แม้อากาศจะหนาวเหน็บเพียงใด เมื่อหัวใจเรามีเพื่อน แม้กายเราจะหนาว แต่หัวใจของเรา อบอุ่น...เสมอ...
Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2548
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
28 กรกฏาคม 2548
 
All Blogs
 
ห้าสาวกับหกหนุ่ม

โรงเรียนที่เงียบเหงาเมื่อตอนปิดเทอมกลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อการเปิดเทอมใหม่มาถึง หลังเลิกเรียน ตามถนนหนทางต่างเต็มไปด้วยเด็กนักเรียนชายหญิง ส่งเสียงเอะอะ โวยวายไปตามประสา มีทั้งเสียงหัวเราะ รอยยิ้ม และเสียด่าทอกันอุตลุด

บริเวณป้ายรถเมล์ มีเด็กสาวกลุ่มหนึ่งยืนคุยกันเสียงขรม แม้การเปิดเทอมใหม่จะผ่านมาถึงวันสุดท้ายของสัปดาห์แล้วก็ตาม แต่คุณเธอทั้งหลายยังมีเรื่องเล่าสู่กันฟังอย่างไม่รู้สึกเบื่อหน่าย

สีหน้าห้าสาวเปลี่ยนไปทันที เมื่อกลุ่มนักเรียนชายคู่อริเดินตรงมา ทุกคนต่างสะบัดหน้าหนี เชิดหน้าเล็กน้อย ไม่นานคุณเธอก็รีบเผ่นขึ้นรถอันตรธานหายไปตรงนั้นกันหมด
“โธ่โว้ย! นึกว่าตัวเองวิเศษนักหรือไงวะ” นายฉานโพล่งออกมาอย่างไม่พอใจต่อปฏิกิริยาของห้าสาว
“นั่นสิ เก่งแต่เรียนแหละว้า...” นายเชิงรีบสนับสนุน
“ไอ้พวกหนอนหนังสือ เอ๊ย!” เพื่อนในกลุ่มต่างพากันพิพากษ์วิจารณ์ฝ่ายห้าสาวอย่างไม่พอใจ แต่หนึ่งหนุ่มในกลุ่มกลับเงียบขรึม เขาได้แต่แอบมองหนึ่งในห้าสาว คนที่ผูกผมหางม้าด้วยโบสีขาว สวมแว่นตากลม ๆ กรอบสีทอง ถ้าหากไม่กลัวคำขู่ของเพื่อน เขาอยากจะยิ้มให้เธอเป็นการทักทายในฐานะคนรู้จักกัน แม้ดวงตาดำขลับคู่นั้นจะเมินเฉยและไม่เป็นมิตรเลยก็ตาม
“เฮ้ย! สรวง ข้าไปก่อนนะ” เชิงเพื่อนคนสนิทตบไหล่ลาเขา หลังจากที่หลาย ๆ คนพากันขึ้นรถเมล์หายไปจากตรงนั้นกันเกือบหมด

สรวงอึกอักรับคำร่ำลาจากเพื่อนคู่หู มองเพื่อนสนิทก้าวขึ้นรถไป
“ทำไมนะ พวกเพื่อน ๆ ถึงไม่ชอบกลุ่มผู้หญิงพวกนั้น” เขาไม่แน่ใจว่ามีเหตุขัดแย้งอะไรกันระหว่างเพื่อนสองกลุ่มนี้ เนื่องจากเขาเป็นนักเรียนใหม่ย้ายมาจากที่อื่น แล้วนึกถึงวันแรกที่เขาพบเธอ คนที่ผูกผมหางม้า ผูกโบผูกผมสีขาวในวันก่อน….

=====================

วันนั้นเขาเห็นเธอยืนรอรถเมล์อยู่ลำพัง ความรู้สึกเหมือนถูกใครคนหนึ่งกำลังจ้องมอง หลังจากที่เขาช่วยคนตาบอดขึ้นรถประจำทางเรียบร้อยแล้ว จึงหันไปมองบ้าง รอยยิ้มบาง ๆ ระบายอยู่ในสีหน้าเธอแว่บหนึ่ง ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นเก้ ๆ กัง ๆ แล้วจ้ำอ้าวเดินหนีไป เธอรีบร้อนจนทำของหล่นโดยไม่รู้ตัว
“คุณครับ”
สีหน้าเธอบอกอาการ ตกใจที่เขาตามมา
“ของคุณตกครับ” เขายื่นของนั่นคืนเจ้าของ
“ขอบใจนะ” ในใจนึกชื่นชมที่เขาช่วยเหลือคนตาบอดเมื่อสักครู่ และคิดว่า คนดีมีน้ำใจในสังคมนี้ยังคงมีอยู่ น้ำใจยังไม่ได้เหือดแห้งไปเสียทีเดียว

“อะไรนะ! นายอยู่กลุ่ม five boys เหรอ”น้ำเสียงนั้นตกอกตกใจ หลังจากที่ยืนคุยกันได้ครู่หนึ่ง
“นายไปรวมหัวกับพวกบ้านั่นได้ยังไง ฉันไม่เข้าใจนายจริง ๆ งั้นเราคงเป็นเพื่อนกันไม่ได้แล้วล่ะ เพราะกลุ่มฉันกับนายเป็นปฏิปักษ์กัน”
เขายังไม่ทันถามถึงสาเหตุ เธอก็รีบพรวดพลาดจากไป

====================

วันต่อมาเขาถูกต่อว่าจากเพื่อน ๆ ในกลุ่มยกใหญ่
“นี่แก เมื่อวานฉันเห็นแกยืนคุยกับยายเกรินพวกหนอนหนังสือใช่มั๊ย!” คำถามนั้นทำให้เขาอึ้งเมื่อเห็นท่าทางขึงขังของเพื่อน
“สรวงไปคุยกับยายเกรินทำไม มันเป็นศัตรูตัวฉกาจของพวกเราเลยนะ แกรู้รึเปล่า” เพื่อนอีกคนสำทับ
ขึ้น
“ฉันขอสั่งห้ามแกไม่ให้ไปคบคุ้นกับคนพวกนั้นอีก โดยเฉพาะยัยแว่นที่ชื่อเกริน มันละตัวดีนักเชียวว่าพวกเราไว้เจ็บแสบมาก แกรู้มั๊ย”

เพื่อนแต่ละคนต่างรุมสวดเขาเป็นการใหญ่ จนเขาหูอื้อไปหมด และทุกคนต่างยื่นคำขาดว่าหากเขาไม่เชื่อฟัง ปฏิบัติตาม เขาจะถูกปล่อยเกาะ และถูกตัดออกจากกลุ่ม แต่สรวงกลับพยายามเป็นมิตรกับเกริน เมื่อมีโอกาสเจอกันโดยที่ต่างฝ่ายต่างไม่มีสมุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งติดตาม แต่ทว่าเกรินกลับเมินเฉยไม่มีมิตรไมตรีตอบ แถมครั้งล่าสุด นอกจากเธอจะไม่พูดกับเขาแล้ว ยังพูดใส่หน้าเพื่อนของเขาว่า

“นี่...ดูแลสมาชิกใหม่ของนายให้ดี อย่าให้เขามาเจ๊าะแจ๊ะกับฉัน”

ดีที่เธอพูดใส่ไอ้เชิงเพื่อนสนิทของเขา ไม่งั้นเขาคงถูกเฉดหัวออกจากกลุ่มไปแล้ว แต่ก็ไม่วายโดนเพื่อนเทศนากัณฑ์ใหญ่จนหูแทบชา

เหตุการณ์นั้นทำให้เขาปิดปากเงียบไม่พูดกับเกรินอีกเลย แม้ใจหนึ่งอยากจะประสานเพื่อนทั้งสองกลุ่มให้หันหน้ามาเป็นมิตร เป็นเพื่อนกัน เลิกมีทิฐิต่อกัน แต่เขาคงต้องพักรบความคิดนั้นไว้ก่อน

=====================

การแข่งขันกีฬาสถาบันใกล้จะมาถึง บรรดาหกหนุ่มต่างได้รับคัดเลือกเป็นนักกีฬาบาสเก็ตบอลของโรงเรียน ทุกคนในกลุ่มรักกีฬาเป็นชีวิตจิตใจ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พวกเขาคว้าแชมป์เหรียญทองบาสเก็ตบอล
ชายระดับม.ปลาย มาให้โรงเรียนสองปีซ้อน แต่ถ้าพูดถึงด้านวิชาการ ความเก่งกาจก็ต้องยกให้ ห้าแว่นหนอนหนังสือ บรรดาห้าสาวแว่นหนาเตอะมีวีรกรรมทำชื่อเสียงให้แก่โรงเรียนไปแข่งขันด้านความเป็นเลิศทางวิชาการ แล้วคว้ารางวัลชนะเลิศมาเป็นที่เชิดหน้าชูตาให้กับโรงเรียน ไม่แพ้ฝ่ายหนุ่ม ๆ นักกีฬาเช่นกัน

ปีนี้เป็นปีที่หนุ่ม ๆทั้งหกต่างฟิตซ้อมกีฬาอย่างหนักกว่าทุกปีที่ผ่านมา ความหวังสูงสุดของพวกเขาคือ
เหรียญทองเท่านั้น และจะต้องคว้ามาครองเป็นสมัยที่สามให้ได้ ยิ่งกว่านั้นเกียรติและศักดิ์ศรีในการแข่งครั้งนี้คือเดิมพัน เพราะพวกเขารับคำท้าจากบรรดาห้าแว่นหนอนหนังสือ ถ้าหากแพ้จะต้องทำตามที่คุณเธอสั่งทุกประการ

===================

และแล้ววันสุดท้ายของการซ้อมก็มาถึง หกหนุ่มต่างพากันเก็บข้าวของอยู่ในห้องนักกีฬา
“เฮ้ย! พักผ่อนกันให้เต็มที่นะโว้ย วันจันทร์นี้แข่งแล้ว” นายฉานตะโกนขึ้นมาลั่นห้อง
“เออ...รู้แล้วน่ะ งานนี้ไม่มีแพ้โว้ย..” นายเชิงถอดเสื้อซ้อมกีฬาออก เปลี่ยนเป็นเสื้อเชิ้ตสีขาว
“ยังไงก็อย่าประมาทนะพวก” สรวงพูดแทรกขึ้นมาพลางรูดซิบกระเป๋าให้เรียบร้อย
“อยู่แล้ว...ไปโว้ยพวกเรากลับบ้านกันดีกว่า” พวกหนุ่ม ๆต่างเดินคุยกันไปตามถนน ส่งเสียงหัวเราะโหวกเหวกกันไปตามเรื่อง ทำให้ถนนของโรงเรียนที่ดูเงียบเหงาครึกครื้นขึ้น

สรวงเดินแยกจากเพื่อน ๆ มาอีกทางหนึ่ง
“อ้าว...ว่าไงพ่อหนุ่ม พึ่งกลับรึ” เสียงลุงภารโรงใจดีทักทาย
“ครับ ลุงเองก็พึ่งกลับหรือฮะ” ชายมีอายุพยักหน้าก่อนปั่นจักรยานเก่า ๆ ของแกผ่านไป
เขาเดินไปตามถนนของโรงเรียนผ่านตึกต่าง ๆ พลางแหงนหน้ามองตึกนั้นตึกนี้ไปเรื่อย แล้วสายตาเขาก็ไปกระทบสิ่งหนึ่งบนกำแพงตึกด้านขวามือ

ทำให้เขาหยุดชะงัก!!

“เกริน...”

เขามองเธออย่างงง ๆ ซึ่งกำลังไต่บันไดข้างกำแพงของตึกชั้นสามลงมาชั้นสอง ท่าทางเธอคล่องแคล่วว่องไว
“เกริน ขึ้นไปทำอะไรอยู่บนนั้น”เขาตะโกนถามเธอ
เธอหันขวับมองลงมาเบื้องล่าง สีหน้าเธอบอกอาการตกใจ รีบใช้มือข้างหนึ่งงรวบกระโปรงไว้
“แล้วนายล่ะ มายืนทำบ้าอะไรอยู่ตรงนี้ ถอยไป อย่ามองขึ้นมา” เธอตะโกนโหวกเหวกลงมา
“แล้วคุณล่ะทำอะไร ยังไม่เห็นบอกผมเลย” เขายังแหงนคออยู่ที่เดิม
“นี่! บอกให้ถอยไป อย่ามองขึ้นมาไม่ได้ยินหรือไง”
สรวงรีบถอยออกไปจากตรงนั้น พลางหัวเราะ
“ผมไม่เห็นอะไรของคุณหรอกน่า...”
“ถ้านายจะหุบปากนายซะ ฉันจะขอบคุณมาก” เธอตะเบ็งเสียงลงมาอย่างหัวเสีย ก่อนจะไต่ลงมาอย่างระมัดระวังไม่คล่องแคล่วอย่างเมื่อครู่ แล้วกระโดดลงมาที่กันสาดชั้นสอง
“คุณจะให้ผมช่วยอะไรมั๊ย”
“ลุงภารโรงล่ะ กลับหรือยังบอกให้แกมาเปิดประตูให้หน่อย ฉันลืมของไว้กลับมาเอา พอลงมาแกก็ปิดประตูชั้นสาม ฉันก็เลยต้องปีนลงมาชั้นสองเนี่ยแหละ” เธอยื่นหน้าจากชั้นสองตะโกนลงมา
“อ้าว! ลุงแกกลับไปแล้วสิครับ”
“อะไรนะ! กลับไปแล้วเหรอ” เกรินถอนหายใจเฮือกใหญ่ มองเวลาที่ข้อมือ เวลายิ่งทำให้เธอกลุ้มหนักเข้าไปอีก หัวมันตื้อจนคิดอะไรไม่ออกเอาเสียเลย
“นี่คุณ ผมมีวิธีนะ คุณเดินเลาะกันสาดไปทางด้านหลังสิ มีต้นไม้ขึ้นอยู่ด้านหลัง แล้วคุณก็ปีนข้ามมายังต้นไม้นะ แล้วก็ปีนลงมา”

เกรินเดินทางด้านหลังตามที่เขาบอก สรวงวิ่งตามไป เขากวาดสายตามองต้นไม้ใหญ่ที่ขึ้นเรียงกันเป็นแถว ตรงไปยังต้นที่ขึ้นใกล้อาคารมากที่สุด แล้วปีนขึ้นไปบนนั้น ก้าวไปตามกิ่งก้านสาขาที่คิดว่าแข็งแรงพอและทอดตัวไปยังกันสาดชั้นสอง
“เกริน...ทางนี้”
เธอเดินมาหยุดตามที่เขาบอก มองกิ่งไม้ใหญ่ที่อยู่ห่างจากกันสาดอาคารเกือบเมตรหนึ่ง ชายหนุ่มเอื้อมมือไปรับ เกรินมองหน้าเขานิดนึงก่อนที่จะส่งมือให้
สรวงยิ้มเล็ก ๆ แล้วดึงเธอข้ามมา แต่ทว่าเกรินรีบดึงมือตัวเองกลับ เขารั้งมือนั้นไว้
“เป็นอะไรไปอีกล่ะครับ รีบ ๆ ข้ามมาเถอะ” เขากระชับมือเธอแน่นกว่าเดิม
“นายยิ้มอะไร หัวเราะเยาะฉันใช่มั๊ย” พลางพยายามดึงมือตัวเองออกจากมือเขา
“เปล่า...ผมดีใจที่คุณรับความช่วยเหลือจากผมต่างหากล่ะ รีบข้ามมาเถอะน่า..” เขาดึงเธอข้ามมา เธอข้ามมาเหยียบยังกิ่งไม้ท่อนเดียวกันกับเขา แล้วตามสรวงเดินเข้าหาลำต้น
เมื่อเกรินลงสู่พื้นดินเรียบร้อย เธอรีบยกข้อมือขึ้นมาดูเวลา
“ฉันต้องไปแล้ว ไปก่อนนะ” ขาดคำเธอรีบพรวดพลาดจากไปอย่างรีบร้อน
“เดี๋ยวเกริน!” เขาดึงมือสาวผมหางม้าไว้ “รีบจังมีนัดหรือครับ ให้ผมไปส่งนะ วันนี้ผมเอามอเตอร์ไซด์มา” พลางปล่อยมือเพื่อนสาว
“ไม่ต้อง! ฉันไปเองได้” หล่อนกระชากเสียง แล้วหันหลังกลับ ผมหางม้าที่รวบไว้เคลื่อนไหวตามลีลาของเจ้าของ
“กลัวแฟนเข้าใจผิดหรือไง คุณก็โกหกเขาไปก็ได้นี่ว่าผมเป็นพี่ของคุณ น้องคุณ ญาติคนไหนของคุณก็ได้” เขาตะโกนตามหลังไป
เธอหันหลังกลับมา “อย่าพูดมั่ว ๆ นะ ฉันมีนัดกับใครมันก็ไม่ใช่เรื่องของนาย ใครบอกว่าฉันนัดกับแฟน!”เธอกระแทกเสียงใส่เขาอย่างโมโห
“งั้นคุณก็ให้ผมไปส่งสิ ผมหวังดีต่อคุณนะ ไม่อยากให้คุณไปช้าหรือผิดนัด ตอนนี้รถติดเป็นตังเมเลย ให้ผมไปส่งเถอะ”
เกรินมองดูเวลาอีกครั้ง สีหน้าเธอยุ่งเป็นยุงตีกัน
“ว่าไงล่ะ”
คำว่า “เวลา” มันบีบคั้นเธอเหลือเกิน
“ก็ได้”
สรวงพาเธอเดินไปยังที่จอดรถ แล้วพารถพยานออกสู่ท้องถนน มุ่งหน้าไปยังจุดหมายปลายทางของคนที่นั่งซ้อนท้ายอยู่ข้างหลัง


=====================

เกรินถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อกลับมาถึงบ้านก่อนที่ฝนจะตก ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าบ้าน ฝนก็เทซู่ลงมาทันที มองเวลานิดหนึ่งทันเวลาพอดีกับที่แม่เธอสั่งให้รีบกลับมาดูน้องชายคนเล็กก่อนที่แม่จะออกไปธุระข้างนอก

สรวงมองหน้าเจ้าของบ้านนิดหนึ่ง ก่อนที่จะตัดสินใจลากลับทั้ง ๆ ที่ฝนยังตกหนักอยู่ เสียงฟ้าเสียงฝนดังเปรี้ยงป้างอยู่ข้างนอก

เกรินอึกอักอยู่ครู่หนึ่ง มองคนมาส่งเธอเดินตรงไปยังประตูบ้าน “เดี๋ยว! สรวง...นายจะอยู่ที่นี่ก่อน จนฝนหยุดก็ได้นะ” ในที่สุดก็ตัดสินในเรียกเขากลับมา
สรวงหันมายิ้ม “ผมรู้....” เธอก็รีบพูดตัดขึ้นมาก่อน
“นายไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น นายมีสิทธิ์อยู่ได้จนฝนหยุดเท่านั้นนะ”
เขาได้แต่มองม่านฝนหนาทึบออกไป ในใจภาวนาขอให้มันอย่าเพิ่งหยุดเลย

“แม่ล่ะ โช้ค” เกรินหันมาถามน้องชายที่กำลังนั่งเล่นวิดีโอเกมส์ แล้วเดินไปดูน้องชายคนเล็กที่กำลังหลับอยูที่โซฟา
“ไปแล้วฮะ”ตอบพลางกดปุ่มรัวยิงอย่างมันมือ
“อ้าว...แม่ไม่รอพี่กลับมาก่อนเหรอ”
“พอดีไอ้ตัวเล็กมันหลับ แล้วแม่ก็กลัวฝนตกแม่ก็เลยรีบออกไปก่อน แล้วแม่ก็รู้ว่าพี่รินคงกลับมาตรงเวลาเสมอแหละ”
“สรวงนั่งสิ” เกรินหันไปบอกเขา เมื่อเห็นสรวงยืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่ตรงหน้าประตูห้อง
“จบเกมนี้เลิกเล่นได้แล้วนะโช้ค”
“รู้แล้วน่า...โธ่พี่ไม่น่าพูดเลย ตายเลยเห็นมั๊ย” เด็กชายปิดเครื่อง ดึงแผ่นวีดีโอเกมเก็บเข้าที่
“ใครน่ะ...แฟนพี่เหรอ” น้องชายเธอมองหนุ่มแปลกหน้า พลางกระซิบกระซาบถามพี่สาว แต่มันก็ดังพอที่แขกไม่ได้รับเชิญของเธอจะได้ยิน
“พูดบ้า ๆ รีบ ๆ ไปอาบน้ำทำการบ้านเดี๋ยวนี้เลย” แล้วหันไปทำหน้าดุ ๆ ใส่เขาที่นั่งอมยิ้มอยู่
“โธ่..พี่ริน ไม่ใช่ก็ไม่ใช่สิ ทำไมต้องโมโหด้วย” เด็กชายเดินไปที่เชิงบันไดชั้นบน พลางยิ้มให้เพื่อนหนุ่มของพี่สาว อดแปลกใจไม่ได้ เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่พี่สาวพาเพื่อนผู้ชายมาที่บ้าน
“พี่เป็นเพื่อนกับเกรินน่ะ” เขายิ้มตอบ
“เอ...เราเป็นศัตรูกันมากกว่า ใช่มั๊ยครับคุณเกริน” ประโยคท้ายเขาบ่ายหน้าไปหาเธอ
“นี่ นายไม่จำเป็นต้องสาธยายให้น้องฉันฟังหรอกนะ”
“อ้าว...พี่ริน เป็นศัตรูกันเหรอครับ” โช้คเลิกคิ้วถามอย่างฉงนฉงาย
“เราแค่มีเรื่องขัดแย้งกันนิดหน่อยน่ะโช้ค”
“เอ๋...จริงรึเปล่าครับพี่ริน ยังไงก็ดีกันเถอะ พี่เป็นครูสอนผมเองนี่นา ให้รู้จักอภัย”
“เอ๊ะ ! โช้คหนิ เธอเป็นน้องพี่หรือว่าเป็นน้องของนายสรวงกัแน่ ฮะ ! ไปเลยรีบขึ้นไปเดี๋ยวนี้เลย เดี๋ยวนี้!”
“รู้แล้วน่า...ผมไม่เป็น ก ข ค ร้อก…” น้องชายเธอยักคิ้วหลิ่วตากวน ๆ แล้วรีบวิ่งหนีขึ้นบันไดไปก่อนที่พี่สาวจะตามไปเขกกะโหลก
“ถามจริงกลุ่มคุณกับผมมีเรื่องขัดแย้งอะไรกัน” เขายิงคำถามที่คาใจมานาน
“ฉันก็ไม่รู้ รู้ตัวอีกทีก็ไม่ชอบหน้ากันซะแล้ว” เกรินขยับแว่นนิดหนึ่ง แล้วเดินกลับมานั่งที่โซฟา มองน้องชายคนเล็กที่กำลังหลับสนิท “ว่าแต่พวกนายเหอะ มั่นใจแค่ไหนว่าจะชนะในการแข่งบาสครั้งนี้ ถ้าแพ้ พวกนายก็แพ้พนันพวกเรานะ”
สรวงจ้องตาคนที่นั่งอยู่ตรงข้าม “สำหรับผมแพ้ชนะเป็นเรื่องธรรมดา เพราะผมเล่นกีฬาด้วยใจรักและมีน้ำใจนักกีฬาพอ ที่จะยอมรับผลที่เกิดขึ้น เราตั้งใจทำเต็มที่ ทำให้ดีที่สุดก็พอแล้ว”
“นายคิดยังงั้นจริงง่ะ ที่จริงฉันไม่ชอบกีฬาหรอกนะ ไม่เห็นจะดีตรงไหน เล่นเสร็จก็ยกกพวกตีกัน เสียอกเสียใจที่แพ้ ฉันละเบื่อ ไม่รู้เล่นกีฬากันทำไม เพื่ออะไรกันแน่! ยิ่งระดับประเทศยิ่งแล้วใหญ่ มีการพนันกันเข้ามาเกี่ยวกันอีก ทำให้คนหมดตัวไม่รู้เท่าไหร่ บางคนก็ถึงขนาดฆ่าตัวตายเลยนะ” เธอถอนหายใจอย่างระอา
“ทำไมเขาถึงอยากได้เงินพนันนี้นะ เงินบาปชัด ๆ เงินที่ได้มาจากหยาดน้ำตา ความเดือดร้อนของคนอื่น เงินนี้ทำให้คนหลายคนร้องไห้ ทำให้บ้านแตกสาแหรกขาด จนถึงทำให้คนฆ่าตัวตาย ทำไม! เขาถึงยังอยากได้เงินพวกนี้อยู่ ฉันไม่เข้าใจเลย” ในแววตาของเธอมีความเศร้าและความเจ็บปวดเจืออยู่
“แต่รับรองว่า พวกผมไม่ได้เป็นอย่างที่คุณคิดแน่ เรามีน้ำใจนักกีฬากันทุกคน คุณเคยไปดูพวกเราแข่งในสองปีที่ผ่านมารึเปล่า ถึงแม้ตอนนั้นผมจะอยู่ในโรงเรียนอื่น แต่เที่ผมเห็นอยู่ตอนนี้ก็ทำให้ผมรู้ ว่าพวกเราไม่ได้เป็นอย่างที่คุณพูดเลย” เขาแย้งขึ้นมาทันที
“ฉันไม่เคยไปดูหรอก บอกแล้วว่าไม่ชอบกีฬา”
“งั้นครั้งนี้คุณต้องไปดู แลัวคุณจะเข้าใจพวกเรา”
“แน่นอน! พวกฉันต้องไปแน่”
“ผมอยากขอร้องอะไรคุณสักอย่างหนึ่งจะได้มั้ย”
“อะไร” คิ้วเรียวภาคใต้กรอบแว่นขมวดเข้าหากัน
“ถ้าผลออกมาแพ้ ผู้แพ้ไม่ต้องการการต่อว่า ซ้ำเติม หวังว่าคุณคงไม่ใช่คนชอบซ้ำเติมคน”
“ฉันยังไม่รับปากนายหรอกนะ แต่ก็จะรับไว้พิจารณาก็แล้วกัน ฉันต้องดูท่าทีของพวกนายก่อน”
“หวังว่า...ผมคงดูคนไม่ผิด” สรวงขยับตัวลุกขึ้น
“การตั้งความหวังไม่ใช่เรื่องผิด แต่เมื่อใดที่เราตั้งความหวัง ความผิดหวังก็อาจรอเราอยู่”
“แต่ความหวัง ทำให้คนเรามีพลังที่จะไปให้ถึงจุดหมายปลายทางนะครับ” เขาเดินไปที่หน้าต่าง มองเม็ดฝนที่เริ่มซาและขาดเม็ดลง
“ก็ถูกของนายนะ แต่เราต้องรู้จักหวัง หรือฝันในสิ่งที่ไม่ไกลเกินไป” เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นด้วยกับเขา และลดน้ำเสียงแข็งกร้าวแกมเย่อหยิ่งลง มีความเป็นกันเองมากขึ้น

“ถ้าผมหวังอยากให้พวกเราสองกลุ่มเป็นเพื่อนกันละครับ จะเป็นฝันที่ไกลเกินไปไหม” สรวงหันตัวกลับมา
“บางที...มันก็ขึ้นอยู่กับฝ่ายใดฝ่ายนึ่งฝ่ายเดียวไม่ได้หรอกนะ นายลองกลับไปถามพรรคพวกของนายดูละกัน ว่าเขาจะลดความน่าหมั่นไส้ลงได้แค่ไหน” สีหน้าเธอปรากฏรอยยิ้มบาง ๆ

สรวงยิ้ม ความหวังที่อยากให้เพื่อนสองกลุ่มหันมาเป็นมิตรกัน หนทางที่เคยดูมืดมนมาตลอดเริ่มมีเงาของแสงสว่างรำไรๆ พอจะเป็นจริงขึ้นมาบ้าง

====================

เสียงเชียร์ของนักเรียนทั้งสองโรงเรียนเงียบหายไปนานแล้วเหลือคนอีกไม่กี่คนที่กำลังเดินออกจากสนาม
บาส เหตุการณ์วุ่นวายเมื่อครู่จบลงด้วยดี หกหนุ่มค่อย ๆ เดินตรงไปยังประตูทางออก
“ดีนะ โรงเรียนที่มีเรื่องกันไม่ใช่โรงเรียนเรา” นายฉานนึกถึงเหตุการณ์ชุลมุนเมื่อครู่
“นั่นสิ! ไม่งั้นเสียชื่อตายเลย” นายเชิงสนับสนุน
“ใช่ ยัยพวกห้าแว่นหนอนหนังสือก็อยู่ ไม่งั้นมันคงเอาไปนินทาตามเคย ยัยพวกนั้นยิ่งมองพวกเราไม่มีดี
อยู่” หนุ่มตาตี่พูดขึ้น
“แล้วแกเป็นไรรึเปล่าวะฉาน ข้านะเกือบโดนลูกหลงแหนะ” เชิงหันไปมองหน้าเพื่อนหนุ่มหลังร่วมขบวนการห้ามทัพนักเรียนสองโรงเรียนไม่ให้มีเรื่องกัน
“ไม่เป็นไรหรอก เรื่องจิ๊บจ๊อย เฮ้ย! พวกเรามีใครโดนลูกหลงหรือเปล่าวะ มะรืนนี้แข็งรอบชิงชนะเลิศ
แล้วนะเว้ย! รักษาเนื้อรักษาตัวให้ดี”
“ข้าอยากรู้ว่ะ ถ้าพวกเราได้เหรียญทอง ยัยห้าแว่นหนอนหนังสือก็แพ้พนันเรา แล้วพวกเราจะให้มันทำอะไรดีว่ะ” นายตาตี่ถามขึ้นมาลอย ๆ
“ข้าว่านะ มันเรียนเก่ง ให้พวกมันช่วยติวให้พวกเราดีกว่าว่ะ เผื่อฉลาดขึ้นกว่าเดิม จะได้พลิกประวัติ
ศาสตร์ตัวเองเป็นของขวัญให้แม่ก่อนจบ ม. 6” หนุ่มผอมบางที่สุดในกลุ่มเสนอความคิดขึ้น
“เฮ้ย! อย่าฝันเฟื่องล่วงหน้าเลย ไว้ชนะจริง ๆ ค่อยคิดเหอะ แต่เอ๊....ทุกนัดที่เราแข่งยัยพวกห้าแว่นนั้นก็มาดูพวกเราแข่งทุกนัดเลยนะ เมื่อกี๊ข้ายังเห็นพวกนั้นอยู่เลย” นายฉานขมวดคิ้ว
“เราว่านะ พวกแกโกรธเคืองอะไรพวกนั้นมากมายวะ น่าจะหันหน้ามาเป็นเพื่อนกันดีกว่านะไหน ๆ ก็จะจบหกอยู่แล้ว” สรวงเสนอความคิดขึ้นมากลางวง
“แกอยากให้พวกเราเป็นมิตรกับพวกหนอนหนังสือ เพราะแกจะได้ไปจีบยัยเกรินใช่ม้า....”สิ้นเสียงนายเชิง เสียงโห่ฮาก็ดังขึ้น
“เฮ้ย! เราพูดจริงนะโว้ย พวกแกอย่าแปลี่ยนรื่องเดะ! เราอยากให้พวกเรากับเขาเป็นเพื่อนกัน มันผิดตรง
ไหนวะ” ท่าทางขึงขังของเขาทำให้ทุกคนนิ่งอึ้ง เพราะปกติสรวงไม่เคยทำท่าทางซีเรียสเอาจริงเอาจังมากมายขนาดนี้ให้เห็น ที่ผ่านมาเขาเป็นเพื่อนที่ดีของทุกคน มีน้ำใจ และไม่ใช่คนชอบขึ้นเสียงใช้อารมณ์
“ก็ใช่ว่าพวกเราไม่อยากเป็นเพื่อนกับยัยพวกนั้นซะเมื่อไร่ล่ะ”ฉานรีบพูดขึ้นเพื่อคลี่คลายบรรยากาศ
“ก็ยัยห้าแว่นนั่นน่ะ ไม่ชอบขี้หน้าพวกเราจะตายไป เห็นหน้าพวกเราก็รีบเผ่นกันหมด เห็นพวกเราเป็นตัวอะไรกันวะ คิดว่าตัวเองเรียนเก่ง ทำหยิ่ง เฮอะ! น่าหมั่นไส้มั้ยล่ะ” นายฉานสาธยายประสบการณ์ที่ผ่านมา
“ก็พวกแกชอบไปหาเรื่องพวกเค้านี่หว่า พูดกวนประสาทเขา ใครเขาอยากอยู่ใกล้วะ”สรวงแก้ตัวให้ห้าสาว “พวกแกน่ะ ก็ลดทิฐิหน่อยซีวะ ทำดีกับเขาก่อนเป็นไรไป บางทีเขาอาจช่วยพวกเราเรื่องเรียนบ้าง” สรวงวกมาสนับสนุนเหตุผลเรื่องการเรียนของเพื่อนอีกคน
“เอาเถอะในฐานะที่แกเป็นเพื่อนที่ดีของพวกเรามาตลอด ช่วยเหลือพวกเราหลาย ๆ อย่าง เอาเป็นว่า
ตอนนี้พวกเราจะไม่พูดกวนยัยพวกนั้นก็แล้วกัน ไงพวกเราก็ต้องดูท่าทีพวกนั้นก่อนว่ามีปฏิกิริยาตอบโต้กที่พวกเราจะรับได้มั๊ย” นายฉานสรุปในฐานะเป็นหัวโจก หลังจากที่นิ่งอยู่ครู่หนึ่ง เขารู้ดีว่าการเป็นเพื่อนกันไว้ย่อมดีกว่าเป็นศัตรูกันแน่นอน

=====================

แล้ววันแข่งรอบชิงชนะเลิศบาสเก็ตบอลชาย ระดับชั้น ม. ปลาย ก็มาถึง อัฒจันทร์เชียร์แน่นถนัด เติมเหยีดด้วยนักเรียนชายหญิงนับร้อยคน ต่างคนต่างมาเชียร์ทีมโรงเรียนของตัวเอง เสียงกรี๊ดและเสียงปรบมือดัง
ลั่นต้อนรับนักกีฬาที่ก้าวลงสนาม ทั้งสองทีมต่างวอร์มเบา ๆ อยู่คนละฝั่ง
ในบรรดากองเชียร์นับร้อย ห้าสาวนั่งอยู่ตอนกลางของอัฒจัทร์ สายตาจับอยู่ที่นักกีฬาซึ่งกำลังโบกไม้โบกมือให้กองเชียร์ สีหน้าทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใส พกพาความมั่นใจมาเต็มกระเป๋า พวกเขาอยู่ในชุดกีฬาสีฟ้าอ่อนซึ่งเป็นสีประจำโรงเรียน ตัวเลขอารบิคสีดำโดดเด่นอยู่กลางเสื้อของแต่ละคน ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งอยู่ในชุดสีเขียวเข้ม
เกรินชะงักเล็กน้อยเมื่อหนึ่งในนักกีฬาสีฟ้ายืนอยู่กลางสนามมองตรงขึ้นมายังที่เธอพอดี เธอจึงพยักหน้าเป็นกำลังใจให้ นายสรวงจึงยิ้มอย่างร่าเริง ดูมีกำลังใจเพิ่มขึ้น

“ปี๊ด.………….”

เสียงแหลมของนกหวีดดังขึ้น เป็นสัญญาณว่า นับแต่วินาทีนี้การแข่งขันกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว

เสียงกองเชียร์เฮดังขึ้นเป็นพักๆเมื่อลูกกลมๆสีส้มเด้งกระดอนลงตาข่าย เมื่อฝ่ายโรงเรียนตนเองชูตลูกได้
การแข่งขันดำเนินไปอย่างตื่นเต้นเร้าใจ เสียงกลองรัวกระหึ่มลั่นสนามอย่างครึกครื้น บรรดากองเชียร์ส่งเสียงเชียร์
กันอย่างสุดเสียง

นักกีฬาทั้งสองฝ่ายต่างมีลีลาการเล่นคล่องแคล่วว่องไว เจนสนามด้วยกันทั้งคู่ ทีมเสื้อสีฟ้ามีการเล่นแบบทีมเวิร์คที่เหนือชั้นกว่า ตั้งรับฝ่ายตรงข้ามอย่างเหนียวแน่น ต่างกับทีมเสื้อสีเขียว ซึ่งมีการบุกแบบสายฟ้าแล่บ เกมแข่งขันเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเวลาใกล้หมดลงไปทุกที ต่างฝ่ายต่างพยายามเข้าทำคะแนนแข่งกับเวลา คะแนนบนสกอร์ทีมเสื้อสีฟ้าตามอยู่สี่คะแนน เสียงนกหวีดของกรรมการเป่าฟาวขึ้นอยู่หลายครั้ง ผู้ทำฟาวจะยกมือขึ้นหันหมายเลขให้กรรมการดูโดยอัตโนมัติ มีการปะทะกันบ้างเมื่อเข้าประชิดตัว แต่ไม่มีใครแสดงอาการไม่พอใจ ทุกคนต่างเข้าใจดีว่าต่างฝ่ายต่างไม่ได้เจตนา การกระทบกระทั่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ และพร้อมจะให้อภัยเสมอ

ก่อนหมดเวลาเพียงสามนาทีนายสรวงสามารถชู้ตลูกระยะไกลสามคะแนนได้ ทำให้แต้มห่างกันเพียงหนึ่งแต้ม และนายฉานเลย์อัพได้อีก ฝ่ายสีฟ้าจึงนำอยู่สามแต้มแต่ฝ่ายตรงข้ามสามารถชู้ตตามมาอีกหนึ่งลูก ในนาทีสุดท้ายเกิดการฟาร์วขึ้น กรรมาการตัดสินให้ฝ่ายสีเขียวได้ยิงลูกโทษสองคะแนน จึงนำทีมสีฟ้าไปหนึ่งคะแนน

บรรดากองเชียร์ต่างนั่งเชียร์กันตัวโก่ง นั่งลุ้นตาไม่กระพริบ และแล้วเสียงแหลมยาวของนกหวีดก็ดังขึ้นเป็นสัญญาณว่าหมดเวลาการแข่งขัน ฝ่ายทีมสีเขียวเป็นฝ่ายชนะนำไปด้วยคะแนนเพียงคะแนนเดียว
เมื่อกรรมการทำสัญญาณมือบอกหมดเวลา นักกีฬาทั้งสองทีมต่างวิ่งมาเรียงหน้ากระดานแล้ววิ่งมาจับมือกัน ทุกคนต่างมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสร่วมยินดีกับฝ่ายชนะเลิศ ต่างถามไถ่ชื่อเสียงเรียงนามกันและกัน

บรรดากองเชียร์ต่างทยอยออกจากสนามบาสไปนานแล้ว เหลือแต่ทีมนักกีฬาชุดสีฟ้าอ่อนที่ยืนรวมกันเป็นกลุ่มมองตรงมายังอัฒจันทร์ซึ่งห้าสาวนั่งเรียงกันอยู่
พวกหล่อนลุกขึ้นเดินลงมา ฝ่ายหกหนุ่มจึงขยับตัว สองกลุ่มเดินมาเผชิญหน้ากัน ต่างฝ่ายต่างมองท่าทีของฝ่ายตรงข้าม

นายฉานตัดสินใจก้าวออกมาเผชิญหน้ากับห้าสาว นัยตาหม่นเศร้าเล็กน้อย เขาไม่เสียใจกับความพ่ายแพ้การแข่งขันและยอมรับผลที่เกิดขึ้น แต่สิ่งที่เขาเสียใจคือพวกเขาเป็นฝ่ายแพ้พนัน ไม่รู้จะเจอพวกหล่อนสั่งให้ทำอะไร พวกหล่อนอาจจะพูดจากระทบกระเทียบ ถากถาง และตอกย้ำความพ่ายแพ้ครั้งนี้ เขามองหน้าของบรรดาฝ่ายตรงข้าม สีหน้าและแววตาของทุกคนเชิดเล็กน้อยตามแบบผู้กำชัยชนะ

“พวกเรา...แพ้แล้ว”ฉานอึดอักกว่าจะหลุดคำพูดนั้นออกไป
“พวกเธอมีอะไรก็ว่ามา”น้ำเสียงของเขาฟังดูเข้มแข็งกลบความพ่ายแพ้ที่ซ่อนไว้ภายใน
เกรินยิ้มเล็กน้อยในฐานะตัวแทนฝ่ายหญิง เธอก้าวไปข้างหน้าก้าวหนึ่ง
“ใช่! พวกนายแพ้”น้ำเสียงเธอยังคงเย่อหยิ่งเหมือนเคย
สรวงจ้องมองเกรินไม่วางตา หัวใจของเขาปวดร้าว เมื่อได้ยินประโยคแรกจากปากเธอของเธอ นี่เขาดูคนผิดหรืออย่างไร
“ระหว่างเรามีเรื่องราวมากมายที่ต้องสะสาง”เกรินกวาดสายตามองฝ่ายตรงข้ามแต่ละคน ไม่หวั่นต่อสายตาทุกคู่ที่มองตรงมา แม้แต่นายสรวงแววตาของเขาหม่นเศร้าบ่งบอกถึงความผิดหวังอยู่ลึกๆ เธอมองผ่านสายตาคู่นั้นไปอย่างไม่สะทกสะท้าน
“พวกนายทำอะไรกับพวกเราไว้บ้าง จำได้มั๊ย พวกเรายังจำได้ดี ไม่ลืมง่ายๆหรอก วันที่เราท้าพนันกันพวกนายคงจำได้ดีนะ ว่าพูดอะไรไว้”
บรรดาหนุ่มๆต่างเงียบกริบ ไม่มีใครขยับปากต่อล้อต่อเถียงเหมือนที่ผ่านมา
“เราอยากรู้ ถ้าพวกนายชนะ พวกนายจะให้พวกเราทำอะไร”เกรินลดเสียงแข็งกร้าวลง
“แกนั่นแหละ พูดไปสิ”ฉานหันไปมองนายหนุ่มผอมบาง
“พวกแกเห็นด้วยกับความคิดฉันงั้นเหรอ”เขาออกจะงงๆไม่คิดว่าเพื่อนจะเอาจริง
“เออ...พูดไปเหอะ”
หนุ่มผอมบางหันไปมองเกริน “คือ...ฉันอยากให้พวกเธอนะ ช่วยติวให้พวกเราหน่อย”
“แล้วตกลงพวกเธอจะให้พวกเราทำอะไร บอกมาเลย พวกเราไม่เบี้ยวแน่”ฉานตัดบท
“แน่จั๊ย!”เกรินขึ้นเสียงสูง
“แน่นอนถ้าไม่เกินความสามารถของพวกเรา”นายฉานตอบชัดถ้อยชัดคำ
“งั้นฟังดีๆนะ ในฐานะที่พวกเราเก่งด้านวิชาการ ด้านการเรียน ฉะนั้นพวกเราไม่ขอรบกวนอะไรพวกนายมากมาย และสิ่งที่ขอก็เป็นผลดีกับพวกนายเอง พวกเราขอแค่เทอมหน้านี้ พวกนายทุกคนจะต้องทำเกรดเฉลี่ยให้ได้ 3ขึ้นไปเท่านั้น”
หกหนุ่มพากันนิ่งอึ้ง ตะลึงไปตามๆกัน
“อะ...อะไรนะ! พูดเล่นหรือเปล่าเกริน ฉันนะมากสุดก็ 2.5 เท่านั้น นี่จะเอาตั้ง 3 เชียวเหรอ”
“ใช่! นายฟังไม่ผิดหรอก และต้องทำให้ได้ด้วย”เกรินเน้นคำด้วยน้ำเสียงหนักๆ
“แล้วก็...ไหนๆพวกเราจะจบม.หกกันอยู่แล้ว พักหลังๆนี่พวกนายก็ทำตัวดีขึ้น ไม่กวนพวกเราเหมือนที่ผ่านๆมา จริงๆแล้วพวกนายก็เป็นคนดีเหมือนกันนะ พวกเราได้ดูการแข่งขันของพวกนายทุกนัดอยากจะบอกว่า ประทับใจพวกนายมาก พวกนายเล่นเก่งมาก มีน้ำใจนักกีฬากันทุกคนเลย แม้จะมีการกระทบกระทั่งกับฝ่ายตรงข้าม พวกนายก็ไม่ถือสาให้อภัย พวกนายแข่งกีฬากันอย่างสนุกสนานไม่ซีเรียสเลย ยิ้มแย้มแจ่มใสกันดี ถึงผลจะออกมาว่าแพ้ พวกนายก็มีน้ำใจแสดงความยินดีกับฝ่ายตรงข้าม เป็นภาพที่น่าดูมากเลยนะ ฉันเพิ่งเคยเห็นกีฬาสร้างความสามัคคี ทำให้เกิดมิตรภาพระหว่างกันได้ก็วันนี้เอง ไม่ใช่เอาแต่จะชนะคะคานกัน ชิงดีชิงเด่นกันเพียงอย่างเดียวเท่านั้น พวกนายทำให้พวกเรามองเห็นมุมดีของกีฬามากขึ้น ฉะนั้นเรื่องราวระหว่างเราที่ผ่านมานั้น พวกเราก็จะเลิกจดจำมันอีกต่อไป”

นักกีฬาหนุ่มทั้งหลายต่างมองหน้ากันอย่างงุนงง แทบไม่เชื่อหูตัวเอง
“เฮ้ย! สรวงข้าหูฝาดไปหรือเปล่าวะ หรือว่าฝันไป”เชิงตบไหล่เพื่อนสนิท
สรวงตบไหล่เพื่อนเข้าโครมใหญ่อย่างดีใจสุดๆ
เสียงหัวเราะต่างฮาขึ้นพร้อมกัน
“อะไรกันวะสรวงเล่นแรงๆเจ็บนะโว้ย!”
“เรื่องจริงว่ะ เชิง แกไม่ได้ฝัน”สรวงพูดอย่างอารมณ์ดี พลางบีบจมูกกระเซ้าเพื่อนเล่นอย่างร่าเริง เขาหันไปมองเกริน เขาเพิ่งได้เห็นรอยยิ้มที่เป็นมิตรจากสาวผูกผมหางม้าก็วันนี้เอง
“สำหรับนายเราจะติวให้เป็นพิเศษเลย”เกรินเดินเข้าไปหาหนุ่มผอมบาง
“เฮ้ย! ได้ไงวะ”เสียงคนอื่นๆต่างพากันร้องขึ้นมา “ทำไมติวให้มันคนเดียววะ แล้วพวกเราล่ะ”
“ก็ฉันเห็นนายนี่ดูเขาตั้งใจเรียนน่ะสิ เขาเป็นคนริเริ่มความคิดนี่นา ถ้าพวกนายอยากให้พวกเราติวให้ก็ต้องใจเรียนนะ เพราะพวกเราอยากสอนเฉพาะคนที่ตั้งใจอยากจะเรียนจริงๆเท่านั้น”
“อยู่แล้ว...ใช่มั๊ยพวกเรา”ฉานหันไปตะโกนถามเพื่อนๆเสียงตอบตกลงก็เฮดังขึ้นมา
“งั้นต่อไปพวกเราก็จะเป็นเพื่อนกันใช่มั้ย”นายสรวงตะโกนถามขึ้นอีกครั้ง
เกรินยิ้ม”ถ้าพวกนายอยากจะเป็นมิตรกับพวกเรา พวกเราก็ยินดีเป็นมิตรกับพวกนายเหมือนกัน”

สรวงได้แต่อมยิ้มอย่างมีความสุข ในที่สุดความหวังของเขาก็เป็นจริง เขามองเพื่อนทั้งสองฝ่ายต่างมีรอยยิ้ม เสียงหัวเราะให้กัน

ห้าสาวกับหกหนุ่มพากันเดินเคียงกันไปออกจากสนามบาสเก็ตบอลอย่างเบิกบานใจ พวกเขาเพิ่งรู้วันนี้เองว่า การเป็นมิตรกันดีกว่า การเป็นศัตรูกันเป็นไหนๆ ทุกคนต่างเล่าถึงอดีตที่เคยมีเรื่องมีราวทะเลาะเบาะแว้งกัน แล้วพากันยิ้ม หัวเราะกับเรื่องราวในอดีตที่ผ่านมาและผ่านไปอย่างไม่มีวันหวนกลับมาอีกครั้ง

8 ก.ค. 39
ริเศรษฐ์



Create Date : 28 กรกฎาคม 2548
Last Update : 28 กรกฎาคม 2548 6:34:38 น. 4 comments
Counter : 257 Pageviews.

 
จบด้วยดี ตามลุ้นตลอด สนุกดีค่ะ เรื่องราวของวัยเรียน



โดย: อยู่ไกลบ้าน วันที่: 28 กรกฎาคม 2548 เวลา:17:24:04 น.  

 
อ่านยากจังครับ สีพื้นกลืนกับสีตัวหนังสือ

เนื้อเรื่องสนุกดีครับ


โดย: dont wanna no วันที่: 28 กรกฎาคม 2548 เวลา:21:21:06 น.  

 
สีตัวหนังสือ อ่านแล้วปวดตาครับ


โดย: เ ม ฆ ค รึ่ ง ฟ้ า วันที่: 28 กรกฎาคม 2548 เวลา:22:43:37 น.  

 
ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาทักทายนะคะ ช่วงนี้ฝนตกบ่อย ดูแลตัวเองดีดี รักษาสุขภาพด้วยนะคะ

คุณอยู่ไกลบ้าน
ขอบคุณมากค่า...ที่แวะมาอ่านนะคะ นึกว่าจะไม่มีคนมาอ่านซะแล้ว ^ _ ^

คุณ dont wanna no
ขอบคุณค่ะ ที่แวะมาอ่านให้กำลังใจคนเขียนนะคะ ว่าแต่ นิคของคุณแปลว่าอะไร บอกได้มั้ย?

ส่วนตัวหนังสือแล้วจะปรับปรุงนะคะ ขออภัยด้วยค่ะ

คุณเมฆครึ่งฟ้า
ชื่อคุณเก๋จังเลย เหมาะกับบรรยากาศหน้าฝนนะคะ ขออภัยสำหรับตัวหนังสือนะคะ เดี๋ยวจะปรับปรุงค่ะ ขอบคุณที่แวะมาทักทายนะคะ


โดย: ริเศรษฐ์ วันที่: 30 กรกฎาคม 2548 เวลา:18:43:09 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

ริเศรษฐ์
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ที่นี่คือบ้านแห่งมิตรภาพ
ตั้งอยู่ในหมู่บ้านกำหลาบความเหงา
ถนนน้ำใจ ตำบลยอมรับ ทั้งหนักทั้งเบา
อย่าลืมอำเภอเรา อำเภอจริงใจที่สุดตลอดกาล
อ้อ! จังหวัดเป็นกำลังใจให้ตลอด
หากเธอว่างแวะมาจอดอย่ารีบผ่าน
ระหัสไปรษณีย์ “รอเธอมาเป็นเพื่อนอยู่นะ”
รอพบพาน.....
ไงก็มาสาบานเป็นเพื่อนกัน
ข้อความทักทาย s
New Comments
Friends' blogs
[Add ริเศรษฐ์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.