลามาหลายสิบปี เรือนไทยหลังใหญ่ตั้งเด่นตะหง่านอยู่กลางหุบเขาที่ล้อมรอบไว้เกือบทุกด้าน รอบ ๆ บริเวณบ้านเต็มไปด้วยต้นไม้นานาชนิด กิ่งก้านสาขาแผ่ขยายจนร่มรื่นเย็นสบาย ลมพัดเข้ามาประทะร่างของหลานสาวเจ้าของไร่เบา ๆ

“ต้นไม้ขึ้นครึ้มเชียว” ต้นไม้ที่เธอเคยเห็นเมื่อยังเด็ก และเคยช่วยคุณตาปลูกเติบโตขึ้นหมดแล้ว เด็กสาวยิ้มน้อย ๆ อย่างภาคภูมิใจ พื้นดินเคยแตกระแหงแห้งแล้ง ทุรกันดาร ในอดีตไม่มีให้เห็นอีกแล้ว ด้วยความมุ่งมั่นมุมานะของคุณตา พลิกพื้นผืนดินที่เหมือนตายแล้วให้กลับมามีชีวิตขึ้นมาอีกครั้งอย่างไม่น่าเชื่อ

“คิดถูกหรือผิดนะ ที่ดื้อไม่ไปบ้านพักในเมืองตามที่เขาบอก…” เธอยกมือท้าวกับขอบหน้าต่าง ความคิดหนึ่งถามขึ้นมาในสมอง

“เฮอะ! ลำบากยังไงตะเกียงก็ไม่มีทางถอย ไม่ยอมให้นายดูถูกหรอก คนอย่างตะเกียงหรือ? จะกลัวความลำบาก ทนกับความลำบากไม่ได้ คอยดูเถอะนายระบิล” อีกเสียงหนึ่งของความคิดรีบดังขึ้นมาข่มอีกความคิดหนึ่งทันที เพื่อเรียกความฮึกเหิม

เธอนึกทบทวนการเดินทางของวันนี้ทั้งวัน รู้สึกอับอายขายหน้าตัวเองเหลือเกิน ดันกระโดดไปกระแทกนายระบิลจบเกือบตกน้ำกันทั้งคู่ แถมเท้าที่ก้าวพลาดทำให้ลื่นจนเขาต้องคว้าตัวเธอเอาไว้อีก ที่แย่ที่สุดคือ ถูกเขามองด้วยสายตาราวกับเธอไปล่วงเกินเขาอย่างร้ายแรงงั้นแหละ กับแค่การเกาะไหล่เขาไว้แค่เนี้ย!

คนบ้า!! คนอะไรไม่รู้!!

เด็กสาวหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่คนเดียว

“ก๊อก ๆ ๆ “

ตะเกียงหันไปที่ประตูห้อง

ตายยากจริง บ่นถึงก็มาเชียว สาวน้อยบ่นขมุบขมิบเบา ๆ ก่อนพยายามปั้นหน้ายุ่ง ๆ จากการหมั่นไส้คนที่อยู่หน้าประตูให้เป็นปกติ ยกมือเสยผมที่ยุ่ง ๆ อย่างลวก ๆ แล้วเดินไปเปิดประตูไม้สักบานใหญ่ทาสีเข้ม

เมื่อประตูเปิดออกชายหนุ่มด้านนอกจึงยื่นกระเป๋าเป้ของเธอคืนเจ้าของ หลังจากพอกลับมาถึงก็บึ่งมอเตอร์ไซด์กลับไปเอากระเป๋ามาให้เธอ เกรงว่าเธอจะไม่มีของใช้ที่จำเป็น

“เชิญทานข้าวครับคุณรวิวาร” เมื่อน้ำเสียงราบเรียบนั้นกล่าวจบ และเห็นเธอพยักหน้ารับแล้วจึงเดินเลยไป

เด็กสาววางกระเป๋าเป้ไว้ในห้อง แล้วเดินตามผู้จัดการไร่ไปยังเรือนด้านหน้า คิดในใจว่าจะได้กินอย่างอร่อยเต็มที่เสียที จะกินให้พุงกางเลย คอยดูสิ! แต่ทว่า…ความฝันพังทลายลงคลืน…เมื่อเดินมาถึงโต๊ะอาหาร เด็กสาวตะลึงงันไปชั่วขณะ! กระพริบตาถี่ ๆ อย่างไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง

อะไรกันเนี่ย!!

เมื่อมองเห็นอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะ มีเพียงน้ำพริกถ้วยหนึ่ง นอกนั้นเป็นผักสด และผักรวกเท่านั้น

ให้ตายสิ! จะกินลงมั้ยเนี่ย! ตะเกียงเอ๊ย!

เธออยากเป็นลมเป็นแล้งจริง ๆ เลยตอนนี้

ผู้จัดการไร่เดินตรงไปนั่งที่เก้าอี้ด้านซ้ายมือของโต๊ะอาหาร ตรงข้ามกับตะเกียงซึ่งอยู่ทางด้านขวา เขาเหลือบสายตามองเด็กสาวนิดหนึ่ง

“เชิญครับ” พลางผายมือเชิญให้เธอนั่งลง

“เอ่อ…คือ…” หลานสาวเจ้าปัญหาอ้ำอึ้งก่อนจะหลุดถ้อยคำออกไปได้

“มีแต่น้ำพริกกับผัก…เท่านั้นหรือคะ ฉะ…ฉันกินน้ำพริกกับผักสดอะไรนี่ไม่ค่อยเป็น ไม่เคยกิน แล้วก็ไม่ชอบด้วยค่ะ”

“มีเท่านี้ละครับ อย่างที่บอกไม่มีใครอยู่เลย แม่บ้านตามคุณท่านไปด้วย ผมก็ทำอย่างอื่นไม่ค่อยจะเป็นด้วย ผักนี่ปลูกเอง ไร้สารพิษ ลองทานดูครับ” พูดพลางมองเธอด้วยสายตาตำหนิเล็กน้อย เธออยากดื้อไม่ยอมไปพักอยู่กับคุณตาที่บ้านพักในเมืองทำไม! เป็นภาระเขาให้ต้องมาคอยดูแลเธอ พูดจบเขาลงมือตักน้ำพริกใส่จานข้าวตัวเอง

“นายแกล้งฉันหรือไง ระบิล” เธอต่อว่าเขาอยู่ในใจ มองหน้าชายหนุ่มด้วยสายตาขุ่น ๆ

“กินก็กิน ไม่งั้นหิวตายแน่เลย” เด็กสาวบอกตัวเอง แล้วค่อย ๆ ตักน้ำพริกใส่จานข้าวตัวเองบ้าง

“หือ…จืดชืด ไม่เผ็ดเลยพะผ่าสิ!” เธอบ่นในใจ

“ทานได้มั้ยครับ” สายตาเขายังจับจ้องอยู่ที่สีหน้าอาการของเธอ

“ก็…ทานได้ค่ะ แต่มันจืดไปหน่อยนะคะ”

“แสดงว่า คุณเป็นกินรสจัดสิครับ”

“เรื่องของฉัน!“ เธออารมณ์เสียขึ้นมาทันที

“ที่นี่ เรานิยมทานอาหารใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุด รสไม่จัดเกินไป มันดีต่อสุขภาพนะครับ” เขาอธิบายอย่างใจเย็น

“รู้น่ะ! นายจะบอกให้ฉันพยายามหัดกินล่ะสิ” แล้วหยิบถั่วฝักยาวฝักอวบสีเขียวเข้าปาก เด็กสาวทำจมูกย่น

“อื๋อ..เหม็นเขียวจัง” แต่ก็พยายามกลืนลงไป

กินไปพลางก็เหลือบมองเขาไปพลาง

“ต้องหัดกิน ไม่งั้นนายคงหาว่า ฉันกินยากอีก นายทำได้! ฉันก็ทำได้!” เธอบอกตัวเองอยู่ในใจ

ตะเกียงอึ้งไปครู่หนึ่งหลังจากทดลองหัดกินผักรูปร่างแปลกตาไม่เคยเห็นมาก่อน มีลักษณะเป็นช่อ ๆ เล็ก ๆ และทันทีที่เริ่มเคี้ยว รสขมแผ่ซ่านกระจายทั่วทั้งปาก เธออยากจะคายทิ้ง แต่สายตาเขาที่มองมาทำให้เธอพยายามกลั้นใจกลืนมัน และกลืนมันลงไปจนได้ในที่สุด แล้วรีบดื่มน้ำตามแก้ความขม

รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของชายหนุ่มที่นั่งอยู่ด้านตรงกันข้าม
“ผักนั่น เขาเรียกว่า สะเดาครับ มันออกจะขมอยู่นิดหน่อย แต่มีประโยชน์มากเลยนะครับ”

“ขมบ้าอะไรนิดหน่อย ขมปี๋เลยสิไม่ว่า”

ระบิลหัวเราะเบา ๆ ในท่าทางปั้นปึ่งของหลานสาวเจ้าของบ้าน

“ทีเงี้ย! ล่ะ หัวเราะได้นะ นายระบิล ทุกทีทำเป็นเก๊กขรึม เชอะ!” ได้แต่แอบบ่นเขาอยู่ในใจ จ้องผู้จัดการไร่ด้วยสายตาเขม่นเข่นเขี้ยว

ระบิลจึงละสายตาจากคนที่นั่งอยู่ตรงข้าม มองจานข้าวตัวเอง แล้วทานข้าวต่อไปอย่างเงียบเฉียบ

รวิวารไม่แตะผักสดอีกเลย เธอเลือกทานแต่ผักรวกกับน้ำพริกเท่านั้น

เมื่อม่านราตรีกำมะหยี่สีดำคลี่คลุมท้องฟ้า พระจันทร์เสี้ยวโผล่พ้นทิวไม้เหนือขุนเขาขึ้นมาส่องแสงนวลตา โคมไฟรูปตะเกียงถูกเปิดให้สว่างไสวตามทางเดิน เรือนไทยไม้สักจึงโดดเด่นท่ามกลางความมืด ดูเรียบง่าย แต่คลาสิค เสียงหริ่งเรไรร้องระงมบรรเลงเพลงราตรี

เสียงร้องกรี๊ด….ด ยาว….ว….ว ดังลั่นบ้านแหวกความสงบเงียบขึ้นมา

“เป็นอะไรไปอีกล่ะ คุณหนู…!!”

ระบิลรีบรีบเดินออกจากห้องตัวเอง ค้นหาที่มาของเสียงหลานสาวเจ้าของบ้านตัวยุ่งที่ส่งเสียงกรีดร้องรบกวนเวลาพักผ่อนของเขา ด้วยรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องคอยดูแลสุขทุกข์ของเธอ ชายหนุ่มก้าวเร็ว ๆ เดินตรงไปยังห้องโถงใหญ่แล้วเลี้ยวเข้าสู่ห้องด้านหน้าของเรือนไม้สัก

ทันทีที่เลี้ยวเข้าสู่ห้องด้านหน้านั้นเอง รู้สึกมีอะไรบางอย่างพุ่งเข้ามากระแทกดัง อึ้ก!! อย่างแรง เขาแทบจุก เซถอยหลังไปหลายก้าวจนเกือบจะล้ม แต่ยังประคองตัวไว้ได้ เสียงกรีดร้องนั้นดังอยู่ใกล้จนรู้สึกแสบแก้วหูเหลือเกิน

เมื่อมองสิ่งที่พุ่งเข้ามากระแทกชัด ๆ จึงเห็นเด็กสาวซบหน้าอยู่กับอกของเขา ชั่วอึดใจเดียว เด็กสาวจอมยุ่งรีบเงยหน้าขึ้นทันที

เด็กสาวทำหน้าแหย ๆ หลังจากหลับหูหลับตาวิ่งกระเจิดกระเจิงออกมาจากห้องพักทางด้านหน้า ซึ่งติดอยู่กับห้องคุณตาของเธอ

“เกิดอะไรขึ้นครับ”

เขาถามเด็กสาวตรงหน้าเมื่อยืนได้อย่างมั่นคงแล้ว พลางขยับร่างของเธอถอยห่างออกไปจากตัวเขา

“เอ่อ…” เด็กสาวอั้มอึ้ง เป็นคำถามที่ยากต่อการตอบ จะบอกเขายังไงดี ถ้าบอกไปเขาต้องหัวเราะเธอแน่ ๆ ว่าเธอตกใจกลัวอะไรช่างไร้สาระสิ้นดี

“ว่าไงครับ” เขาถามย้ำเมื่อเห็นเธอนิ่งเงียบไป

“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัวนะครับ” จบคำเขาหันหลังกลับ

“ดะเดี๋ยว! สิ” เธอรีบเรียกเขาให้หยุดก่อน

ชายหนุ่มหันกลับมา และมองเธอด้วยสายตาของคำถาม

“จะ…จิ้ง…จก…ค่ะ” เธอตัดสินใจบอกออกไปอย่างตะกุกตะกัก

ชายหนุ่มเลิกคิ้วอย่างงงสุด ๆ

“อะไรนะ!”

เขาอุทานเสียงดัง

“คุณกลัวจิ้งจกเนี่ยนะ” เขาไม่อยากจะเชื่อ

ให้ตายสิ!

เด็กสาวพยักหน้าหงึก ๆ อย่างจ๋อย ๆ

“นายต้องช่วยจับมันออกไปจากห้องฉันนะ” เธอสั่งเขาเสียงจริงจัง

สิ่งที่ได้ยินยิ่งทำให้ร่างสูงตรงหน้าเธอแทบถลึงตาใส่

“จิ้งจกมันไม่ทำอะไรคุณหรอก ผมขอตัวนะครับ” เขาไม่ยอมทำตามคำสั่งเธอ หันหลังกลับเดินจากไปทันที

อีกแล้ว!! ที่เขาเดินจากเธอไปอย่างไม่สนใจแบบนี้!!

“นายระบิล!”

เธอตะโกนเรียกเขาอย่างหัวเสีย เขาช่างไม่เคยทำอะไรตามใจเธอซักอย่างเดียว เรื่องอื่นไม่เป็นไร แต่เรื่องนี้เธอยอมไม่ได้ กับการที่จะต้องอยู่ห้องตามลำพังกับจิ้งจกสองต่อสอง หรืออาจจะเป็น สองต่อหนึ่ง หรือสามต่อหนึ่งก็ได้

รวิวารรี่เข้าไปคว้าแขนชายหนุ่มไว้ แล้วลากเขาไปยังห้องพักของเธอ

“ฉันไม่ยอมนะ นายต้องไปจับมันออกให้ฉัน!!” เธอทั้งลากเขาทั้งตะโกนเสียงดังลั่นบ้าน

มือแข็งแรงของคนหนุ่มจับข้อมือของเด็กสาวไว้ แล้วพยายามดึงให้เธอหยุด แต่ไม่รู้เด็กสาวบอบบางอย่างเธอไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน มากมายมหาศาลขนาดนี้

“โอเค ๆ ครับ” เขามองอาการของเด็กสาว คงจะต้านทานเธอไม่ไหว

“ผมจะไปจับให้ แต่ให้ผมเดินไปเองได้มั้ย”

สายน้อยจึงหันกลับมา ข้อเสนอนี้ค่อยน่าสนใจหน่อย แต่สองมือเล็ก ๆ ยังไม่ยอมปล่อยมือเขา

“สัญญาก่อน”

เอากับเธอสิ!

“ครับ ๆ สัญญาครับ”

เธอจึงยอมคืนมือให้ชายหนุ่ม

ทั้งคู่เดินไปจนถึงห้องของเธอ เขาเหลือบเห็นจิ้งจกตัวอ้วนสีเหลืองนวลเกาะอยู่ตรงมุมบนเพดานห้องด้านติดกับหน้าต่าง

“ไหนละครับ” เขาแกล้งถาม

“นี่ไง มันอยู่นี่” เธอชี้ไปยังจิ้กจกที่เกาะอยู่บนหัวเตียงนอนของเธอ

ผู้จัดการไล่มองตามไป โชคดีที่เธอมองไม่เห็นตัวที่เกาะอยู่บนเพดานไม่งั้น ลำบากเขาแน่ ๆ ถ้าจะต้องไต่เพดานเพื่อจับจิ้กจกให้คุณเธอ ไม่อยากจะนึกภาพ เพราะจิ้กจกคงไม่หยุดให้เขาจับอย่างง่ายดายแน่ ๆ เขาเลยจับแต่ตัวที่เธอมองเห็นและทำไม่รู้ไม่เห็นกับเจ้าตัวที่แอบอยู่บนเพดาน

“คุณรวิวารเข้ามาดูสิครับ จิ้งจกมันไม่น่ากลัวหรอก” เขาบอกคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก่อนที่เธอจะถอยกรูดไปอยู่อีกด้านของมุมห้อง รีบคว้าต้นแขนเธอไว้ แล้วดึงให้เธอเข้ามาดูจิ้กจกตัวน้อยแสนบ้องแบ๊วในมือ

“ไม่เอานะ!” เธอหันหน้าหนีไม่กล้าดู

ยี้………….!! ขยักแขยง!!

“ดูสิครับ มันไม่ทำอะไรคุณหรอก”

เด็กสาวยกมือปิดหน้าปิดตาไม่กล้าดู

“ไม่งั้นผมจะให้มันเกาะบนตัวคุณนะ” เขาขู่อีกต่างหาก

“อย่านะ!!” สาวน้อยหันกลับมากลัวว่าเขาจะทำจริง

“คุณดูสิ จิ้กจกมันก็ตกใจกลัวคุณอยู่เหมือนกัน” เขาค่อย ๆ อธิบายเมื่อเธอหันมามองจิ้กจกในมือเขา

จริง ๆ แล้วเธอยังดูน่ากลัวกว่าจิ้กจกเสียอีก ในความคิดของเขา

“มองแววตาใสแจ๋วของมันสิครับ มันไม่เคยทำร้ายใครนะ มันกินอาหารก็แค่อิ่ม อร่อยไม่อร่อยมันก็กินทั้งนั้น แค่ปะทังชีวิตอยู่ “

หลานสาวเจ้าของบ้านจ้องหน้าผู้จัดการไร่เขม็ง ชักสงสัย พูดงี้หมายความว่าไง? จะเหน็บแนมใครมิทราบ!

ชายหนุ่มอธิบายต่อไม่สนใจสายตาวาว ๆ ของสาวน้อย

“พวกมันไม่เคยกินล้างผลาญแบบคนเราหรอกครับ จิ้กจกที่นี่น่าแปลกนะ มันกินข้าวสุกด้วย”

“จริงเหรอ” เธอเคยเห็นจิ้กจกกินแต่แมลง

“จริงครับ ไว้คุณว่าง ๆ ลองเฝ้ามองมันดูนะครับ” เขาปล่อยมือจากต้นแขนเธอ เมื่อเห็นเธอรับฟังสิ่งที่เขาพูดอย่างสนใจ
“หรือจะเอาตัวนี้ไว้ดูเล่นก็ได้นะ” พลางยื่นมันมาข้างหน้าเธอ

สาวน้อยรีบวิ่งหนีไปติดผนังห้องอีกด้านหนึ่งอย่างตกใจ

“โอเคครับ ไม่เอาก็ไม่เอา เสร็จธุระแล้ว ผมขอตัวนะครับ” เขาเดินออกจากห้องไปพร้อมกับเจ้าจิ้กจกในมือ

เด็กสาวทำปากยื่นใส่ประตู เดินไปล็อคประตูห้อง แล้วเดินกลับมาที่เตียง สายตาเหลือบเห็นจิ้กจกตัวอ้วนสีเหลืองนวลเกาะอยู่บนเพดานห้อง รีบเอามือปิดปากตัวเองเมื่อทำท่าจะส่งเสียงกรี๊ดออกมาอีกแล้ว และคราวนี้เขาคงไม่ยอมมาจับให้อีกแล้ว เธอต้องช่วยตัวเอง ด้วยการขึ้นเตียงนอนคลุมโปง

===============

ความมืดอำลาขอบฟ้าไปนานแล้ว มีเพียงแสงแดดจ้าที่สาดกระจายไปทั่วฟ้า ตะเกียงพลิกตัวหลบลำแสงกล้าของแดดยามสาย เอื้อมมือหยิบนาฬิกาหัวเตียง

“สิบโมงเข้าแล้วหรือเนี่ย” เสียงอู้อี้พึมพำเบา ๆ ก่อนที่จะอ้าปากหาว แล้วยันตัวเองลุกขึ้นจากเตียง
“เฮ้อ…เมื่อคืนร้อนชิบเป๋งเล้ย! ทำไมคุณตาไม่ยอมติดแอร์นะ” เธอบ่นถึงอากาศอบอ้าวเมื่อคืนนี้ และคิดถึงห้องแอร์แสนสบายที่บ้าน

เงยหน้ามองหาจิ้กจกบนเพดาน ไม่รู้มันหายไปไหนแล้ว เมื่อวานนี้กลับมาถึง เธอก็สลบสะไหล ไม่ยักกะรู้ว่าในห้องนี้มีจิ้กจกที่แสนน่ากลัวในสายตาเธออยู่ด้วย เพียงแค่เพราะเธอคิดถึงมันขึ้นมา ก็รู้สึกขนลุกขึ้นมาเฉย ๆ ด้วยความกลัว แต่ถ้าไม่คิดถึง ก็ไม่กลัว แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า เราจะปัดความกลัวออกไปจากความคิดได้อย่างไร จะบังคับความคิดของตัวเราได้ไฉน มันช่างยากเย็นเหลือเกิน

ภาพตอนที่ผู้จัดการไร่ไล่จับจิ้กจกให้เธอปรากฏขึ้นในห้วงนึก ทำไมเขาถึงไม่กลัวจิ้กจกเหมือนเธอนะ เรื่องนี้เหมือนเป็นเรื่องง่าย ๆ สำหรับเขา แต่สำหรับเธอมันกลับเป็นเรื่องน่าสยดสยองอย่างนั้นแหละ เรื่องง่ายสำหรับเธอ อาจจะเป็นเรื่องยากสำหรับเขาก็ได้
หลังจากจัดการกับตัวเองเสร็จ จึงเดินออกไปยังเรือนด้านหน้า บนโต๊ะอาหารมีอาหารเช้าวางอยู่ รวิวารเปิดฝาชีขึ้น

“มีแต่ผัก…อีกแล้ว…” ทำหน้าเบื่อหน่ายเมื่อมองเห็นอาหารเช้า อดคิดถึงไก่ย่าง หมูย่าง แฮมเบอร์เกอร์ ฮอทดอกที่บ้านไม่ได้ ไหนจะขนมนมเนย คุ้กกี้เอย ช็อคโกแลตเอย ลูกอม ท็อฟฟี่ มันฝรั่งทอดของโปรด ว่าแล้วก็ได้แต่คิดถึง ที่นี่ไม่มีอะไรซักอย่างนอกจากผัก ผัก และผัก

“แต่ก็ดีกว่าผักรวกเมื่อวาน” มองผัดผักที่อยู่ในจานพลางถอนหายใจเบา ๆ อย่างปลอบใจตัวเอง เธอพยายามเปลี่ยนมุมคิด มองอะไรในแง่บวกดูบ้าง และเพิ่งคิดออกแค่ข้อเดียว แล้วนั่งลงจัดการกับอาหารเช้า ตะเกียงทานได้น้อยกว่าปกติ เพราะไม่คุ้นเคยต่อรสชาดอาหารแบบนี้เลย

เจ้าจิ้งจกตัวน้อยโผล่หัวขึ้นมาจากขอบโต๊ะอาหาร เธอแทบสำลักข้าวทันทีเมื่อเห็นแขกไม่ได้รับเชิญตัวน้อย

“มองแววตาใสแจ๋วของมันสิครับ” เสียงของระบิลดังขึ้นมาในโสตประสาท

เด็กสาวตบโต๊ะ เจ้าจิ้กจกน้อยก็วิ่งอ้าวหนีลงไปใต้โต๊ะอีกด้านหนึ่งทันที แต่อีกสักพักหนึ่งมันก็โผล่หัวขึ้นมาใหม่ เธอมองมันอย่างตั้งใจ มองเห็นแววตาใส ๆ คู่นั้นของมัน แววตาที่ไม่มีมารยา แววตาที่ไม่เสแสร้งแกล้งทำ เจ้าตัวน้อยเดินมางับเศษข้าวสวยที่หล่นอยู่บนโต๊ะ เด็กสาวนั่งมองมันอย่างสนใจ ดู ๆ ไปมันก็บ้องแบ๊วดีเหมือนกันนะ

ถ้ามันพูดได้ มันอาจจะพูดว่า ขออยู่บนโลกนี้อีกตัวหนึ่งได้ไหม…


รวิวารนั่งเงียบอยู่ริมระเบียงนอกชาน มองบ้านที่ดูเงียบเหงา ไม่มีเสียงอะไรนอกจากเสียงใบไหม้ไหวยามลมพัดกับเสียงนกเล็ก ๆ ที่ส่งเสียงคุยกันกระจุ๊กกระจิ๊ก จนรู้สึกอิจฉาเจ้านกที่มีเพื่อน แต่เธอไม่มีใครเลยตอนนี้

“เฮ้อ…ไปไหนของเขานะ!” เธอยังไม่เห็นผู้จัดการหนุ่มแต่ตื่นมาเลย

“เฮ้อ…เบื่อจัง เซ็งชะมัด ไม่รู้จะทำอะไรดี เฮ้อ…” เธอถอนหายใจแล้วถอนหายใจอีก

สักพักใหญ่มองเห็นรถเก๋งสีขาวคันยาวแล่นเข้ามาจอด
“อ๋อ…เขาไปเอารถนี่เอง…” ตะเกียงรู้สึกใจชื้นขึ้นที่มองเห็นเขากลับมาถึง

ชายหนุ่มก้าวลงจากรถ เดินกลับมาที่เรือนมองเห็นตะเกียงยืนมองเขาอยู่ ระบิลเดินผ่านเธอไปเมื่อเห็นเธอนิ่งเงียบไม่พูดอะไร

“นี่! จะไปไหนน่ะ” เธอเดินตามไป
“ผมว่า จะทำความสะอาดบ้านสักหน่อย มันสกปรกเหลือเกิน” เขาหันกลับมาบอก

“งั้นฉันช่วยนะ”

ระบิลเลิกคิ้ว แต่ไม่ทันพูดอะไร ตะเกียงรีบชิงพูดขึ้นก่อน “ฉันทำเป็นน่า…นายไม่ต้องห่วง”

เขาจึงเดินไปหยิบไม้กวาดมาให้ แล้วเริ่มลงมือจัดการกับขี้ฝุ่นทันที

“เฮอะ! หมั่นไส้! ทำไมต้องให้ฉันพูดกับนายก่อนด้วยนะ จะถามไถ่ซักคำน่ะ ไม่มีเลย” เธอบ่นกระปอดกระแปดอยู่คนเดียว แม้งานบ้านจะไม่ใช่สิ่งที่เธอชอบทำ แต่ไม่อาจอยู่เฉยปล่อยให้เขาทำอยู่ลำพังได้

รวิวารนั่งพักเหนื่อยอยู่ที่ระเบียง ยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ปลายจมูก
“บ้านคุณตาใหญ่จัง.. เฮ้อ..เหนื่อยจะตาย”
เธอนั่งพักหลังจากทำความสะอาดเสร็จ แต่สักครู่เมื่อมองเห็นระบิลเดินเข้ามา จึงรีบซ่อนความเหน็ดเหนื่อยไว้ภายใน

“เหนื่อยมั้ย..ทานน้ำครับ” ระบิลยื่นแก้วน้ำมาตรงหน้าเด็กสาว ตะเกียงรับมาถือไว้

“แค่นี้น่ะ ไม่เท่าไหร่หรอก สบายมาก” เธอเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย นั่งลำตัวตรง

ชายหนุ่มยิ้มเล็ก ๆ “หิวหรือยัง ไปทานข้าวกันเถอะครับ”

ตะเกียงพยักหน้า มองนาฬิกานี่มันบ่ายกว่าเข้าไปแล้ว เธอรู้สึกหิวเหมือนกัน แต่พอนึกถึงกับข้าวแล้ว ก็อดที่จะลอบถอนหายใจไม่ได้


เด็กสาวสลัดมือหลังจากช่วยระบิลล้างจานเสร็จ เช็ดมือกับชายเสื้อ แล้วเดินออกไปนั่งที่ระเบียงนอกชาน เธอรู้สึกคิดถึงแม่ขึ้นมา
“แม่จะรู้มั้ย ว่าตะเกียงลำบาก” สายตาจับอยู่ที่ต้นไม้ข้างหน้าอย่างเหงา ๆ
“แม่อาจจะรู้ เพราะแม่อยากให้ตะเกียงมาฝึก” เธอถอนหายใจออกยาว ๆ
“เฮ้อ…เมื่อไหร่คุณตาจะตรวจสุขภาพเสร็จนะ” ตะเกียงท้าวคางกับมือที่เกาะกับขอบระเบียง
“ถ้าระบิลทำตัวเป็นมิตรเป็นเพื่อนกับฉันบ้างคงดีกว่านี้ ชอบวางฟอร์มทำเป็นเฉย หมั่นไส้!” ตะเกียงยกมือเสยผมที่ปรกหน้าขึ้นไป

คนที่ถูกเธอหมั่นไส้ก้าวมาหยุดอยู่ใกล้ ๆ เด็กสาว เขามองเธออย่างสงสาร คิดถึงความรู้สึกของหลานเจ้าของบ้าน ตอนนี้คงไม่ต่างอะไรจากเขาตอนที่เข้ามาอยู่ที่บ้านไร่แห่งนี้ในช่วงแรก ๆ ตอนนั้นเขาไม่รู้จักใครเลย มีเพียงลุงสีซึ่งเป็นคนเดียวที่เขารู้จัก แต่เขาก็ไม่สนิทกับแกมากนัก

“คุณรวิวารครับ”

ผู้ถูกเรียกสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนที่จะหันหน้ามามองเขา
“เดี๋ยวผมจะเข้าไปในไร่หน่อย เย็น ๆ ถึงจะกลับนะครับ” จบประโยคนั้น เขาเดินตรงไปยังบันได ที่จริงเขาเองอยากพูด อยากคุย อยากทำตัวเป็นกันเองกับเธออยู่เหมือนกัน แต่เขาก็ทำได้เพียงเท่านี้

“นี่! เดี๋ยวก่อน รอฉันด้วยระบิล” ตะเกียงรีบวิ่งตามลงบันไดไป

ชายหนุ่มหันกลับมาตามเสียงเรียก มองเห็นเด็กสาววิ่งหน้าตั้งตรงมา

“ฉันไปด้วย”

เธอตั้งใจจะหยุดเมื่อถึงตัวเขา แต่ทว่า พื้นไม้สักที่ขัดมันอย่างดีนั้นลื่น เธอถึงถลาชนกับเขาอย่างจัง จนเขาเซแทบจะหงายหลังตกบันไดไป มือข้างหนึ่งคว้าราวบันไดไว้ได้ทัน มืออีกข้างต้องประคองร่างแม่สาวน้อยจอมซุ่มซ่ามเอาไว้

เง้ย!

เด็กสาวยิ้มแหะ แหะ

“ขอโทษนะ ฉัน…ไม่ได้ตั้งใจ” พูดพลางขยับตัวถอยออกมา

หมดกัน! เขาต้องไม่อยากให้เธอไปด้วยแน่ ๆ

ชายหนุ่มยืดตัวตรง แล้วก้าวขึ้นบันไดมา

“ผมว่า คุณน่าจะพักผ่อนสักวันนะครับ เมื่อวานคุณเดินทางเหนื่อยมาทั้งวัน เห็นว่า เท้ายังระบมอยู่นี่ครับ”

“ไม่นะ ฉันไม่เหนื่อยหรอก” เธอรีบปฏิเสธทันควัน “ฉันหายแล้วล่ะ อย่าให้ฉันอยู่คนเดียวเลยนะ น่าเบื่อจะตาย ไม่รู้จะทำอะไรดี รับรองว่า ฉันไม่ทำตัวเป็นภาระนายหรอก” พลางเขย่าแขนชายหนุ่มเบา ๆ

ระบิลมองหน้าเธอนิดหนึ่ง ก่อนที่จะขยับแขนออก แล้วหันหลังกลับเดินลงบันไดไป ไม่มีเสียงตอบรับจากเขาสักคำว่าจะให้เธอไปด้วยหรือไม่

ตะเกียงเดินตามเขาไปโดยไม่รอคำตอบ และไม่สนใจคำตอบของเขาด้วย ยังไงก็ต้องไปให้ได้

ชายหนุ่มเงยหน้ามองแดดกล้ายามบ่าย เขาหันมามองคนที่เดินตามมา แล้วถอดหมวกสานที่สวมอยู่ส่งให้

เด็กสาวยิ้มแล้วรับหมวกมาสวมไว้
“ขอบใจระบิล ฉันรับรองว่า จะไม่ทำตัวเป็นภาระนายแน่นอน”

==============


โดย: ริเศรษฐ์ วันที่: 7 พฤศจิกายน 2549 เวลา:21:10:35 น.  

 
ตอนที่ 3

ตะเกียงยกแขนขึ้นเช็ดเหงื่อ เธอรู้สึกร้อนจนคอเสื้อและแผ่นหลังเปียกชื้น เท้าที่ระบมเริ่มทวีความเจ็บปวดมากขึ้น แต่ก็มิได้ปริปากพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว พยายามเร่งฝีเท้าเดินไปให้ทันเขา

เด็กสาวพยายามชวนเขาคุย แต่เขายังถามคำตอบคำเหมือนเดิม ทำให้เธอชักเริ่มหงุดหงิดที่ไม่ได้ดั่งใจตัวเอง
“ระบิล…นายพูดยาว ๆ หน่อยสิ”
“ขอโทษครับคุณรวิวาร คุยกับผมคงไม่สนุกหรอกครับ ผมพูดไม่เก่ง”
“ไม่เป็นไรนี่ ฉันคุยกับนายเพราะอยากเป็นเพื่อนกับนายต่างหากล่ะ ว่าแต่วันที่ไปรับที่สถานีรถไฟน่ะ ทำไมนายรู้ล่ะว่าเป็นฉัน ฉันรู้สึกว่าไม่เคยเห็นนายมาก่อนเลยนี่”
“แต่ผมเคยเห็นคุณนะ คุณคงไม่เคยเห็นผมหรอก ตอนนั้นผมอยู่กับลุงสี ไม่ได้อยู่บนเรือนใหญ่ก็เลยพอจะจำเค้าหน้าคุณรวิวารได้บ้าง”

“นี่ไม่ต้องเรียกรวิวารก็ได้ เรียกตะเกียงเถอะ ฉันชื่อเล่นชื่อตะเกียง คุณตาเป็นคนตั้งให้เองล่ะ มีความหมายว่า ชีวิตของฉันจะมีแต่ความสว่างไสวตลอดเวลาไม่มืดมนน่ะ” เธอจักการแปลความหมายชื่อของตัวเองเสร็จสรรพ
“เออ..แล้วนายมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงล่ะ”

“ผมเป็นหลานของลุงสีน่ะครับ พอแม่ตาย ลุงสีก็รับผมมาอยู่ที่นี่ คุณตาคุณมีพระคุณต่อผมมาก ท่านเมตตาผม ส่งเสียให้ผมเรียนจนจบ ผมก็ตั้งใจไว้ว่าจะทำงานให้ท่านดีที่สุด เท่านี้ยาวพอรึยังครับ”

เด็กสาวหัวเราะเสียงใส
“พอใช้ได้แล้วค่ะ งั้นตอนนี้นายก็เป็นคนดูแลไร่สวนพวกนี้นะสิ”
“ครับ ข้างหน้าที่คุณเห็นนี้เป็นแปลงผักไร้สารพิษ” เขากวาดสายตามองแปลงผักสองข้างทาง เป็นสีสดเขียวขจี ตามพื้นดินปูด้วยฟาง มีคนงานกำลังก้ม ๆ เงย ๆ เก็บผลผลิตอยู่ตามแปลงผักต่าง ๆ
“ปลูกแบบธรรมชาติ ทำดินให้มีชีวิต อุดมสมบูรณ์ เราไม่ใช้ปุ๋ยเคมี และยาฆ่าแมลงเลย ธรรมชาติมันจะจัดการกันเอง”

ตะเกียงมองพืชผักที่ขึ้นปะปนกันอยู่ในแปลง ตามแปลงผักต่าง ๆ จะมีท่อแป๊บน้ำยาวต่อเรียงรายพร้อมกับสปริงเกอร์ไว้รดน้ำผัก ด้านซ้ายเป็นแปลงผักกวางตุ้งสลับกับต้นมะเขือม่วง ดอกสีม่วงกำลังเบ่งบาน แซมผักกาดหอมต้นใหญ่เขียวสดท่าทางกรอบน่ารับประทาน ต้นคะน้าสลับกับต้นพริกที่ออกลูกดกสีแดงสีเขียวเต็มต้นเลยข้าง ๆ แปลงผักทุกแปลงจะปลูกดอกไม้ มีทั้งดอกดาวกระจายสีส้มสด ดอกดาวเรืองสีเหลืองสดใส ต้นเทียนหยด แปลงถัดมามีร้านของถั่วฝักยาวมีลักษณะเป็นไม้วางพาดกันเป็นรู้กากบาท ถั่วฝักยาวอวบอ้วนห้อยระย้าน่ากิน ถัดไปเป็นบวบ ตำลึง เป็นต้น

“ผักเยอะจังเลย” เสียงสาวน้อยชื่นชมความตะกรานตาน่าทึ่งของธรรมชาติตามแปลงผักต่าง ๆ

“เราอยากกินอะไร เราก็ปลูกสิ่งที่เราอยากกินครับ”

ด้านขวาเป็นแปลงมะเขือเทศทั้งลูกเล็กลูกใหญ่ กำลังออกลูกดกเชียว มีร้านเป็นรูปตาข่าย เพื่อให้ต้นมะเขือเทศเลื้อยเกาะไปเหมือนกำลังปีนกำแพงตาข่าย ปลูกสลับกับหัวไชเท้า ผักกาดขาว มีต้นบร็อคเคอลี่สลับกับกะหล่ำปลีหัวโต ๆ และดอกกะหล่ำ แตงร้านสลับกับฟักทองออกดอกสีเหลืองสะพรั่ง ตามริมรั้วจะมีต้นชะอมปลูกสลับกับกระถิ่นเป็นแถวยาว ระหว่างแปลงสลับด้วยต้นดอกแค แซมด้วยดอกทานตะวัน

“เราจะปลูกเพื่อให้ครอบครัวทุกครัวเรือนมีผักดีดีกินอย่างเต็มที่ก่อน ที่เหลือถึงจะส่งขายครับ”

“นายระบิลครับ ผักของเรางามมากครับนาย” คนงานทักทายผู้จัดการไร่ หยุดเก็บผักเก็บผลผลิตชั่วคราว สายตาเหลือบมองเด็กสาวหน้าใสที่เดินคู่มากับเจ้านายอย่างแปลกใจ

“นายพาแฟนมาเที่ยวชมแปลงผักของเราหรือครับ” คนงานยิ้มแย้มแซวเจ้านายอย่างคุ้นเคย คนงานสามสี่คนในระแวกนั้นพากันเดินมาดูหน้าดูตาตามเสียงเย้าแหย่นั้นอย่างอยากรู้อยากเห็น

“พูดอะไร ระวังหน่อย คุณเขาจะเสียหาย” ผู้จัดการไร่หันไปดุเสียงเข้ม

“นี่คุณรวิวาร หลานสาวคุณท่าน” เขาแนะนำชื่อเสียงเรียงนามของสาวน้อยที่ยืนปั้นหน้าไม่ถูกอยู่ข้าง ๆ เมื่อถูกแซวว่าเป็นคนพิเศษของเขา

“ขอโทษครับ อย่าถือสาพวกผมเลยนะครับ คุณหนู” คนแซวหน้าเสีย เสียวว่าจะถูกตัดเงินเดือนซะแล้วเดือนนี้แซวไม่ดูตาม้าตาเรือ

รวิวารได้แต่ยิ้มแหย ๆ

“ทุกคนไปทำงานต่อได้แล้ว” เขาสั่งเสียงดัง

คนงานจึงรีบสลายตัวแยกย้ายไปทำงานของตัวเองทันที

เดินต่อไปมองเห็นต้นมะละกอลำต้นไม่สูงนักแต่ออกลูกดกเต็มต้น แต่ละลูกโต ๆ น่ากินทั้งนั้น กล้วยหวีใหญ่ ลูกอ้วนกลม เครืองาม ๆ ไหนจะต้นฝรั่งขี้นกส่งกลิ่นหอมหวานชวนน้ำลายไหล ชมพู่ลูกสีแดงจัดห้อยเป็นพวงเต็มต้น


“นี่ก็ไร้สารพิษหรือคะ” เธอถามอย่างแปลกใจในความน่าทึ่งของธรรมชาติ
“ครับ แต่กว่าจะได้แบบนี้ก็ต้องอดทน พยายามแล้วพยายามอีก กว่าจะได้อย่างที่เห็นนี้นะครับ ผมเชื่อว่าอะไรที่เป็นธรรมชาติดีที่สุด”

“ขอชิมหน่อยนะ” เธอขออนุญาตพลางเอื้อมมือไปเด็ดลูกฝรั่งสุกกลิ่นหอมหวานบนต้น กิ่งที่ใกล้มือที่สุด

ชายหนุ่มมองเธอกระโดดเหยง ๆ เพื่อจะเด็ดฝรั่งลูกนั้นอยู่นาน แต่ก็เด็ดไม่ได้เสียทีอย่างเอ็นดู เลยเอื้อมมือเด็ดให้เธอ

หลานสาวเจ้าของไร่ยิ้มแป้น แล้วรับฝรั่งสุกมาเช็ดถูกับแขนเสื้อ พลางกัดกินอย่างน่าเอร็ดอร่อยเชียว

“หืม…อร่อยจังเลย ฉันไม่เคยกินฝรั่งอร่อย ๆ แบบนี้มาก่อนเลย”

“แน่นอนครับ อะไรที่เป็นธรรมชาติต้องอร่อยกว่าอยู่แล้ว ทานแล้วสบายใจ”

ผู้จัดการไร่พาหลานสาวเจ้าของไร่เดินมาถึงที่ดินโล่ง ๆ พื้นดินเป็นหลุมเป็นบ่อตะปุ่มตะป่ำ

“วันนี้ผมจะเตรียมดินตรงนี้ไว้ปลูกผัก” พูดพลางเดินไปหยิบอุปกรณ์อันได้แก่จอบและเสียมออกมา

“คุณไปนั่งพักที่แคร่ใต้ต้นไม้นั่นละกันครับ” เขาบ้ายหน้าไปทางต้นไม้ใหญ่ร่มครึ้ม

เธอส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน “ไม่ล่ะ! นายคงคิดว่า ฉันทำไม่ได้อย่างนายล่ะสิ ฉันก็ทำได้นะ นายคอยดูก็แล้วกัน อะไร ๆ ก็จะให้ฉันนั่งเฉย ๆ ลูกเดียว” สายตาจ้องมองจอบในมือคนหนุ่ม

“นี่! แล้วก็ส่งจอบนั่นมา” เธอเริ่มออกคำสั่ง

“จะดีหรือครับ” เขามองร่างเล็กบอบบางตรงหน้าอย่างไม่มั่นใจเลยว่าจะขุดดินไหวหรือ

“เอาเถอะน่า” เมื่อเขายังไม่ยอมส่งจอบมาให้ จึงแย่งเอาจากมือชายหนุ่ม

ระบิลยิ้มอย่างรู้สึกขำเมื่อเห็นสีหน้าคนรั้นบอกอาการว่า จอบนั่นหนักไม่ใช่เล่นเลยนะ แต่ก็นึกชื่นชมเธออยู่ในใจที่เห็นเธอพยายามจะช่วย พยายามจะฝึกในสิ่งที่เธอเองไม่เคยทำ และไม่จำเป็นต้องทำเลย ในฐานะหลานสาวเจ้าของไร่

“งั้นคุณก็ช่วยเกลี่ยดินแถว ๆ นี้ให้เรียบเสมอกันนะครับ เดี๋ยวจะไปเอาปุ๋ยหมักมาใส่ แล้วเราจะปลูกถั่วกันครับ”

เด็กสาวค่อยยกจอบเกลี่ยดินให้เสมอกันตามที่เขาบอก ท่าทางของเธอทำให้สีหน้าเรียบเฉยของเขาแต้มด้วยรอยยิ้ม

“นี่! ขำอะไรมิทราบ”

“เปล่าครับ ผมนึกชื่นชมคุณต่างหาก ว่าคุณมีความเพียรพยายามดี แล้วทำไมต้องทำเสียงน่ากลัวยังงั้นด้วยละครับ”

“นี่! นาย!” เธอรู้สึกโกรธจนพูดอะไรไม่ออกได้แต่จ้องหน้าเขาเขม็ง

“ใจเย็น ๆ สิครับคุณ แค่นี้ก็โมโหซะแล้ว นิสัยขี้โมโหน่ะ ไม่ดีหรอกนะครับ” เขาเผลอสอนเธอเข้าให้

“ยุ่ง! เรื่องของฉัน” ตะเกียงสะบัดหน้าหนี ก้มหน้าขุดดินอย่างโมโหโทโส

ระบิลจึงเงียบเสียงลง ก้มหน้าก้มตาทำงาน แล้วไม่ปริปากพูดอะไรอีกเลย

รวิวารยืนมองการทำงานของชายหนุ่ม ท่าทางของผู้จัดการไร่ดูทะมัดทะแมง คล่องแคล่ว กระฉับกระเฉง ทุกท่วงท่าที่จอบกระแทกดินด้วยน้ำหนักแรงที่หนักแน่นมั่นคง ดูง่ายดายราวกับดินเหนียวเบื้องหน้านั้นร่วนซุย ทั้ง ๆ ที่ทั้งแห้งแล้งทั้งแข็งยังกะหิน แถมจอบหนัก ๆ เมื่ออยู่ในมือเขากลับเหมือนเบาหวิวอะไรอย่างนั้น สายตาที่จับจ้องบนพื้นดินเบื้องหน้า ด้วยความมุมานะมุ่งมั่นคู่นั้นของเขา เป็นภาพที่น่ามอง เธอเผลอมองอย่างอดชื่นชมเขาไม่ได้

“เฮ้อ…นั่นสินะ แค่เขาแหย่นิดเดียวเอง ทำไมฉันต้องโมโหด้วยนะ ก็ท่าทางฉันมันก็…เฮ้อ…หรือเพราะอ่านการ์ตูนมากอย่างที่แม่บอก…เฮ้อ….” เธอรู้สึกกลุ้มใจในความขี้โมโหของตัวเองเหมือนกัน ช่างเหมือนนางเอกในการ์ตูนเปี๊ยบที่ชอบเอาแต่ใจ และใช้อารมณ์แบบนี้ เธอก้มหน้าทำงานต่อไป ทำได้สักพักใหญ่รู้สึกเจ็บมือมาก มองมือตัวเองซึ่งแดงก่ำ หันไปมองระบิล ยังเห็นเขาทำงานต่อไปไม่มีท่าทีว่าจะหยุด เม็ดเหงื่อของเขาสะท้อนแสงแดดเป็นประกายวาว ราวกับเพชรพลอย และเพชรพลอยตามใบหน้าคนทำไร่ ทำสวนทำนานี่เองที่สร้างอาหารให้กับประชาชนได้อิ่ม

“เขาทำได้! เราก็ต้องทำได้! ฉันไม่ยอมแพ้นายแน่ ระบิล” พลางกระชับด้ามจอบในมือไว้แน่น ก้มหน้าทำงานต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ

เด็กสาวเงยหน้าสีแดงจัดด้วยเลือดสูบฉีดขึ้นสู่ใบหน้าเวลาต้องทำงานหนักอย่างใช้กำลัง

“พอแค่นี้ก่อนนะครับ สำหรับวันนี้” เขามองใบหน้าระเรื่อของสาวน้อย แก้มแดงจัดที่เกิดจากการทำงานกอบกู้พื้นดินงามจนน่ามองมากกว่าใบหน้าหญิงสาวสวย ๆ ที่แต่งเติมด้วยเครื่องสำอางค์อย่างดีเสียอีก ภาพเธอยามทำงานอย่างมุมานะนั้นน่ามองน่าชื่นชม ยังไม่ได้ยินเสียงอิดออดจากเธอเลย ไม่มีเสียงบ่นจากหลานสาวเจ้าของไร่แม้แต่คำเดียว ไม่เห็นเธอไปนั่งอู้โอ้เอ้ที่ไหน เธอไม่ใช่คนที่จะยอมแพ้อะไรง่าย ๆ อย่างที่เขาเคยคิดสบประมาทเธอไว้

รวิวารแอบยิ้มร่า แหม…น่าจะบอกตั้งนานแล้ว

แสงแดดอ่อนสีทองกำลังกล่าวคำอำลากับขอบฟ้าของยามเย็นอย่างอ่อนโยน ลมพริ้วพัดมาต้องริ้วหญ้าข้างทางและต้นไม้น้อยใหญ่ให้ไหวเอนราวกับกำลังหยอกล้อเย้าแหย่กันเล่นอย่างสนุกสนาน

หลานสาวเจ้าของไร่มองมือตัวเองที่แดงช้ำ เจ็บมือระบมไปหมด บางแห่งก็แตกเป็นแผลเล็กแผลน้อย ท้องเจ้ากรรมเริ่มส่งเสียงร้องจ๊อก ๆ อีกแล้ว เรี่ยวแรงกำลังจะหมด เดินตามผู้จัดการหนุ่มไปอย่างอ่อนเปลี้ยเพลียแรงเต็มที เธอรีบยืดตัวตรงอย่างรวดเร็ว เดินให้ดูปกติที่สุด เมื่อชายหนุ่มหันมามอง

“เหนื่อยมากรึเปล่าครับ”

“ก็..นิด…หน่อย…” เด็กสาวตอบลอยหน้าลอยตาเหมือนเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อย

ชายหนุ่มยิ้มในท่าทางขี้เก๊กของคุณเธอ อยากรู้นักว่า…จะเก๊กได้นานแค่ไหน…

“ข้างหน้านี้มีบ้านคนงานอยู่ ผมจะพาคุณไปแวะทานข้าวที่นั่นนะครับ”

“จริงเหรอ!!” เธอลืมตัวโพล่งออกมาเสียงดังอย่างหลุดฟอร์ม ก่อนจะรู้ตัวแล้วเบาเสียงลงเก๊กต่อ

“อืม…ก็ดีเหมือนกัน”

ผู้จัดการหนุ่มยิ้มเล็ก ๆ อย่างเอ็นดูเธอ

ครอบครัวเล็ก ๆ ของคนงานต้อนรับเธออย่างเป็นกันเอง เรียบง่ายแต่อบอุ่นเอื้ออาทร เธอทานอาหารจนอิ่มแปล้ อร่อยกว่านายระบิลทำตั้งเยอะ เธออดหัวเราะผู้จัดการไร่ไม่ได้ที่เห็นเขาหน้าแดง จมูกแดง เผ็ดจนน้ำหมูกน้ำตาไหลเชียว ซดน้ำหมดไปหลายขัน

“นายจะพาคุณหนูเดินกลับหรือครับ อีกตั้งไกลนะ” พ่อบ้านคนงานเอ่ยขึ้น

ระบิลเงยหน้ามองท้องฟ้ายามเย็นที่ใกล้มืดเต็มทีแล้ว

“เอางี้สิครับนาย ยืมรถจักรยานผมไปก็ได้ครับ”

หลานสาวเจ้าของไร่มองหน้าผู้จัดการหนุ่มอย่างลุ้นเต็มที่ ขอให้เขารับความปรารถนาดีของคนงานด้วยเถิด

“งั้นผมขอยืมก่อนนะครับ”

เมื่อร่ำลากันเรียบร้อยแล้ว ผู้จัดการไร่ก็เปลี่ยนเป็นโชเฟอร์จักรยานเสือหมอบ เด็กสาวนั่งซ้อนท้ายชายหนุ่มไปอย่างสบายใจ ส่งเสียงถามโน่นถามนี่เขาไปตลอดทางอย่างสนอกสนใจ เธอรู้สึกมีความสุข ไม่นึกว่าการซ้อนท้ายจักรยานคนอื่นจะมีความสุขขนาดนี้ เคยฝันหวานอยากนั่งซ้อนท้ายหนุ่มคนหนึ่งที่เธอเคยแอบชอบเขามานาน แต่คงเป็นไปไม่ได้ เพราะเธอไม่ใช่นางเอกในใจเขาคนนั้น เธอเป็นได้แค่เด็กข้างบ้านที่คอยแอบมองเขาพาสาวสวยซ้อนท้ายจักรยานผ่านไปอย่างน่าอิจฉา

น่าแปลกว่า…ตอนนั้นเธอคิดถึงเขาได้ทุกวี่ทุกวัน ไม่อาจห้ามใจตัวเองไม่ให้คิดถึงเขาได้เลย แต่วันนี้…ไม่น่าเชื่อว่า เธอกลับไม่ได้คิดถึงเขาอีกแล้ว เขากลายเป็นเพียงความทรงจำอันงดงามเท่านั้นเอง จิตใจคนเราเปลี่ยนแปลงได้ ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยคิดว่ามันจะเปลี่ยนแปลงได้ขนาดนี้

ผู้จัดการไร่ปั่นจักรยานเร็วขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการขึ้นเนินสูงที่ลาดชันพอสมควร ทุกอย่างผ่านไปอย่างราบรื่นไม่มีปัญหาอะไร และคิดว่าตอนลงคงไม่มีปัญหาอะไรเช่นกัน แต่เขาก็ไม่ประมาทมีสติตื่นเต็มตลอดเวลา ขับจักรยานด้วยความระมัดระวัง

รวิวารสะดุ้งตื่นจากฝันหวาน เมื่อล้อจักรยานสะดุดก้อนหินจนเกือบเสียการทรงตัว เธอยังไม่ทันเตรียมพร้อมและระมัดระวังตัว ภาพตรงหน้ากำลังเคลื่อนที่ดิ่งลงจากเนินสูงด้วยความเร็ว เธอตกใจร้องกรี๊ดลั่นด้วยความกลัวราวกับกำลังนั่งรถไฟเหาะตีลังกาหรือเรือไวกิ้งตามสวนสนุกอย่างนั้นแหละ แถมร้องอย่างเดียวไม่พอ กอดเอวคนขับไว้แน่น ซบหน้าลงกับแผ่นหลังของเขาอีกต่างหาก

ระบิลสะดุ้ง!! ตกใจสุดขีด ที่อยู่ ๆ คนซ้อนท้ายกรีดร้องลั่น แถมยังมากอดเขาไว้แน่นอีกต่างหาก ยิ่งตกใจเข้าไปกันใหญ่ ทำให้เขายิ่งเสียการทรงตัว เสียสมาธิในการบังคับจักรยาน ความเร็วของแรงเคลื่อนที่ขณะกำลังลงจากเนินสูงยิ่งทำให้บังคับยากขึ้นเป็นทวีคูณ พื้นดินก็ขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่ออีกต่างหาก หัวรถจึงส่ายไปมาพาให้จักรยานเสือหมอบเลี้ยวไปเลี้ยวมาด้วยเช่นกัน คนซ้อนท้ายก็ยิ่งกลัว ยิ่งร้องดังหนักขึ้นอีก และยิ่งกอดเขาแน่นขึ้นด้วยเช่นกัน

โอ๊ย…….!! คุณหนูคร้าบบบ หยุดร้องจะได้มั้ย…!!

เขาต้องหายใจเข้าลึก ๆ พยายามมีสติ รวบรวมสติให้มาจดจ่ออยู่กับระยะทางตรงหน้า บังคับรถให้อยู่ในเส้นทาง จนประคองรถลงสู่ที่ราบได้อย่างปลอดภัย

ผู้จัดการไร่หยุดรถ พลางหายใจหอบอย่างยังไม่หายตื่นเต้น มองสองแขนที่กอดเขาไว้แน่นอยู่ การถูกผู้หญิงกอดเป็นเรื่องที่น่ากลัวสำหรับเขากว่าสิ่งอื่นใด

“คุณรวิวาร ไม่มีอะไรแล้วครับ” เขาพยายามเรียกเธอให้มีสติขึ้น

เด็กสาวค่อยเงยหน้าขึ้นจากแผ่นหลังของเขา สองมือคลายออกจากเอวผู้จัดการไร่ทันที

“นายทำอะไรของนาย! ถึงได้ขี่รถเลี้ยวไปเลี้ยวมาแบบนี้ รู้รึเปล่าว่า ฉันน่ะ หัวใจจะวายตาย” เด็กสาวตะเบ็งเสียงดังใส่เขาอย่างยังไม่หายตกใจ และเพื่อกลบเกลื่อนอาการเสียหน้าที่เผลอไปกอดเขาไว้อีกต่างหาก

ชายหนุ่มมองเธอด้วยสีหน้าเป็นงง นี่เธอยังมีหน้ามาถาม ยืนว่าเขาฉอด ๆ อีกหรือนี่! เธอแท้ ๆ ทำให้เขาตกอกตกใจขนาดนี้

บ้าจริง ๆ เลย ถ้าไม่ติดว่าเป็นหลานสาวเจ้าของไร่ผู้มีพระคุณล่ะก็ จะทิ้งเธอให้เดินกลับเองซะเลย

“ผมบ้าจี้ ห้ามทำแบบเมื่อกี๊นี้อีก” เขาสั่งแล้วหันหน้ากลับไป ปล่อยให้คนที่นั่งข้างหลังทำหน้าเอ๋ออย่างงง ๆ

“นายระบิล พาคุณหนูไปเที่ยวไหนมาคะ” บรรดาสาว ๆ ลูก ๆ ของคนงานในไร่เดินเคียงกันมาสองสามคนส่งเสียงแซวอย่างอดไม่ได้ และขำในท่าทีของชายหนุ่ม เพราะรู้ดีว่า ผู้จัดการไร่อย่างนายระบิลไม่เคยสนใจ ไม่เคยดูแลผู้หญิง ไม่สุงสิงกับผู้หญิงคนไหนถ้าไม่ใช่หน้าที่การงาน และจำเป็นจริง ๆ เท่านั้น ท่าทางคงลำบากใจไม่น้อยที่ต้องคอยดูแลหลานสาวเจ้าของไร่แบบนี้

ไอ้พวกเด็กบ้า!!

เขาได้แต่สบถอยู่ในใจอย่างหัวเสียกับท่าทียิ้มน้อยยิ้มใหญ่ของสาว ๆ ที่พากันหัวเราะคิกคักเดินผ่านไป รีบปั่นจักรยานกลับบ้านไร่ให้เร็วที่สุด

=============

รวิวารเข้านอนแต่หัวค่ำอย่างเหนื่อยอ่อน ทั้ง ๆ ที่ตอนอยู่บ้านที่กรุงเทพฯ ถ้ายังไม่เที่ยงคืนตีหนึ่งก็ยังไม่อยากเข้านอนเลย แต่มาอยู่ที่นี่ ไม่มีทีวี ไม่มีหนังให้ดู ไม่มีคอมพิวเตอร์ให้เล่น เพลงก็ไม่มีให้ฟัง เธอไม่รู้จะทำอะไรดีในยามค่ำคืน นอกจากรีบเข้านอน ด้วยความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าไปทั้งตัว เด็กสาวตื่นขึ้นมาสวัสดีเช้าวันใหม่อย่างสดชื่น ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่หลับอย่างเต็มอิ่ม เธอตื่นแต่เช้าอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

หลานสาวเจ้าของไร่เดินสำรวจพื้นที่รอบ ๆ เรือนไทยไม้สักสีทอง

“บ้านไร่ตะเกียงไพร” เด็กสาวอ่านชื่อป้ายบ้านไร่ที่เพิ่งสังเกตเห็น มีชื่อเล่นของเธอเป็นส่วนหนึ่งของชื่อบ้านไร่ด้วย แอบภูมิใจเล็ก ๆ ที่คุณตาให้ความสำคัญกับชื่อของเธอถึงเพียงนี้

แสงแดดอ่อนแผ่รังสีขึ้นมาจากทิวเขาด้านตะวันออกอย่างอบอุ่น ทำให้เช้านี้ดูแจ่มใส มองเห็นสวนดอกไม้อยู่ทางด้านขวาของเรือนไม้สัก รีบเดินเที่ยวเล่นตามประสาสาว ๆ ชอบความสวยงาม เห็นดอกไม้สีสวยแล้วนึกอยากได้เป็นเจ้าของ เอื้อมมือไปหมายเด็ดดอกไม้ไปปักแจกันให้บ้านดูมีชีวิตชีวาซักหน่อย แต่ทว่าคำพูดของผู้จัดการไร่ดังขึ้นมาให้สมอง

“ผมว่า…ให้มันสวยอยู่บนต้นดีกว่านะครับ”

“แหม…ดอกไม้ต้องทำหน้าที่ของมันตามประโยชน์ของมันเหมือนกันนะ ไม่งั้นก็เหี่ยวคาต้นสิ ก็หมดความหมายไปอยู่ดีแหละ” อีกความคิดหนึ่งแย้งขึ้นมา แล้วเอื้อมมือจะไปเด็ดดอกไม้สีหวานตรงหน้า แต่แล้วก็ชักมือกลับ

ไม่รู้ทำไมเธอรู้สึกไม่กล้าเด็ดดอกไม้ตรงหน้าขึ้นมา ไม่รู้เพราะอะไรต้องเชื่อเขาด้วยนะ เลยเปลี่ยนใจไม่เด็ดดอกไม้แล้ว

เด็กสาวเดินอ้อมไปทางด้านซ้ายเป็นแปลงผักสีเขียวสดแปลงเล็ก ๆ มองเห็นสายรุ้งบอบบางทอประกายทาบผ่านละอองน้ำที่สาดกระเซ็นไปในอากาศพร่างพรมลงบนพืชผักอย่างอ่อนโยน สะท้อนแสงกับแดดใสยามเช้า งดงามราวกับสิ่งมหัศจรรย์

“ใครนะ มาทำงานแต่เช้าเลย” เธอเห็นคนงานคนหนึ่งกำลังก้ม ๆ เงย ๆ อยู่หลังต้นข่ากับต้นตะไคร้ ท่าทางกำลังเก็บผักอยู่อย่างขมักเขม้นเชียว ว่าแล้วต้องเดินไปทักทายคนขยันซักหน่อย

“ลุง ๆ มาทำงานแต่เช้าเลยหรอคะ” เธอทักทายเสียงแจ๋วอย่างอารมณ์ดี เดินไปหยุดอยู่ข้างต้นใบโหระภากับกระเพราที่ขึ้นข้าง ๆ กัน

คนที่ถูกเรียกเงยหน้าขึ้น

“……………………”

เด็กสาวเบิกตาโต พูดไม่ออกเมื่อมองเห็นหน้าของคนงานคนนั้นชัด ๆ

เง้ย…โอย…ตายแล้ว……..!!

“อ้าว! ระบิล…นายเองหรอ”

“ครับ คุณรวิวาร”

“ไม่ต้องเรียกคุณหรอก เรียกตะเกียงสิ เคยบอกแล้วนี่” ชะโงกหน้ามองตะกร้าในวงแขนของเขา
“เก็บผักอยู่หรอ ฉันช่วยเก็บนะ เอาผักอะไรบ้างล่ะ ”

ชายหนุ่มนิ่งอึ้งไปชั่วอึดใจ

โอว…หมดกัน ยามเช้าอันแสนสงบของเขา…

เขาตัดสินใจตอบไปอย่างเสียไม่ได้ว่า

“งั้นเก็บผักหวานกับพริกละกันครับ” เขาพาเธอเดินเลยต้นมะกรูดมะนาวไปรู้จักต้นผักหวานที่ขึ้นเรียงรายข้างแปลงผักกวางตุ้ง
“เอาแต่ยอดอ่อน ๆ นะครับ แก่ ๆ แบบผมไม่ต้องเด็ดมานะ”

เด็กสาวหัวเราะคิก นี่เขาประชดเธอที่เรียกเขาว่าลุงหรือเปล่า พิศมองใบหน้าผู้จัดการไร่ เขาไม่ใช่คนหล่ออะไรมากมาย แต่บุคลิก การวางตัว ความเป็นผู้ใหญ่ ทำให้เขาดูดีเป็นพิเศษ ผิวสีเข้มกร้านแดดทำให้เขาดูหนักแน่นสมเป็นชายอกสามศอก

ระบิลหันหลังให้เธอ หลังจากรู้สึกเหมือนเป็นเป้าสายตาของสาวน้อยนานเกินไปแล้ว

หลานสาวเจ้าของไร่จึงรู้สึกตัว

ไม่ได้อยากมองนายซักหน่อย ชิ!

เธอรีบหันไปสนใจยอดผักหวาน และเริ่มเด็ดยอดผักหวานอวบ ๆ อย่างสนุกสนาน

“เสร็จหรือยังครับ” ผู้จัดการไร่เดินมาตามเมื่อเห็นเธอนั่งเด็ดพริกอยู่นานมาก แล้วก็ต้องอึ้งเพราะเธอเล่นเก็บพริกจนหมดต้นเลย

“นี่เก็บจนหมดต้นเลยหรือครับ”

“ก็…ฉันอยากรู้ว่า ต้นหนึ่งจะมีพริกเยอะขนาดไหนนี่” มองพริกสีเขียวสีแดงที่กองพูนอยู่ด้านหนึ่งของตะกร้า

คำตอบของเธอทำให้ต้องเขานิ่งอึ้งไปชั่วอึดใจเป็นรอบที่สามก่อนตอบว่า
“โอเค ไม่เป็นไร ทานไม่หมด เดี๋ยวเอาไปแจกก็ได้ครับ”

ทั้งคู่ช่วยกันหิ้วผักเดินไปเกือบถึงเรือนไม้สัก

“เดี๋ยวระบิล ดูนี่สิ” เธอเรียกเขาให้หยุดเมื่อถึงต้นมะขามใหญ่

“เมื่อคืนนี้ ฉันเห็นใบมะขามมันนอนหลับกันหมดเลย ตอนนี้มันตื่นแล้วล่ะ” เธอมองเห็นใบมะขามตอนค่ำลู่หลุบลงหมดเลย แต่เช้าวันนี้ ใบมะขามเล็ก ๆ คลี่บานเป็นแผงอย่างเดิมแล้ว

“ไม่เคยเห็นหรือครับ” เขาแกล้งแหย่

ง่ะ!! ประโยคนั้นของเขาเกือบทำให้สาวน้อยหน้างอ

“เคยดิ แต่ไม่เคยสังเกตว่ามันหลับต่างหากล่ะ”

ชายหนุ่มยิ้มเมื่อเธอหันหน้าตูม ๆ ไปทางอื่น เห็นเธอเก็บผักอย่างสนุกสนาน เขาก็พลอยมีความสุขไปด้วย

ตะกร้าผักถูกวางไว้ที่อ่างล้างผักที่เตรียมน้ำไว้พร้อมแล้ว

“วันนี้นายจะทำอะไรให้ทานหรอ” เธอมองผักที่เตรียมไว้ในจานข้าง ๆ เขียง มีหอมใหญ่ ฟักทอง แครรอท มะเขือเทศ ข้าวโพด

“ทำซุปผักครับ ไม่รู้คุณจะทานได้หรือเปล่า” เขาแกล้งสบประมาทเธอ

“แหม….จะไปยากอะไร กับแค่เอาเข้าปากแค่เนี้ย!” เธอไม่ยอมแพ้
“ให้ฉันช่วยทำนะ”

“งั้นก็ช่วยหั่นหอมใหญ่ แครรอท ฟักทอง มะเขือเทศ ให้เป็นลูกเต๋านะครับ ส่วนข้าวโพดให้ฝานบาง ๆ ต้องใส่กวางตุ้งอีกอย่าง เดี๋ยวผมจะล้างไปให้นะครับ”

“ได้เล้ย!” เธอรับคำคว้ามีดขึ้นมาถือไว้

“เดี๋ยวครับ”

“อะไรอีกล่ะ” เธอหันขวับมาถามเสียงขุ่น

“ล้างมือก่อนครับ”

“ค่า….เจ้านาย” เด็กสาวประชด แล้วรีบเดินไปล้างมือตามคำสั่งพ่อครัวจำเป็น

เด็กสาวยกหลังมือป้ายน้ำตาที่เกิดจากการแสบตาขณะหั่นหอมใหญ่ ก่อนชะโงกหน้าเข้าไปมองน้ำที่มีเพียงเศษหนึ่งส่วนสี่ของหม้อบนเตา
“น้ำแค่นี้ไม่น้อยไปเหรอ”

“ไม่หรอกครับ ใส่น้ำมากจะทำให้ผักไม่หวาน น้ำแกงก็จะไม่หวานด้วย” ผู้จัดการไร่อธิบายถึงเหตุผลของการใส่น้ำน้อย ๆ

เด็กสาวได้แต่พยักหน้าหงึก ๆ อย่างพยายามเข้าใจ แล้วเปิดแก๊ส

ทุกอย่างหั่นเตรียมไว้พร้อมหมดแล้ว เธอนำแครรอท ฟักทองที่สุกยากกว่าเพื่อนใส่ลงในน้ำเดือดก่อนตามที่ผู้จัดการไร่สั่ง แล้วตามด้วยหอมใหญ่ มะเขือเทศ ข้าวโพด ทิ้งให้เดือดอีกครั้งแล้วปิดไฟ

“เสร็จแล้วหรอเนี่ย ไม่ต้องเติมเครื่องปรุงหรอ” เธอมองสีสันของซุปหลากสีที่ดูน่าทานเหมือนกันแฮะ โดยเฉพาะกลิ่นหอมทำให้เริ่มหิวแล้วสิ

“ไม่ต้องครับ ผมถึงบอกไง คุณจะทานได้หรือเปล่า”

“โธ่….!! แค่นี้เอง สบายมาก” เธอเก๊กเสียง ดูมั่นอกมั่นใจเต็มที่ไว้ก่อน

“ว่าแต่ผัดผักสามสหายไฟแดงของนายล่ะ เสร็จหรือยัง” เธอตั้งชื่อผัดผักจานเด็ดที่ประกอบด้วยผักหวาน ตำลึง และดอกกะหล่ำให้ใหม่

“ใกล้แล้วครับ ยกข้าวกับซุปออกไปได้เลย อีก 5 นาที ผัดผักร้อน ๆ จะตามออกไปนะครับ”

เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วบนโต๊ะอาหาร ระบิลมองหน้าหลานสาวเจ้าของไร่ เด็กสาวยิ้มให้อย่างภาคภูมิใจในฝีมือตัวเอง เมื่อเธอก้มลงทานซุปผักร้อน ๆ ที่เธอทำเองกับมือ และเขารอเธอเงยหน้าขึ้นมา

อยากรู้นักไอ้ที่คุยว่าง่ายสบายมากนี่ เก่งอย่างที่พูดแค่ไหนกัน

“เป็นไงครับ”

“อืม…..จืดสนิทดีจัง แต่ก็ดีเหมือนกัน ได้รับรู้รสความหวานของผัก น้ำผักหวานมาก ๆ เลย ทานแล้วรู้สึกสดชื่นดีนะ” เธอรู้สึกเหมือนเป็นรสชาดอาหารที่บริสุทธิ์ดุจมาจากสวรรค์

เขาไม่อยากเชื่อสายตาว่าเธอทานได้ และทานถึงสองถ้วยอีกต่างหาก แถมยังชมผัดผักไฟแดงของเขาอีกด้วยว่าอร่อยมาก เขาจะเชื่อเธอดีหรือไม่ ว่าเธอแกล้งพูดหรือเธอพูดจากความรู้สึกจริง ๆ กันแน่ ภาพพจน์เด็กกินยากของเธอจางลงไปอย่างไม่น่าเชื่อ

================





โดย: ริเศรษฐ์ วันที่: 7 พฤศจิกายน 2549 เวลา:21:38:32 น.  

 
ตอนที่ 4

ใต้ร่มหลังคาจากยกสูง เมื่อย่างเท้าเข้ามา ความร้อนระอุจากภายนอกกกลับแปรเปลี่ยนเป็นเย็นขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ คนงานหลายคนกำลังนั่งขมักเขม้นหั่นฟักทอง กล้วย มะละกอ ให้เป็นชิ้น ๆ ใส่ไว้เป็นเข่ง ๆ มีถังพลาสติกขนาดใหญ่รายล้อมรอบบริเวณ มีกลิ่นแปลก ๆ อบอวลอยู่ทั่วไป ต่างจากก่อนหน้านี้เดินผ่านมามีแต่กลิ่นมะนาวมะกรูดหอมอบอวล เพราะบริเวณนั้นหมักมะนาวและมะกรูดไว้เพื่อใช้ซักผ้าล้างจาน ผู้จัดการไร่พาหลานสาวเจ้าของไร่เดินสำรวจโรงปุ๋ยหมักชีวภาพแต่ละแห่ง จนมาถึงที่นี่เป็นแห่งสุดท้าย พลางอธิบายประกอบว่า ที่เธอเห็นคนงานกำลังหั่นฟักทอง กล้วย มะละกอนั้น เป็นปุ๋ยสูตรเร่งดอก หั่นแล้วจะนำไปหมักรวมกันโดยเติมน้ำเปล่าและน้ำตาลลงไป หมักเป็นระยะเวลา 3 เดือนจะได้หัวเชื้ออย่างดี นำหัวเชื้อนั้นไปเติมน้ำสิบเท่าและน้ำตาลเพื่อขยายเชื้อได้อีก ก่อนนำปุ๋ยไปรดต้นไม้ต้องผสมน้ำตามอัตราส่วนปุ๋ยหมักหนึ่งส่วนต่อน้ำสิบส่วน

ผู้จัดการไร่หนุ่มยกข้อมือขึ้นดูเวลา ก่อนจะพูดต่อไปว่า
“วันนี้คุณตะเกียงอยู่ที่นี่นะครับ ผมมีนัดกับลูกค้า แล้วตอนเย็นจะกลับมารับ”

เด็กสาวหันมามองรับทราบ ใจอยากไปด้วย แต่รู้ดีว่า เขาคงไม่ให้ไป และเธอคงไปเกะกะเขามากกว่า เลยจำใจรอเขาอยู่ที่นี่

“ดอกแค” ชายหนุ่มขาลเรียกชื่อเด็กสาววัยใกล้เคียงกันกับหลานสาวเจ้าของไร่

“คะ นาย” เด็กสาวที่ถูกเรียกชื่อรีบเดินมายืนข้าง ๆ อย่างเรียบร้อย

“ดูแลคุณรวิวารให้ดีนะ”

“ค่ะ นาย” เธอรับคำ แล้วมองเขาเดินออกไป

“ให้ฉันช่วยนะ” รวิวารรีบเสนอตัว อันเป็นนิสัยที่ไม่ชอบอยู่เฉย ๆ ที่สำคัญเธอไม่อาจอยู่เฉยได้เลย เพราะอายเด็ก ๆ ในไร่ที่มีงานต้องทำต้องรับผิดชอบกันทุกคน แม้จะตัวนิดเดียวก็ต้องทำงานตามวัยของตัวเองที่พอทำได้

“ค่ะ งั้นช่วยหั่นฟังทองก็แล้วกันนะคะ” ดอกแคจัดเตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ มาให้หลานสาวเจ้าของไร่

“ชื่อดอกแคหรอ ชื่อเพราะจังเลย” ชื่อนั้นให้ความรู้สึกเรียบง่าย น่ารัก มองใบหน้าเจ้าของชื่อผิวพรรณขาวนวลราวกับดอกแคแรกแย้มสมชื่อ

ดอกแคร์ยิ้มน้อย ๆ

“มาอยู่นี่นานแล้วหรอ” ตะเกียงเริ่มถามคำถาม พลางผ่าฟักทองออกเป็นสองท่อน

“ตั้งแต่เกิดเลยค่ะ” คนถูกถามตอบ ก่อนใช้ช้อนคว้านเอาเม็ดฟักทองออกใส่ถาด

“คุณท่านให้ความกรุณาครอบครัวของทุก ๆ คนมาก ๆ เลยนะคะ ให้บ้าน ให้ที่ดิน ให้งานทำ แต่มีข้อแม้ว่า ห้ามกินเหล้า สูบบุหรี่ เล่นการพนัน หรือเที่ยวกลางคืนค่ะ”

ตะเกียงคิดตาม มิน่าล่ะ! เธอไม่เคยเห็นคนงานที่นี่สูบบุหรี่ซักคน ตอนไปกินข้าวที่บ้านคนงานก็ไม่เห็นขวดเหล้าซักขวดเลย เธอรู้สึกภาคภูมิใจคุณตาของเธอที่สามารถสร้างสังคมเล็ก ๆ ที่ปลอดอบายมุขขึ้นมาได้อย่างเหลือเชื่อ

“เรามีโรงเรียนเตรียมสำหรับเด็กเล็กด้วยนะคะ นายระบิลเป็นครูช่วยสอนด้วยค่ะ” ดอกแคเล่าถึงนายของเธออย่างชื่นชม แววตาคู่นั้นดูมีความสุขเป็นประกายสดใส

“เหรอ ฉันนึกว่าเขาไม่ชอบเด็กซะอีก”

“นายเป็นคนดุ เด็ก ๆ กลัวกันทั้งนั้นค่ะ แต่ว่าถ้าเด็กคนไหนมีปัญหาอะไร นายจะคอยช่วยตลอดค่ะ ตอนที่ฉันยังเด็ก ฉันก็กลัวนายมาก ๆ แต่มีครั้งหนึ่ง ฉันไม่สบายเป็นไส้ติ่งอักเสบค่ะ ปวดท้องมาก แม่ฉันไม่รู้จะทำยังไง ตอนนั้นพ่อก็ไม่อยู่ แม่เลยวิ่งมาเรียกนาย นายรีบมาช่วยทันทีเลยนะคะ รีบหารถ แล้วอุ้มฉันขึ้นรถพาไปส่งโรงพยาบาลในเมือง” เธอคิดย้อนกลับไปเมื่อตอนอายุ 15-16 ปี ยังไม่เคยลืมสองแขนของชายหนุ่มที่คอยประคองเธอไว้ในอ้อมแขนอย่างห่วงใยได้เลย

“นายเป็นคนไม่ยอมแพ้อะไรง่าย ๆ อดทนมาก เป็นนักต่อสู้ เป็นคนบุกเบิกการทำกสิกรรมไร้สารพิษนี่ล่ะค่ะ ถ้าไม่มีนายคงทำไม่สำเร็จอย่างทุกวันนี้นะคะ”

รวิวารได้แต่นั่งฟังดอกแคร์เล่าถึงนายระบิลด้วยความเคารพรักและศรัทธา มองแววตาชวนฝันของสาวน้อยดอกแคเป็นประกายสดใส ดูมีความสุขที่ได้พูดถึง นาย ของเธอ

หลานสาวเจ้าของไร่ซักไซร้ทุกขั้นตอนของการทำปุ๋ยหมักชีวภาพ และลงมือทำด้วยตัวเองทุกขั้นตอนอย่างสนใจ มือเล็ก ๆ เปื้อนขี้ดินทั้งสองมือ เนื้อตัวดูมอมแมมเชียว ทำปุ๋ยหมักเสร็จแล้ว ยังช่วยตักปุ๋ยน้ำใส่บัวรดน้ำไปรดผักที่อยู่รอบบริเวณ งานง่าย ๆ เหมือนเบา ๆ แต่เมื่อต้องเดินหลายรอบ ก็เหน็ดเหนื่อยเอาการไม่ใช่เล่นทีเดียว

“เหนื่อยมั้ยคะ คุณหนู พักทานน้ำก่อนค่ะ” ดอกแคยกน้ำมาบริการพร้อมรอยยิ้มแจ่มใส

“ขอบใจจ้ะ นิดหน่อยนะ” พลางรับน้ำมาดื่มอย่างกระหาย ใจนึกอยากกินน้ำแป๊บซี่จัง… โค้กก็โอเคนะ… บรรดาน้ำหวานต่าง ๆ แต่มันก็ไม่มีให้กินซักกะน้ำเลย เฮ้อ…ได้แต่คิดถึงความหวานเย็นชื่นใจของน้ำหวานสีสวยเหล่านั้น

ผู้จัดการไร่กลับมาถึงสักพักใหญ่ เขายืนมองหลานสาวเจ้าของไร่กำลังเอาปุ๋ยน้ำรดผักในแปลงรอบ ๆ โรงปุ๋ยง่วนเชียวดูมีความสุขสนุกสนาน แก้มของเธอแดงระเรื่อ งดงามน่ามอง ความงามจากการตั้งใจทำงาน ไม่ย่อท้อต่อความร้อน ความลำบาก ภาพนั้นเป็นภาพที่น่ามองเหลือเกิน จนเขาเผลอมองเธออยู่เป็นนาน

“นายกลับมานานรึยังคะ” เสียงใสของดอกแคเกือบทำให้ผู้จัดการหนุ่มสะดุ้ง เขาละสายตาจากหลานสาวจอมแก่นมาหยุดไว้ที่ดวงหน้าของดอกแค

“เพิ่งมาถึงได้สักครู่หนึ่งแล้ว คุณตะเกียงเป็นไงบ้าง”

“เธอเป็นคนสนใจพร้อมจะเรียนรู้สิ่งที่อยู่รอบตัว ขยันมาก ๆ ค่ะ ไม่ยอมหยุดเลยนะคะ” น้ำเสียงนั้นกล่าวถึงหลานสาวเจ้าของไร่อย่างชื่นชม

“ขอบใจที่ช่วยดูแลนะ”

“ยินดีมาก ๆ ค่ะ นาย” เด็กสาวยิ้มแก้มปริที่ได้รับคำชม

“ช่วยดูแลเก็บข้าวของให้เรียบร้อยหลังเลิกงานด้วยนะ”

“ค่ะ นาย” รับคำแล้วเดินไปดูแลอุปกรณ์ในการทำงานให้เก็บเป็นที่เป็นทางอย่างเป็นระเบียบด้วยความรู้หน้าที่

รวิวารวางบัวรดน้ำที่ล้างเรียบร้อยแล้ว ยกแขนเสื้อซับเหงื่อตามหน้าผาก เดินผ่านบรรดาถังพลาสติกตั้งเรียงรายเป็นทิวแถว มีทางเดินกว้างราวเมตรหนึ่ง ขนาบข้างด้วยถังพลาสติกสูงเกือบหนึ่งเมตรไปตลอดตามแนวด้านยาวของโรงปุ๋ย

นึกสงสัย? ในถังมีอะไรอยู่น้า…มันจะเป็นยังไงหว่า…

ว่าแล้วจึงเดินเข้าไปใกล้ เอื้อมมือเปิดฝาถังพลาสติกที่หมักน้ำจุลทรีย์ ก่อนชะโงกหน้าลงไปดู

เด็กสาวร้องจ๊าก!!!

เมื่อมองเห็นเหล่าหนอนขยุกขยุยยุกยิก ๆ อยู่ในถังนั้นยั้วเยี้ยเต็มไปหมด รีบเบือนหน้าหนี พร้อม ๆ กับเท้าที่กระโดดถอยออกมาอย่างรวดเร็ว กระแทกคนที่มายืนอยู่ข้าง ๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

ผู้จัดการหนุ่มเซถอยหลังกระแทกเข้ากับถังพลาสติกที่ตั้งอยู่ด้านข้างอย่างไม่ทันตั้งตัว พื้นที่ทางเดินแคบทำให้เขาเสียหลักหงายหลังลงไปบนถังพลาสติกที่สูงแค่เอวอย่างง่ายดาย ดีที่มีน้ำจุลินทรีย์อยู่เต็มถัง ไม่งั้นคงล้มระเนระนาดไม่เป็นท่า เขาอุตส่าห์ตั้งใจจะเอ่ยถามเธอว่า กำลังดูอะไรอยู่ พร้อมจะอธิบายให้เธอฟังแท้ ๆ เธอดันชนเข้ามาได้

“………………..!!!!!” ต่างคนต่างอึ้งไปชั่วอึดใจ

โอ๊ย!! เธออยากจะบ้าตาย!! กับความซุ่มซ่ามเซ่อซ่าของตัวเองจริงจริ๊ง

อีกแล้ว!! ฉัน!!

“นี่คุณ!!” เขาส่งเสียงเตือนเด็กสาวที่มัวแต่อึ้ง ล้มทับลงมาบนตัวเขาอยู่นานหลายอึดใจแล้วเนี่ย

หลานสาวเจ้าของไร่รีบลุกขึ้นจากตัวชายหนุ่มทันที

“นี่!! แล้วนายมาทำไมเงียบ ๆ” หลังจากถอยตัวออกมาจากร่างของชายหนุ่มอย่างด่วนจี๋ ก็ส่งเสียงโวยวายต่อว่าฝ่ายตรงข้ามเพื่อกลบเกลื่อนความอับอายสุด ๆ จ้องหน้าฝ่ายตรงข้ามราวกับเขาเป็นคนผิด

ใครจะไปรู้ว่าอยู่ ๆ คุณจะหันมาเล่า…

เขาบ่นเธออยู่ในใจอย่างหัวเสีย เริ่มหงุดหงิด ที่เธอเอาแต่เอะอะอะไรก็โวยวาย เอาแต่ใจ ไม่มีเหตุผลซะเลย จะขอโทษที่ชนเขาซักคำน่ะ ไม่มี!

“อยากจะพูดอะไรก็พูดออกมาเลย” เธออ่านออกจากแววตาของเขา สายตาที่มองมาราวกับเป็นถ้อยคำกำลังต่อว่าเธออยู่ เธอไม่ชอบปฏิกิริยาตอบโต้ด้วยความเงียบ ด้วยการไม่พูดไม่จาของเขาเลย อาการอย่างนั้นยิ่งทำให้เธอมีน้ำโหมากขึ้น

“เดี๋ยว! อย่าเพิ่งไป ฉันมีเรื่องจะพูดกับนายนะ” เธอตะโกนใส่เมื่อเห็นเขาเดินหนี

ยิ่งเธอตะโกนเสียงดังมากขึ้นเท่าไหร่ ใช้อารมณ์มากขึ้นแค่ไหน เขาก็ยิ่งเงียบ และยิ่งอยากไปให้พ้น ๆ หน้าเธอมากเท่านั้น

“นี่!! ฉันอยากจะเข้าไปในเมือง นายพาฉันไปได้มั้ย” เด็กสาวเดินตาม ปากก็ตะโกนถามตามไปไม่มีหยุด

ผู้จัดการไร่ทำไม่รู้ไม่ชี้ เหมือนไม่ได้ยินจ้ำอ้าว ๆ เดินหนีอย่างเดียว อึดอัดใจเหลือเกิน เพราะเธอเป็นหลานสาวของผู้มีพระคุณ เขาจึงไม่อาจใช้ถ้อยคำใดว่ากล่าวเธอได้ คิดว่าการเงียบ และพยายามอดทน คงเป็นสิ่งที่ดีสุดในตอนนี้

“หยุด!! ได้ยินมั้ย จะพาฉันไปได้รึเปล่า ว่าไง?” เธอวิ่งไปคว้ามือชายหนุ่มไว้

เขาหันมาจ้องด้วยสายตาดุ

“ถ้าจะคุยกัน คุณต้องหยุดใช้อารมณ์ และเลิกเอาแต่ใจ” เสียงของเขาดุพอ ๆ กับสายตา

“ได้ ถ้านายเลิกทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ไม่ได้ยิน ไม่ใส่ใจแบบนี้”

“ที่ผมทำแบบนี้เพราะผมไม่ต้องการสนองตอบอารมณ์ของคุณต่างหาก” เขาตอบเสียงห้วน

สาวน้อยจอมโวยวายหายใจเข้าลึก ๆ อย่างสะกดอารมณ์เต็มที่ รู้สึกได้ถึงความร้อนเร่า ๆ ที่แล่นผ่านขึ้นมาที่หัวใจ

“บางทีมันอาจจะไม่ได้ช่วยอะไรเลย อาจทำให้อีกฝ่ายโมโหมากขึ้นมากกว่า” เธอนึกถึงภาพพี่ชายกับแม่ ทุกครั้งที่แม่ใช้อารมณ์ถามพี่ชาย พี่ชายของเธอจะนิ่งเฉย แต่อาการนิ่งเฉยอย่างนั้นทำให้แม่อารมณ์เดือดดาลมากขึ้นกว่าเดิมต่างหาก บางครั้งแค่คำตอบเพียงคำเดียวก็ช่วยอะไรให้ดีขึ้นได้มากมาย

เธอจ้องหน้าผู้จัดการไร่

เขาก็คงเหมือนพี่ชายของเธอ ที่คิดว่า ไม่จำเป็นจะต้องตอบคำถาม และมันคงเป็นแค่คำถามที่งี่เง่าไร้สาระในสายตาของเขาเท่านั้นเอง

“ถ้า…ฉัน…ทำให้นายลำบากมากนัก ต่อไป…ไม่ต้องมาดูแลสนใจอะไรฉันอีก ที่ผ่านมาขอโทษละกัน” น้ำเสียงนั้นเริ่มสั่น ตาก็เริ่มแดง

เธอรีบวิ่งหนีไปจากสายตาของเขา

ชายหนุ่มยืนนิ่งอยู่ที่เดิม แล้วหันหลังให้เดินกลับ เดินห่างมาได้ซักพัก เขาก็ต้องหันหลังกลับเดินกลับไปตามเธอ อย่างไรก็ตาม เขามีหน้าที่ต้องดูแลเธอ จนกว่าคุณท่านจะกลับมา

“เฮ้อ……” เขาถอนลมหายใจอย่างหนักหน่วง

“เด็กดื้อ รั้น!! เอาแต่ใจ”

เขากวาดสายตามองไปรอบ ๆ จุดที่พบเธอครั้งสุดท้าย เธอวิ่งไปทางไหนกันแน่ และภาวนาไม่อยากให้เธอวิ่งซุ่มซ่ามเข้าไปในสวนขนุนเลย ลูกขนุนเคยหล่นกระแทกใส่หัวคนงานไปหลายคนแล้ว

และแล้วเขาก็ได้ยินเสียงกรี๊ดดังลั่น คงจะเป็นใครไม่ได้ นอกจากเธอ เขารีบวิ่งตามเสียงนั้นไป

“คุณตะเกียงครับ มาทางนี้” เขาเรียกเธอ มองเห็นสาวน้อยยืนตัวแข็งอย่างตกอกตกใจ เมื่อลูกขนุนหล่นใส่ตรงหน้าอย่างเฉียดฉิว

มือแข็งแรงรีบคว้าข้อมือเธอไว้ แล้วดึงหลบไปได้ทันก่อนที่อีกลูกจะหล่นตามลงมา เท้าดันไปสะดุดลูกขนุนที่หล่นลงมาแตกกระจายแล้วกระเด็นกระดอนมาพอดี ทั้งคู่เสียหลักล้มลง เขารีบเอาตัวบังเธอไว้มือข้างหนึ่งปิดศีรษะของเด็กสาว เพื่อกันลูกขนุนที่หล่นลงมาอีก โชคดีที่ไม่อยู่ในวิถีของลูกขนุนที่หล่นลงมา มีแต่เศษขนุนที่แตกกระเด็นมาเท่านั้น

“เป็นอะไรหรือเปล่าครับ” เขาถามเมื่อเด็กสาวเงยหน้าขึ้นมามอง ดวงตาคู่นั้นของเธอแดงช้ำเหมือนมีน้ำตาคลออยู่

คนหัวดื้อหันหน้าหนีไม่ยอมตอบ ขยับตัวออกจากอ้อมแขนของเขา

“เดี๋ยว!” เขารั้งร่างเล็กไว้ไม่ให้ไป รีบเงยหน้าขึ้นมองดูความปลอดภัย เมื่อมั่นใจแล้วจึงคลายอ้อมแขนออก

“คุณรวิวารจะไปไหนครับ” ผู้จัดการไร่ถามเมื่อเห็นหลานสาวเจ้าของไร่เดินอ้าว ๆ ไม่พูดไม่จา

“นี่คุณครับ จะไปไหน” เขาถามอีกเป็นครั้งที่สอง เมื่อเธอยังรักษาความเงียบอยู่

เขาผ่อนลมหายใจออกเบา ๆ อย่างกลุ้มใจ พยายามใจเย็น นี่เธอกำลังเลียนแบบเขาก่อนหน้านี้หรือไง อยากจะทิ้งเธอไว้ตามความอวดดีช่างประชดประชันของเธอเสียจริง ๆ อยากรู้นักว่าจะทำเป็นเก่งได้ซักแค่ไหน แต่ก็กลัวปัญหาจะบานปลายไม่สิ้นสุด และท้ายสุดเขาก็ต้องเป็นฝ่ายตามหาเธอ เมื่อเขายังสำนึกว่าต้องดูแลเธออยู่

“คุณจะไปไหน จะค่ำแล้วนะครับ” เขาตะโกนถามอีกเป็นครั้งที่สาม พลางคว้าแขนคนรั้นไว้ เมื่อเห็นเธอดื้อไม่ยอมหยุดเดิน

“ไม่ต้องมายุ่งกับฉัน” เด็กสาวพยายามสะบัดข้อมือจากการรั้งไว้ของเขา

ผู้จัดการหนุ่มต้องทำใจครู่หนึ่ง เมื่ออีกฝ่ายตอบโต้อย่างใช้อารมณ์กลับมา

“เอาล่ะ เรามาทำความตกลงกันดีไหม” เขาเปลี่ยนท่าทีเป็นเชิงขอความเห็น

“ผมจะไม่เดินหนีคุณ และตอบคำถามเมื่อคุณถาม แต่คุณต้องไม่ใช้อารมณ์และเอาแต่ใจอย่างไม่มีเหตุผลได้ไหมครับ” เขาเสนอข้อตกลง

ตาแดง ๆ เงยหน้ามองชายหนุ่ม

“นายก็เอาแต่ใจเหมือนกันแหละ”

เขาผงะไปกับถ้อยคำของเธอ เขาหรือ? เอาแต่ใจ? ก่อนจะคิดทบทวน เพิ่งรู้ตัวว่าตัวเขาเองก็เอาแต่ใจที่จะต้องให้ได้อย่างที่ตัวเองคิดเหมือนกัน ไม่เคยมีใครกล้าว่าเขาแบบนี้เลย เขาเป็นผู้ใหญ่กว่าเธอ ควรจะมีความอดทนให้มากกว่านี้

“ผมขอโทษนะ”

เด็กสาวมองหน้าผู้จัดการอย่างไม่เชื่อสายตา

“ฉันก็ต้องขอโทษนายเหมือนกัน ทำให้นายยุ่งยากตลอดเลย”

“ไม่เป็นไรครับ”

“แล้ว…นายจะพาฉันไปในเมืองได้มั้ย”

ชายหนุ่มหัวเราะ เธอช่างเป็นเด็กน้อยเสียจริง เมื่อกี๊ยังทำท่าขี้แยอยู่แท้ ๆ เลย ตอนนี้อยากจะไปเที่ยวซะแล้ว

“หัวเราะอะไรเล่า…” เด็กสาวพยายามเก๊กหน้าทำคิ้วขมวดไม่ให้หัวเราะตามเขา แต่ก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้

“ถ้าผมว่างจะพาไปนะครับ”

“นายระบิลครับ” เสียงคนงานขับรถอีแต่นเรียกมาแต่ไกล ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ครางหึ่ง ๆ มาพร้อมกัน
“ผมไปส่งครับ ขึ้นมาเลย” คนงานจอดรถ

“ขอบใจนะ”

ทั้งคู่กระโดดขึ้นนั่งข้างหลังของรถอีกแต่น หันหลังให้คนขับ มองพระอาทิตย์ดวงกลมสีแดงกำลังลับเหลี่ยมเขา

==============

หลายวันที่ผ่านมา รวิวารพยายามปรับตัวให้เข้ากับสิ่งที่ต้องเผชิญอยู่จนรู้สึกคุ้นเคยมากขึ้น ต้องหัดทำหลายสิ่งหลายอย่างด้วยตัวเอง เพราะไม่มีคนทำให้เหมือนตอนอยู่บ้าน แต่ก็รู้สึกสนุกเพราะเธอพยายามทำแข่งกับเขาในทุก ๆ เรื่องที่ต้องทำ

รุ่งเช้าของวันใหม่มาถึงเหมือนทุก ๆ วัน ฟ้าเริ่มสว่างขึ้นอย่างช้า ๆ เจ้านกตัวน้อยพากันส่งเสียงทักทาย ทำให้บรรยากาศยามเช้าสดใส มีชีวิตชีวา แม้บรรยากาศรอบตัวจะดูแจ่มใสเบิกบาน แต่หลานสาวเจ้าของบ้านกลับตีสีหน้ายุ่งกลุ้มอกกลุ้มใจ เธอกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างเดินวนไปวนมาอยู่ตรงนั้นครั้งแล้วครั้งเล่า

“ทำยังไงดีน้า…” ตะเกียงพึมพำเบา ๆ

“จึ๋ย…เขาเดินมาแล้ว เดินตรงมาทางนี้ด้วย ตายแน่ คราวนี้ฉันจะบอกระบิลว่ายังไงดีนะ แล้วฉันจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนเนี่ย” เธอมองเห็นระบิลกำลังเดินตรงมา และไม่มีทีท่าว่าเขาจะเลี้ยวไปทางอื่น หรือหันหลังกลับแม้แต่น้อย

“ตื่นแต่เช้าเชียวครับวันนี้” เขาเอ่ยปากทักทายเมื่อเดินมาถึง

“คะ…ค่ะ”
“เป็นอะไรหรือครับ สีหน้าไม่ดีเลย หรือว่าท้องเสียครับ ยืนทำอะไรอยู่หน้าห้องน้ำนี้หรือครับ”

เขายิ่งงงมากขึ้นเมื่อสาวเท้าจะเข้าห้องน้ำ เธอก้าวเข้ามาขวางไว้
“มะ…ไม่ได้นะคะ ยังเข้าไม่ได้ค่ะ”
“อ้าว…ทำไมครับ ผมขอเข้าไปล้างมือแป๊บนึงแล้วเดี๋ยวคุณค่อยเข้าต่อละกัน” เขาโมเมเอาว่าเธอคงท้องเสีย
“เปล่านะ…ฉันไม่ได้ท้องเสีย แต่…คะ…คือ… คือ…”
“มีตัวอะไรอยู่ในห้องน้ำหรือครับ” เขาเดาไปเรื่อยเปื่อย
“ไม่ใช่ค่ะ คือ…ตอนนี้ส้วมใช้การไม่ได้แล้วค่ะ”

ชายหนุ่มขมวดคิ้ว
“คือ….ส้วมมันเต็มค่ะ ฉะฉันจัดการมันไม่ได้ มันยังอยู่…” เธอรู้สึกขัดเขินยังไงไม่รู้ที่ต้องบอกออกไปอย่างนั้น

ใบหน้าของเด็กสาวทำให้เขาอมยิ้มน้อย ๆ
“ส้วมเต็ม ราดไม่ลงหรือครับ ไหนผมขอเข้าไปดูหน่อย”

“อย่า…อย่าเข้าไปเลยค่ะ” ตะเกียงรีบคว้าแขนชายหนุ่มไว้

เขามองหน้าเจ้าของมือนิดหนึ่ง ก่อนที่จะขยับแขนตัวเองออก

“ถ้าผมไม่เข้าไปดู คุณก็จะไม่มีห้องน้ำเข้านะครับ”

เด็กสาวจึงเบี่ยงตัวหลบถอยออกมา

“ทำไมนะ เวลาเผลอไปจับแขนเขาทีไร ต้องมองด้วยสายตาแบบนี้ทุกทีเลย” เธอคิดถึงสายตาที่เขามองมาเมื่อสักครู่เหมือนเขากำลังเตือนว่า มันไม่สมควรที่เธอจะจับแขนเขาเอาไว้ ให้รีบเอามือกลับไปเสีย

“โธ่! นึกว่าฉันอยากจับแขนนายเอาไว้นักนี่ เฮอะ! ผู้ชายอะไร หวงตัวชะมัด” เธอบ่นงำงึม ขณะที่ยืนรออยู่หน้าห้องน้ำ

“แต่ก็ดีไปอีกแบบ นาน ๆ จะเจอผู้ชายแบบนี้ซะที” ความรู้สึกด้านลบจางไป ความชื่นชมเข้ามาแทนที่

สักครู่ระบิลจึงก้าวออกมาจากห้องน้ำ
“ว่าไงคะ”
“มันดื้อเหมือนเจ้าของเลยครับ ยังไม่ยอมลง” เขากระเซ้าเธอเล่น
“นี่! นายพูดดี ๆ นะ” เธอสาวเท้าเข้าไปใกล้ ถ้าไม่เกรงใจ อยากจะกระชากคอเสื้อเขาขึ้นมาเหมือนพวกนักเลงโตที่เธอเคยอ่านในการ์ตูน

ชายหนุ่มรีบเลี่ยงเดินหลบออกมา เขาไม่ได้กลัวหมัดของเธอ ที่คงไม่หนักซักเท่าไหร่ แต่กลัวใบหน้าใส ๆ ที่ยื่นเข้ามาใกล้มากกว่า มันทำให้หัวใจเขาไหวหวั่น

“แล้วนั่น…นายจะไปไหน” เธอรีบสาวเท้าตามไป
“อ้าว…คุณตามมาทำไมครับ”
“ก็แล้วนายจะไปไหนล่ะ”
“ผมก็จะไปตักส้วมสิครับ จะไปด้วยกันมั้ยล่ะ” เขาถามยิ้ม ๆ

“อะไรนะ! ตักส้วมเหรอ” ตะเกียงเบิกตาโตแล้วอึ้งไปครู่หนึ่ง

เอาก็เอาวะ! ครั้งหนึ่งในชีวิต

“ไปสิ!” เธอเก๊กเสียงตอบตกลงอย่างหนักแน่น เก็บความรู้สึกขยักแขยงไว้ข้างใน
“นายทำได้! ฉันก็ทำได้เหมือนกัน” เธอตอกย้ำตัวเองกลบความรู้สึกที่บอกว่าไม่อยากไปเลย

ระบิลเดินนำไปทางด้านหลังของตัวบ้าน
“คุณจะช่วยผมเหรอครับ” เขาถามย้ำอีกครั้ง นึกไม่ถึงว่าหลานสาวเจ้าของไร่จะกล้าลงมือช่วยเขาตักส้วมด้วย จนเขาอดทึ่งเธอไม่ได้

เด็กสาวอ้ำอึ้งก่อนที่จะตอบตกลง

“งั้นก่อนอื่นก็มาช่วยกันยกต้นไม้นี้ออกก่อนนะครับ”

ตะเกียงช่วยระบิลยกต้นไม้ปิดปากฝาส้วมออก แล้วเตรียมอุปกรณ์ที่ต้องใช้ให้พร้อม

“แล้วต้องยกฝานี่ออก” เขาเริ่มเคลื่อนฝากลม ๆ ทำด้วยปูนหยาบออก ทันทีที่ฝาถูกเปิด กลิ่นของสิ่งที่อยู่ในบ่อก็โบกโบยโชยไปตามสายลม

ตะเกียงเบ้หน้านิด ๆ ก่อนที่จะชะโงกหน้าเข้าไปดูช้า ๆ มองเห็นน้ำสีดำข้นอยู่ในนั้น เธอเหลือบมองหน้าเขานิดหนึ่ง สีหน้าของคนหนุ่มที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เรียบเฉยตามปกติ แถมยังดูอารมณ์ดีกว่าทุกวันเสียอีก

“แล้วเราก็ต้องเอาไม้นี่นะครับลงไปคน” เขาจับไม้ท่อนยาวที่เตรียมไว้จุ่มลงไปในบ่อนั้น
“เราคนเพื่อนให้น้ำกับเนื้อมันผสมผสานกัน” เขาอธิบายพลางขยับท่อนไม้หมุนวนเคลื่อนที่ไปมารอบ ๆ บ่ออย่างช้า ๆ

“เมื่อเข้ากันดีแล้ว ก็เริ่มตักได้” เขาใช้ถังพลาสติกขนาดเล็กตักสิ่งปฏิกูลขึ้นมา แล้วเทใส่ถังขนาดใหญ่ที่เตรียมไว้แล้ว

รวิวารยืนมองเขาอย่างทึ่ง เขาไม่มีท่าทีรังเกียจเจ้าน้ำเหลว ๆ นั่นแม้แต่น้อย ท่าทางทะมัดทะแมงของเขาราวกับผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้โดยเฉพาะ จนเธอรู้สึกประทับใจ ยืนมองดูเขาอย่างชื่นชม มองเห็นเขาใช้มือจับก้นถังที่เลอะน้ำเหลว ๆ นั้นอย่างไม่สนใจ หรือรังเกียจว่ามันจะสกปรกแค่ไหน

เด็กสาวสะดุ้งสุดตัว แล้วร้องกรี๊ดเสียงดังลั่น พร้อมกับวิ่งหนีกระเจิดกระเจิง หลังจากที่อยู่ ๆ เขาก็ยื่นมือที่เปื้อนน้ำนั่นมาตรงหน้า

ชายหนุ่มวิ่งตามไปแกล้งต่อ แล้วกลับมายืนหัวเราะอย่างขำสุดขีด เมื่อเห็นท่าทางของเด็กสาว

“จะบ้าเรอะ! เล่นอะไร สกปรก! “ เธอตะหวาดใส่อย่างโมโห แต่สักครู่หนึ่งก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะตาม เมื่อมองเห็นเขาหัวเราะจนหน้าแดง

“มาครับ ไหนใครนะ บอกจะช่วยผม” เขาเดินกลับไปที่ปากบ่ออุนจิ

ตะเกียงเชิดหน้าเล็กน้อยเดินเข้าไปหาเขา พยายามเก๊กให้ดูมั่นอกมั่นใจเต็มที่ แม้เมื่อกี๊จะหลุดฟอร์มไปบ้างก็ตามเถอะ ไม่แสดงให้เขาเห็นว่าเธอรังเกียจสิ่งที่จะต้องทำในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้านี้

ระบิลใช้ถังตักสิ่งที่อยู่ในบ่อขึ้นมาวางเรียงรายอยู่ข้างปากบ่อ

“จับก็จับวะ!” ตะเกียงพูดกับตัวเองในใจ

“เขายังทำได้เลย ฉันก็ทำได้” เธอยกถังนั้นขึ้นเทใส่ถังขนาดใหญ่ที่วางอยู่ใกล้ ๆ

ถังแล้วถังเล่าที่ถูกตักขึ้นมาวาง บางครั้งน้ำก็กระฉอกไปกระฉอกมาจนกระเด็นออกมาข้างนอก

“เบา ๆ หน่อยสิ ระบิล มันกระเด็นโดนฉันนะ นายหาเรื่องแกล้งฉันหรือไง แล้วก็ตักซะเต็มถังยังงี้ ฉันยกไม่ไหวนะ” เธอหันไปต่อว่าต่อขานเขาเป็นการใหญ่ พลางโยนถังเปล่าไปกระแทกเขา

ระบิลรีบชักเท้าหลบ

“นี่…คุณ…” เขาพูดกลั้วหัวเราะ “ผมไม่ได้แกล้งนะครับ มันกระฉอกเอง คุณต่างหากที่แกล้งผม”

“ฉันก็ไม่ได้แกล้งนายเหมือนกัน แค่โยนแรงไปหน่อย” เด็กสาวตีสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้

เขาส่ายหน้าน้อย ๆ แล้วยิ้ม ก่อนที่จะก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป

รวิวารแอบอมยิ้ม มองเขาด้วยสายตาชื่นชม ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ วันนี้เป็นวันที่เธอรู้สึกมีความสุขที่สุดเลย เขาจะรู้บ้างมั้ย เสียงหัวเราะและรอยยิ้มของเขาทำให้คนที่อยู่ใกล้ ๆ มีความสุข ไม่เหงา และคิดถึงบ้าน

“เอ้อ…คงพอแล้วล่ะครับ คุณไปพักเถอะ” เขายืดลำตัวขึ้นตั้งตรง แล้วรวบรวมอุปกรณ์ทั้งหมดไว้ด้วยกัน เตรียมทำความสะอาด พร้อมทั้งขนไปวางยังก๊อกน้ำใกล้ ๆ

“อ้าว…ไม่ไปพักละครับ” เขามองเห็นเธอเดินตามมา
“ไหน ๆ ช่วยแล้ว ก็ต้องช่วยให้เสร็จสิ ฉันไม่เคยทิ้งใครอยู่แล้ว”
“ดีครับ งั้น…เดี๋ยวผมมานะ ผมจะไปดูห้องน้ำหน่อยว่าราดลงหรือยัง”
“อ้าว! นี่!” ตะเกียงทำหน้ามุ่ยเมื่อถูกทิ้งให้จัดการล้างอุปกรณ์เหล่านั้นตามลำพัง

“บ้าจริง ๆ เลย จะรีบไปดูอะไรนักหนานะ” เธอบ่นกระปอดกระแปดอยู่คนเดียว

===============


โดย: ริเศรษฐ์ วันที่: 7 พฤศจิกายน 2549 เวลา:21:43:31 น.  

 
ตอนที่ 5

เสียงเฮละโลของคนงานกำลังช่วยกันเก็บผลผลิตอย่างสนุกสนาน พวกเด็ก ๆ และพวกผู้หญิงกำลังยืนต่อสายพานกันเป็นแถวยาว เพื่อส่งต่อผลผลิตไปยังรถ 10 ล้อ ส่วนพวกผู้ชายจะคอยรับคอยส่งในจุดที่ยากลำบาก ต้องใช้พละกำลังมากเป็นพิเศษ มองผลผลิตแต่ละผลอย่างอัศจรรย์ใจ ไม่ว่าจะเป็นฟักทอง แตงโม แตงไทย เป็นต้น ลูกโต ๆ ทั้งนั้นเลย นี่คือผลผลิตจากธรรมชาติไร้สารพิษจริง ๆ

ดินชื้น เมื่อได้รับละอองน้ำพรำ ๆ จากสปิงเกอร์ แดดยามสายทอแสงอ่อนละมุน หลานสาวเจ้าของไร่รีบเดินจนหกล้มได้แผลอีกแล้ว เพราะเอาแต่มองแถวสายพานที่คนงานกำลังส่งต่อผลผลิตกันอยู่อย่างสนใจ

ผู้จัดการไร่ส่ายหัว เขานึกไว้แล้ว เพราะเฝ้ามองเธอตลอดเวลา แม้เขาจะอยู่ใกล้ แต่ก็ไม่ได้ช่วยเธอแต่อย่างใด ด้วยความรู้สึกที่อยากให้เธอช่วยเหลือตัวเองให้มากที่สุด หัดพึ่งตัวเองในสิ่งที่เธอสามารถพึ่งตัวเองได้ เพราะในชีวิตจริงไม่มีพระเอกคอยช่วยเหลือนางเอกหรอก แม้ลึก ๆ จะรู้สึกเกือบใจอ่อน สงสารเธอ อยากช่วยเธอเช่นกัน

“คุณหนูเป็นอะไรหรือเปล่าครับ”

เด็กสาวเงยหน้ามอง เกือบจะแสดงอาการดีใจออกมา ถ้าหากคนที่ถามเธอขณะนี้เป็นผู้จัดการไร่ตะเกียงไพร แต่ไม่ใช่เขา เธอจึงได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ ให้อย่างขอบคุณ แล้วเลือกที่จะช่วยเหลือตัวเองมากกว่าที่จะคอยรับความช่วยเหลือจากหนุ่มคนงาน

“ไม่เป็นไรหรอก แค่นี้เอง ขอบใจนะ” เธอลุกขึ้นด้วยตัวเอง แต่อดคิดต่อว่าผู้จัดการหนุ่มที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ไม่ได้ อยู่ใกล้ ๆ เธอแท้ ๆ ไม่เคยคิดที่จะช่วยเธอเลย

“คนอยากให้ช่วยก็ไม่ช่วย! บ้าจริง ๆ เลย” เธอบ่นเขาอยู่ในใจ

“นายระบิล ใจร้าย!!” ไม่เข้าใจตัวเองทำไมต้องเคืองเขาด้วยนะ

“เดินระวังหน่อยนะครับคุณหนู”

เด็กสาวได้แต่พยักหน้ารับพลางยิ้มให้อย่างขอบคุณ แล้วสลัดความคิดขุ่นเคืองผู้จัดการไร่ออกไป รีบเข้าไปต่อแถวช่วยส่งผลผลิตด้วยอย่างร่าเริง

นอกจากผลผลิตของทางส่วนกลางแล้ว ถ้าหากไร่ของคนงานคนไหนต้องการให้ช่วยเก็บผลิต พวกคนงานก็จะยกทีมไปช่วยกันด้วยความมีน้ำใจ เสร็จงานแล้วทำอาหารเลี้ยงสังสรรค์กัน มีความสุขเรียบง่ายตามประสาชาวบ้าน

ระบิลมองหลานสาวเจ้าของไร่อย่างชื่นชมในความกระตือรือล้น สนุกสนานกับการช่วยเก็บผลผลิต ภาพเวลาเธอทำงานอย่างเอาการเอางานน่ามองกว่าสิ่งอื่นใด เธอดูสนุกสนาน ยิ้มแย้มแจ่มใส ใบหน้าของเธอแดงระเรื่อเมื่อต้องทำงานออกแรงท่ามกลางแดดใสของยามสายจนถึงเวลาบ่ายคล้อย เธอก็ยังไม่ยอมถอยหนีเข้าร่มไปหลบแดด เสื้อผ้าดูมอมแมมเต็มไปด้วยขี้ดินขี้โคลนที่กระเด็นขึ้นมาเปรอะเปลื้อนเสื้อผ้าเต็มไปหมด

เมื่อเก็บผลผลิตเสร็จ คนงานและเด็ก ๆ พากันกระโดดขึ้นรถ 10 ล้อเพื่อให้รถขับวนไปส่งตามบ้านของคนงาน

รายได้ทั้งหมดของไร่ตะเกียงไพรจะนำเข้ากองกลาง แล้วแบ่งเป็นเงินเดือนให้กับคนงานอย่างเหมาะสม มีสวัสดิการเงินฝากออมทรัพย์ ค่าอาหาร ค่าการศึกษา ค่ารักษาพยาบาล ที่เบิกจากกองกลางได้ เป็นต้น หลานสาวเจ้าของไร่นั่งคำนวณรายได้เล่น ๆ ตามที่ผู้จัดการไร่บอกคร่าว ๆ เงินจำนวนไม่น้อยเลยรวมกันอยู่ที่กองกลาง นี่แค่สังคมเล็ก ๆ ทำกันไม่กี่สิบคน ถ้าเพียงเราจะยอมเสียสละ ไม่เก็บส่วนเกินไว้กับตัวเอง เก็บไว้ใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น ถ้ากลายเป็นระดับประเทศชาติ ทำได้อย่างนี้ เงินจะมากมายมหาศาลแค่ไหน ประเทศไทยจะมีเงินพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้ากว่าประเทศใดในโลก ประชาชนจะอยู่ดีกินดีทั่วหน้ากันแน่นอน พอคิดถึงประเทศชาติขึ้นมา หัวก็พาลจะปวดหนึบ ๆ ขึ้นมาทันที คนไม่ต้องเสียสละขนาดนี้หรอก มันเป็นสิ่งที่ไกลเกินฝัน เอาแค่ไม่คอรัปชั่นก็ยังยากเลย เพราะความโลภของคนไม่เคยหมดสิ้นไปจากโลกเสียที

“คุณหนูก้มลงค่ะ” เสียงดอกแคร์ตะโกนบอก เมื่อรถวิ่งมาถึงบริเวณที่กิ่งก้านสาขาของต้นไม้ข้างทางยื่นเข้ามาในรถ

ตะเกียงเกือบหลบไม่ทัน ถ้าผู้จัดการไร่ไม่เอามือดึงเธอให้ก้มลง

รถวิ่งเขย่าไปเขย่ามาจนรู้สึกท้องไส้สั่นสะเทือนไปหมด แต่ก็ยังรู้สึกสนุกสนานไปกับเสียงพูดคุยหยอกล้อของคนงาน พากันหัวเราะเสียงดังอย่างเฮฮาเต็มที่

รถ 10 ล้อจอดเมื่อถึงทางเข้าไร่สวนดอกแค

ระบิลและคนงานสองสามคนกระโดดลงจากรถอย่างคล่องแคล่วช่วยกันขนปุ๋ยลง แล้วช่วยกันขนเข้าไปไว้ในโรงปุ๋ยจนเสร็จเรียบร้อย ตะเกียงกระโดดลงตาม แต่เนื่องจากไม่ระมัดระวังให้ดีเลยล้มลงไปจุ้มปุ๊กอยู่กับพื้นอีกจนได้

“โอ๊ย!” เสียงเด็กสาวโอดครวญเบา ๆ ก่อนจะค่อย ๆ ลุกขึ้นเอง

ผู้จัดการหนุ่มหันมามองแล้วส่ายหัวเล็กน้อยให้กับคุณหนูจอมซุ่มซ่าม

เด็กสาวแอบทำปากยื่น ขว้างค้อนสายตาใส่เขา

“คนใจดำ! ไม่ช่วยแล้วยังมาทำเป็นส่ายหัว หาว่าเราซุ่มซ่ามไม่เอาไหนอีก”

“คุณหนูทานข้าวเย็นด้วยกันนะคะ” ดอกแคชวน

“ได้สิ! ฉันยังไม่ได้มาทานข้าวเย็นที่บ้านดอกแคเลยเนอะ” รวิวารส่งยิ้มให้อย่างยินดี

มื้อเย็น ครอบครัวคนงานครอบครัวไหนก็อยากให้หลานสาวเจ้าของไร่ตะเกียงไพรไปทานข้าวเย็นด้วยทั้งนั้น เธอรู้สึกสนุกกับการแวะไปเยี่ยมเยียนและขอฝากท้องทานอาหารเย็นตามบ้านครอบครัวคนงานที่อบอุ่นและเป็นกันเอง

“นาย ด้วยนะคะ” ดอกแคหันไปทางผู้จัดการไร่หนุ่ม

“ฝากท้องด้วยนะ ดอกแค” ผู้จัดการไร่รับคำ

ดอกแคยิ้มน้อย ๆ แอบซ่อนความดีใจที่สุดเอาไว้ และแล้วเธอก็มีโอกาสทานข้าวกับผู้จัดการหนุ่มซักที จริง ๆ อยากชวนเขาทานข้าวด้วยกันตั้งนานแล้ว แต่ด้วยความละอาย ว่าเธอเป็นหญิงจะชวนผู้ชายมาทานข้าวเย็นตามลำพังคงไม่งาม ทำให้ไม่มีโอกาสชวนเขามาทานข้าวด้วยกันซักที

“คุณหนูอยากทานอะไรคะ”

“ดอกแคทำอะไรให้ทานก็ทานทั้งนั้นแหละ”

“เอาแบบแปลก ๆ เลยนะดอกแค สุดฝีมือเลย” ผู้จัดการหนุ่มพูดพลางหันมาทำหน้ายิ้ม ๆ มองคุณหนูตะเกียง อย่างไม่เชื่อว่าเธอจะทานอะไรได้ง่ายดายอย่างที่ปากบอก

รวิวารทำเมินไม่รู้ไม่ชี้กับสายตายิ้มเยาะของผู้จัดการไร่

“งั้นไปเดินเล่นในสวนกันค่ะ อยากกินอะไรก็เก็บเลยนะคะ เดี๋ยวจะพาไปเที่ยวน้ำตกลำธารที่อยู่ใกล้ ๆ ด้วย”

“ว้าว! ดีจัง งั้นไปกันเลยนะ” ตะเกียงลุนหลังดอกแคให้เดินนำไปทันที

ทั้งสามคนเก็บผัก เก็บผลไม้ อยากกินอะไรก็เก็บ ไอ้โน่นก็น่ากิน ไอ้นี่ก็น่าอร่อย ผักสด ๆ กรอบ ๆ ยอดอ่อน ๆ ทั้งนั้นเลย อะไรจะมีความสุขเท่านี้นะ ถ้าผลผลิตมีมากก็แจกจ่ายแบ่งปันกัน ที่เหลือจริง ๆ ถึงจะขาย ไม่ต้องนั่งคิดถึงเรื่องเงินให้ปวดหัว การให้นั้นสบายใจกว่าการรับ ผู้จัดการไร่พยายามสร้างกระแสนี้ให้เกิดขึ้นในหัวใจของทุกคน ทำให้ทุกครอบครัวพึ่งตัวเองได้ โดยไม่ใช่ต้องใช้เงินให้มากที่สุด ให้ทุกคนอยู่ได้ โดยไม่ต้องใช้เงินเลย ทุกคนจึงซึมซับอุดมการณ์นี้ มีชีวิตอยู่อย่างรู้จักคำว่า พอ และ ให้คนอื่นให้มาก ต่างพยายามจะไม่ยอมเป็นผู้รับฝ่ายเดียว จะเป็นผู้ให้กันและกันมากกว่า

“เอาพริกมั้ยดอกแค” เจ้าหลานสาวเจ้าของไร่เอ่ยถามมองพริกสีแดงสีเขียวดกเต็มต้น

“เอาสิคะคุณหนู เก็บเลยค่ะ”

“ไม่ต้องเก็บจนหมดต้นหรอกนะครับ” ผู้จัดการไร่แกล้งเย้าแหย่

“ถ้าไม่บอก สงสัยคงจะเก็บหมดต้นอีกแน่ ๆ” คนถูกล้อไม่ยอมพูดประชดใส่

ระบิลส่งยิ้มให้อย่างล้อเลียน

“นี่ขุดตะไคร้ต่อไปเลย ไม่ต้องมายิ้มเยาะเลยนะ”

ผู้จัดการไร่จึงหันหน้ากลับ ก้มหน้าก้มตาขุดตะไคร้ต่อ แอบยิ้มให้กับต้นตะไคร้ตรงหน้าเงียบ ๆ

ดอกแคหันมามองทั้งคู่อย่างอดรู้สึกอิจฉาไม่ได้ แต่ก็บอกตัวเองว่า เมื่อ “นาย” มีความสุข เธอควรร่วมยินดีกับเขาด้วยจึงจะถูก

พอเก็บผักผลไม้สำหรับอาหารเย็นเสร็จเรียบร้อยก็พากันไปนั่งเล่นข้างน้ำตก ลำธารน้ำไหลใสเย็น ฟังเสียงน้ำไหลเซาะโขดหินเพราะราวกับเสียงดนตรี อากาศยามบ่ายคล้อยออกจะร้อนอบอ้าว แต่ยังมีลมพัดตลอดเวลา ต้นกล้วยที่ขึ้นอยู่ใกล้ ๆ ใบกล้วยใบโตราวกับพัดคอยพัดวีให้รู้สึกเย็นสบายขึ้น

“คุณหนูเล่นน้ำกันมั้ยคะ” ดอกแคชักชวน

“น้ำใสดีจังเนอะ น้ำลึกรึเปล่า ฉันว่ายน้ำไม่เป็นนะ” คุณหนูตะเกียงก้มลงเอามือกวนน้ำใสไปมาเล่น

“ไม่ลึกค่ะ เป็นบางช่วง อย่าไปเลยโขดหินด้านโน้นนะคะ” ดอกแคชี้มือไปตามแนวโขดหินอีกด้านหนึ่ง ที่มีดอกไม้ป่าขึ้นอยู่ข้างลำธาร

“งั้นเอาเลยนะ” ตะเกียงสาดน้ำใส่ดอกแคทันที

“ว้าย!” ดอกแคตกใจเพราะยังไม่ทันตั้งตัว

“เล่นทีเผลอหรอ นี่แน่!” ดอกแคเดินลุยสาดน้ำใส่ฝ่ายตรงข้าม

ผู้จัดการหนุ่มวิ่งหนีหลบเป็นพัลวัลเมื่อถูกสองสาวรุมสาดน้ำใส่ ชวนให้เล่นน้ำด้วยกัน แต่เขาปฏิเสธ อยากนอนหลับพักผ่อนมากกว่า นั่งดูสองสาวเล่นน้ำกันอย่างเพลิดเพลินจนผล็อยหลับไป

หลานสาวเจ้าของไร่มองดอกแคกำลังนอนเล่นแช่อยู่ในน้ำอย่างมีความสุข ใจอยากชวนไปดูดอกไม้ป่าสวย ๆ ด้วยกันทางด้านโน้น แต่เห็นเพื่อนสาวกำลังนอนสบายเลยไม่กล้ารบกวน เธอเดินลัดเลาะไปตามโขดหินอย่างระมัดระวัง ดูดอกไม้สีสันสวยงาม รูปร่างแปลกตาน่ารักน่าชัง ธรรมชาติช่างบรรจงสร้างสรรค์สิ่งสวยงามขึ้นมาประดับประดาให้โลกนี้สดใสมีสีสันมีชีวิตชีวา

สาวน้อยเอื้อมมือโน้มปลายกิ่งดอกไม้สีหวานที่ห้อยระย้าจากอีกด้านหนึ่งของลำธารมามองใกล้ ๆ อย่างสนใจเป็นพิเศษ กลิ่นหอมหวานล่องลอยมาสัมผัสจมูกอย่างอ่อนโยน กลีบดอกสีชมพูอ่อนบางใสราวแก้วจารนัย เวลาต้องแสงแดดเป็นประกายสวยเหลือเกิน ขณะที่เธอกำลังชมความงามของดอกไม้อย่างเพลิดเพลิน อยู่ ๆ ก็มีอะไรบางอย่างไต่ขึ้นมาบนเท้าของเธอ!! เด็กสาวสะบัดข้อเท้าอย่างแรงด้วยความตกใจตามสัญชาตญาณ ทำให้เสียหลัก พยายามจะทรงตัวไว้ให้ได้ มือคว้าปลายกิ่งของดอกไม้สีหวานดอกนั้นได้ทันท่วงที แต่ทว่ามันบอบบางเกินไปที่จะใช้เป็นที่พึ่งพิงได้ มันหักออกจากกิ่งตามแรงดึงรั้งไว้ พร้อมกับตัวเธอที่ล้มคะมำลงไปในน้ำ

รวิวารหายใจวาบ….!! ตกใจสุดขีด…!!

สองมือสองเท้าได้แต่ตะกุยตะกายน้ำไปมา ความตกอกตกใจทำให้คิดอะไรไม่ออก หัวสมองตื้อตันไปหมด ยิ่งดิ้นรนก็เหมือนทำให้ยิ่งเหนื่อย เรี่ยวแรงลดลงไปเรื่อย ๆ

“พ่อจ๋า…ช่วยตะเกียงด้วย…”

เธอตะโกนเรียกพ่อขึ้นมาจากจิตใต้สำนึก พ่อเป็นเสมือนฮี่โร่ที่คอยช่วยเหลือลูกสาวคนเล็กอย่างเธอเสมอ โดยเฉพาะเวลาถูกแม่ดุเอา

ความรู้สึกสุดท้ายกำลังจะเลือนหายไป เหมือนอยู่ในช่องว่างระหว่างความฝันกับความเป็นจริง เธอยังรู้สึกตัว แต่ขยับบังคับตัวเองไม่ได้ เริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังจมลงเรื่อย ๆ ความเหนื่อยล้า…หมดแรง…ทำให้เธอยอมแพ้ ยอมดิ่งลงสู่ก้นลำธาร

ก่อนความรู้สึกสุดท้ายจะดับวูบไป รู้สึกเหมือนมีใครกำลังเรียกชื่อเธอจากที่ไกลแสนไกลเหลือเกิน

ผู้จัดการหนุ่มรีบวิ่งมากระโจนลงน้ำทันทีที่ดอกแคไปบอกว่า คุณหนูตะเกียงจมน้ำ เขาดำลงไปเพื่อค้นหาตัวเธอจนพบ รีบเข้าไปทางด้านหลังของเด็กสาวโอบเอวร่างเล็กไว้ แล้วพาขึ้นสู่ผิวน้ำ น้ำลึกห่างไกลจากแสงแดดทำให้เย็นจัด ขาเจ้ากรรมทำท่าจะเป็นตะคริวเอาดื้อ ๆ กล้ามเนื้อหดตัว และเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วตามคำสั่งของใจที่ร้อนรน ประกอบกับไม่ได้ว่ายน้ำมานาน เขาต้องพยายามไม่เกร็งและฝืนร่างกายตัวเองจนเกินไป กล้ามเนื้อที่หดตัวจึงค่อย ๆ ผ่อนคลายลง ชายหนุ่มพาร่างสาวน้อยขึ้นสู่ผิวน้ำได้อย่างปลอดภัย เขาเอียงศีรษะเด็กสาวมาพิงไว้ที่ไหล่เพื่อให้ใบหน้าของเธออยู่เหนือพ้นผิวน้ำ

เมื่อมาถึงฝั่ง น้ำลึกแค่ระดับอก เขาหยุดพัก หายใจหอบอย่างเหน็ดเหนื่อย มองหน้าซีด ๆ ของสาวน้อยที่หมดสติอย่างห่วงใย

“คุณตะเกียงครับ” พลางตบหน้าเธอถี่ ๆ เบา ๆ

เด็กสาวขยับเปลือกตาบางเล็กน้อย เริ่มรู้สึกตัว ริมฝีปากขมุบขมิบคำบางคำอย่างแผ่วเบา

“พ่อ….พ่อมาช่วยตะเกียงแล้ว….” ความรู้สึกจากจิตใต้สำนึกบอกเธอ

ความรู้สึกของเธอค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น ได้ยินเสียงคนเรียกชื่อของเธอ จนรู้สึกตัวขึ้นในที่สุด เด็กสาวไออย่างหัวทิ่มหัวตำเพราะสำลักน้ำเข้าไปไม่น้อยทีเดียว

“พ่อ…” เสียงนั้นบอกตัวเธอเอง ก้องดังอยู่ภายในหัวใจ ต้องเป็นพ่อของเธอ ความรู้สึกบอกตัวเองอย่างนั้น พ่อจะต้องมาช่วยเธอ เด็กสาวโผเข้ากอดคนที่อยู่ตรงหน้าไว้แน่นด้วยความตกใจกลัวกับนาทีเป็นนาทีตายก่อนหน้านี้

ผู้จัดการไร่ยืนนิ่งอึ้งด้วยความตกใจ สมองเหมือนไม่ยอมสั่งการไปชั่วขณะ ทำอะไรไม่ถูกอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อร่างบอบบางโผเข้ามากอดเขาไว้แน่นขนาดนี้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้เพิ่งคลายความตกใจ ที่เห็นเธอกำลังจะจมน้ำพาลให้ใจหายใจคว่ำ กลัวเหลือเกินว่าจะช่วยเธอไม่ทัน ตอนนี้ก็ไม่วายทำให้เขาใจหายอีกแล้ว เธอช่างชอบหาเรื่องวุ่นวาย ทำให้หัวใจของเขาไม่เป็นปกติอยู่เสมอ

ระบิลยังยืนนิ่งอย่างทำอะไรไม่ถูกอยู่หลายนาที เธอปลอดภัยแล้ว จากที่เคยตัดสินใจได้เด็ดขาดทันทีว่าจะทำอย่างไรกับเธอต่อไป แต่ตอนนี้กลับตัดสินใจไม่ถูก การจะผละร่างสาวน้อยออกไปในขณะที่เธอกำลังขวัญหาย ยังตกใจกลัวอยู่เช่นนี้ ทำให้เขาลำบากใจ แต่การจะปล่อยให้เธอกอดเขาไว้เช่นนี้ก็เกรงว่าจะไม่งาม เขาควรทำอย่างไรดี ชายหนุ่มสัมผัสได้ถึงความตกใจกลัวของเธอผ่านมาจากสองแขนของอ้อมกอดนั้น

ผู้จัดการไร่ยกมือขึ้นช้า ๆ ก่อนตัดสินใจวางมือลงบนแผ่นหลังของสาวน้อย ตบแผ่นหลังเธอเบา ๆ เพื่อปลอบโยนให้หายจากความตกใจกลัว

“คุณตะเกียงครับ” เขาพยายามมีสติ นึกถ้อยคำที่จะมาปลอบโยนเธอ

“ปลอดภัยแล้วครับ ไม่เป็นไรแล้ว….”

เด็กสาวเริ่มมีสติขึ้น เหมือนกำลังตื่นจากความฝัน น้ำเสียงที่ได้ยิน ลีลาการพูดแบบนี้ ไม่ใช่พ่อของเธอ
ใช่! ไม่ใช่! พ่อของเธอแน่ ๆ พ่อของเธอไม่ได้มาบ้านไร่ตะเกียงไพรด้วยนี่นา…

….แล้ว…เขาเป็น…ใคร???

ตะเกียงเงยหน้ามองคนที่เธอกอดไว้อย่างเต็มตา

จึ๋ย….

เมื่อเห็นชัดว่าเป็นใคร จึงรีบคลายสองแขนที่กอดเขาไว้แน่นก่อนหน้านี้ รู้สึกอับอายขายหน้าแทบแทรกแผ่นดินหนี

“ไม่เป็นไรใช่มั้ย….” เขามองใบหน้าขาวซีดที่อยู่ใกล้แค่คืบเดียว

เด็กสาวพยักหน้า กระพริบตาถี่ ๆ มองคนที่อยู่ตรงหน้าอย่างมึนงง ไม่อยากเชื่อหูตัวเอง น้ำเสียงที่ได้ยินช่างอบอุ่นเอื้ออาทร สายตาที่เคยมองเธออย่างเด็กเจ้าปัญหา กลับดูอ่อนโยน สองมืออุ่น ๆ ของเขาที่โอบประคองเธอไว้ให้ความรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก เวลานี้…เขาดูใจดีเป็นพิเศษ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังรู้สึกเสียว ๆ ว่าจะถูกเขาดุด้วยสายตาอย่างเคย ที่ทำตัวมีปัญหาให้เขาปวดหัวอีกแล้ว

“ไหวมั้ย….” ผู้จัดการไร่ถาม

“ไหว….” เธอตอบเสียงเบา แม้จะรู้สึกว่า หัวยังมึนงงหนัก ๆ อยู่ก็ตาม

ระบิลมองหาแนวหินที่ขึ้นสู่บนฝั่งได้ง่ายที่สุด เพราะแนวหินบริเวณนั้นค่อนข้างวางเรียงสลับซับซ้อน ก้อนโต ๆ ทั้งนั้น แถมยังเต็มไปด้วยตะไคร่น้ำจับจนเป็นสีเขียวเข้ม เมื่อก้าวเท้าขึ้นฝั่งแล้วจึงส่งมือไปรับเด็กสาว

หลานสาวเจ้าของไร่วางมือลงบนฝ่ามือใหญ่โตของชายหนุ่มที่ดูหนักแน่นมั่นคง เมื่อมือโต ๆ นั้นกระชับมือเธอไว้อย่างคงมั่น ให้ความรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก เขาช่วยดึงเธอขณะก้าวเท้าปีนขึ้นมาบนโขนหิน เธอพยายามระมัดระวังในการก้าวเดิน เพราะก้อนหินแต่ละก้อนลื่นไม่ใช่น้อยเลย แต่ก็ยังไม่วายเกือบล้มจนชายหนุ่มต้องเข้ามาช่วยประคองไว้

“ขอโทษนะ ฉันทำให้นายต้องลำบากอยู่เรื่อยเลย”

ผู้จัดการไร่มองหน้าสาวน้อยในอ้อมแขน อยากจะดุเธอ แต่ในแววตาขอโทษคู่นั้นเริ่มแดง และมีน้ำใส ๆ คลออยู่ ทำให้เขาใจอ่อนดุเธอไม่ลง

“คุณหนู…!! เป็นอะไรหรือเปล่าคะ” ดอกแควิ่งมาถึงรีบถามอย่างร้อนรน

ทั้งคู่หันไปมองเจ้าของเสียง

“เดินไหวมั้ย…” เขามองท่าทางของเธอยังดูอ่อนเพลียมาก

คนถูกถามพยักหน้ารับช้า ๆ เพื่อให้อีกฝ่ายปล่อยมือ เริ่มรู้สึกหงุดหงิด แต่ไม่มีแรงจะกระฟัดกระเฟียดใส่

ถามทำไม? แค่นี้ดูไม่ออกหรือไง! ถามอยู่ได้!

ถามว่าไหวมั้ย…คนอย่างตะเกียงมีหรือจะตอบว่าไม่ไหว ถ้าตอบว่าไม่ไหวจะทำยังไงไม่ทราบ! ถ้าจะช่วยก็ไม่ต้องถามหรอก แค่นี้น่ะ เดินเองก็ได้! หรือว่าที่ถามเพราะว่าอยาากให้ช่วยเหลือตัวเองได้แล้วใช่มั้ย?

เธอได้แต่เคืองเขาอยู่ในใจ

รวิวารยื่นมือให้ดอกแคที่ยืนคอยอยู่ใกล้ ๆ เพื่อช่วยพยุงเธอแทนชายหนุ่ม แต่เดินได้ 2-3 ก้าวก็ทรุดฮวบลงกับพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง โลกมันหมุนเคว้งไปมาอย่างน่าเวียนหัว ดับวูบลงไปเฉย ๆ แถมแดดยามบ่ายแก่ ๆ แผดแสงกล้าร้อนเปรี้ยงลงมาพอดี ไร้ร่มไม้คอยกันแสงแดดไว้ในบริเวณนั้น

“คุณหนู….!!” ดอกแคร้องเสียงหลง เธอพลอยทรุดตัวลงตามไปด้วยเนื่องจากทานน้ำหนักหลานสาวเจ้าของไร่ไม่ไหว ระบิลรีบเข้ามาช่วยพยุงไว้

“รีบพาเข้าที่ร่มก่อนดีกว่าค่ะ นาย” ดอกแคเสนอความเห็น ไม่อยากให้คุณหนูต้องอยู่กลางแดดจัดนานเกินไปกลัวจะจับไข้เข้าอีก

ผู้จัดการไร่ประคองร่างบอบบางไว้ในอ้อมแขน

“ฉันเดินเองไหว…” เสียงเพลีย ๆ ของคนให้อ้อมแขนดังขึ้นมาอย่างดื้อรั้น

ชายหนุ่มจ้องหน้าเด็กดื้อก่อนอุ้มเธอขึ้นอย่างไม่สนใจคำทัดทาน แล้วพาหลบเข้าร่มไม้ใหญ่ที่ใกล้ที่สุด

เดี๋ยวเถอะ! จะแกล้งหลับ ให้อุ้มไปจนถึงบ้านเลย คอยดู!

เด็กสาวคิด แล้วแกล้งหลับตา แต่ทว่าเธอกลับรู้สึกอ่อนเพลียจนหลับไปจริง ๆ

=============

กลิ่นข้าวหอมกรุ่นคลุ้งไปทั่วบริเวณ ปลุกสาวน้อยที่นอนหลับไหลอย่างอ่อนเพลียให้ตื่นขึ้น ได้ยินเสียงโขลกน้ำพริกดังโป๊ก ๆ อยู่ข้างล่าง เด็กสาวเปิดเปลือกตาขึ้นช้า…ช้า… มองเห็นหลังคาจากหน้าจั่วอยู่สูงขึ้นไป กระพริบตาอย่างงง ๆ ที่นี่มันที่ไหนกัน มองไปมารอบตัว นอกหน้าต่าง เห็นต้นมะม่วงกำลังออกลูกเต็มไปหมด หลานสาวเจ้าของไร่ลุกขึ้น มองตัวเอง แล้วต้องสะดุ้ง!!

เฮ้ย!! นี่มันไม่ใช่! เสื้อของฉันนี่!!

ตายแล้ว!!!

มองตัวเองสวมเสื้อยืดของใครไม่รู้กับเสื้อเชิ้ตอีกตัว แล้วก็ผ้าถุงอีก เกิดมาเพิ่งเคยใส่ผ้าถุงกับเขานี่แหละ

เฮ้ย!! เสื้อเชิ้ตตัวนี้มันของนายระบิลนี่!! เธอเพิ่งนึกขึ้นมาได้ ยกมือจับคอเสื้อไว้แน่น!!

ไม่นะ!! ไม่……!! ไม่……!! ไม่……!! เป็นไปไม่ได้!

นึกไปพลางสั่นหัวไปมา

เสียงบันไดที่ทำจากไม้ไผ่ดังออดแอดเมื่อมีคนกำลังเดินลงมา ทำให้ระบิลเงยหน้าขึ้นจากหม้อข้าวมองร่างเล็กในชุดแปลกตาจากที่เคยเห็น

“ตื่นแล้วหรือครับ” พลางปิดฝาหม้อข้าวที่กำลังระอุหอมกรุ่น

รวิวารมองหาดอกแค แต่ไม่เห็นเธอเลย แล้วใครเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เธอล่ะเนี่ย ชักใจไม่ดีชอบกล แต่ต้องทำถามให้หายคาใจ

“นี่…แล้ว…ใคร…เปลี่ยนเสื้อให้ฉันล่ะ” เธอกล้า ๆ กลัว ๆ ที่จะถามออกไป กลัวคำตอบที่จะได้ยินจริง ๆ

ชายหนุ่มยิ้ม

“ทำไมล่ะ ใส่แบบนี้ดูน่ารักดี ไม่พอใจชุดนี้หรือครับ” เขามองเธอในชุดสาวน้อยชนบทดูดีไปอีกแบบ

เด็กสาวขมวดคิ้ว เมื่อเขาไม่ยอมตอบตรง ๆ แกล้งไม่เข้าใจหรือไงนะ

“ไม่ใช่!! นายฟังใหม่นะ ฉันถามว่าใครเปลี่ยนเสื้อให้ฉัน” เธอเน้นคำเสียงดัง

“คงจะดีขึ้นแล้วนะครับ เสียงดังได้แล้วนี่” เขายังไม่วายตอบกวนเบี่ยงเบนประเด็น

“ตอบ!!” เสียงเธอจริงจัง

“ผมมั้ง” เขาขึ้นเสียงสูงแบบทีเล่นทีจริง

หลานสาวเจ้าของไร่สาวเท้าเข้ามายืนตรงหน้า พลางจ้องหน้าเขาเขม็งอย่างเอาเรื่อง ปกติเขาไม่ค่อยพูดเล่น ตอนนี้ดันมาทำเป็นมุขนะ ไม่ตลกสำหรับเธอเลย

“อย่าล้อเล่นนะ”

“ถ้าจริงล่ะ” เขาแกล้งเน้นเสียงจริงจังขึ้น

“นี่!! ฉันไม่สนุกนะ ไม่ตลกด้วย”

“เรื่องจริง!!” เขาตอบเสียงหนักแน่น

“งั้น….นาย….ก็…..” หน้าชาขึ้นมาทันที ใจหายวาบอย่างบอกไม่ถูก

“เห็นของฉัน…หมดแล้วสิ” เธอพูดต่อในใจ

เด็กสาวหน้าซีดเผือดลงทันที รีบหันหลังให้เขา มือจับคอเสื้อตัวเองแน่น

ตายแล้ว!! โอ๊ย!!

อยากจะเป็นลม…

ผู้จัดการไร่สาวเท้าเข้ามาใกล้

“เป็นอะไรไปครับ ผมจะบอกอีกครั้งว่า เป็นเรื่องจริงนะ” เขาเว้นจังหวะครู่หนึ่งก่อนพูดต่อไป

“จริงบ้าอะไร ทำไมต้องมาตอกย้ำกันด้วย บ้า ๆๆๆ” เธอต่อว่าเขาโดยที่ไม่กล้าหันไปจ้องหน้าฝ่ายตรงข้ามอย่างเอาเรื่องเหมือนเมื่อครู่

“เสื้อตัวนี้ของผม” เขาไม่อยากแกล้งเธอต่อไปแล้ว เห็นสีหน้าถอดสีของเธอแล้วรู้สึกสงสาร

เด็กสาวหันขวับกลับมาทันที

“แล้วใครเปลี่ยนให้ล่ะ”

“ดอกแคเป็นคนเปลี่ยนให้ กลัวคุณจะไม่สบาย นี่หลับไม่รู้เรื่องเลยหรือไง” เขาตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำชัดเจนที่สุด

“บ้า ๆๆ จริง ๆ นายแกล้งฉันเหรอ” เธอเข้าไปรัวทุบอกเขาดังบึ้กบั้ก

ชายหนุ่มล็อคมือสาวน้อยไว้ก่อนที่อกของเขาจะช้ำ มองเธออย่างขำระคนเอ็นดู พอได้พักผ่อนเต็มที่ก็เริ่มมีเรี่ยวแรงขึ้นมาเชียว

หลานสาวเจ้าของไร่ตะเกียงไพรมองคนที่อยู่ตรงหน้านิ่ง แววตาของเขาที่เคยมองเธออย่างเฉยชา ไม่สนใจ ไม่ยินดียินร้าย บางครั้งดุจนน่ากลัว แต่เวลานี้สายตาของเขาที่มองมาหยุดอยู่ที่เธอดูอ่อนโยน เหมือนมีรอยยิ้มอยู่ในแววตา เผลอมองอย่างลืมตัว จนลืมไปว่าถูกเขาล็อคข้อมือของเธอไว้

“อืม…ข้าวคงสุกแล้วครับ” ชายหนุ่มรีบปล่อยมือเด็กสาวเมื่อสติกลับคืนมา หน้ามันชา ๆ เมื่อถูกดวงตากลม ๆ คู่นั้นของเธอจ้องมองนิ่งงันอย่างนั้น แล้วเดินเฉไฉไปดูหม้อข้าว

“คุณหนูตื่นแล้วหรือคะ เป็นไงบ้าง” เสียงดอกแคเจื้อยแจ้วมาแต่ไกล

หลานสาวเจ้าของไร่หันไปตามเสียง มองเห็นเจ้าของเสียงถือตะกร้ากำลังเดินมา

“ไม่เป็นไรแล้วล่ะ แล้ว…ดอกแคไปไหนมาเหรอ”

“ไปขอมะเขือเทศมาค่ะ บังเอิญที่สวนดอกแค มันยังไม่สุกเลย”

คุณหนูตะเกียงยิ้มให้

“คุณหนูกินมะม่วงมั้ย”

แค่ได้ยินดอกแคพูดถึงคุณหนูตะเกียงก็เปรี้ยวปากน้ำลายสอขึ้นมาทันที

“กินจ้ะ ของโปรดเลยล่ะ ให้ฉันช่วยอะไรบ้างสิ”

“งั้นคุณหนูช่วยเตรียมสถานที่ทานข้าวดีกว่าค่ะ มีเสื่ออยู่บนบ้าน นั่งกินใต้ต้นมะม่วงดีไหมคะ”

“ได้เลย” จบคำคุณหนูตะเกียงรีบจัดที่จัดทางเคลียร์พื้นที่ทันที

“ดอกแคจานข้าวอยู่ไหนเหรอ” เธอเอ่ยถามหลังจากเดินหาอยู่นานแล้ว หาไม่เจอจริง ๆ

“ตายจริง! คุณหนู ชามช้อนมีไม่พอแน่เลย” เธอลืมเสียสนิทเลย

“เดี๋ยวจัดให้” เสียงนายระบิลดังแทรกขึ้นมา เขาเตรียมไปตัดใบกล้วยมาล้างทำความสะอาดแล้วเอามาใช้แทนจานข้าว

“ดอกแค แล้วน้ำซาวข้าวนี่เททิ้งนะ” เธอมองน้ำสีขาวข้นในกะละมัง

“ไม่ต้องค่ะ เอาไว้ล้างชามแทนน้ำยาล้างจานได้”

คนถามเบิกตาโต

“แล้วจะล้างมัน ๆ ออกหรอ”

“ได้สิคะ เดี๋ยวลองพิสูจน์ดูได้ค่ะ”

รวิวารนำกะทะที่เปื้อนน้ำมันไปล้าง ไม่น่าเชื่อความมันออกไปอย่างน่าแปลกใจ

เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว ทั้งสามจึงนั่งล้อมอาหารไว้ มองอาหารที่อยู่ตรงหน้าได้แก่…น้ำพริก ผักสด ผักลวก เห็ดย่าง ผักและสมุนไพรชุปแป้งทอด เป็นต้น แล้วปิดท้ายรายการด้วยมะม่วงจิ้มพริกกับเกลือใส่ซีอิ๊ว

“แล้ว…..ช้อนล่ะ!” หลานสาวเจ้าของไร่สงสัย เพราะช้อนสำหรับตักข้าวไม่มีซักคัน เห็นแต่ช้อนกลาง

ดอกแคยิ้มแป้น พร้อมกับขยับนิ้วมือไปมา

“นี่เลยค่ะ คุณหนู…เดี๋ยวสาธิตให้ดูนะคะ” เธอตักเห็ดนางฟ้าย่างจิ้มน้ำจิ้มรสเด็ดแล้วเอาเข้าปากอย่างน่าอร่อย มือข้างหนึ่งยกใบตองที่มีข้าวอยู่ขึ้นมา ก่อนจะใช้มือที่เหลือกดข้าวให้เป็นคำหลวม ๆ แล้วเอาเข้าปาก

หลานสาวเจ้าของไร่มองแล้วทำตาม ทำให้อีกสองคนมองเธอแล้วอดอมยิ้มไม่ได้

“นี่…ขำอะไรกันนักกันหนาล่ะ” เธอหยุดโกยข้าวเข้าปาก

“น้ำพริกอร่อยหรือเปล่าคะ คุณหนู” ดอกแคแกล้งเฉไฉเปลี่ยนเรื่อง

“อร่อยดีนะ ใส่อะไรบ้างหรอ ทำยังไงบ้างล่ะ”

“ก็มีตะไคร้ หอมแดง กระเทียม พริก ใส่เต้าเจี้ยวนิดหน่อย ตามด้วยซีอิ๊ว มะนาว ใบมะขามอ่อน มะเขือเทศ มะเขือเปาะ ใบสะระแหน่ ใบมะกรูด แล้วก็มะยมค่ะ แบบว่าอยากใส่อะไรก็ใส่ตะพึดเลย” ดอกแคพูดพลางหัวเราะกับสูตรน้ำพริกของตัวเอง

อีกสองคนจึงหัวเราะตามไปด้วยอย่างมีความสุข

หลานสาวเจ้าของไร่รู้สึกว่า มื้อเย็นวันนี้เป็นมื้อที่แสนอร่อย มีความสุข และสนุกที่สุดเลย การทานข้าวด้วยมือทำให้รู้สึกอร่อยเป็นพิเศษ ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกอย่างนั้น พืชผักจากธรรมชาติหวานหอมเป็นพิเศษ แค่ลวกเฉย ๆ แล้วทานเปล่า ๆ ตอนร้อน ๆ ก็อร่อยอย่างไม่น่าเชื่อ เธอไม่เคยกินผักที่ไหนอร่อยเท่าที่ไร่แห่งนี้มาก่อนเลย ขอบคุณความสด ความหวาน ซึ่งเป็นของขวัญจากธรรมชาติ เธอรู้สึกภูมิใจกับวิถีชีวิตของคนที่นี่ ชีวิตของชาวไร่ ชาวนาที่เสียสละ อดทน ทนแดดทนร้อน คอยปลูกพืชผักผลิตอาหารดีดี ปลอดภัยและเต็มไปด้วยคุณค่าให้กับประชาชน

================



โดย: ริเศรษฐ์ วันที่: 7 พฤศจิกายน 2549 เวลา:21:49:08 น.  

 
ตอนที่ 6

ตะเกียงใช้ทัพพีคนน้ำเฮลบลูบอยสีแดงในกระติกใบใหญ่ให้เข้ากัน น้ำแข็งก้อนกลม ๆ ถูกเทใส่ตามลงไป หยิบแก้วมาเทน้ำสีทับทิม แล้วยกขึ้นดื่ม รสหวานเย็นชื่นใจผ่อนคลายอากาศร้อน ๆ ยามบ่ายได้ดี จริง ๆ รสชาดของน้ำแดงในแก้วก็หวานพอดีแล้ว แต่เธอกลับอยากเติมน้ำหวานใส่อีก จึงหยิบขวดที่ยังเหลืออยู่มาเทใส่แก้วตัวเอง แล้วใช้นิ้วจับน้ำแข็งในแก้วนั้นคนไปมาให้น้ำหวานที่ลงไปนอนอยู่ก้นแก้วเข้ากับน้ำแดงในแก้ว ยกนิ้วขึ้นมาดูด ๆ น้ำหวานที่เปื้อนนิ้วมืออย่างเอร็ดอร่อย ก่อนที่จะยกน้ำสีทับทิมขึ้นดื่มอย่างสบายใจ

“อ้าว…ระบิล ทานน้ำแดงมั้ย” หลานสาวเจ้าของไร่ชวน เมื่อมองเห็นเขาเดินมา

“รสชาดเค็ม ๆ หรือเปล่าครับ” เขาแกล้งแหย่ ที่เห็นเธอดูดนิ้วเหมือนเด็ก ๆ อย่างเอ็นดู

“บ้า….!! เค็มเคิ้มอะไรกัน” เด็กสาวขมวดคิ้ว

ตาดีจริง ๆ นี่เขามองเห็นหรือไงว่าเธอดูดนิ้วเมื่อครู่นี้

“ตกลงจะกินหรือเปล่า”

“ครับผม ขอบคุณครับ” เขามองหน้าคนเอาแต่ใจ ริมฝีปากเธอแดงจัดจากน้ำแดง บวกกับแก้มแดงจากความร้อนระอุของไอแดด ทำให้ใบหน้าเธอน่ารักน่ามองราวกับตุ๊กตาญี่ปุ่น

ทั้งคู่ช่วยกันยกกระติกน้ำแดงไปแจกคนงานในไร่

“คุณตะเกียงดูสิครับใครมา” เมื่อยกกระติกน้ำแดงไปถึง ชายมีอายุท่าทางใจดี แต่ทว่าดูน่าเกรงขามยืนอยู่ใต้ร่มไม้ สายตาเอ็นดูมองมาหยุดอยู่ที่สาวน้อย

“คุณตา!!”

เด็กสาวอุทาน

“สวัสดีค่ะ คุณตา กลับมาแล้วหรือคะ” รวิวารรีบเดินเข้าไปทำความเคารพ

“เป็นไงบ้างล่ะเราน่ะ ทำไมไม่ไปอยู่กับตาในเมือง”

“อยู่ที่นี่ก็สนุกดีค่ะ ต้นไม้โตขึ้นตั้งเยอะนะคะ พืชผักผลไม้งามมาก ๆ ค่ะ มองแล้วมีความสุขจังเลย”

ชายมีอายุยิ้มอย่างพอใจ

“แล้วดื้อทำให้ระบิลหนักใจมากหรือเปล่า”

“โห…คุณตาไมพูดแบบนี้ละคะ” เด็กสาวเริ่มทำหน้างอ

“ขอบใจมากนะ ระบิล ที่ช่วยดูแลหลานสาวจอมป่วนให้” ผู้สูงวัยหันไปทางผู้จัดการไร่

“โธ่…คุณตา…ตะเกียงไม่ได้มาป่วนซักหน่อยนะ มาช่วยต่างหาก”

“ไม่เป็นไรครับท่าน” พลางพยักหน้ารับอย่างนอบน้อม

“แล้วคุณท่านตรวจสุขภาพเสร็จแล้วหรือครับ”

“ยังหรอก แต่เป็นห่วงระบิล กลัวเอาตะเกียงไม่อยู่ เลยแวะมาดู หมอนัดฟังผลตรวจเลือดอาทิตย์หน้า” เจ้าของไร่พูดพลางหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

“แหม…คุณตาก้อ…เข้าข้างแต่นายระบิลนะคะ”

“ยังไงก็คงต้องฝากระบิลดูแลหลานสาวฉันด้วยนะ ในช่วงที่มาอยู่บ้านไร่”

“ครับท่าน” เขารับคำแต่โดยดี แม้ในใจจะไม่สงบนัก ด้วยนึกว่าคุณท่านกลับมาแล้วจะได้หมดภาระที่จะต้องคอยดูแลสาวน้อยจอมโวยวายเสียที แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่

“ไม่ต้องลำบากระบิลเขาหรอกค่ะ คุณตา ตะเกียงดูแลตัวเองได้”

“ไม่ได้หรอก ตาจะให้เราหัดทำงาน ฝึกงานกับระบิลเขา” ผู้สูงวัยพูดเสียงจริงจัง

“แต่…” ยังพูดไม่ทันจบ คุณตาก็ชิงพูดทับขึ้นมาก่อน

“ไม่มีแต่” เสียงคุณตาเน้นคำอย่างดุ ๆ อยู่ในที

“ก็ได้ค่ะ แต่ต้องมีข้อแลกเปลี่ยนนะคะ“ หน้าหงอย ๆ เปลี่ยนเป็นรื่นเริงขึ้นมาทันที เมื่อนึกอะไรบางอย่างได้

“อะไรอีกล่ะ เอ้า! ว่ามาซิ” คุณตายิ้มกับความไม่ยอมแพ้ของหลานสาว

“จะยอมเป็นนักเรียนที่ดีของนายระบิลก็ได้ แต่ว่า…ต้องให้นายระบิลพาไปเที่ยวในเมืองก่อนนะคะ คุณตา” พูดพลางยิ้มแป้น

ระบิลมองหน้าคุณหนูตะเกียง นึกไม่ถึงว่าเธอจะใช้แผนนี้

คุณตาเลิกคิ้วกับแผนการของหลานสาว คิดว่าหลานสาวคงขอร้องระบิลให้พาไปเที่ยวแล้วแต่คงไม่สำเร็จ

ผู้สูงวัยหัวเราะเบา ๆ มองไปทางผู้จัดการไร่

“ได้…วันไหนล่ะ”

ผู้จัดการไร่เริ่มขมวดคิ้วกับคำอนุญาตของคุณท่าน

“วันนี้เลยค่ะ คุณตาขา….” หลานสาวเจ้าของไร่ลางเสียงยาว รีบเข้าไปบีบนวดให้คุณตาอย่างประจบ

“ได้รึเปล่าล่ะ ระบิล” เจ้าของไร่หันไปถามผู้จัดการหนุ่ม

“วันนี้หรือครับ รถไม่ว่างครับท่าน เกรงว่าจะไม่สะดวก ลุงสีเอารถของท่านไปเช็คสภาพที่อู่แล้วครับ ส่วนคันขาวก็ส่งไปซ่อมอยู่ครับ”

“มอร์เตอร์ไซด์ก็ได้ค่ะ คุณตา” ตะเกียงไม่ยอมแพ้ แอบหันไปทำหน้ายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ใส่ผู้จัดการไร่ตะเกียงไพร

“แน่ใจนะ” คุณตาถามย้ำในความรั้นของหลานสาว

คนถูกถามรีบพยักหน้าทันทีทันใด

“งั้น…ก็พาตะเกียงไปเที่ยวในเมืองหน่อยละกันนะ ระบิล” เจ้าของไร่ตัดสินใจ ที่สำคัญเขาไว้ใจเชื่อใจผู้จัดการไร่

“ครับท่าน” ผู้จัดการไร่รับคำอย่างเสียไม่ได้

“แต่พอกลับมาแล้ว ต้องเชื่อฟังระบิลเขานะ”

“รับทราบ!” สาวน้อยรับคำเสียงหนักแน่น พร้อมกับทำท่าตะเบ๊ะแบบทหาร พลางยิ้มแย้มอย่างร่าเริง

=============

ผู้จัดการไร่ละสายตาจากรถมอร์เตอร์ไซด์คู่ใจเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดินมา มองเห็นหลานสาวเจ้าของไร่ในชุดเสื้อเชิ้ตสบาย ๆ กับกางเกงสามส่วนดูคล่องแคล่วทะมัดทะแมง พร้อมกับรองเท้าผ้าใบคู่เก่ง

“รอนานมั้ยคะ ผู้จัดการ” เด็กสาวดัดเสียงเชิงหยอกล้ออย่างอารมณ์ดี มองเห็นผู้จัดการหนุ่มสวมเสื้อยืดสีขาวสะอาดตา ดูเท่เป็นพิเศษ เพราะปกติจะเห็นแต่เขาใส่เสื้อผ้าเก่า ๆ สีซีดมอซอเสมอ

เขาส่งหมวกกันน็อคให้เธอ

เด็กสาวรับมาสวมอย่างรวดเร็ว แล้วขึ้นนั่งซ้อนท้ายทันที

“เดี๋ยวครับ ล็อคหมวกด้วยครับ” เขาเห็นเธอใส่อย่างลวก ๆ ไปอย่างนั้น

“ไม่เป็นไรหรอกน่า…ไปเหอะ”

“ไม่ได้ครับ” เสียงเรียบธรรมดาเมื่อสักครู่ดุเข้มขึ้นมาทันที ความปลอดภัยของเธอเป็นสิ่งสำคัญที่เขาจะละเลยไม่ได้

สีหน้าเธอบอกอาการเบื่อ ๆ เล็กน้อย แต่ก็ยอมทำตาม แต่ทว่าดันหาที่ล็อคหมวกไม่เจอนี่สิ! จนเขาต้องหันมาจัดการล็อคให้

ตะเกียงจ้องหน้าชายหนุ่ม ดวงตาคู่นั้นที่อยู่ตรงหน้าดูธรรมดา แต่กลับเต็มไปด้วยพลังความมุ่งมั่นมุมานะ แวบหนึ่งที่สายตาของเขาเลื่อนขึ้นมาประสานสายตากับเธอ ไม่รู้ทำไมรู้สึกหน้าชาขึ้นมาทันที มันพาลจะยิ้มอย่างเขินอาย แต่ไม่ได้หรอก มันเสียฟอร์ม รีบกลบเกลื่อนด้วยการฉีกยิ้มให้กว้าง ๆ เข้าไว้

“ขำอะไรครับ” ผู้จัดการหนุ่มสงสัยเมื่อเธอมองหน้าเขาแล้วยิ้มแปลก ๆ แบบนี้ต้องมีอะไรแน่ ๆ

“ฮึ!” เด็กสาวส่งเสียงแหลมอยู่ในลำคอ พลางยักไหล่ สั่นหัวเบา ๆ
“เปล่า….” พลางตีหน้าตายเหมือนไม่มีอะไรจริง ๆ

“บอกมา” ชายหนุ่มย้ำ เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังกลายเป็นตัวตลกในสายตาเธออยู่หรือเปล่า…?

“ไม่มีจริง ๆ ไม่เชื่ออีก”

“จะบอกหรือเปล่าครับ” เขาเน้นเสียง

“ไม่ เอ้ย! ไม่มีอะไรจะบอก”

“งั้นผมไม่พาไปในเมืองนะ ถ้าไม่บอก” ชายหนุ่มพูดพลางดึงกุญแจรถมอร์ไซด์ออกทันที

“นี่…ไม่ได้นะ อย่าขี้โกงดิ”

“งั้นก็บอกมา” เขาหันหน้ากลับมาจ้องหน้าสาวน้อยตรง ๆ

“ก็ได้!” เธอไม่เข้าใจทำไมต้องเป็นฝ่ายยอมเขาทุกที

แล้วจะให้บอกอะไรเล่า ก็แค่………เขิน………… แต่เป็นเหตุผลที่บอกไม่ได้เด็ดขาด!

เด็กสาวเม้มริมฝีปากแน่นอย่างครุ่นคิด

“ก็…แค่…อยากขอบใจที่จะพาไปเที่ยวน่ะ ก็แค่นั้น”

“ไม่เป็นไรครับ เพราะผมต้องทำตามคำสั่งคุณท่านอยู่แล้ว”

“ลำบากใจมากเหรอ” เสียงเธออ่อนลงเมื่อเขาเน้นว่าเป็นแค่การทำตามหน้าที่เท่านั้น

น้ำเสียงนั้นของเธอทำให้เขาไม่กล้าตอบอะไรมากกว่าการนิ่งเงียบ

“ถ้าลำบากใจ….” เธอหยุดพูดเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อไป

“ก็ทนเอาหน่อยนะ” แล้วระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่นใส่

คำพูดของเธอทำให้เขาชะงัก! อยู่ ๆ ก็เปลี่ยนอารมณ์อย่างกระทันหันทันทีแบบนี้ อยากหันไปเขกกะโหลกเธอจริง ๆ ทำเป็นพูดน่าสงสาร แต่ยังไม่มีโอกาสพูดอะไรต่อคนข้างหลังก็ส่งเสียงโวยวายให้สตาร์ทรถออกได้แล้ว เขาเลยต้องรีบทำตาม ได้แต่ส่ายหัวให้กับความเจ้าเล่ห์ของคนซ้อนท้าย

ผู้จัดการไร่ตะเกียงไพรจอดรถมอร์เตอร์ไซด์ไว้ที่ห้างสรรพสินค้ายักษ์ใหญ่ของตัวจังหวัด เขาไม่อยากพาเธอมาเที่ยวห้างเลย แต่…ก็ทนเธอรบเร้าไม่ได้ เพราะเขาอยากสนับสนุนร้านค้าเล็ก ๆ ให้ลืมตาอ้าปากได้ มากกว่านายทุนใหญ่ ๆ ที่ร่ำรวยอยู่แล้ว มองเธอเดินดูโน่นดูนี่อย่างสนอกสนใจ เด็กสาววัยเดียวกับเธอแต่งตัวรัดรูปมองเห็นส่วนเว้าส่วนโค้งส่วนนูนชัดเจน เสื้อแสงตัวเล็กกระจิ๊ดริด แถมกางเกงยังเอวต่ำเผยให้เห็นสีผิวเนื้อหนังใต้ร่มผ้าอย่างง่ายดาย หรือแม้แต่กางเกงในสีอะไรก็มองเห็นได้อย่างชัดเจน เขารู้สึกดีกับหลานสาวเจ้าของไร่ขึ้นมาบ้างที่เธอไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย

“ระบิลหิวแล้วล่ะ “ เธอหันมาบอก

“กินไก่เคเอฟซีกัน”

“คุณรู้รึเปล่าว่า เคเอฟซีเป็นของต่างชาติ สมมุติว่า ไก่ราคา 100 บาท ถ้าต่างชาติถือหุ้นอยู่ 49% เขาก็ขนเงินออกนอกประเทศไทยไป 49 บาทนะครับ”

“ขนาดนั้นเลยหรอ” เธอไม่เคยรู้มาก่อนเลย

“ช่วยกันกินของไทยใช้ของไทยดีกว่า ให้เงินไหลอยู่ในประเทศไทยนะครับ”

“ก็ได้ งั้นกินไอสกรีมแทนนะ”

“ได้ครับ เดี๋ยวผมจะพาไปกินเจ้าประจำครับ เจ้านี้ทำอร่อย”

และแล้วเขาก็พาเธอออกจากห้างไปตลาดแทน เดินผ่านร้านขนมไทย ๆ น้ำแข็งใสสีหวาน ขนมปังนึ่งไส้สังขยา ร้านกาแฟ ร้านข้าวแกง ร้านขนมจีน เป็นต้น

รวิวารมองขนมปังในมือที่มีไอติมกระทิสดสีขาวอยู่ 5 ลูก แถมด้วยลูกชิด มันเชื่อม และถั่วลิสง มองไอศกรีมตรงหน้าอย่างงง ๆ เธอเคยกินแต่ไอสกรีมที่หน้าตาเหมือนขนมเค้กที่ตกแต่งหน้าตาอย่างสวยงามด้วยครีมและช็อคเกอร์แลต

“ลองทานดูสิครับ” เขาเห็นเธอยังเอาแต่มองอยู่

“อร่อยแน่นะ”

ชายหนุ่มพยักหน้า

“เป็นไงครับ ใช้ได้มั้ย” เมื่อเห็นเธอกัดเข้าไปคำหนึ่ง

“อืม ๆ ก็โอเคนะ” กินไปพลางส่งยิ้มให้ผู้จัดการหนุ่มที่ยืนกินไอติมอยู่ข้าง ๆ เธอรู้สึกว่าไอติมไม่ค่อยอร่อยอย่างที่เธอเคยกินหรอก แต่การได้มีเขาอยู่ข้าง ๆ มองดูเขาเป็นกันเองกับเธอ ไม่รู้ทำไมรู้สึกดี รู้สึกสนุก และมีความสุขที่มีเขาคอยดูแลแบบนี้

เดินเลยไปหน่อยมีถังกลม ๆ ทรงสูง พอคนขายเปิดฝาใบโตขึ้นมา จะมีช่องกลม ๆ เล็ก ๆ มีไม้เสียงอยู่ทุกช่อง คนขายกำลังเขย่าถังกลม ๆ ไปมา

“ตอนเด็ก ๆ ผมได้กินแต่ไอติมแบบนี้นะครับ เขาเรียกว่าไอติมหวานเย็น” เขาซื้อไอติมหวานเย็นสีส้มมาสองอันยื่นให้เธออันหนึ่ง

“กินแล้วทำให้นึกถึงตอนเด็ก ๆ ครับ”

“คนเยอะจัง” เธอมองเห็นผู้คนเริ่มมากขึ้นเมื่อตะวันใกล้ลับฟ้ามากเท่านั้น

“วันนี้มีตลาดนัดด้วยครับ คนเลยเยอะเป็นพิเศษ” เขามองดูผู้คนตามที่เธอบอกแล้วหันกลับมาตอบเธอ แต่ปรากฏว่าเธอเหายไป!!

อ้าว! ตายล่ะ! หายไปไหนเนี่ย!

เขารีบเดินตามหาเธอด้วยความกระวนกระวายใจ เดินหาอยู่นาน….ใจรู้สึกไม่ดีเลย ทั้งเป็นห่วงทั้งกังวลใจสาระพัด คิดไปต่าง ๆ นา ๆ แต่ในที่สุดก็มองเห็นเธอ หลานสาวเจ้าของไร่หน้ายุ่ง ชะเง้อคอมองหาเขาไปมา สีหน้าหงุดหงิดเอาการ

รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าชายหนุ่ม สิ่งที่คิดกังวลอยู่ในใจเริ่มผ่อนคลายลง เมื่อใกล้ถึงตัวเธอรีบวางสีหน้าเคร่งขรึม

รวิวารมองเห็นผู้จัดการไร่เดินมา สีหน้ายุ่ง ๆ หงุดหงิดจางไปในทันที มีรอยยิ้มเข้ามาแทนที่ พลางจ้ำอ้าวเดินเข้าไปหา

“นายไปไหนมา ไม่รอกันบ้างเลย ฉันนึกว่านายจะทิ้งฉันได้ลงคอ” เกือบเผลอเข้าไปจับมือชายหนุ่มเอาไว้ด้วยความดีใจซะแล้ว ดีที่รู้ตัวทัน

ชายหนุ่มมองเด็กสาวกระเง้ากระงอด ทำตาแดง ๆ เชียว ดูน่าสงสาร

“ไม่กล้าทิ้งหรอกครับ ว่าแต่เรากลับกันเถอะ”

“อะไรกัน จะให้กลับแล้วหรอ” เสียงอ่อย ๆ เปลี่ยนเป็นโวยวายขึ้นมาทันควัน

“ผมไม่อยากให้กลับค่ำครับ”

เด็กสาวจึงพยักหน้าตามเขากลับแต่โดยดี

ท้องฟ้าเริ่มโพล้เพล้ใกล้ค่ำ แสงสีส้มจางกำลังจะจางไปจากขอบฟ้า ระบิลขับมอร์เตอร์ไซด์อย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ ระหว่างทางมีอุบัติเหตุ ทำให้รถบนถนนชะลอตัวและเคลื่อนตัวได้ช้าสลับกับการหยุดนิ่ง เมื่อเขาขับมาถึงจุดเกิดเหตุ จึงพบรถบรรทุกพลิกคว่ำอยู่กลางถนน 2 คัน พืชไร่ที่บรรทุกมากระจัดกระจายเต็มพื้นถนน ตำรวจกำลังเคลียร์ถนนหนทาง รถจึงวิ่งได้แค่เลนเดียว

คนซ้อนท้ายกระตุกชายเสื้อยืดของเขา พร้อมกับละล่ำละลักบอกด้วยเสียงสั่น ๆ

“ระบิลรีบไปจากตรงนี้เถอะ”

ระบิลทำตามที่หลานสาวเจ้าของไร่บอก เพราะเธอคงเห็นผู้ตายที่นอนเลือดอาบอยู่กลางถนน เข้าใจว่าแรงเหวี่ยงจากการกระแทกคงทำให้ร่างของหนุ่มใหญ่กระเด็นออกมาศีรษะน็อคกับพื้นถนนตายค่าตายที่ แถมใบหน้าเหวอะหวะของผู้ตายนั้นดันหันออกมาทางด้านที่เขากำลังขับรถผ่านพอดี

ความมืดโรยตัวไปทั่วสารทิศ อุบัติเหตุทำให้การเดินทางกลับไร่ตะเกียงไพรเป็นไปอย่างล่าช้า ถนนหนทางมืดมิด ที่ผู้จัดการหนุ่มหวั่นใจที่สุดคือ เคยมีข่าววัยรุ่นมาดักจี้คนที่ขับรถผ่านไปมาเส้นนี้บ่อย ๆ ได้แต่ภาวนาขอให้อย่าเกิดเหตุการณ์อย่างนั้นขึ้นกับเลย แต่มันกลับผิดคาด เมื่อมองเห็นเด็กหนุ่มสามสี่คนยืนอยู่กลางถนนในความมืดและพวกนั้นโบกให้เขาจอดรถ

ตายล่ะ! ไอ้พวกเวรเอ๊ย!

เขาสบถอยู่ในใจ

“คุณตะเกียงครับระวังตัวนะ จับแน่น ๆ นะครับ” ผู้จัดการไร่หันมาบอกคนซ้อนท้ายให้เตรียมพร้อม

เกิดอะไรขึ้น!

ความสงสัยเกิดขึ้นในสมอง เธอยังไม่ได้ถามเขาในทันที พลางชะเง้อมองไปข้างหน้า รู้ว่าเวลานี้ไม่ใช่เวลาที่ต้องถาม เธอควรทำตามที่เขาบอกอย่างเคร่งครัด และควรมีสติตื่นเต็มตลอด

เป็นไงเป็นกัน! จอดให้โง่สิ!

เขาตัดสินใจตบเกียร์บิดเร่งคันเร่ง แล้วดับไฟหน้าทันที เอาเท้าถีบพวกที่ยืนเซ่อเกะกะอยู่กลางถนนให้พ้นทาง

รถกระชากเมื่อเขาบิดคันเร่ง ร่างเล็กแทบปลิวไปกับแรงกระชากนั้น แต่เนื่องจากเธอมีสติตลอดเวลา มือจับเหล็กด้านหลังเบาะมอร์เตอร์ไซด์แน่น กลัวจะตกใจเผลอกอดคนที่อยู่ข้างหน้าเหมือนครั้งก่อนอีก

เมื่อรถวิ่งไปไกลระยะหนึ่ง จนมั่นใจว่าปลอดภัยแล้ว จึงลดความเร็วลง ก่อนเลี้ยวรถเข้าสู่ถนนทางเข้าบ้านไร่ตะเกียงไพร

“คุณตะเกียงไม่เป็นไรใช่มั้ยครับ” เขาถามคนซ้อนท้ายที่นั่งเงียบกริบ

“ฉันไม่เป็นไร”

เมื่อเขาได้ยินเสียงเธอค่อยรู้สึกสบายใจขึ้น

รถเลี้ยวเข้าสู่ไร่ตะเกียงไพร ผู้จัดการหนุ่มรู้สึกโล่งใจ แต่โล่งใจได้ไม่นานอยู่ ๆ รถก็ดับไปเฉย ๆ แล้วสตาร์ทไม่ติด ทั้งคู่ตกอยู่ในความมืดมิดทันทีเมื่อไร้แสงไฟหน้ารถ

เป็นอะไรอีกเนี่ย!

ผู้จัดการหนุ่มเริ่มหงุดหงิด ผ่อนลมหายใจออกเบา ๆ ก่อนเพ่งสายตาไปที่พลายน้ำของหน้าปัดรถมองเห็นขีดน้ำมันหมดถังเลย

ระบิลเอ๊ย…!! ให้มันได้ยังงี้สิ!

เขาลืมสนิทเลยว่าน้ำมันใกล้หมดถัง

“เป็นอะไรหรอ ระบิล”

“น้ำมันหมดครับ เราคงต้องเดินแล้วล่ะ”

“อีกไกลไหม” เธอถามพลางก้าวลงจากรถ

“เกือบ 2 กิโลครับ” เขาเปิดเบาะรถคลำหาอะไรบางอย่างไปมา

เด็กสาวมองรอบตัวมืดสนิทไม่มีแสงอะไรเลยนอกจากความมืดและมืด มืดตึ๊ดตื๋อ มืดอย่างที่มองไม่เห็นอะไรเลย เธอไม่เคยอยู่กับความมืดมิดขนาดนี้เลย แถมอยู่กลางป่ากลางสวนอีกต่างหาก ใจคอหวั่น ๆ รู้สึกกลัวขึ้นมาจับใจ ภาพของคนตายที่เห็นตอนขับรถผ่านยังติดตาติดใจติดอยู่ในสมอง ทำให้รู้สึกยิ่งกลัวเข้าไปกันใหญ่

“มืดจังเลย…ระบิล…ฉันมองไม่เห็นอะไรเลย”

ผู้จักการหนุ่มฟังเสียงหลานสาวเจ้าของไร่ก็รู้ว่าเธอกำลังกลัว…

สาวน้อยใจชื้นขึ้นเมื่อเห็นแสงสว่างจากไฟฉาย

“ดีจังเลยมีไฟฉายด้วย”

ชายหนุ่มแกล้งเอาไฟฉายมาจ่อที่ปลายคางของตนเอง

“บ้า!! ไม่เอานะ อย่าแกล้งกันดิ” เด็กสาวตะโกนลั่น

ระบิลหัวเราะเบา ๆ แล้วลดไฟฉายลง

“ความมืดก็มีความสวยงามนะครับ ถ้าเรามองให้เห็นความสวยงาม ความเงียบ และความสงบ”

สวยตรงไหน?

เธอยังคิดไม่ออก มองยังไงมันก็น่ากลัวอยู่ดี แต่ไม่อยากจะเถียงเขา ได้แต่เงียบ

ทั้งคู่เดินผ่านสวนท่ามกลางความมืดที่มีเพียงลำแสงของไฟฉาย สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นมะม่วง มะละกอ สลับกับต้นกล้วย เป็นต้น

ชายหนุ่มมองขึ้นไปบนท้องฟ้า ม่านราตรีกาลประดับประดาด้วยดวงดาวนับล้านดวงส่องแสงระยิบระยับวับวาวสุกใส คืนนี้ฟ้าเปิด เป็นข้างแรม ไม่มีแสงจันทราคอยเป็นเพื่อนดาวเหมือนอย่างเคย

“มองขึ้นไปบนท้องฟ้าสิครับ”

คุณหนูตะเกียงละสายตาจากพื้นดินที่คอยจดจ่ออยู่กับลำแสงของไฟฉายขึ้นมามองท้องฟ้ากว้างของราตรีกาล

“โอ้โห…สวยจังเลย….” น้ำเสียงเธอดูตื่นเต้น เมื่อเห็นนทะเลดาวบนท้องฟ้าอันงดงาม

เธอนึกถึงคำพูดของเขาเมื่อครู่นี้ ความสวยงามของความมืด ถ้าไม่มีความมืดก็ไม่อาจเห็นดาวสวยงามอย่างนี้ อีกมุมหนึ่งของความมืดมีความสวยงามซ่อนอยู่ ถ้าเธอมัวแต่กลัวคงไม่มีโอกาสได้เห็นความงดงามละลานตาอย่างนี้ได้เลย แค่รู้จักเปลี่ยนความคิดก็จะได้เจออีกมุมหนึ่งที่งดงาม

“นั่นอะไรน่ะ ระบิล” รวิวารมองเห็นแสงสีส้มเล็ก ๆ ลอยไปมาในอากาศ

“หิ่งห้อยใช่มั้ย…” น้ำเสียงเธอตื่นเต้นมาก เพราะอยู่ในเมืองการจะได้เห็นหิ่งห้อยนั้นเป็นไปได้ยากยิ่ง

“ใช่ครับ”

“สวยจัง….” เด็กสาวมองหิ่งห้อยตัวน้อยบินไปบินมาในอากาศ ตามต้นหญ้าข้างทาง

ผู้จัดการไร่ตะเกียงไพรปิดไฟฉาย

ทันทีที่เขาปิดไฟฉาย สาวน้อยข้าง ๆ ก็ตกใจร้องเสียงหลง เข้ามาเกาะแขนเขาแน่นแจ

“ปิดทำไม!” เธอถามเสียงดัง

ชายหนุ่มตกใจเช่นกันที่อยู่ ๆ เธอก็โดดเข้ามากอดแขนในระยะประชิดตัวขนาดนี้ มือรีบกดสวิชต์เปิดไฟฉายทันที

“ผม…อยากให้คุณได้ดูหิ่งห้อยสวย ๆ กับทะเลดาวอย่างชัดเจนไงครับ”

“จะปิดก็ไม่บอกซักคำตกใจหมดเลย” เธอละมือจากแขนชายหนุ่มเมื่อมีแสงสว่างจากไฟฉาย สายตาจดจ่ออยู่บนฟ้ากว้าง

“ลองปิดดูก็ได้” เธออยากรู้เหมือนกันว่า ถ้าไม่มีแสงอะไรรบกวนเลย หมู่ดาวกับฝูงหิ่งห้อยตัวน้อย ๆ จะสวยงามขนาดไหน

เขาจึงปิดไฟฉายตามที่เธอบอก

ดาวน้อยใหญ่เด่นอยู่ท่ามกลางความมืดมิดของม่านราตรีกาล ช่างงดงามเหลือเกิน หิ่งห้อยตัวน้อย ๆ บินไปมาพร้อมกับแสงสีทองเล็ก ๆ ช่างน่าอัศจรรย์

“อยากดูตัวหิ่งห้อยมั้ย ว่าเป็นตัวยังไง”

“อยากสิ”

ทั้งคู่นั่งลงมองตามหิ่งห้อยที่บินร่อนลงจอดบนพื้นดิน ผู้จัดการหนุ่มเปิดไฟฉายส่องตัวหิ่งห้อยที่มองเห็นเป็นแมลงสีน้ำตาล

“อ๋อ…ตัวเป็นแบบนี้เอง”

แสงไฟจากไฟฉายค่อย ๆ หรี่แสงจางลง

“ถ่านจะหมดหรอ” คนที่อยู่ข้าง ๆ ใจเสีย

“สงสัยครับ เพราะตั้งแต่ผมใช้มายังไม่เคยเปลี่ยนถ่านเลย” พูดพลางเขย่าไฟฉายไปมา แต่ทว่ายิ่งเขย่ากลับยิ่งทำให้ไฟฉายดับไปเฉย ๆ

รวิวารแทบจะกระโดดเข้ามาเกาะแขนชายหนุ่มไว้แน่น ถึงความมืดจะมีความสวยงาม แต่เธอก็ยังกลัวความมืดอยู่ดี และตอนนี้เป็นความมืดที่จะไม่มีแสงสว่างอีกแล้ว

“ดับจริง ๆ หรอ” เธอมองไม่เห็นแสงจากไฟฉายอีกเลย ได้ยินเสียงเขาพยายามเขย่าให้มันติด แต่มันยังไม่ยอมติด

“ฉันขอ…จับแขนนาย…ได้รึเปล่า…” เธอรู้สึกกลัวจริง ๆ และรู้สึกว่า เธอต้องพึ่งเขาแล้วตอนนี้

ผู้จัดการไร่รู้สึกลำบากใจ ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยยอมให้ผู้หญิงคนไหนมาเกาะแขนแจขนาดนี้เลย แต่มือของเธอที่จับแขนเขาไว้แน่นส่งผ่านความรู้สึกกลัวมาถึงเขา และน้ำเสียงของเธอที่ขอร้อง ทำให้เขาได้แต่นิ่งเงียบไม่อาจบอกปฏิเสธ และไม่ได้ดึงแขนคืนราวกับยินยอมอยู่ในที

“คุณตะเกียงรู้จักดาวอะไรบ้างครับ” ชายหนุ่มชวนเธอพูดคุย ให้เธอเลิกจดจ่อกับความมืด และคลายจากความกลัวลงบ้าง

“ไม่ค่อยรู้จักดาวอะไรเลย แล้วนายรู้จักดาวอะไรบ้างล่ะ”

“ก็ไม่ค่อยรู้จักเหมือนกันครับ”

เด็กสาวหัวเราะเสียงดัง “โธ่เอ๊ย! นึกว่ารู้ซะอีก”

ระบิลหัวเราะตามเบา ๆ เขารู้สึกว่ามืออุ่น ๆ ที่จับแขนเขาเอาไว้เริ่มผ่อนคลายจากความกลัวลง

“ระบิลดูดาวกลุ่มโน้นสิ นายว่ารูปร่างเหมือนอะไรเหรอ” เธอเริ่มเป็นฝ่ายชวนเขาพูดคุย

เขาตอบตัวเองไม่ได้เลยว่าการที่มีเธออยู่ข้าง ๆ เกาะแขนไว้แบบนี้รู้สึกอย่างไร เป็นความรู้สึกแปลก ที่ยังค้นหาคำตอบไม่ได้ ทุกครั้งที่ได้อยู่ใกล้ ๆ คุณหนูตะเกียง รู้สึกมีชีวิตชีวา เพราะเธอทำให้ชีวิตเรียบ ๆ สงบ ๆ ของเขาวุ่นวายเหลือเกิน

เรือนไม้สักสีทองเด่นตระหง่านอยู่ท่ามกลางความมืดมิดของยามราตรีกาล กลางหุบเขาที่ยังเป็นป่าอุดมสมบูรณ์ แสงโคมไฟรูปตะเกียงสว่างจ้ามองเห็นแต่ไกล เมื่อใกล้ถึงเรือนใหญ่แห่งบ้านไร่ตะเกียงไพร เริ่มมีแสงสว่างสลัว ๆ หลานสาวเจ้าของไร่จึงละมือจากแขนชายหนุ่ม

“ขอบใจนายมากเลยนะ ที่พาฉันไปเที่ยววันนี้ สนุกมากเลย” เธอบอกเขาเมื่อเดินมาถึงเรือนไม้สัก

“ไม่เป็นไรครับ ผม…” เขายังพูดไม่ทันจบ เธอก็พูดทับขึ้นมาอย่างรู้ทัน

“ถึงนายจะทำไปตามคำสั่ง ตามหน้าที่ก็ตามเถอะ ถ้าฉันทำให้นายลำบากไม่ว่าเรื่องอะไรก็ต้องขอโทษนายด้วยนะ”

“ไม่เป็นไรครับ”

“ราตรีสวัสดิ์นะ” เด็กสาวยิ้มให้แล้วเดินไปยังห้องพักอย่างร่าเริงมีความสุข

============


โดย: ริเศรษฐ์ วันที่: 7 พฤศจิกายน 2549 เวลา:21:58:03 น.  

 
ตอนที่ 7

ผู้จัดการไร่เอนตัวพิงพนักระเบียง สายตาเลื่อนลอยมองพระอาทิตย์กำลังขึ้นจากเหลี่ยมเขาด้านตะวันออก ท้องฟ้าเป็นสีชมพูจาง ดาวศุกร์เป็นดาวดวงสุดท้ายที่คอยบอกลาท้องฟ้าเพื่อเข้าสู่เช้าวันใหม่ 3-4 วันมานี้เขาไม่รู้เป็นอะไร รู้สึกไม่ค่อยสดชื่นเลย มันเงียบเหงายังไงชอบกล จนมีหลายคนทักว่าเป็นอะไรรึเปล่า เขาไม่อยากจะเชื่อจริง ๆ ว่าตัวเขาเองจะดูแย่ขนาดนั้นเชียวหรือ เป็นเพราะอะไร เขาพยายามค้นหาสาเหตุ ทุกอย่างในชีวิตของเขาเหมือนเดิมทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นการกิน การนอน การทำงาน การพักผ่อน ไม่มีอะไรแตกต่างกัน ผู้ร่วมงานก็เหมือนเดิม ทีมเดิม เพียงแต่….

ระบิลสะดุ้งเมื่อขนนุ่ม ๆ มาคลอเคลียอยู่ที่หน้าแข้งไปมา จึงก้มลงมอง เห็นแมวหนุ่มขนฟูกำลังอ้อนประจบเขาอยู่ พอก้มลงมอง มันก็ส่งเสียงแหลมร้องทักทาย สบตาเขาด้วยนัยตาสีเหลืองสดใส

“ว่าไงฟักทอง” เขาทักทายแมวน้อยขนสามสีเหมือนเปลือกฟักทองตัวกลม แล้วขยับตัวลงมานั่งบนพื้นลูบหัวมันเบา ๆ อย่างเอ็นดู

“เมื่อคืนเที่ยวดึกล่ะสิ! เกเรนะเรา” ยกมะเหงกเขกกะบาลมันเบา ๆ อย่างหมั่นเขี้ยว

เจ้าสี่ขาเอนตัวลงล้มแผละนอนเรียกร้องความสนใจ อันเป็นนิสัยเฉพาะตัว ไม่ว่าเจอใครก็ตามจะเที่ยวล้มแผละใส่เขาอ้อนไปทั่ว ทำให้คนที่มองมันอดเอ็นดูปนหมั่นไส้ไม่ได้

“หน้าฉันดูเซ็งมากเลยเหรอฟักทอง ทำไมมีแต่คนถามว่าฉันเป็นอะไร”

“แง้ว….” ฟักทองรับคำเสียงยาวเหมือนจะบอกเจ้านายว่า แม่นแล้วเจ้านาย

“ไม่เอาน่า…ฟักทอง เป็นแมวห้ามโกหกรู้มั้ย” เขาเอานิ้วจิ้มที่หน้าผากเจ้าเหมียวเบา ๆ

“แง้ว……….” เจ้าเหมียวร้องอีกราวกับจะถามว่า เป็นเพราะอะไรล่ะ เจ้านาย ก่อนจะคลานขึ้นมานั่งบนตักชายหนุ่มอย่างออเซาะ โดยปกติเขาจะลุกหนีเมื่อมันทำท่าจะถือวิสาสะขึ้นมานั่งบนตักเขา แต่วันนี้เขาปล่อยให้มันขึ้นมานั่งได้ แถมยังช่วยเกาคอให้มันอีกต่างหาก เจ้าเหมียวคอยืดคอยาวให้เขาเกาคอให้อย่างสบายอกสบายใจ

“เพราะอะไรน่ะเหรอ นั่นสิ!”

เจ้าฟักทองวางคอบนหน้าขาของเขาอย่างมีความสุข หลับตาพริ้มเชียว

“คิดถึงใครบางคนมั้ง?” เขาบอกมันในใจ ไม่อยากจะยอมรับตัวเองเลยว่าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ยิ่งเห็นเจ้าฟักทองก็ยิ่งทำให้คิดถึงใครคนนั้น เพราะเธอจะต้องหยุดเกาคอให้แมวหนุ่มทุกครั้งที่เจอกันแบบที่เขากำลังทำอยู่นี้ ตั้งแต่คุณหนูตะเกียงตามคุณท่านไปเยี่ยมญาติในเมือง ทำไมเขากลับรู้สึกเงียบเหงายังไงไม่รู้ ทั้ง ๆ ที่น่าจะดีใจที่ไม่มีตัวยุ่งก่อความวุ่นวายให้ปวดหัว ชีวิตกลับสู่ความเงียบ ความสงบอีกครั้ง น่าจะสบายใจที่ไม่ต้องคอยติดตามคอยดูแลใคร น่าจะรู้สึกดีที่ไม่ต้องมีภาระ มีคนติดสอยห้อยตามไปทุกหนทุกแห่ง มันน่าจะดีนะ แต่…เฮ้อ….ไม่เข้าใจตัวเองเลย ทำไมไม่เหมือนเดิม

เสียงรถขับเข้ามาทำให้เขาหันไปมอง

“ฟักทองใครมาน่ะ ไปดูซิ” ชายหนุ่มตบสีข้างเจ้าเหมียวให้ลุกขึ้น มันก็ไม่ยอมลุก จนเขาต้องเขย่าตัวแมวหนุ่มแรงๆ

เจ้าเหมียวค่อย ๆ ลุกขึ้นอย่างขี้เกียจ ยืดขาหน้ายาวไปข้างหน้า กางกงเล็บออกเต็มที่ ก่อนอ้าปากหาวอย่างกว้างสุด ๆ

“แง้ว……” เจ้าฟักทองเดินกลับมา ราวกับจะบอกว่า คนที่เจ้านายคิดถึงไงมาแล้ว

“บ้าน่า…..ทำเป็นรู้ดี” เขาเขกกะโหลกแมว รู้สึกเหมือนตัวเองก็บ้าที่นั่งคุยกับแมวอยู่ได้ พูดเองเออเองหมด แต่ก็รู้สึกดีขึ้นที่ได้คุยได้ระบายอะไรออกไปบ้าง ถึงแม้มันจะไม่รู้เรื่อง แต่รู้สึกดีเหมือนมันคอยอยู่เป็นเพื่อน แค่นั่งเงียบ ๆ ก็รู้สึกเหมือนกับคอยปลอบใจ คอยให้กำลังใจ คอยรับฟังโดยไม่มีข้อโต้แย้งคัดค้านใด ๆ ที่สำคัญมันจะไม่เอาความในใจของเขาไปเที่ยวบอกใครแน่นอน

ภาพหลานสาวเจ้าของไร่ปรากฏขึ้นมาให้หัวสมอง วันที่เขาพาเธอไปช่วยดำนา กลางแดดจัดจ้าของยามเที่ยงวัน เห็นเธอทำงานไม่มีหยุดเลย ถ้าเขาไม่หยุดก็ดูเหมือนเธอจะไม่ยอมหยุดด้วยเช่นกัน แม้ว่าเธอจะไม่เคยทำมาก่อน ท่าทางเก้งก้างของหลานสาวเจ้าของไร่น่าขำระคนน่าเอ็นดู ก้ม ๆ เงย ๆ ปักดำต้นกล้าไปเรื่อย ๆ คุณหนูอย่างเธอที่เขาเคยดูถูกว่า คงจะไม่มีความอดทนซักเท่าไหร่ คงจะทำอะไรได้ไม่กี่น้ำ ร่างบอบบางอย่างนั้น คงทำงานหนักไม่ได้ แต่เธอทำให้เขาต้องทึ่ง ไม่นึกว่าเธอจะอึดมีน้ำอดน้ำทนได้ถึงเพียงนี้

พอเสร็จงาน คุณหนูตะเกียงจอมเฮี้ยวแทนที่จะหมดแรง กลับทำตัวเป็นหัวหน้าเด็ก พาเด็ก ๆ เล่นปาโคลน แล้วเขาหรือจะรอด กลับกลายเป็นเป้าเคลื่อนที่ที่วิ่งหนีแทบไม่ทัน เนื้อตัวเปรอะเปลื้อนมอมแมมเลอะขี้โคลนดำเมี่ยมไปตาม ๆ กัน วิ่งหนีวิ่งหลบกันเป็นพัลวัลอย่างสนุกสนาน พวกเด็ก ๆ ก็เหลือเกินน่าจับมาตีนัก ซนยังกะลิง วิ่งไล่จับกันจนล้มลุกคลุกคลานไปกับขี้โคลน ครั้งหนึ่งคุณหนูตะเกียงถูกเด็ก ๆ ชนจนเซมากระแทกเขาเสียหลักล้มไปทั้งคู่ ไม่วายเด็ก ๆ กรูกันเข้ามากระโดดกอดพร้อม ๆ กันเป็นสิบยังกับเล่นลักบี้ยังไงยังงั้นแหละ มองหน้าแต่ละคนแล้วอดหัวเราะไม่ได้ ดูไม่แตกต่างกันเลย ดูไม่ได้ มอมแมม ดำปี๋ไปตาม ๆ กัน

ผู้จัดการหนุ่มไม่เคยรู้สึกสนุกสนานเต็มที่อย่างนี้มาก่อนเลย นานแล้ว…ชีวิตที่ต้องรับผิดชอบตัวเองตั้งแต่เด็ก ช่วยแม่ทำงานหาเงิน หาเลี้ยงตัวเอง ไม่มีเวลาไปวิ่งเล่นเหมือนเด็ก ๆ คนอื่น ๆ ใบหน้ารู้สึกชาวาบขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ เมื่อนึกถึงแก้มเปื้อนขี้โคนของคุณหนูที่ห่างปลายจมูกของเขาไปนิดเดียว ไออุ่นจากตัวเธอที่มีโอกาสได้ใกล้ชิดเป็นพิเศษในวันนั้น คิดถึงทีไร หน้าเขามันแดงขึ้นมาทุกที เช้าวันรุ่งขึ้นได้ยินเธอบ่นปวดเมื่อยเนื้อตัวราวกับสายตัวแทบขาด คงจะปวดระบมไปหมด ป่านนี้อาการปวดเมื่อยเนื้อตัวของเธอจะหายดีหรือยัง

เขาคิดถึงเธอ….เป็นห่วงเธอ…

“ระบิล!! ฉันกลับมาแล้ว” เสียงใสแจ๋วดังมาก่อนที่ตัวจะมาถึงเสียอีก

ชายหนุ่มสะดุ้งสุดตัว หันขวับไปตามเสียง กำลังงงว่า ตัวเองหูแว่วหรือเปล่า กำหนดการเธอจะไปตั้งห้าวัน นี่เพิ่งสามวันเอง

เมื่อหลานสาวเจ้าของไร่ก้าวเท้าพ้นบันไดขั้นสุดท้ายมองเห็นผู้จัดการไร่ รู้สึกดีใจเหลือเกินที่ได้เห็นหน้าชายหนุ่ม กลัวว่าจะไม่เจอกัน ถ้าเขาออกไปไร่เสียก่อน เลยรีบให้คนรถบึ่งมาถึงแต่เช้า อยากจะบอกเขาว่าคิดถึงจังเลย แต่ก็พูดตามอย่างใจนึกไม่ได้

“กลับมาแล้วหรือครับ” เขารู้สึกดีใจเช่นกันที่เห็นเธอกลับมา ใบหน้าชายหนุ่มที่เคยเรียบเฉยอมยิ้มเล็กน้อย แต่แววตาคู่นั้นเป็นประกายแจ่มใส ไม่อาจปกปิดความรู้สึกดีดีที่บ่งบอกออกมาทางแววตา มองใบหน้าเด็กสาวที่แดงจัดเนื่องจากถูกแดดแผดเผาในวันที่เขาพาไปดำนาเมื่อ 3 วันก่อน รอยไหม้เกรียมยังไม่จางไป

“ฉันขอกลับมาก่อนน่ะ ไม่ชอบคนเยอะ ๆ วุ่นวายไงไม่รู้สิ” พลางเหลือบมองเห็นฟักทองนั่งอยู่ข้าง ๆ ผู้จัดการไร่

“อ้าว!! ฟักทอง คิดถึงจังเลย” สาวน้อยรีบสาวเท้าเดินเข้าไปหา ย่อตัวลงลูบหัวเจ้าเหมียว ใจอยากบอกเขาเหลือเกินว่าคิดถึงมากมายแค่ไหน ได้แต่บอกเจ้าเหมียวแทน

“คิดถึงกันบ้างหรือเปล่า” อยากจะถามเขาจัง ได้แต่แกล้งถามเจ้าแมวเหมียวตัวกลมไปอย่างนั้นเอง

“คิดถึงครับ”

เด็กสาวชะงัก! อย่างงง ๆ กระพริบตาปริบ ๆ

เฮ้ย! หูฝาดไปป่าวเนี่ย!!

ไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองเท่าไหร่ เงยหน้ามองชายหนุ่มทันที

สายตาของเธอทำให้เขาผงะเล็กน้อย สติกลับคืนมาจากการลืมตัวสุด ๆ

“เอ่อ…ฟักทองครับ มัน…คง…คิดถึงคุณ” เขาตอบตะกุกตะกักแก้ตัวที่เผลอหลุดปากพูดออกไปอย่างนั้น ทั้ง ๆ ที่ตั้งใจจะบอกเธออยู่ในใจต่างหาก แต่ดันหลุดเป็นถ้อยคำออกไปได้ยังไงกัน

“ใช่มั้ย…ฟักทอง”

“จริงเหรอ…ฟักทอง”

เธอกับเขาพูดขึ้นพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดแนะ พลางเอามือลูบหัวแมวแก้เก้อพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย มีผลทำให้มือของเขาบังเอิญวางอยู่บนหลังมือของเธออย่างไม่ได้ตั้งใจ

เหมือนกระแสไฟฟ้าวิ่งแปล๊บเข้ามาที่หัวใจ ทำไงดีเนี่ย… ราวกับจะทำอะไรไม่ถูก แต่แล้วรีบทำไม่รู้ไม่ชี้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น คุณหนูตะเกียงรีบเลื่อนมือออกจากฝ่ามืออุ่นของบุรุษ รีบอุ้มเจ้าฟักทองขึ้นมาหันไปทางอื่นโดยที่ไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าผู้จัดการไร่ตะเกียงไพรแม้แต่น้อย

โชคดีที่คุณหนูตะเกียงอุ้มเจ้าฟักทองหันไปทางอื่น มิฉะนั้น! คงได้เห็นใบหน้าผู้จัดการไร่กำลังแดงจัด ชายหนุ่มผ่อนลมหายใจออกยาว ๆ เพื่อควบคุมการเต้นของหัวใจที่กำลังรัวเป็นกลองชุดอยู่ข้างใน

“คิดถึงจริงเหรอฟักทอง”

“คิดถึงจริง ๆ กั๊บ” ผู้จัดการไร่ดัดเสียงแมวเดินตามไป หลังจากที่ควบคุมกลองรัวในหัวใจให้สงบลงได้แล้ว

รวิวารหัวเราะอย่างขำสุดขีด ผู้จัดการไร่ตะเกียงไพรที่ชอบเก๊กหน้าเคร่งขรึมจนเฉยชา มีอารมณ์นี้ด้วยหรือ ทำให้เขาเองก็กลั้นหัวเราะไม่ไหวขำตัวเองเช่นกัน

“วันนี้นายมีโปรแกรมทำอะไรบ้างล่ะ” หลานสาวเจ้าของไร่ถามโดยยังไม่ยอมเงยหน้ามองผู้จัดการหนุ่ม มือยังคงวนเวียนอยู่กับการลูบไล้ขนนุ่ม ๆ ของเจ้าฟักทองเล่น

“วันนี้เรามีงานช่วยกันฟาดข้าวครับ จะมีการทำอาหารเลี้ยงกันในตอนเช้า ตอนสายเราก็จะเริ่มฟาดข้าวกันเลย ผมว่ากำลังจะออกไปพอดี”

“ฉันไปด้วยนะ” เธอมองหน้าผู้จัดการหนุ่มราวกับจะขออนุญาต

“ว่าแต่หายปวดเมื่อยแล้วหรือครับ ไหวหรอ” ชายหนุ่มถามไถ่อย่างห่วงใย

“หายแล้วล่ะ” เธอบอกเขาด้วยน้ำเสียงแจ่มใส แม้จะยังไม่หายดีก็ตาม

“งั้นไปกันเลยนะครับ”

ผู้จัดการไร่ตะเกียงไพรพาหลานสาวเจ้าของไร่เดินผ่านแปลงนาต้นข้าวสีเขียวสดใสกำลังงาม ลมพัดพริ้วเย็นสบาย แดดอุ่นยามสายสีทองแผ่รังสีโอบกอดพื้นปฐพีและทุกสิ่งบนพื้นโลกไว้ด้วยความรัก ฟ้าสีฟ้าครามแจ่มใส นกสีขาวบินเหนือทุ่งนาเขียวขจีดูโดดเด่นตัดพื้นนาอย่างสวยงาม

“สวยจังเลยระบิล” เธอชอบสีเขียวสดใสของต้นข้าวเหลือเกิน กวาดสายตามองไปจนสุดลูกหูลูกตาอย่างตื่นเต้นกับความงามของต้นข้าว พร้อมกับสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ อย่างสดชื่นจนเต็มปอด

ระบิลยืนมองเด็กสาวเพลิดเพลินมองโน่นมองนี่อย่างสนอกสนใจในความเป็นธรรมชาติ เขาชอบรอยยิ้มของเธอที่สดใสเหมือนแสงแดดสีทอง เสียงหัวเราะของเธอมีชีวิตชีวาเหมือนต้นข้าวเขียวขจี สายตาเธออ่อนโยนบริสุทธิ์ดุจนกสีขาวที่โบยบินเหนือท้องนาอย่างอิสระเสรี

“แล้วต้นข้าวที่ฉันปักดำไปวันก่อนเป็นไงบ้าง โตขึ้นรึยัง”

ชายหนุ่มยิ้ม “อืม…ก็ยังเป็นต้นข้าวอยู่ครับ ยังไม่ได้กลายเป็นต้นอื่น” สายตาคู่นั้นมองเธออย่างเอ็นดู เธอเพิ่งปลูกไปเมื่อสามวันก่อนเอง จะให้มันรีบโตไปถึงไหน

“ไม่ใช่…อย่าตอบกวนดิ” เธอเริ่มส่งเสียงดัง พลางขมวดคิ้วย่น

เดี๋ยวนี้ชักมุขนะ!

เด็กสาวจ้องหน้าเขาเอาเรื่อง แต่เห็นใบหน้าแต้มยิ้มบาง ๆ แววตาอ่อนโยนคู่นั้นทำให้โกรธเขาไม่ลง

“ยิ้มอะไรไม่ทราบ” แต่ยังแกล้งเก๊กเสียงหาเรื่อง

เขาไม่ได้ตอบแต่รอยยิ้มอบอุ่นนั้นกลับชัดเจนขึ้นจนคลี่คลายเป็นรอยยิ้มละไม ลมพัดเส้นผมของเธอไหวเบา ๆ ไรผมคลอเคลียไปกับผิวข้างแก้มใส

“ยิ้มเยาะหัวเราะฉันหรือไง”

“เปล่าครับ”

“แล้วอะไรล่ะ” เธอไม่ยอม

“อยากรู้เหรอครับ”

เสียงนุ่ม ๆ ของเขาอบอุ่นเป็นพิเศษกับประโยคนี้ ทำให้เธอลังเล ชักกลัวคำตอบ หัวใจหวิว ๆ ชอบกล

“ไม่เห็นจะอยากรู้เล้ย!” เธอไหวไหล่ แกล้งทำเป็นไม่สนใจ

“แน่ใจนะ” เขาถามย้ำ

“อยากบอกก็บอกมาสิ!” เธอแกล้งทำหน้าตายเหมือนไม่อยากรู้ แต่จริง ๆ ในใจอยากรู้มากเหลือเกิน

“ไม่บอกแล้ว”

“อ้าว……!!”

อะไรกันเนี่ย!! ทำให้อยากรู้แล้วไม่ยอมบอกเอาดื้อ ๆ ร้ายจริง ๆ

“รีบไปกันเถอะครับ เดี๋ยวสาย” ชายหนุ่มรีบก้าวยาว ๆ เดินนำไปก่อนไม่รอเธอ กลัวเธอจะเซ้าซี้ถามอีก

“คนบ้า!” เธอรีบจ้ำฝีเท้า พลางบ่นอุบตามหลังเขาไป แต่ก็อดยิ้มไม่ได้ ไม่ว่าสิ่งที่เขาไม่บอกนั้นคืออะไรก็ตาม แต่การที่ได้มีเขาอยู่ใกล้ ๆ เวลานี้ก็พอใจแล้ว

โรงนาหลังคาจากยกสูงเย็นสบายอยู่ข้างกองฟางกองใหญ่ ๆ สามสี่กอง เด็ก ๆ พากันวิ่งเล่น กระโดดขึ้นกระโดดลงกองฟางอย่างสนุกสนาน อาหารเรียบง่ายตามภาษาชาวบ้านไม่กี่อย่างตั้งอยู่บนโต๊ะพร้อมแล้ว กำลังโชยกลิ่นหอมกรุ่น และหนีไม่พ้นข้าวเหนียวส้มตำ น้ำพริก ผักสด ผักรวก แกงอ่อม แจ่ว จ่อม เป็นต้น คนงานหนุ่ม ๆ สาว ๆ จนถึงเด็ก ๆ ตัวโต ตัวเล็ก พ่อเฒ่า แม่เฒ่ามากันหมด หลายคนมาถึงก่อนกำลังเติมกำลังใส่ท้องตัวเองก่อน บรรยากาศคึกครื้น รื่นเริง อบอุ่นเป็นกันเอง อาหารง่าย ๆ แต่ความสดความใหม่ของเมล็ดข้าวทุกเมล็ด ความหอมหวานของผักทุกต้น ความสดชื่นของผลไม้ทุกผล โดยเฉพาะแตงโมสีแดงชมพูที่ทั้งกรอบ หวาน อร่อยชื่นใจ ทำให้อาหารง่าย ๆ อร่อยราวกับเสกมาจากสวรรค์ชั้นฟ้า

เมื่อทุกคนอิ่มจึงเริ่มลงมือปฏิบัติการอย่างเป็นทีมเวอร์ค ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ช่วยกันตามกำลังของตนเอง

“ดอกแคหาผ้ามากันแดดให้คุณหนูด้วยนะ” ระบิลหันไปสั่งเด็กสาว

“ไม่ต้องหรอก” คุณหนูตะเกียงค้าน นึกถึงตอนดำนาที่ทั้งอึดอัดทั้งร้อน

“ต้องพันค่ะ คุณหนู กันแดด กันฝุ่นด้วยนะคะ”

“ไม่เอา อึดอัด ร้อนจะตาย” ตะเกียงโวยวาย

“ไม่ได้ครับต้องพัน” เสียงดุ ๆ ของผู้จัดการไร่กำชับ

“เอ๊ะ……!! ไม่เป็นไรหรอกน่า…..”

“ไหนใครบอกว่าจะเชื่อฟังนะ” เขางัดไม้เด็ดออกมาปราบความดื้อของหลานสาวเจ้าของไร่

เด็กสาวหน้าง้ำหน้างออย่างหมดสิทธิ์โต้แย้งใด ๆ

รวงข้าวที่เกี่ยวเสร็จแล้วถูกมัดเป็นฟ่อน ๆ แต่ละฟ่อนจะมัดกองรวมกันไว้ กองใหญ่ราวกับภูเขาย่อย ๆ ทีเดียว มีอยู่ 4-5 กอง พื้นดินถูกปูด้วยตาข่ายถี่ ๆ เอาไว้รองเมล็ดข้าวเปลือก อุปกรณ์ในการฟาดข้าวต้องมีไม้สองอันผูกติดขัดกันไว้ ปลายไม้จะมีลักษณะเป็นสองง่าม เพื่อใช้เกี่ยวกับฟ่อนข้าว

รวิวารเกี่ยวไม้กับมัดข้าวอยู่นานกว่าจะสำเร็จ ก่อนจะได้ยกขึ้นฟาดฟ่อนข้าวลงกับพื้น เพื่อให้เมล็ดข้าวหลุดออกจากรวงข้าว ฟาดแล้วฟาดอีกฟาดเล่าฟาดซ้ำ ๆ ครั้งแล้วครั้งเล่าจนกว่าเมล็ดข้าวแต่ละเมล็ดจะหลุดออกให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ช่วยกันคนละไม้ละมือ ขี้ฝุ่นขี้ดินฟุ้งตลบอบอวลไปหมด

แดดจ้ายามบ่ายร้อนเปรี้ยงปร้าง แต่การฟาดข้าวยังคงดำเนินต่อไป มัดข้าวกองใหญ่ 4-5 กอง เริ่มร่อยหลอลงเรื่อย ๆ จนเหลือแค่กองเล็ก ๆ คนฟาดเริ่มเหลือน้อยลงเช่นกัน บางส่วนเริ่มหยุดพักผ่อน บางส่วนเริ่มช่วยกันค่อย ๆ กวาดข้าวเปลือกมากองรวมกันไว้ บางส่วนช่วยกันฝัดข้าวเอาขี้ฝุ่นขี้ผงขี้ดินออกจากข้าวเปลือก แล้วตักใส่กระสอบมัดไว้อย่างเรียบร้อย

หลานสาวเจ้าของไร่ฟาดข้าวไปก็คันไปตามเนื้อตัวยุกยิก เพราะว่าคายข้าวทำให้ระคายเคือง ฝุ่นฟุ้งไปหมด แดดก็ร้อน เหงื่อไหลจนแผ่นหลังเธอเปียกชื้น เด็กสาวหันไปมองผู้จัดการไร่ เขายังคงฟาดข้าวอยู่อย่างแข็งขัน ยืนเคียงข้างคนงานทุกคน กล้ามแขนเป็นมัด ๆ ของเขาเต็มไปด้วยพละกำลังที่ไม่เคยยอมแพ้หรือย่อท้อต่ออะไรง่าย ๆ สายตาที่มุ่งมั่นคู่นั้น ความอดความทน ทำให้เขาน่าทึ่งและศรัทธา ที่ทำให้เธอต้องอดทนเข้มแข็งไม่ยอมแพ้ แม้จะรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเหลือเกิน ซาบซึ้งกับอาชีพชาวนา มันเหนื่อยยาก ลำบากลำบนขนาดนี้เลยหนอ…กว่าจะได้เมล็ดข้าวแต่ละเมล็ด ต้องอาบเหงื่อต่างน้ำ มันเป็นเช่นนี้เอง แต่เธอไม่ยอมแพ้อะไรง่าย ๆ เช่นกัน งานนี้เธอมาแข่งกับเขา ต้องทำให้ได้อย่างเขา เธอเรียกกำลังใจตัวเองกลับคืนมา มีแรงกำลังใจเต็มเปี่ยม ฮึดอยากทำให้ได้อย่างเขาเช่นกัน

เด็กตัวเล็ก ๆ ที่ช่วยอะไรไม่ได้ช่วยกันตักน้ำเย็นชื่นใจมาบริการให้กับทุกคน อดยิ้มไม่ได้กับความมีน้ำใจ ความน่ารักของเด็กน้อย เสียงเจื้อยแจ้วเชื้อเชิญให้ดื่มน้ำอย่างน่ารักน่าเอ็นดู ทำให้หายเหนื่อยไปตาม ๆ กัน

รวิวารแกะผ้าปิดหน้าปิดตาออก ค่อยรู้สึกหายใจหายคอโล่งขึ้น พลางยกแขนเสื้อขึ้นซับเหงื่อ มองกองมัดข้าวราวกับภูเขาย่อย ๆ หายวับไปกับตา ผู้จัดการไร่ยังคงง่วนอยู่กับการตรวจนับกระสอบข้าว ยืนกำกับคนงานให้ขนข้าวเข้าไปเรียงเก็บในโกดังข้าวอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เธอคันเนื้อคันตัวจะตายอยู่แล้ว ใจอยากจะรีบกลับไปอาบน้ำอาบท่าให้สบายตัว อยากจะเร่งเขาให้รีบกลับเหลือเกิน แต่ดูงานนั้นแล้วคงต้องใช้เวลาอีกนานพอสมควร จะไปเร่งเขาคงไม่เหมาะ เธอไม่ใช่นางเอกที่ต้องคอยมีพระเอกมาคอยรับคอยส่งนี่นา เด็กสาวเดินครุ่นคิดไปมาอย่างงุ่นง่าน พลางเกาเนื้อเกาตัวไปด้วย แล้วก็คิดได้ว่า เธอมาอยู่บ้านไร่ได้หลายอาทิตย์แล้ว หนทางในบ้านไร่ตะเกียงไพรเริ่มคุ้นเคยพอสมควร แต่ครั้นจะเดินกลับก่อนเลยโดยไม่บอกไม่กล่าวก็เกรงว่าเขาจะเป็นห่วงว่าเธอหายไปไหน หรืออาจคิดว่าเธองอนไม่มีเหตุผล หรือเอาแต่ใจ หรืออะไรก็สุดแล้วแต่ที่เขาจะคิด อย่างน้อยเธอควรบอกเขาในฐานะที่เขาเป็นผู้ดูแลเธอ เลยตัดสินใจเดินเข้าไปหา

“ระบิล…”

ชายหนุ่มหันมาตามเสียงเรียก

“งานยังไม่เสร็จเหรอ”

“ครับ” แววตาที่มองเธอดูมีความกังวล

“ไม่เป็นไรหรอก ทำงานต่อเถอะ” เธอบอกเขาด้วยน้ำเสียงแจ่มใส

“ฉันขอกลับก่อนนะ อยากรีบกลับไปอาบน้ำน่ะ ทั้งร้อนทั้งคันไปทั้งตัวเลย”

เขามองเธอด้วยสายตาของคำถาม

“ฉันกลับเองได้ ไม่หลงหรอกน่า…” พูดพลางมือก็เกายุกยิกไปมาอย่างอดไม่ได้

“ก็ได้ครับ งั้นเดี๋ยวให้คนงานขับรถอีแต๋นไปส่งนะ” เขามองเธอด้วยสายตาเป็นห่วง ใจจริงไม่อยากให้เธอเดินกลับเพียงลำพังเลย แม้ระยะทางกลับไปเรือนไม้ตะเกียงไพรจะไม่ไกลนักก็ตาม

“บอกแล้วไง ว่ากลับเองได้ ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกน่า…..ตัวโตขนาดนี้แล้ว ไม่ใช่เด็กสามขวบซะหน่อย” ถ้าไม่ใช่เขาไปส่งเธอ ทำไมรู้สึกไม่อยากจะไปกับใครทั้งนั้น

“ไปละนะ รีบไปทำงานได้แล้ว ห้ามอู้ล่ะ เดี๋ยวตัดเงินเดือนเลยหนิ” เด็กสาวพูดติดตลกก่อนหันหลังให้เดินไป

ระบิลอมยิ้มอย่างขำ ๆ พลางส่ายหน้าน้อย ๆ แต่แล้วเมื่อหันกลับมาทางคนงานก็ต้องชะงัก! เมื่อมองเห็นสายตาเกือบทุกคู่ของคนงานมองตรงมาทางเขาราวกับเป็นตาเดียวกัน แถมแอบยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

“ทำงานต่อสิ!” เขาดุคนงานเสียงเครียดแก้เก้อ

คนงานจึงรีบหุบยิ้มแล้วเร่งงานกันต่อ

=================



โดย: ริเศรษฐ์ วันที่: 7 พฤศจิกายน 2549 เวลา:22:01:46 น.  

 
ตอนที่ 8

แสงสว่างจากไฟบนเวทียกสูงเตี้ย ๆ ประดับประดาด้วยกองฟางเป็นฉากหลัง มีต้นกล้วยเป็นม่านข้างเวที ด้านหน้าดอกไม้สีสวยเรียงสลับตัดกันอย่างงดงาม บนเวทีกำลังมีการแสดงจากเด็กตัวน้อย แต่งชุดไทยทัดดอกไม้ ใบหน้าใสไม่ต้องพอกทาเครื่องสำอางค์ใด ๆ แค่นี้ก็น่ารักน่ามองแล้ว ประกอบกับการรำด้วยความพร้อมเพรียง ท่ารำแปลกตาสะกดคนดูด้านล่างให้มองด้วยความชื่นชม ลูกใครหลานใครก็จ้องกันตาแป๋ว มีเสียงปรบมือคอยให้กำลังใจ โดยเฉพาะถ้าเป็นคนแก่ ต้องคอยลุ้นกันหน่อยว่าจะร้องเพลงจบหรือเปล่า ทีมยาดมยาหม่องต้องเตรียมพร้อม เสียงดนตรีแบบพื้นบ้านดังเป็นจังหวะง่าย ๆ อย่างชาวบ้าน เรียกเสียงโห่เสียงฮาสนุกสนานเป็นระยะ

หลานสาวเจ้าของไร่นั่งอยู่บนกองฟางหนานุ่ม มองการแสดงบนเวที จริง ๆ เธอไม่ได้ชอบดนตรีพื้นบ้าน เพราะเติบโตมาในเมืองแห่งแสงสีเสียง ดนตรีสตริงแบบสากล หลงไหลเสียงกลองดังกระหึ่มราวกับตีรัวอยู่ในหัวใจ ครั่งไคร้เสียงกีต้าใส ๆ เสียงเปียนโนซึ้ง ๆ มากกว่า แต่ที่เธอนั่งชมการแสดงทุกรายการเพราะอยากให้กำลังใจคนที่ขึ้นมาแสดงมากกว่า อย่างน้อยเขาก็ตั้งใจมามอบความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับทุกคน แม้เธอจะไม่ขำ ไม่ตลก เพราะภาษาพื้นบ้านที่ไม่ค่อยเข้าใจ โชคดีที่ผู้จัดการหนุ่มจะคอยแปลให้อยู่ข้าง ๆ ตลอด ทำให้พอรู้เรื่องรู้ราวกับเขาบ้าง และสิ่งนี้เองที่ทำให้เธอรู้สึกมีความสุขที่ได้อยู่ใกล้ ๆ ผู้จัดการไร่ตะเกียงไพร

สิ่งที่หลานสาวเจ้าของไร่ประทับใจที่สุดคือ และเฝ้ามองอย่างตื่นตาตื่นใจ เมื่อการเล่นดนตรีไทยเป็นทำนองเพลงฮิตฮอตที่ดังระเบิดเถิดเทิงอยู่ในขณะนั้น ทึ่งในฝีมือของเด็ก ๆ ชาวบ้านที่เข้าใจประยุกต์

อยู่ ๆ ไฟบนเวทีก็ดับพรึ่บลงอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

“สงสัยไฟไม่พอ ที่นี่เราปั่นไฟเอง อีกสักครู่คงจะมาครับ”

คุณหนูตะเกียงถือโอกาสเอนตัวพิงกองฟางทางด้านหลัง สายตาจับจ้องมองม่านราตรีกาลสีนิลประดับประดาด้วยแสงระยิบระยับจากดวงดาวนับล้านดวง เด็กสาวนอนมองดวงดาวอย่างสบายใจ ลมพัดเย็นสบาย

“ดาวสวยจังเลยระบิล ฉันชอบจังเลย”

สักพักไฟก็มาตามที่เขาบอก

“คุณตะเกีย…ง ครับ…” เขาหันไปเรียกหลานสาวเจ้าของไร่ แต่ทว่าเธอกลับผล็อยหลับเงียบสนิท ทั้งที่เมื่อสักครู่ยังได้ยินเสียงใส ๆ พูดคุยกันอยู่ดีดี มองใบหน้าสาวน้อยเวลาหลับเหมือนเด็กน้อยไร้เดียงสาที่ไม่น่าจะเอาแต่ใจเลยซักนิด เขาไม่ปลุกเธอ ปล่อยให้หลับ เธอเหนื่อยล้ามาทั้งวันแล้ว

ระบิลมองเธอด้วยสายตาชื่นชม เด็กสาวตัวเล็ก ๆ อย่างเธอ อดทนตากแดดฟาดข้าวอยู่ได้ยังไงทั้งวัน ไม่มีบ่นซักคำ ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน และจะไม่ทำก็ย่อมได้ แถมทนทำอยู่จนเสร็จเรียบร้อย เธอคงเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าไม่น้อยเลย เลือดความมุมานะ ความอดทนของเธอ ไม่แตกต่างจากเจ้าของไร่ตะเกียงไพรแม้แต่น้อย ผู้บุกเบิกพลิกพื้นดินแตกระแหงให้กลับขึ้นมามีชีวิตเป็นสีเขียวจนทุกวันนี้

เสียงกลองรัวอยู่บนเวที เมื่อถึงรายการสำคัญที่ทุกคนให้ความสนใจ ตื่นเต้นไปตาม ๆ กันกับนาทีลุ้นระทึก เมื่อพิธีกรล้วงลงไปในกล่องสี่เหลี่ยมเพื่อจับฉลากคนที่จะขึ้นมาร้องเพลง หรือพูดคุยกันตามประสาพี่ ๆ น้อง ๆ เสียงเฮตบมือดังสนั่นหวั่นไหว เมื่อชื่อบุคคลที่ถูกจับได้ เป็นชื่อของผู้จัดการไร่ตะเกียงไพร เสียงพิธีกรเรียนเชิญ “นาย” ของพวกเขามาขึ้นเวที

ระบิลขยับตัวลุกขึ้น เดินไปขึ้นเวที หัวใจเต้นรัวอยู่ข้างใน แต่มาดของเขายังคงรักษาความเคร่งขรึมได้ดี

คุณหนูตะเกียงขยับตัว ลืมตาขึ้นอย่างงัวเงีย เมื่อได้ยินเสียงตบมือดังติดต่อกันเป็นเวลานานจากเหล่าคนงาน หยีตามองแสงไฟสว่าง ก่อนค่อย ๆ ยันตัวเองลุกขึ้น มองชายหนุ่มข้างตัว ไม่เห็นเขา…

เขาไปไหนนะ?

แล้ว…เสียงใคร…กำลังพูดอยู่บนเวที คุ้น ๆ แฮะ

คนบางคนชีวิตช่างยากช่างเย็นเหลือเกิน
เดินกันไปไม่เคยจะได้ดี
แต่ตัวเราเองยังหวังด้วยพลังที่มี
จึงทำความดีไม่เคยจะท้อใจ

ท่อนแรกของเพลง สักวันต้องได้ดี ของ เต๋อ เรวัต พุทธินันท์ ทำให้เธอต้องรีบย้ายสายตามองบนเวทีอย่างสนใจ เพราะได้ยินแต่เพลงพื้นบ้านมานานแล้ว รู้สึกอึ้ง! แปลกใจสุด ๆ เมื่อเห็นนักร้องบนเวทีเป็นใคร? แทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง ว่าจะได้เห็น ได้ยิน นายระบิล ร้องเพลง

มาดขรึม ๆ อย่างนั้น ร้องเพลงเป็นกับเขาด้วยแฮะ

อย่างน้อยสิ่งที่เรานั้นทำลงไป
ไม่คิดอะไรก็แค่ภูมิใจที่เป็นคนดี
อย่างน้อยก็บอกตัวเองหนทางยังมี
แม้ว่าวันนี้มันช่างโหดร้าย
ก็ยังคงทำดีไม่เคยหวั่น รู้ว่าสักวัน ... ต้องได้ดี

คนบางคนบางครั้งต้องทุกข์ต้องทนก็มี
แต่คนดีดีไม่มีวันแพ้ภัย

กาลเวลาเท่านั้นที่ช่วยให้เราเข้าใจ
ลงเอยยังไงก็คงจะรู้เอง

เมื่อเพลงนั้นจบลงเสียงตบมือเกรียวกราวดังสนั่นหวั่นไหวอีกครั้ง

“ขอบคุณสำหรับเสียงตบมือให้กำลังใจนะครับ อยากขอเป็นกำลังใจให้พวกเราทุกคน ทำดีต่อไป ขอให้ทำดีโดยไม่ต้องหวังว่าสักวันต้องได้ดี แต่ทำดี เพราะเป็นความดีที่เราควรทำ ขอบคุณที่ช่วยกันทำงาน หนักเอาเบาสู้กันมาตลอด ผลิตอาหารดี ราคาถูกสู่ประชาชน ขอบคุณอีกครั้งครับ”

“ครับที่จบลงไปนั้นเป็นปาถกฐาของผู้จัดการไร่ตะเกียงไพรของเรานะครับผม เราต้องขอคืนผู้จัดการให้กับคุณหนูตะเกียงที่นั่งอยู่ด้านล่างก่อนนะครับ”

เสียงฮาดังขึ้น พร้อมด้วยเสียงตบมือชอบอกชอบใจ

ระบิลหันไปจ้องพิธีกรด้วยสายตาปรามอยู่ในที

“ขอโทษครับนาย แค่มองด้วยสายตาก็กลัวแล้วครับ งานนี้สงสัยกระผมคงต้องโดนตัดเงินเดือน แต่ไม่เป็นไรครับ เพื่อความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ของทุกคน ผมยอม…”

เสียงปรบมือเกรียว โห่ฮาอย่างมีความสุข บนใบหน้าของทุกคนมีแต่รอยยิ้มแห่งความสุขสนุกสนาน

หลานสาวเจ้าของไร่อมยิ้มมองผู้จัดการไร่ตะเกียงไพรอย่างทึ่ง คำพูดแต่ละคำของเขา ความคิด การกระทำ ทำให้ต้องมองเขาด้วยสายตาแห่งความชื่นชม เปี่ยมด้วยศรัทธา คนงานไร่ตะเกียงไพรคงรู้สึกไม่แตกต่างจากเธอ เธอเชื่อมั่นอย่างนั้น

“ระบิล นายร้องเพลงเป็นด้วยหรอ” พอผู้จัดการไร่เดินกลับมาถึง หลานสาวเจ้าของไร่ก็ไม่วายส่งเสียงล้อเลียน จริง ๆ เธอตั้งใจจะชมเขาว่า ร้องเพลงได้ดี พูดดีต่างหาก แต่ไหงปากกลับหาเรื่องพูดอะไรออกไปอย่างนั้น

“ก็เป็นเท่าที่เห็นละครับ” ชายหนุ่มตอบเสียงเรียบ ไม่กล้าหันไปมองหน้าสาวน้อย กลัวว่าจะอดใจเขกกะบาลเธอไม่ได้ พยายามเอาสายตาไปจดจ้องอยู่บนเวทีอย่างไม่สนใจคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ

เด็กสาวหน้าจ๋อยลงทันที ไม่รู้ว่าพูดผิดหรือถูก ทำให้เขาไม่พอใจหรือเปล่า ที่เห็นอาการเฉยเมยอย่างนั้น

“นี่…ระบิล…” เธอเรียกชายหนุ่มที่นั่งข้าง ๆ แต่ทว่า เขาไม่ยอมตอบซักคำ

“นี่ๆ “ คุณหนูตะเกียงเอาเศษฟางสะกิดแขนเขาเบา ๆ

“เฮ้ย…แค่นี้เอง โกรธเหรอ ฉันล้อเล่นน้า…” พลางขยับตัวเข้าไปใกล้ ทำเสียงอ้อน

“จริง ๆ นายร้องเพลงดีนะ ยังไงก็คงดีกว่าฉันล่ะน่า…”

ชายหนุ่มหันกลับมามอง

“คิดมาก….ผมไม่ได้เป็นไรซะหน่อย”

อยากเขกกะบาลคนที่นั่งข้าง ๆ จริง ๆ เล้ย!!

“แน่นะ” เด็กสาวทำหน้างง ๆ ตกลงเขาอารมณ์ไหนกันแน่

“ครับ”

“งั้นยิ้มหน่อยสิ”

ชายหนุ่มมองหน้าหลานสาวเจ้าของไร่ที่กำลังทำหน้าตาฉีกยิ้มเป็นตัวอย่างให้เขาทำตาม ดูแล้วตลกอดขำเธอไม่ได้ เขายิ้มให้กับความสดใสร่าเริงของเธอ สาวน้อยที่นั่งอยู่ข้างกายคนนี้อาจจะขี้หงุดหงิดขี้โวยวาย แต่ไม่นานเธอก็หาย ร่าเริงเหมือนเดิม

“ทำดีต้องได้ดีจริงเหรอ ระบิล” หลานสาวเจ้าของไร่เอ่ยถามอย่างนึกสงสัย

“คุณตะเกียงไม่เชื่อเรื่องกรรมหรือครับ”

“อืม…ก็ไม่เชิงนะ เพียงแต่เห็นคนทำดีแล้วไม่ได้ดีมีถมไป คนชั่วก็ยังมีอำนาจลอยนวล กอบโกยผลประโยชน์จากประเทศชาติได้อยู่น่ะ”

“ถ้าคุณตะเกียงเชื่อเรื่องกรรม ผมอยากบอกว่า เพราะเขาเคยทำดีมาก่อน ตอนนี้ผลบุญของกรรมดียังส่งผลให้เจริญรุ่งเรืองอยู่ เขาจึงยังได้ดีอยู่ เมื่อบุญหมด และวิบากกรรมตามทัน ถึงตอนนั้น ไม่ว่า เขาจะทำดีสักแค่ไหน ก็ไม่มีใครช่วย และจะมีแต่คนกลั่นแกล้งทำลายล้าง ถึงเวลานั้น เขาต้องชดใช้สิ่งที่ทำเลวทั้งหมด เพียงแต่เวลาส่งผลต่างกัน เวลาเราเกิดเป็นคน มีโอกาสทำดี มีฐานะ เราก็กลับหลงระเริง ทำแต่สิ่งไม่ดี เราจะมาทำดีตอนบาปกรรมมันตามสนอง ทำอย่างไรก็ทำไม่ขึ้นอยู่ดีแหละครับ” เขาอธิบายพลางจ้องหน้าคนถามอย่างพยายามค้นหาว่าเธอเชื่อและเข้าใจในสิ่งที่เขาพูดหรือไม่

“ผมอยากให้คุณเชื่อ ทำดีต้องได้ดี แต่ไม่อยากให้คุณทำเพราะหวังว่าจะต้องได้ดี แต่ทำเพราะความดีเป็นสิ่งที่เราควรกระทำ” เขาเน้นถ้อยคำทุกพยางค์อย่างชัดเจน

เด็กสาวยิ้มให้แทนคำตอบที่อยู่ในใจว่าเธอเชื่อเขาหรือไม่ แต่ที่แน่ ๆ เธอชอบคำพูด ชอบความคิดของผู้ชายคนนี้เหลือเกิน

===============

ร่างของแมลงปีกใสดิ้นกระแด่ว ๆ อยู่บนพื้นไม้สักขัดมันสีเข้ม หางและปีกพยายามขยับตัว ก้นของมันหงิกงอด้วยความเจ็บปวดทรมานจากเหล่ามดสี่ห้าตัวที่กำลังรุมอาหารอันโอชะของมัน

รวิวารเดินผ่านมายังระเบียงด้านหน้าของเรือนไม้สัก สังเกตเห็นแมลงปอบนพื้น

“ตายล่ะ! แมลงปอ โดนมดรุมเต็มเลย”

อาการกระเสือกกระสน ดิ้นรนของแมลงปอ ทำให้หัวใจของเธอราวกับเจ็บปวดทรมานไปกับมันด้วย ทนไม่ได้ ที่เห็นแมลงปอถูกทำร้ายอย่างเจ็บปวดเช่นนี้ เธอต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อช่วยมัน จึงพยายามหาทางช่วย หาไม้มาเขี่ยมดออกจากตัวแมลงปอน้อย

หลานสาวเจ้าของไร่ช่วยมันสำเร็จ แม้ตัวมันจะไม่มีมดอยู่แล้ว แต่ยังคงเห็นมันดิ้นไปมาอย่างเจ็บปวดทุรนทุรายอยู่อย่างนั้น แล้วก็รู้สึกเจ็บจี๊ดขึ้นมาที่ฝ่าเท้าด้านบน รีบมองไปที่ต้นเหตุ เห็นมด2-3ตัว กำลังกัดเธออยู่ เพราะดันเผลอไปขวางเส้นทางของมดนั่นเอง รีบถอยออกจากเส้นทางคมนาคมของมดทันที ปัดมดบนเท้าออกไปอย่างด่วนจี๋ ถึงแม้มดจะออกไปหมดแล้ว แต่อาการเจ็บจี๊ดและคันอย่างรุนแรง ทำให้เธอต้องเกาอย่างเมามัน คันไปหมด คันจากนิ้วโป้งเท้าขึ้นมาที่ฝ่าเท้า บริเวณถูกกัดบวมแดงเป็นปื้นยาว แล้วเริ่มคันสูงขึ้นมาที่หน้าแข้ง

“ยังไม่นอนหรือครับ”

เสียงผู้จัดการไร่ ทำให้เด็กสาวสะดุ้ง! รีบหยุดเกาแข้งเกาขา เพราะมันเริ่มคันสูงขึ้นมาเรื่อย ๆ

“ปะ..เปล่า…ไม่ได้เป็นอะไร” เธอละล่ำละลักตอบผิดคำถาม พยายามต่อสู้กับอาการคันสุด ๆ ไม่กล้าบอกเขาว่าโดนอะไร เพราะมดตัวนิดเดียวกัดแค่นี้ กลัวเขาจะหัวเราะเยาะว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย เธอควรอดทน ช่วยเหลือตัวเองดีกว่าไม่อยากให้เขายุ่งยากเหมือนคราวที่เธอกลัวจิ้งจก

“ฉันขอตัวไปนอนก่อนนะ” พูดจบรีบหันหลังเดินไปอย่างรวดเร็ว แต่ไปไหนได้ไม่กี่ก้าว เพราะถูกฝ่ามือแข็งแรงรั้งไว้

“เป็นอะไรรึเปล่าครับ บอกผม” น้ำเสียงนั้นเคร่งเครียดเอาการ เธอต้องมีอะไรปิดบังเขาอยู่ และไม่ชอบมาก ๆ ที่เธอปากไม่ตรงกับใจเสมอ ไม่เข้าใจว่าจะดื้อดึง เอาแต่ใจ วางฟอร์มไม่เข้าท่าไปถึงไหน

“ไม่เป็น!” เด็กสาวสะบัดมือ เธอไม่ชอบน้ำเสียงของเขาที่ชอบออกคำสั่ง

ฉันไม่ใช่!! คนงานนะ! อย่ามาออกคำสั่ง!

เธอตะโกนบอกเขาในใจ จ้องหน้าเขาเขม็ง ไม่เข้าใจทำไมเขาต้องทำเสียงดุ ๆ เหมือนเธอทำผิดอะไรมาอย่างนั้นแหละ

“นั่งลง!” เขาสั่ง แล้วใช้มือกดร่างเล็กให้นั่งลงเมื่อคุณหนูตะเกียงดื้อดึงไม่ทำตาม เขามองเห็นฝ่าเท้าเด็กสาวบวมแดงเป็นปื้นผิดปกติ แถมเริ่มมีตุ่มใส ๆ เกิดขึ้น

“ขอโทษนะครับ” สิ้นเสียงนั้นเขาเลิกขากางเกงเธอขึ้นเล็กน้อย

“โดนอะไรครับ” เสียงดุ ๆ ผ่อนลง

“มดกัด!” เธอกระแทกเสียงบอกอย่างไม่พอใจ

“คุณแพ้มดหรือเปล่า”

“ไม่แพ้!” เด็กสาวตอบส่งเดช จริง ๆ เธอไม่รู้เหมือนกันว่าเธอแพ้มดทุกชนิดหรือแพ้เฉพาะบางชนิด เพราะก็เคยโดนมดกัน แต่ไม่เห็นเป็นอะไร อีกอย่างไม่เคยโดนมดชนิดนี้กัด แต่สิ่งที่เธอรู้สึกคือ มันคันมาก ๆ คันจนเธอแทบทนไม่ไหวแล้ว

“แน่ใจนะ ถ้าคุณแพ้ คุณต้องบอกผม” ผู้จัดการไร่จ้องหน้าฝ่ายตรงข้าม

“ฉันไปได้รึยัง”

“ยัง”

“อะไรอีกเล่า…….” เธอได้แต่กำมือแน่น มันคันจะตายอยู่แล้ว จะเกาต่อหน้าชายหนุ่มก็ไม่ได้ ไม่งาม เพราะมันคันสูงขึ้น ๆ สูงขึ้นมาเรื่อย ๆ

ระบิลหันไปเด็ดใบไม้ที่โน้มกิ่งเข้ามาที่ระเบียงนอกชานมาขยี้ แล้วเอามาถูฝ่าเท้าให้เธอ

“ช่วยได้เหรอ” เธอเป็นงง แค่ใบไม้แค่นี้จะช่วยอะไรได้

“ดีขึ้นมั้ย” เขาสังเกตสีหน้าเธอ รู้สึกเหมือนหน้าเธอเริ่มแดงขึ้นผิดปกติ แต่ไม่แน่ใจว่า เพราะตรงนั้นมืด มีเพียงแสงสว่างวอมแวมสีส้มจางจากโคมไฟรูปตะเกียง แสงสว่างอาจจะไม่พอ หรือเขาคิดกังวลไปเอง

เด็กสาวพยักหน้าช้า ๆ มันรู้สึกเย็นดีเหมือนกัน แต่ก็ยังไม่หายคันอยู่ดี

“ไม่เป็นไรแน่นะ” เขาถามย้ำอย่างไม่แน่ใจ เพราะทุกครั้งที่เธอเป็นอะไร จะไม่ยอมบอก สิ่งที่อยากให้บอกก็ไม่บอก สิ่งที่ไม่อยากให้บอกก็บอก น่าจับมาตีก้นเสียจริง ๆ

เด็กดื้อ! เอาแต่ใจ!!

เขาบ่นอยู่ในใจ และดุเธอทางสายตา

“อือ” หลานสาวเจ้าของไร่รับคำในลำคอเบา ๆ อย่างขอไปที

“มันคันน่ะ ทายาหม่องคงหาย” อยากบอกเขาว่า อาจจะเป็นอะไร แต่วางฟอร์มตั้งแต่แรก ทำเป็นเก่งไปแล้วว่าไม่เป็นอะไร เลยต้องฟอร์มต่อไป

“งั้น…ไม่รบกวนคุณแล้ว ราตรีสวัสดิ์ครับ” พูดจบเขาลุกขึ้นยืนทันทีอย่างหงุดหงิด หันหลังเดินกลับไปที่ห้องพักอย่างเบื่อเด็กดื้อปากแข็งอย่างเธอ ปล่อยให้ดื้อซะให้เข็ด!

คุณหนูตะเกียงได้แต่มองตามหลังชายหนุ่มไปอย่างหน้าละห้อย

ไปจริงหรอ…ระบิล….

เธอตะโกนเรียกเขาในใจ

พอลับหลังเขา รีบเด็ดใบไม้ไปเยอะเลย พอถึงห้องรีบเอามาขยี้ ๆ ทั้งทาทั้งถู บีบเอาน้ำทาบริเวณที่คันปวดแสบปวดร้อน อาการคันเริ่มคันมากขึ้นเป็นทวีคูณจากตอนแรก คันไปทั้งตัว ตั้งแต่ลำคอ แขน ตามเนื้อตามตัว แม้แต่ซอกเล็บตามเล็บมือเล็บเท้า ก็คันไปหมด และไม่ได้รู้สึกคันแค่ผิวหนังด้านนอก แต่คันออกมาจากข้างใน พยายามข่มตานอนเท่าไหร่ก็นอนไม่หลับ ดิ้นทุรนทุรายอยู่บนเตียง ทั้งหมอนทั้งผ้าห่มกระจุยกระจาย เกาจนผิวหนังถลอกเป็นขุย ๆ ไปหมด ตามแขนขามีแต่รอยแดงช้ำเป็นจ้ำ ๆ ทายาหม่องก็แล้ว อะไรก็แล้ว ก็ไม่หาย รู้สึกทรมานเหลือเกิน

ระบิล…ช่วยฉันด้วย…

คุณหนูตะเกียงตะโกนเรียกเขาในใจ ทนไม่ไหวแล้ว โกรธตัวเอง ตอนเขาถามทำไมไม่รีบบอก มัวแต่กลัวเขาหัวเราะเยาะเอาอยู่นั่นแหละ ทำเป็นเก่ง สุดท้ายก็เป็นแบบนี้ทุกที เธอละเบื่อตัวเอง

เหมือนผู้จัดการไร่จะได้ยิน…เสียงตะโกนในใจของเธอ…

เสียงเคาะประตูดังขึ้น!

หลังจากที่ผู้จัดการไร่กลับห้องไปนอน นอนยังไงก็นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย รู้สึกเป็นกังวล ว้าวุ่นใจเหลือเกิน เป็นห่วงคุณหนูปากแข็งอย่างเธอจริง ๆ เลยตัดสินใจเดินมาดูอาการของเธออีกครั้งให้แน่ใจ ให้สบายใจว่าเธอไม่เป็นอะไรจริง ๆ

คุณหนูตะเกียงค่อย ๆ ตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากเตียง เดินโซเซอย่างหมดเรี่ยวหมดแรง ขาเจ้ากรรมดันสะดุดกับขาเก้าอี้อย่างจังจนแทบล้ม

“ซี้ด….ส….ส.” เสียงซี้ดปากรอดมาตามไรฟันอย่างเจ็บปวด

“โอ๊ย…”

กัดริมฝีปากแน่น หายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออก คลายความเจ็บปวด มือเกร็งจับพนักเก้าอี้ไว้แน่นเพื่อพยุงตัวเอง ก่อนจะรวบรวมกำลังเดินต่อไปถึงประตูจนได้

เสียงเธอเดินสะดุดเก้าอี้ยิ่งทำให้คนที่รออยู่หน้าประตูร้อนใจ

“คุณตะเกียงเป็นไงบ้างครับ” เขาอดตะโกนถามเธอจากข้างนอกไม่ได้

ทันทีที่ประตูเปิดออก ผู้จัดการหนุ่มตกใจเมื่อมองเห็นสภาพหลานสาวเจ้าของไร่ ตามแขนถลอกปอกเปิด เป็นจ้ำแดง ๆ ช้ำ ๆ เต็มไปหมด มองมือของเธอที่จับลูกบิดประตูแน่นเพื่อทรงตัว ลำตัวเธอโค้งงอราวกับจะทรงตัวเองไว้ไม่อยู่

“ระบิล…”

แค่เห็นหน้าเขาไม่รู้ทำไมน้ำตามันรื้นขึ้นมาคลอที่ขอบตาจนร้อนผ่าว

“เกิดอะไรขึ้นกับคุณครับ” สีหน้าเขาเป็นกังวลไม่น้อย

“ฉันรู้สึกคันมาก ๆ คันไปทั้งตัวเลย ทรมานมาก…ก….ก” เด็กสาวพูดเสียงสั่นเครือ

“คุณมีไข้ด้วยมั้ย…” ผู้จัดการหนุ่มมองใบหน้าสาวน้อยที่แดงจัด เธอหน้าแดงจริง ๆ ไม่ใช่เพราะแสงสว่างไม่พออีกแล้ว… เห็นตาแดง ๆ ของเธอแล้วทำให้รู้สึกอดสงสารเธอไม่ได้

“ขอโทษนะครับ” พลางวางหลังมือที่หน้าผากของเด็กสาว หน้าผากของเธอร้อนผิดปกติ

“คุณมีไข้นะ” มองใบหน้าคุณหนูตะเกียงดูอ่อนเพลียมาก ชายหนุ่มรีบสาวเท้าเข้าไปประคองตัวคุณหนูหัวดื้อไว้แทบไม่ทัน เมื่อร่างเล็กทรุดฮวบลงหมดแรงไปเฉย ๆ

เด็กสาวมองหน้าผู้จัดการหนุ่มด้วยสายตาที่พร่ามัวจากหยาดน้ำในดวงตา อยากจะร้องไห้โฮเหมือนเด็ก ๆ แต่เธอรู้ดีว่าไม่ควรทำอย่างนั้น เพราะเธอไม่ใช่เด็กเล็ก ๆ อีกแล้ว อยากจะอดทน อยากจะเข้มแข็งให้มากกว่านี้ แต่ไม่รู้ทำไม มันกลับยิ่งหมดเรี่ยวหมดแรง ฝืนตัวเองไว้ไม่ได้อีกแล้ว ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้เธอยังอดทนอยู่ได้ด้วยตัวเองอยู่เลย ทำไมน้ำตาต้องพาลจะไหลแบบนี้ด้วยนะ ทำไมเธอต้องอ่อนแออย่างนี้ พยายามหายใจเข้าลึก ๆ ไม่ให้มันรินไหลออกมา พยายามบังคับให้มันคลออยู่แค่ที่ขอบตา…

“คุณไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรแล้ว เดี๋ยวกินยาก็หายแล้ว” เขาปลอบพลางอุ้มร่างเล็กกลับไปนอนที่เตียง มองหมอน ผ้าห่มที่กระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง เขาเอื้อมมือคว้าหมอนใบที่ใกล้ที่สุดมาหนุนศีรษะให้เธอ มองเธอนอนนิ่งหายใจอย่างอึดอัดราวกับจะหายใจไม่ออก แต่อาการอย่างนี้เขาเคยเห็นคนงานเป็นมาก่อน จึงรู้วิธีแก้ไข ไม่ตื่นเต้นตกใจอะไรมากนัก

“ทานยานะครับ” เขาเทน้ำเตรียมยาแก้แพ้ให้เธอ

เห็นสีหน้าเด็กสาวทำหน้าเบ้ มองยาเม็ดเล็ก ๆ ในมือเขา ท่าทางบ่งบอกว่าไม่ชอบกินยา เป็นพวกกินยายากเย็นแสนเข็ญ

“จะกินเองดีดีหรือว่าจะให้ป้อนครับ” เสียงเขาเริ่มดุ เมื่อคุณหนูหัวดื้ออิดออด

เด็กสาวจ้องหน้าชายหนุ่ม ขืนให้เขาป้อนมีหวังติดคอตายแน่ ๆ

“หายแน่นะ”

“กินเร็ว ๆ อย่าชักช้า” เขาดุเมื่อเธอยังกระเง้ากระงอดไม่ยอมกินยาเสียที

เด็กสาวทำหน้างอ ก่อนจะดื่มน้ำ แล้วเอายาเข้าปาก พร้อมกับหลับตาปี๋กลืนยาลงคออย่างยากลำบาก เหมือนยาจะติดคอ จนผู้จัดการไร่ต้องรีบเทน้ำให้เธอดื่มตามเข้าไปอีก คอยลูบหลังให้ เมื่อเห็นเธอทั้งไอทั้งสำลัก

“อย่าเกาครับ” ผู้จัดการหนุ่มปรามเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ เมื่อยังเห็นเธอยังเกาแขนอยู่ พลางวางกะละมังใบเล็กใส่น้ำมาลงกับโต๊ะเตี้ย ๆ ข้างเตียง หยิบผ้าขนหนูชุบน้ำบิดให้แห้งหมาด ๆ

เด็กสาวหยุดเกาชั่วขณะ แต่อีกสักพักก็กลับมาเกาใหม่

“บอกว่าอย่าเกาไงครับ” เสียงดุ ๆ พร้อมกับมือหนาเอื้อมมาจับมือเธอไว้

“ยังคันอยู่เหรอครับ ผมจะไปหาคาลาไมด์มาให้ทานะ” เขาคลายมือจากหลังมือของสาวน้อย แล้วลุกขึ้น

“ห้าม! เกา! อีก!” เขาหันมาเน้นคำเคร่งเครียดเอาจริงน่าดู ก่อนเดินออกจากห้องไป

เด็กสาวพยักหน้ารับคำเหมือนลูกศิษย์กลัวอาจารย์

“ก็ไม่ได้อยากเกาซักหน่อย” พลางทำจมูกย่นใส่ประตูห้อง

แบล่…..!!!

“สั่งจังเลย ชิ!”

แต่พอคันขึ้นมาอีก คำสั่งของเขากลับวิ่งเข้ามาในสมอง พร้อมกับความรู้สึกที่มือหนา ๆ ของเขาจับมือเธอเอาไว้ ใจมันแปล๊บ ๆ ยังไงไม่รู้ เธอสั่งตัวเองว่าต้องไม่เกาอีก เพราะกลัวเขาจะมาจับมือเธอไว้เหมือนเมื่อครู่นี้

แค่เธอนึกถึงก็อับอายขายหน้าจะแย่แล้ว

เด็กสาวหยิบผ้าขนหนูหมาด ๆ ขึ้นมาเช็ดหน้าเช็ดตา ตามแขน ตามคอ ไม่อยากให้เขามาทำให้ เธอต้องทำเองให้มากที่สุด มันน่าอายยังไงไม่รู้ถ้าต้องมีผู้ชายมาทำให้ เช็ดเสร็จแล้ว เอาผ้าขนหนูโปะไว้ที่หน้าผาก แล้วผล็อยหลับไปอย่างอ่อนเพลีย…

ชายหนุ่มวางขวดคาลาไมด์ลงบนโต๊ะเตี้ย ๆ ข้างเตียง มองดูเด็กสาวกำลังหลับ

“เด็กดื้อเอ๊ย!” หาเรื่องให้เขาปวดหัวได้อยู่เรื่อยเลย เอื้อมมือหยิบผ้าขนหนูบนหน้าผากเธอมาชุบน้ำแล้วบิดให้หมาด ก่อนนำไปวางบนหน้าผากเธอใหม่

เวลาบนผนังบอกเวลาตีสองกว่าแล้ว เขารู้สึกลำบากใจเมื่อนึกถึงความเหมาะควร ด้วยที่เขาเป็นผู้ชาย และเธอเป็นผู้หญิง จะอยู่กับเธอทั้งคืนคงดูไม่งามนัก ครั้นจะทิ้งเธอไปก็เป็นห่วง เขาคิดว่าจะรอดูอาการเธออีกซักพักหนึ่ง ถ้าไม่มีอะไรเขาจะกลับออกไป

คุณหนูตะเกียงค่อย ๆ รู้สึกตัวขึ้นช้า ๆ ราวกับมีความกังวลอยู่จึงไม่ปล่อยตัวเองให้หลับยาว มองเห็นระบิลหลับพิงพนักเก้าอี้อยู่ เธอจำคำพูดของดอกแคได้ เวลาใครเป็นอะไร เขาจะคอยช่วยเหลือเสมอ เขาคงทำอย่างนี้กับทุกคน เขาถึงเป็นที่รักของคนที่นี่

เด็กสาวมองเวลา ตีสามกว่าแล้ว

“ระบิล…” เธอตัดสินใจปลุกเขา

ชายหนุ่มรู้สึกตัวทันที ขยับตัวนั่งตัวตรง

“ไปนอนเถอะ”

เธอรู้สึกเกรงใจผู้จัดการไร่จริง ๆ อยากให้เขาได้พักผ่อนเหมือนกัน เขาเหนื่อยมาทั้งวันจากการฟาดข้าว ยังต้องเหนื่อยมาดูแลเธออีก อาการคันเริ่มลดน้อยลงเมื่อยาออกฤทธิ์ หายใจหายคอโล่งขึ้นกว่าก่อนหน้านี้ สบายเนื้อสบายตัวขึ้นมาก ที่สำคัญอายยังไงไม่รู้ที่มีชายหนุ่มมานั่งเฝ้าข้างเตียงอย่างนี้ แม้ว่าการได้อยู่ใกล้ ๆ เขาทำให้รู้สึกอบอุ่นใจ แต่ก็ยังรู้สึกว่าไม่เหมาะไม่งามไม่ควรอยู่ดี

“เป็นไงบ้างครับ”

“ดีขึ้นแล้วล่ะ”

“คุณตะเกียงครับ ผมจะไปตามดอกแคร์มาอยู่เป็นเพื่อนนะ ถ้ามีอะไร ต้องการอะไร บอกดอกแคร์นะครับ” ยังไงเขาก็ไม่อยากทิ้งให้เธออยู่คนเดียวอยู่ดี

“ไม่เป็นไร อย่ารบกวนดอกแคเลย ดึกมากแล้ว นายก็เหมือนกัน กลับไปนอนเถอะ ฉันไม่เป็นไรแล้วล่ะ”

“งั้น…พรุ่งนี้เช้า ผมจะมาใหม่นะครับ” เขาดูสีหน้าเธอดีขึ้น ค่อยรู้สึกสบายใจ

“ระบิล…” เธอเรียกเมื่อเขาลุกขึ้นยืน

“ครับ” เขาโน้มตัวเข้ามาใกล้ ฟังเธออย่างใส่ใจ

“ขอบใจมากนะ” เธอมองเขาด้วยสายตาขอบคุณ

“ขอโทษ….” พอจบคำขอโทษ ไม่รู้ทำไมน้ำตาเจ้ากรรมรื้นขึ้นมาคลออีกแล้ว เสียงก็พาลสั่นจนแทบพูดต่อไม่ได้

“ที่…ทำให้นายต้องลำบาก…เพราะ…ฉันอีก…แล้ว….” เด็กสาวยกมือปาดน้ำตาป้อย ๆ ทั้ง ๆ ที่ตั้งใจแล้วว่าจะไม่ขี้แย ทำไมต้องขี้แยแบบนี้ด้วยนะ พูดคำดีดี คำซึ้ง ๆ ไม่ได้เลย เป็นแบบนี้ทุกที เบื่อตัวเองจริง ๆ

“ไม่เป็นไรครับ ในความผิดพลาด ในความลำบากมีสิ่งมีค่าอยู่ในตัวของมันเองเสมอ อยู่ที่เราจะคิดจะมองครับ ไม่ต้องคิดมาก พักผ่อนเยอะ ๆ นะครับ” พูดจบเขาเลื่อนผ้าห่มขึ้นมาห่มให้

“ผมอยากขอร้อง ถ้าเป็นอะไร ให้บอกผม ได้รึเปล่าครับ”

เด็กสาวพยักหน้าหงึก ๆ รับคำ

“ขอโทษนะครับ” เขาวางหลังมือลงบนหน้าผากของสาวน้อยเบา ๆ ก่อนจะเลื่อนมาแตะแก้มของเธออย่างสุภาพ

“ไข้ลดลงแล้ว อาการคันเป็นไงบ้างครับ ดีขึ้นมั้ย”

“ดีขึ้น” พูดพลางพยักหน้า

“พรุ่งนี้ก็คงหายแล้วครับ” ผู้จัดการไร่มองหลานสาวเจ้าของไร่หัวดื้อตอนนี้นอนสงบเสงี่ยมเรียบร้อยหายซ่าไปเลย

“ผมมีความสุข…ที่ได้ดูแลคุณ…” สิ่งที่มีค่าสำหรับเขาคือ การที่ฟ้าให้เวลาเขาได้อยู่ใกล้ชิดเธอในเวลานี้

คนนอนอยู่บนเตียงนอนมองเขาด้วยสายตางุนงง เหมือนสมองจะประมวลผลถ้อยคำประโยคนี้นานเหลือเกิน
“หมายถึง…ตามหน้าที่ใช่มั้ย…” เธออดถามเขาไม่ได้

“ครับ…ตามหน้าที่…” เขายิ้มให้มองเธอด้วยสายตาอ่อนโยนที่เต็มเปี่ยมด้วยความห่วงใย

“นอนหลับฝันดีนะครับ เด็กดื้อ” ยืดตัวตรงแล้วเดินออกจากห้องไป

ใบหน้าเด็กสาวหุบลงทันทีเมื่อเขาเรียกเธอว่าเด็กดื้อ หน้าตูมค่อย ๆ คลายลงเมื่อนึกถึงก่อนหน้านี้ที่เขาคอยดูแลอยู่ใกล้ ๆ หน้าชายังไงไม่รู้ อยากจะหันหน้าหนีเมื่อเขาเอื้อมมือมาวัดความร้อนบนหน้าผากเธอ แต่คำขอโทษขออนุญาตของเขา เหมือนมนต์สะกดที่ทำให้เธอได้แต่นิ่ง ปล่อยให้ฝ่ามืออุ่นนั้นวางหลังมือลงบนหน้าผากเธออย่างสุภาพ ความรู้สึกอุ่น ๆ ยังค้างอยู่ที่หน้าผากและแก้มอยู่เลย เด็กสาวอมยิ้มแก้มปริ ยกมือปิดหน้าปิดตาตัวเองอย่างเขินสุดขีด

“บ้า ๆๆๆๆ รีบนอนได้แล้ว”

เธอตะโกนบอกตัวเองอยู่ในใจให้เลิกคิดเรื่องไร้สาระเสียที

“แล้ว…ตามหน้าที่…หมายความว่าไงนะ แล้วเด็กดื้อนี่ล่ะ คืออะไร” เด็กสาวพยายามบอกตัวเองให้เลิกคิด แต่ก็วนกลับมาคิดอีกจนได้


โดย: ริเศรษฐ์ วันที่: 7 พฤศจิกายน 2549 เวลา:22:12:10 น.  

 
โรแมนติคสวยงามตามแบบ ธรรมชาติ อยากรู้ว่านิสัยเอาแต่ใจเด็กคนนี้จะหายหรือเปล่า น้อ


โดย: chalee IP: 124.121.186.226 วันที่: 29 เมษายน 2550 เวลา:14:00:04 น.  

 

ตอนที่ 9

“แง้ว….ว….ว แง้ว….ว….ว แง้ว….ว….ว…..”

เสียงเจ้าฟักทองร้องดังอยู่หน้าประตูห้องนอนของผู้จัดการไร่ตะเกียงไพร ราวกับจะบอกเจ้านายของมันว่า

“เจ้านาย… เจ้านายครับ ป๋มกลับมาแล้ว เปิดประตูหน่อย เจ้านาย ได้โปรด… อย่าใจร้ายกับป๋ม….” เสียงร้องโหยหวนของแมวหนุ่มฟังดูน่าสงสารเหลือเกิน

สักพักใหญ่ประตูห้องเจ้านายของแมวหนุ่มเปิดออก อย่างอดสงสารมันไม่ได้ เขาไม่เคยแข็งใจทำเป็นไม่สนใจมันได้ซักครั้งเมื่อมันมาร้องเรียกเช่นนี้

“ว่าไง…ฟักทอง กลับเช้าอีกแล้วนะ ไปเที่ยวเกเรที่ไหนมาล่ะ” ผู้จัดการไร่มองแมวหนุ่มนั่งรออยู่หน้าประตูห้อง อย่างเจี๋ยมเจี้ยม สบตาสีทองเหมือนลูกแก้วของลูกน้องตัวโปรดที่กำลังมองตรงมาด้วยความรักอันเต็มเปี่ยมด้วยความซื่อสัตย์

“แง้วววว” เจ้าแมวสามสีรีบเดินไปอ้อนคลอเคลียขาแข้งเจ้านายหนุ่มอย่างดีอกดีใจ

ผู้จัดการไร่นั่งลงกับพื้นอย่างอารมณ์ดี เขย่าหัวเจ้าตัวป่วนอย่างมันเขี้ยว ก่อนจับเจ้าเหมียวขึ้นมายืนสองขาอย่างสำรวจตรวจตรา

“ไหนดูซิ ไปโดนสาวตบมาอีกหรือเปล่า” ก่อนหน้านี้มันไปติดแมวสาว เจอแมวสาวตบมาซะหมดหล่อเลย ถ้าโชคร้ายก็โดนกัดเป็นแผลเหวอะหวะ ตอนกลางวันมานอนซมให้เขาหยอดน้ำข้าวต้ม แต่ตอนกลางคืนมีแรงไปตามตื๊อสาวเจ้าแฮะ แต่แมวสาวก็ไม่ยอมใจอ่อนซะที ได้ข่าวว่ามันถูกทำหมั้นแล้ว เจ้าฟักทองเลยต้องอกหักไปโดยปริยาย

“แง้ววว” เจ้าเหมียวทำเสียงเศร้าพลางก้มหน้ามองพื้นห้องอย่างเหงาหงอย ราวกับจะต่อว่าเจ้านาย อย่าซ้ำเติมกันได้มั้ย แมวยิ่งเศร้า ๆ อยู่

“ว่าแต่ไปให้สาวที่ไหนกอดมาล่ะเนี่ย…” ระบิลจมูกไวเมื่อได้กลิ่นหอมของแป้งเด็กอ่อน ๆ จากตัวแมวหนุ่ม กลิ่นคุ้นเคยแบบนี้ คงเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก…

กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของแป้งเด็กทำให้พลอยคิดถึงคนใช้แป้งเด็ก ที่หลังจากสร่างไข้จากอาการแพ้มด วันรุ่งขึ้นเธอก็รีบทำงานทำการทันที ไม่เหลือสภาพคนป่วยไว้เลย

เจ้านายลูบหัวแมวหนุ่มเล่น แถมเกาคอให้ด้วย ฟักทองหลับตาพริ้มอย่างสบายใจ เงยหน้ามองเจ้านายอีกทีเห็นกำลังฝันหวานเหม่อลอยเชียว ซักพักหนึ่งมันนึกสนุกหมั่นเขี้ยวแกมหมั่นไส้เจ้านายเหลือเกิน เลยหันมางับหน้าแข็งเจ้านายเล่น

“เฮ้ย!” ชายหนุ่มรีบชักเท้าหลบอย่างตกใจ

“บอกแล้วไง ว่าอย่าเล่นแบบนี้” พลางยกมือเขกกระโหลกฟักทองเชิงปรามอยู่ในที ถึงแม้จะรู้ว่ามันอยากเล่นด้วย แต่เล่นวิธีนี้ ยังไงเขาก็ทำใจเล่นด้วยไม่ได้ซักที

“ไม่เอาแล้ว ไม่เล่นด้วยแล้ว” ผู้จัดการไร่ลุกขึ้นยืน เดินไปหยิบกุญแจรถบนโต๊ะเขียนหนังสือ ก่อนเดินออกจากห้องไป

“อะไรกันเจ้านายจะไปไหนแต่เช้า ไปด้วย…!!” เจ้าเหมียววิ่งตามเจ้านายไปติด ๆ ได้ยินเสียงกระดิ่งกรุ๊งกริ๊งดังตามมาทางด้านหลัง

“อยู่เฝ้าบ้านนะ ฟักทอง” เจ้านายสั่งก่อนสตาร์ทรถสีขาวคันยาวออกไปกับหลานสาวเจ้าของไร่

ทิ้งให้ฟักทองนั่งมองรถของเจ้านายวิ่งออกไปอย่างหน้าละห้อยละเหี่ย

“น่าจะให้มันมาด้วยนะ น่าสงสารออก” คุณหนูตะเกียงหันกลับไปมองเจ้าแมวหนุ่มสามสี

“ไม่ได้หรอกครับ ไปทำงาน ไม่ได้ไปเที่ยวนะ” เสียงประโยคสุดท้ายดุ ๆ ชอบกล
“ถ้าอยากจะอยู่เล่นกับฟักทองก็ได้นะครับ” จริง ๆ เขาอยากให้เธอพักผ่อนอีกซักวัน

“ไม่เอาหรอก” เด็กสาวที่นั่งอยู่ทางตอนหลังของตัวรถรีบหันหน้ากลับมา

“อยากไปเที่ยว เอ้ย! ไม่ใช่! อยากไปดูร้านขายผักของคุณตามากกว่า” เด็กสาวขยับตัวมาเกาะพนักเก้าอี้คนขับ ยื่นหน้ามาบอกเขาอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส ที่เธอรีบทำตัวให้แข็งแรง รีบหายป่วยเร็ว ๆ รีบทำเป็นขยัน รีบทำงาน เพราะกลัวเขาจะไม่ยอมพาเธอมาด้วย

ชายหนุ่มอมยิ้มบาง ๆ เมื่อเห็นรอยยิ้มสดใสของคนที่นั่งอยู่ข้างหลังที่ขยับมาจนติดพนักคนขับเหมือนเด็ก ๆ อ้อนขอให้ผู้ใหญ่พาไปเที่ยว

เมื่อรถเก๋งคันยาวสีขาวเลี้ยวออกสู่ถนนใหญ่ เสียงโทรศัพท์มือถือของผู้จัดการไร่ก็ดังขึ้นทันทีราวกับรู้เวลาว่าวันนี้เป็นวันที่ผู้จัดการไร่ตะเกียงไพรเปิดมือถือ หลานสาวเจ้าของไร่มองผู้จัดการหนุ่มสั่งงานทางโทรศัพท์ ไหนจะรับออร์เดอร์ผักที่ลูกค้าโทรเข้ามา ไหนจะขับรถอีก ขนาดเธอช่วยเขาจดออร์เดอร์ผักยังรู้สึกงง ๆ เลย รู้สึกทึ่ง สมองเขาทำด้วยอะไร ทำไมจดจำอะไรได้มากมายขนาดนี้ และทำในเวลาพร้อมๆ กันได้อีกด้วย

“ระบิล”

“ครับ”

“เวลานายขับรถ อย่ารับโทรศัพท์เลยนะ มันอันตราย” เธอรู้สึกเป็นห่วงผู้จัดการไร่ น้ำเสียงจริงจัง

“เป็นห่วงผมหรือครับ” เขาแกล้งแหย่

เด็กสาวอึ้ง! ไม่คิดว่าจะได้ยินคำถามแบบนี้จากผู้จัดการไร่ตะเกียงไพร คิ้วขมวดขึ้นมาทันที

“….ฉัน….แค่ไม่อยากให้นายประมาท ถ้าไร่ตะเกียงไพร ขาดผู้จัดการเก่ง ๆ อย่างนายไปก็แย่สิ”

บ้าชะมัด! ถามแบบนี้ หมายความว่าไง!!

เธอหงุดหงิดเหมือนกับเสียฟอร์ม ทั้ง ๆ ที่จริง ยอมรับไปว่าเป็นห่วงเขาฐานะในไหนก็หมดเรื่อง ความห่วงหาอาทรนั้นมีตั้งหลายแบบ

หลังจากนั้นพอเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีก เมื่อเขารับสายแล้วจะรีบตัดบท ขอติดต่อกลับในภายหลัง หรือถ้ามีเรื่องสำคัญจริง ๆ เขาจะให้เธอช่วยรับสายรับเรื่องไว้ให้

=============

ไอเย็นแผ่กระจายออกมาจากประตูเมื่อเดินมาหยุดอยู่หน้าประตูเลื่อน เซ็นเซอร์จับความร้อนจากร่างกายมนุษย์ จึงเลื่อนเปิดออกโดยอัตโนมัติ สายตาสาวน้อยจับจ้องไปทั่วบริเวณ ซึ่งประดับประดาด้วยพืชสมุนไพร วางสลับสับเปลี่ยนสีสันตัดกันกับพืชผักสวนครัวและดอกไม้ ตกแต่งอย่างสวยงามเป็นระเบียบ ดูเรียบง่าย แต่เก๋ไปอีกแบบ

“สวัสดีค่ะ คุณหนูตะเกียง” พนักงานแคชเชียร์ด้านหน้ายิ้มแย้มทักทายอย่างดีอกดีใจที่ได้เจอตัวจริงเสียงจริงของหลานสาวเจ้าของไร่เสียที หลังจากได้ยินกิตติศัพท์ความอึดของคุณหนูตะเกียงจากบรรดาเพื่อน ๆ ในไร่ตะเกียงไพร

“สวัสดีค่ะ นาย มาแต่เช้าเลยนะคะ” พนักงานสาวมองเลยไปทางด้านหลังของหลานสาวเจ้าของไร่ ซึ่งผู้จัดการไร่ยืนอยู่ถัดไปเล็กน้อย

ชายหนุ่มพนักหน้ารับ

“คุณหนูวันนี้จะมาช่วยขายหรือคะ”

“ผมจะให้ช่วยทำเอกสารน่ะครับ ขืนให้ขายของมีหวังทะเลาะกันลูกค้าแน่ ๆ” ชายหนุ่มพูดกลั้วหัวเราะกระเซ้าเย้าแหย่

“นี่! นายเคยทะเลาะกับลูกค้าล่ะสิ ถึงรู้ดีนัก”

คนถูกพาดพิงไม่ขำเลย ทำหน้างอเดินหนีไปดูสินค้าในร้าน

ผู้จัดการไร่พยักหน้า ให้พนักงานขายเดินตามหลานสาวเจ้าของไร่ไปเพื่อคอยแนะนำและอธิบาย

พืชผักสด ๆ ดูน่ากินทั้งนั้นเลย ผักแปลก ๆ ก็มีมุมแนะนำสรรพคุณ วิธีทำอาหารให้ด้วย มุมผลไม้ มุมอาหารแปรรูป ขนมต่าง ๆ ที่ผลิตจากพืชผักผลไม้ หลานสาวเจ้าของไร่มองอย่างเพลิดเพลิน มัวแต่ฟังพนักงานขายบรรยายถึงสรรพคุณของพืชผักแต่ละชนิดจนลืมเรื่องขุ่นใจเมื่อซักครู่เสียสนิท

“นายระบิลเชิญคุณหนูที่ห้องทำงานค่ะ” เสียงพนักงานขายอีกคนเดินมาเชิญคุณหนูตะเกียง

เด็กสาวหันมามอง นึกว่าเขาเดินมาตาม โธ่!!

รวิวารพยักหน้ารับก่อนเดินตามพนักงานขายไปยังห้องทำงานของผู้จัดการไร่

ห้องทำงานของผู้จัดการหนุ่มดูเป็นระเบียบเรียบร้อยมาก ไม่ว่าจะเป็นแฟ้มเอกสาร ข้าวของเครื่องใช้ อุปกรณ์ต่าง ๆ ถูกวางไว้อย่างเหมาะเจาะกับการหยิบใช้อย่างสะดวกสบาย

ผู้จัดการไร่เริ่มสาธยายขั้นตอนการทำงานทุกขั้นตอนให้เธอรับรู้ อธิบายถึงการเดินทางของเอกสารต่าง ๆ ตลอดจนการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสาร รวมถึงการพิมพ์งานที่เกี่ยวข้องกับงานทั้งหมดตามลำดับก่อนหลัง เมื่ออธิบายจบจะลองให้เธอทำงาน จะนั่งเฝ้าเธอทำงานทีละขั้นตอน จนกว่าจะเห็นเธอทำอย่างถูกต้องและมีความเข้าใจดีแล้ว จึงปล่อยให้เธอทำงานด้วยตัวเองตามลำพัง

คุณหนูตะเกียงนั่งเงียบอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นานแล้ว เธอเริ่มรู้สึกสับสน ว่าสิ่งที่เธอทำอยู่นั้นมันผิดหรือถูกกันแน่ แก้ไปแก้มาชักเวียนหัว พยายามหาทางแก้ด้วยตัวเองแล้ว แต่ยังรู้สึกว่ามันผิดพลาดไม่ถูกต้องอยู่ดี

ระบิลสังเกตเห็นเด็กสาวนั่งทำงานเงียบเชียว แต่เงียบอย่างมีปัญหา เธอดูเคร่งเครียดผิดปกติ เขานั่งมองเธอสักพักจึงตัดสินใจลุกขึ้นมาช่วยดูให้

“มีปัญหาอะไรหรือเปล่าครับ”

“คือ…คือ…อ…” เธอได้แต่อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ กลัวโดนเขาดุว่าทำผิดทำไมไม่รู้จักถาม คำว่า ทำไมไม่ถาม เป็นคำถามที่ผู้ใหญ่มักถามเด็กในทุกกรณี น่าเบื่อชะมัด!

ชายหนุ่มมองขั้นตอนที่เธอทำ ดูผลลัพธ์จากผลรวมสุดท้ายจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ก็รู้ว่า เธอทำผิดแน่นอน

“เอาใหม่นะครับ เดี๋ยวลองเอาเม้าท์คลิกตรงช่องนั้นใหม่ เปิดไฟล์ขึ้นมาใหม่เลย ทำเสร็จหนึ่งขั้นตอนให้เซฟก่อนครับ” เขานั่งลงตรงเก้าอี้ข้าง ๆ เธอ เอียงตัวเข้ามาใกล้อีกเล็กน้อยเพื่อมองจอคอมพิวเตอร์ให้ถนัดขึ้น

“เดี๋ยวครับ ช้า ๆ ครับ ค่อย ๆ ทำทีละขั้นตอนสิครับ” เขาเบรคเมื่อเห็นเธอรัวปุ่มเอ็นเทอร์ไม่ยั้ง แล้วเธอก็ทำผิดอีก

“เอางี้นะครับ เดี๋ยวผมทำให้ดูใหม่ครับ” ผู้จัดการไร่รอให้เด็กสาวเลื่อนมือออกจากเม้าท์ก่อนที่จะจับเม้าท์สาธิตขั้นตอนการทำเอกสารอีกครั้ง

“อ๋อออ เข้าใจแล้วล่ะ” เธอรู้แล้วว่าเธอทำขั้นตอนไหนผิดไปบ้าง แล้วหันมายิ้มให้ครูจำเป็นอย่างดีใจ เป็นจังหวะเดียวกันที่ชายหนุ่มหันมามองเธอเช่นกัน

………………….!!!

จึ๋ย…ย….!!

คุณหนูตะเกียงรีบหันหน้ากลับไปที่จอคอมพิวเตอร์ทันที เพราะไม่นึกว่าจะหันไปจ๊ะเอ๋กับใบหน้าของผู้จัดการไร่ที่อยู่ใกล้เสียจนเธอตกใจ ใบหน้าร้อนฉ่าขึ้นมาทันที หัวใจเต้นรัวราวกับจะหลุดออกมาเต้นอยู่ข้างนอก

ระบิลนิ่งอึ้งด้วยความตกใจไม่แพ้กัน ไม่คิดว่า เธอจะหันมามองพร้อม ๆ กันแบบนี้ ทำเอาใจหายใจคว่ำหมดเลย

โชคดีที่เธอรีบหันหน้ากลับไปมองที่จอคอมพิวเตอร์ ทำให้เขาค่อยหายใจโล่งขึ้นมาหน่อย กลัวเธอจะได้เห็นความเงอะงะของเขาเหมือนกัน ได้แต่มองแก้มด้านข้างของเด็กสาวที่เป็นสีแดงจัด เขาเคยเห็นแก้มเธอแดงระเรื่อเวลาทำงานออกแรง เป็นภาพที่น่ามอง น่ารักเหมือนตุ๊กตาญี่ปุ่น ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีโอกาสได้มองแก้มแดงอมชมพูนั้นอย่างชิดใกล้ขนาดนี้

เด็กสาวพยายามคุมสติให้อยู่ ใช่แล้ว! เธอต้องรีบทำงานต่อ

“เอ่อ…งั้น…เปิดไฟล์ใหม่เลยนะ” รีบคว้าเม้าท์เลื่อนไปมาเพื่อแก้เก้อแก้เขิน

ชายหนุ่มนิ่งอึ้งด้วยความตกใจอีกเป็นรอบที่สอง เขาตั้งใจจะลุกขึ้น เพื่อให้เธอผ่อนคลาย ไม่อึดอัดจนเกินไปนักที่มีเขานั่งอยู่ใกล้ ๆ เช่นนี้

แต่ทว่าเด็กสาวกลับคว้ามือเขาไว้ แล้วเลื่อนมือเขาไปมาคงนึกว่าเป็นเม้าท์ จากความตกใจเปลี่ยนเป็นขำเมื่อเห็นอาการของเธอ

“เม้าท์เสียรึเปล่าครับ” เขาแกล้งล้อ

เด็กสาวขมวดคิ้วที่เม้าท์ของเธอไม่ยอมทำงานทำการ รู้สึกอยู่เหมือนกันว่ามันแปลก ๆ ก่อนหันมามองเม้าท์ในมือ สมองราวกับหยุดสั่งการชั่วคราวเมื่อมองเห็นว่าเม้าท์ให้มือของเธอคือ……………..???

…………….…….!!!

โอ๊ย!!! ตายแล้ว!! อยากจะบ้าตาย ยัยตะเกียงเอ๊ยยยยย!! ทำอะไรแบบนี้เนี่ย!!

“ใช่! เม้าท์อะไรไม่รู้ ไม่ได้เรื่องเลย” เธอกระแทกเสียงใส่ พลางยกมือเขากระแทกกับโต๊ะคอมพิวเตอร์อย่างแรง

ชายหนุ่มได้แต่อมยิ้มขำจนหน้าแดง พยายามจะอดกลั้นไว้ไม่หัวเราะเยาะเธอ แต่ก็กลั้นไม่อยู่ระเบิดออกมาจนได้

“นี่!! หยุดหัวเราะเลยนะ” คุณหนูตะเกียงจ้องหน้าผู้จัดการไร่พลางชี้นิ้วสั่งให้เขาหยุดหัวเราะเธอเดี๋ยวนี้

ชายหนุ่มรีบถอยตัวออกห่างก่อนที่อาจจะโดนกำปั้นรัวเป็นชุด ๆ อย่างระมัดระวังตัว

แต่ยิ่งเห็นเด็กสาวทำแบบนี้ก็ยิ่งทำให้ยิ่งขำ ยิ่งหัวเราะดังมากขึ้นกว่าเดิม จนเธอเองก็อดหัวเราะขำตัวเองไปด้วยไม่ได้เช่นกัน

“หิวหรือยังครับ เที่ยงแล้วนะ คุณทำให้ผมเสียพลังงานในการหัวเราะไปเยอะนะครับ” เขามองดูเวลาที่ผนังห้อง

“หิวสิ! พูดดีดีหน่อย! ระวังนะ เดี๋ยวโมโหหิวไม่รู้ด้วย!”

คนบ้า!! แกล้งล้ออยู่ได้!

================

ระบิลมองหลานสาวเจ้าของไร่ยกถาดอาหารมาวางบนโต๊ะ นึกแปลกใจที่เธอเลือกอาหารแต่ละอย่าง มีแต่ผักเป็นส่วนประกอบเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นสลัดผัก ก๋วยเตี๋ยวลุยสวน ผลไม้ เปาะเปี้ยะสด เป็นต้น เขาจำได้มื้อแรกที่เธอเห็นอาหารบนโต๊ะอาหารที่มีแต่ผัก สีหน้าหลานสาวเจ้าของไร่บอกอาการเบื่อหน่ายอย่างเห็นได้ชัด ตามมาด้วยคำบ่นจะกินโน่นกินนี่

“เดี๋ยวนี้คุณทานผักได้เยอะขึ้นนะครับ” เขาอดชื่นชมเธอไม่ได้

“ก็…ทานแล้วรู้สึกดีนะ สุขภาพดีขึ้นน่ะ เคยคิดว่า ผักไม่อร่อย แต่พอทานบ่อย ๆ ก็อร่อยไปเอง”

ชายหนุ่มนั่งมองสาวน้อยทานอาหารอย่างมีความสุข เธอทานอะไรก็ดูน่าอร่อยไปหมด

“ตอนบ่าย ผมต้องออกไปพบลูกค้านะครับ”

สายตาเธอสลดวูบลงไปทันที

“แล้ว…ถ้ามีปัญหาเรื่องงาน ฉันจะถามใครล่ะ”

“โทรหาผมได้ครับ”

เด็กสาวมองหน้าเขา ราวกับถามด้วยสายตาว่าไปด้วยไม่ได้เหรอ…

“เสร็จงานผมจะกลับมารับ”

หลานสาวเจ้าของไร่พนักหน้ารับอย่างเนือย ๆ

หลังจากที่ผู้จัดการไร่ตะเกียงไพรออกไปได้ไม่นาน เครื่องพริ้นก็ทำปัญหาวุ่ยวายให้กับเธอ

“ตายแล้ว พริ้นออกมาเป็นภาษาอะไรเนี่ย…” เธอมองอักษรบนกระดาษเป็นรูปร่างแปลก ๆ มองที่หน้าปัดของเครื่องปริ้น มีปุ่มให้กดอยู่ 4-5 ปุ่ม

“บ้าจริง ทำไมต้องมาเสียเอาตอนนี้ด้วยเนี่ย…” พลางดึงกระดาษออกจากเครื่องพริ้น ดันดึงขาดอีก ยิ่งทำให้หัวเสียเข้าไปกันใหญ่

“ปุ่มไหนวะ!” พลางกดมั่วซั่ว หลังจากทดลองด้วยตัวเองอยู่นานแล้ว จนหมดปัญญาจึงตัดสินใจโทรไปถามผู้จัดการไร่

“ตายล่ะ! จะโดนด่ามั้ยเนี่ย…สงสัยต้องทำเสียงดุ ๆ มาแน่เลย” เธอคิดพลางกดเบอร์โทรศัพท์

“กล้าทำ กล้ารับดิ ตะเกียง” ปลอบใจให้กำลังใจตัวเองเรียบร้อยแล้ว จึงกดปุ่มโทรออก

ปลายสายส่งเสียงมาแล้ว “ครับ คุณตะเกียง”

“เครื่องปริ้นมันพิมพ์ออกมาเป็นภาษายึกยือ ทำไงดีคะ”

“ไปที่ปุ่ม Load นะครับ” เขาค่อย ๆ อธิบายให้เธอรู้จักแต่ละปุ่มบนเครื่องพิมพ์อีกครั้งหนึ่ง แม้ก่อนหน้านี้จะได้อธิบายไปแล้วก็ตาม “กดหนึ่งครั้ง แล้วเลือก mode”

เด็กสาวรู้สึกปวดหัวขึ้นมาตะหงิด ๆ ปุ่มไรมั่งก็ไม่รู้ ยิ่งฟังยิ่งงง แต่ก็พยายามหายใจเข้าลึก ๆ เมื่อเริ่มรู้สึกเครียดขึ้นมา พยายามตั้งใจฟังคำแนะนำของเขา

“อ่านหน้าจอสิครับ มันบอกว่าไร ขึ้นคำสั่งไรอยู่ครับ”

เธอทำตามที่เขาบอก แต่กว่าจะรู้เรื่องรู้ราวเข้าใจกัน ก็ทำเอาเหงื่อตกทั้งคนสอนคนทำตาม เมื่อเซ็ทคำสั่งใหม่เสร็จเรียบร้อย จึงสั่งพิมพ์งานใหม่ งานที่พิมพ์ออกมากลายเป็นตัวเล็กกระจิดริด

“อ่านออกแล้วนะครับ งั้นต้องเปลี่ยนฟ้อนท์ครับ”

เด็กสาวเริ่มหงุดหงิด มันทำไม่ได้ซักที ปลายสายฟังน้ำเสียงเธอก็รู้ว่าเธอคงทำต่อไม่ไหวแล้ว ที่สำคัญได้เวลาที่เขาต้องเข้าพบลูกค้าแล้วตอนนี้

“ถ้าไม่เสร็จก็ไม่เป็นไรครับ แค่นี้ก่อนนะครับ ลูกค้ามาถึงแล้ว”

เด็กสาววางโทรศัพท์ไร้สายลงกับโต๊ะพลางถอยหายใจออกอย่างสุดเซ็ง

“เฮ้อ….”

รวิวารลงไปเดินเล่นข้างล่าง เพราะขณะนี้เธอรู้สึกเครียดมาก ฝืนทำต่อไป เดี๋ยวจะบ้าซะก่อน จึงเดินไปผ่อนคลาย เมื่อรู้สึกดีขึ้น เปลี่ยนความรู้สึกจากอารมณ์เครียดได้แล้ว เธอคิดว่า มันต้องมีทางแก้ไข้ มันเกือบสำเร็จแล้ว เธอต้องทำได้ เธอจะไม่ยอมแพ้มันแค่นี้ จึงเริ่มทำความเข้าใจกับคำสั่งของเครื่องพิมพ์ใหม่ หลังจากที่ฟังผู้จัดการไร่อธิบายก่อนหน้านี้จนคล่องแคล่ว เพราะทำไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ เธอมีความเข้าใจมากขึ้น และคิดว่า น่าจะหาฟ้อนท์ที่ซัพพอตท์กับเครื่องพิมพ์ได้ เธอค่อย ๆ ลองทีละฟ้อนท์จนเจอฟ้อนท์ที่ใช่ แต่พอพิมพ์ออกมาแล้ว ตัวไม้มไลดูผิดปกติไปเล็กน้อย แต่ก็ถือว่า พอใช้ได้แล้ว

“เป็นไงบ้างครับ สำเร็จมั้ย…” เสียงผู้จัดการหนุ่มดังขึ้นข้างตัวสาวน้อย

ชายหนุ่มแปลกใจที่เห็นเธอยังไม่ยอมแพ้ ซึ่งมองเวลาผ่านมาหลายชั่วโมงแล้ว ทั้ง ๆ ที่ก่อนวางสาย น้ำเสียงเธอเริ่มงอแงหงุดหงิดเอาการ

“สำเร็จสิ! นี่ไง ดูสิ พอได้นะ” หลานสาวเจ้าของไร่ยื่นกระดาษในมือให้เขาดู ด้วยรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจ

“เก่งครับ เก่ง ใช้ได้ทีเดียว เดี๋ยวที่เหลือผมจะแก้ไขให้”

เด็กสาวอมยิ้มแก้มปริที่ได้รับคำชมเป็นครั้งแรก

“ปัญหาทำให้เราได้เรียนรู้และเข้าใจสิ่งนั้น ๆ มากขึ้น เราจะมีความชำนาญในสิ่งนั้น ๆ มากขึ้นเสมอ ทุกครั้งที่เรามีปัญหาอยากให้คุณคิดว่า ได้เวลาแห่งการเรียนรู้แล้ว”

“ขอโทษนะ ที่ฉันทำผิดพลาดอยู่เรื่อยเลย”

ชายหนุ่มหันมายิ้มให้

“คุณรู้มั้ย คุณเก่งมากที่ยอมรับความผิดพลาดของตัวเองได้ ความผิดพลาดก็มีประโยชน์นะครับ”

เด็กสาวขมวดคิ้วมองผู้จัดการหนุ่มด้วยสายตาฉงน

“มีประโยชน์ยังไงหรอ”

“ทำให้เราไม่เหย่อหยิ่ง ไม่ทะนงตนว่าเก่ง เราจะเจียมตัว มีความระมัดระวังมากขึ้น ได้เตือนตัวเองมากขึ้น อ่อนน้อมต่อคนอื่นมากขึ้น ถ้าเราไม่เคยผิดพลาดเลย เราก็จะถือดีว่าตัวเราเก่ง เวลาเห็นความผิดพลาดของคนอื่น เราจะเห็นเป็นเรื่องใหญ่มาก พูดจาถากถางคนอื่น ซ้ำเติมคนอื่นไงละครับ ที่สำคัญทำให้เราเข้าใจความรู้สึกของคนอื่นมากขึ้นไงครับ ตรงนี้สำคัญที่สุด”

คุณหนูตะเกียงคิดตาม พยักหน้าอย่างเข้าใจ และเห็นด้วยกับความคิดของผู้จัดการไร่ตะเกียงไพรอย่างมาก เพราะสิ่งที่เขาพูดมาทั้งหมด เธอเคยเป็นมาแล้วทั้งนั้น

=============


โดย: ริเศรษฐ์ วันที่: 2 พฤษภาคม 2550 เวลา:23:48:17 น.  

 
ตอนที่ 10

เสียงพื้นไม้สักไหวและสั่นสะเทือนจากแรงฝีเท้าที่ไม่ใช่แค่การเดินตามปกติ แต่น่าจะเป็นการวิ่งมากกว่า…

รวิวารวิ่งมาหยุดหน้าห้องทำงานของผู้จัดการไร่ตะเกียงไพร ทันทีที่โผล่หน้าเข้าไปในห้องพบสายตาของผู้จัดการหนุ่มกำลังคอยเธออยู่ก่อนแล้ว

“พื้นไม้นะครับ ไม่ใช่ตึก” เจ้าของห้องอดดุหลานสาวเจ้าของไร่ไม่ได้ ก่อนที่จะละสายตาจากร่างเล็กกลับมามองที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ต่อ ด้านข้างมีกระดาษวางอยู่หลายแผ่น ได้ยินเสียงเครื่องพิมพ์กำลังทำงาน

“รู้แล้วน่า… แค่นี้ไม่พังหรอก” เด็กสาวพูดกลั้วหัวเราะอย่างอารมณ์ดี พลางเดินมาหยุดอยู่ข้างโต๊ะทำงานของผู้จัดการไร่

“งานยุ่งอยู่เหรอ” พลางยื่นหน้ามามองหน้าจอคอมพิวเตอร์

“นิดหน่อยครับ ผมกำลังออกบิลส่งผักวันพรุ่งนี้อยู่ครับ” ระบิลพูดโดยไม่ได้หันมามองคนถาม สายตามุ่งมั่นคู่นั้นจดจ่ออยู่ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์นิ่ง ปลายนิ้วมือขยับไปมาบนแป้นคีบอร์ดราวกับนกบินกระนั้น

“มีอะไรรึเปล่าครับ”

“ก็…ไม่มีอะไรหรอก นายงานยุ่งอยู่หนิ ทำงานต่อเถอะ ฉันไปคนเดียวได้” หลานสาวเจ้าของไร่ถอดใจ ไม่กล้ารบกวนผู้จัดการหนุ่ม งานต้องมาก่อนเสมอ ธุระของเธอไม่สำคัญอะไรมากมาย เธอไม่ใช่นางเอกที่ต้องคอยมีพระเอกเดินไปไหนด้วยตลอดเวลาซะหน่อย ตัดสินใจหันหลังเดินกลับออกจากห้อง

“จะไปไหนครับ” ระบิลละสายตาจากคอมพิวเตอร์มองไปที่หลานสาวเจ้าของไร่ทันที

เด็กสาวหันกลับมา ทำหน้ายียวนกวนบาทา

“ไม่บอก!!” ก่อนยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ แล้วรีบหันหลังเดินออกจากห้อง

“เดี๋ยวครับ” เสียงนั้นเข้มขึ้นมาทันที และไม่ใช่แค่พูดเท่านั้น ผู้จัดการหนุ่มรีบลุกขึ้นจากโต๊ะทำงาน ก้าวเร็ว ๆ ไปหาร่างเล็กที่กำลังจะเดินออกจากห้อง

“ไม่ไปไหนไกลหรอกน่า… ในไร่ตะเกียงไพรนี่แหละ” เธอหันมาตอบ แปลกใจที่ร่างสูงของผู้จัดการไร่มาหยุดอยู่ข้างหลัง แทนที่จะนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานเหมือนเมื่อครู่

“ไปนะ” พลางหันหลังเดินไป

ชายหนุ่มคว้าแขนสาวน้อยไว้

“ไร่ตะเกียงไพรไม่ใช่เล็ก ๆ นะครับ บอกมาครับจะไปไหน” น้ำเสียงเขาเครียดขึ้นมาทันที

นี่เขาไม่อยากจะเล่นซ่อนหากับเธอหรอกนะ!!

”ทำไม…เป็นห่วงหรอ” เด็กสาวลอยหน้าลอยตาย้อนถาม

คำถามนั้นทำเอาผู้จัดการไร่นิ่งอึ้ง คำถามนี้คุ้น ๆ แฮะ มุกใครเนี่ย…นี่เธอเอาคืนหรือไง

“ครับ” ผู้จัดการไร่ยอมรับหน้าตาเฉย

ง่ะ!

เล่นเอาคนแกล้งถามเป็นงง ไม่คิดว่าเขาจะยอมรับอะไรตรง ๆ ง่ายดายแบบนี้

“ผมเป็นห่วงคุณ” แล้วพูดย้ำอีกครั้งอย่างเต็มประโยค

เฮ้ย!!

คุณหนูตะเกียงยืนนิ่งงันราวกับถูกมนต์สะกด หัวใจแทบหยุดเต้น เขาพูดแบบนี้เป็นด้วยหรอ เธอฝันไปรึเปล่าเนี่ย…??

สายตาทั้งคู่ประสานกันนิ่งเหมือนพยายามอ่านรู้ความรู้สึกของฝ่ายตรงข้าม

“ทำตามหน้าที่อีกล่ะสิ!” หลานสาวเจ้าของไร่รีบทำลายความเงียบงันขึ้นก่อน แกล้งพูดแก้เก้อ พยายามไม่หวั่นไหวต่อคำพูดของชายหนุ่ม

“ถึงผมไม่มีหน้าที่ดูแลคุณ ผมก็เป็นห่วงคุณ”

เง้ย….!!

คำพูดนั้นทำให้เธอต้องอึ้งเป็นรอบที่สอง ทำไมหัวใจมันแปล๊บ ๆ อีกแล้ว

“ตามฐานะของเพื่อนมนุษย์ที่ควรห่วงกันล่ะสิ! ขอบใจมาก ๆ น้า….” เด็กสาวฉีกยิ้มกว้าง หาเรื่องเฉไฉกลบเกลื่อนแก้เขินไปจนได้

“ฉันจะไปที่เรือนเพาะชำ ใกล้ ๆ นี่เอง” คุณหนูตะเกียงรีบพูดต่อทันที ที่สำคัญไม่อยากให้เขายืนจ้องหน้าแบบนี้ สายตานิ่งงันคู่นั้นของเขาที่มองตรงมาทำให้เธอแทบจะทำอะไรไม่ถูก

“ฉันไปได้รึยัง….” เด็กสาวถามพลางมองมือของผู้จัดการไร่ที่ยังรั้งข้อมือเธอไว้อยู่

ชายหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อย ราวกับสติสตังค์เพิ่งกลับคืนมา เพราะโดยนิสัยเขาไม่เคยล่วงเกินผู้หญิงโดยไม่จำเป็น

“ครับ” แล้วรีบปล่อยมือเด็กสาว

หลานสาวเจ้าของไร่รีบหันหลังให้ ก่อนที่เขาจะเห็นใบหน้าแดงจัดเป็นมะเขือเทศ รีบเดินเร็ว ๆ ไปจากตรงนั้นทันทีพร้อมกับอมยิ้มอย่างเขินอายสุดขีด

ระบิลเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะทำงานด้วยรอยยิ้ม

อายตัวเองเป็นบ้า!!

นี่เขาลืมตัวพูดอะไรออกไปเนี่ย…??

บอกตัวเองไม่ถูกเลย ว่าทำไมถึงรู้สึกหวั่นไหวกับเธอขนาดนี้ ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยรู้สึกสนใจผู้หญิงคนไหนมาก่อน แม้จะมีสาวสวยหลายคนที่ออกตัวแสดงตนให้ความสนใจเขามากมายแค่ไหนก็ตาม

===============

คุณหนูตะเกียงค่อย ๆ ยกบัวรดน้ำ รดต้นไม้เล็ก ๆ อย่างเบามือ ด้วยความทะนุถนอม เฝ้ามองดูต้นไม้เล็ก ๆ ของเธอมีความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างอย่างเอาใจใส่ รดน้ำเสร็จ หยิบสมุดเล็ก ๆ ออกจากกระเป๋าเสื้อ จดบันทึกความเปลี่ยนแปลงของพืชสีเขียวอ่อนตรงหน้าอย่างใจจดใจจ่อ ก่อนจะหยิบไม้บันทัดอันเล็กมาวัดความสูงของต้นกระจิ๋วหลิวตรงหน้า บนใบหน้าเธอแต้มรอยยิ้มบาง ๆ อย่างมีความสุขกับสิ่งที่กำลังทำ

ภาพสาวน้อยสาละวนอยู่กับต้นไม้เล็ก ๆ ทำให้ผู้จัดการไร่ตะเกียงไพรเดินมาหยุดอยู่หน้าเรือนเพาะชำอยู่นานแล้ว อดยืนมองเธออย่างชื่นชมไม่ได้ แค่ได้แอบมองเธอก็มีความสุขแล้ว…

ดอกแคแอบมองผู้จัดการไร่มายืนอมยิ้มอยู่นานกว่าสิบนาที ไม่เคยเห็นเจ้านายแอบมองผู้หญิงคนไหนอย่างมีความสุขแบบนี้มาก่อนเลย อดอิจฉาคุณหนูตะเกียงไม่ได้ ใจหนึ่งคิดว่าเธอควรจะไปจากตรงนี้ ปล่อยให้นายอันเป็นที่รักของเธอมีความสุขที่ได้มองคุณหนูตะเกียงต่อไป แต่อีกใจหนึ่งก็อยากรู้เหลือเกินว่า ถ้าเข้าไปทักนายตอนนี้ นายจะตีสีหน้ายังไงน้อ… จะแก้ตัวว่าไงน้า…

“นายคะ!”

ระบิลสะดุ้งสุดตัว หันขวับมาที่ต้นเสียง สีหน้าเผือดลงไปทันทีอย่างตกใจ

“ทำอะไรอยู่คะ นาย” ดอกแคยิงคำถามต่ออย่างรวดเร็วไม่ให้อีกฝ่ายไหวตัวทัน

คนถูกถามนิ่งอึ้ง ตีสีหน้าไม่ถูก

…………………..!!!

“นายมองอะไรอยู่ แอบมองคุณหนูตะเกียงอยู่หรือคะ” อีกฝ่ายนิ่งอึ้งราวกับหุ่นขี้ผึ้ง เห็นสีหน้าของเจ้านายตอนนี้แล้วอดขำไม่ได้ เวลาหลุดฟอร์มน่ารักไปอีกแบบ สำหรับเธอไม่ว่าเขาจะอยู่ในอารมณ์ไหน เขาก็ดูดีเสมอในสายตาเธอ

“ปะ..เปล่า…” เสียงชายหนุ่มตะกุกตะกัก

“เปล่าอะไรกันคะ เห็นมายืนมองอยู่นานแล้วค่ะ สิบกว่านาทีแล้วนะคะ” ดอกแครีบต้อนเจ้านายให้จนมุม เป็นครั้งแรกที่เห็นเจ้านายของเธอพูดอะไรติด ๆ ขัด ๆ ปกติเขาจะสั่งด้วยถ้อยคำที่หนักแน่น เด็ดขาด ไม่มีลังเลเสมอ

“เอ่อ….คือ….”

ชายหนุ่มอึกอัก ยังไม่ทันแก้ตัวอะไร อีกฝ่ายก็ยิงคำถามตามมาอีก

“นายชอบคุณหนูตะเกียงหรือคะ”

คำถามนั้นทำให้ผู้จัดการไร่แทบสะอึก!! ถามอะไรตรง ๆ แบบนี้เนี่ย… ขนาดเขายังไม่เคยถามตัวเองด้วยซ้ำ แต่ก็ตอบเด็กสาวใต้บังคับบัญชาสั้น ๆ เพียงคำเดียว

“ครับ” ผู้จัดการหนุ่มรับคำเอาง่าย ๆ

หัวใจของคนที่ยืนฟังคำตอบของผู้จัดการไร่รู้สึกแปล๊บขึ้นมายังไงไม่รู้ เหมือนหัวใจจะหล่นวูบหายไป แม้จะพอเดาคำตอบไว้ก่อนหน้านี้แล้วก็ตาม

“ความชอบมีตั้งหลายแบบ สำหรับคุณตะเกียงผมชอบที่เธอมีความอดทน มีความมุมานะในการทำงานอย่างไม่ยอมแพ้อะไรง่าย ๆ ครับ พวกเราหลายคนก็ชอบเธอจริงไหม”

ดอกแคอดยิ้มกับคำแก้ตัวต่อมาของผู้จัดการไร่ ร้ายกาจจริง ๆ

“ผมก็ชอบดอกแค เพราะดอกแคเป็นเด็กเรียบร้อย ทำงานดี มีความรับผิดชอบ ไม่ว่าจะให้งานอะไร ผมมั่นใจว่า ดอกแคจะทำได้ดีเสมอ”

คำชมของเขาเล่นเอาหัวใจของสาวน้อยพองโตขึ้นมาทันที แม้จะรู้ดีว่า เป็นคำชมที่ไม่มีความหมายพิเศษอย่างคุณหนูตะเกียงก็ตาม

“ว่าแต่ดอกแค อาการป่วยเป็นไงบ้าง ทำไมถึงออกมาเดินคนเดียวซะไกลขนาดนี้” ชายหนุ่มรีบตัดบทเฉไฉถามเรื่องอาการป่วยของเธอก่อนที่จะถูกเด็กสาวซักไซ้ไปมากกว่านี้

ดอกแคยิ้มบาง ๆ เป็นการขอบคุณความห่วงใยจากเจ้านาย

“ดีขึ้นแล้วค่ะ ยังเพลีย ๆ อยู่นิดหน่อย เบื่อ ๆ นอนมาหลายวัน เลยออกมาเดินเล่นบ้างค่ะ”

ใจจริง เธออยากเห็นหน้าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าคนนี้ต่างหาก แค่ได้เห็นหน้าเขาก็พอใจแล้ว สำหรับเธอ

“สีหน้าดอกแคไม่ค่อยดีนะ” เขาเพิ่งสังเกตเห็นใบหน้าเด็กสาวยังซีดเซียวอยู่

สาวน้อยมองเจ้านายด้วยแววตาแสนขอบคุณในความห่วงใย ความต้องการลึก ๆ ของหัวใจที่ฝังอยู่ใต้จิตสำนึกบวกกับความอ่อนล้าของร่างกาย ทำให้อยู่ ๆ ร่างเล็กนั้นทรุดตัวหมดแรงกำลังลงไปเฉย ๆ

“ดอกแค!!!”

ผู้จัดการไร่รีบเข้าไปประคองร่างคนป่วยไว้ในอ้อมแขน

สาวน้อยยังรู้สึกตัวอยู่ แต่ไม่สามารถบังคับทรงตัวเองไว้ได้ รับรู้ถึงอ้อมแขนอันแข็งแรงที่โอบประคองร่างของเธอเอาไว้ สัมผัสถึงไออุ่นจากตัวชายหนุ่ม ให้ความรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย และเป็นสุข เธอฝันใฝ่ถึงสิ่งนี้มานาน ที่คงเป็นแค่เพียงความฝันลม ๆ แล้ง ๆ เท่านั้นเอง

คุณหนูตะเกียงหันไปมองเมื่อได้ยินเสียงใครคุยกันอยู่ด้านนอก พลางเดินไปดู ภาพที่เห็นคือ ผู้จัดการไร่กำลังกอดดอกแคไว้

ปากกากับสมุดเล็ก ๆ ที่ถืออยู่ในมือหลุดร่วงหล่นลงกับพื้น!!

คุณหนูตะเกียงยืนนิ่งงัน ตอบตัวเองไม่ถูกเลยว่ารู้สึกยังไง สับสนไปหมด ไม่เข้าใจ มันคืออะไร ทำไมเธอต้องรู้สึกแย่ขนาดนี้ ดวงตาร้อนผ่าวขึ้นมาทันที อยากจะเดินหนีไปอย่างไม่มีสาเหตุ

“คุณตะเกียงครับ” เสียงผู้จัดการไร่เรียกเธอ

เธอไม่อยากไปตามเสียงเรียกนั้นเลย แต่เขาก็เรียกเธออีกเป็นครั้งที่สอง และสามตามมาติด ๆ

เด็กสาวครุ่นคิดพลางก้มลงเก็บสมุดกับปากกาที่หล่นอยู่บนพื้นอย่างช้า ๆ

เธอจะทำอย่างไรดี?

เมื่อคิดไตร่ตรองดีแล้วจึงตัดสินใจ เธอต้องออกไปเผชิญหน้ากับความจริง สิ่งที่เห็นด้วยตาอาจไม่ใช่อย่างที่คิดเสมอไป เธอบอกตัวเอง

ไม่!! ไม่สิ!! เธอไม่ได้เป็นอะไรซักหน่อย เธอต้องไม่เดินหนีเขาไปอย่างนี้ แล้วหายใจเข้าลึก ๆ ตบหน้าตัวเองเบา ๆ ถี่ ๆ สองสามครั้ง

“คุณตะเกียงมาช่วยผมหน่อยครับ” น้ำเสียงผู้จัดการไร่ร้อนรนไม่น้อย สายตาที่เฝ้ามองเธอเดินออกมาจากเรือนเพาะชำอดหวั่นใจไม่ได้ ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน รู้สึกร้อนใจ รู้สึกกังวล รู้สึกกลัว กลัวอะไรบางอย่าง กลัว… กลัว… กลัวเหลือเกิน…ว่า…เธอจะเข้าใจผิด แล้วทำไมเขาจะต้องกลัวด้วยนะ เขาไม่ได้ทำอะไรผิดซักหน่อย

“จะให้ช่วยอะไรเหรอ” เด็กสาวพยายามบังคับน้ำเสียงให้ปกติที่สุด แล้วเดินมาหยุดอยู่ห่าง ๆ

“ดอกแคเป็นลมครับ”

คุณหนูตะเกียงจำได้แล้ว ดอกแคเป็นไข้นอนซมไม่ได้ทำงานมาหลายวัน ค่อยรู้สึกดีขึ้นนิดหนึ่ง เป็นเหตุผลที่พอรับได้ ที่สาวน้อยชาวสวนคนนี้จะอยู่ในอ้อมแขนของผู้จัดการไร่

“ช่วยรับดอกแคหน่อยครับ”

“ทำไมล่ะ นายประคองไว้ดีแล้วนี่” ยังอดเผลอประชดเล็ก ๆ ออกไปจนได้ อุตส่าห์จะพยายามมีสติแล้วเชียว

ผู้จัดการไร่ขมวดคิ้วมองหน้าหลานสาวเจ้าของไร่เขม็งอย่างไม่เข้าใจ เธอหมายถึงอะไรกันแน่?

หลานสาวเจ้าของไร่มีสติ เมื่อมองเห็นสายตาผู้จัดการหนุ่ม รีบตอบแก้ตัวทันที
“คือ…ฉัน…หมายถึงว่า นายประคองไว้ดีแล้ว เพราะฉันคงรับน้ำหนักดอกแคไม่ไหวหรอก แล้วฉันก็จะช่วยบีบนวดให้แทนไง หรือว่า นายอยากนวดให้ล่ะ”

สายตาที่ไม่เข้าใจของผู้จัดการไร่ค่อยคลายลง

เมื่อระบิลประคองดอกแคนอนลงกับพื้น คุณหนูตะเกียงจึงช่วยนวดเฟ้นตามเนื้อตัว ควานหายาดมจากกระเป๋าเสื้อให้ดอกแคดม พร้อมกับถอดหมวกสานที่สวมอยู่พัดวีให้ สักพักหนึ่งคนไข้จึงฟื้น

“เป็นไงบ้างดอกแค”

“ขอบคุณค่ะ คุณหนู ค่อยยังชั่วแล้วค่ะ” แล้วปลายสายตามองหน้าเจ้านายอย่างช้า ๆ

“ขอโทษนะคะ ทำให้ลำบากกันไปหมด” ดอกแคพยุงตัวเองลุกขึ้นโดยมีคุณหนูตะเกียงคอยช่วยประคอง

“ไม่เป็นไร แต่คราวหลัง ถ้าป่วยยังไม่หายดี ห้ามออกมาเดินคนเดียวไกล ๆ แบบนี้อีกนะ” ผู้จัดการไร่กำชับเสียงดุ


“ดอกแค….!! อยู่นี่เอง” เสียงหนุ่มคนงานตะโกนมาแต่ไกล พลางวิ่งกระหืดกระหอบมา

“จะออกมาเดินเล่นทำไมไม่บอก ออกมาเดินคนเดียวอีกแล้ว” มะรุมรัวคำพูดเป็นชุดเมื่อวิ่งมาถึง สายตาจับอยู่ที่ใบหน้าของดอกแคด้วยความห่วงใย

“แม่ดอกแคให้พี่มาตาม”

ดอกแคมองหน้าชายหนุ่ม ที่มักอ้างว่า แม่ของเธอ ให้เขามาตามเป็นประจำ

“กลับก่อนนะคะ ผู้ปกครองมารับแล้วค่ะ” ดอกแคหันไปกล่าวลาทุกคนด้วยรอยยิ้มอย่างอ่อนเพลีย

“ขอบคุณครับ นาย ขอบคุณคุณหนูด้วยนะครับที่ช่วยดูแลดอกแค”

“หายไว ๆ นะ ดอกแค” คุณหนูตะเกียงอวยพรให้

“ขอบคุณค่ะ คุณหนู” ดอกแคมองหน้าคุณหนู และผู้จัดการไร่ตะเกียงไพรอย่างพยายามเก็บซ่อนความรู้สึกบางอย่างไว้ข้างใน

“ดีจังเลยเนอะ มีคนคอยเป็นห่วงด้วย” เด็กสาวมองดอกแคกับมะรุมเดินไกลออกไป

“มะรุมเป็นคนขยันครับ ทำงานดี ที่สำคัญมีความหนักแน่นมั่นคงมาก เขาตามดอกแคมาตลอด ตั้งแต่สมัยดอกแคเป็นเด็กอยู่เลยครับ”

“หืม…ขนาดนั้นเลยหรอ” ตะเกียงตาโตอย่างสนใจเป็นพิเศษ

“ถ้าคุณมีคนที่คอยห่วง แต่คุณไม่ชอบเขา คุณจะรู้สึกยังไงครับ”

คนถูกถามนิ่วหน้า ขมวดคิ้ว

เอ๋?

“ดอกแคไม่ชอบมะรุมเหรอ”

“มะรุมมาปรึกษาผมว่าเขาขอดอกแคแต่งงาน แต่เธอปฏิเสธ บอกว่ายังไม่พร้อม มะรุมเลยมาถามผมว่า ควรทำยังไงดี”

นายน่ะเหรอ!! เป็นที่ปรึกษาเรื่องความรัก!!

เด็กสาวคิดอยู่ในใจ พลางทำตาโตอย่างไม่อยากจะเชื่อ!! ?

ระบิลจ้องหน้าคนถามด้วยสายตาของคำถาม? ราวกับจะถามว่า

ทำไม? มีอะไรรึเปล่า?

“เปล่า ๆ” คุณหนูตะเกียงรีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธ “ฉันหมายถึงว่า นายคงดูเป็นที่ปรึกษาที่ดีน่ะ” ก่อนจะยิ้มแหย ๆ ตอบเลี่ยงไปน้ำขุ่น ๆ

“ว่าแต่…นายบอกว่าไงล่ะ”

“ผมก็บอกเขาว่า ให้เขาทำดีกับดอกแคโดยไม่ต้องหวังผลตอบแทน แค่ได้ทำดีกับเธอ ได้ดูแลเธอ ได้อยู่ใกล้ ๆ เธอ ก็พอแล้ว ไม่ว่าจะฐานะอะไรก็ตาม”

“โหย………ตอบอย่างปรัชญามาก ๆ” เด็กสาวทึ่งในคำตอบของเขาจริง ๆ จะมีใครซักกี่คนที่ทำได้นะ?

“แต่ทำยากนะ”

“นั่นสิครับ แต่ถ้าทำได้เราก็จะสบายใจ ที่เราเป็นทุกข์ เพราะเรายิ่งเรียกร้องเอาจากกันและกัน ยิ่งเรียกร้องก็ยิ่งไม่ได้อะไร” ชายหนุ่มมองหน้าสาวน้อยข้างตัว ก่อนจะแกล้งย้อนถามแกมอยากรู้

“แล้วคุณตะเกียงเคยชอบใครหรือยังครับ หรือกำลังชอบใครอยู่”

คนถูกถามตาลุกวาว

บ้า!! มาถามฟามในใจเค้า!

“ไม่บอก!!” พลางสะบัดหน้าเดินหนี แต่หนีไปไหนไม่ได้ เพราะดันหันไปชนกับกิ่งไม้ขนาดใหญ่เข้าเต็มรักทั้ง ๆ ที่เธอก็เห็นกิ่งไม้นั้นอยู่ก่อนหน้านี้แล้วแท้ ๆ

“อู๊ย….ย….ย….!!!” หน้าผากเธอกระแทกกับกิ่งไม้นั้นเต็มแรง เด็กสาวยกมือข้างหนึ่งกุมหน้าผากเอาไว้ ถอยหลังกลับมาก้าวหนึ่ง

“เป็นอะไรรึเปล่าครับ” เขาแอบยิ้มน้อย ๆ ขำในความซุ่มซ่ามของหลานสาวเจ้าของไร่ จะบอกเธอแล้วว่าให้ระวัง แต่บอกไม่ทัน

“ไหน….ให้ผมดูหน่อย เป็นอะไรมากรึเปล่าครับ” พลางขยับเข้าไปใกล้

“ไม่ต้อง!” คุณหนูตะเกียงเสียงแข็ง ถอยตัวออกห่าง

นาย! ต้องแอบหัวเราะเยาะฉันอยู่แน่ ๆ บ้าจริง ๆ เลย ตะเกียงเอ๊ย!!

เด็กสาวคิดในใจ หลังจากเสียฟอร์มสุด ๆ

โอ๊ย! อับอายขายหน้าจริงจริ้ง…….!!!

คุณหนูตะเกียงก้มตัวรอดกิ่งไม้เดินหนี พร้อมกับมือข้างหนึ่งกุมหัวคิ้วข้างซ้ายเอาไว้

ผู้จัดการหนุ่มเดินตาม

“ไหนรับปากว่า ถ้าเป็นอะไรจะบอกผมไม่ใช่เหรอครับ”

ง่ะ!

งัดไม้นี้ออกมาจากหลุมไหนเนี่ย….?

“ก็…ก็…” เด็กสาวอ้ำอึ้ง พยายามคิดตาม ผิดคำพูดกับสิ่งที่เคยรับปากเขาไว้อย่างที่เขากล่าวหาจริงหรือ?

“นายก็เห็นอยู่แล้วว่า ฉันเป็นอะไร ต้องให้บอกอีกเหรอ” เธอตอบโดยไม่หันมามอง แต่น้ำเสียงอ่อนลง ใจหนึ่งอยากให้เขามาคอยใส่ใจ แต่อีกใจหนึ่งก็อยากเข้มแข็งด้วยตัวเอง ที่สำคัญเวลาเขาเข้ามาใกล้ ๆ หัวใจมันเต้นไม่ค่อยเป็นจังหวะเอาเสียเลย

“ไม่เป็นไรมากหรอกน่า”

ผู้จัดการไร่มองหลานสาวเจ้าของไร่อย่างพิจารณา เธอแตกต่างจากวันแรกที่มาถึง ตอนนั้นไม่ว่าจะทำอะไร เธอจะติดสอยห้อยตามเขาไปทุกแห่ง ให้เขาช่วยอันนั้นอันนี้ แม้อาจจะไม่บอกตรง ๆ แต่จะแสดงท่าทางให้รู้ว่า ต้องการให้ช่วย จะคอยขว้างค้อนสายตาให้ตลอดที่เขามักปฏิเสธในเรื่องที่คิดว่าไม่จำเป็น และเธอช่วยตัวเองได้ แต่ทว่า…ตอนนี้เธอกลายเป็นคนที่ทำอะไรด้วยตัวเองมากขึ้น ไม่ต้องให้เขาคอยช่วยเหลือเหมือนแต่ก่อน ตรงกันข้ามกับเขา ยิ่งเธอเป็นแบบนี้ ไม่รู้ทำไม เขายิ่งรู้สึก อยากช่วยเธอมากขึ้น อยากใส่ใจเธอมากขึ้น

“หายเจ็บรึยังครับ”

น้ำเสียงเอื้ออาทรนั้นทำให้เธอเกือบใจอ่อน

“หายแล้วล่ะ” เธอตัดสินใจบอกเขาอย่างนั้น แม้จะยังรู้สึกเจ็บ ๆ อยู่ก็ตาม ไม่อยากให้ตัวเองออเซาะให้เขามาคอยดูแลกับเรื่องเล็ก ๆ แค่นี้ เธอต้องเข้มแข็ง พึ่งตัวเองได้สิน่า….

“หายเจ็บแล้ว ทำไมยังต้องกุมหน้าผากอยู่ละครับ” ผู้จัดการหนุ่มถามพลางอมยิ้มน้อย ๆ

คนปากแข็ง ปากกับใจไม่ตรงกัน!

เขาคิดในใจ

รวิวารรีบเอามือออกจากหน้าผาก

“เปล่า…..นะ”

ก่อนจะทำลอยหน้าลอยตา เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“แค่นี้เหรอ เรื่องเล็กน่ะ” แล้วหันมาเฉิดหน้าใส่ชายหนุ่ม

ขี้เก๊กจริง ๆ แม่สาวน้อย เขาคิดในใจ อยากจะยกมือเขกมะเหงกตรงรอยปื้นแดงตรงหน้าผากมนของเธอตอนนี้เหลือเกิน จะลอยหน้าลอยตาได้แบบนี้หรือเปล่านะ?

ชายหนุ่มจ้องมองรอยแดงตรงหน้าผากหลานสาวเจ้าของไร่ มองเห็นเศษไม้เล็ก ๆ ติดอยู่ตามปรอยผม และบริเวณหน้าผากนั้น มือข้างหนึ่งยกขึ้นเพื่อจะหยิบเศษไม้ออกให้เธอ แต่แล้วกลับเปลี่ยนใจ

“มีเศษไม้ติดอยู่ที่ผมคุณ ระวังมันจะปลิวเข้าตานะครับ”

เด็กสาวรีบก้มศีรษะลงแล้วยกมือปัด ๆ

“ออกยัง”

“เหลือชิ้นหนึ่งครับ ผมหยิบออกให้นะ” เอื้อมมือหยิบเศษเปลือกไม้ที่ยังหลงเหลือบนผมเธอออก

เด็กสาวมองหน้าชายหนุ่มตาแป๋ว

“หายเจ็บแน่นะครับ ให้ผมเป่ากระหม่อมให้มั้ย…”

“บ้า! ฉันไม่ใช่เด็กเล็ก ๆ นะ” สีหน้าเธอจริงจังขึ้นมาทันที

ผู้จัดการหนุ่มคลี่ยิ้ม

“โตแล้วก็ต้องทำงาน มีเหตุผล ไม่เอาแต่ใจตัวเองนะครับ”

“รู้แล้วน่า…ฉันก็ทำงานนะ” เด็กสาวรีบตอบอย่างรวดเร็ว พลางบ่นในใจ ตัวเองก็เหมือนกันแหละ เชอะ!! ว่าแต่เค้า!! ใคร ๆ ก็เอาแต่ใจตัวเองทั้งนั้น แต่มากหรือน้อยต่างกันเท่านั้นเอง เพียงแต่เราจะรู้ตัวหรือเปล่าว่า ตอนนี้เราเริ่มเอาแต่ใจตัวเองแล้วนะ

คนฟังทำหน้าสงสัย

“งานหลักของฉันก็คือ ตั้งใจเรียน เรียนหนังสือให้จบไงเล่า…….” สาวน้อยหัวเราะ

“อืม…ว่าแต่…ทำไมนายเรียนจบถึงเลือกทำงานที่ไร่ตะเกียงไพรล่ะ” เธอเคยได้ยินคุณตาเล่าว่า ทั้ง ๆ ที่มีหลายคนที่แนะนำงานให้เขา มีบริษัทหลายบริษัทอยากได้เขาไปทำงานด้วย ให้ค่าตอบแทนสูง แต่เขากลับปฏิเสธ

“ผมรักที่นี่ครับ” เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนละสายตาจากเธอไปมองรอบตัว ที่เต็มไปด้วยต้นไม้ใบหญ้าเขียวครึ้ม ลมพัดใบไม้ไหวเป็นเพลงใบไม้

“รักคนที่นี่ด้วย” เขาหันกลับมาจ้องหน้าหลานสาวเจ้าของไร่

คนถูกจ้องหน้า ใจหายวาบ… มือไม้เย็นขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ

“ผมรักที่นี่เหมือนบ้าน ผมรักต้นไม้ และภูมิใจมากที่เราได้ผลิตอาหารดีดีให้ผู้คนได้ทาน รู้สึกมันเป็นงานที่มีคุณค่ามากครับ” เขาหันกลับไปมองต้นไม้ทุกต้นที่แวดล้อมตัวเขาอยู่เวลานี้อย่างมีความสุข ที่ ๆ เต็มไปด้วยความรักและความผูกพันมากมาย

คนฟังรู้สึกหายใจหายคอโล่งขึ้น เมื่อชายหนุ่มหันหน้ากลับไป ไม่รู้ทำไมเวลาเขาหันมาจ้องหน้าเธอ รู้สึกปั่นป่วนยังไงชอบกล

“คนเราตื่นมาก็ต้องทำงานกันทุกคน แต่มันต่างกันที่คุณค่าของงานที่เราทำ มีคุณค่าแค่ไหน เป็นประโยชน์ต่อคนอื่น สังคม ประเทศชาติ จนถึงเป็นประโยชน์กับโลกรึเปล่า…บางคนอาจจะทำงานผิดศีลธรรม เอาเปรียบคนอื่น เอาเปรียบธรรมชาติ สิ่งที่เขาทำหรือการกระทำนั้นจะเป็นพิษเป็นภัยต่อใครบ้าง มันต้องเป็นกรรมติดตัวเขาไปอย่างแน่นอน”

เขาอธิบายไปเรื่อย ๆ เมื่อมองเห็นดวงตากลมคู่นั้นของคนฟัง มองเขาอย่างตั้งใจ แววตาของเธอสดใสดูมีชีวิตชีวา สายตาที่กำลังมองเขาอย่างชื่นชมไม่แตกต่างจากคนงานที่มองเขาด้วยสายตาแบบนี้เสมอ แต่รู้สึกแปลกที่ ถ้าเป็นเธอ เขากลับรู้สึกดีอบอุ่นในหัวใจขึ้นมาอย่างประหลาด

“ผมอยากมีชีวิตอย่างมีความสุขกับการทำสิ่งที่มีคุณค่า”

คำตอบของผู้จัดการไร่ทำให้เธอทึ่งในความคิดของผู้ชายคนนี้เหลือเกิน

“แล้วคุณตะเกียงละครับ เรียนจบแล้ว จะมาทำงานที่ไร่ตะเกียงไพรหรือเปล่าครับ” ระบิลหันมาถามเธอบ้าง

“อืม…น่าสนใจนะ ฉันตั้งใจอยากจะทำวิจัย ว่าสูตรปุ๋ยหมักชีวภาพที่เราใช้อยู่ เทียบสูตรปุ๋ยเคมีคือตัวไหนบ้าง”

เด็กสาวยิ้ม

“อ้อ!! ฉันมีความคิดใหม่นะ อยากจะตั้งบริษัทรับจ้างทำสวนทำไร่ไร้สารพิษล่ะ ขอให้มีที่ดิน เราจะไปทำสวนไร้สารพิษให้ นายว่าดีมั้ย”

“อืม…เข้าท่านะ เป็นความคิดที่ดี น่าสนใจครับ”

“นายว่าจะมีคนจ้างเราหรือเปล่า…?”

ผู้จัดการไร่ปล่อยให้หลานสาวเจ้าของไร่เล่าถึงความคิด ความฝันของเธอต่อไป และชื่นชมในความคิดสร้างสรรค์ของเธอด้วยเช่นกัน

==============


โดย: ริเศรษฐ์ วันที่: 2 พฤษภาคม 2550 เวลา:23:53:01 น.  

 
หางานไม่เจอ


โดย: ทิ้ว IP: 125.24.35.172 วันที่: 24 พฤษภาคม 2550 เวลา:19:31:31 น.  

 
หางานอะไรไม่เจอละคะเนี่ย.... ช่วยตอบด้วย เปลี่ยน!!


โดย: ริเศรษฐ์ IP: 203.153.170.155 วันที่: 29 พฤษภาคม 2550 เวลา:23:44:46 น.  

 

หานำแครรอทปั่นไม่เจอเลย


โดย: โอปอ IP: 222.123.48.217 วันที่: 26 กรกฎาคม 2550 เวลา:6:15:38 น.  

 
จบถึงตอนนี้เหรอครับ ผมนึกว่ามีต่อ รู้สึกว่ามันไม่จบยังไงไม่รู้


โดย: sayong6 IP: 117.47.0.182 วันที่: 5 สิงหาคม 2550 เวลา:0:48:27 น.  

 
ยังไม่จบค่า... กำลังเขียนตอนจบอยู่ค่ะ แต่ยังไม่ถูกใจ เลยยังไม่ได้เอาตอนจบมาลงซักที อิอิ สงสัยจะปีหน้าโน่นนะคะ ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะ จ่ายค่าอ่านเป็นคอมเม้นท์ด้วยน้า...เป็นคอมเม้นท์แล้วยิ้มได้อ่ะค่ะ

แนะนำสั่งสอน เอ้ย! ไม่ใช่ แนะนำติชมได้นะคะ ยินดีค่า....



โดย: พี่ดอกไม้ค่ะ IP: 203.153.170.100 วันที่: 26 กันยายน 2550 เวลา:23:58:31 น.  

 
เเ


โดย: เเส IP: 117.47.28.47 วันที่: 16 ตุลาคม 2550 เวลา:0:37:18 น.  

 
ดีจร้า แต่งได้สุดยอดมากกว่าจะอ่านหมด เหนื่อยๆๆแค้กๆๆๆ


โดย: โอม IP: 117.47.213.78 วันที่: 31 สิงหาคม 2551 เวลา:7:11:18 น.  

 
สุดยอด สวยงาม


โดย: ชมภูพูคา IP: 125.24.158.180 วันที่: 3 กันยายน 2551 เวลา:14:32:06 น.  

 
อ่านไปก็นั่งอมยิ้มไปด้วย เขียนได้น่ารักดีค่ะ จะรออ่านตอนจบนะคะ


โดย: จี๊ด IP: 58.8.89.223 วันที่: 4 กันยายน 2551 เวลา:14:50:40 น.  

 
โอม ชมภูพูคา จี๊ด
หวัดดีค่า... ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาอ่านนะคะ ว่าแต่มาอ่านเรื่องนี้ได้ยังไงละคะเนี่ย... อยากรู้จังเลย

อ่านจนถึงบรรทัดสุดท้ายได้นี่ เก่งมาก ๆ เลยนะคะ ^ _ ^

โอกาศหน้าเชิญใหม่นะ


โดย: ริเศรษฐ์ IP: 124.120.7.145 วันที่: 10 กันยายน 2551 เวลา:0:11:58 น.  

 
สนุกมากมายค่ะ


โดย: rarun IP: 58.8.155.63 วันที่: 21 พฤษภาคม 2552 เวลา:23:52:25 น.  

 
ขอบคุณมาก ๆ ค่า... rarun ดีใจที่ชอบนะคะ


โดย: ริเศรษฐ์ วันที่: 22 พฤษภาคม 2552 เวลา:19:10:07 น.  

 
ตอนที่ 11

ห้องประชุมราชพฤกษ์
โต๊ะตัวยาวกลางห้องสีน้ำตาลเข้มตัดกับสีเหลืองอ่อนของฝาผนัง ตรงมุมห้องประดับแจกันดอกราชพฤกษ์สีเหลืองสด หน้าต่างใสบานใหญ่ ทำให้มองเห็นต้นราชพฤกษ์สีเหลืองสว่างสดใสรายล้อมอยู่ด้านนอกอาคาร ถ้วยแก้วทรงสูงบรรจุน้ำเก๊กฮวยเย็นเฉียบวางเยื้องอยู่ทางขวามือ แฟ้มเอกสารวางอยู่ด้านหน้าของหัวหน้างานทุกคน ผู้เข้าร่วมประชุมทุกฝ่ายของไร่ตะเกียงไพรนั่งขบาบเต็มทั้งสองด้านของโต๊ะประชุม ท่านประธานไร่ตะเกียงไพรนั่งเด่นเป็นสง่านั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะ ถัดไปด้านขวามือเป็นผู้จัดการไร่ตะเกียงไพร

สายตาทุกคู่กำลังมองไปที่หัวหน้าฝ่ายคลังสินค้าแจ้งยอดจำนวนข้าวทั้งหมดที่เหลืออยู่ในโกดังเก็บข้าว ชี้แจงปัญหาเรื่องข้าวจะไม่พอขายจนถึงสิ้นปีนี้ เพราะลูกค้าแห่กันมาซื้อข้าวจำนวนมากจนข้าวในคลังสินค้าหมดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากข้าวทั่วไปขึ้นราคาเกือบเท่าตัว มีผลมาจากจีนและเวียดนามถูกน้ำท่วมทำให้ข้าวขาดตลาด ราคาจึงพุ่งทะลุขึ้นไปเป็นเท่าตัวอย่างนี้ อย่างไรก็ตามร้านค้าของไร่ตะเกียงไพรขายข้าวราคาเท่าเดิมซึ่งถูกกว่าที่อื่นมาก ข้าวที่ขายนี้มาจากกลุ่มเกษตรกรที่ปลูกข้าวแบบไร้สารพิษ ฝ่ายการตลาดเสนอแนวทางแก้ปัญหาคือ ให้ขายข้าวที่มีอยู่ให้หมดไปเลย แล้วซื้อข้าวใหม่เข้ามาเพื่อบรรเทาความต้องการซื้อข้าวของลูกค้า หรืออีกวิธีคือ การจำกัดการขายข้าว เพื่อที่ข้าวจะได้พอขายไปจนถึงสิ้นปีนี้

“ผมคิดว่าเราควรขึ้นราคาข้าวนะครับ เพราะจะได้ทำให้ลูกค้าไม่แห่มาซื้อข้าวที่เราที่เดียว เพราะราคาถูกกว่าที่อื่นมาก” หัวหน้าฝ่ายขายเสนอ

“ขึ้นราคาตอนนี้ก็ไม่เสียหาย เพราะข้าวที่ไหนก็ขึ้นราคากันทั้งนั้น” หัวหน้าฝ่ายการตลาดสนับสนุน

“ที่สำคัญเรามีหนี้สินที่ต้องชำระ น่าจะถือโอกาสนี้ขึ้นราคาข้าวได้นะครับ” ฝ่ายจัดซื้อเห็นด้วย

“แต่เราไม่ควรเอาเปรียบลูกค้าในช่วงที่ข้าวขึ้นราคา ในขณะที่ราคาต้นทุนของเราเท่าเดิม มันไม่ยุติธรรมกับลูกค้า และผิดหลักการนโยบายการค้าของเรานะครับ” ผู้จัดการไร่คัดค้านการขึ้นราคาข้าว

ผู้สนับสนุนให้ขึ้นราคาขายข้าวกับผู้คัดค้านสลับกันออกความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง

“ผมอยากให้พวกคุณคิดว่า ข้าวไม่ใช่สินค้า แต่เป็นอาหารที่เราต้องแบ่งปันกันกิน”

โรจน์รวี ท่านประธานไร่ตะเกียงไพรพูดขึ้นหลังจากฟังแต่ละฝ่ายแสดงความเห็นมาระยะหนึ่งแล้ว

“หนึ่งในนโยบายของเรา สินค้าคุณภาพดี ราคาถูก ไม่ฉวยโอกาส และเราควรถือโอกาสนี้ช่วยเหลือลูกค้ามากกว่าที่จะเห็นแต่ผลประโยชน์ หวังว่าทุกท่านคงยังไม่ลืม”

ทุกคนที่อยู่ในที่ประชุมเงียบกริบเมื่อท่านประธานพูดถึงนโยบายของไร่ตะเกียงไพร

“ผมขอเสนอให้ขายข้าวไร้สารพิษที่เรามีอยู่จำกัดนี้ให้เฉพาะลูกค้าประจำที่เป็นร้านอาหารเท่านั้น ส่วนลูกค้าทั่วไป เราน่าจะซื้อข้าวจากภายนอกมาขาย อย่างน้อยประชาชนจะได้ข้าวราคาถูกกว่าซื้อที่อื่น เพื่อบรรเทาความต้องการของประชาชนครับ”


หลายคนพยักหน้าเห็นด้วยกับผู้จัดการไร่ แต่บางคนยังข้องใจเนื่องจากช่วงหลังนี้ราคาน้ำมันสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ น้ำตาล และ ข้าวของต่าง ๆ แพงขึ้น ซึ่งทำให้ต้นทุนสูงขึ้น แต่ราคาสินค้าของไร่ตะเกียงไพรแทบจะยังไม่เคยปรับราคาขึ้นเลย

ท่านประธานไร่ตะเกียงไพรหยิบแว่นสายตาขึ้นมาสวม บอกให้ทุกคนพลิกแฟ้มเอกสารด้านหน้าไปที่หน้างบการเงิน ชี้ให้ทุกคนดูงบการเงินว่ายังมีกำไรอยู่พอสมควร ที่สำคัญน่าแปลกที่ยอดขายของไร่ตะเกียงไพรกลับดูมีแนวโน้มสูงขึ้นด้วยซ้ำ เมื่อดูเปรียบเทียบกับปีที่แล้วในเดือนเดียวกัน และปีนี้ของเดือนที่แล้ว ตรงกันข้ามกับเศรษฐกิจโดยทั่วไปที่ค่อนข้างแย่ ถอดแว่นออก แล้วตอบว่า

“เรายังพอไหว ขอให้ชะลอการปรับราคาสินค้าออกไปก่อน”

รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏบนสีหน้าของผู้จัดการไร่ตะเกียงไพร มองท่านประธานด้วยความชื่นชมและเปี่ยมล้นด้วยความศรัทธา คนที่คำนึงถึงประโยชน์ของคนอื่นมากกว่าตัวเองจะมีกี่คน ปัญหาข้าวราคาแพงขึ้นเป็นเท่าตัว ถ้าไม่มีไร่ตะเกียงไพร ประชาชนจะหาข้าวราคาถูกได้ยากเต็มที ทั้ง ๆ ข้าวที่รับซื้อไว้แล้ว อยู่ในคลังสินค้าราคาทุนไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลย แต่ราคาขายกลับขึ้นเอา ๆ ที่สำคัญ คนที่ได้กำไรจากการขึ้นราคาข้าวกลับเป็นพวกนายทุนมากกว่าชาวนา พอข้าวขายได้ราคา ประชาชนแห่มาปลูกข้าวกันยกใหญ่ ทำให้ปุ๋ยต้องขึ้นราคา พอข้าวออกรวง ข้าวก็ล้นตลาดเพราะคนปลูกกันมาก ชาวนาก็ถูกกดราคาข้าวอีก มันเหมือนเข้าสู่วังวนที่ไม่มีที่สิ้นสุด

เขาภูมิใจที่ได้ทำงานอันทรงคุณค่านี้ ได้ผลิตอาหารดีดีสู่ประชาชน ได้ช่วยเหลือประชาชนให้ได้ซื้อของใช้
ราคาถูกยุติธรรม ที่สำคัญการได้ร่วมงานกับคนที่มีอุดมการณ์เดียวกันนี่สิ เยี่ยมยอดที่สุด หากเป็นองค์กรแสวงหากำไรทั่วไป คงจะไม่มีใครยอมเสียโอกาสที่จะฉกฉวยผลประโยชน์นี้ได้เลย

การประชุมดำเนินมาถึงวาระพลังงานที่นับวันราคาน้ำมันจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างไม่มีท่าทีว่าจะลดลงง่าย ๆ ไร่ตะเกียงไพรเริ่มมีโครงการศึกษาการจัดการเกี่ยวกับขยะ ส่งเสริมให้มีการคัดแยกขยะ โดยนำขยะเปียกไปหมักเพื่อทดลองทำไบโอแก๊ส แล้วนำแก๊สที่ได้มาใช้เป็นเชื้อเพลิงในการประกอบอาหารภายในไร่และร้านค้า ส่วนขยะอื่นนำไปขายตามประเภทต่าง ๆ ในอนาคตจะพัฒนานำแก๊สที่ได้มาใช้ปั่นกระแสไฟฟ้าด้วย ผู้จัดการไร่พยายามศึกษาหาความรู้และเป็นตัวตั้งตัวตีผลักดันเรื่องนี้อย่างเต็มที่มาตลอด แต่ทุกย่างก้าวมันไม่ใช่ง่าย ๆ เลย การที่จะทำให้คนเปลี่ยนความเคยชินเดิม ๆ ของตัวเองมาเสียเวลาให้ความสำคัญกับการแยกขยะ หันมาตระหนักและช่วยกันเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ซึ่งนับวันสิ่งแวดล้อมจะทวีความเลวร้ายขึ้นไปทุกขณะ ระบิลเริ่มชี้แจงปัญหาให้ที่ประชุมทราบ

ม่านโดยรอบถูกรูดมาปิดโดยอัตโนมัติเพื่อกันแสงสว่างจากภายนอก จอโปรเจคเตอร์ถูกเลื่อนลงมาจากด้านบนเพื่อฉายภาพประกอบคำบรรยาย

“จากการที่เรารณรงค์ให้มีการคัดแยกขยะภายในชุมชนของไร่ตะเกียงไพร และชาวบ้านในหมู่บ้านใกล้เคียงให้มีการคัดแยกขยะ โดยมีโครงการขยะแทนเงิน ถ้าชาวบ้านจะนำขยะต่าง ๆ ที่คัดแยกแล้วมาให้ที่ไร่ตะเกียงไพร จากนั้นจะได้คูปองซึ่งใช้แทนเงินสด สามารถซื้อของใช้จำเป็นที่ร้านค้าของไร่ตะเกียงไพรได้ ตอนแรกประชาชนยังไม่ค่อยสนใจมากนัก คิดว่าถ้ามีการรณรงค์อย่างต่อเนื่อง ชาวบ้านจะเข้าใจมากขึ้น และให้ความสนใจโครงการนี้ จากการแยกขยะเพียง10% ขณะนี้เรามีรายได้ต่อเดือนหนึ่งหมื่นบาทขึ้นไปครับ ถ้าเราแยกได้ 100 % เราจะมีรายได้มากขึ้นแน่นอน โครงการโรงไฟฟ้าของเราน่าจะได้เริ่มโครงการเร็วขึ้น เป็นการลดมลภาวะเป็นพิษ เป็นการลดขยะที่นับวันจะไม่มีที่ทิ้ง เป็นการช่วยสิ่งแวดล้อม อยากให้พวกเราทุกคนช่วยกันนะครับ” ผู้จัดการไร่ตะเกียงไพรกล่าวถึงความคืบหน้าของโครงการ

“ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดคือ การแยกขยะของแต่ละแผนกยังไม่ดีพอนะครับ ขอให้แต่ละแผนกเคร่งครัด ในการคัดแยกขยะให้ถูกต้องด้วยครับ” เป็นการพูดครั้งที่เท่าไหร่เขาจำไม่ได้แล้ว ปัญหานี้ก็ยังต้องพูดซ้ำซากอยู่เรื่อยมา วันนี้เขาจึงขอความร่วมมือให้ทุกแผนกช่วยกันแยกขยะ ถ้ายังไม่ได้ผลจะมีมาตรการเข้มให้แต่ละแผนกเข้าเวรไปช่วยคัดแยกขยะด้วย

“ผมหวังว่า ทุกฝ่ายจะให้ความร่วมมือกับโครงการนี้เป็นอย่างดี คราวหน้าคงได้ทราบข่าวการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และผลความคืบหน้าของการดำเนินงานโครงการนี้ด้วย” ท่านประธานช่วยเน้นให้ความสำคัญ และเป็นการให้กำลังใจผู้จัดการไร่ที่การอนุมัติขอกู้เงินเพื่อก่อสร้างโรงไฟฟ้านั้นถูกชะลอออกไปก่อน ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มไม่ค่อยดีนัก เจ้าของไร่ตะเกียงไพร่มองเห็นแววตาความมุ่งมั่นของผู้จัดการไร่มาตั้งแต่ยังเด็กที่ไม่เคยยอมแพ้อะไรง่าย ๆ เขามั่นใจว่า โครงการนี้จะต้องประสบผลสำเร็จในอนาคต

================

หยดน้ำเล็ก ๆ ถูกเหวี่ยงกระจายออกไปเป็นวงกว้างอยู่เหนือแปลงผักสีเขียวสดซึ่งฉีดน้ำออกมาจากเสาสปิ๊งเกอร์ที่อยู่กลางแปลงผักต่าง ๆ หมุนเป็นวงกลม แสงแดดยามสายสะท้อนกับหยดน้ำเป็นประกาย คุณหนูตะเกียงหมุนก๊อกเปิดน้ำให้สปิ๊งเกอร์ทำงาน เดินไล่เปิดน้ำรดแปลงผักระยะทางเป็นกิโลเลย ว่าแล้วจึงนั่งพักใต้ร่มไม้ข้างแปลงผัก

“อ้าว…ฟักทอง”

แมวหนุ่มสามสีเดินมาหาคุณหนูตะเกียง โน้มหัวแป้น ๆ ของมันมาคลอเคลียหน้าแข้งของเด็กสาวอย่างออเซาะ ก่อนจะล้มแผละ อ้อนตามนิสัยของแมวขี้อ้อน

“ว่าไง….” สาวน้อยโน้มตัวก้มลง ลูบหัวพ่อขนฟูอย่างเอ็นดู

“แง้ว…….ว” เจ้าเหมียวเงยหน้าขึ้นมาร้องอ้อน นัยตาสีอำพันจ้องมองนายสาวอย่างประจบ ก่อนจะหลับตาพริ้มอย่างน่าเอ็นดูซะเหลือเกิน

“เจ้านายของฟักทอง ใจร้ายทิ้งฉันรู้รึเปล่า…” คุณหนูตะเกียงฟ้องลูกน้องของผู้จัดการไร่ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเขามีประชุมก็ยังอดบ่นให้ลูกน้องของเขาฟังไม่ได้

แมวหนุ่มคอยืดคอยาวอย่างสบายใจเมื่อนายหญิงเกาคอให้ หลับตาพริ้มเชียว

มองเห็นเจ้าฟักทองขนฟูนอนหลับอย่างขี้เกียจ แหม…บทจะหลับก็หลับเอาดื้อ ๆ เลย คุณหนูตะเกียงมองเจ้าแมวหนุ่มสามสีอย่างอดคิดไม่ได้ ทุกวันเธอไม่เห็นเจ้าพ่อขนฟูทำอะไร วงจรชีวิตของมันนอกจากเดินไปเดินมา หากิน แล้วก็นอน ผสมพันธุ์ ชีวิตของมันมีเท่านี้เอง

เธอคิดว่า จะไม่ยอมมีชีวิตเหมือนแมวที่วัน ๆ ไม่ทำประโยชน์อะไรเลย เอาแต่นอน เอาแต่วิ่งเล่นไปวัน ๆ ชีวิตของเธอต้องมีคุณค่ากว่านั้น ทำประโยชน์ได้มากกว่านั้น

ใช่แล้ว!!!

ชีวิตของเธอจะไม่ใช่แค่นี้ จะต้องมีคุณค่า มีประโยชน์กว่านี้

หลานสาวเจ้าของไร่คิด แล้วรีบลุกขึ้น เธอจะไม่นั่งอย่างไร้ประโยชน์แบบนี้ ต้องไปหาอะไรทำแล้วล่ะ

แดดจ้ายามใกล้เที่ยงวันส่องแสงร้อนเปรี้ยง สะกดต้นไม้ทุกต้นให้ยืนนิ่งสนิทราวกับถูกสาบ ไม่มีลมไม่มีแล้งเอาซะเลย หลานสาวเจ้าของไร่ถอดหมวกสานออกมาพัดวีให้หายร้อน พลางยกแขนเสื้อซับเหงื่อไปพลาง ซับแล้วซับอีก รู้สึกหงุดหงิดกับอากาศที่ร้อนอบอ้าวน่าดู คุณหนูตะเกียงกลายเป็นหัวหน้าเด็กรวบรวมไพร่พลพาเด็ก ๆ ชั้นประถมของไร่ตะเกียงไพร ช่วยกันเก็บแก้วน้ำในห้องประชุมราชพฤกษ์ หลังปิดการประชุมเรียบร้อยแล้ว หัวหน้าแผนกต่าง ๆ ทยอยเดินออกมาจากห้องประชุม

“ขอบใจจ้า….” คุณหนูตะเกียงขอบใจเด็ก ๆ ที่มาร่วมด้วยช่วยกัน พร้อมกับแถมยิ้มให้กับหนู ๆ ตัวเล็กตัวน้อยลูกหลานของคนงานที่มาทำตัวให้เป็นประโยชน์ ดูน่ารักน่าเอ็นดูเหลือเกิน

เจ้าของไร่ตะเกียงไพรเดินเคียงมากับผู้จัดการหนุ่มมองเห็นเด็ก ๆ ช่วยกันคนไม้ละมือก็อดยิ้มอย่างชื่นชมไม่ได้

“คุณตา เสร็จแล้วหรือคะ” หลานสาวเจ้าตัวป่วนรีบเดินเข้าไปหา พลางเหลือบสายตามองคนที่ยืนถัดไปจากคุณตาของเธอ และพบว่าสายตานั้นรอสบตาเธออยู่ก่อนแล้ว ใบหน้าเรียบเฉยของผู้จัดการไร่แต้มรอยยิ้มเล็กน้อย
“ประชุมนานจังเลย” อดบ่นไม่ได้

“วันนี้มันมีหลายเรื่องน่ะ ก็บอกแล้วว่าให้เข้าไปนั่งข้างในด้วยกัน” คุณตาอยากให้หลานสาวของเขาคุ้นเคย และเรียนรู้กิจการนี้ของท่านไปทีละเล็กละน้อย

“ไม่ดีกว่าค่ะ เด็กอย่างตะเกียงคงไม่รู้เรื่องอะไรหรอก” สาวน้อยพูดพลางสั่นหัว

“ฟังบ่อย ๆ ต่อไปก็รู้เอง ไม่เรียนรู้จะรู้ได้ยังไงล่ะ” โรจน์รวี มองหลานสาวอย่างเอ็นดู ปีนี้เธอดูโตขึ้นกว่าปีก่อน ๆ มาก สมัยที่หลานสาวยังเด็กทั้งซน ทั้งดื้อ พูดอะไรไม่ฟังจนต้องแจกไม้เรียวเป็นประจำ

“เห็นน้ำมันขึ้นเอา ๆ มีผลกระทบต่อพวกเราไหมคะ” เด็กสาวสงสัย และได้ยินข่าวข้าวของพากันขึ้นราคา

“มี แต่ไม่มาก เพราะสินค้าส่วนใหญ่เราผลิตได้จากไร่ของเราเอง จะมีแต่ก็พวกน้ำมันที่ยังต้องซื้ออยู่ แต่ในอนาคตเราจะพึ่งตัวเอง จนไม่ต้องซื้อให้ได้ ระบิลเขากำลังศึกษาค้นคว้าอยู่” พลางบ่ายหน้าไปทางผู้จัดการไร่อย่างชื่นชม

“มือขวาของตาช่วยตาได้เยอะเลย ตะเกียงเรียนจบแล้วจะมาช่วยตามั้ยล่ะ” สายตาจับจ้องใบหน้าหลานสาวด้วยความปราณี

เด็กสาวเลิกคิ้ว

“แบบนี้ตะเกียงก็กลายเป็นมือซ้ายของคุณตาสิคะ” สายน้อยพูดกลั้วหัวเราะ

ทำให้ผู้สูงวัยต้องหัวเราะขำไปด้วยอย่างอารมณ์ดีเป็นพิเศษ เขาดีใจที่หลานสาวไม่ได้ปฏิเสธ หลังจากที่ออกจะผิดหวังกับลูกสาวลูกชายที่ไม่สนใจงานไร่งานสวนเอาเสียเลย

“หิวแล้วค่ะ คุณตาไปทานข้าวกันดีกว่า” คุณหนูเปลี่ยนเรื่อง ดึงมือคุณตาให้ลงจากเรือนราชพฤกษ์

“วันนี้อากาศร้อนมาก ดูสิคะ ต้นไม้ไม่กระดิกเลย” เธอชี้ให้คุณตาดูต้นไม้ที่ยืนนิ่งท่ามกลางแดดเปรี้ยงของยามใกล้เที่ยง พลางพัดหมวกสานในมือไปมาถี่ยิบ

“ก็มันใกล้เที่ยงแล้วนี่ครับ ไม่ใช่เวลาเช้าซะหน่อย” ผู้จัดการหนุ่มที่เดินเงียบมานานเอ่ยปากขึ้น

หันไปมองผู้จัดการหนุ่มมาดขรึมที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ไม่มีทีท่าสะทกสะท้านกับอากาศร้อนเอาเสียเลย เหงื่อเม็ดใสสะท้อนกับแสงอาทิตย์เป็นประกาย

ไม่ร้อนบ้างหรือไงนะ?

“ระบิล ร้อนรึป่าว นายไม่ร้อนบ้างเหรอ” คุณหนูตะเกียงสงสัยที่ไม่เห็นเขาต้องแสดงอาการอะไรอย่างเธอเลย

ชายหนุ่มหันมามอง

“ไม่เท่าไหร่ครับ”

คนถามเบิกตาโต

“หา……..!!”

“ผมลืมครับ”

คำตอบนั้นทำให้อีกฝ่ายตาค้างอย่างงงงวยสุด ๆ

“อะไรนะ!!” สาวน้อยขมวดคิ้วอย่างไม่อยากจะเชื่อ

“นายลืมร้อนเหรอ?”

“ครับ ผมไม่ได้ใส่ใจความร้อนน่ะครับ รับรู้เฉย ๆ ว่ามันร้อน ร้อนเป็นธรรมดา แต่ไม่ได้ใส่ใจอะไรกับมัน ยิ่งทำเป็นร้อน มันก็จะยิ่งร้อนมากขึ้นนะครับ”

เมื่อเห็นคนฟังทำหน้างงจึงพูดต่อไป

“ความร้อนทำให้เราขับพิษออกทางเหงื่อไงครับ คิดเสียว่าได้เวลาขับพิษออกซะบ้างก็ดีนะ วัน ๆ คนเราต้องมีเหงื่อออกบ้างถึงจะดี แล้วที่จริงถ้าเราเลิกสนใจความร้อน มันจะร้อนน้อยลงนะครับ”

คุณหนูตะเกียงทำหน้าทำตาปริบ ๆ อย่างงุนงงยังไม่หาย

อย่างนี้ก็มีด้วย?

“คุณท่านครับ พรุ่งนี้จะมีลูกค้ามาเยี่ยมชมไร่ตะเกียงไพรประมาณ 50 คนครับ”

โรจน์รวีพยักหน้ารับทราบ

“พรุ่งนี้ผมต้องไปร่วมสัมมานาทางรอดของกสิกรรมไทย ฝากดูแลด้วยนะ ระบิล” งานที่ระบิลเป็นคนดูแลรับผิดชอบ เขาเชื่อมั่นว่าจะต้องผ่านไปด้วยดีเสมอ แล้วหันไปทางหลานสาว

“ตะเกียง พรุ่งนี้ช่วยระบิลดูแลต้อนรับลูกค้าด้วยนะ” คุณตาเน้นเสียงเป็นการเป็นงาน

สาวน้อยเบิกตาโต กำลังจะอ้าปากโวยวายแต่ไม่ทัน…

“ไม่มีแต่…. ต้องไปฝึก เข้าใจรึเปล่า” เสียงคุณตาเข้มขึ้นอย่างรู้ทัน รีบพูดดักไว้ก่อนที่หลานสาวจะอ้าปากประท้วง

รวิวารได้แต่อ้าปากค้าง สีหน้าครุ่นคิด เธอไม่ชอบคนเยอะ ๆ แถมต้องคอยไปบริการคนอื่นอีก มันไม่ถนัดเอาซะเลย เฮ้อ….

เอาน่า…อาจจะมีเรื่องสนุกรอเธออยู่ก็ได้ ใครจะรู้ มีระบิลอยู่ทั้งคน ไม่เห็นต้องกลัวอะไรเลย

รีบปลอบใจตัวเอง พยายามมองโลกในแง่ดีไว้ก่อน

===============

บรรยากาศยามเช้าวันนี้ของไร่ตะเกียงไพรค่อนข้างคึกคักเป็นพิเศษ ทุกคนกำลังวุ่นวายตระเตรียมการต้อนรับคณะผู้มาเยี่ยมชมไร่ตะเกียงไพร ครั้งนี้พิเศษกว่าครั้งก่อน ๆ ที่ผ่านมา เนื่องจากลูกค้าแต่ละรายเป็นลูกค้าชั้นดีมีระดับ มีวิสัยทัศน์กว้างไกลทั้งนั้น มีแต่ระดับผู้บริหารจากบริษัทห้างร้าน โรงแรม โรงพยาบาล ภัตตาคาร ร้านอาหารต่าง ๆ สถานเสริมความงาม เป็นต้น

ผู้จัดการไร่กำลังย้ำแผนงานกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริการของไร่ตะเกียงไพรทุกคน ถึงสถานที่ที่จะพาลูกค้าไปเยี่ยมชม เวลานัดหมาย ฝ่ายอาหาร ตลอดจนรายละเอียดต่าง ๆ ของงานอีกครั้งหนึ่ง หลังจากนั้นเดินตรวจดูความเรียบร้อย

“เตรียมพร้อมรึยังครับ” ระบิลหันไปถามผู้ช่วยจำเป็น

หลานสาวเจ้าของไร่พยักหน้าเนือย ๆ
“ฉันไม่ชอบคนเยอะ ๆ เลย”

“ก็คิดว่า ไร่ของเรามีดี มีประโยชน์ที่จะเผยแพร่ออกไปให้ผู้คนรับรู้สิครับ เขาจะได้เอาไปทำบ้าง ไม่อยากให้มีไร่แบบเราเกิดขึ้นเยอะ ๆ หรือครับ”

“แต่ฉันบริการใครไม่เป็นนี่นา” เด็กสาวอิดออด

“ก็คิดว่า เวลาเราไปดูงานที่ไหน เราอยากให้เขาต้อนรับเราอย่างไร ก็ทำอย่างนั้น เราคิดว่าทำอย่างไรที่จะให้คนที่มาไร่ของเรามีความสุข ไม่มีอะไรยุ่งยากหรอก เขาถามอะไรเราก็ตอบไป แล้วก็ยิ้มให้เขา แค่นั้นเอง ทำเท่าที่คุณทำได้ก็พอครับ ถ้าเกิดปัญหาอะไรขึ้นมา ถามผมได้ตลอด ผมจะช่วยคุณเอง” ผู้จัดการไร่อธิบายเชิงให้กำลังใจ

“ผมเชื่อว่า คุณจะทำได้ดีนะ”

เด็กสาวมองหน้าผู้จัดการหนุ่มด้วยคำถามว่า จริง ๆ หรือ?

ชายหนุ่มพยักหน้ารับ ริมฝีปากเหยียดตรงอมยิ้มเล็กน้อย ทำให้คุณหนูตะเกียงพอจะเริ่มยิ้มออกได้บ้าง และบอกตัวเองว่า เธอทำได้ ทำได้แน่นอน และจะทำได้ดีอย่างที่เขาบอกด้วย ยิ่งบอกตัวเองว่า ทำไม่ได้ มันยิ่งไม่มีหนทางเป็นไปได้เลย แต่เมื่อเราบอกตัวเองว่า ต้องได้สิ เราทำได้ เท่ากับเราได้ให้โอกาสตัวเราเองครึ่งทางแล้ว

หลังจากที่ลูกค้าทยอยเดินทางมาถึง และลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว ผู้จัดการไร่ตะเกียงไพรจึงกล่าวต้อนรับ

“สวัสดีครับ ไร่ตะเกียงไพรยินดีต้อนรับครับ ผม ระบิล ผู้จัดการไร่ตะเกียงไพร จะเป็นผู้นำท่านเยี่ยมชมไร่ของเรา ก่อนอื่นขอให้ท่านรับชมการแสดงเล็ก ๆ น้อย ๆ จากเด็กนักเรียนซึ่งเป็นลูกหลานของชาวไร่ตะเกียงไพรครับ”

เด็ก ๆ ตัวน้อย ๆ สวมชุดไทยพื้นบ้าน ทั้งเด็กหญิงเด็กชายปะแป้งแก้มขาวโพลน ออกมารำอย่างพร้อมเพรียง ท่ารำง่าย ๆ แต่เด็ก ๆ ทำอะไรก็น่ารักน่าเอ็นดูไปหมด พอจบการแสดง พวกหนู ๆ พากันวิ่งเข้าไปหาผู้ชมพร้อมกับมอบดอกไม้ให้เป็นการต้อนรับ ผู้ชมต่างเซอร์ไพรส ปรบมือเกรียวกราว ยิ้มแย้มรับดอกไม้จากเด็ก ๆ ด้วยความพึงพอใจ

“ในระหว่างการเดินทางขอให้ทุกท่านอย่าเดินออกนอกเส้นทางนะครับ เพราะไร่ของเรากว้างขวางมาก อาจจะหลงทางได้ หากมีข้อสงสัยอะไร ต้องการความช่วยเหลือ หรือต้องการซักถาม ขอให้ถามเจ้าหน้าที่ของเราได้ครับ”

เมื่อจบการแนะนำผังรายการเรียบร้อยแล้ว คุณหนูตะเกียงหนึ่งในเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ รับหน้าที่เดินไปช่วยแจกหมวกสานเก๋ไก๋ที่ทำจากกล่องนมให้กับผู้เยี่ยมชมไว้ใส่กันแดด

ชายหนุ่มภูมิฐานสวมทีเชิ้ตสีขาว หันมารับหมวกสานจากหลานสาวเจ้าของไร่ เขาสะดุดเล็กน้อย เหมือนคุ้นหน้าคนแจกยังไงชอบกล? เหมือนเคยเห็นเธอที่ไหนซักแห่ง เขามองตามเธอไปด้วยความสงสัยเป็นที่สุด พยายามนึกว่าเคยเห็นเธอที่ไหนมาก่อนนะ? อยากจะมองเห็นใบหน้าของเธอชัด ๆ กว่านี้ จึงเดินตามไป

“ขอโทษครับ ผมรู้สึกหิวน้ำ จะทานน้ำได้ที่ไหนครับ” เขาอยากให้ผู้ช่วยจำเป็นหยุดสนธนากับเขาสักครู่ เห็นเธอเอาแต่ก้มหน้าก้มตาแจกแต่หมวก

รวิวารจึงหยุด เงยหน้ามองคนถามเป็นครั้งแรก เด็กสาวอึ้งไปชั่วขณะ เมื่อมองเห็นใบหน้าหนุ่มหล่อมาดเข้มที่ยืนอยู่ตรงหน้าคนนี้ชัดเจน

เธอจำเขาได้!

เพราะเขาเป็นความทรงจำอันงดงาม มันไม่น่าเชื่อเลยที่จะได้พบเขาอีก


“หิว…น้ำ…หรือคะ” เธอนิ่งไปหลายวินาที ก่อนจะนึกออกว่าจะพูดอะไรออกไปดี

ชายหนุ่มมองเธอนิ่ง พอจะเริ่มนึกออกแล้วว่าเคยเจอเธอที่ไหน? แล้วเธอล่ะ จำเขาได้รึเปล่านะ?



โดย: ริเศรษฐ์ วันที่: 13 สิงหาคม 2552 เวลา:19:46:17 น.  

 
“ครับผม ขอน้ำซักแก้วนะครับ” ชายหนุ่มยิ้ม มุมริมฝีปากโค้งได้รูปราวกับสร้างให้เกิดมาเพื่อยิ้มโดยเฉพาะ เวลาคลี่ยิ้มครั้งใด จึงเปลี่ยนใบหน้าเคร่งขรึมให้ดูร่าเริงสดใสเป็นคนละคนเลยทีเดียว

“เชิญทางนี้ค่ะ” สาวน้อยก้าวถอยหลัง พร้อมกับผายมือเชิญเขาไปยังโต๊ะบริการที่ตั้งอยู่ไม่ไกล ใจเต้นระทึกไปหมด จนเกือบทำอะไรไม่ถูก แต่พยายามเก๊กไว้เต็มที่ ไม่นึกไม่ฝันเลยว่าจะได้เจอเขาที่นี่

ให้ตายสิ! ไม่เจอกันนานมาก แต่ทำไมยังหล่อ……ออออ น่ารัก….ก เหมือนเดิมเลย ไม่เหมือนหลาย ๆ คนที่จะดูโทรม หรือไม่ก็แก่ไปเลยหลังจากเรียนจบทำงานแล้ว อาจจะเป็นเพราะทรงผมที่ตัดสั้น รองทรงสูง ผิวขาวสดใสสุขภาพดี ร่างสูงสง่าผ่าเผยสมส่วน สมาร์ท ประกอบกับใบหน้าหล่อ คมเข้มที่เสริมให้ดูเท่ดูดีเป็นพิเศษ

รวิวารหยิบแก้วน้ำใสจากถาดใส่แก้วขึ้นมา

“ไม่ทราบว่าทานน้ำกระเจี๊ยบ มะตูม หรือเก๊กฮวยดีคะ” ผู้ช่วยจำเป็นถาม

“เก๊กฮวยครับ”

สาวน้อยยื่นน้ำสีอำพันส่งให้

“ขอบคุณครับ” หนุ่มหล่อยกแก้วขึ้นดื่ม
“สดชื่นขึ้นเยอะเลยครับ อร่อยชื่นใจ” นึกแปลกใจที่ไร่แห่งนี้ต้อนรับแขกผู้มาเยือนด้วยน้ำสมุนไพรมากกว่าจะเป็นน้ำอัดลม หรือน้ำหวานอย่างอื่น

เขาอยากจะบอกเด็กสาวว่าเคยเห็นเธอมาก่อน แต่ไม่รู้จะเริ่มพูดกับผู้ช่วยจำเป็นอย่างไรดี ทั้ง ๆ ที่หนุ่มนักสังคมอย่างเขาการพูดคุยกับสาว ๆ มันเป็นเรื่องไม่ยากเลยแต่กลับพูดไม่ออกขึ้นมาซะงั้น

“ใกล้ได้เวลาชมไร่แล้วนะคะ” ผู้ช่วยจำเป็นหันมาเร่งลูกค้าหนุ่ม เมื่อเห็นขบวนใหญ่เริ่มเคลื่อนขบวน เธออยากให้เขากลับเข้ากลุ่ม และอยากเป็นฝ่ายแอบมองชายหนุ่มอยู่ห่าง ๆ เหมือนแต่ก่อนมากกว่าให้เขาเป็นฝ่ายจ้องมองเธอแบบนี้

เมื่อเดินกลับมาที่กลุ่ม จึงรีบขอตัวไปจัดเตรียมเอกสารผังรายการ ขณะที่เดินไปยังโต๊ะลงทะเบียนนั้น สายตาสะดุดกับหญิงสาวสวยสวมแว่นสีชา ผมยาวสลวยรวบมัดเป็นหางม้าไว้อยู่ด้านหลัง บุคคลิกดูคล่องแคล่วกระฉับกระเฉง ใบหน้าสวยโฉบเฉียวโดดเด่นจนสะดุดตา แต่งกายรัดกุมดูเก๋และทันสมัย ยืนคุยอยู่กับผู้จัดการไร่ ท่าทางสนิทสนมกันเป็นพิเศษ เธอรู้สึกอย่างนั้น

“เพื่อนสมัยเรียนของนายค่ะ คุณหนู” ดอกแคกระซิบบอก

รวิวารพยักหน้ารับด้วยสีหน้าปกติ

“คุณตะเกียง ลูกค้ามีปัญหาอะไรหรือเปล่าครับ” ระบิลอดเป็นห่วงเธอไม่ได้ที่เห็นลูกค้าหนุ่มรูปหล่อเดินคุยอยู่กับผู้ช่วยจำเป็นของเขาเป็นนาน รีบเดินมาหาหลานสาวเจ้าของไร่

“ไม่มีอะไร ลูกค้าหิวน้ำเฉย ๆ” ผู้ช่วยจำเป็นตอบเสียงราบเรียบ พยายามปั้นสีหน้าให้ปกติที่สุด เมื่อเห็นเพื่อนสาวสวยของเขายังเดินตามมาด้วยราวกับผู้เฝ้าติดตาม ใจมันพาลจะรู้สึกร้อนอบอ้าวขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ

“นี่เพื่อนสมัยเรียนผมครับ คุณเวสิยา” เขาแนะนำสาวสวยที่ยืนข้าง ๆ มาพร้อมกับกลิ่นน้ำหอมหอมฟุ้ง

“นี่คุณตะเกียง หลานสาวคุณโรจน์รวีครับ” แล้วแนะนำเด็กฝึกงานจำเป็นให้เพื่อนสาวของเขารู้จัก

“ยินดีต้อนรับนะคะ” หลานสาวเจ้าของไร่ผงกศรีษะให้เล็กน้อย

เวสิยาพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มเล็กน้อย อดแปลกใจไม่ได้ที่ดูเหมือนเพื่อนหนุ่มของเธอจะแคร์หลานสาวเจ้าของไร่คนนี้เป็นพิเศษ ราวกับคอยมองอยู่เป็นระยะ แถมยังออกปากขอตัวเดินมาหาทันทีที่รวิวารเดินมาถึงโต๊ะลงทะเบียนอีกด้วย ทั้งที่เพื่อนหนุ่มของเธอคนนี้ เธอเองพยายามจีบเท่าไหร่ เขาก็ไม่เคยใจอ่อนให้กับเธอเลย แถมยังไม่เคยมีท่าทีสนใจผู้หญิงคนไหนอีกต่างหาก

“เดี๋ยวเราจะพาลูกค้าไปเยี่ยมชมสวนตัวอย่างนะครับ”

คุณหนูตะเกียงพยักหน้ารับทราบ จริง ๆ เขาไม่จำเป็นต้องบอกเธอเลย เพราะเห็นจากใบแสดงผังรายการอยู่แล้ว

“นายระบิลเป็นห่วงคุณหนูนะคะ” ดอกแคกระซิบแหย่เบา ๆ หลังจากผู้จัดการไร่เดินเลยไป

“ไม่ห่วงได้ไงล่ะ ฉันเป็นเจ้านายเขานี่” คุณหนูตะเกียงพูดยิ้มๆ

“ที่แรกที่เราจะพาทุกท่านไปชมก็คือสวนตัวอย่างครับ ระยะทางไม่ไกลครับแค่ 5 กก. เท่านั้นเอง”

เสียงโห่เบา ๆ ดังขึ้นจากผู้เยี่ยมชมไร่

“อ๊ะ! ไม่ใช่! ครับ ล้อ….เล่น…..” สองพยางค์สุดท้ายลากเสียงยาว

“อย่าเพิ่งตกใจครับ แค่ 500 เมตรเท่านั้นเอง ที่สวนแห่งนี้จะปลูกพืชผักทุกชนิดที่ไร่ของเรามีจำหน่าย ทุกท่านพร้อมแล้วใช่มั้ยครับ ถ้างั้นไปกันเลย” ระบิลกวาดสายตามองผู้เยี่ยมชมไร่ทุกคนที่รวมตัวอยู่เบื้องหน้าอย่างพร้อมเพรียงแล้ว

“ดูแล้ว อย่าเพิ่งหิวกันนะครับ”

แดดอ่อนยามเช้าที่ออกจะสายเสียแล้วจัดขึ้น แต่ยังดีที่มีลมแผ่วพริ้วพัดมาบ้าง จึงทำให้บรรยากาศยังคงแจ่มใส และไม่ร้อนจนเกินไปนัก คุณหนูตะเกียงเดินตามไปกับขบวน มองผู้จัดการหนุ่มพูดแนะนำเส้นทาง อธิบายประวัติความเป็นมาของไร่ตะเกียงไพรคร่าว ๆ อย่างน่าสนใจและสนุกสนาน เธอมองผู้ร่วมเยี่ยมชมมีรอยยิ้มแต้มอยู่บนใบหน้ากันทุกคน อดแปลกใจไม่ได้ นอกจากการออกคำสั่งแล้ว เขาพูดแบบนี้เป็นด้วยหรือ?

เมื่อเดินมาถึงสวนตัวอย่างที่แบ่งเป็นแปลง ๆ แต่ละแปลงจะปลูกพืชผักหลายอย่าง แปลงละหลายชนิด มีการจัดพืชผักต่าง ๆ ปลูกเรียงสลับกันไว้อย่างสวยงาม มีทั้งการปลูกเรียงพืชผักเป็นรูปหัวใจ รูปดาว ปลูกคั่นสลับกับดอกไม้สีต่าง ๆ จัดได้อย่างสวยงามมาก ด้านข้างจะมีลูกฟักแฟงแตงกวามะเขือเทศห้อยระย้าเต็มไปหมด เรียกว่าใช้พื้นที่ทุกส่วนคุ้มจริง ๆ บรรดาผู้เยี่ยมชมต่างมองด้วยความตื่นตาตื่นใจและทึ่ง

“นี่ต้นอะไรครับ” หนุ่มหล่อพยายามเดินมาเรียบ ๆ เคียง ๆ ถามหลานสาวเจ้าของไร่ เพื่อชวนเธอสนธนา

“กวางตุ้งค่ะ” ผู้ช่วยจำเป็นชี้ไปที่ป้ายชื่อหน้าแปลงผัก

“มันแก่แล้วน่ะค่ะ เลยออกดอก” สาวน้อยอธิบายถึงบรรดาต้นกวางตุ้งที่ออกดอกสีเหลืองเล็ก ๆ สลอนอยู่บนต้นสูงชะรูดเกือบถึงหน้าอก อดขำไม่ได้เพราะเขาถามคำถามเดียวกับเธอเลย ตอนที่มาชมสวนตัวอย่างนี้ครั้งแรก

“แล้วนี่ละครับ” ชายหนุ่มชี้ไปที่ช่อดอกไม้สีม่วงเล็กดอกเล็กกระจิ๋วหลิวเป็นทิวแถวปลูกเป็นวงกลมเหมือนไม้ประดับ

“คะน้าค่ะ”

ชายหนุ่มอมยิ้มเขิน ๆ ที่ผักง่าย ๆ พื้น ๆ และได้ทานบ่อย ๆ ด้วยซ้ำเขากลับไม่รู้จักเลย

“ดูแปลก แต่ก็สวยดี เข้าใจทำนะครับ” เขาชอบไอเดียร์ที่เอาพืชผักสวนครัวมาทำเป็นไม้ประดับตกแต่งได้อย่างสวยงาม

“ขอถามหน่อยนะครับ” ชายหนุ่มคิดอยู่นานว่าจะแนะนำตัวกับเธออย่างไรดี กำลังรอจังหวะที่เหมาะสม

“คะ?” สาวน้อยมองหน้าของคนหนุ่มด้วยสายตาของคำถาม

“จำผมได้มั้ยครับ”

เด็กสาวชะงักกึ้ก!! มองเขาด้วยความงงงวย เขาจำเธอได้เหมือนกันหรือนี่!!

“พี่วิรามไงครับ ที่อยู่ข้างบ้าน เราเคยเล่นตีแบตด้วยกัน จำได้รึเปล่าครับ” เขาย้อนหลังถึงวัยเด็กที่เคยเล่นตีแบตกับเธอทุกเย็น

“พี่วิราม….” หลานสาวเจ้าของไร่เรียกชื่อของเขาแผ่วเบา

“พี่จำได้หรือคะ?” คุณหนูตะเกียงยังไม่หายงง ถามเขาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

“จำได้ครับ” มุมปากบุ๋มลึกลงไปเป็นรอยยิ้มสวย “ตะเกียงจำพี่ได้ใช่มั้ย”

ว้าว!! จำชื่อเธอได้อีกต่างหาก

“จำได้ค่ะ” พลางยิ้มกว้างด้วยความดีใจ

“แล้วทำไมไม่ทักพี่ล่ะ น่าตีจริง ๆ เลย” ชายหนุ่มย้อนถาม ว่าจะยกมือเขกกะโหลกเธอเหมือนตอนเด็ก ๆ แต่ดันสะดุดชนเข้ากับหน่อกล้วยต้นเล็ก ๆ จนเกือบล้ม ดีที่คว้าต้นกล้วยต้นใหญ่ข้าง ๆ ไว้ได้ทัน

“ระวังหน่อยนะคะ เดี๋ยวหน่อกล้วยจะเสียหายค่า…” คุณหนูตะเกียงแกล้งล้อ

คนตัวสูงหันมามอง แหม…มันน่าเขกมะเหงกให้เธอซักทีสองทีนะเนี่ย….

“ก็ไม่รู้ว่าพี่จะจำได้รึเปล่านี่นา… เดี๋ยวหน้าแตก ก็อายตายเลยสิคะ รอพี่ทักอยู่เหมือนกันค่ะ” พูดพลางยิ้มแย้มอย่างสดใสร่าเริง ดีใจที่สุดเลยที่เขาจำเธอได้

“แล้วถ้าพี่ไม่ทักเรา ตะเกียงก็จะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้งั้นเหรอ”

เด็กสาวแกล้งทำสีหน้าครุ่นคิดเล็กน้อย

“ก็ไม่รู้จะทำยังไงนี่นา…” มองหน้าชายหนุ่มที่ออกจะหล่อเหลาขนาดนี้

“ใจร้ายใจดำจริง ๆ เลย” อดค่อนแคะเธอไม่ได้

“แล้วพี่หายไปไหนละคะ” เธอไม่เห็นเขาเลยเมื่อเขาเรียนจบมหาลัย แถมจะไปไหนไปทำอะไรก็ไม่บอกเด็กข้างบ้านอย่างเธอซักคำเดียว

“บังเอิญพอพี่เรียนจบ พี่ย้ายไปอยู่คอนโดใกล้ที่ทำงาน เลยไม่ได้กลับไปพักที่บ้านเหมือนแต่ก่อน มัวแต่ทำงานสร้างเนื้อสร้างตัวอยู่น่ะครับ”

สายตาคมเข้มมองหน้าสาวน้อยข้างบ้านอย่างพิจารณา เธอไม่ใช่เด็กกะโปโลเหมือนแต่ก่อน เติบโตเป็นสาวแล้ว แต่ยังคงน่ารักน่าเอ็นดูอย่างเด็ก ๆ เหมือนเดิม ไม่เหมือนหญิงสาวสมัยนี้ เด็กสาวหลายคนอายุยังน้อยแต่แต่งตัวจัดจ้านจนดูเหมือนหญิงสาวดูแก่กว่าอายุที่ควรจะเป็น เขาไม่เข้าใจว่า เด็กสาวเหล่านั้นจะรีบเป็นสาวไปถึงไหนกัน

“โตขึ้นเยอะเลยนะ แล้วตะเกียงมาทำอะไรที่นี่ครับ”

“มา…” เด็กสาวคิดเล็กน้อย “มา…มาฝึกงานค่ะ”

“มาฝึกเป็นชาวไร่ชาวสวนหรือครับ” วิรามพูดพลางหัวเราะร่วน

“แต่ก็ดีครับ มาใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติบ้าง” ชายหนุ่มรู้สึกว่าเธอดูสดใสร่าเริงมองแล้วเป็นธรรมชาติสบายตาสบายใจ เพราะในชีวิตของเขาอยู่ในสังคมสาว ๆ ที่แต่งตัวแต่งหน้าเข้มที่เหมือนจะสวย แต่เขากลับรู้สึกว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นแค่หน้ากาก แต่สิ่งที่เป็นธรรมชาตินั้นน่ามองกว่า

“พี่ทำงานอะไรอยู่หรือคะตอนนี้”

“ทำธุรกิจฟิตเนสครับ พี่เปิดมุมอาหารเพื่อสุขภาพด้วยนะครับ ตอนนี้กำลังฮิตเลย ที่ร้านเป็นลูกค้าประจำรับผักที่ไร่ตะเกียงไพรมานานแล้ว ได้ข่าวว่ามีเปิดให้เยี่ยมชมเลยสนใจ อยากมาเยี่ยมชมบ้าง”

รวิวารยิ้ม มิน่าล่ะ เขาถึงได้ดูดี ดูแมน สมเป็นชายอกสามศอกขนาดนี้ อยากรู้จัง หล่อ เท่ห์ ขนาดนี้จะมีแฟนรึยังน้อ…. อดสงสัยไม่ได้ แต่คงมีแล้วละมั้ง หญิงสาวคนนั้นไง…ที่เธอเคยเห็นนั่งซ้อนท้ายจักรยานของเขาเมื่อนานมาแล้ว

“ทำไมพี่ถึงทำฟิตเนสละคะ” เด็กสาวสงสัยมีอาชีพตั้งเยอะแยะให้คนเก่งอย่างเขาเลือก

“พี่อยากให้คนได้ออกกำลังกาย จะได้สุขภาพดีครับ แล้วชอบเล่นกีฬาอยู่แล้วด้วย มีเพื่อนมาชวนทำก็เลยลองดูครับ”

คุณหนูตะเกียงยิ้มในความคิดดีของเขาที่ไม่ได้คิดถึงแต่ตัวเอง แต่คิดถึงคนอื่นด้วย

“พืชผักปลูกได้งามมากเลยนะครับ” เขามองผักแต่ละใบแต่ละต้น ทั้งอวบทั้งสดทั้งใหญ่ดูแข็งแรง สมบูรณ์เต็มที่ บ่งบอกถึงความเป็นธรรมชาติอันน่าอัศจรรย์

ข้างแปลงผักต่าง ๆ จะปลูกแซมด้วยพืชสมุนไพร และดอกไม้ต่าง ๆ เช่น ดาวเรือง ดาวกระจาย ดอกทานตะวันเป็นต้น

“อันนี้คือต้นอะไรครับ” เขามองพืชสีเขียวที่มีใบเรียวเล็ก หยักเล็กน้อย

เจ้าหน้าที่จำเป็นมองแล้วขมวดคิ้วอย่างครุ่นคิด เอาล่ะสิ! ได้เวลาทำข้อสอบซะแล้ว

“ฟ้าทะลายโจรค่ะ” รวิวารคิดว่าเธอไม่น่าจะจำผิดนะ

“พี่กล้าทานมั้ยคะ” สาวน้อยนึกสนุกขึ้นมา

ชายหนุ่มมองหน้าคนถาม อารมณ์ขุ่นขึ้นมาทันทีเลย เมื่อถูกท้าทายแบบนี้

“พี่กลัวขมแน่ ๆ เลย” เมื่อเห็นคนข้างตัวยืนเงียบอยู่ จำได้เมื่อยังเด็กเขาเป็นคนที่ไม่ยอมแพ้ใครถ้าถูกท้าทาย

“ใครบอกล่ะ พี่ทานได้สบายมาก” ไม่รู้ทำไมต้องแกล้งทำเป็นกล้าหาญรับคำท้าทุกทีที่ถูกท้าทาย ทั้ง ๆ ที่จริง แล้วไม่ได้ชอบของขม ๆ ซักเท่าไหร่เลย

“งั้นลองทานดูนะคะ” สาวน้อยอมยิ้ม เป็นไปตามแผน แหม… แผนนี้ยังใช้ได้ดีเหมือนเดิม พลางเด็ดใบสีเขียวเข้มส่งให้

เจ้าของธุรกิจฟิตเนสรับใบสีเขียวเล็ก ๆ มาอย่างละล้าละลังเล็กน้อย กว่าจะเอาเข้าปากได้

“เป็นไงคะ” สาวน้อยเฝ้ามองเขาด้วยดวงตากลม ๆ ที่ฉายแววอยากแกล้งคน

“จืด ๆ ครับ”

“หือ…?”

เด็กสาวขมวดคิ้ว

“ไม่ขมเหรอคะ”

หนุ่มหน้าคมส่ายหน้า “ลองกินดูสิ!”

เอ๋?

รวิวารเริ่มลังเล จะเป็นแผนซ้อนแผนรึเปล่าเนี่ย…. แต่ก็ลองเด็ดมากินดูมั่ง จริงด้วยแฮะ มันไม่ขมเอาซะเลย

“มันจะขมได้ยังไงละครับ นั่นมันต้นพริกครับ”

แตร่วววว!!!

หลานสาวเจ้าของไร่หันไปมอง เสียงคุ้น ๆ ที่ดังขึ้นข้างตัว

ผู้จัดการไร่มายืนตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย….

“อ้าว….!! ตายจริง….!!” หันไปมองต้นพริกอีกที

“อือ…จริงด้วย จำผิดได้ไงเนี่ย…” หน้าพาลแดงก่ำด้วยความอายสุดขีด พลางหัวเราะขำตัวเอง

โอ๊ย!! ตาย ๆ หน้าแตกยับเยิน อายสุด ๆ อายเป็นบ้าเลย

เฮ้อ….

“เดี๋ยวขอก้มเก็บเศษหน้าก่อนนะคะ”

วิรามยิ้มขำสาวน้อย

“ให้พี่ช่วยเก็บมั้ยครับ” หนุ่มหล่อแกล้งล้อบ้าง

“ไม่เป็นไรค่ะ เก็บเองประกอบเองดีกว่าค่ะ”

ระบิลยืนมองทั้งคู่คุยกันมาซักพักใหญ่แล้ว อดใจไม่ได้จริง ๆ ไม่รู้ทำไมใจมันร้อนอบอ้าวพิกล อยากรู้เหลือเกินว่าทั้งคู่คุยอะไรกันนักกันหนา จึงเดินมาแกล้ง ๆ ตรวจดูความเรียบร้อย

“จำผิดได้ยังไงเนี่ย…” เด็กสาวอดบ่นตัวเองไม่หาย มองใบฟ้าทะลายโจร ใบเรียวเล็กสีเขียวเข้ม เป็นพืชใบเลี้ยงคู่ มีช่อดอกเล็ก ๆ

ผู้จัดการหนุ่มชี้ให้ดูต้นฟ้าทะลายโจรของจริงที่ขึ้นอยู่ข้างแปลงถัดไป มองหนุ่มหล่อข้าง ๆ หลานสาวเจ้าของไร่ทีไรรู้สึกแปลก ๆ ชอบกล รู้สึกเหมือนทั้งสองคนสนิทสนมกันจนผิดปกติ ไม่น่าจะใช่ลูกค้าธรรมดาซะแล้ว

“เดี๋ยวขอเชิญทุกท่านทางด้านนี้นะครับ มาร่วมกันปลูกต้นไม้คนละหนึ่งต้น เพื่อช่วยลดภาวะโลกร้อนกันหน่อยนะครับ ขอเชิญเจ้าหน้าที่แจกต้นกล้า และอุปกรณ์การปลูกด้วยครับ” ผู้จัดการไร่เชิญผู้เยี่ยมชมทำกิจกรรมปลูกต้นไม้ร่วมกันที่ลานโล่งด้านข้างของสวนตัวอย่าง

เจ้าหน้าที่ช่วยแนะนำการปลูก โดยจะต้องขุดหลุมก่อน จากนั้นใส่ปุ๋ยหมักชีวภาพลงไป ตามด้วยดิน แล้วรดด้วยปุ๋ยน้ำ เป็นอันเสร็จพิธี ผู้เยี่ยมชมทุกคนช่วยกันปลูกอย่างตั้งใจกันทุกคน ที่สำคัญจะมีการติดป้ายชื่อของผู้ปลูกไว้เพื่อเป็นที่ระลึกด้วย

รวิวารแอบขำท่าทางการขุดดินเพื่อทำหลุมใส่ต้นไม้ของเจ้าของธุริกจฟิตเนสดูเก้งก้างชอบกล แต่ก็ชื่นชมที่เขาพยายามตั้งใจทำอย่างเต็มที่ มองเลยไปทางผู้จัดการไร่ตะเกียงไพรกำลังขุดดินช่วยสาว ๆ อย่างขมักเขม้นเลยท่าทางทะมัดทะแมง เท่ห์อย่างบอกใครเชียว

“อุ๊ย! ขอโทษค่ะ” หญิงสาวถือบัวใส่ปุ๋ยชีวภาพมาเต็มปริ่มสะดุดพื้นดินที่ไม่เรียบเสมอกัน ทำให้ปุ๋ยชีวภาพกระเฉาะใส่วิรามเต็มแขนและเสื้อสีขาวด้านข้าง

รวิวารหันกลับมาดูด้วยความตกใจเล็กน้อย

อ้าว! เพื่อนสาวสวยของผู้จัดการไร่นี่นา

“ไม่เป็นไรครับ” สีหน้าของหนุ่มหล่อไม่ได้ติดใจอะไรกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น

น้ำปุ๋ยชีวภาพกระเฉาะเปื้อนหญิงสาวที่มาชนด้วยเหมือนกัน สีหน้านั้นดูยุ่งเหยิงพอสมควรกับความเลอะเทอะเปรอะเปลื้อนนั้น

“เดี๋ยวเชิญล้างมือทางนี้นะคะ” หลานสาวเจ้าของไร่รีบบอกทั้งสองคน

“ไม่เป็นไรครับ ปลูกให้เสร็จก่อนก็ได้ จะได้ล้างทีเดียวเลย” เขาหันมายิ้มให้ผู้ช่วยจำเป็น อยากให้เธอสบายใจว่ามันเป็นเรื่องเล็กสำหรับเขา

“ต้นไม้ของคุณอยู่ที่ไหนครับ เดี๋ยวผมจะช่วยยกไปให้” ชายหนุ่มออกตัวช่วยเหลือยกปุ๋ยน้ำชีวภาพไปให้ด้วย

เวสิยาเพิ่งยิ้มออกด้วยขอบคุณความมีน้ำใจของชายหนุ่ม ทั้ง ๆ ที่เธอเป็นคนชนเขาก่อนแท้ ๆ

“ขอบคุณมากนะคะ”

“ยินดีครับ” แถมยิ้มสวย ๆ ให้อีกต่างหาก

“ยินดีที่รู้จักนะคะ เวสิยาค่ะ” สาวสวยแนะนำตัว

“เช่นกันครับ วิราม ครับ”

“เชิญล้างมือทางนี้นะคะ” เมื่อเสร็จสิ้นภาระกิจช่วยโลกแล้ว จึงพาทั้งคู่ไปล้างมือล้างไม้

ผู้เยี่ยมชมยิ้มแย้มแจ่มใสกันทุกคน แม้จะดูเหน็ดเหนื่อยกันไปบ้าง เนื่องจากอากาศร้อนเปรี้ยงทีเดียวเพราะใกล้เที่ยงวันเข้าไปทุกทีแล้ว บรรดาผู้เยี่ยมชมพากันถ่ายรูปทั้งคนทั้งผักไว้เป็นที่ระลึกอย่างสนุกสนาน ถ่ายรูปคู่กับผักบ้าง ต้นไม้บ้าง ทำท่าทางแปลก ๆ ขำ ๆ เรียกเสียงหัวเราะได้ตลอด แม้บางคนจะเป็นถึงผู้บริหารโรงแรม โรงพยาบาล สปา สถาบันเสริมความงาม ตลอดจนภัตตาคาร สวนอาหาร เป็นต้น

“เป็นยังไงกันบ้างครับ เหนื่อยกันรึเปล่า ที่แน่ ๆ คงเริ่มหิวกันแล้วใช่มั้ยครับ เดี๋ยวเราจะพาทุกท่านไปรับประทานอาหารเที่ยง อย่าเพิ่งถอนต้นไม้แถวนี้ทานนะครับ”

ผู้เยี่ยมชมยังให้ความสนใจ พูดคุยซักถามกับเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับวิธีการปลูกพืชผักต่าง ๆ ให้งอกงามเจริญเติบโตด้วยวิธีธรรมชาติโดยไม่ต้องใช้สารเคมีใด ๆ เลย คนอธิบายก็อธิบายวิธีปลูกอย่างง่ายดายจนน่าจะไปทำเองได้โดยไม่ยากนัก รวมทั้งวิธีทำปุ๋ยชีวภาพสูตรต่าง ๆ ลูกค้าต่างให้ความสนใจเป็นพิเศษ

=================



โดย: ริเศรษฐ์ วันที่: 13 สิงหาคม 2552 เวลา:19:46:36 น.  

 
ตอนที่ 12

ห้องรับประทานอาหาร

บรรยากาศสบาย ๆ ในห้องรับประทานอาหาร ซึ่งเป็นอาคารไม้ชั้นเดียว ยกหลังคาสูง มุงด้วยจาก โดยรอบของชายคาประดับด้วยดอกกล้วยไม้หลากสี แต่แปลกตรงที่กระถางใส่กล้วยไม้ กลับเป็นถุงมันฝรั่งเลย์ ถุงขนมกรอบแกรบแทน เรียงเป็นสีเดียวกันหรือสลับกันอย่างเป็นระเบียบสวยเก๋ไปอีกแบบ หรือแขวนสลับด้วยต้นพลูด่างต้นเล็ก ๆ กระจุ๋มกระจิ๋มน่ารัก ด้านหน้าทางเข้าจะประดับด้วยต้นมะกรูดที่ตกแต่งกิ่งอย่างสวยงาม สลับกับผักกาดม่วงในกระถางกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางราวหนึ่งศอก คนที่เดินผ่านจะต้องหันมามองกันด้วยความทึ่งในความสมบูรณ์ของผักกาดม่วงกันเป็นแถว มีดอกไม้พุ่มสีขาวที่ตัดแต่งเป็นรูปม้ายืนอยู่สองข้างของทางเข้าเท่มาก ๆ ลมพัดเย็นโชยเข้ามาผ่านต้นไม้ร่มครึ้มรอบตัวอาคาร

ผู้เยี่ยมชมทุกคนต่างประทับใจในรสชาดอาหาร ซึ่งปรุงด้วยพืชผักผลไม้อันหอมหวาน กรอบอร่อยอย่างเป็นธรรมชาติ ด้วยความสดใหม่อย่างไม่เคยรับประทานผักที่ไหนอร่อยเท่าที่ไร่ตะเกียงไพรแห่งนี้ ทุกคนจึงเจริญอาหารเป็นอย่างดี รับประทานได้มากและทานด้วยความสบายใจเพราะปราศจากสารเคมีใด ๆ

“อาหารอร่อยรึเปล่าคะ คุณเวสิยา” หลานสาวเจ้าของไร่ถามไถ่เพื่อนสมัยเรียนของผู้จัดการไร่ตะเกียงไพรที่นั่งอยู่ตรงกันข้ามข้างผู้จัดการไร่หนุ่ม

ระบิลละสายตาจากจานข้าวตัวเองขึ้นมามองหน้าคนถามอย่างฉงน

คนถูกถามส่งยิ้มให้เล็กน้อยก่อนตอบ
“อร่อยมากค่ะ เป็นคนชอบทานผัก ผักที่นี่อร่อยอยู่แล้ว มาขอระบิลทานบ่อย ๆ” สาวสวยแกล้งพูดแหย่ถึงผู้จัดการไร่พลางปรายสายตามองคนที่นั่งอยู่ข้างตนเล็กน้อย ก่อนที่จะส่งสายตาคมสวยกลับมาจับจ้องใบหน้าใสของเด็กสาวดูปฏิกิริยาของเธอ

ผู้จัดการไร่สะอึกเล็กน้อยเมื่อถูกพาดพิง สายตามองคุณหนูตะเกียงด้วยความกังวล ไม่รู้ทำไมต้องกลัวเธอจะเข้าใจผิด

หลานสาวเจ้าของไร่รู้สึกสะกิดใจอยู่บ้าง แต่ไม่สนใจว่าสาวสวยคนนี้จะมากินอะไรกับใครบ่อยแค่ไหนก็ช่าง เธอไม่สนใจ เพราะเธอไม่ได้เป็นอะไรกับใครซะหน่อย

“มิน่า...คุณเวสิยาถึงได้หุ่นดีมากเลยนะคะ เพราะชอบทานผักนี่เอง” สาวน้อยพูดกลบเกลื่อนด้วยท่าทียิ้มแย้ม มองสาวสวยที่สวมเสื้อยืดรัดรูปสีขาวเนื้อดีแนบเนื้อเผยให้เห็นรูปร่างส่วนโค้งเว้าสมส่วนชัดเจน

“ก็ทำงานเกี่ยวกับสปา ขืนอ้วนลูกค้าก็หมดความเชื่อถือสิคะ” พูดพลางหัวเราะ

“ระบิลทานอันนี้หน่อยนะคะ เดี๋ยวเวตักให้” พลางตักอาหารส่งให้ระบิลด้วยความสนิทสนมคุ้นเคย

“ทานตามสบายเลยนะครับ ผมตักเองดีกว่า” ชายหนุ่มปฏิเสธเสียงเรียบ พร้อมกับยกมือปรามก่อนที่จะอีกฝ่ายจะตักมาถึงจานของเขา โดยปกติผู้จัดการหนุ่มไม่ชอบให้ผู้หญิงมาวุ่นวายกับชีวิตมากนัก โดยเฉพาะเมื่อต้องอยู่ต่อหน้าสาธารณะชนแบบนี้

รวิวารหลบสายตาผู้จัดการไร่ ทำเป็นไม่สนใจ แต่อดไม่ได้ที่จะชื่นชมในความหนักแน่นเด็ดขาดชัดเจนของชายหนุ่ม

“อะไรอร่อยที่สุดคะ พี่วิราม” คุณหนูตะเกียงหันไปถามเจ้าของฟิสเนสบ้าง

“แหนมธัญพืชชุบแป้งทอดครับ อร่อยมาก ๆ ทานกับผักสด หืม...สุดยอดเลย ” หนุ่มหน้าคมรู้สึกเจริญอาหารเป็นพิเศษ การได้ทานข้าวร่วมโต๊ะกับหลานสาวเจ้าของไร่ทำให้ทานได้มากกว่าปกติ เพราะเธอทานอะไรก็ดูน่าเอร็ดอร่อยไปหมด

“แล้วตะเกียงรู้รึเปล่าครับว่ามันใส่อะไรบ้าง ทำยังไงเหรอ” เขากลืนข้าวลงคอเรียบร้อยแล้วจึงเอ่ยถามต่ออย่างสนใจ

“ทำไมจะไม่รู้ละคะ” ผู้ช่วยจำเป็นตอบพลางยิ้มระรื่น

“ก็ตะเกียงเป็นคนคิดเมนูนี้เองนี่คะ ส่วนประกอบก็มีถั่วเขียว ถั่วแดง ถั่วดำ ข้าวฟ่าง ข้าวบาเล่ย์ ข้าวกล้อง ลูกเดือย เม็ดบัว เห็ดหูหนูดำ เห็ดหูหนูขาว และเห็ดนางฟ้า เอามาผสมกันใส่ซีอิ๊ว กระเทียม เกลือ เต้าหู้ยี้ค่ะ แล้วหมักไว้ประมาณ 7 วัน” สาวน้อยอธิบายอย่างคล่องแคล่วเชียว

เนื่องจากแผนกอาหารธัญพืชของร้านค้าไร่ตะเกียงไพร บางครั้งจะมีพวกธัญพืชขายไม่หมด เธอจึงเสนอให้นำมาทำเป็นแหนม จนตอนนี้ถือว่าเป็นอาหารเมนูเด็ดที่ขายในร้านค้าของไร่ตะเกียงไพรไปแล้ว

“หืม...ใส่แต่ของมีประโยชน์ทั้งนั้นเลยนะครับ”

“เห็ด 3 อย่างนี่มีประโยชน์ทางยาด้วยนะคะ เขาบอกว่า เห็ดถ้าทานเดี่ยว ๆ ก็เป็นอาหารธรรมดาค่ะ ถ้าทานคู่กัน 3 อย่างจะเป็นยาลดอนุมูลอิสระ ลดการเติบโตเนื้องอก ลดการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งด้วยนะคะ” สาวน้อยอธิบายเสียงแจ๋ว

“เก่งจังเลย ขอตัวไปเป็นแม่บ้านได้รึเปล่าครับเนี่ย” เขาหยอกเย้าเด็กสาวเล่น สายตาคมจับจ้องอยู่ที่วงหน้าของสาวน้อยเป็นประกาย

ผู้จัดการไร่ตวัดสายตามามองหน้าหนุ่มหล่อทันทีอย่างลืมตัว ไม่รู้ทำไมหูมันต้องคอยฟังเขาจะคุยอะไรกันด้วยนะ!

“คิดผิดคิดใหม่ได้นะคะ กลัวพี่จะทานไม่ลงมากกว่าค่ะ” เด็กสาวพูดพลางหัวเราะ

“ฝึกไปอีกหน่อยก็อร่อยเองล่ะ เดี๋ยวพี่สอนเอง”

หลานสาวเจ้าของไร่ทำตาโต

“พี่ทำอาหารเป็นด้วยเหรอคะ”

“เป็นสิครับ ไม่งั้นจะคุมมุมอาหารสุขภาพได้ไงละครับ เน้นว่า เพื่อสุขภาพ และอร่อยด้วยนะ” หนุ่มฟิสเนตยิ้ม

ผู้ช่วยจำเป็นคลี่ยิ้ม ผู้ชายทำอาหารเป็นเนี่ย...ดูน่ารักจังเลย.....

“คุณเวสิยาละครับ ทำอาหารเป็นรึเปล่าครับ” เขาหันไปชวนเจ้าของสปาคนสวยคุยบ้าง จะชวนแต่เด็กฝึกงานคุยคนเดียวก็กระไรอยู่ ทั้ง ๆ ที่รู้สึกมีเรื่องอยากคุยกับหลานสาวเจ้าของไร่มากมายเหลือเกิน

“เป็นนิด ๆ หน่อย ๆ ค่ะ คงต้องให้คุณวิรามช่วยแนะนำบ้างนะคะ”

“ยินดีครับ” พลางแจกยิ้มสวย

“พี่วิรามลองทานผักนี้ดูสิคะ” หลานสาวเจ้าของไร่ชี้ไปที่ผักสีเขียวใบไม่เล็กไม่ใหญ่ที่วางอยู่ในจานผักสด

หนุ่มหล่อมอง ๆ แล้วลองหยิบขึ้นมาจิ้มน้ำพริกทานดูอย่างว่าง่าย

“อืม...อร่อยดี เปรี้ยว ๆ เรียกว่าผักอะไรครับ”

เด็กสาวหันไปมองหน้าผู้จัดการไร่ เพราะเธอเกิดจำชื่อผักชนิดนี้ไม่ได้

“ผักติ้วครับ” ผู้จัดการไร่ตอบให้

“ทานผักเก่งขึ้นนะครับ แต่ก่อนเห็นไม่ชอบทานผักนี่นา” วิรามจำความหลังได้

แล้วใคร? ที่ทำให้เธอเปลี่ยนตัวเองได้กันนะ? สมัยเด็ก ๆ เขาหลอกล่อให้เธอทานผักเท่าไหร่เธอก็ไม่ยอมหลงกลเอาซะเลย

หนุ่มหล่อมองหน้าผู้จัดการหนุ่มอย่างสงสัย

เขารึเปล่า?

หรือจะเป็นคุณตาของเธอ? หรือตัวเธอเองที่อยากเปลี่ยน?

“ก็...มันไม่มีอะไรให้ทานมากกว่าค่ะ แต่ทานบ่อย ๆ ก็อร่อยดีไปเอง”

“ทานพุทราครับทุกคน อร่อยมากเลย ผมปลูกไว้ที่ด้านหลังของห้องอาหารนี่เอง” ผู้จัดการไร่ขัดจังหวะการสนทนาอย่างหมั่นไส้เล็กน้อยถึงปานกลางมันตงิด ๆ ยังไงไม่รู้ พลางเลื่อนจานผลไม้ไทยมาตรงหน้าผู้ร่วมโต๊ะอาหาร ลูกพุทราสีเหลืองอ่อนลูกกลม ๆ ใหญ่ประมาณนิ้วหัวแม่มือ ผิวเรียบดูกระดำกระด่างนิดหน่อย นอนสลอนอยู่ในจานเซรามิค

ยังไม่มีใครกล้าหยิบทาน เพราะรูปลักษณ์ที่ไม่สวยปิ๊งน่ารับประทานเท่าไหร่นัก

คุณหนูตะเกียงตัดสินใจหยิบมาทานเป็นคนแรก เพราะอะไรก็ตามที่ผู้จัดการไร่เป็นคนปลูกมักจะอร่อยเสมอ แม้รูปจะไม่สวยไม่งามก็ตาม

“หืม…ระบิล อร่อยจังเลย” เธอเดาไม่มีผิด หลังจากกัดลงไปคำแรก รสชาดหวานอมเปรี้ยวพอดิบพอดี รสนี้ใช่เลย

“คุณเวสิยา พี่วิรามลองทานสิคะ” พูดหลังจากกลืนพุทราที่เคี้ยวแล้วลงคอไป เชื้อเชิญผู้ร่วมโต๊ะทานผลไม้พื้นบ้าน

เวสิยาเหลือบสายตามอง ผลไม้พื้นบ้านลูกเล็ก ๆ สีเหลืองอ่อน สีกระดำกระด่าง บางลูกสุกจัดจนกลายเป็นสีส้ม

“พี่วิรามลองทานสิคะ อร่อยมาก ๆ เลยนะ” หลานสาวเจ้าของไร่หันไปคะยั้นคะยอหนุ่มหล่ออีกครั้งหลังจากเห็นเขายังลังเลอยู่ แล้วจัดการหยิบลูกสีเหลืองอ่อนเข้าปากรสชาดหวานอมเปรี้ยวชื่นใจจริง ๆ

วิรามจึงลองหยิบมาทานดูบ้างเมื่อเห็นสีหน้าคนชวนทานน่าอร่อยขนาดนั้น ทั้งที่รูปภายนอกของพุทรามันไม่สวยไม่น่ารับประทานเอาเสียเลย

“อร่อยรึเปล่าคะ” เด็กฝึกงานถามเมื่อเห็นเขาเอาเข้าปากได้ซักที

“หืม…อร่อยมากเลยครับ รสนี้ครับ ใช่เลย” เขาทำหน้าตาจี๊ดจ๊าดเชียว

“เห็นมั้ย…บอกแล้ว…”

รวิวารอดแปลกใจไม่ได้ ส่วนใหญ่ผู้ชายมักจะชอบผลไม้รสหวานมากกว่ารสเปรี้ยวนี่นา

“ชอบรสนี้เหมือนกันหรือคะ”

“พี่ไม่ชอบผลไม้ที่หวานอย่างเดียวครับ ชอบผลไม้ที่หวาน ๆ เปรี้ยว ๆ มากกว่า” แล้วเอื้อมมือมาหยิบอีกลูกรอเข้าปาก

“คุณเวสิยาไม่ลองทานหรือคะ” ผู้ช่วยจำเป็นลองชวนอีกครั้ง

“ขอบคุณค่ะ อิ่มแล้ว บังเอิญไม่ค่อยชอบทานรสเปรี้ยวด้วยน่ะค่ะ” พูดจบหญิงสาวยกแก้วน้ำขึ้นมาดื่ม

คุณหนูตะเกียงยื่นมือไปหยิบพุทราไทยลูกกลม ๆ ในจานอีกเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้ จนเกือบหมดจาน และเป็นจังหวะเดียวกันกับหนุ่มหล่อเอื้อมมือมาหยิบเช่นกัน

“อุ้ย!” ชายหนุ่มอุทาน “ขอโทษครับ” เมื่อมือเขาบังเอิญจับถูกมือเธอเข้า

หนุ่มหล่ออมยิ้มบาง ๆ ไม่นึกว่าจะบังเอิญใจตรงกันเลือกหยิบพุทราลูกเดียวกันได้

เด็กสาวยิ้มแหย ๆ รีบถอนมือออกจากฝ่ามือชายหนุ่ม อดลอบมองผู้จัดการไร่ไม่ได้ รู้สึกเป็นกังวลยังไงไม่รู้ ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าจะต้องกังวลไปทำไม เธอกับหนุ่มหล่อไม่ได้ตั้งใจซะหน่อย

“เตรียมตัวได้แล้วนะครับ” ระบิลสั่งผู้ช่วยของเขาให้เตรียมพร้อมด้วยเสียงปกติ แม้ในใจจะขุ่น ๆ เล็กน้อย แต่พยายามบอกตัวเองว่า มันเป็นความบังเอิญ ไม่มีใครตั้งใจ หรือถึงจะตั้งใจเขาก็ไม่มีสิทธิ์จะไปต่อว่าอะไรใครทั้งนั้น แล้วเขาก็ไม่รู้จะแสดงอาการไม่พอใจ หรือประชดประชันออกมาเพื่อให้ได้ประโยชน์อะไร พูดจบเขาขอตัวไปเตรียมงานต่อ

“เดี๋ยวสิ! ระบิล ลูกสุดท้ายแล้ว ให้นายนะ ลูกสุดท้ายแฟนสวยน้า…” ผู้ช่วยจำเป็นหันไปเรียกผู้จัดการไร่ที่กำลังลุกขึ้น พลางส่งเสียงล้อเลียน

“ไม่เป็นไรครับ คุณทานเถอะ ลูกสุดท้ายอย่าพลาด แฟนหล่อครับ” ผู้จัดการไร่โต้ตอบด้วยเสียบราบเรียบ แล้วลุกขึ้นเดินออกไปทันที

รวิวารมองตามหลังผู้จัดการไร่ไป อดทำจมูกย่นใส่เขาไม่ได้ แล้วเอาพุททราลูกสุดท้ายเข้าปาก เธอจะเลือกเอง และไม่ได้เลือกใครจากรูปลักษณ์ภายนอกด้วย เธอจะเลือกพุทราสีกระดำกระด่าง แต่รสชาดข้างในแสนอร่อย

วิรามมองทั้งคู่ด้วยสายตาแปลกใจเล็กน้อย ดูเหมือนทั้งคู่จะสนิทสนมกันเป็นพิเศษเลย

“แล้วเดี๋ยวมีรายการอะไรต่อครับ”

“นั่งรถเยี่ยมชมไร่ค่ะ แล้วก็ไปชมการสาธิตการทำน้ำมันไบโอดีเซล แก๊สชีวภาพ และการแยกขยะช่วยโลกค่ะ” เด็กสาวตอบเสียงใสแจ๋ว


บรรดาผู้เข้าเยี่ยมชมไร่ตะเกียงไพรต่างนั่งพักผ่อนอยู่บนเก้าอี้ขอนไม้ภายใต้ร่มเงาของต้นตะขบใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาราวกับร่มคันใหญ่ที่อยู่โดยรอบของห้องรับประทานอาหาร หลานสาวเจ้าของไร่ยิ้มแก้มปริอย่างมีความสุขหลังจากถามไถ่ผู้เยี่ยมชมไร่ถึงรสชาดอาหารเที่ยงวันนี้ เพราะทุกคนจะตอบว่าอร่อย อร่อยมากทั้งนั้นเลย ที่สำคัญแอบไปดูถังทิ้งเศษอาหารมาแล้ว มีเศษอาหารเหลือน้อยมาก ยิ่งปลาบปลื้มเข้าไปกันใหญ่


“คุณรับผิดชอบกับขยะที่คุณสร้างขึ้นมาให้กับโลกนี้อย่างไร? ก่อนที่คุณจะทิ้งมันออกไปจากสายตา”

รวิวารสะดุดตากับป้ายที่ติดไว้ใกล้ถังขยะ มีที่การแบ่งแยกเป็นขยะชนิดต่าง ๆ คำถามนั้นทำให้เธอต้องหันกลับมาถามตัวเองเช่นกันว่า เธอรับผิดชอบกับขยะที่เธอสร้างขึ้นมาอย่างไร?

รถพ่วงเข้ามาเตรียมจอดอยู่ด้านข้างของห้องอาหาร ตัวรถแบ่งเป็นสองตอน ด้านหน้าเหมือนรถจี๊บเป็นส่วนของคนขับรถ ด้านหลังถูกดัดแปลงโดยมีการต่อเติมรถพ่วงเพื่อใช้บรรจุคนพาเที่ยวชมไร่ตะเกียงไพร เป็นรถที่ใช้ได้ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ และไบโอดีเซล รวมถึงสามารถช่วยกันถีบเพื่อให้รถขับเคลื่อนไปก็ได้ เมื่อรถเลี้ยวเข้ามาจอดสร้างความตื่นตาตื่นในใจให้กับผู้เยี่ยมชมไร่เป็นอันมาก

“หลังจากอิ่มกันแล้ว ตอนนี้ก็ขอเชิญทุกคนออกกำลังกันเล็กน้อยนะครับ” ผู้จัดการไร่ประกาศเชิญชวน

“มีรถอยู่ 5 คันนะครับ ให้นั่งคันละ 10 คนครับ หลังจากที่ขึ้นนั่งเรียบร้อยแล้ว ทุกท่านจะมองเห็นที่ถีบเหมือนถีบจักรยาน นั่งเฉย ๆ ก็ไม่สนุก ขอความร่วมด้วยช่วยกันปั่นหน่อยนะครับ” ระบิลยืนมองเจ้าหน้าที่จัดผู้เยี่ยมชมขึ้นรถเป็นไปอย่างเรียบร้อย

“ตะเกียงครับ นั่งไปกับพี่มั้ย” วิรามถามผู้ช่วยจำเป็นที่ดูเหมือนยังไม่มีที่นั่งเป็นที่เป็นทาง

ระบิลเดินผ่านมาได้ยินพอดี แต่จะพูดปรามห้ามเธอไว้ก็กระไรอยู่ จึงทำเป็นยืนมองเอกสารในมือ แต่หูรอฟังคำตอบของเธอด้วยใจวุ่นวาย ไม่อยากให้เธอนั่งไปกับพ่อหนุ่มรูปงามคนนั้นเลยจริง ๆ

คุณหนูตะเกียงมองดูอย่างพิจารณา เธออยากนั่งไปด้วยจังเลย อยากจะร่วมด้วยช่วยปั่นไปกับเขาด้วย ดูน่าสนุกดี แต่ถ้านั่งไปกับหนุ่มฟิสเนสจะเป็นการนั่งเบียดกับชายหนุ่มมากเกินไป อยากให้เขานั่งให้สบาย ที่สำคัญไม่ชอบนั่งเบียดไปกับผู้ชาย ไม่ว่าเขาจะหล่อแค่ไหนก็ตามที

“ขอบคุณค่ะ ไม่เป็นไร พี่นั่งให้สบายนะคะ”

วิรามรู้สึกเสียดายที่หมดโอกาสได้นั่งอยู่ใกล้ชิดหลานสาวเจ้าของไร่ อดฟังเสียงสดใสของเธอพูดคุยเรื่องราวต่าง ๆ เลย

“คุณตะเกียงนั่งด้านหน้าคนขับก็ได้นะครับ มีที่ว่างอยู่ครับ” ผู้จัดการหนุ่มรีบหันมาบอกผู้ช่วยจำเป็น แอบยิ้มเล็กน้อยอย่างพอใจที่เด็กฝึกงานของเขาไม่นั่งกระเบียดกระเสียนไปกับพ่อหนุ่มรูปหล่อคนนั้น

“ให้เวไปนั่งกับระบิลด้วยคนได้มั้ย” เสียงสาวสวยเจ้าของร้านสปาดังแทรกขึ้นมา

รวิวารหันไปมองด้วยความฉงนในความกล้าที่จะขอมานั่งกับผู้จัดการไร่ของเธอ อารมณ์ขุ่นขึ้นมาทันทีเลย

“คุณตะเกียงมานั่งแทนเวก็ได้ค่ะ” มิหนำซ้ำยังรีบออกตัวเสนอความเห็นตามมาอีก

“ไม่เป็นไรครับ คุณเวสิยานั่งที่เดิมดีแล้ว เพราะจะนั่งสบายกว่าครับ” ผู้จัดการหนุ่มกล่าวปฏิเสธทันทีอย่างสุภาพ

อารมณ์ขุ่นเคืองของสาวน้อยหายไปทันทีกับคำตอบที่หนักแน่นชัดเจนไม่ลังเลของผู้จัดการไร่ คำตอบของเขาถูกใจเธอจริง ๆ

“ขึ้นรถครับคุณตะเกียง รถจะออกแล้วครับ” หันมาเตือนหลานสาวเจ้าของไร่ที่ยังยืนงงอยู่ ไม่รู้ว่าควรจะไปนั่งที่ไหนดี

ผู้ช่วยจำเป็นเดินตามไปขึ้นรถด้านหน้าที่นั่งระหว่างคนขับกับผู้จัดการไร่

“ให้ฉันนั่งด้านนอกได้มั้ย”

“อย่าดีกว่าครับ มันค่อนข้างอันตราย” น้ำเสียงนั้นเข้มขึ้นเล็กน้อย เพราะด้านข้างไม่มีประตูปิด

“นั่งด้านในนะครับ” เสียงเข้ม ๆ อ่อนลงเชิงขอร้อง

เด็กฝึกงานจำเป็นจึงต้องทำตามคำขอร้องนั้น ที่นั่งกว้างเพียงพอสำหรับสาวน้อยตัวเล็ก ๆ อย่างเธอ แต่ถึงกระนั้นรวิวารยังนั่งอย่างระมัดระวังไม่ให้ส่วนใดของร่างกายต้องสัมผัสถูกเนื้อต้องตัวส่วนหนึ่งส่วนใดของผู้จัดการหนุ่มที่นั่งอยู่ข้าง ๆ แม้แต่น้อย

คนขับรถพ่วงอมยิ้ม แปลกใจกับท่าทีของเจ้านาย โดยปกตินายระบิลของเขาไม่เคยให้ผู้หญิงคนไหนมานั่งคู่ไปด้วยกันแบบนี้เลย แต่ต้องรีบหุบยิ้ม ละสายตาจากทั้งคู่ เพราะสายตาปรามอยู่ในทีของเจ้านายฉายรังสีพาดพิงมาถึงแล้ว

“ขอโทษนะครับ” ผู้จัดการไร่บอกเด็กสาวที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก่อนโน้มตัวเอื้อมมือผ่านร่างเล็กไปหยิบไมล์โครโฟนออกจากแท่นวางที่อยู่ด้านหน้าของตัวรถ

“ทุกท่านพร้อมหรือยังครับ ถ้าพร้อมแล้วก็เริ่มปั่นกันได้เลย แต่ถ้าเหนื่อยก็หยุดพักได้นะครับ” แล้วเริ่มกรอกเสียงผ่านไมล์โครโฟนบรรยายไปตลอดทาง

รถพ่วงเคลื่อนตัวออกด้วยความเร็วพอประมาณ วิ่งไปตามถนนลูกรัง ขึ้นเนินลงเนิน เลี้ยววนไปตามหุบเขา ข้างทางเต็มไปด้วยดอกทานตะวันสีเหลืองอร่ามงดงามเป็นทุ่งทานตะวันสีทอง ลำต้นสูงท่วมหัว ดอกใหญ่สมบูรณ์มาก บางดอกใหญ่ถึง 47 ซม. เลยทีเดียว ใหญ่กว่าใบหน้าของคน 2 คนรวมกันซะอีก ดอกที่ใหญ่มากมันจะก้มหัวลงพื้นดิน สงสัยจะหนักมากจนเงยหน้าสบตากับพระอาทิตย์ไม่ไหวซะแล้ว

“ข้างทางที่ท่านเห็นอยู่นี้คือดอกทานตะวันครับ คงรู้จักกันเป็นอย่างดีใช่รึเปล่าครับผม เรารณรงค์ให้ชาวบ้านช่วยกันปลูก และทดลองแข่งกันปลูกใครจะได้ผลผลิตต่อไร่มากกว่ากัน โดยห้ามใส่ปุ๋ยเคมี และฉีดยาฆ่าแมลง ผลผลิตสูงสุดต่อไร่โดยเฉลี่ยคือ 1 ตันต่อไร่ จากเดิมได้อย่างมากแค่ 250 ก.ก. ต่อไร่ ใช้เวลาปลูก 100 วัน เป็นพืชที่ปลูกแล้วเห็นผลทันตาในชาตินี้ครับ เรานำเมล็ดที่ได้มาทำเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น เมล็ดทานตะวันอบแห้ง ทำน้ำมันดอกทานตะวัน และนำไปทำไบโอดีเซลครับ”

“สวยจังเลย ระบิล” สาวน้อยหันมายิ้มแย้มกับภาพตระการตาของดอกทานตะวันสีเหลืออร่ามสดใส แววตาคู่นั้นเป็นประกายร่าเริงแจ่มใสบริสุทธิ์

ผู้จัดการไร่อมยิ้มน้อย ๆ ได้เห็นรอยยิ้มของคนนั่งข้าง ๆ ใกล้ ๆ แค่นี้ ก็มีความสุขแล้ว ความรู้สึกแวบหนึ่ง…ไม่อยากให้เธอยิ้มแบบนี้ให้กับหนุ่มคนไหนเลย แต่ต้องบอกตัวเองว่า เขาไม่สามารถเก็บรอยยิ้มของเธอไว้สำหรับตัวเขาเองเพียงคนเดียวได้ มันเห็นแก่ตัวเกินไป

รถพ่วงชะลอความเร็วลง แล้วจอดเมื่อถึงศูนย์ขยะไร่ตะเกียงไพร ผู้จัดการไร่ประกาศให้ผู้เยี่ยมชมที่สนใจถ่ายรูปกับดอกทานตะวันถ่ายรูปได้ โดยให้เวลา 20 นาที ก่อนเข้าเยี่ยมชมศูนย์ขยะ

คุณหนูตะเกียงสนุกสนานกับการช่วยผู้เยี่ยมชมถ่ายรูปคู่กับดอกทานตะวัน ไม่ว่าจะเป็นรูปคู่ รูป รูปหมู่ รูปเดี่ยว ได้เห็นรอยยิ้มของทุกคนแล้วพลอยยิ้มแย้มมีความสุขไปด้วย

“ถ่ายรูปให้หน่อยค่ะ คุณตะเกียง” เวสิยาเดินถือกล้องมาให้หลานสาวเจ้าของไร่

“ได้ค่ะ” เธอรับกล้องของสาวสวยมาถือไว้ แล้วเดินตามไปถ่ายรูปให้ตามจุดที่คนสวยต้องการ

“สวยมากเลยค่า...” ตะเกียงชดปุ่มพาวเวอร์ถ่ายรูปให้ การโพสท่าของสาวสวยราวกับนางแบบมืออาชีพก็ไม่ปาน

“คุณวิรามถ่ายรูปด้วยกันนะคะ” เวสิยาเรียกหนุ่มหล่อมาถ่ายรูปด้วยกัน

หนุ่มหน้าคมเดินมาเข้ากล้องอย่างว่าง่าย แค่เขายืนนิ่ง ๆ ไม่ต้องเก๊กอะไรมากมาย ก็แสนจะดูดี ดูหล่อ ดูเท่กินขาดอยู่แล้ว

“ระบิลมาถ่ายรูปด้วยกันนะ” เวสิยาเรียกผู้จัดการไร่ตะเกียงไพรพลางวิ่งเข้าไปยืนข้าง ๆ ชายหนุ่มทันที แถมเอียงคอเข้าไปใกล้ผู้จัดการหนุ่ม จนแทบจะซบไหล่ของเขาอยู่แล้ว อยากจะเกาะแขนของเขาเอาไว้ แต่ไม่กล้า เพราะเพื่อนหนุ่มจะต้องหันมามองด้วยสายตาดุ ๆ แน่ ๆ ถ้าเผลอทำอย่างนั้น

“ถ่ายให้ผมด้วยครับ” วิรามส่งกล้องให้ผู้จัดการไร่ แล้วรีบไปยืนข้าง ๆ คุณหนูตะเกียงบ้าง

ผู้จัดการไร่มองอย่างขัดใจเล็กน้อย จำใจถ่ายรูปคู่ให้เจ้าของฟิตเนสกันคุณหนูตะเกียงอย่างเสียไม่ได้

ไม่เข้าใจตัวเองเลย ไม่เคยเป็นแบบนี้ ทำไมต้องรู้สึกขุ่นข้องหมองใจด้วยนะ! เขาเป็นอะไรไป?

=========


โดย: ริเศรษฐ์ วันที่: 13 สิงหาคม 2552 เวลา:19:48:06 น.  

 
ศูนย์ขยะ เป็นอาคารชั้นเดียวยกหลังคาสูง พื้นที่กว้างขวางมาก รถสิบล้อสามารถเข้าจอดได้อย่างสบาย พื้นที่จะแบ่งเป็นโซนต่าง ๆ แบ่งเป็นหมวดหลัก ๆ ได้ตามประเภท ได้แก่ โลหะ พลาสติก กระดาษ อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้า เป็นต้น แต่ละหมวดแบ่งย่อย ๆ ได้อีกหลายชนิด ตามผนังจะมีแผนผังการจัดเก็บตามหมวดหมู่อย่างเป็นระเบียบ มีราคาซื้อขายของขยะชนิดต่าง ๆ อย่างละเอียดยิบ พนักงาน 9-10 คนกำลังคัดแยกขยะอย่างขมักเขม้น ทุกคนจะสวมผ้าปิดปากปิดจมูก สวมถุงมือ และผ้ากันเปื้อน แถมยังมีเด็ก ๆ ในไร่ตะเกียงไพรมาช่วยกันแยกขยะอย่างร่าเริงเบิกบานอีกด้วย เจ้าหนูน้อยคล่องแคล่วว่องไวไม่แพ้ผู้ใหญ่เช่นกัน ตัวแค่เนี้ยะ ทำเป็นกะเขาด้วย เพิ่มบรรยากาศให้สดใสน่ารักสนุกสนานเป็นทวีคูณ

ก่อนที่จะให้ผู้เยี่ยมชมเข้าชมนั้น มีการฉายวีดิทัศน์เกี่ยวกับภาวะโลกร้อน ภาพวิดิทัศน์ทำให้สายตาทุกคู่หยุดอยู่ที่จอโปรแจคเตอร์ขนาดใหญ่เป็นตาเดียวกัน

มหันตภัยธรรมชาติที่ย่างกลายเข้ามานับวันจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จะเห็นได้จากความผิดปกติของสภาวะอากาศ การเกิดภัยธรรมชาติต่าง ๆ เกิดดินถล่ม น้ำท่วม ปีหนึ่งหลาย ๆ ครั้ง น้ำท่วมในที่ ๆ ไม่เคยท่วมมาก่อน อากาศร้อน หนาวเย็นผิดปกติ น้ำแข็งขั้วโลกเหนือใต้ละลาย ไหลลงทะเลเป็นกระแสน้ำเย็นมาถึงทวีปเอเชีย ทำให้มีผลถึงสภาวะอากาศ กลางวันร้อน กลางคืนหนาว ส่งผลถึงพืชพันธุ์ธัญญาหารที่จะไม่เติบโต และอาจขาดแคลนในที่สุด แล้วถ้าน้ำแข็งขั้วโลกเหนือใต้ละลายหมด จะทำให้น้ำทะเลสูงขึ้น 6 เมตร กรุงเทพฯ สูงกว่าระดับน้ำทะเลไม่ถึงเมตร วิธีที่จะช่วยลดภาวะโลกร้อนได้ดีที่สุด คือการลดการใช้พลังงาน และการปลูกต้นไม้ให้มาก ๆ เพราะต้นไม้จะดูดพลังงานดูดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ดีที่สุด

ถึงเวลานี้ไม่มีหนทางหยุดภัยธรรมชาติที่จะต้องเกิดขึ้นได้อีกแล้ว เมื่อคนเราไม่ได้ปรับเปลี่ยนชีวิตอะไรเพื่อสิ่งแวดล้อมเลย ตอนนี้เราจึงเหมือนกำลังโดยสารรถไฟที่กำลังวิ่งไปสู่จุดหมายปลายทางคือความหายนะ เราไม่สามารถหยุดรถไฟขบวบนี้ได้เลย แต่สิ่งที่เราอาจจะพอทำได้ คือการสร้างแรงเฉื่อยของความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเท่านั้น

คุณหนูตะเกียงจ้องมองด้วยใจจดจ่อ ประทับใจวิทยากรที่บรรยายท่านหนึ่งเป็นเจ้าของโรงงานทำอาหารแปรรูป บรรยายด้วยลีลาการพูดที่สนุกสนานมาก เหมือนเขามีเรื่องราวเยอะแยะมากมายที่เขาอยากบอกอยากเล่าให้ฟัง เขาบอกว่า อาหารแปรรูปนั้นต้องใช้พลังงานความร้อนในการผลิตมากมายมหาศาล แถมอาหารที่ได้นั้นยังไม่มีสารอาหารใดหลงเหลืออยู่เลย เพราะผ่านความร้อนจัดถึง 260 องศามาแล้ว ยังทำให้เกิดน้ำเสียอย่างมากอีกด้วย มาตรฐานในการผลิตอาหารแปรรูปไม่ว่าจะเป็นอาหารคนหรือสัตว์ใช้มาตรฐานเดียวกันหมด โรงงานเดียวกัน เครื่องจักรเครื่องเดียวกัน เจ้าของโรงงานบอกว่า ตอนนี้เขาเลิกทำโรงงานนี้แล้ว เพราะรู้สึกผิด ยิ่งทำยิ่งบาป รู้สึกว่าทำบาปกับเด็ก ที่ผลิตอาหารไร้คุณค่าเหล่านี้ให้ผู้คนรับประทาน

คุณหนูตะเกียงรู้สึกทึ่ง คนที่รู้สึกผิดกับแค่เขาผลิตอาหารที่ไม่มีคุณค่า จนตัดสินใจเลิกทำอาชีพนี้ไปเลย แล้วออกมาช่วยเหลือชุมชน มันไม่น่าเชื่อเลย บางคนขายยาเสพติดเป็นอันตรายกับร่างกายด้วยซ้ำ เขายังไม่คิดกันเลย

เด็กสาวเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่า อาหารกรุบกรอบที่เธอโปรดปรานมาก หรืออาหารที่ทำจากแป้งต่าง ๆ ขนมที่เธอชื่นชอบ จะสิ้นเปลืองพลังงานในการผลิตมากถึงเพียงนี้ หรือห้างสรรพสินค้าที่เธอชอบไปเดินเที่ยวเล่นนั้น การใช้ไฟฟ้าใน 1 วัน เท่ากับการผลิตกระแสไฟฟ้าที่ใช้ภายในจังหวัดหนึ่งได้เป็นปีเลยทีเดียว เพิ่งรู้ว่ามันสิ้นเปลืองพลังงานมากมายมหาศาลขนาดนั้นเลย

เกิดคำถามขึ้นกับตัวเอง เธอ? เป็นคนหนึ่งที่ทำให้สิ้นเปลืองพลังงานขนาดนั้นด้วยหรือไม่ หรือเธอ? คือคนที่สนับสนุนให้เกิดการสิ้นเปลืองพลังงานมากมายขนาดนั้น

เจ้าของโรงงานอุตสาหกรรมหันมาส่งเสริมชาวบ้านในด้านพลังงานทดแทน โดยการลงพื้นที่ให้ความรู้กับชาวบ้าน มีการทดลองนำพืชต่าง ๆ มาผลิตน้ำมัน ไม่น่าเชื่อว่า เม็ดกระเจี๊ยบก็หีบเอาน้ำมันออกมาได้ เอามาผสมกับน้ำมันเบนซิน เขาเรียกกันว่า อีเจี๊ยบ 20 หรือ อีเจี๊ยบ 50 คือผสมน้ำมันจากกระเจี๊ยบ 20% ผสมน้ำมันเบนซิล 80% เป็นต้น ถ้าเป็นเครื่องดีเซลสามารถใส่แล้วใช้ได้เลย มีการทดลอง รถวิ่งได้จริง ๆ เป็นต้น เขาให้ความเห็นว่าถ้าผืนนาที่ทิ้งล้างกว่าครึ่งปี30 ล้านไร่ หลังเก็บเกี่ยวข้าวแล้วนำมาปลูกดอกทานตะวัน ได้ผลผลิตไร่ละ 1 ตัน เราจะมีไบโอดีเซลมากมายสำหรับใช้ในประเทศอย่างเพียงพอ ไม่ต้องง้อน้ำมันของใคร มันจะขึ้นก็ช่างมัน

ก่อนจบคำบรรยายนั้นเขาเน้นว่า ยิ่งให้ไปยิ่งได้มา หลังจากที่ให้วิทยาทานกับคนอื่น มันแปลกมากจะมีงานเข้ามาหาเองทำให้เขามีรายได้เข้ามาอย่างเหลือเชื่อ จะมีคนช่วยเหลือตลอด มีเพื่อนนักธุรกิจบอกเขาว่าจะทำอะไรขอให้บอกยินดีช่วยเหลือด้านเงินเต็มที่ ฟังแล้วต้องทึ่งในปาฏิหารย์ของการทำความดีของผู้ชายวัย 40 ต้น ๆ คนนี้จริง ๆ

คุณหนูตะเกียงมองไปรอบตัว สังเกตสีหน้าท่าทางของผู้ชมวิดิทัศน์ทุกคน ราวกับอยากจะหยั่งรู้ความรู้สึกนึกคิดของคนเหล่านั้นว่ากำลังรู้สึกนึกคิดอย่างไรกันบ้าง แต่ที่แน่ ๆ ดวงตาสีเข้มของหนุ่มหล่อคนนั้นหันมาสบตากับเธอ

“มีขายรึเปล่าครับ ซีดีนี้ พี่อยากจะได้บ้าง”

สาวน้อยยิ้มแก้มปริด้วยความดีใจ รูปหล่อ แถมใจยังงดงามอีกด้วย

“มีค่ะ ที่ร้านค้าด้านหน้าของไร่ตะเกียงไร มีขายค่ะ”


“ครับถึงวันนี้เรื่องสิ่งแวดล้อมเราคงนิ่งเฉยอย่างแต่ก่อนไม่ได้แล้วนะครับ ช่วยอะไรได้คงต้องช่วยกัน วิธีง่าย ๆ ครับ ช่วยกันลดการใช้พลังงาน ใช้อย่างประหยัดและคุ้มค่าที่สุด ช่วยกันปลูกต้นไม้ให้มาก ๆ การใช้พลังงานทดแทนก็เป็นการลดภาวะโลกร้อนวิธีหนึ่งครับ ขอเชิญทุกท่านชมการสาธิตการทำไบโอดีเซลครับ มีซุ้มสาธิตอยู่ด้านซ้ายมือของทุกท่านนะครับ ” ผู้จัดการไร่มองไปที่ซุ้มสาธิตการทำไบโอดีเซล จะมีบอร์ดนิทรรศการการทำไบโอดีเซลอยู่หลายบอร์ด มีเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์เตรียมไว้พร้อมหมดแล้ว

“ส่วนด้านขวาจะเป็นการสาธิตการทำไบโอแก๊สนะครับ ของฟรีจากขยะที่ใช้หุงต้มได้” แล้วผายมือไปทางขวาของผู้เยี่ยมชม

ไบโอดีเซล เป็นเชื้อเพลิงเหลวที่ผลิตจากน้ำมันพืชและไขมันสัตว์ ไขมันสัตว์ โดยผ่านขบวนการที่ทำให้โมเลกุลเล็กลง ให้อยู่ในรูปของ เอทิลเอสเตอร์ (Ethyl esters) หรือ เมทิลเอสเตอร์ (Methyl esters) ซึ่งมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับน้ำมันดีเซลมาก สามารถใช้ทดแทนน้ำมันดีเซลได้โดยตรง เป็นพลังงานทดแทนเชื้อเพลิงดีเซลจากน้ำมันพืชที่ผ่านกระบวนการทางเคมีที่เรียกว่ากระบวนการทรานเอสส์เทอริฟิเคชัน (Transesterification Process) โดยให้น้ำมันพืชทำปฏิกิริยากับแอลกอฮอล์ เช่น เมทานอล หรือเอทานอล และมีด่างเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา

ไบโอดีเซล คือเอสเทอร์ของกรดไขมัน เรียกว่า Fatty Acid Methyl Ester การเรียกชื่อ ขึ้นกับชนิดของแอลกอฮอล์ที่ใช้ในการทำปฏิกิริยา เช่น เมทิลเอสเทอร์ เป็นเอสเทอร์ที่ได้จากการใช้เมทานอลเป็นสารในการทำปฏิกิริยา หรือ เอทิลเอสเทอร์ เป็นเอสเทอร์ที่ได้จากการใช้เอทานอล เป็นสารในการทำปฏิกิริยา เป็นต้น

“วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต” สาวสวยเจ้าของร้านสปาอ่านข้อความของบอร์ดนิทรรศการเบา ๆ ก่อนใช้สายตาไล่ลงไปของแต่ละบรรทัด

1. น้ำมันปาล์มดิบ
2. น้ำมันมะพร้าว ราคาวัตถุดิบต่ำ แต่เสถียรภาพด้านปริมาณและมูลค่าเพิ่มไม่ดีเท่าน้ำมันปาล์มดิบ
3. น้ำมันสบู่ดำ
4. น้ำมันดอกทานตะวัน
5. น้ำมันเมล็ดเรพ (rape seed oil)
6. น้ำมันถั่วเหลือง
7. น้ำมันถั่วลิสง
8. น้ำมันละหุ่ง
9. น้ำมันงา
10. น้ำมันพืชใช้แล้ว มีปัญหาเรื่องการปนเปื้อนในรูปของน้ำและตะกอน

“ใช้ทำน้ำมันได้ตั้ง 10 ชนิดแหนะ” สาวสวยเจ้าของร้านสปาหยุดดูป้ายวัถตุดินที่ใช้ในการผลิต เพิ่งรู้ว่าพืชที่ใช้ทำไบโอดีเซลได้มีอะไรบ้าง ซึ่งเดิมเธอคุ้น ๆ อยู่ชนิดเดียวเท่านั้น

ขั้นตอนในการผลิตไบโอดีเซล
1. นำน้ำมันพืชที่ได้จากพืชน้ำมันมาผสมทำปฏิกิริยากับเมทานอล (methanol) กับสารเร่งปฏิกิริยา ซึ่งจะได้เป็นไบโอดีเซล กับกลีเซอรีน
2. แยกกลีเซอรีนออก ทำความสะอาด
ข้อแตกต่างระหว่างไบโอดีเซลกับน้ำมันดีเซล
• จุดวาบไฟของน้ำมันดีเซลต่ำ ประมาณ 50 กว่า ในขณะที่จุดวาบไฟของน้ำมันไบโอดีเซล ประมาณ 100 กว่าขึ้นไป
• น้ำมันดีเซลมีกำมะถันสูง แต่น้ำมันไบโอดีเซลไม่มี
ผลต่อการทำงานของรถยนต์

ไบโอดีเซลช่วยหล่อลื่นแทนกำมะถัน และลดฝุ่นละอองหรือควันดำ ที่เรียกว่า particulate matter ให้ต่ำลง โดยไม่ทำให้เครื่องยนต์อุดตันเพราะเผาไหม้หมด[1]

1. นำน้ำมันพืชที่ทำจากปาล์มมาจำนวนหนึ่ง
2.ชั่งสารโปเตสเซียมไฮดรอกไซด์ (KOH) 1 % โดยน้ำหนักต่อปริมาตรของน้ำมันพืช (g/ml)
3. ตวงเมทานอลจำนวน 25 % ของน้ำมันพืชแล้วผสมโปเตสเซียมไฮดรอกไซด์ที่เตรียมไว้คนให้เข้ากัน
4. อุ่นน้ำมันพืชที่เตรียมไว้ให้ได้อุณหภูมิ 45 – 50
5. เทสารละลายโปเตสเซียมไฮดรอกไซด์กับเมทานอลลงในน้ำมันพืชที่อุ่น คนเข้ากันยกส่วนผสมลงจากเตาตั้งทิ้งไว้จะเกิดการแยกชั้นระหว่าง เมทิลเอสเตอร์ กับ กลีเซอรีน
7. แยกน้ำมันไบโอดีเซล (เมทิลเอสตอร์ ) ส่วนบนออกจากกลีเซอรีนด้านล่าง แล้วผ่านกระบวนการ Wash เพื่อกำจัด
แอลกอฮอล์และโปเตสเซียมไฮดรอกไซด์ที่ตกค้าง
8. นำไปเติมแทนน้ำมันดีเซลหรือใช้ร่วมกับก๊าซธรรมชาติได้เป็นอย่างดี

หนุ่มหล่อเจ้าของกิจการฟิสเนตเดินสังเกตไปรอบ ๆ ไล่มองบอร์ดนิทรรศการอย่างสนใจเป็นพิเศษ เพราะช่วงนี้น้ำมันแพง และในอนาคตต้องหมดไป พลังงานทดแทนไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมด้วย

“วันนี้เราจะสาธิตวิธีทำไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชที่ใช้แล้วนะครับ” เจ้าหน้าที่เริ่มบรรยายการทำไบโอดีเซล หลังจากที่เจ้าหน้าที่จัดเตรียมอุปกรณ์เครื่องมือต่าง ๆ พร้อมแล้ว


“ขั้นแรกนะครับนำน้ำมันที่ใช้แล้วกรองเศษอาหารออก แล้วนำมาต้มให้อุณหภูมิขึ้นถึงร้อยองศาเซลเซียส หรือก็คือต้มให้เดือดนั่นเอง ควรต้มในหม้อสแตนเลสนะครับ ต้มจนน้ำในน้ำมันระเหยไปจนหมด สังเกตง่าย ๆ ฟองจะหมดไปครับ ตั้งทิ้งไว้ให้อุณหภูมิลดลงเหลือ 60 องศาเซลเซียส”

ผู้เยี่ยมชมไร่ฟังการบรรยายวิธีการทำอย่างช้า ๆ มองตามเจ้าหน้าที่เริ่มปฏิบัติการตามขั้นตอน


“ ขั้นที่สอง ขณะรอ ให้นำ โปรเตสเซียมไฮดรอกไซด์ หรือ โซเดียมไฮดรอกซ์ไซด์ หรือ โซดาไฟมาผสมกับเมทอนอล หรือแอลกลอฮอล์ที่ใช้ทาสี ในถังพลาสติกที่มีฝาปิด สารนี้มีความเป็นกรดและเบสสูงมาก มีอันตรายมาก ควรระมัดระวังอย่างยิ่งเลยนะครับ ห้ามจับ ห้ามสูดดมเด็ดขาด ควรทำในที่โล่ง อยู่ใกล้น้ำ หากสัมผัสโดนให้รีบล้างน้ำทันที ผสมให้เข้ากัน ขณะผสมจะเกิดความร้อน จากนั้นนำไปใส่ในน้ำมันที่มีอุณหภูมิ 60 องศา ย้ำว่าต้อง 60 องศานะครับ เรื่องอุณหภูมิมีความสำคัญมาก กวนให้เข้ากัน ขณะกวนห้ามสูดดม กวนนาน 30-60 นาที จะได้น้ำมันใส และมีตะกอนที่เรียกว่า กลีเซอร์ลีน ใช้ทำสบู่ได้ ทำเชื้อเพลิงได้ ล้างทำความสะอาดห้องน้ำได้ เทน้ำมันใสออกมาแล้วทิ้งไว้ 7 วัน จึงน้ำมาใช้ได้ครับ”

ผู้เยี่ยมชมต่างเฝ้ามองการสาธิตด้วยใจจดจ่อ บางคนเอาปากกาขึ้นมาก้มหน้าก้มตาจดส่วนผสมต่าง ๆ และวิธีทำอย่างละเอียด

“น้ำมันที่ได้นี้ไม่เกิดมลภาวะเป็นพิษ ไม่มีควันดำ และมีกลิ่นหอมเหมือนไข่เจียว ไม่มีซัลเฟอร์ออกไซด์ การเผาไหม้ดีกว่าน้ำมันดีเซลปกติมาก ทำให้เครื่องยนต์ดี ออกตัวได้เร็ว ทำให้ฝาสูบไม่มีตะกรันด้วยครับ รถทุกคันที่ไร่ตะเกียงไพร เราใช้น้ำมันไบโอดีเซลมาหลายปีแล้ว ไม่มีปัญหาอะไรเลยครับ”

“ทำไม่ยากนะ” เสียงหนุ่มหล่อดังขึ้นข้างตัวหลานสาวเจ้าของไร่

“นั่นสิคะ น่าทำนะ น่าจะให้รถเมล์ทุกคันใช้นะคะ ท้องถนนคงจะสะอาด ไม่มีควันดำ ๆ ซะที”

“ไปดูทางโน้นกันต่อค่ะ” คุณหนูตะเกียงชวนเจ้าของฟิสเนทไปดูการสาธิตการทำไบโอแก๊สต่อ

============



โดย: ริเศรษฐ์ วันที่: 13 สิงหาคม 2552 เวลา:19:49:21 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

ริเศรษฐ์
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ที่นี่คือบ้านแห่งมิตรภาพ
ตั้งอยู่ในหมู่บ้านกำหลาบความเหงา
ถนนน้ำใจ ตำบลยอมรับ ทั้งหนักทั้งเบา
อย่าลืมอำเภอเรา อำเภอจริงใจที่สุดตลอดกาล
อ้อ! จังหวัดเป็นกำลังใจให้ตลอด
หากเธอว่างแวะมาจอดอย่ารีบผ่าน
ระหัสไปรษณีย์ “รอเธอมาเป็นเพื่อนอยู่นะ”
รอพบพาน.....
ไงก็มาสาบานเป็นเพื่อนกัน
ข้อความทักทาย s
New Comments
Friends' blogs
[Add ริเศรษฐ์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.