แม้อากาศจะหนาวเหน็บเพียงใด เมื่อหัวใจเรามีเพื่อน แม้กายเราจะหนาว แต่หัวใจของเรา อบอุ่น...เสมอ...
Group Blog
 
<<
กันยายน 2548
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
11 กันยายน 2548
 
All Blogs
 
ป้ายอันตราย

ไซออกมายืนคอยรถเมล์อยู่นานแล้ว ยืนเหงา ๆ อยู่ลำพังคนเดียว เหลือบมองป้ายรถประจำทางที่ยืนแข็งทื่ออยู่ริมฟุตบาทด้วยสายตาหม่นหมอง ต้นไม้ใหญ่ยืนตระหง่านเคียงข้างเป็นเพื่อนเจ้าป้ายรถประจำทางอันนั้น สุดชายคาตึกที่ปิดประตูเงียบเฉียบไปเป็นทุ่งโล่ง มองเห็นป้ายโฆษณาอันใหญ่มหึมาอยู่ใกล้ๆ ถัดจากต้นไม้ใหญ่เล็กน้อย แดดที่เคยจัดจ้ายามใกล้เที่ยงซ่อนตัวอยู่ใต้กลีบเมฆสีเทาหนาทึบ ทำให้บรรยากาศทั่วไปดูมืดทมึนไป

สีหน้าของเขาหม่นมัวพอ ๆ กับบรรยากาศรอบข้าง สักครู่ใหญ่เขามองเห็นเพื่อนสาวเดินตรงมา

เธอนั่นเอง….

คงมายืนคอยรถเมล์เหมือนกัน เขาเคยเห็นเธอบ่อย ๆ เพราะอยู่สถานศึกษาเดียวกัน เพียงแต่คนละห้อง ได้ยินเพื่อน ๆ ที่รู้จักกับเธอเรียกเธอว่า "กริ่ง"

เขาอยากรู้จักเธอ แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดี จะส่งยิ้มให้เธอหรือ ก็กลัวโดนว่า หาว่าทำตาเจ้าชู้ สะเออะจะเข้าไปจีบเธอ ดูท่าทางเธอคงไม่ชอบ จะเข้าไปทักทายก็ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร จริงอยู่เขายืนอยู่ดี ๆ ไปยิ้มให้ เข้าไปทักทาย เธอจะคิดยังไง ดูท่าทางเธอก็บอกว่าเป็นคนไม่ชอบสุงสิงกับใครซะด้วยสิ เธออาจจะเดินหนีหรือไม่ก็ยืนทำหน้ากระอักกระอ่วนใจ ทางที่ดีเขาควรจะยืนอยู่เฉย ๆ ดีกว่า แล้ววันนี้เขาเองก็มีเรื่องกลุ้มอยู่ในหัวมากพออยู่แล้ว มากเกินกว่าที่จะสนใจเรื่องอื่น ๆ อีก

ลมเริ่มพัดแรงขึ้นคล้ายฝนจะตก กิ่งก้านสาขาของต้นไม้ใหญ่ข้างป้ายรถเมล์แกว่งไกวไปมา เกิดเสียงใบไม้เสียดสีกัน ฟ้ามืดมัวลงกว่าเดิม เหมือนฟ้าบีบตัวลดต่ำลงมา เศษใบไม้แห้ง ขี้ดิน ขี้ฝุ่น และเศษขยะเบา ๆ ถูกลมหอบปลิวฟุ้งกระจายในอากาศ บรรยากาศเปลี่ยนจากความเงียบเหงาซึมเซาจนดูน่ากลัว

กริ่งเดินออกจากชายคาตึกไปหยุดอยู่ริมฟุตบาท ชะเง้อมองรถเมล์ สีหน้าบ่งบอกถึงความกังวล เธอคงกลัวไปเรียนไม่ทัน เขาคิด ต่างกับเขา วันนี้เขาไม่อยากไปเรียนเลย แล้วเธอก็เดินกลับเข้ามาตามเดิม หลังจากไม่เห็นรถเมล์สักคัน แต่ครู่หนึ่งก็เดินออกไปใหม่ ครั้งแล้วครั้งเล่า ทุกการเคลื่อนไหวของเธออยู่ในสายตาเขา เธอยืนอยู่ตรงนั้นใกล้กับป้ายรถเมล์ ยกมือขึ้นขยี้ตาอย่างเคือง ๆ ฝุ่นผงที่ปลิวเข้าตา

ไซเงยหน้ามองท้องฟ้าที่เริ่มปั่นป่วนขึ้นทุกที ๆ สายตาจับจ้องอยู่ที่ป้ายโฆษณาอันใหญ่ มันสั่นเบา ๆ ไหวตามแรงลมเล็กน้อย อยู่ ๆ เกิดลมพัดกระโชกมาอย่างแรง เกิดเสียงหวีดอื้ออึ้งอล

ทันใดนั้น!!

เขาเบิกตากว้างอย่างตกใจสุดขีด!!

เมื่อเหล็กท่อนเหลี่ยม ๆ ฐานรองรับน้ำหนักของป้ายขยับ! แล้วเอนล้มมาทางที่เพื่อนวิทยาลัยเดียวกันกับเขายืนอยู่!!

"อันตราย!”

เขาหันขวับไปมองเธอ

“ระวัง!! หลบไป….!!!!!"

เขาตะโกนบอกสุดเสียง….!!!

พลางวิ่งเข้าไปดึงเธอที่ยืนไม่รู้อิโหน่อิเหน่เข้ามาหลบใต้ชายคาตึกได้ทัน ก่อนที่ป้ายนั้นจะล้มครืนลงมาโครมใหญ่ ทับต้นไม้ใหญ่ต้นนั้น และป้ายรถประจำทาง เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ชิ้นส่วนของป้ายกระเด็นกระดอนไปคนละทิศละทาง และมีบางส่วนกระเด็นมาเฉียดร่างของทั้งสองที่หลบซุกตัวอยู่ใต้ชายคาตึกไปอย่างหวุดหวิด

ไซโอบร่างกริ่งไว้ในวงแขน เอาลำตัวบังเธอไว้ มือข้างหนึ่งกดศีรษะเธอก้มลงต่ำ ลมพัดทั้งฝุ่นทั้งขี้ดินปลิวว่อนกระจายไปทั่วบริเวณ

เสียงเบรคยาว…..!!! ของรถยนตร์ดังลั่นถนน เสียงรถชนประสานงากันอย่างรุนแรง เสียงกรี๊ดของคนในรถประจำทาง เสียงเอะอะโหวกเหวกโวยวายของคนที่ตกอกตกใจดังเซ็งแซ่ไปหมด แทบจับไม่ได้ศัพย์ว่าเป็นเสียงอะไรต่ออะไร

เขานั่งตาค้างมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างใจหายใจคว่ำ เมื่อเหตุการณ์ต่าง ๆ สงบลง และแน่ใจว่าปลอดภัย จึงปล่อยมือจากร่างที่โอบไว้

"ไม่เป็นไรแล้วครับ ปลอดภัยแล้ว" เขาตบหลังเธอเบา ๆ

กริ่งค่อย ๆ ขยับตัวถอยออกมา พลางมองหน้าเขาอย่างมึนงง

"นี่มันเกิดอะไรขึ้น!!"

เธอหันไปมองสภาพรอบตัว สีหน้านั้นซีดเผือดลงอย่างตกใจ เมื่อมองเห็นต้นไม้ใหญ่และป้ายรถประจำทางอันนั้นหักงอบิดเบี้ยวอยู่ใต้ซากเหล็กดุ้นเขื่องของป้ายโฆษณาที่เธอยืนอยู่แถวนั้นเมื่อครู่นี้ พลางกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ยืนนิ่งอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง

"ขอบใจนายมากนะที่ช่วยฉันไว้ ไม่งั้นฉันคง..." เธอหันไปขอบคุณเพื่อนนักศึกษาที่ยืนเงียบอยู่ข้าง ๆ

ทั้งคู่ลุกขึ้นยืน พลางปัดขี้ฝุ่นขี้ดินที่เปอะเปื้อนตามเสื้อผ้า

"บางที….ถ้าผมแบนอยู่ใต้นั้นคงดี…" เขาพูดขึ้นลอย ๆ

ไซก้าวข้ามเศษป้ายที่กระเด็นมากองอยู่แถวนั้น

"ทำไมพูดยังงั้นล่ะ" คิ้วเรียวนั้นขมวดเข้าหากัน ดวงตาเธอฉายแววไม่เข้าใจ

ไซหัวเราะหึ ๆ อยู่ในลำคอ

"ช่างเถอะ อย่าสนใจเลย ผมพูดเล่น" นักศึกษาหนุ่มยิ้มแค่น ๆ ก่อนสาวเท้าไปข้างหน้า มองป้ายใหญ่มหึมาที่ล้มคว่ำอยู่ตรงหน้ากินพื้นที่เข้าไปในถนนจนเกือบข้ามไปอีกฝั่งของถนน ก้อนดินติดอยู่ที่ฐานป้ายเป็นกระจุก ๆ เรียกว่า ถอนรากถอนโคนออกมาเลย

"นายคงมีเรื่องกลุ้มใจสิ คนเราไม่มีใครพูดเล่นแช่งตัวเองหรอก" เธอยังไม่หายสงสัย

"ดูนั่นสิ!" เขาเปลี่ยนเรื่องชี้ให้เธอดูเสาไฟฟ้าที่หักโค่นล้มเป็นแถบ ๆ เนื่องจากป้ายยักษ์ล้มทับสายไฟที่ขึงตึงอยู่ระหว่างเสาไฟฟ้าแต่ละต้น จึงดึงรั้งจนเสาไฟฟ้าหักโค่นตาม เป็นแถวต่อเนื่องกันยืดยาว

สภาพท้องถนนอยู่ในภาวะที่ใช้การไม่ได้ รถติดแหงก และจอดนิ่งอยู่อย่างนั้นไปตลอดแนวของถนน ยาวสุดสายตาเท่าที่สามารถมองเห็นได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาควบคุมสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่จากการไฟฟ้ามาจัดการเรื่องสายไฟ บริเวณนั้นไฟฟ้าถูกตัดดับหมด ผู้คนต่างหน้าตาเคร่งเครียดไปตาม ๆ กัน และเริ่มพึ่งสองเท้าของตัวเองมากกว่า

"นายดูรถคันนั้นสิ คนขับจะเป็นอะไรหรือเปล่าเนี่ย น่าสงสารจังเลยเนอะ" กริ่งมองเห็นรถคันหนึ่งอยู่ใต้เสาไฟฟ้าที่หักล้มโค่นลงมา หลังคาด้านคู่กับคนขับยุบไปซีกหนึ่ง

"เขามีกฎหมายที่ใช้ควบคุมป้ายพวกนี้หรือเปล่านะ" เธอหันไปขอความเห็น

ชายหนุ่มไม่ได้พูดอะไรสักคำ เขานิ่งเงียบเหมือนไม่ได้ยินสิ่งที่เธอถาม ทั้ง ๆ ที่เขาเคยอยากรู้จักอยากคุยกับเธอแต่ไม่มีโอกาส พอโอกาสมาถึง เขากลับมีเรื่องกลุ้มใจจนไม่อยากพูดกับใครทั้งนั้น ทำไมเธอไม่เข้ามารู้จักเขาก่อนหน้านี้ ทำไมเราต้องมารู้จักกันตอนนี้ ตอนที่เขากำลังมีเรื่องไม่สบายใจ เขากลัวจะทำให้เธอรู้สึกแย่ ๆ ตามไปด้วย ปรายสายตามองคนที่เดินตามมา เธอดูเงียบขรึมกว่าเดิม เขาไม่ได้ยินเสียงใส ๆ ของเธออีกเลย เขารู้สึกอยากจะขอโทษที่ไม่ได้ใส่ใจ หรือสนใจในคำพูดของเธอที่คอยถามไถ่และขอความเห็น

ทั้งคู่เดินเรียบริมถนนไปเรื่อย ๆ ทิ้งภาพโกลาหลวุ่นวายไว้เบื้องหลัง เขาพาเธอลัดเลาะไปตามเส้นทางที่พอรู้จัก เพราะมองไปทางไหนก็เห็นแต่รถติดเต็มถนนไปหมด ซึ่งเป็นผลระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว กว่าจะถึงป้ายรถประจำทางที่การจราจรเริ่มใช้การได้ ก็เล่นเอาเหน็ดเหนื่อยและเมื่อยล้าไปตาม ๆ กัน

ฝนเริ่มลงเม็ดพรำ ๆ แล้วหนักขึ้นเรื่อย ๆ ป้ายรถประจำทางที่ปราศจากหลังคา และที่พักผู้โดยสารทำให้กริ่งหยิบร่มพับจากกระเป๋าสะพายขึ้นมากาง แต่ก็ไม่อาจนิ่งเฉยปล่อยให้เขายืนตากฝนอยู่ลำพังได้ เหมือนว่าเธอไม่เคยรู้จักเขาเลย ทั้ง ๆ ที่เขาได้ช่วยชีวิตเธอไว้เมื่อครู่นี้

"ฝนตกแล้ว" เธอก้าวเข้าไปหาเขา พลางยื่นร่มกันฝนให้

ไซหันมามองเพื่อนสาว

"ผมถือให้นะ" พลางเอื้อมมือมาจับที่คันร่ม กริ่งจึงปล่อยมือจากคันร่มนั้น

"นายว่า เราจะไปเรียนทันมั้ย" เธอมองหน้าปัดนาฬิกา แล้วเงยหน้ามองเขา
"น่าจะทันเนอะ ดีนะที่วันนี้เราออกมาเร็วกว่าเดิม แล้วมีเรียนสองคาบสุดท้ายพอดี" เธอพยายามชวนเขาพูดคุย โดยถามเองตอบเองเสร็จสรรพ เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ เพราะความนิ่งเงียบ ทำให้เธอรู้สึกอึดอัด

รออยู่นานราว ๑๕ นาที รถเมล์คันที่จะพาเธอและเขาไปยังสถานศึกษาก็เลี้ยวออกมาจาก
ทางเบี่ยง ตรงมายังป้ายที่ทั้งสองยืนรออยู่

ฝนเริ่มซาลง กริ่งจึงหุบร่ม แล้วสืบเท้าออกไปรอริมฟุตบาท

"อ้าว...นายไม่ไปเรียนเหรอ" เธอเห็นเขายืนขรึมอยู่ที่เดิมไม่ขยับตัว

"ไปเถอะ ผมไม่ไป วันนี้ผมไม่มีอารมณ์จะเรียน" เขาตอบด้วยน้ำเสียงเบื่อ ๆ
"ทำไมล่ะ" กริ่งเดินกลับมา
"รถมาแล้ว รีบไปเถอะ" เขาตัดบท
เธอหันไปมองรถเมล์ที่เข้ามาจอด แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะหันมาชวนเขา
"ไปด้วยกันสิ"
"ไม่ล่ะ เธอไปเถอะ" เขายังยืนกรานคำเดิม

ช่วงที่กริ่งหันมาชวนเขา พอหันกลับไปอีกครั้ง รถเมล์คันนั้นก็เคลื่อนตัวออกจากป้ายไป

"ขอโทษนะ"

กริ่งยิ้มพลางไหวไหล่
"ช่างเหอะ ไม่เป็นไรหรอก ว่าแต่นายน่ะ ขาดเรียนจนจะไม่มีสิทธิ์สอบอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ
ทำไมไม่ไปเรียนล่ะ" เธอเดินกลับมายืนอยู่ข้างเพื่อนหนุ่ม
"เธอรู้ได้ยังไง" ไซหันมามองหน้าเธออย่างสงสัย คิ้วที่ขมวดกันยุ่งเหยิงอยู่แล้ว ยิ่งย่นมากกว่าเดิม
"เพื่อนฉันเขาอยู่ห้องเดียวกับนายเขาเล่าให้ฟัง"
คิ้วย่น ๆ ของเขาเริ่มคลายตัวเมื่อได้รับคำตอบ

กริ่งมองสีหน้าเขาที่กลับไปเรียบเฉยอย่างเดิม เหมือนคนไร้ชีวิตจิตใจ
"นายกลุ้มใจเรื่องอะไร"
"ช่างเถอะ อย่าสนใจเลย" เขาถอนหายใจยาว
"ถ้าฉันอยากจะบอกอะไรนาย นายจะเชื่อฉันมั้ย"

เขาได้แต่นิ่งเงียบไม่ตอบ

แม้จะเดาออกว่าสุดท้าย เขาคงไม่เชื่อคำพูดของเธอ แต่เธออยากพูดให้เขาฟัง…

"นายจะเชื่อไม่เชื่อก็เรื่องของนาย แต่อยากจะบอกนายในฐานะเพื่อนนายคนหนึ่ง ไม่ว่านายจะมีเรื่องอะไรกับใคร เรื่องอะไรก็ช่าง อย่ามัวเอาเรื่องนั้นมากลุ้มอยู่เลยนะ หน้าที่ของนายตอนนี้คือ เรียน เรียนให้จบ เหลืออีกเทอมเดียวเท่านั้น นายก็จะจบแล้ว ถึงกลุ้มไปก็ไม่มีประโยชน์”
เธอมองหน้าเฉยชาของเขาตลอดเวลา สายตาเขาจับอยู่บนถนนที่มีรถวิ่งผ่านไปมาเหมือนไม่สนใจคำพูดของเธอเลย

“อดทนหน่อยสิ อย่าให้เวลาที่ผ่านมาสองปีเปล่าประโยชน์ ไปเรียนเถอะ อีกแค่ไม่กี่เดือนนายก็จะจบแล้ว อดทนอีกนิดเดียวเอง ว่าไงล่ะ" กริ่งรู้สึกเสียดายอนาคตของเขา จนอดที่จะพูดเตือนอย่างห่วงใยไม่ได้ เธอได้ยินเรื่องราวของเขา ที่เพื่อนมักจะมาบ่นด้วยความเป็นห่วงให้ฟังอยู่เสมอ แต่เขาก็ยังยืนทื่อบื้อราวกับรูปปั้น เฉยเมยไม่ยินดียินร้าย ริมฝีปากเม้มสนิท ดวงตาคู่นั้นหม่นเศร้า

และแล้วรถเมล์อีกคันก็แล่นตรงมา กริ่งหันไปมองรถเมล์คันนั้น

"แล้วแต่นายละกัน ชีวิตเป็นของนายนี่นะ" เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่
"คิดดูให้ดีละกัน อนาคตอยู่ในกำมือนายแล้ว นายจะทิ้งเวลา ๒ ปีที่ผ่านมาให้ผ่านไปฟรี ๆ โดยไม่แคร์ก็ตามใจ ถ้านายอดทนอีกนิดหนึ่ง อย่างน้อย ๆ นายก็มีวุฒิที่จะใช้สมัครงานหรือเรียนต่อได้อย่าเอาแต่อารมณ์ชั่ววูบ ไม่งั้นนายจะไม่ได้อะไรเลย เวลาผ่านไปแล้วก็ผ่านเลยนะ ฉันไปล่ะ"

เธอโบกรถเมล์ ทันทีที่รถเมล์จอดก็ก้าวเท้าขึ้นอย่างไม่รอช้า รถออกจะแน่นมากจนเธอต้องยืน
อยู่บนบันไดขั้นสุดท้าย แต่มันยังว่างพอหากเขาจะก้าวขึ้นตามไปด้วย

ไซยืนนิ่งอยู่ที่เดิมมองรถเมล์คันนั้นแล่นผ่านไป ในหัวสมองของเขารู้สึกสับสนวุ่นวาย เขาคิดไม่ตกว่าควรทำอย่างไรดี เรื่องราวต่าง ๆ มันมะรุมมะตุ้มเต็มหัวไปหมด เขารู้สึกหมดแรง หมดกำลังที่จะทำอะไรต่อไป

รถเมล์คันนั้นแล่นไปติดไฟแดงอยู่ไม่ไกลนัก

เสียงของเธอยังดังก้องกังวาลอยู่ในหัว สะท้อนกลับไปกลับมา ครั้งแล้วครั้งเล่า คำพูดทิ้งท้ายของเธอ ทำให้เขาต้องคิดทบทวนการตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิตใหม่ เขาก้มลงมองเวลาที่ข้อมือ แล้วปราดมองไปที่รถเมล์คันนั้น หากเขาพลาดรถเมล์คันนี้ เขาจะไปไม่ทันวิชาแรกของคาบบ่าย และหากเขาจำไม่ผิดเขาหมดสิทธิ์ที่จะขาดวิชานี้เสียแล้ว

ทันทีที่หัวสมองของเขาคิดได้ ไซรีบกวดฝีเท้าไปที่รถเมล์คันนั้นทันที

"รอผมด้วย..!!!!."

วิ่งไปพลางมองสัญญาณไฟจราจรที่ยังคงเป็นสีแดงอยู่

“อย่าเพิ่งเปลี่ยนสีนะ อย่าเพิ่งเปลี่ยน…อย่าเพิ่งเปลี่ยน…อย่า….” เขาได้ภาวนาอยู่ในใจตลอดเวลา ตั้งหน้าตั้งตาวิ่ง…วิ่ง….วิ่ง…..วิ่งอย่างเดียว วิ่งอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

และแล้ว….สัญญาณไฟจราจรสีแดงเปลี่ยนเป็นสีเหลือง...

"อีกนิดเดียว…."

เขาฮึดวิ่งต่อไป แม้จะรู้สึกเหนื่อยหอบแทบขาดใจ มองระยะทางที่เหลืออีกเพียง ๕ เมตรเท่านั้น

สัญญาณไฟจากสีเหลืองเปลี่ยนเป็นสีเขียวในที่สุด รถยนต์ที่จอดอยู่ด้านหน้าของรถเมล์คันนั้นเริ่มทยอยกันออกตัววิ่งไป จนมาถึงรถคันหน้าสุดของรถเมล์คันนั้นเริ่มเคลื่อนตัวเช่นกัน แล้วรถเมล์คันนั้นก็เริ่มเคลื่อนตัวตามไป

ไซใจหายวาบ มองรถเมล์คันนั้นกำลังเคลื่อนตัวออกไป แต่ไม่ละความพยามยาม

เขาเอื้อมมือคว้าขอบประตูรถเมล์เอาไว้ แล้วเหวี่ยงตัวกระโดดขึ้นรถเมล์ได้ทันก่อนที่รถจะเพิ่มความเร็ว

กริ่งหันขวับมามองเขาอย่างงง ๆ แล้วค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นยิ้มอย่างดีใจที่เห็นเพื่อนตัดสินใจเลือกทางเดินที่ถูกต้อง เขาหายใจหอบแรง ๆ อย่างเหน็ดเหนื่อย มองเธอที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม ดวงตาหม่นเศร้าเมื่อครู่จางหายไป สีหน้าของเขาดูมีชีวิตชีวาขึ้นกว่าเดิม

นับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป เขาจะได้เริ่มทำความรู้จักกับเธอเหมือนที่เคยอยากรู้จักเธอมานาน…

แล้วรถเมล์คันนั้นก็พาเขาทยานสู่เส้นทางที่เขาได้ตัดสินใจเลือกเองแล้ว

ริเศรษฐ์
๑๔ ก.ค. ๓๙
ปรับปรุงใหม่ ๖ ต.ค. ๔๖



Create Date : 11 กันยายน 2548
Last Update : 2 พฤศจิกายน 2548 11:31:28 น. 1 comments
Counter : 278 Pageviews.

 
I love you


โดย: ojc.chi IP: 203.209.123.35 วันที่: 14 พฤศจิกายน 2549 เวลา:17:38:23 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

ริเศรษฐ์
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ที่นี่คือบ้านแห่งมิตรภาพ
ตั้งอยู่ในหมู่บ้านกำหลาบความเหงา
ถนนน้ำใจ ตำบลยอมรับ ทั้งหนักทั้งเบา
อย่าลืมอำเภอเรา อำเภอจริงใจที่สุดตลอดกาล
อ้อ! จังหวัดเป็นกำลังใจให้ตลอด
หากเธอว่างแวะมาจอดอย่ารีบผ่าน
ระหัสไปรษณีย์ “รอเธอมาเป็นเพื่อนอยู่นะ”
รอพบพาน.....
ไงก็มาสาบานเป็นเพื่อนกัน
ข้อความทักทาย s
New Comments
Friends' blogs
[Add ริเศรษฐ์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.